กลุ่มชาติพันธุ์ : โอก๋อง

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : โอก๋อง
  • ชื่อเรียกตนเอง : อุก๋อง, โอก๋อง, ละว้า
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : โอก๋อง, ละว้า
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : มีภาษาพูด ไม่มีภาษาเขียน ภาษาพูดจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibeton) สาขาภาษาโลโล-พม่า (Lolo-Burmese) สาขาย่อยก๊อง
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ชาวบ้านอธิบายว่าคำว่า “โอ” แปลว่า “คน” ส่วน “ก๋อง” ไม่ทราบความหมาย อาจมาจากคำว่า “ละว้า” ซึ่งเกิดจากการพูดเร็ว จึงทำให้ชาวบ้านสามารถรับคำว่า “ละว้า” มาใช้โดยสะดวกใจ ดังนั้น เวลาที่มีนักวิชาการ ทางการ และชาวลาวครั่งที่ยังไม่ได้รู้จักชาวโอก๋องดีพอก็มักจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ละว้า” (สัมภาษณ์ นางแพ แสนเงิน, 2558; สัมภาษณ์ นางธิดา เพ็ญศิริ, 2558; สัมภาษณ์ นางฉวีวรรณ ศิริปิตา, 2558) อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่เวลาพบกับคนภายนอก ชาวโอก๋องมักเรียกตนเองด้วยว่า “ละว้า” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่ามีชาวละว้าหรือลัวะอาศัยอยู่ในเขตนี้ไปด้วย

              ในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผนที่กล่าวว่า “พวกละว้าป่าเดินตามกัน” (ขุนช้างขุนแผน, 2506: ตอนที่ 19) และโคลงนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ความว่า “เกรี่ยงปะละว้ารับ” (สุนทรภู่, 2518: 314-324) นั้น จึงอาจเป็น “โอก๋อง” เพราะประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวโอก๋องบอกว่าอยู่ในพื้นที่นี้มาเกิน 200 ปี เดิมอยู่กาญจนบุรีแล้วย้ายมาสุพรรณบุรี และมีบางกลุ่มที่ย้ายไปยังจังหวัดอุทัยธานี

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย อาจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เอกสารอ้างอิง

              ฉวีวรรณ ศิริปิมา. โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาศูนย์ละว้า (ก๋อง) ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางด้านภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านกกเชียง ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2552.

              มยุรี ถาวรพัฒน์. สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ก๊อง (อุก๋อง). กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล, 2540.  

              มยุรี ถาวรพัฒน์. รายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการโครงการบันทึกรวบรวมเพื่อการสงวนรักษาภาษาและภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ภาษาก๋อง (Gong). กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, 2558. (เอกสารอัดสำเนา)

              มนัส ขุนณรงค์ และคณะ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการการศึกษาและฟื้นฟูภาษา-วัฒนธรรมละว้า (ก๋อง) บ้านกกเชียง ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), 2549. (เอกสารอัดสำเนา)

              ศิลปากร, กรม. ชีวิตและงานของสุนทรภู่.  กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร, 2518.

    สัมภาษณ์

              นางฉวีวรรณ ศิริปิมา, อายุ 35 ปี (ชาวโอก๋อง). บ้านเลขที่ 1 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม, 19 ธันวาคม 2558.

              นายเตย แสนเงิน, อายุ 79 ปี (ชาวโอก๋อง และมีเชื้อสายชาวลาวครั่ง). บ้านเลขที่ 10 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม, 19 ธันวาคม 2558.

              นายถือ ศิริปิมา, อายุ 45 ปี (ชาวโอก๋อง). บ้านเลขที่ 1 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558.

              นางธิดา เพ็ญศิริ, อายุ 41 ปี (ชาวโอก๋อง). บ้านเลขที่ 125 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม, 19 ธันวาคม 2558.

              นางแพ แสนเงิน, อายุ 72 ปี (ชาวโอก๋อง). บ้านเลขที่ 15 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23-24 ตุลาคม 2558.

              นายแสวง รังสิมากุล, อายุ 62 ปี (ชาวลาวครั่ง). บ้านเลขที่ 141 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2558.

              นางหวัง แสนเงิน, อายุ 58 ปี (ชาวโอก๋อง). บ้านเลขที่ 10 ม.10 บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี, สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2558.

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี600
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              กลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านกกเชียง  ต. ห้วยขมิ้น อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี  เป็นที่รู้จักกันในพื้นที่ในชื่อของละว้า  อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ ชาวโอก๋องก็นิยามตัวเองว่าเป็นละว้า ในบางสถานการณ์ก็นิยามตัวเองว่าเป็นโอก๋อง ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างกัน  ตามคำบอกเล่าชาวโออก๋องเคยอยู่อาศัยอยู่ในสามพื้นที่หลักคือ  ที่บ้านหนองปรือ ต. นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ. กาญจนบุรี  บ้านวังควาย  และบ้านกกเชียง ต. ห้วยขมิ้น อ. ด่านช้าง จ. สุพรรณบุรี  และ ที่จังหวัดอุทัยธานี  ไม่มีข้อมูลว่าเป็นหมู่บ้านใด ทั้งนี้ข้อมูลชุดนี้จะเป็นชุดข้อมูลของบ้านกกเชียงเป็นหลัก เนื่องจากอีกสองหมู่บ้านนั้น ไม่ปรากฏการศึกษาข้อมูลสนามอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชุดนี้จึงมิอาจหมายรวมว่าเป็นข้อมูลที่จะสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ของชาวโอก๋องได้ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ศึกษากลุ่มชาติพันธุ์นี้น้อยมาก และยังไม่ครอบคลุมในทุกหมู่บ้าน 

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ประวัติศาสตร์ของชาวโอก๋องบ้านกกเชียงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วงเวลาหลักคือ สมัยก่อนการตั้งหมู่บ้านกกเชียง และสมัยหลังการตั้งหมู่บ้านกกเชียง มีรายละเอียดดังนี้

              1) ประวัติศาสตร์สมัยก่อนการตั้งหมู่บ้านกกเชียง

              ประวัติความเป็นมาของชาวโอก๋องยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด เดิมชาวโอก๋องคงอยู่ใกล้กับเขตแดนไทย-พม่า และอาจเข้ามาพร้อมกับสงครามไทยกับพม่าช่วงสมัยใดสมัยหนึ่ง ตามที่มยุรี ถาวรพัฒน์ สันนิษฐานว่า ชาวโอก๋องคงเข้ามาพร้อมกับการกวาดต้อนของกองทัพไทยราว 200 ปีมาแล้ว โดยอยู่ที่กาญจนบุรี แล้วจึงค่อย ๆ อพยพมาที่ จ.สุพรรณบุรี และอุทัยธานี (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2539) และจากงานศึกษาของเดวิด แบรดเลย์ (David Bradley) ทำให้พอสันนิษฐานได้ว่าชาวโอก๋องเดิมอยู่บริเวณแม่น้ำแควใหญ่และแควน้อย ใน อ.สังขละบุรี และ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี แล้วจึงเคลื่อนย้ายมาทาง จ.สุพรรณบุรี และ จ.อุทัยธานี มยุรี ถาวรพัฒน์ ได้ทำการศึกษาผ่านภาษาและจากการบอกเล่าของผู้อาวุโสชาวโอก๋องพบว่า ชาวโอก๋องที่บ้านหนองปรือ ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นบรรพบุรุษของชาวโอก๋องที่บ้านวังควาย และบ้านกกเชียง สาเหตุที่มีการอพยพจากบ้านวังควายมาที่บ้านกกเชียง เพราะมีไข้ป่าและโจรผู้ร้ายชุกชุม (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2558)

              2) ประวัติศาสตร์หลังการตั้งหมู่บ้านกกเชียง

              หมู่บ้านกกเชียงเป็นที่รับรู้ของทางการสยามมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2453 เป็นอย่างน้อย เพราะได้มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านคนแรกขึ้นมีชื่อว่า นายมา แสนเงิน แสดงว่าหมู่บ้านคงตั้งมาก่อนหน้าปี พ.ศ.2453 พัฒนาการของหมู่บ้านสามารถแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้ (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552)

                 - ยุคบุกเบิก: เล่ากันว่าเดิมชาวโอก๋องบ้านกกเชียงอาศัยอยู่ที่บ้านละว้าวังควาย แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านกกเชียง เพราะเกิดโรคระบาด และมีโจรผู้ร้ายชุกชุม

                  ความทรงจำเกี่ยวกับการอพยพยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในงานพิธีกรรมของหมู่บ้านคืองานไหว้ผีหมู่บ้าน โดยในพิธีจะมีการบูชาเจ้าพ่อภูเขา 4 องค์ หนึ่งในนั้นมีอยู่องค์หนึ่งคือ เขาขมวย เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ที่บ้านละว้าวังควาย นอกจากนี้ นายเตย แสนเงิน เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนชาวโอก๋องบ้านกกเชียงจะเดินทางไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านละว้าวังควายอยู่เสมอ ใช้เวลาเดินจากบ้านกกเชียงไป 1 วัน 1 คืน มักเดินทางไปช่วงสงกรานต์ เพราะเป็นช่วงที่ว่างงานกัน (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558)

     

    ถนนสายเก่าสำหรับเข้าหมู่บ้านกกเชียงเป็นถนนดิน ถนนสายนี้เลิกใช้ไปหลายปีแล้ว

    เพราะมีถนนคอนกรีตที่สะดวกสบายมากกว่า ตัดเข้ามาในหมู่บ้าน

     

                 - ยุคเริ่มพัฒนา : ราว พ.ศ.2480-2500 เป็นช่วงที่เริ่มมีคนลาว (ลาวครั่ง) และคนไทยเข้ามาเพื่อค้าขาย และยังมีการแต่งงานกัน ทำให้ชาวโอก๋องสามารถพูดภาษาลาวได้ ผู้ใหญ่ทองลักได้จัดให้บ้านของชาวลาวอยู่บริเวณรอบนอกหมู่บ้าน เรียกว่าบ้านกกเชียงน้อย ซึ่งอยู่บริเวณหน้าฝายกั้นน้ำหน้าโรงเรียนกกเชียงในปัจจุบัน ดังนั้น จึงทำให้บ้านของชาวโอก๋องตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ส่วนรอบนอกเป็นบ้านของชาวลาว

                  ในระยะเดียวกันนั้น ราว พ.ศ.2500-2510 บ้านกกเชียงได้กลายเป็นพื้นที่แอบซ่อนของโจร ซึ่งเป็นคนไทย โจรกลุ่มนี้ได้เคยยกพวกไปปล้นบ้านชาวกะเหรี่ยงหลายครั้ง ทำให้ชาวกะเหรี่ยงไม่พอใจ และยกพวกมาแก้แค้นที่บ้านชาวโอก๋อง ทำให้มีชาวโอก๋องตาย ทางกองปราบปรามจึงเข้ามาดูแลความปลอดภัย ทำให้ในปี พ.ศ.2511 ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์มาลงที่บ้านกกเชียงนำผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวสาร และยารักษาโรคมาแจก พร้อมดูแลเรื่องโจรผู้ร้าย และมีการพัฒนาทางเท้าเพื่อออกไปนอกหมู่บ้านจนกลายเป็นทางเกวียนในเวลาต่อมา (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552)

                  ต่อมาเกิดโรคระบาดขึ้น คาดว่าคงเป็นไข้ป่า มีคนตายกัน “เช้าศพเย็นศพ” ทำให้ผู้ใหญ่บ้านตัดสินใจย้ายหมู่บ้านมาอยู่บนพื้นที่สูงมากขึ้นคือทางเหนือของบ้านเดิม จึงทำให้ชาวละว้ามีจำนวนเหลือไม่มากนัก (มนัส ขุนณรงค์ และคณะ, 2549)

                  - ยุคพัฒนา: เป็นช่วงเวลาที่ทางการได้ตัดถนนลูกรังเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อ พ.ศ.2524 อีกหนึ่งปีให้หลังก็ได้มีไฟฟ้าเข้ามา โดยขึ้นกับการดูแลของศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดอุทัยธานี และอีกหนึ่งปีถัดมาได้มีการสร้างอ่างเก็บน้ำ เมื่อสาธารณูปโภคมีความพร้อม ได้ดำเนินเรื่องจัดตั้งโรงเรียน ซึ่งเป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ.2529 จึงได้มีการก่อสร้างโรงเรียนบ้านกกเชียงขึ้น ทำให้ลูกหลานชาวโอก๋องอ่านออกเขียนได้ 

     

    โรงเรียนบ้านกกเชียง ด้านหลังเป็นเขาพุระกำ

     

     

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ในอดีตอย่างน้อยเมื่อราว 50-60 ปีก่อน ราวก่อน พ.ศ.2500 ชาวโอก๋องยังดำรงชีพด้วยการทำการเกษตรแบบยังชีพ และการล่าสัตว์หาของป่าเป็นหลัก ในไร่ข้าวจะปลูกพืชอาหารหลายชนิดร่วมด้วยเช่น ฟักทอง โหระพา ตะไคร้ มะเขือ   นอกจากนี้ยังมีการปลูกข้าวโพด อ้อย และพริกบ้างเพื่อเอาไปขาย (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540) ส่วนของที่ซื้อกลับมาได้แก่หอม กระเทียม ปลาร้า เกลือ

              การปลูกข้าวของชาวโอก๋อง เป็นการปลูกข้าวไร่ เป็นแบบไร่หมุนเวียน เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับที่ดอนและภูเขา วัฏจักรในการปลูกข้าวจะเริ่มต้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์จะเป็นการถางไร่ เมื่อถึงเดือนมีนาคมหรือราวเมษายนเมื่ออากาศร้อนได้ที่ ชาวบ้านจะทำการเผาไร่ จากนั้นในเดือนพฤษภาคมจะทำการเก็บเศษไม้ที่เผาแล้ว พอถึงเดือนมิถุนายนก่อนที่จะทำการหยอดข้าว เพื่อความเป็นศิริมงคล ชาวบ้านจะทำพิธีไหว้ผีเจ้าบ้าน เมื่อฝนแรกตกในราวเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ชาวบ้านจะเริ่มทำการหยอดข้าว จะใช้ไม้แทงดิน แล้วหยอดเม็ดข้าวลงไป จากนั้นก็จะดูแลต้นข้าวทำการถางหญ้าเพื่อไม่ให้มาแย่งอาหาร ระหว่างนี้ชาวบ้านจะหาหน่อไม้เป็นอาหารเสริมไปด้วย เมื่อต้นข้าวเริ่มสูงกว่าต้นหญ้าแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลอีกปล่อยจนข้าวตั้งท้อง เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องจะมีการทำขวัญข้าว ผู้ที่ทำขวัญข้าวจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ จะอธิษฐานว่า “แม่โพสพพ่อโพสพ หิวส้มหิวหวาน กำลังท้องกำลังไส้ให้มากิน” (ในภาษาโอก๋องเรียกพ่อโพสพและแม่โพสพว่า “พุเกะ”) จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ชาวบ้านจะเกี่ยวข้าวครอบครัวของใครของมัน ไม่มีลักษณะการร่วมแรงกันทำ (ลงแขก) และเอาข้าวเข้ายุ้ง

     

    ข้าวไร่ที่บ้านกกเชียง        

      

    อ้อยหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของหมู่บ้านกกเชียงในปัจจุบัน

     

              นอกจากนี้แล้ว ยังพบว่าในอดีตเคยมีการปลูกเดือย ซึ่งปกติจะได้กินกันในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ปัจจุบันชาวบ้านไม่ได้กินกันแล้ว เพราะเลิกปลูกกันไปเมื่อราว 50 ปีก่อน นอกจากนี้แล้ว ถ้าไม่มีข้าวกินบางครั้งจะไปรับจ้างแรงงานกันที่บ้านกกตาด เป็นบ้านชาวลาวครั่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 12 กิโลเมตร การไปรับจ้างแรงงานนี้ก็เพื่อเอาแรงแลกข้าวมากินกัน

              วิถีการผลิตของชาวโอก๋องเริ่มเปลี่ยนแปลงไปหลัง พ.ศ.2500 เป็นต้นมา อันเป็นผลมาจากการที่ทางการได้เข้ามาส่งเสริมการเพาะปลูกพืชชนิดใหม่ ๆ โดยเริ่มจากการปลูกข้าวโพด พริก ละหุ่ง ฝ้าย จากนั้นในปี พ.ศ.2530 ชาวบ้านปลูกข้าวโพดกันมากขึ้น มีพ่อค้ามารับซื้อ เมื่อชาวบ้านได้เงินจากการปลูกพืชมากขึ้น ก็เริ่มทำการเปลี่ยนแปลงบ้านจากบ้านที่เป็นกระท่อมมาเป็นบ้านที่ใช้ไม้จริง มุงหลังคาด้วยสังกะสี และชุมชนเริ่มขยายตัวหนาแน่นมากขึ้น ต่อมาเริ่มมีการปลูกอ้อยกันมากขึ้น เพราะมีโรงงานน้ำตาลมิตรผลมาตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านเมื่อ ราว พ.ศ.2535 ส่งผลทำให้คนที่เคยเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ บางส่วนเริ่มทยอยกลับมาทำงานในหมู่บ้านแทน แต่ปัญหาของการปลูกอ้อยคือทำให้ดินเสียไว ตอนหลังชาวบ้านจึงเริ่มมาปลูกมันสำปะหลังกันด้วย แต่ในทางตรงกันข้ามชาวบ้านก็แทบไม่ปลูกข้าวกินอีก แต่อาศัยการซื้อข้าวกินแทน (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, สัมภาษณ์ นายถือ ศิริปิมา, 2558) 

     

     ชาวโอก๋องในหมู่บ้านกกเชียง   

     

     สภาพภายในหมู่บ้านกกเชียงในปัจจุบัน

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ชาวโอก๋องนับถือญาติฝ่ายมารดาเป็นหลัก ดังเห็นได้จากเมื่อแต่งงานฝ่ายชายจะต้องไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง เพื่อช่วยงานของบ้านฝ่ายหญิง จนเมื่อมีลูกแล้วจึงจะสามารถแยกเรือนออกไปได้ สำหรับลูกคนสุดท้องไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงถือเป็นหน้าที่ว่าจะต้องอยู่กับพ่อแม่ เพราะมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540) อย่างไรก็ตาม มีประเด็นหนึ่งที่คนภายนอกเข้าใจไม่ถูกต้องคือมีการอธิบายว่าผู้ชายชาวโอก๋องสามารถมีภรรยาได้หลายคนนั้น เรื่องนี้จากการสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านพบว่าไม่เป็นความจริง

              ในเรื่องระบบสายตระกูลนั้นมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ระบบการแบ่งสายตระกูลของชาวโอก๋องบ้านกกเชียงมีความแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ อย่างมาก เพราะแบ่งสายตระกูลตามพฤติกรรมหรือนิสัยเฉพาะ ประกอบด้วย 4 ตระกูลหลัก ดังนี้

              สายตระกูลทีก้อง เป็นตระกูลอาบน้ำ เป็นพวกชอบอาบน้ำ โดยก่อนที่จะออกไปไหนมาไหนก็ตามจะต้องอาบน้ำ

              สายตระกูลเชงก้อง เป็นตระกูลนกบิน เป็นพวกที่ชอบหากินตามป่าตามเขา

              สายตระกูลอังดีก้อง เป็นตระกูลดีใจ เวลาเห็นอะไรหรือมีข่าวอะไรก็ตามจะทำท่าทางตื่นเต้น และชอบทำเสียงดังแสดงอาการตื่นเต้นดีใจ

              สายตระกูลคือบาก้อง เป็นตระกูลตีหมา คือเป็นพวกที่เมื่อไม่พอใจสิ่งใดแทนที่จะบอกกับคนที่ไม่ชอบนั้นโดยตรงแต่จะตรงเข้าไปตีหมาหรือไล่หมาแทนเพื่อเป็นการประชด ชาวบ้านบอกว่าใกล้เคียงกับสำนวนไทยว่าตีวัวกระทบคราด (สัมภาษณ์ นางแพ แสนเงิน, 2558) 

     

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ในสมัยก่อนผู้หญิงชาวโอก๋องจะทอผ้าใช้เองเป็นหน้าที่ของผู้หญิง เพราะมีเวลาอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558) โดยผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำ นุ่งกางเกงขาก๊วยยาวคลุมเข่าเล็กน้อย สวมเสื้อแขนยาว มีปกตั้งคล้ายเสื้อคอจีน ผ่าหน้ามีกระดุมเรียงต่อกันลงมา สาบเสื้อทับกัน บริเวณปกเสื้อและสาบเสื้อจะมีการปักลวดลายด้วยไหมพรมสีสันสวยงาม ส่วนศีรษะโพกผ้าผืนยาว เพื่อให้ความอบอุ่น นิยมสะพายย่ามสีแดงสลับขาวเวลาออกจากบ้าน

     

    ชาวโอก๋องแต่งกายในชุดตามประเพณี

     

              ส่วนผู้หญิง นุ่งผ้าซิ่น เหน็บชายผ้าไว้ที่เอว คาดเข็มขัดทับหรือใช้เชือกมัด ลักษณะของผ้านุ่งไม่มีหัวซิ่นหรือตีนซิ่น สีที่นิยมในสมัยก่อนคือสีเขียวแก่ สีแดงคล้ำ และสีน้ำเงิน สวมเสื้อสีดำ แขนสั้น ปกตั้งคล้ายของผู้ชาย ด้านหน้าผ่าตลอด สาบเสื้อชนกันอาจจะใช้กระดุมติดหรือใช้เชือกผูก ที่ด้านนอกของบริเวณรอยต่อของแขนเสื้อกับตัวเสื้อนิยมเย็บด้วยด้ายสีแดงเป็นลายกากบาท ส่วนศีรษะโพกผ้าเช่นกันแต่มีรูปแบบต่างจากผู้ชาย ผู้หญิงนิยมใช้ถุงย่ามสีขาว (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540)

              เมื่อมีการตั้งโรงเรียนบ้านกกเชียงขึ้นเมื่อปี 2528 ทำให้เด็กในหมู่บ้านแต่งกายตามสมัยนิยม (สัมภาษณ์ นางแพ แสนเงิน, 2558) และด้วยระบบการเกษตรที่เปลี่ยนไปเป็นการเกษตรเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่มีเวลาทอผ้าเองอีกจึงได้หันไปซื้อเสื้อผ้าจากตลาดแทน ความนิยมการแต่งกายประจำเผ่าจึงหายไปเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน และชาวโอก๋องเพิ่งจะมารื้อฟื้นการสวมเครื่องแต่งกายตามประเพณีเมื่อราว 7-8 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อมีการวิจัยทางด้านภาษาวัฒนธรรม ทำให้คนภายนอกรู้จักชาวโอก๋องมากขึ้น และมีหน่วยงานราชการเชิญไปออกงาน จึงเริ่มเกิดความภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง อย่างไรก็ตาม เครื่องแต่งกายประจำเผ่าได้เปลี่ยนความหมายไปจากวิถีดั้งเดิมคือ ได้ได้แต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าในชีวิตประจำวัน แต่จะแต่งกันก็ต่อเมื่อมีคนเชิญไปทำการแสดงทั้งภายนอกและภายในหมู่บ้าน

     

                   

    เครื่องแต่งกายของเด็กชาวโอก๋องแบบดั้งเดิม                       ถุงย่ามของชาวโอก๋อง

    สมัยก่อนนิยมใช้สีดำเป็นสีพื้นในการตัดเสื้อผ้า

    แต่ปัจจุบันนิยมสีม่วงเพิ่มเติมเข้ามา

  • ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ประเพณีกู้ดล้อ

              ในอดีตประเพณีกู้ดล้อ บางครั้งเรียกว่า “เล่นกู้ดล้อ” จะจัดขึ้นในเดือน 4 (ราวมีนาคม) แรม 12 ค่ำ เป็นวันที่คนในหมู่บ้านจะไม่ทำงานกัน ตั้งแต่เช้าทุกคนจะต้องไปหาอาหารป่าเช่น แย้ และอื่น ๆ มาทำเป็นอาหาร มีการหมัก “เหล้าโท” (เหล้าที่ยังไม่กลั่น) ดื่มกัน กินเหล้ายาปลาปิ้งกันทั้งวันทั้งคืน พอถึงช่วงเวลากลางคืนจะเล่นรำวง ฟังดนตรี ตีกลอง และเป่าแคนกันสนุกสนาน ในปัจจุบัน ประเพณีกู้ดล้อเลิกทำกันไปแล้วในหมู่บ้านด้วยเหตุผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้คนในหมู่บ้านไม่มีเวลามากพอเช่นเคย น่าจะหายไปประมาณ 20-30 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ชาวบ้านเริ่มปลูกพืชเชิงเดี่ยว (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558)

              ประเพณีเวย่าหย่า

              เป็นประเพณีที่เลิกทำกันไปแล้ว ในอดีตจะถือเอาวันแรกของเดือน 3, 4, และ 5 (เดือนมีนาคม เมษายน พฤษภาคม) เป็นวันที่ฉลองกัน ไม่ทำงาน แต่จะกินเลี้ยงกัน ถือเป็นวันพักผ่อน แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยไปทำไร่ ประเพณีเวย่าหย่าเลิกทำกันไปประมาณ 20-30 ปีเช่นเดียวกับประเพณีกู้ดล้อ (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558)

  • การตายและการทำศพของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              เดิมเมื่อมีคนตายชาวโอก๋องจะใช้วิธีการฝังศพ แต่เมื่อมีวัดเข้ามาตั้งในหมู่บ้านจึงเปลี่ยนวิธีจากการฝังมาเป็นการเผาแทน ทำมาประมาณ 30 ปีแล้ว โดยเมื่อมีคนตายในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนจะต้องกลับมาภายใน 2-3 วัน ไม่ว่าจะอยู่ในไร่ในสวนหรือทำงานใด ๆ อยู่ก็ตาม การฝังศพจะฝังแบบหงายหน้า ศีรษะต้องหันไปทางทิศตะวันตก เมื่อนำศพลงไปแล้ว จะมีการเอาของต่าง ๆ ที่ผีเคยใช้ เช่น มีด ของใช้ เสื้อผ้า ขันน้ำ ใส่ลงไปด้วย จากนั้นจะเอาฟากไม้ไผ่ปูด้านบนตัวของศพ แล้วจึงจะเอาดินกลบได้ หลังจากกลบดินเสร็จ ต้องเอาไม้แหลมปักไว้โดยรอบ เพื่อกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย สำหรับป่าช้าเด็กกับป่าช้าผู้ใหญ่จะแยกออกจากกัน

              ในกรณีที่ผู้ตายตายผิดปกติ ผู้หญิงตายทั้งกลม จะต้องมีการสะกดวิญญาณเสียก่อน ด้วยการใช้ไม้หรือตะปูตอกไปที่หัว หัวใจ และเท้าทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้มาหลอกหลอนใครได้ (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558)

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

     

    นายเตย แสนเงิน ผู้เป็นจาจ้ำหรือผู้นำพิธีกรรมคนปัจจุบัน

     

              ในพิธีกรรมสำคัญของหมู่บ้าน ผู้นำพิธีกรรมหรือเรียกว่า “จาจ้ำ” จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ปัจจุบัน (เก็บข้อมูล พ.ศ.2558) นายเตย แสนเงิน เป็นจาจ้ำ คำว่า “จาจ้ำ” นั้นเป็นคำในภาษาลาว ซึ่งสะท้อนการรับอิทธิพลของกลุ่มลาวครั่งมาอย่างมาก เมื่อสอบถามจากจาจ้ำคนปัจจุบันคือนายเตย แสนเงิน ว่าตำแหน่งจาจ้ำนั้นมีคำศัพท์ในภาษาโอก๋องหรือไม่ ไม่พบว่ามีคำศัพท์ดังกล่าว สำหรับการสืบทอดความเป็นจาจ้ำจะสืบทอดผ่านสายตระกูล จะต้องเป็นคนที่มีเชื้อสายของโอก๋องหรือละว้าเท่านั้น การเรียนรู้ความเป็นจาจ้ำเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้มีการฝึก อาศัยการเรียนรู้เอาเอง เมื่อถึงคราวที่จะต้องทำหน้าที่เป็นจาจ้ำจะมีการเสี่ยงทายด้วยการหยิบข้าวสาร ถ้าได้เม็ดเดียวหรือเป็นเลขคี่จะได้เป็น แต่นอกจากการเสี่ยงทายแล้ว ในกรณีของนายเตย นั้นได้เป็นจาจ้ำ เพราะคนอื่นในหมู่บ้านเข้าฝันแล้วมาบอกว่านายเตยจะต้องเป็นจาจ้ำ ที่ผ่านมาพบว่าสายตระกูลอังดีก้องมักจะได้เป็นจาจ้ำ 

             

  • พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              1) พิธีไหว้ผีเจ้าบ้าน (พี กัง เฮ เคีย)

              พิธีไหว้ผีเจ้าบ้านเป็นพิธีสำคัญที่สุดของชาวโอก๋อง จัดขึ้นทุกปีในวันอังคาร ข้างขึ้น เดือน 6 ซึ่งเป็นข่วงเวลาก่อนการหยอดข้าว เป็นเวลาที่ทุกคนว่างและต้องการหลักประกันด้านความอุดมสมบูรณ์ของดินฟ้าอากาศ (สาเหตุที่เลือกวันอังคารเพราะถือว่าเป็นวันแข็งและวันดี) โดยพิธีนี้จะเป็นการเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีป่า ผีเขา และผีต่าง ๆ แต่ผีที่สำคัญที่สุดคือผีเขา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ปกปักคุ้มครองหมู่บ้าน 

     

      ศาลผีเจ้าบ้าน

     

    ศาลผี ศาลตะนอตะบึ้ก (ศาลเต่า) 

                                                                                                

     

    ศาลเจ้าที่ เป็นศาลขนาดเล็กมีสี่เสา

     

              ก่อนหน้าวันประกอบพิธี ชาวบ้านจะร่วมแรงกันไปทำความสะอาดบริเวณศาลและลานพิธี นอกจากนี้จะช่วยกันเตรียมของใช้ในพิธี เช่น จอกเหล้าสำหรับถวายเจ้าพ่อ ไม้เสียบกระดูกไก่ ที่สำคัญคือจะมีการช่วยกันสร้างศาล 2 ศาลคือ ศาลตะนอตะบึ้ก (ศาลเต่า)  และศาลเจ้าที่ ซึ่งในปัจจุบันทำจากวัสดุถาวรแล้ว จึงไม่ต้องทำกันใหม่ทุกปี (มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540; สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, 2558)

     

    ศาลเจ้าที่หลังเก่าในวันประกอบพิธีกรรมไหว้ผีเจ้าบ้าน รอบศาลมีไก่แขวนโดยรอบ

    (ที่มา: มยุรี ถาวรพัฒน์, 2540: 22)

     

              2) พิธีเรียกขวัญ

              ชาวโอก๋องมีความเชื่อเรื่องขวัญไม่ต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาษาโอก๋อง คำว่า “ขวัญ” คือ “เก๊ก” พิธีเรียกขวัญจะเรียกว่า “เก๊ก เคีย” ชาวโอก๋องเชื่อว่า ขวัญมี 9 ขวัญ โดยขวัญจะอยู่ที่ ศีรษะ หู (นับแค่ 1) ผม ตาสองข้าง มือสองข้าง และเท้าทั้งสองข้าง การเรียกขวัญจะทำเมื่อมีคนเจ็บป่วยไม่สบาย เด็กร้องไห้ไม่ทราบสาเหตุ ปัจจุบันคนที่ทำพิธีเรียกขวัญ เรียกว่า “หมอทำขวัญ”  คือ นางแพ แสนเงิน และยังมีคนอื่น ๆ อีกแต่มีไม่มากนัก เพราะแก่ชรากันแล้วและคนรุ่นหลังไม่ได้สืบต่อ

              3) การเล่นผีกระด้ง

              เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนหรือวิตกกังวล ชาวโอก๋องจะทำการเล่นผีกระด้ง เพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่าอุปสรรคนั้นจะสามารถผ่านไปได้ด้วยดีหรือไม่ วิธีการเล่นผีกระด้งจะเริ่มจากจะมีผู้เชิญผี และผู้ที่ประสงค์จะเสี่ยงทาย โดยจะนำกระด้งมาคว่ำลงกับพื้น นำเครื่องประกอบพิธีมาวางบนหลังกระด้ง เพื่อเป็นการไหว้ครูและบวงสรวงผีให้เข้ามา จากนั้นนำเครื่องประกอบพิธีออกจากกระด้ง ผู้เชิญผีและผู้เสี่ยงทายจะจับขอบกระด้งกันคนละข้าง สักพักหนึ่งกระด้งจะแกว่งไปมา เมื่อขอบกระด้งแตะลงกับพื้น แสดงว่าผีได้เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ผู้เสี่ยงทายจะทำการซักถามเรื่องราวต่าง ๆ ถ้าขอบกระด้งเคาะกับพื้นเสียงดังแสดงว่าผีตอบว่า ใช่ ถ้ากระด้งเคาะเสียงเบาหลาย ๆ ครั้ง แสดงว่าผีตอบปฏิเสธ แต่ถ้ากระด้งแกว่งไปมาเฉย ๆ แสดงว่าผีออกแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี (มยุรี ถาวพัฒน์, 2540) ปัจจุบันการเล่นผีกระด้งน้อยลงไปมากแล้ว อนึ่ง การเล่นผีกระด้งนี้ไม่ได้ปรากฏเฉพาะชาวโอก๋องเท่านั้น แต่ยังพบในกลุ่มชาวมอญ (รามัญ) และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ด้วย

  • นิทานของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              ชาวโอก๋องจดจำนิทานและเรื่องเล่าได้ไม่มาก เท่าที่พบมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่สามารถจดจำนิทานและตำนานได้อยู่บ้าง และเล่าไม่ประติดประต่อนัก คือ นางแพ แสนเงิน อายุ 72 ปี มีอยู่ 2 เรื่องดังนี้

              เรื่องนิทานลูกเสือลูกวัว

              เล่ากันว่าแม่เสือกับแม่วัว ต่างคนต่างทำไร่ ต่อมาต่างคนต่างมีลูก ลูกวัวและเสือต่างเป็นเพื่อนกัน อยู่มาวันหนึ่งปรากฏว่าทั้งสองไปนอนใต้ต้นไทรใหญ่ (ต้นไฮ) เทวดาเห็นจึงแกล้งด้วยการเขี่ยเอาขี้เถ้าลงมา เพื่อให้ทั้งสองคนตื่น พอตื่นขึ้นมาก็มองเห็นหำ (อวัยวะเพศ) ของเทวดา เลยเอาคืนด้วยการเอาคีมหนีบหำ เทวดาบอกให้ปล่อย ถ้าปล่อยจะขออะไรก็จะให้ ลูกวัวจึงขอว่าขอให้คนที่ถูกยักษ์กินฟื้นคืน มนุษย์เลยกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ลูกวัวและเสือได้กลายเป็นมนุษย์ ได้ดาบเหล็ก และดาบเหล็กอ่อน ต่อมาลูกวัวเจอช้างเผือกกับช้างดำต่อสู้กัน ลูกวัวฟันงาช้าง ต่อมาได้เข้าไปในบ้านได้ยินเสียงไก่ขัน ในบ้านไม่มีคนเพราะยักษ์กิน แต่เจอเด็กอยู่ในกลองที่เย็บติดไว้ บอกเด็กให้หุงข้าว ทำห้องให้ ปรากฏว่ายักษ์มาอีก ได้กลิ่นเนื้อมนุษย์ ลูกวัวได้ต่อสู้กับยักษ์ ฟันคอยักษ์ขาดจึงชนะ และได้ผู้หญิงในกลองซึ่งเป็นเจ้าหญิง แล้วเลยได้เมืองไปด้วย นิทานข้างต้นมีเนื้อเรื่องคล้ายกับเรื่องหลวิชัยคาวี และปัญญาสชาดกเรื่องคันธกุมาร

              เรื่องนางสิบสอง (ชื่อในภาษาโอก๋องคือ เช ชื้อนึง ยุก)

              เล่ากันว่ามีผัวเมียคู่หนึ่งมีลูก 12 คน มีปู่ย่าตายาย ทำอะไรก็ไม่พอเลี้ยงลูก เมียเกิดความคิดว่าจะเอาลูกไปปล่อยป่า พ่อแม่ไปป่าหาปูปลา เจอปู เอากลับมากิน ลูกได้ยินเสียงอยากกินปู แต่มันมีตัวเดียว ลูกกินจนหมดไม่เหลือให้พ่อแม่เลย เช้าวันรุ่งขึ้นพ่อแม่หุงข้าว กะว่าจะพาไปปล่อยป่า พี่สาวล่วงรู้ความลับว่าจะโดนไปปล่อย จึงร้องไห้ น้องเห็นเข้า แต่ไม่บอก พ่อแม่พาเดินไปจนสุดทาง พ่อแม่หนีกลับบ้าน เมื่อลูกถูกทิ้ง นางสิบสองจึงได้กลายเป็นลิงเป็นค่างอยู่ในป่า หลังจากนั้นนานแสนนานพ่อแม่เริ่มทำไร่ข้าว ก็เลยไปตามลูก ปรากฏว่าก็เห็นลูกที่เป็นลิงเป็นค่าง ไม่ยอมกลับ หลังจากนั้นปรากฏว่าลูกบางคนออกเสียงต่างกัน เพราะกินอาหารของสัตว์ต่างๆ เช่น กินอาหารนกจะพูดเสียงเหมือนนก

              นิทานข้างต้นคล้ายกับเรื่องนางสิบสองที่แพร่หลายทั่วไปในวัฒนธรรมไทย-ลาวและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของนิทานเรื่องนางสิบสองคือเรื่องการที่ข้าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการบอกว่าคนในอดีตเคยรวมอยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะแตกออกไปเป็นภาษาต่าง ๆ

     

     

    นางแพ แสนเงิน อายุ 72 ปี

    ชาวโอก๋องที่ยังบอกเล่าเรื่องราวเก่า ๆ ได้อย่างแม่นยำ

     

  • สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              การเปลี่ยนศาสนา

              ส่วนหนึ่งที่ เดวิด แบรดเลย์ (David Bradley) เข้ามาศึกษาภาษาโอก๋องก็เหตุผลที่ต้องการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ แต่เข้าใจว่าคงไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ทราบเหตุผล ส่วนการนับถือศาสนาพุทธและผี ชาวบ้านยังนับถือร่วมกันอยู่เช่นเดิม

              ภาษาเดิมที่กำลังสูญหาย

              ภาษาโอก๋องจัดเป็นหนึ่งในภาษาที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต (Endangered language) เพราะมีคนพูดได้เป็นจำนวนน้อย และมีอัตราการพูดได้ลดลง ในปี พ.ศ.2552 ชาวโอก๋องเองได้ทำการวิจัยทางด้านภาษาภายใต้ชื่อโครงการศึกษาแนวทางพัฒนาศูนย์ละว้า (ก๋อง) ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางด้านภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านกกเชียง ต.ห้วยขมิ้น อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ในรายงานวิจัยโครงการดังกล่าว บันทึกไว้อย่างชัดเจนถึงสาเหตุที่ชาวบ้านสนใจภาษาของตนเอง ความว่า “คงเป็นเพราะกลุ่มชนของเราถูกสังคมต่างภาษาหรือบุคคลภายนอกมองว่าละว้าล้าหลัง ภาษาก็แปลกและละว้าไม่ค่อยทันกับโลกภายนอก ซึ่งมันทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า เราต้องทำให้สังคมรู้จักภาษาของเราแล้ว” (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552)

              สาเหตุที่ทำให้ภาษาโอก๋องเกิดการถดถอยลงหรือมีผู้ใช้น้อยลงนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าเป็นเพราะการที่มีโรงเรียนบ้านกกเชียงเข้ามาตั้งเมื่อ พ.ศ.2529 ทำให้เด็กในหมู่บ้านใช้ภาษาไทยกลางและภาษาลาวครั่ง ปัจจุบัน เด็กในหมู่บ้านพูดไม่ได้หรือน้อยมาก คนรุ่นหนุ่มสาวพูดได้บ้าง ฟังรู้เรื่องแต่จะไม่ค่อยพูดกัน ในช่วงที่ผู้เขียนไปเก็บข้อมูลได้อาศัยอยู่ที่บ้านนางธิดา เพ็ญศิริ พบว่าลูกของนางธิดา อายุราว 6 ขวบใช้ภาษาลาวครั่งพูดกับผู้เขียนทั้งหมด สำหรับคนที่มีอายุหน่อยราว 50-60 ปีจะสามารถพูดภาษาโอก๋องได้ (สัมภาษณ์ นายเตย แสนเงิน, สัมภาษณ์ นางธิดา เพ็ญศิริ, สัมภาษณ์ นางฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2558) อย่างไรก็ตาม โดยแนวโน้มแล้ว ภาษาโอก๋องน่าจะยังไม่สูญหายไปในช่วง 50 ปีนี้ เพราะชุมชนเกิดความตระหนักต่อภาษาและอัตลักษณ์ของตนเองในระดับหนึ่ง

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์โอก๋อง :

              การเคลื่อนไหวของชาวโอก๋องเพื่อสร้างเครือข่ายชาติพันธุ์อาจกล่าวได้ว่ามีความชัดเจนมากนับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมาโดยเริ่มต้นจากโครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาศูนย์ละว้า (ก๋อง) ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทางด้านภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านกกเชียง ตำบลห้วยขมิ้น อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มีนางฉวีวรรณ ศิริปิมา เป็นหัวหน้าโครงการ มีสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่ปรึกษา โดยโครงการนี้มีความพยามยามเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน พยายามเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษาของตนเองด้วยการไปสอนภาษาและวัฒนธรรมให้กับทางโรงเรียนด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี อีกด้วย เพื่อทำให้คนทั่วไปรู้จักและเข้าใจชาวโอก๋องมากขึ้น (ฉวีวรรณ ศิริปิมา, 2552)

Access Point
No results found.

ประวัติความเป็นมาของชาวโอก๋องยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด เดิมชาวโอก๋องคงอยู่ใกล้กับเขตแดนไทย-พม่า และอาจเข้ามาพร้อมกับสงครามไทยกับพม่าช่วงสมัยใดสมัยหนึ่ง ตามที่มีการสันนิษฐานว่า ชาวโอก๋องคงเข้ามาพร้อมกับการกวาดต้อนของกองทัพไทยราว 200 ปีมาแล้ว โดยอยู่ที่กาญจนบุรี แล้วจึงค่อยๆ อพยพมาที่สุพรรณบุรีและอุทัยธานี