กลุ่มชาติพันธุ์ : มานิ

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มานิ
  • ชื่อเรียกตนเอง : มานิ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : โอรังอัสลี, เนกริโต, เซมัง, ซาไก, ชอง, มอส, ตอนกา, เงาะ, เงาะป่า
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษามานิ จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอัสเลียน สาขาภาษามอญ-เขมรใต้ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก แต่ไม่มีภาษาเขียน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              “มานิ” (Mani) หรือ “มานิค” (Maniq) เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ทว่ากลุ่มบุคคลภายนอกกลับเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้แตกต่างกันออกไป

              เนกริโต (Nigro - itos) เป็นภาษาสเปน แปลว่า นิโกรเล็ก  คำนี้มีความหมายที่กว้างมาก ในทางวิชาการ หมายถึง กลุ่มคนที่มีเชื้อสายนิกรอยด์ คือผิวดำ ผมหยิก ริมฝีปากหนา ปัจจุบันนักโบราณคดียังถกถียงกันถึงเรื่องถิ่นกำเนิดและที่มาที่ไปของเนกริโต ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มเนกริโตกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก นอกจากจะเป็นคำที่ใช้ในทางวิชาการและบ่งบอกถึงลักษณะทางมานุษยวิทยาแล้ว ยังเป็นคำที่ใช้ในภาษาราชการของมาเลเซียที่ใช้เรียกโอรัง อัสลี

              ประเทศมาเลเซียเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “โอรัง อัสลี” (Orang Asli) แปลว่า ชนพื้นเมืองดั้งเดิม คำนี้เป็นคำที่ใช้ในทางราชการของประเทศมาเลเซียหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้อพยพเข้าสู่คาบสมุทรมลายูและเชื่อว่า ชนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของชาวมลายูด้วย

              “เซมัง” หรือ “เซียมัง” (Semang) เป็นภาษามลายู แปลว่า ลิงหรือค่างดำชนิดหนึ่ง จัดเป็นลิงไม่มีหางขนาดเล็ก (Apes) คำว่า “เซมัง” นี้เคยมีใช้อยู่ในประเทศมาเลเซียเท่านั้น คำนี้ปรากฏในเอกสารวิชาการครั้งแรกโดยนักมานุษยวิทยาชาวออสเตรียที่ได้เข้ามาศึกษาชนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเรียกชนพื้นเมืองที่เป็นเนกริโตในมาเลเซียว่า “เซมัง” (Semang) ซึ่งต่อมาคำ ๆ นี้ก็เป็นที่แพร่หลายไปทั่วยุโรปและหมายความถึงเนกริโตในประเทศมาเลเซีย (Paul Schebesta) 

              ซาไก (Sakai) เป็นคำที่ใช้อยู่ทั้งในประเทศมาเลเซียและในประเทศไทย แต่มีความหมายแตกต่างกัน ในประเทศมาเลเซีย คำว่า “ซาไก” แปลว่า ทาสหรือผู้รับใช้ (Roger Blench and MallamDendo, 2006)  ในประเทศไทย คำว่า “ซาไก”  ไพบูรณ์ ดวงจันทร์ อธิบายว่ามาจากคำว่า “สะแก” ในภาษามลายูถิ่นไทย ให้ความหมายไว้ว่า แข็งแรง ป่าเถื่อน (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523)  ส่วนคนไทยจะรู้จักและให้ความหมายว่า เป็นกลุ่มชนที่มีวิถีชีวิตแบบหาของป่า ล่าสัตว์ ในภาคใต้ของไทย หรือเรียกอีกอย่างว่า “เงาะป่าซาไก”

              Chong Mos Tonga สามคำนี้เป็นที่เข้าใจว่า หมายถึง เนกริโตในประเทศไทยบริเวณจังหวัดตรังและพัทลุง โดย Paul Joachim Schebesta นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรียได้เดินทางเข้ามาศึกษากลุ่มชนหาของป่าล่าสัตว์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันคำนี้มีใช้และปรากฏอยู่ในงานวิชาการเท่านั้นและส่วนใหญ่จะถูกใช้โดยนักวิชาการชาวตะวันตก (Wilhelm Dupre, 1969)

              เงาะ (Ngo) หรือ เงาะป่า (Ngo-pa) คำนี้ปรากฏครั้งแรกในเอกสาร พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่อง “สังข์ทอง” วรรณคดีอีกเรื่องที่กล่าวถึง “เงาะ” ก็คือเรื่อง “นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” กล่าวถึง “เงาะภาษา” (กรมศิลปากร) วรรณคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับพระราชประเพณีในสมัยสุโขทัย แต่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากวรรณคดีแล้ว คำว่า “เงาะ” เป็นคำที่ชาวบ้านไทยพุทธในจังหวัดตรัง พัทลุงและสตูล เรียกคนป่ากลุ่มหนึ่งที่เป็น Negrito ด้วยนักวิชาการสันนิษฐานว่าเหตุที่เรียกเช่นนี้น่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับเส้นผมของคนกลุ่มนี้ที่หยิกหยอยเหมือนเงาะ

              นอกจากคำต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารงานวิชาการแล้ว จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลชาวบ้านในจังหวัดตรัง ยังเรียกคนกลุ่มดังกล่าวว่า “ไอ้เกลอ” หมายถึง “เพื่อน” ที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ส่วนในจังหวัดสตูล ชาวบ้านจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ไอ้ถ้าว” หรือ “ไอ้เฒ่า” มีความหมายว่า “เพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน” เหตุผลที่ชาวบ้านเรียกเช่นนี้เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ค่อยชอบให้ผู้อื่นที่เรียกตนว่า “เงาะป่า”

  • อื่น ๆ :

              ภาษามานิ จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอัสเลียน สาขาภาษามอญ-เขมรใต้ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกซึ่งเป็นตระกูลภาษาดั้งเดิมในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาของคนกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างกันกับภาษามานิในบริเวณอื่นๆ โดยมีการยืมคำศัพท์ของชาวมานิในกลุ่มนี้จะพบว่ามีการยืมศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้อยู่มาก และพบคำยืมในภาษามลายูอยู่บ้าง เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มชนภายนอกทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ดังนั้น การยืมคำศัพท์ที่เป็นวัฒนธรรมใหม่มาใช้เป็นภาษาของตนเอง อาจสันนิษฐานได้ว่า ชนกลุ่มนี้ได้มีการติต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนในบริเวณดังกล่าวมาช้านาน

     

    ความสัมพันธ์ของภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติกที่พบในประเทศไทย  สุวิไลเปรมศรีรัตน์ (2538-2542)

    ความสัมพันธ์ของภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติกที่พบในประเทศไทย

    สุวิไลเปรมศรีรัตน์ (2538-2542)

     

              

              ภาษาของมานิแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน แต่มีภาษาในกลุ่มย่อยเดียวกันที่มีความใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่มภาษาอัสเลียนเหนือ (Northern Aslian Languages) จะพบในภาคใต้ของประเทศไทยและตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มมานิที่พูดภาษาอัสเลียนเหนือ 4 ภาษาย่อยด้วยกัน ได้แก่ Kensiw, Kintaq, Jahai และ Ten’en (Dunn et al., 2011; Benjamin, 2012) สำหรับ 3 กลุ่มแรกยังอาศัยแบบเคลื่อนย้ายอยู่ตามแนวชายแดนไทยกับมาเลเซียในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาสบริเวณรัฐเปรัก กลันตัน และเคดาห์ จึงปรากฏกลุ่มภาษาอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ แต่สำหรับกลุ่มภาษา Ten’en พบเฉพาะบริเวณเทือกเขาบรรทัดในประเทศไทยเท่านั้น โดยพบว่าภาษาของชาวมานิในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มภาษาย่อย (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523 และเสาวนีย์ พากเพียร, 2532) ได้แก่

              1) กลุ่มแต็นแอ็น ใช้ภาษาแต็นแอ็น มีถิ่นฐานอยู่แถบจังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา

              2) กลุ่มกันซิว ใช้ภาษากันซิว มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอธารโต จังหวัดยะลา

              3) กลุ่มแตะเด๊ะ ใช้ภาษาแตะเด๊ะ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอรือเสาะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

              4) กลุ่มยะฮาย ใช้ภาษายะฮายหรือจาไฮ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอแว้งและอำเภอสุคีริน จังหวัดนราธิวาส

              ชาวมานิมีภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียน เป็นภาษาคำโดด ไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเมื่อนำไปเข้าประโยค ข้อมูลจากหนังสือพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 เรื่อง เงาะป่า ระบุว่า ภาษาพูดของเงาะป่าเป็นภาษาก็อยแท้มีคำใช้น้อย หางเสียงคล้ายภาษาอังกฤษและเยอรมัน แต่ไม่ครบทุกสำเนียง ระบบเสียงมีเฉพาะหน่วยเสียงสระกับหน่วยเสียงพยัญชนะ ทำนองเสียงสูงต่ำไม่ทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนแปลงคำมูลเดิม เมื่อเข้าประโยคก็ใช้ตามนั้น โดยเรียงประธาน-กริยา-กรรม ตามลำดับ (วันเฉลิม จันทรากุล, 2544)  สำหรับคำศัพท์ของชาวมานิประกอบไปด้วยคำเรียกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากที่สุด เช่น คำเรียกพืช สัตว์ สิ่งแวดล้อมโดยรอบ อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายภายนอก รวมทั้งกริยาที่ใช้เป็นประจำ คำเรียกตัวเลขมีเพียง 1-4 ส่วนที่เกินจากนั้นในภาษากันซิวใช้คำว่า “แบม” ที่แปลว่า มาก ในการศึกษาเกี่ยวกับชาวมานิจึงไม่สามารถระบุอายุหรือวันเดือนปีต่าง ๆ ได้ (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536 และ Wnuk and Burenhult, 2014) นอกจากนี้ชื่อที่ใช้เรียกบุคคลของชาวมานิ ในอดีตจะมีชื่อเรียกซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับพืชและต้นไม้ในป่า เช่น เฒ่าเส็น ชื่อมานิ คือ “ก๊ะฮา” หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า “ยาฮุก๊ะฮา” (แช ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล)

              นอกจากนี้มีการยืมคำศัพท์มาผสมกับภาษาพูดของตนเองทั้งภาษาไทยถิ่นใต้ โดยเฉพาะกลุ่มภาษาแต็นแอ็นแถบจังหวัดสตูล ตรัง สงขลา และพัทลุง ได้สัมพันธ์กับกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยถิ่นใต้จึงรับคำศัพท์ไปจากภาษาไทยถิ่นใต้ ส่วนกลุ่มภาษากันซิวแถบอำเภอธารโต จังหวัดยะลา และกลุ่มภาษาแตะเด๊ะและยะฮาย แถบจังหวัดนราธิวาสได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่พูดภาษามลายูและยังรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยผ่านทางภาษามาลายูหรือมาเลย์มาด้วย จะเห็นได้ว่าการยืมคำศัพท์จากภายนอกกลุ่มมาใช้เป็นวัฒนธรรมด้านภาษาที่เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนภายนอกทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมและชาวมาเลเซีย ดังนั้นการยืมคำศัพท์ที่เป็นวัฒนธรรมใหม่มาใช้เป็นภาษาของตนเองแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนในบริเวณดังกล่าวมาช้านาน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของชาวมานิที่ต้องสัมพันธ์และพึ่งพากับคนภายนอกมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาษาของตนเองได้ในอนาคต ภาษามานิเป็นภาษาที่นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาในภาวะวิกฤติภาษาหนึ่ง เนื่องจากมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนทำให้มีแนวโน้มว่าภาษาเก่าอาจสูญหายในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มภาษาแต็นแอ็นบริเวณแถบจังหวัดสตูล ตรัง สงขลา และพัทลุง มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะอาศัยแยกออกจากกลุ่มภาษาอัสเลียนด้วยกัน

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย 

              ชุมพล โพธิสาร นักวิจัยอิสระ

              ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช 

    เอกสารอ้างอิง

              กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. 2513. นางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพมหานคร: ศิลปาบรรณาการ.กุลนภา ฟู่เจริญ. 2540. บีตาโกลบินยีนแฮพโพลไทป์และดีเอ็นเอโพลิมอร์ฟิส์มของไมโตคอนเดรียในชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

              เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์. 2546. ซาไก ชนกลุ่มน้อยภาคใต้ของไทย. กรุงเทพมหานคร:โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮาส์.

              เกศริน มณีนูน. 2544. พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าซาไกในจังหวัดตรัง พัทลุง และยะลา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

              จันเฉลิม จันทรากุล. (2544). เงาะป่า-ซาไก “นิเชา”เมืองไทย ชนป่าที่กำลังสูญสลาย. กรุงเทพฯ: โมเกรสซีฟ.

              จิตร ภูมิศักดิ์. 2535. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ : ฉบับสมบูรณ์เพิ่มเติมข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศยาม.

              จิราวดี อ่อนวงศ์. 2534. การสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของสังคมซาไก ศึกษาเฉพาะกรณี ซาไกกลุ่มเจ้าพะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. 2561. เงาะป่า. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.

              ฉัตรวรรณ พลเพชร. 2557. การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตด้านปัจจัยพื้นฐานอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไก อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาประยุกต์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

              ชาตรี พรหมสมบัติ และคณะ. 2553. ซาไกแห่งเทือกเขาบรรทัดในชุมชนวังสายทอง : การปรับตัวของเจ้าแห่งพงไพรในวิถีทุน. ในโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. เอกสารอัดสำเนา.

              ชิน อยู่ดี 2512. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. พระนคร: สำหนักพิมพ์อักษรบัณฑิต.

              ชุมพล โพธิสาร และภัทราพันธ์ อุดมศรี. 2560. ภาษามานิ (ซาไก). วารสารวัฒนธรรม. 56(4) ตุลาคม-ธันวาคม 2560. 70-77.

              เชิญขวัญ ภุชฌงค์. 2549. การสื่อสารของกลุ่มซาไกที่ย้ายถิ่นฐานมาสู่ชุมชนเมืองในการปรับตัวและการแสดงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตรพัฒนาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              ญิบ พันจันทร์. 2536. ชีวิตดั่งฝันที่เทือกเขาบรรทัด. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศิลปะวรรณกรรม.

              ทยา เตชะเสน์. 2553. ดนตรีซาไก กรณีศึกษาตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดนตรีชาติพันธุ์วิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

              บัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ. 2562. ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

              บุญเสริม ฤทธาภิรมย์.  (2548).นายคนัง เงาะเซมังภาคใต้. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

              พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ.(2507). เรื่องเงาะป่า ฉบับหอสมุดแห่งชาติ.กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์.

              พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด.  ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 92 ตอนที่ 181 ลงวันที่ 4 กันยายน 2518.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2523. ซาไก เจ้าแห่งขุนเขาและสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2541. คำและประโยคในภาษาซาไก. วารสารมนุษยศาสตร์ปริทรรศน์. ปีที่ 20 (2541) หน้า 47-61.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2545. ภาษาซาไก: ภาษาที่กำลังจะสูญหาย. ค้นเมื่อ กันยายน 5, 2560, จาก http://kids-d.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1760/12/chapter5.pdf

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2547. “ซาไก”  โครงการวิจัยแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนวัฒนธรรม. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2548. “ซาไก: แหล่งอาศัยและวิถีชีวิต,” ใน โครงการแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนทางวัฒนธรรม. ทุนสนับสนุนโดยสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

              มณีรัตน์ โชติกกำธร และพุทธชาด ธ.โปธิบาล. 2537. ความแตกต่างระหว่างภาษาซาไกกับภาษาไทย: ระบบเสียง. วารสารสงขลานครินทร์. 1(1) กันยายน – ธันวาคม 2537.

              เยาวลักษณ์ วิลัย. 2538. ลักษณะแฮปโพลไทป์ของยีนบีตาอี-โกลบินในชนเผ่าซาไกและชาวชอง. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              รตพร ปัทมเจริญ. 2554. ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีเปรียบเทียบมอแกนกับซาไก. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 17(3) พ.ค. - มิ.ย. 2554.

              ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.กรุงเทพฯ : นามีบุคส์พับลิเคชั่น.

              วราภรณ์ บุญรักษ์.การสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจในสังคมซาไก: ศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มเหนือคลองคง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง.

              วัชรินทร์ ดำรงกูล และปัตติกาญจน์ บรรดาศักดิ์. 2553. รายงานการวิจัยเรื่องแนวทางการจัดการกลับคืนถิ่นชนเผ่าซาไก : กรณีศึกษา ซาไกตระกูลศรีธารโต. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.

              วันเฉลิม จันทรากุล. 2544. เงาะป่า-ซาไก นิเชาเมืองไทย ชนป่าที่กำลังสูญสลาย. กรุงเทพมหานคร: ดวงกมลสมัย.

              วิสา เสกธีระ. 2557. การตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัยของชาวมันนิ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              วีรวัฒน์ สุขวราห์. 2539. พฤติกรรมสุขภาพของชาวซาไก กรณีศึกษาบ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

              สถาบันภาษาไทย.2540 . บทละครนอก สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

              สุจี บุญลิ่มเติง.2550. ซาไก. กรุงเทพฯ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้.

              สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. 2534. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่, ถ้ำซาไก จ.ตรัง และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยซาไก จ.ตรัง. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย.

              สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. 2541. “ผลวิเคราะห์ข้อมูลชาติพันธุ์วิทยา “ซาไก” ทางโบราณคดี” ใน สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการระดับชาติเรื่อง เงาะป่า ของกรมศิลปากร. หน้า 95-165 กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

              สุรินทร์ ภู่ขจรและคณะ2532. รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่, ถ้ำซาไก จังหวัดตรังและการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จังหวัดตรัง. กรุงเทพฯ : โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย. 

              สุริยา รัตนกุล, คุณหญิงและคณะ.ประมวลองค์ความรู้เรื่องชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย.สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, ม.ป.ป.

              สุวัฒน์ ทองหอม 2544. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชนเผ่าซาไกจังหวัดตรัง หลังจากการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็น. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา, มหาวิทยาลัยทักษิณ.

              สุวัฒน์ ทองหอม. 2536. เงาะ ชนผู้อยู่ป่า ชาติพันธุ์มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ยังเหลืออยู่. ตรัง: ทันเวลา.

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และชุมพล โพธิสาร. 2558. มานิ (ซาไก) ชนพื้นเมืองในภาคใต้ของไทย. วารสารดำรงวิชาการ. 33-36.

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2538-2542).ประมวลองค์ความรู้ชนกลุ่มน้อยที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติกในประเทศไทย  รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เอกสารหมายเลข 2 โครงการวิจัยเรื่อง ประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย. สถาบันวิจัยภาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส.ก.ว.)

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์. 2541.สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ ขมุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท. มหาวิทยาลัยมหิดล.

              เสาวนีย์ พากเพียร. 2532. การศึกษาระบบเสียงภาษาซาไกแต็นแอ๊น ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              หฤทัย ฟ้าแสงสรรค์. 2554. ดนตรีชนเผ่าโอรังอัสรี กรณีศึกษาหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 10 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา. ปริญญานิพนธ์ ศป.ม. (มานุษยดุริยางควิทยา) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

              อนงค์ เชาวนะกิจ. 2552. กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ (ซาไก) : แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูสังคมวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันในสังคมภาคใต้. ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

              อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2536. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับสังคมและวัฒนธรรมของซาไก: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไกกลุ่มเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

              อิสระ ชูศรี และคณะ. 2555. โครงการวิจัยการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนหาของป่า-ล่าสัตว์ในประเทศไทย. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและฟื้นหูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

              Albrecht, G., Moser, J. 1998. Recent Mani Settlements in Satun Province, Southern Thailand. Journal of the Siam Society, Vol. 86, Parts 1 & 2.

              Balilla, Vincent S., Anwar McHenry, Julia, McHenry, Mark P., Parkinson, Riva Marris and Banal, Danilo T. 2013. "Indigenous Aeta Magbukún Self-Identity, Sociopolitical Structures, and Self-Determination at the Local Level in the Philippines". Journal of Anthropology. 2013: 1–6.

              Benjamin, G. 2012. The Aslian languages of Malaysia and Thailand: an assessment. In Stuart McGill & Peter K. Austin (eds) Language Documentation and Description, vol 11. London: SOAS. pp. 136-230.

              Benjamin, G. 2013.  Why Have the Peninsular “Negritos” Remained Distinct? Human Biology, February–June 2013, v. 85, no. 1–3, pp. 445–484.

              Bishop, Nancy M., and Mary M. Peterson.(2003). Northern Aslian Language Survey :Trang, Satul, phattalung Provinces, Thailand, Thammasat University,

              Blench, Roger and Dendo, Mallam. (2006). Why are Aslain-speakers Austronesian in culture? paper presented at the Preparatory meeting for ICAL-3, EFEO, SIEM REAP, 28-29th June 2006.

              Dunn, M., Burenhult, N., Kruspe, N., Tufvesson, S., and Becker, N., Aslian linguistic prehistory A case study in computational phylogenetics. Diachronica 28:3 (2011), 291–323.

              Endicott, K. (ed.) 2016. Introduction. In Endicott, K. (ed.), Malaysia’s Original People: Past, Present and Future of the Orang Asli. (pp.1-38). Singapore: NUS Press.

              Evans, Ivor H. N. 1927 Papers on the Ethnology & Archaeology of the Malay Peninsula (Cambridge University: 1927)

              Griffin, P. Bion. 2001. "A Small Exhibit on the Agta and Their Future". American Anthropologist. 103 (2): 515–518.

              Headland TN, Headland JD. 1997. Limitation of human rights, land exclusion, and tribal extinction. The Agta Negritos of the Philippines. Human Organization. 56:79–90.

              Headland TN, Headland JD. 1998 Early (Mar 1, 1998). Population Dynamics of a Philippine Rain Forest People: The San Ildefonso Agta. University Press of Florida.

              Hill, C., Soares, P., Mormina, M., Macaulay V., et al. 2006. Phylogeography and Ethnogenesis in Southeast Asia. Molecular Biology and Evolution, Volume 23, Issue 12, December 2006, Pages 2480–2491

              Iskandar Carey. 1976. Orang Asli The Aboriginal Tribes of Peninsular Malaysia (Oxford University press, Kuala Lumpur: 1976) 73-74.

              Lukas. 2002. Can "They" save "Us", the Foragers? Indonesian and Thai Hunter-Gatherer Cultures under Threat from Outside. Paper in: “Asia-Europe Seminar on Ethnic Cultures Promotion”. 18-20 September 2001, Chiang Mai, Thailand.

              Maneenoon, K., Sirirugsa, P., Sridith, K. 2008. Ethnobotany of Dioscorea L. (Dioscoreaceae), a Major Food Plant of the Sakai Tribe at Banthad Range, Peninsular Thailand. Ethnobotany Research & Applications. Vol 6 pp.385-394.

              Mary M Peterson.(2010). Notes on Borrowings Found in the Ta’edn (Tonga-Mos) and Kensiw Languages of Thailand June.

              Nagata, S. 2006. Subgroup ‘names’ of the Sakai (Thailand) and the Semang (Malaysia): a literature survey. Anthropological Science. Vol. 114, 45–57.

              National Statistics Office, 2010. Census of Population and Housing, Report No. 2A– Demographic and Housing Characteristics (Non-Sample Variables), Philippines.

              Nicole Kruspe.(2004).Grammar of Semelai.The Press syndicate of the University of Cambridge, United Kingdom.

              Peterson, M.M. 2010. Notes on Borrowings Found in the Ta’edn (Tonga-Mos) and Kensiw Languages of Thailand. Notes. June, 2010.

              Rai, Navin K. 1989. From forest to field: a study of Philippine Negrito foragers in transition (Thesis). Ann Arbor, Mich.: University Microfilms.

              Rattanakrajangsri, K., Maneerat, T. Colchester, M. 2013. The Mani people of Thailand on the agricultural frontier. Conflict or Consent?  The oil palm sector at a crossroads. Indonesia.

              Razak, Tasnim. 2015. Distribution of HLA alleles in the semang and senoi orang asli populations in Peninsular Malaysia. Masters thesis, Universiti Sains Malaysia.

              Reid, Lawrence A. 1994. "Possible Non-Austronesian Lexical Elements in Philippine Negrito Languages". Oceanic Linguistics. 33 (1): 37–72.

              Roger Blench and MallamDendo.(2006). Why are Aslian-speaker Austronesian in culture?  Paper presented at the Preparatory meeting for ICAL-3, EFEO, Siem Reap

              Schebesta P.R. 1927 The Negritos of the Malay peninsula. subdivisions and names. Man, 27: 89–94.

              Wilhelm Dupre, Paul Joachim Schebesta. (1969) History of Religions vol. 8 No 3 (University of Chicago: 1969) 260.

              Wnuk, E. 2016. Semantic specificity of perception verbs in Maniq. Semantic specificity in Maniq verbs of perception. Nijmegen: Radboud University dissertation.

              Wnuk, E., Burenhult, N. 2014. Contact and isolation in hunter-gatherer language dynamics. Studies in Language 38:4 (2014), 956–981.

             Wnuk, E., Majid, A. 2014. Revisiting the limits of language: The odor lexicon of Maniq. Cognition 131 (2014) 125–138.

     

    สัมภาษณ์

    ไข่ ศรีมะนัง. สัมภาษณ์วันที่ 28 ธันวาคม 2562. ทับมานิกลุ่มวังสายทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล.

    แช ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563. มานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

    ต้อม รักษ์ป่าบอน. สัมภาษณ์ 4 มกราคม 2563. มันนิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง.

    ตุ้ย ศรีมะนัง. สัมภาษณ์วันที่ 1 มกราคม 2563. ทับมานิกลุ่มมานิภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

    แป้น ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเผชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ตรัง พัทลุง สตูล ยะลา และสันเขาชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นต้น100
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              เทือกเขาบรรทัดหรือเทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นเทือกเขาที่แบ่งภาคใต้ฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทอดตามแนวยาวเหนือใต้ตั้งแต่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูลและสงขลากินพื้นที่กว่า 805,000 ไร่ ทั้งนี้เทือกเขาบรรทัดมีพิกัดตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับอิทธิพลลมมรสุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เทือกเขาบรรทัดมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นักโบราณคดีเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพเหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้เดินทางเข้ามาอาศัยในดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย      

              “มานิ” หรือ “มานิค” หรือ เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ชาวมานิจะเรียกตัวเองว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” และพอใจให้คนอื่นเรียกตนเองว่าเช่นนั้น ชื่อเรียกนี้มันพบในกลุ่มเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล ขณะที่ชื่เรียกว่า “โอรังอัสลี” หรือ “อัสลี” และ “จาไฮ” แปลว่า คนดั้งเดิม เจ้าของถิ่นเดิม เป็นเชื่อที่ใช้เรียกตัวเองในแถบจังหวัดยะลาและนราธิวาส และอยากให้คนอื่นเรียกพวเขาด้วยชื่อเรียกนี้เช่นเดียวกันกับที่พวกเขาเรียกตัวเอง ย่อมแสดงถึงการให้เกียรตินั่นเอง อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกเหมารวมด้วยคำว่า “เงาะ” “เงาะป่า” “ซาไก” “เงาะป่าซาไก” ซึ่งเป็นอิทธิพลมจากวรรณคดีเรื่องเงาะป่า เป็นคำเรียกที่พวเขาไม่ชอบนักเพราะ “เงะ” ในภาษาพื้นเมืองภาคใต้หมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง ขณะที่ชื่อเรียก “ซาไก” เป็นภาษามาลายู ไม่มีความหมายสำหรับกลุ่มมานิในแถบเทือกเขาบรรทัดที่สัมพันธ์กับภาษาท้องถิ่นภาคใต้

              กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (the Maniq people) เป็นชื่อเรียกผู้คนกลุ่มนิกริโต (the Negritos) ซึ่งถูกจำแนกทางชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) อาศัยกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูในภาคใต้ของประเทศไทย มีหลายข้อสันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพวกเขาในดินแดนนี้  โดยหลักฐานทางโบราณคดีค้นพบความเชื่อมโยงของถิ่นที่อยู่ในยุคซุนดาแลนที่ผืนแผ่นดินภาคใต้และหมู่เกาะยังเชื่อมต่อกันก่อนถูกตัดขาดกลายเป็นเกาะแก่งในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี ชี้ชัดว่ามีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย  มีข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาตร์จะแยกพื้นที่ออกจากกันทำให้คนกลุ่มนี้กระจายออกไปทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปินส์ ขณะที่นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าพวกเขาได้เข้ามาในแหลมมาลายูโดยการอพยพมาจากถิ่นมีอื่น ในสองเส้นทาง คือ ง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย อีกเส้นทางคือ อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย   ทั้งนี้ ใประเทศไทยนั้นพบว่ามีสองกลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) โดยมีการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่ 4 จังหวัดคือ พัทลุง ตรัง สงขลา และสตูล  จำนวน 13 กลุ่ม  กลุ่มมานิ (โอรังอัสลี) พบกระจายตัวในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส  จำนวน 15กลุ่ม

              มานิ ในแถบเทือกเขาบรรทัด และโอรังอัสลี ในชายแดน มีการดำรงชีพแบบหาของป่าล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร ผสมผสานกับการตั้งถิ่นฐานถาวรในบางกลุ่ม การดำรงอยู่ของพวกเขาสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีปฏิบัติที่เคารพธรรมชาติ เรียบง่าย ขณะที่สังคมโดยรวมยังคงมองชาวมานิ-โอรังอัสรี ในเชิงอคติและติดกับดักตามพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่าอยู่เสมอ

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              Negritos เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน พบกระจายอยู่ตามหมู่เกาะอันดามัน  ในประเทศมาเลเซียมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แหล่งขุดค้นในเมือง Bukit Jawa รัฐกลันตัน ติดกับจังหวัดนราธิวาส นักโบราณคดีกำหนดอายุไว้ที่ 50000 ปี ในยุคน้ำแข็งที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็น Sundaland คือเป็นผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันทั้งภาคพื้นทวีปตั้งแต่ภาคใต้ของไทยเชื่อมต่ออินโดนีเซีย เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ในยุคน้ำแข็ง Negritos จึงอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้และอพยพเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ  กระทั่งเมื่อ 20000 ปีก่อนที่น้ำแข็งละลาย ภาคพื้นทวีปก็ถูกตัดขาดออกจากกันกลายเป็นกลุ่มชนที่อยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ

     

    แผนที่แสดงการกระจายตัวของ negritos และกลุ่มชนที่อาจเป็น Negritosใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แผนที่แสดงการกระจายตัวของ negritos และกลุ่มชนที่อาจเป็น Negritosใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     

       

              การศึกษาบริบททางสังคม – วัฒนธรรม ในมิติประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยสัมพันธ์อยู่กับ “การทำให้เป็นไทย” เพราะการทำให้เป็นไทยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวมานิ และทำให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิมากขึ้นตามลำดับ หากจะกล่าวถึงโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงกับกระบวนการทำให้เป็นไทย ก็พบว่าในแต่ละพื้นที่ (เทือกเขาสันกาลาคีรีและเทือกเขาบรรทัด) มีความแตกต่างกัน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอโครงสร้างประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด เพื่อจะได้เป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การถกเถียงในแวดวงวิชาการต่อไป

              โครงสร้างประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มานิดังกล่าวควรเริ่มต้นจาก “มานิในช่วงก่อนรัฐไทย” ช่วงก่อนการปฏิรูปประเทศ ทศวรรษ 2430 หมายถึงช่วงเวลาที่มานิดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่า ยังคงนุ่งใบไม้ ตะใคร่น้ำ ล่าสัตว์และหาเผือกมันเป็นอาหาร ไม่สัมพันธ์กับคนภายนอก และอาจจะยังไม่มีใครรับรู้ถึงความมีตัวตนของพวกเขา หรืออาจมีบ้างก็จะเป็นคนที่เริ่มเข้าไปทำมาหากินในเขตป่า

              ประวัติศาสตร์ช่วงต่อมาควรเป็น “มานิในช่วงการรับรู้ของรัฐไทย” (ตั้งแต่ทศวรรษ 2430 – 2500) เพราะการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศในทศวรรษ 2430 ที่รัฐมีนโยบายสำคัญประการหนึ่งคือระบบการบริหารประเทศที่มีการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ยกเลิกการปกครองแบบเก่า (กินเมืองและเหมาเมือง) ให้มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ช่วงเวลานี้ความรับรู้เรื่องชาติพันธุ์มานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัดรับรู้ไปถึงพระเนตรพระกัณฑ์ ตามที่ทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับเลี้ยงเด็กชายคนังซึ่งเป็นชาวมานิ ช่วงเวลานี้จึงเป็นครั้งแรกที่มานิได้เป็นที่รู้จักของสังคม

              ประวัติศาสตร์ช่วงที่ 3 “มานิในยุคการพัฒนาของรัฐไทย” (ทศวรรษ 2510 – 2530) นโยบายการพัฒนาของรัฐไทยในช่วงนี้ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตชาวมานิมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาที่ส่งผลต่อทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดการสัมปทานป่าไม้ นายทุนและชาวบ้านเข้าไปตัดไม้และต่อมาก็จับจองพื้นที่ทำกิน ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด มีการเคลื่อนย้ายของครอบครัวคนบ้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่า รวมทั้งการเกิดขึ้นของขบวนการคอมมิวนิสต์บริเวณพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ทำให้มานิเรียนรู้วิถีชีวิตแบบคนบ้านจากสหาย ช่วงเวลานี้พื้นที่ทำมาหากินที่ชาวมานิเคยใช้ในการดำรงชีวิตถูกรุกล้ำจากคนภายนอก แต่พวกเขาก็เลือกที่จะหากินในป่าที่อยู่ลึกเข้าไป ไม่เผชิญหน้ากับคนบ้าน

              ประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน “มานิในช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง” (ทศวรรษ 2540 – ปัจจุบัน) ช่วงเวลานี้มีมานิบางกลุ่ม (มานิกลุ่มคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง) ได้เริ่มตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบคนบ้านเพราะมีสมาชิกในกลุ่มแต่งงานอยู่กันกับคนบ้าง ทำให้ทั้งกลุ่มได้รับเรียนรู้และเลือกที่จะปรับตัวใช้ชีวิตแบบคนบ้าน ขณะที่ช่วงเวลาต่อมามานิกลุ่มอื่น ๆ ก็มาสัมพันธ์กับคนบ้านมากขึ้น การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มที่ยังคงเคลื่อนย้ายก็เลือกที่จะตั้งอยู่ในเขตที่จะติดต่อกับคนบ้านได้ เพราะการดำรงชีวิตในยุคนี้ต้องอาศัยคนบ้านนั่นเอง ในขณะที่มานิบางกลุ่มซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ไปสัมพันธ์อยู่กับธุรกิจการท่องเที่ยว เด็กชาวมานิบางคนได้เริ่มต้นเรียนหนังสือในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำหรับคนบ้านในช่วงเวลานี้นั้นให้ความสนใจที่จะเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตจากชาวมานิในฐานะที่พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างมั่นคง ช่วงเวลานี้จึงมีการหลั่งไหลเข้ามาของหน่วยงานภายนอก คนบ้าน นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือ (ในมุมมองการพัฒนาของตัวเอง) สถานการณ์เช่นนี้ผู้เขียนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงเวลาที่มานิต้องเจอสถานการณ์ที่สำคัญเป็นรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ขณะที่การจัดการของรัฐยังอาจไม่ดีพอ

      จากการศึกษาของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ สามารถสรุปได้ดังนี้

              Warrington Smyth (1867-1943) นักสำรวจชาวตะวันตกในยุคแรกๆ ที่เข้ามาศึกษามานิในประเทศไทย รายงานว่ามีเนกริโต 400 คนอาศัยอยู่ใกล้ๆ เมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังกล่าวถึง กลุ่มที่ อ.ทุ่งสง และพบเพิงที่อยู่อาศัยร้างบริเวณใกล้ๆ ทะเลสาบสงขลา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จ.พัทลุงและสตูล (John H. Brandt, 1962)

              Paul Joachim Schebesta (1887-1968) นักมานุษยวิทยาและมิชชันนารีชาวออสเตรีย แห่งศูนย์ศึกษามานุษยวิทยาชาติพันธุ์แห่งเวียนนา (Vienna School of Ethnology) เดินทางเข้ามายัง เทือกเขาบรรทัดบริเวณที่เรียกว่าเขาพับผ้า ที่เป็นถนนที่ตัดผ่านเทือกเขาบรรทัดเพื่อเชื่อมการคมนาคมสัญจรระหว่าง จ.ตรังและพัทลุง และเรียกกลุ่มเนกริโตในบริเวณเทือกเขาบรรทัดว่า พวก Chong, Mos, Tonga ซึ่งต่อมาชื่อที่ใช้เรียกเหล่านี้ก็เป็นที่แพร่หลายในงานวิชาการของนักวิชาการมานุษยวิทยาในยุโรปเป็นต้นมา

              ปี พ.ศ.2468 Ivor Evan นักโบราณคดีชาติพันธุ์ชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปศึกษาพวก เนกริโต ที่ บ้านนาวงปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ต. บ้านนา อ. เมือง จ. พัทลุง เขากล่าวว่า เนกริโต กลุ่มนาวง นี้ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนภายนอกมากนัก เขาจึงเลือกที่จะไปศึกษา กลุ่มน้ำตกกะช่อง ต. ช่อง อ. นาโยง ฝั่งตะวันตกของเทือกเขาบรรทัดในเขต จ.ตรังแทน (Ivor H. N. Evans, 1927)

              นับจากปี พ.ศ.2468 เป็นต้นมา งานสำรวจศึกษาวิชาการเกี่ยวกับเนกริโตในประเทศไทยก็แทบหยุดชะงักลงเป็นเวลากว่า 30 ปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1และ 2 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาวะตรึงเครียดทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมกับโลกสังคมนิยมก็เริ่มปะทุ พื้นที่ป่าในเขตเทือกเขาบรรทัดในเขตรอยต่อของ จ.ตรัง พัทลุงและสตูลก็กลายเป็นฐานที่มั่นหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในภาคใต้

              ชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตอาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ยุคหินกลาง (Middle Stone Age) หรือเมื่อประมาณ 1,500-10,000 ปีมาแล้ว (ชิน อยู่ดี, 2512) นักวิชาการบางส่วนได้ตั้งข้อสังเกตว่าชาติพันธุ์กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับโฮโมเซเปียนส์เมื่อประมาณ 50,000 ปีมาแล้วหรือไม่อย่างไร คณะสำรวจของ Hill et al., (2006) ได้ศึกษาลักษณะทางพันธุ์ศาสตร์เพื่อดูความเชื่อมโยงดังกล่าว โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างชาวโอรังอัสลีหรือในขณะนั้นเรียกกันว่า เซมังในมาเลเซีย ผลการศึกษาพบว่า มีความเป็นไปได้ที่ชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตบริเวณคาบสมุทรมลายูอาจเป็นชาติพันธุ์เดียวที่หลงเหลืออยู่และสามารถรักษาลักษณะทางพันธุกรรมดั้งเดิมของโฮโมเซเปียนส์ที่อพยพเข้ามาบริเวณคาบสมุทรแถบนี้ในครั้งแรกไว้ได้

              ส่วนการศึกษาของนักวิชาการเกี่ยวกับความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แถบนี้มีนักวิชาการให้ความเห็นไว้หลากหลาย ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ประเด็นแรกคือ เส้นทางอพยพเข้าสู่แหลมมลายูของชาวมานิ สันนิษฐานว่ามี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย อีกเส้นทางคือ อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ในขณะที่นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าชาวมานิเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานก่อนชนชาติอื่นทั้งหมดทั้งในพื้นที่ภาคใต้ของไทย พื้นที่บางส่วนของมาเลเซียและอินโดนีเซีย (วิสา เสกธีระ, 2557)

              ประเด็นที่ 2 ในปี พ.ศ. 2534 สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ (2534) ได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวมานิอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ผลการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะและกรุ๊ปเลือดของโครงกระดูกที่พบสรุปได้ว่า มีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย โดยหลักฐานทางโบราณคดีประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536) อย่างไรก็ตามในแหล่งโบราณคดีดังกล่าวพบร่องรอยการเข้ามาอาศัยของกลุ่มชนเชื้อสายมองโกลอยด์ก่อนการเข้ามาของชาวมานิ (วิสา เสกธีระ, 2557)

              มีงานศึกษาความเป็นมาของชาวมานิอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ งานของกุลนภา ฟู่เจริญ (2540) ได้ทำการศึกษาด้านพันธุศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของชนพื้นเมืองในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมในระดับ DNA ของชาวไทยภูเขา ผู้ไท ชอง ลาวโซ่ง และชาวมานิ ผลการศึกษาระบุว่าชาวมานิมีความสัมพันธ์กับชนกลุ่มอื่น ๆ น้อยมาก แต่กลับไปคล้ายกับกลุ่มคนในออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี แอฟริกัน และชาวยุโรป

              ชาติพันธุ์มานิถือเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ยังดำรงชีพแบบสังคมหาของป่าล่าสัตว์ (hunting and gathering society) กลุ่มสุดท้ายของไทย แม้ในปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของมนุษย์ก่อนพัฒนาเข้าสู่สังคมเกษตรกรรมและสังคมเมืองในเวลาต่อมา (เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546)

                                                    

    การย้ายทับของชาวมานิถ้ำภูผาเพชร อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (3 ตุลาคม 2562)

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจตั้งถิ่นฐานและการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากรป่าฝนเขตร้อนในภูมิภาคแถบนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาติพันธุ์กลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบสังคมเร่ร่อนหาของป่าล่าสัตว์มาจนถึงปัจจุบัน

              ด้วยลักษณะวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมานิเป็นแบบเร่ร่อน (nomadic way of life) เป็นสังคมหาของป่าและล่าสัตว์ มีการอพยพไปตามแหล่งอาหารในฤดูกาลต่าง ๆ ทำให้ชาวมานิแต่ละกลุ่มอาจมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ไม่แน่นอน จากงานวิจัยของ Carey (1976 อ้างใน วิสา เสกธีระ, 2557) เกี่ยวกับชาวมานิในมาเลเซียซึ่งมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานเช่นเดียวกันกับชาวมานิในไทย ระบุว่า รูปแบบในการตั้งถิ่นฐานของแต่ละกลุ่มนั้นขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพของหัวหน้ากลุ่มเป็นสำคัญ และจากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิในมาเลเซียและชาวมานิกลุ่มจาไฮบริเวณจังหวัดยะลาและนราธิวาสและการสำรวจของผู้ศึกษาเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด พบว่า รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

              1) กลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนหรือหาของป่าล่าสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ตั้งถิ่นฐานในป่าห่างไกลจากชุมชนแต่จะลงมาติดต่อกับชาวบ้านบ้างนาน ๆ ครั้ง กลุ่มของชาวมานิที่ใช้ชีวิตแบบนี้จะมีการตั้งถิ่นฐานในแต่ละจุดเพียงไม่กี่วัน โดยอาจยกเว้นฤดูกาลที่มีผลผลิตจากป่า เช่น ฤดูกาลผลไม้ป่า ฤดูกาลมันป่า ฤดูกาลหมูดิน เป็นต้น ในโอกาสเช่นนี้ชาวมานิจะตั้งถิ่นฐานอยู่ยาวนานชั่วระยะหนึ่งจนกว่าผลผลิตในฤดูกาลเหล่านี้จะผ่านพ้นไป แต่ในบางช่วงเวลาจะลงมาติดต่อกับชาวบ้านพื้นราบในหมู่บ้านเป็นบางครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ได้จากป่าหรือรับจ้างทำงาน 

              2) กลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนหาของป่า-ล่าสัตว์ แต่มาตั้งถิ่นฐานใกล้กับชุมชนของชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ได้จากป่า โดยเฉพาะน้ำผึ้ง สมุนไพร และทำงานรับจ้าง โดยงานที่ทำมักเป็นงานเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล และมีงานเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ได้มีส่วนทำให้ชาวมานิตั้งถิ่นฐานได้อย่างถาวร แต่การทำงานทำให้ได้เงินมาซื้อหาอาหารและข้าวของต่าง ๆ จากภายนอก ชาวมานิบางกลุ่มมีการตกลงกับชาวบ้านที่ทำการเกษตรเพื่อขอรับจ้างทำงานเป็นประจำทุกฤดูกาล นอกจากนี้บางกลุ่มทำการเพาะปลูกบ้างเป็นบางครั้ง ชาวมานิที่ใช้ชีวิตรูปแบบนี้จะตั้งถิ่นฐานและทำการเพาะปลูกอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นเวลานานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยสมาชิกส่วนหนึ่งจะแผ้วถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกส่วนที่เหลือจะเดินทางไปหาของป่า-ล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร แต่สมาชิกในกลุ่มของชาวมานิมีจำนวนไม่มาก งานแผ้วถางและเพาะปลูกจึงทำได้เพียงพื้นที่ขนาดเล็ก และเมื่ออาหารในพื้นที่หมดลงทำให้ต้องเคลื่อนย้ายไปในที่แห่งใหม่โดยมักทิ้งพืชผลที่ปลูกเอาไว้และจะกลับมา ณ จุดนี้อีกครั้งเมื่อสามารถเก็บผลผลิตได้ จุดประสงค์ในการตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้เป็นไปเพื่อให้กลุ่มได้มีเวลาพักผ่อน โดยอาจกลับมาตั้งถิ่นฐานยังจุดที่ทำการเพาะปลูกได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ไม่ต้องเดินทางอพยพโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา แต่การทำการเพาะปลูกพร้อมทั้งการหาของป่า-ล่าสัตว์ในลักษณะนี้ให้ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรกว่านี้ได้ บ่อยครั้งที่ชาวมานิกลับมายังจุดที่ทำการเพาะปลูกและพบว่า ผลผลิตของพวกเขาโดนสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่นทำลายไปแล้ว

              3) การตั้งหลักแหล่งถาวร ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่เริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเริ่มมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง คือ ชาวมานิกลุ่มกันซิว ที่หมู่บ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา และมานิกลุ่มแต็นแอ็นที่บ้านคลองตง ตำบลปะเหลียน จังหวัดตรัง สำหรับชาวมานิกลุ่มกันซิวนั้น เป็นชาวมานิกลุ่มแรกที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอนและมีการรองรับทางสิทธิตามกฎหมาย โดยได้รับพระราชทานนามสกุล “ศรีธารโต” จำนวนประชากรที่มีตอนนั้นจำนวน 60 คน แต่ในระยะหลัง ๆ จำนวนประชากรเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้ (วันเฉลิม จันทรากุล, 2544) เพราะมีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านซาไกเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้ชาวมานิ-โอรังอัสลีกลุ่มนี้ต้องพึ่งพิงสังคมภายนอก โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยว ลักษณะความเป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับวิถีดั้งเดิม จึงมีการย้ายถิ่นไปยัง Baling รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยรัฐจัดสรรที่ทำกิน 425 ไร่ ให้สิทธิในการเป็นพลเมืองประเทศมาเลเซีย ได้รับบัตรประชาชน ได้รับการอุดหนุนครอบครัวละ 300 RM./เดือน ให้การศึกษาและรักษาพยาบาลฟรี ปัจจุบันหมู่บ้านซาไกเหลือกันอยู่เพียงแค่ 2 คนแม่กับลูก (บัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ, 2562) ส่วนมานิกลุ่มคลองตง  เป็นมานิอีกกลุ่มมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งถาวร เนื่องจากเริ่มมีการเพาะปลูกและทำสวนยางพารา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อสมัยก่อนมีกลุ่มคอมมิวนิสต์อยู่แถบเทือกเขาบรรทัด ชาวมานิยังมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในบริเวณป่ากว้างแถบนั้น แต่เมื่อมีการสลายตัวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ชาวบ้านเริ่มเข้าไปจับจองพื้นที่ทำกินมากขึ้น ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ลดลง ส่งผลให้ชาวมานิต้องปรับตัวรู้จักการเพาะปลูก และไม่มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอีกเลย (สุวัฒน์ ทองหอม, 2544) แต่มานิในกลุ่มบางคนยังเข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าและพืชสมุนไพรมาใช้บ้างบางครั้ง

    ชาวมานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร (ศรีมะนัง) จังหวัดสตูล รับจ้างเก็บผลไม้ของชาวบ้าน

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (2 ตุลาคม 2562)

              ปัจจุบันในเขตเทือกเขาบรรทัดนอกเหนือจากกลุ่มคลองตงที่ตั้งถิ่นฐานถาวรแล้ว พบว่ายังมีกลุ่มอื่น ๆ เริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรเพิ่มขึ้นในบริเวณเขตรอยต่อระหว่างป่ากับที่ทำกินของชาวบ้าน ได้แก่ กลุ่มเขาพับผ้า อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง มีการแต่งงานกับชาวบ้านในพื้นที่จึงไปอาศัยกับชาวบ้านในหมู่บ้าน กลุ่มเขาหัวสุม/เจ้าพะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง กลุ่มนี้เริ่มทำการเพาะปลูกพืชผักแต่ยังมีเข้าป่าเพื่อหาของป่าล่าสัตว์ กลุ่มรักษ์ละงู อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นกลุ่มที่เริ่มตั้งหลักแหล่งถาวรแต่มีสมาชิกบางส่วนสลับกันหาของป่าล่าสัตว์ ได้รับรายได้จากการท่องเที่ยวบางส่วน โดยเฉพาะการได้รับบริจาคจากนักท่องเที่ยวและการแสดงโชว์เป่าลูกดอกให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณบ้านวังสายทอง กลุ่มช่องฮับ อำเภอทุ่งหว้า และกลุ่มทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานถาวรรูปแบบใกล้เคียงกัน คือ รับจ้างกรีดยางพารา และอยู่อาศัยในสวนยางพาราของชาวบ้าน สำหรับชาวมานิ-โอรังอัสลีในยะลาและนราธิวาส ซึ่งบัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ (2562) ได้สำรวจพบกลุ่มต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มกาเตาะปากู อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้ย้ายออกจากป่ามาสร้างที่พัก ฮะยะ ในสวนของชาวบ้านเพื่อรับจ้างทำสวนกรีดยางมาเป็นเวลา 7 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับเข้าไปอาศัยในป่า กลุ่มจำปาดะ กลุ่มติ๊ก กลุ่มปิแซ-นากอ อาศัยบริเวณเขื่อนบางลางในเขตจังหวัดยะลา มีอาชีพรับจ้างกรีดยางและดูแลสวนยางและสวนผลไม้ กลุ่มโอ๊ะ อาศัยในหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9 ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต จังหวัดยะลา เป็นกลุ่มเพิ่งออกจากป่ามาได้ไม่นาน เพื่อทำสวนยางและสวนผลไม้ของชาวบ้านจึงอยู่ระหว่างช่วงการเรียนรู้และปรับตัว

     

                                        

    กลุ่มมานิรักษ์ป่าบอน จังหวัดพัทลุงปลูกพืชผักใกล้ ๆ กับทับ

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (7 สิงหาคม 2563)

     

                                      

    แผนที่แสดงการตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด ภาคใต้ของประเทศไทย

    ที่มาภาพ: มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม (23 พฤษภาคม 2563)

    สืบค้นจาก : https://www.google.com/maps/d/viewer?mid

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ระบบนิเวศป่าสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ก่อให้เกิดความผูกพันที่ดีที่เป็นคุณค่านำไปสู่ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ชาวมานิจึงเลือกอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการจัดระบบสังคมแบบครอบครัว มีการแบ่งปันอาหารและสิ่งต่าง ๆ ให้แก่กัน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน โดยความสัมพันธ์ในกลุ่มของมานิอยู่บนฐานของระบบนิเวศป่าทั้งระบบ อย่างเช่น การจัดระบบโครงสร้างประชากรในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมกับแหล่งอาหารที่มีอยู่ พวกเขาจึงอยู่กันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ไม่เกินกลุ่มละ 50 คน เพื่อให้สามารถหาอาหารในละแวกทับที่ตั้งอยู่ได้อย่างพอเพียงกับสมาชิกในแต่ละทับ นอกจากนี้พวกเขายังสามารถควบคุมจำนวนประชากร ลดอัตราการเกิดของสมาชิก เมื่อยังไม่พร้อมจะเพิ่มจำนวนสมาชิกจะเลือกใช้สมุนไพร “ยาลูกขาด” ได้อีกด้วย การจัดระบบโครงสร้างทางสังคมภายในกลุ่มด้วยการกำหนดบทบาทหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของการพึ่งพาธรรมชาติ แต่ละช่วงวัยจะมีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกัน

              ในสถานการณ์ที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีของการย้ายทับ ชาวมานิจะมีการพูดคุยเพื่อร่วมกันตัดสินใจ พบว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจจะเป็นมานิอาวุโสที่อยู่ในกลุ่ม หรือไม่ก็เป็นมานิรุ่นหนุ่มที่มีบทบาทในการล่าสัตว์ได้มากที่สุด ส่วนกรณีที่มีชาวบ้าน หรือหน่วยงานภายนอกเข้ามาติดต่อก็จะมีมานิคนที่สื่อสารภาษากับชาวบ้านได้ดีเป็นคนสื่อสารในเบื้องต้น และคนนอกก็ให้ความไว้วางใจในฐานะเป็นผู้นำของกลุ่ม

          ระบบการจัดการชุมชนของชาวมานินั้นบทบาทและหน้าที่ของกลุ่มยังมีบทบาทและหน้าที่ที่ไม่ซับซ้อน ลักษณะเด่นคือการแบ่งงานกันทำ ช่วยกันดูแลเด็ก ๆ แบ่งปันอาหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มานิสามารถรักษาเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้ได้จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหลักจากมีชาวมานิบางกลุ่มที่ได้ตั้งถิ่นฐานถาวรและรับแนวคิดการจัดการกลุ่มแบบชาวบ้านแล้ว รูปแบบการจัดการแบบเดิมที่เคยมีมาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นลักษณะของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นเหมือนชาวบ้านทั่วไป เช่น ครอบครัวไหนหาอาหารมาได้ก็แบ่งปันกันน้อยลง มานิบางคนมีความสามารถในการหาผึ้งได้มากนำมาแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านในรูปแบบของเงิน ทำให้บางกลุ่มไม่มีการนำเงินมาแบ่งปันกัน

  • การแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ในการแต่งงานนั้นไม่มีขั้นตอนหรือพิธีกรรมซับซ้อนมากนัก เพียงแต่เมื่อฝ่ายหญิง – ชาย ชาวมานิเกิดชอบพอกันฝ่ายหญิงก็จะเข้าไปอยู่กินกับฝ่ายชายในทับของฝ่ายชาย และเมื่อจะเลิกรากันฝ่ายหญิงจะเป็นคนตัดสินใจที่จะเลิก และเลือกที่จะอยู่ร่วมแบบสามีภรรยากับชายชาวมานิคนใหม่ โดยสามีคนเดิมไม่โกรธหรือไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เคารพในการตัดสินใจเลือกของฝ่ายหญิงชาวมานิ

  • การสืบผีและมรดกของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิเป็นกลุ่มคนที่เชื่อเรื่องธรรมชาติค่อนข้างมาก สังเกตได้จากไม่มีความเชื่อในชีวิตหลังความตาย เพราะเมื่อชาวมานิเสียชีวิตจะไม่มีพิธีกรรมใด ๆ เพียงแต่ทิ้งศพนั้นไว้ในทับ แล้วมานิคนอื่น ๆ ก็ย้ายไปตั้งทับที่ใหม่ การศึกษาทางโบราณคดีจึงไม่พบร่องรอยโครงกระดูกของมานิเลย หรืออาจพบบ้างก็มีน้อยมากลักษณะเช่นนี้ทำให้ไม่ปรากฏความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งประเด็นนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกับวัฒนธรรมของชาวบ้านภาคใต้ที่เชื่อถือเกี่ยวกับวิญญาณบรรพบุรุษในหลายมิติ เช่น ความเชื่อเรื่องทวด ความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอโนรา แต่ในปัจจุบันเมื่อชาวมานิสัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น ความเชื่อหลายอย่างจึงได้รับการถ่ายทอด รวมทั้งเมื่อมีชาวมานิเสียชีวิต ชาวบ้านก็จะให้ความช่วยเหลือบางทีก็มีการเผาศพ บางกรณีมีการฝังศพ และสร้างพิธีกรรมแบบเรียบง่ายผสมผสานกับพิธีทางศาสนาพุทธ ซึ่งปรากฏขึ้นในพื้นที่เขตเทือกเขาบรรทัด

              ในกรณีกลุ่มชาติพันธุ์มานิ – โอรังอัสลี พื้นที่ชายแดนภาคใต้ ในงานศึกษาของบัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ, (2562) สะท้อนภาพการสืบผีบรรพบุรุษและสายตระกูล โดยมานิ – โอรังอัสลี ชื่อถือผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุดคนเดียวกัน โดยบัณฑิตกล่าวว่า อำนาจสูงสุดนี้เป็นทั้งพระเจ้า ศาสดา และบรรพบุรุษ เป็นต้นกำเนิดของโอรังอัสลี เรียกว่า “อลึจ (Aluj)” การระลึกถึงอลึจถือเป็นการแสดงความเคารพ โดยอาจมีโอกาสของการระลึกถึงเมื่อต้องการให้อลึจคุ้มครอง ปกปักรักษา ให้ล่าสัตว์ได้อย่างสะดวก หรือการดูแลสุขภาพ การเชื่อถือในอลึจที่เป็นบรรพบุรุษของโอรังอัสลีดังกล่าวนี้ย่อมทำให้ชาวโอรังอัสลีเชื่อร่วมกันในความเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งย่อมส่งผลต่อการช่วยเหลือเผื่อแผ่ การแบ่งปัน และพยายามที่จะรักษาไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในกลุ่มชาติพันธุ์มานิ – โอรังอัสลี

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

               การแต่งกายรูปแบบดั้งเดิมชาวมานิจะนุ่งเปลือกไม้และตะไคร่น้ำที่เกาะเป็นแผ่นตามก้อนหินใหญ่ ๆ ในป่า โดยนำตะไคร่น้ำนี้มาตากให้แห้งและถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม หญิงชาวมานิจะนุ่งยาวประมาณเข่าหรือครึ่งน่อง คาดอกหรือเปลือยอก ผู้ชายนุ่งสั้นแค่เข่าและเปลือยท่อนบน ส่วนเด็ก ๆ จะไม่นุ่งอะไรเลย นอกจากนี้ยังมีการนำใบไม้มาปกปิดร่างกาย โดยใช้ใบเตยหนามมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่มด้วยการเอาหนามที่ใบเตยออกโดยใช้ไม่ไผ่บาง ๆ มาตัดหนามออกแล้วนำมาตากแดด จากนั้นก็นำไปสานเป็นเครื่องนุ่งห่ม ใบเตยหนามสามารถหาได้จากบริเวณที่ตั้งทับ สำหรับเครื่องประดับของหญิงชาวมานิรูปแบบดั้งเดิมมีหวีไม้ไผ่สำหรับเสียบผม เข็มขัด สร้อยคอ และสร้อยข้อมือ ล้วนทำมาจากธรรมชาติ ส่วนกลุ่มที่มีการติดต่อกับสังคมภายนอกจะใช้ผ้าที่ได้รับบริจาคมาหรือซื้อหามานุ่งห่มปกปิดร่างกาย ซึ่งเสื้อผ้าสามารถหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และได้รับบริจาคเสื้อผ้ามาจากชาวบ้าน ต่างจากการนำเปลือกไม้และตะไคร่น้ำมาทำเครื่องนุ่งห่มซึ่งมีกระบวนการที่ยุ่งยาก ในปัจจุบันชาวมานินุ่งห่มเสื้อผ้าอย่างชาวบ้านทั่ว ๆ ไป

              ปัจจุบันหลังจากชาวมานิได้สัมพันธ์กับชาวบ้านมากขึ้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนไปเป็นลักษณะเดียวกันกับชาวบ้าน กล่าวเฉพาะชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดนั้นมักจะได้รับการบริจาคเสื้อผ้าจากชาวบ้านและกลุ่มคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียน หรือไม่ก็จะซื้อจากตลาดนัดใกล้ที่ตั้งทับ มานิแต่ละคนใช้เสื้อผ้าไม่มากนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องมีการย้ายทับเพราะปริมาณของเสื้อผ้ามีผลต่อการเคลื่อนย้ายในแต่ละครั้ง เสื้อผ้าที่ชาวมานิต้องการเป็นพิเศษหากจะมีผู้มาบริจาค ได้แก่ “เราชอบผ้าถุง เสื้อยืด ผ้าขาวม้า แล้วก้าชุดของเด็ก ๆ ถ้าโหมสูอี้เอามาให้ก็ขอให้เป็นของพันนี้ อย่าเอามามากแรงใช้ไม่ทัน” (แป้น ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเผชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล)

                                                           

    กลุ่มมานิราวปลา อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล นำสมุนไพรจากป่ามาวางขายริมถนนสายตรัง – สตูล

    จะเห็นได้ว่าแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสามัญทั่วไปแบบคนท้องถิ่น

    ที่มาภาพ : นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ วันที่ 2 มกราคม 2563 

              อิทธิพลของวรรณกรรมสังข์ทอง โดยเฉพาะการฉายภาพซ้ำ ๆ ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ในโทรทัศน์ ได้ส่งผลต่อมโนทัศน์ของคนภายนอกเมื่อมองมายังชาวมานิ และการแต่งกายน่าจะเป็นภาพแทนที่ทำให้มองลักษณะความเป็นเอกลักษณ์ของมานิได้ง่ายที่สุด ดังนั้นเสื้อผ้าสีแดงจึงเป็นภาพที่ยังคงติดอยู่ในมโนทัศน์ของคนภายนอก พบว่าบ่อยครั้งเวลามีงานเทศกาลประจำปีของส่วนราชการในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดที่มานิตั้งทับอยู่ ส่วนงานเหล่านั้นมักหยิบฉวยวัฒนธรรมของชาวมานิเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ รวมทั้งการเชิญชวน การประสานงานกับชาวบ้านที่สัมพันธ์อยู่กับกลุ่มมานิ เพื่อให้มานิเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมบางอย่างในงานเทศกาลเหล่านั้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับปัจจัยการดำรงชีวิตของชาวมานิ เช่น ข้าวสาร เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น แน่นอนว่าชาวมานิต้องแต่งกายด้วยชุดสีแดงและแสดงการเป่าลูกดอกโชว์

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิมีวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นแบบเร่ร่อน หาของป่า และล่าสัตว์ จึงสร้างที่พักชั่วคราวในบริเวณแหล่งอาหาร เมื่ออาหารหมดลงจึงจะย้ายถิ่นฐานไปที่แห่งใหม่ เมื่อพื้นที่เดิมกลับมาอุดมสมบูรณ์จะย้ายถิ่นฐานมาที่เดิม โดยมีการกำหนดอาณาเขตในการดำรงชีพของแต่ละกลุ่มแยกออกจากกัน อาณาเขตดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ป่าเป็นบริเวณกว้างใหญ่เพื่อให้สามารถหาอาหารได้เพียงพอต่อความต้องการ หากอาหารในพื้นที่มีไม่เพียงพอ สมาชิกในกลุ่มอาจแยกกลุ่มออกไปตั้งถิ่นฐานยังที่แห่งใหม่ได้ หัวหน้ากลุ่มจะเป็นผู้เลือกที่พักอาศัยที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย ที่พักของชาวมานิเรียกว่า “ทับ” มีลักษณะเป็นเพิงแบบง่าย ๆ การเลือกพื้นที่ตั้งทับมีหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ มักเลือกภูมิประเทศที่เป็นที่ราบซึ่งอยู่บนเนิน มีแหล่งน้ำ ทับจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพราะน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ พื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นบริเวณใกล้น้ำตกหรือลำห้วย แต่ต้องไม่เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีกระแสน้ำไหลแรง เพราะเมื่อฝนตกอาจเกิดน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลากได้ง่าย น้ำต้องไหลตลอดเวลา เพราะเชื่อว่าถ้าดื่มน้ำบริเวณที่เป็นน้ำขังนิ่งจะทำให้ไม่สบาย ต้องเป็นบริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ มีป่าไม้ใหญ่ปกคลุมและมีสัตว์ป่า เผือก มัน และพืชชนิดอื่น ๆ ไม่มีพืชหรือสัตว์ที่เป็นอันตราย ห่างไกลจากชุมชน บริเวณที่ตั้งทับจะต้องเป็นที่ราบมีความลาดเอียงเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง (สุวัฒน์ ทองหอม, 2544 และเกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546)

              นอกจากปัจจัยด้านกายภาพแล้ว การเลือกทำเลที่ตั้งทับยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อว่าต้องเป็นบริเวณที่มีผีเจ้าที่ไม่แรงด้วย พวกเขาจะสังเกตจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น หากรู้สึกสังหรณ์ใจ ใจคอสั่น ในช่วงที่เดินทางผ่านบริเวณใดแล้วปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้น พวกเขาเชื่อว่าบริเวณนั้นผีเจ้าที่แรงจะใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนจะถูกลงโทษถึงตาย โดยส่วนใหญ่แล้วชาวมานิจะอพยพโยกย้ายถิ่นฐานก็ต่อเมื่ออาหารในบริเวณนั้นเริ่มขาดแคลน หรือย้ายตามฤดูกาลที่มีผลิตผลจากป่า มีคนตายในกลุ่ม หรือเมื่อใบไม้ที่ใช้ทำทับเริ่มแห้ง และเมื่อถ่ายอุจจาระมาถึงที่อาศัย นอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ เช่น เมื่อคนภายนอกเข้าไปพบและเอ่ยขอลูกของพวกเขาซึ่งถือเป็นลางร้าย เมื่อมีสมาชิกในกลุ่มป่วยหนัก เมื่อมีการคลอดลูกและแม่เด็กแข็งแรงพอที่จะเดินทางได้แล้วเพราะถือว่าเลือดจากการคลอดจะทำให้สมาชิกในกลุ่มเจ็บป่วยไม่สบาย (วันเฉลิม จันทรากุล, 2544 และวิสา เสกธีระ, 2557) ปัจจุบันชาวมานิหันมานิยมตั้งถิ่นฐานแบบค่อนข้างถาวรอยู่ใกล้กับชุมชนของชาวบ้านแทนการเร่ร่อนอยู่ในป่าลึก เพื่อความสะดวกในการหาของป่ามาขาย และซื้ออาหารจากร้านค้าของชาวบ้าน (สุวัฒน์ ทองหอม, 2544)

              สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวมานินั้น โดยส่วนใหญ่มักแทรกอยู่กับงานวิจัยหรือเอกสารด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยสามารถสรุปรูปแบบที่อยู่อาศัยได้ดังนี้ (จิราวดี อ่อนวงศ์ 2534; วราภรณ์ บุญรักษ์, 2534; สุวัฒน์ ทองหอม, 2544; Carey, 1976 อ้างใน วิสา เสกธีระ, 2557 และ Albrecht and Moser, 1998)

              ที่อยู่อาศัยแบบทับ สำหรับไว้อาศัยในฤดูแล้ง เมื่อชาวมานิตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน ณ จุดใดแล้ว จะทำการถางหญ้าและวัชพืชในบริเวณนั้นให้เรียบ สมาชิกในกลุ่มแต่ละครอบครัวก็จะสร้างทับของตนเอง ทับเหล่านี้มีลักษณะเป็นเพิงหมาแหงน เรียกเป็นภาษามานิว่า “ฮยะ” สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ ด้วยโครงสร้างไม้ปักลงบนพื้นดิน นำใบไม้ที่มีในพื้นที่มามุงเป็นหลังคา ใบไม้ส่วนใหญ่ ได้แก่ ใบตองป่า ใบชิง ใบหลาโอน ใบพน หรือใบไม้อื่น ๆ นำมาวางพาดซ้อนทับกันผูกติดกันเข้ากับไม้ที่ทำเป็นโครงหลังคา เมื่อใบไม้ที่นำมามุงหลังคาเหี่ยวก็จะหาใบไม้ใหม่มาวางทับมุงหลังคา แต่วัสดุในการสร้างทับปัจจุบันแทนที่จะใช้ใบไม้เป็นกิ่ง ๆ มามุงหลังคา เปลี่ยนมาใช้ใบปุดหักสานแล้วมุงหลังคาทับ การจัดเรียงทับส่วนใหญ่จัดเรียงให้หันหน้าเข้าหากันเป็นวง พื้นที่ตรงกลางระหว่างทับมีลักษณะเป็นลานกว้างสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ถ้าสมาชิกในกลุ่มมีจำนวนน้อยมาก ยังสามารถจัดวางทับแบบเรียงต่อกันเป็นแถว หรือถ้ากลุ่มนั้น ๆ ต้องการตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณหนึ่ง ๆ เป็นเวลาที่สั้นมาก ๆ อาจใช้การสร้างทับขนาดยาวสำหรับอยู่อาศัยได้ทุกคนเพื่อประหยัดเวลาและแรงงานในการสร้าง

                                                

    ที่อยู่อาศัยแบบทับของชาวมานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (2 มกราคม 2563)

     

              ที่อยู่อาศัยแบบลาในหน้าฝน ชาวมานิจะอพยพไปอยู่บริเวณเพิงผา (ลา,ถ้ำ) ลาในภาษามานิเรียกว่า “วะ” การอพยพไปอยู่ลาก็เพื่อหลีกเลี่ยงฝนตกหนักและฤดูน้ำหลาก ซึ่งการอาศัยอยู่ในทับอาจโดนน้ำหลากเกิดอันตรายได้ เพิงผาเหล่านี้ตั้งอยู่บนที่สูง การเลือกที่อยู่อาศัยแบบเพิงผานี้จะเลือกบริเวณที่มีความกว้างใหญ่เพียงพอกับจำนวนสมาชิกในกลุ่ม ชาวมานิจะหาไม้ทำแคร่นอนกันคนละแคร่ โดยด้านที่เป็นหัวนอนจะยกสูงกว่าด้านที่เป็นปลายเท้า การนอนจะหันศีรษะไปทางด้านที่สูงกว่า และนอนหันหัวไปทางปากถ้ำ และจะอาศัยน้ำที่ขังในแอ่งน้ำในถ้ำเพื่อการบริโภค บางครั้งก็จะลงไปตักน้ำจากลำธารที่อยู่ใกล้ ๆ

                                                

    ที่อยู่อาศัยแบบลา (หน้าผา) มานิกลุ่มวังคราม ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (10 ธันวาคม 2561)

              ที่อยู่อาศัยแบบกระท่อม หรือ “ซาโอะ” เป็นที่อยู่อาศัยของชาวมานิกลุ่มที่มีการตั้งถิ่นฐานถาวร มีลักษณะคล้ายขนำหรือกระท่อมของชาวบ้านภาคใต้ ฝาเรือนใช้ฟากไม้ไผ่วางต่อกันหรือสานแบบขัดแตะ บางบ้านอาจใช้เศษไม้กระดานหรือสังกะสี มีทั้งแบบสร้างติดพื้นหรือยกพื้นสูง พื้นปูด้วยไม้ไผ่ บริเวณช่องประตูจะมีไม้มาวางพาดใช้เป็นบันได ส่วนการวางตำแหน่งกระท่อมจะวางหันหน้าเข้าหากัน เว้นบริเวณตรงกลางเป็นลานกว้างไว้ทำกิจกรรมต่าง ๆ

                                                

    ที่อยู่อาศัยแบบกระท่อมของชาวมานิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

    ที่มาภาพ: มานะ ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (2 มิถุนายน 2562)

              ครอบครัวมานิจะมีทับเป็นของตนเองสำหรับอยู่อาศัยร่วมกันระหว่างสามีภรรยาและลูกที่ยังไม่แต่งงาน ส่วนเด็กมานิคนที่โตแล้วหรือสามารถดูแลตัวเองได้จะแยกออกไปสร้างทับที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองต่างหาก ซึ่งการสร้างทับที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มานินั้น ตามปกติแล้วมักจะสร้างแยกห่างกันไม่มาก จะมีลักษณะเรียงต่อกันเป็นรูปวงกลมหรือเรียงต่อกันหน้ากระดาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศของบริเวณที่ตั้งทับ

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์มานิในแถบคาบสมุทรมาลายูมีรูปแบบการดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ (Hunter-gatherer) ไม่มีการผลิตอาหารไว้สำหรับบริโภคหรือทำการเกษตร จะอาศัยและพึ่งพิงแหล่งอาหารจากป่าธรรมชาติเป็นหลัก พืชอาหารสำคัญ คือ มันและผลไม้ รวมถึงสัตว์ป่า จะย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยตามความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร แต่เมื่อระบบนิเวศป่าธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าลดลง และมีเหตุปัจจัยจากภายนอกหลายประการส่งผลต่อชาวมานิหลายกลุ่มเริ่มปรับตัวด้วยการหาของป่าแลกกับอาหาร รับจ้างถางป่า กรีดยาง และบางกลุ่มเริ่มจับจองพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ซึ่งการเกษตรที่ชาวมานิประกอบเป็นอาชีพได้จากการเรียนรู้จากชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง จากการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่า ลักษณะของการผลิตจะสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัย  

              พืชที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของชาวมานิ คือ หัวมันชนิดต่าง ๆ เช่น มันหลา มันปูน มันหมู มันทราย มันอ้น มันโสม มันช้าง มันเทศ บอน กลอย เป็นต้น รวมถึงการหาพืชจำพวกหน่อไม้ ยอดไม้ ผลไม้ และเห็ดชนิดต่าง ๆ ที่ใช้เป็นอาหารได้ การหาอาหารจากพืช ถือเป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้ชาวมานิสามารถอยู่รอดได้ในป่า การขุดมันและหาอาหารนี้เป็นหน้าที่ของผู้หญิงและเด็ก ๆ หญิงชาวมานิจะมีความรู้และเชี่ยวชาญเรื่องพืชพันธุ์ต่าง ๆ มันบางชนิดมีพิษ แต่หญิงชาวมานิมีกรรมวิธีในการกำจัดพิษ วิธีการขุดมันชาวมานิจะเหลือหัวมันไว้ส่วนหนึ่งเพื่อให้เติบโตต่อไป ในการออกขุดหามันและอาหารของหญิงชาวมานิจะไปกันเป็นกลุ่ม แต่ละคนรับผิดชอบหาอาหารในส่วนของครอบครัวของตนเป็นหลัก และอาจมีการแบ่งปันอาหารให้กับคนแก่และคนป่วยที่ไม่สามารถออกไปหาอาหารได้เอง และหากพบผลไม้บนต้นที่ยังไม่สุกชาวมานิจะทำการปักกำไว้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ การปักกำทำโดยนำท่อนไม้ที่มีใบมามัดเป็นจุกตรงปลาย แล้วนำไปปักไว้ตรงโคนต้นที่จับจอง (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536; เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546; วิสา เสกธีระ, 2557 และฉัตรวรรณ พลเพชร 2557)                     

              การล่าสัตว์เป็นหน้าที่ของผู้ชายมักไปกันทั้งครอบครัวหรือทั้งกลุ่มเหลือแต่คนแก่และเด็กซึ่งเดินทางไม่สะดวก วิธีการล่าสัตว์มีการเป่าบอเลา (ไม้ซาง) ซึ่งบรรจุลูกดอกที่อาบด้วยยางน่อง การเป่าลูกดอกพิษนี้ใช้จับสัตว์ใหญ่ไม่นิยมใช้กับสัตว์เล็ก เพราะส่วนที่โดนยิงจะมีพิษทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ พิษจากยางน่องเป็นพิษร้ายแรงไม่มีทางแก้ไข ชาวมานิจึงมีความระมัดระวังมากเวลาใช้พิษชนิดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิธีการจับสัตว์ต่าง ๆ เช่น การเป่าลูกดอกที่ไม่ได้อาบพิษยางน่อง การไล่ต้อนแล้วดักตี การแทงด้วยหอก การใช้หินขว้าง เป็นต้น และยังมีการใช้เครื่องมือจับสัตว์แบบชาวบ้าน เช่น เบ็ดตกปลา อีมุ้ม แร้ว เป็นต้น สัตว์ที่ชาวมานินิยมจับมาบริโภค เช่น มูสัง ลิง ค่าง เลียงผา หมูดิน หมูป่า กระรอก นก ปลา เต่า ตะพาบน้ำ เป็นต้น หญิงชาวมานิก็สามารถจับสัตว์ขนาดเล็กเพื่อเป็นอาหารได้เช่นกัน

              การออกล่าสัตว์มักเป็นเวลาช่วงเช้า สมาชิกผู้ชายในกลุ่มจะแบ่งกันเป็นกลุ่มย่อยออกไปล่าสัตว์ในจุดต่าง ๆ จะออกล่าสัตว์เป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังจนสัตว์รู้ตัว การออกล่าสัตว์นี้ขึ้นอยู่กับฝีมือส่วนหนึ่งและต้องมีโชคด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะสามารถจับสัตว์ได้ เมื่อจับสัตว์มาได้เนื้อสัตว์นั้นจะถูกแบ่งปันอย่างยุติธรรม ผู้ที่จับสัตว์ได้จะได้ส่วนแบ่งที่ดีที่สุดไป ส่วนที่เหลือก็จะแจกจ่ายให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่ม การจับสัตว์ของชาวมานิจะทำแค่พอกินเท่านั้น วิธีการถนอมอาหารมีแค่เพียงการย่างให้แห้งเพื่อยืดอายุให้รับประทานได้นานขึ้น ดังนั้นการล่าเพื่อให้ได้เนื้อสัตว์มาก ๆ จึงไม่มีความจำเป็น นอกจากนี้ชาวมานิยังมีคติความเชื่อที่ทำให้การล่าสัตว์เป็นไปอย่างไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เช่น มีความเชื่อว่าจะไม่ล่าสัตว์ที่ตั้งท้อง และเชื่อว่าสัตว์ต่าง ๆ มีเจ้าที่เจ้าทางเป็นเจ้าของและจะล่าเมื่อจำเป็นเท่านั้น จะเห็นได้ว่าสมาชิกในกลุ่มของชาวมานิทุกคนจะทำหน้าที่ช่วยกันหาอาหารโดยมีหัวหน้ากลุ่มหรือผู้อาวุโสภายในกลุ่มเป็นผู้จัดสรรอาหารให้ทุกคนอย่างยุติธรรม (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523; อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536; สุวัฒน์ ทองหอม, 2544 และวิสา เสกธีระ, 2557)

              ชาวมานิบางกลุ่มที่ติดต่อกับชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะเก็บผลผลิตจากป่าตามฤดูกาลร่วมกับการทำการเพาะปลูก เช่น ทำข้าวไร่เพื่อบริโภค สลับกับการหาของป่าจำพวกสะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง น้ำผึ้ง ไม้กฤษณาสมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น นำมาขายให้กับชาวบ้าน เพื่อนำมาซื้อข้าวสาร ปลาเค็ม และเกลือ ในปัจจุบันชาวมานิเปลี่ยนจากการปลูกข้าวไร่มาเป็นการทำสวนยางพารา ซึ่งเมื่อถึงอายุแล้วสามารถให้ผลผลิตได้เกือบตลอดปี นอกจากนี้ยังประกอบอาชีพรับจ้างกับชาวบ้าน เช่น การถางหญ้า กรีดยางเพื่อเป็นการหารายได้ เป็นต้น การเพาะปลูกร่วมกับหาของป่าและการรับจ้างดังกล่าวยังทำให้ชาวมานิมีรายได้ในการซื้อหาอาหาร และสามารถตั้งถิ่นฐานได้ถาวรมากขึ้น (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2541; พัชสนันท์ ชูสง, 2553 และวิสา เสกธีระ, 2557)

               ชาวมานิมีวิธีการปรุงอาหารที่ไม่สลับซับซ้อน พวกเขาจะใช้วิถีเรียบง่าย ส่วนใหญ่จะนำพืชอาหารที่นิยมนำมาบริโภค ได้แก่ หัวมันชนิดต่าง ๆ โดยนำมาเผา (หมก) ให้สุกก่อนรับประทาน แต่จะมีมันบางชนิดที่มีพิษ โดยเฉพาะมันปูนหรือที่มานิเรียกว่า “สุนะ” ซึ่งเป็นพืชสกุลกลอยชนิดหนึ่งมีสารพิษ ชาวมานิจึงต้องใช้ภูมิปัญญาในการกำจัดพิษออกก่อน โดยขูดมันสุนะให้เป็นแป้งเหนียว  ๆ แล้วนำไปผสมกับขี้เถ้าของใบลักเคยลักเกลือ (จ้ำ) หลังจากนั้นใส่ในใบไม้หรือกระบอกไม้ไผ่นำไปปิ้งให้สุกก่อนนำมารับประทาน ส่วนเนื้อสัตว์ที่ได้จากการล่าใช้วิธีการปรุงแบบง่าย ๆ ไม่มีการปรุงแต่งรสชาติ โดยนำเนื้อสัตว์มาย่างบนไฟใช้ไม้ผ่าซีกมาหนีบไว้ หรือใช้ไม้อะนึง ซึ่งเป็นไม้ทนไฟมาวางเรียงกันเหนือกองไฟและวางเนื้อสัตว์ย่างไว้ด้วยไฟอ่อน  ๆ อีกวิธีคือ การนำเนื้อสัตว์หั่นเป็นชิ้น  ๆ ใส่ลงไปในกระบอกไม้ไผ่ ใช้ใบกล้วยป่าหรือใบไม้อุดปากกระบอกไว้และนำมาเผารอจนเนื้อสัตว์สุก

              ปัจจุบันชาวมานิส่วนใหญ่เริ่มเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารหลากหลายเมนูมากขึ้น โดยเรียนรู้จากชาวบ้านที่รู้จักและให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเมนูต้ม ผัด ทอด และแกง รวมถึงการใช้อุปกรณ์ครัวในการประกอบอาหารทั้ง หม้อ กระทะ มีดทำครัว กะละมัง จาน ช้อน โดยนำวัตถุดิบที่ได้จากภายนอกทั้งจากการบริจาคเนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องปรุง รวมถึงการซื้อหาจากร้านค้าและตลาดด้วยตัวเองนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารแบบชาวบ้านทั่วไป แต่ผลผลิตที่หาได้จากป่ายังใช้วิธีการแบบดั้งเดิมทั้งการเผามัน และย่างเนื้อสัตว์ มีมานิบางคนเท่านั้นที่นำเนื้อสัตว์มาต้ม

                                                           

    การหลามข้าวและหลามเนื้อสัตว์ ทับมานิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง

    ที่มาภาพ : นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (8 สิงหาคม 2563)

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

             ลักษณะสังคมแบบเดิมของชาวมานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดไม่พบประเพณีหรือพิธีกรรมสำคัญในรอบปี แต่ต่อมาประมาณ 2 – 3 ปีมานี้ มีความพยายามของหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ อบต.ที่สัมพันธ์อยู่กับชาวมานิกลุ่มต่าง ๆ จัดงานวันรวมญาติขึ้น โดยชาวบ้านที่สัมพันธ์อยู่กับมานิเหล่านี้ได้นำชาวมานิกลุ่มต่าง ๆ มาเจอกันเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และพบปะกัน

              ชาวมานิมีพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับความเชื่อและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ทั้งการนำพืชและสัตว์ชนิดต่าง  ๆ มาใช้ในการประกอบพิธีกรรม รวมถึงสถานที่ธรรมชาติในการประกอบพิธีกรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับประโยชน์จากป่าแทบทั้งสิ้น

  • การเกิดของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              เมื่อเด็กทารกคลอดออกมาจากท้องแม่ พ่อจะทำหน้าที่หลักในการทำคลอด และจะมีผู้สูงอายุในทับคอยบอกขั้นตอนและรายละเอียดในการทำคลอดในกรณีที่มีลูกคนแรก แต่หากพ่อนั้นไม่อยู่หรือเข้าป่าหาอาหาร จะมีคนที่เชี่ยวชาญในการทำคลอดแทน เริ่มจากการก่อไฟในทับและต้มน้ำ เมื่อเด็กคลอดออกมาพ่อจะใช้ ละงุ (ไม้ไผ่) เหลาให้บางและใช้ตัดสายสะดือเด็ก รกและสายสะดือจะฝังบริเวณกองไฟในทับ และแม่จะใช้เลือดทาบริเวณหน้าผาก ฝ่ามือ และฝ่าเท้าของเด็ก พร้อมทั้งกล่าวว่า “ขอให้เด็กแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่งอแง” หลังจากนั้นนำเด็กไปล้างทำความสะอาดบริเวณแหล่งน้ำใกล้กับทับ

  • การแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ในการแต่งงานนั้นไม่มีขั้นตอนหรือพิธีกรรมซับซ้อนมากนัก เพียงแต่เมื่อฝ่ายหญิง – ชาย ชาวมานิเกิดชอบพอกันฝ่ายหญิงก็จะเข้าไปอยู่กินกับฝ่ายชายในทับของฝ่ายชาย และเมื่อจะเลิกรากันฝ่ายหญิงจะเป็นคนตัดสินใจที่จะเลิก และเลือกที่จะอยู่ร่วมแบบสามีภรรยากับชายชาวมานิคนใหม่ โดยสามีคนเดิมไม่โกรธหรือไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เคารพในการตัดสินใจเลือกของฝ่ายหญิงชาวมานิ

  • การตายและการทำศพของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              มานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดมีความเชื่อและให้ความเคารพต่อธรรมชาติค่อนข้างสูง มิติของความตายจึงหมายถึงคืนกลับสู่ธรรมชาติ ในอดีตเมื่อมีมานิในทับป่วยหนักมานิคนนั้นจะถูกทิ้งไว้ในทับคนเดียวพร้อมด้วยกองไฟและหัวมัน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความคิดเรื่องชีวิตหลังความตายแต่เป็นการก่อกองไฟและอาหารไว้เผื่อว่ามานิคนนั้นหายป่วยจะได้กินหัวมันที่วางไว้นั้น จากนั้นมานิคนอื่น ๆ จะย้ายทับไปอยู่ที่ใหม่ มานิที่ย้ายทับไปแล้วจะแวะเวียนมาดูด้วยว่ามานิที่ป่วยถูกทิ้งไว้นั้นเสียชีวิตแล้วหรือยัง หากเสียชีวิตแล้วก็ไม่ต้องมาดูอีก แล้วปล่อยให้ผู้เสียชีวิตหายไปกับธรรมชาติ ประเด็นดังกล่าวนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบของนักวิชาการด้านโบราณคดีที่ได้ค้นหาโครงกระดูกของคนดั้งเดิมแล้วพบกระดูกของชาวมานิน้อยมาก

              อย่างไรก็ตามปัจจุบันพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายของมานิเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเขาได้สัมพันธ์กับชาวบ้านในพื้นที่ตั้งทับ กล่าวคือเมื่อมีชาวมานิเสียชีวิตก็มักจะมีการฝังตามคำแนะนำของคนภายนอกที่เขาสัมพันธ์อยู่ด้วย รวมทั้งการวางอาหารเสื้อผ้าไว้ในหลุมศพ นั่นหมายความว่าในปัจจุบันเขาได้เชื่อถือในเร

  • ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชนของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              กลุ่มมานิ – โอรังอัสลี ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพิธีกรรมเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ “อลึจ” ตามที่กล่าวมาแล้ว การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทำได้ด้วยการร

  • ประเพณีอื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

    พิธีกรรมเกี่ยวกับการทำมาหากิน

    ชาวมานิจะมีพิธีกรรมที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก ล้วนเป็นพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ได้แก่

              พิธีกรรมการปักกำ เป็นการแสดงสัญลักษณ์ให้รู้ว่าบริเวณดังกล่าวห้ามไม่ให้ใครเข้ามารบกวน โดยการนำไม้ขนาด 1 เมตรมาปักไว้หน้าทับ ผ่าปลายยอดไม้และใช้ใบไม้เสียบไว้ การปักกำอีกกรณีหนึ่ง คือ เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของหรือการจับจองต้นไม้ที่มีผลไม้เต็มต้น โดยเฉพาะต้นมะไฟป่า

              พิธีกรรมการไล่ฝน เป็นการขอร้องและอ้อนวอนให้ฝนไม่ตกในพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยชาวมานิจะนำต้นบิฮาและกะส่าย (ยาหนูต้น) มาเผาไฟ และเอามือโอบควันไฟมาเป่าขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกับกล่าวคำอ้อนวอนต่อดินฟ้าเพื่อไม่ให้ฝนตก หลังจากนั้นนำภาชนะมาใส่น้ำและใช้ใบกะพ้อตวัดน้ำขึ้นไปบนฟ้าและเปล่งเสียงออกมา

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดไม่มีการนับถือศาสนาที่ชัดเจน ในอดีตชาวมานิแถบนี้ทั้งหมดจะให้ความเคารพต่อป่าธรรมชาติที่แวดล้อมตัว ซึ่งชาวมานิมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อป่า ลำธาร ต้นไม้ พืช สัตว์ และธรรมชาติทั้งหมด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งเกื้อกูลชีวิตในทุกด้าน ป่าจึงเป็นแหล่งที่ให้คุณค่าทางจิตวิญญาณ บ่งบอกถึงที่มาและแผ่นดินที่บรรพบุรุษเคยอาศัยมาอย่างยาวนาน ชาวมานิกลัวอำนาจของวิญญาณและนางไม้ในต้นไม้บางชนิด เชื่อในวิถีปฏิบัติต่อธรรมชาติ แสดงออกโดยมีพิธีกรรมที่เคารพธรรมชาติ และมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ แม้ในปัจจุบันชาวมานิส่วนใหญ่ยังมีความเชื่ออย่างเหนียวแน่น เมื่อเริ่มมีความสัมพันธ์กับชาวบ้านภายนอกป่า เริ่มเรียนรู้ศาสนาที่ชาวบ้านแถบนั้นนับถือ อย่างกรณีชาวมานิบริเวณอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง มีความสัมพันธ์และไว้เนื้อเชื่อใจกับชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลาม เมื่อมีมานิบางคนเสียชีวิตชาวบ้านแถบนั้นจึงนำศพมาทำพิธีตามหลักศาสนาอิสลาม อย่างผู้หญิงโอรังอัสลีในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและยะลาที่อาศัยอยู่ใกล้กับชุมชนมุสลิมจะนิยมนำผ้าฮิญาบมาคลุมศีรษะเฉกเช่นเดียวกับหญิงมุสลิมในขณะที่ชาวมานิกลุ่มวังสายทอง อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีความใกล้ชิดและสัมพันธ์กับชาวบ้านแถบนั้นซึ่งนับถือศาสนาพุทธ เมื่อมีมานิเสียชีวิตชาวบ้านจึงนำศพมาจัดงานในวัดและเผาศพตามหลักศาสนาพุทธ

              ความเชื่ออื่น ๆ

              ความเชื่อของชาวมานิเป็นการยอมรับพลังอำนาจเหนือธรรมชาติอันเกิดอยู่ในจิตสำนึกที่เชื่อมโยงและผูกพันกับระบบนิเวศ ได้แก่ พืช สัตว์ สถานที่ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ความเชื่อหลายประการที่บ่งชี้ได้ชัดว่าพวกเขาเคารพและนอบน้อมต่อธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรายละเอียดของความเชื่อที่จะนำเสนอได้จากการสำรวจกลุ่มชาวมานิบริเวณป่าเทือกเขาบรรทัด ดังนี้

              ความเชื่อเกี่ยวกับการล่าสัตว์ พวกเขามีความเชื่อว่าห้ามนำสัตว์ใหญ่มาเป็นอาหาร เช่น ช้าง เสือ หมี เนื่องจากสัตว์ใหญ่ที่ดุร้ายมีความเสี่ยงต่อชีวิต ส่วนสัตว์สวยงามบางชนิดอย่างเช่น สมเสร็จ ชาวมานิจะไม่นิยมนำมารับประทานเพราะเป็นสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ หาดูได้ยาก จึงควรเก็บไว้ชื่นชมให้อยู่คู่กับธรรมชาติ ความเชื่อเกี่ยวกับการออกไปล่าสัตว์หากมีการสะดุดล้มเมื่อเริ่มออกเดินทาง พวกเขาจะเปลี่ยนเส้นทางทันที โดยเชื่อว่าถ้ายังเดินไปในทิศทางเดิมจะเป็นอันตรายได้

              ความเชื่อเกี่ยวกับลางสังหรณ์ เมื่อใดที่ชาวมานิสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่แปลกแตกต่างไปจากเดิมหรือมีลางสังหรณ์ไม่ดี มีอาการขนลุกขนพอง ใจสั่น แสดงว่าพื้นที่บริเวณนั้นมีผีหรือเจ้าที่แรง โดยชาวมานิจะไม่เลือกบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งทับและจะไม่ล่าสัตว์บริเวณนั้นเป็นอันขาด

              ความเชื่อเกี่ยวกับการเลือกที่ตั้งทับและการย้ายทับ ในการเลือกสถานที่เพื่อตั้งทับใหญ่ทั้งกลุ่ม ชาวมานิจะไม่เลือกสถานที่ที่มีจอมปลวกสีดำ พวกเขาจะไม่เลือกตั้งทับบริเวณดังกล่าว เพราะเชื่อว่าบริเวณเหล่านั้นมีผีดินอาศัยอยู่ ส่วนบริเวณไหนที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะต้นหลุมพอ เชื่อกันว่าจะมีผีอาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้ และเมื่อได้ที่ตั้งทับทั้งกลุ่มแล้วก่อนจะเลือกบริเวณที่จะสร้างทับของแต่ละครัวเรือน ผู้ชายจะเดินสำรวจโดยใช้เท้าเหยียบบริเวณที่ต้องการสร้างทับ หากเมื่อวางเท้าลงบนดินบริเวณนั้นแล้วมีความรู้สึกเย็นจากฝ่าเท้าไปจนถึงศีรษะ ก็จะเลือกบริเวณดังกล่าวเป็นที่สร้างทับ แต่ถ้ามีความรู้สึกร้อนจะไม่เลือกพื้นที่ตรงนั้นเด็ดขาด

               ความเชื่อในเรื่องของผีในต้นไม้ใหญ่ โดยพวกเขาเชื่อว่าในต้นไม้บางชนิด โดยเฉพาะไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ จะมีสิ่งเร้นลับอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นมานิที่ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในต้นไม้ดังกล่าวได้ และต้นไม้เหล่านั้นห้ามตัดโดยเด็ดขาด

              ความเชื่อห้ามตัดต้นไม้บางชนิดที่มีขนาดใหญ่ เชื่อว่า ถ้าใครที่ฟันต้นไม้เหล่านี้จะทำให้ฟ้ามืดดำ ฝนฟ้าจะตกลงมาอย่างหนัก แม้ว่าก่อนตัดฟ้าจะสว่างก็ตาม จึงเป็นข้อห้ามตัดต้นไม้เหล่านี้โดยเด็ดขาด

              ความเชื่อต่อการลงโทษจากธรรมชาติ ชาวมานิเชื่อกันว่าหากไม่ทำตามพิธีกรรม เรื่องการเคารพสัตว์ในขณะย่างไฟ หรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการนำสัตว์มากินเป็นอาหาร เชื่อกันว่าจะถูกธรรมชาติลงโทษ เช่น ฝนตกหนัก ลมแรง และต้นไม้หักโค่น ฟ้าแลบฟ้าผ่า ดินและหินถล่ม เป็นต้น

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              การเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม นับเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังเมื่อบุคคลจากภายนอกเข้าไปเยี่ยมเยียนชาวมานิ พื้นที่หวงห้ามในที่นี้คือพื้นที่ในบ้าน หรือทับ เพราะพื้นที่ภายในทับนั้นชาวมานิจะใช้เป็นที่หลับนอนและหุงหาอาหาร เป็นพื้นที่ส่วนตัวจะสงวนไว้ไม่ให้คนภายนอกที่ไม่รู้จักเข้าไป

              การนำของฝากไปมอบให้ชาวมานิ คนภายนอกที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากวรรณกรรมเรื่องเงาะป่า วรรณกรรมเรื่องสังข์ทอง ทำให้เกิดภาพจำอย่างหนึ่งว่าชาวมานิชอบใส่เสื้อผ้าสีแดง ชอบดอกไม้แดง แต่เมื่อผู้เขียนได้เข้าไปสัมภาษณ์ชาวมานิพบว่า มานิก็เหมือนคนทั่วไปที่บางคนก็ชอบสีแดง สีเหลือง สีเขียว ซึ่งความชอบเหล่านี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล “กูชอบเสื้อผ้าสีฟ้า ไม่ได้ชอบสีแดง” (ตุ้ย ศรีมะนัง. สัมภาษณ์วันที่ 1 มกราคม 2563 กลุ่มมานิภูผาเพชร อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล)

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิ จะมีการจัดแบ่งบทบาทของผู้นำในการประกอบพิธีกรรมแต่ละพิธีแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพิธีกรรมนั้นว่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับใครบ้าง อย่างกรณีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ ชาวมานิสูงวัยในกลุ่มที่มีความรู้ในการรักษาด้วยพืชสมุนไพรจะเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม ในขณะเดียวกัน พิธีกรรมไล่ฝนเป็นบทบาทของชาวมานิสูงวัยในกลุ่มด้วย อย่างเช่น เฒ่าลอยของกลุ่มรักษ์ป่าบอน จังหวัดพัทลุง จะเป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมสำคัญทั้งการ ซาโอซ รักษาอาการเจ็บป่วย และพิธีกรรมไล่ฝน ส่วนพิธีกรรมปักกำและพิธีกรรมการนำสัตว์มาประกอบอาหาร จะเป็นบทบาทหน้าที่ของชายชาวมานิที่เป็นผู้ใหญ่ สามารถออกล่าสัตว์ได้เองเป็นผู้ทำพิธีกรรมดังกล่าว

  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในความหมายของชาวมานิ คือ พื้นที่ที่ปรากฏตามความเชื่อในสถานที่ที่เชื่อมโยงกับต้นไม้และสัตว์ป่าบางชนิด รวมถึงแหล่งน้ำ อย่างเช่น พื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่เชื่อมโยงกับความเชื่อห้ามตัดและมีสิ่งเร้นลับอาศัยอยู่ในต้นไม้ใหญ่นั้น จึงเป็นบริเวณที่หวงห้ามเป็นพิเศษ โดยห้ามมิให้ทำลายพื้นที่ หรือใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในบริเวณดังกล่าว ส่วนลักษณะของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เชิงจิตวิญญาณของชาติพันธุ์มานิที่เด่นชัดไม่ปรากฏชัดเจน

  • พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              พิธีกรรมในการนำสัตว์มาประกอบอาหาร เป็นการแสดงความเคารพต่อสัตว์บางชนิดที่นำมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะลิงและพญากระรอกดำ ด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ คือ การนำสัตว์มาย่างไฟ จะมีขั้นตอนในการปฏิบัติ โดยสัตว์ชนิดเดียวกันสามารถใช้กองไฟในการย่างร่วมกันได้ แต่ห้ามไม่ให้ใช้ไฟกองเดียวกันในการย่างสัตว์ต่างชนิด ส่วนคนที่ทำหน้าที่นำสัตว์มาย่างไฟจะย่างได้ครั้งละ 1 ชนิด หากต้องการย่างสัตว์ต่างชนิดกันต้องล้างมือให้สะอาดก่อนลงมือทำ

  • การรักษาของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ในการดูแล และการรักษาผู้ป่วย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวมานิสูงวัยที่อยู่ในกลุ่ม เนื่องจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรและการหาแหล่งสมุนไพรมารักษาโรค องค์ความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยสมุนไพรของชาวมานิ มีการถ่ายทอดโดยประสบการณ์ตรงจากรุ่นสู่รุ่น โดยการปฏิบัติให้ดูและถ่ายทอดวิธีการรวมถึงแหล่งสมุนไพรด้วยการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง แต่สำหรับโรคที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีดั้งเดิมและใช้สมุนไพรมารักษาได้ จำเป็นต้องอาศัยการรักษาจากสถานพยาบาล จะเป็นบทบาทของหัวหน้ากลุ่มที่สามารถติดต่อกับชาวบ้านภายนอกให้เข้ามาช่วยเหลือและนำไปรักษาโดยวิธีการแพทย์สมัยใหม่ 

              โรคที่พบส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บป่วยโดยทั่วไป เช่น มีอาการเป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อน ปวดเมื่อย ปวดฟัน ปวดท้อง เป็นแผลพุพอง แผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น แต่ถ้ามีอาการหรือเป็นโรคที่ไม่สามารถดูแลรักษาด้วยสมุนไพรที่มีอยู่ ชาวมานิบางกลุ่มจะเลือกติดต่อกับชาวบ้านที่รู้จักนำตัวไปรักษาในสถานพยาบาล นอกจากนี้กรณีที่มีการระบาดของโรคติดต่อจากภายนอก อย่างเช่นการระบาดของโรคโควิด-19 กลุ่มชาติพันธุ์มานิทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียที่ยังมีการเคลื่อนย้ายทับเลือกที่จะอพยพย้ายที่อยู่เข้าไปในป่าลึก ส่วนชาวมานิที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งใช้วิธีการปิดกั้นหมู่บ้านไม่ให้คนภายนอกเข้ามา ทั้งนี้เพราะชาวมานิได้รับข้อมูลจากภายนอกกลุ่มและต่างวินิจฉัยร่วมกันว่า โรคดังกล่าวเป็นโรคอุบัติใหม่ที่มีความร้ายแรง มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและสุขภาพของพวกเขาได้

              ชาวมานิได้เรียนรู้และผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกมาหลายชั่วอายุคนในการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จนคนทั่วไปยอมรับและกล่าวขานว่าชาวมานิเป็นเจ้าแห่งสมุนไพร ซึ่งโรคที่พบบ่อยในกลุ่มชาวมานิ ได้แก่ อาการไข้ ปวดหัวตัวร้อน มาเลเรีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดท้อง ปวดฟัน เป็นพยาธิ เป็นแผลพุพอง แผลจากพิษแมลงสัตว์กัดต่อย และโรคที่เกิดเกี่ยวกับผู้หญิง ซึ่งมีงานศึกษาเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์สมุนไพรของชาวมานิหลายงานด้วยกัน เช่น งานของไพบูลย์ ดวงจันทร์ (2523) เกศริน มณีนูน (2544) และอาภรณ์ อุกฤษณ์ (2536) ได้กล่าวถึงยาสมุนไพรที่ชาวมานินำมาใช้ประโยชน์ ส่วนงานอื่น ๆ มีการกล่าวถึงในประเด็นนี้เป็นบางส่วน สำหรับรายละเอียดของยาสมุนไพร พบว่า ชาวมานินำพืชและสัตว์บางชนิดมาใช้เป็นยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ เช่น งานของเกศริน มณีนูน (2544) พบพืชสมุนไพร 68 ชนิด งานของอาภรณ์ อุกฤษณ์ (2536) ได้อธิบายชนิดของพืชและสัตว์ที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณในการรักษาโรค ส่วนงานของไพบูลย์ ดวงจันทร์ (2523) ได้อธิบายรายละเอียดของตัวยาสมุนไพรในการรักษาโรคแต่ละชนิด ซึ่งกระบวนการรักษานอกจากใช้ตัวยาสมุนไพรแล้วยังมีรายละเอียดของพิธีกรรมและความเชื่อในการรักษาของชาวมานิแฝงอยู่ด้วย

              จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของผู้ศึกษาในพื้นที่บริเวณเทือกเขาบรรทัดพบว่า การใช้พืชสมุนไพรเพื่อรักษาและป้องกันโรคตามลักษณะอาการการของโรค ได้แก่ บรรเทาอาการปวดต่าง  ๆ เช่น ชิงดอกเดียว แก้ปวดหัว มะตังกะลา (ดาเงาะ) แก้ท้องเสีย คอกิ่ว (ดกดกกะสะ) แก้ไอ เอื้องหมายนา (ปันหยาว) แก้ปวดท้อง ปะติกาเอาะ แก้ปวดเมื่อย การนำกระชายหลังโกงมาขยี้และพันรอบศีรษะเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการวิงเวียน เป็นต้น แก้พิษจากสัตว์และแมลงกัดต่อย เช่น เกาะนาซิ (ยางู) แก้พิษงู เป็นต้น โรคที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เช่น ยาลูกขาด ป้องกันการตั้งครรภ์ ยาร้อน ช่วยให้มีลูกบำรุงเลือด ว่านนางตัด (เอ็ดกะลัง) บำรุงผู้หญิงหลังคลอดบุตร เป็นต้น และใช้บำรุงกำลังสำหรับผู้ชาย เช่น ไอ้เหล็ก (จักระป่น) ราชครูดำ (ยูด) เหล็กไม้ไผ่ (ตานโมย) ไอ้แหวง (ระแวง) เป็นต้น

              มีการใช้สัตว์ป่ามารักษาโรค เช่น ค่าง ใช้ตับบำรุงเลือดและแก้ปวดหลัง ตัวลิ่ม ใช้เลือดแก้ตามืดมัวเวลากลางคืน ใช้เกล็ดแขวนคอ และแก้หอบหืด ผึ้ง ใช้ขี้ลาผึ้งกินแก้ปวดเมื่อย น้ำผึ้งใช้รักษาแผลสด หมูดินหรือหมูหริ่ง ใช้น้ำมันรักษาแผล เป็นต้น นอกจากนี้มีการใช้ขี้เถ้าจากกองไฟมาทาบริเวณหน้าผากในตอนเช้าเพื่อป้องกันหวัดอีกด้วย

              มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ เช่น พิธีกรรมปัดเป่าควบคู่กับการใช้สมุนไพร เรียกพิธีกรรมนี้ว่า “ซาโอซ” โดยจะมีผู้สูงอายุในทับและมีความสามารถในการใช้สมุนไพรรักษา จะนำพืชสมุนไพร เช่น หัวไพล นำมาขยี้ พร้อมกับกล่าวคาถาและทาลงบริเวณที่บาดเจ็บ หรือนำต้นจังรนมาขยี้พร้อมกับกล่าวคาถาและนำมาพันรอบศีรษะบรรเทาอาการปวดหัว

              ชาวมานิมีความอ่อนไหวต่อภาวะคุกคามที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติแวดล้อม และการปรับต่อสถานการณ์ภายนอกเพื่อให้ตนเองอยู่รอดภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน สิ่งเหล่านี้ทำให้ภูมิต้านทานโรคน้อยลง แม้กระทั่งโรคทั่วไปที่เคยมีอาการกลับไม่สามารถรักษาด้วยยาสมุนไพรแบบเดิมได้ อีกทั้งต้องมีความเสี่ยงต่อโรคบางโรคที่มีโอกาสติดต่อจากกลุ่มคนภายนอก ชาวมานิเองจึงไม่มียารักษา เช่น ปอดบวม วัณโรค คอตีบ บาดทะยัก ไข้รากสาดใหญ่ เป็นต้น ที่ผ่านมาสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของมานิส่วนหนึ่งเกิดจากโรคไข้มาเลเรีย โรคท่อน้ำดีอุดตัน ไข้รากสาดใหญ่ และคอตีบ ซึ่งโรคเหล่านี้ชาวมานิไม่มีสมุนไพรรักษา หรือแม้แต่กระทั่งโรคไข้หวัดทั่วไปและโรคไข้หวัดใหญ่ มีอาการเจ็บป่วยแบบเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามกลุ่มมานิในประเทศไทยยังไม่ได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นทั้งหมด ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา ที่ให้ความสำคัญกับชาวมานิซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน จึงมีนโยบายให้ชาวมานิได้รับการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนประชาชนคนไทยทั่วไป

              ในปัจจุบันชาวมานิส่วนใหญ่ที่ได้รับบัตรประจำตัวประชาชนจะสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยในแหล่งชุมชน การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐในกรณีที่ชาวมานิภายในกลุ่มมองว่าไม่สามารถใช้วิธีรักษาด้วยสมุนไพรแบบเดิมได้จะขอความช่วยเหลือผ่านตัวแทนชาวบ้านที่ดูแลหรือแกนนำชุมชนเป็นผู้ประสานงานหรือให้นำส่งสถานพยาบาล ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 12 พยายามผลักดันให้ชาวมานิและโอรังอัสลีซึ่งถือเป็นประชากรกลุ่มเปราะบางได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของรัฐ โดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาพยาบาลให้กับชาวมานิทุกกลุ่ม แต่ยังพบปัญหาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของรัฐที่ยังมีข้อจำกัดในด้านถิ่นที่อยู่อาศัย เนื่องด้วยลักษณะการย้ายทับของชาวมานิมีบ่อยครั้งและอยู่ในป่าที่ห่างไกล การเดินทางและการติดต่อสื่อสารทำได้ค่อนข้างยาก รวมทั้งไม่มีเงินที่จะดำเนินการเดินทางและใช้สอยระหว่างที่รักษาพยาบาล

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ในอดีตชาวมานิไม่มีการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ ปัจจุบันหน่วยงานภายนอกได้นำวิถีชีวิตของชาวมานิมาจัดแสดง โดยเฉพาะการเป่าลูกดอก ซึ่งเป็นการแสดงที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชาวมานิ

  • เครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิมีการนำชิ้นส่วนของพืชและสัตว์มาสร้างเป็นเครื่องดนตรี 2 ประเภทด้วยกัน คือ

              เครื่องดนตรีประเภทดีด ได้แก่ “บาเตช” เป็นเครื่องดนตรีทำจากไม้ไผ่ โดยนำกระบอกไม้ไผ่มาเจาะรู และใช้หวายขึงให้ตึงจากก้นกระบอกไปยังปลายกระบอกผ่านช่องที่เจาะรู อีกชนิดหนึ่ง คือ “บองฮูส” มีลักษณะคล้ายคันธนู ทำจากหวายเส้นเล็กที่มีความเหนียวใช้ย่านหัวไอ้เหล็กผูกปลายหวายทั้งสองด้าน หรือบางครั้งใช้ไม้ที่ความเหนียวแทนหวายได้ ในขณะเดียวกันสามารถนำหวายมาผ่าซีกเป็นเชือกร้อยกับปลายไม้ทั้ง 2 ด้าน

              เครื่องดนตรีประเภทเป่า คือ “ยะฮ๊อง” ทำจากเปลือกต้นเนา โดยใช้มีดตัดเปลือกต้นเนาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 4x16 ซม. แล้วนำมาเหลาให้บางทั้งแผ่นพร้อมเหลาให้ขอบปลายทั้งสองด้านมีขอบมนและทำรอยหยักไว้สำหรับผูกเชือก นำแผ่นเปลือกเนาที่เหลาแล้วผ่าตรงกลางเป็นแนวยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าชั้นในโดยเว้นปลายด้านขวาไม่ให้ขาดจากกัน ใช้หวายหรือเชือกนำมาผูกกับเปลือกต้นเนาด้านขวา ส่วนปลายเชือกอีกด้านผูกกับกระดูกค่างหรือลิงไว้สำหรับดึงในขณะเป่า ส่วนปลายต้นเนาด้านซ้ายใช้เศษผ้าผูกไว้สำหรับใช้มือยึดจับให้แข็งแรงในขณะเป่า

  • เพลงของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              จากการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับบทเพลงที่ชาวมานินำมาร้อง สอดคล้องกับงานที่ศึกษาบทเพลงก่อนหน้านี้ อย่างงานของ ทยา เตชะเสน์ (2553) พบว่า ชาวมานิกลุ่มศรีทุ่งหว้าในพื้นที่วังครามและราวปลา จังหวัดสตูล มีเพลงร้องจำนวน 4 เพลง คือ เพลงเชียวเชียว-กลุง เพลงอาแว เพลงวองเบาะ และเพลงจัมเปซ ลักษณะของเพลงร้องประกอบเครื่องดนตรีเพื่อความสนุกสนานในกิจกรรมนั่งรอบกองไฟร่วมกันในทับ โดยความหมายของเพลงจะเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ การเดินทางไปในป่า เป็นต้น

              ส่วนพื้นที่บริเวณชายแดนใต้ในเขตจังหวัดยะลา มีงานศึกษาเกี่ยวกับดนตรีและบทเพลงของชนเผ่าโอรังอัสลีในพื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา (หฤทัย ฟ้าแสงสรรค์, 2554) พบว่า บทเพลงที่ร้องกันในกลุ่มเป็นเพลงดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรักธรรมชาติ มีเพลงบูชาเทพเจ้าแห่งป่าเขา นิยมร้องในขณะประกอบการบรรเลงเพื่อความบันเทิงในโอกาสต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าดนตรีเป็นสื่อในการใช้อ้อนวอนเทพเจ้าและความเชื่อเรื่องวิญญาณ

  • การเต้นรำของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              จากการศึกษาในพื้นที่พบว่า กลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดไม่มีท่าร่ายรำที่ชัดเจน มีเพียงการตบมือและเต้นประกอบเครื่องดนตรี เช่นเดียวกับกลุ่มโอรังอัสลีในพื้นที่ชายแดนใต้

  • การละเล่นของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิไม่มีเกมหรือการละเล่นที่เด่นชัด มีเพียงเด็ก ๆ ที่เล่นไล่จับ ปีนต้นไม้ ไปตามแหล่งธรรมชาติบริเวณทับ แต่ชาวมานิเองได้มีมุมของสุนทรียะที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ อย่างเช่น พืชที่ชาวมานิไม่นิยมใช้ประโยชน์ต่าง ๆ แต่ชาวมานิยังมีชื่อเรียกพืชเหล่านั้น บางชนิดมีดอกสวยงามมิได้นำมาใช้ประโยชน์ทางตรงแต่จะเก็บไว้ดูเล่น บางชนิดเก็บไว้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บางประเภท เช่น ต้นกระเช้าสีดาเป็นที่อยู่และเลี้ยงลูกของเสือดาว พืชบางชนิดเด็กมานินำมาเป่าเล่น เช่น ดอกของต้นโมกแดง เป็นต้น และใบไม้จากพืชชนิดต่าง ๆ เด็กมานินำมาวางบนมือและตบให้เกิดเสียงดัง

  • เรื่องเล่า/ตำนาน/วรรณกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ตำนานเรื่องเล่าของชาวมานิเป็นความทรงจำเกี่ยวกับธรรมชาติที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ สถานที่ และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ ตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สิ่งลี้ลับ” ซึ่งชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดมีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมาว่า สิ่งลี้ลับในต้นไม้ คือ คนวิเศษ ที่ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไปสามารถแปลงร่างเป็นงูเข้าไปอาศัยอยู่ในต้นไม้ขนาดใหญ่มาก และต้นไม้เหล่านั้นห้ามตัดโดยเด็ดขาด

          

           หากจะเอ่ยถึงตำนาน เรื่องเล่าเกี่ยวกับมานิ นั้น อาจไม่ชัดเจนมากนัก หากแต่มีวรรณกรรมและบทพระราชนิพนธ์ที่กว่าวถึงตัวแสดงอันมีชื่อเรียกที่หมายถึงชาวมานิในปัจจุบัน  นั่นคือบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ได้นำมานิคนแรกชื่อว่า คนัง เข้ามาอยู่ในพระราชวังและเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว และในพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่านี้ มีคำว่า “ก็อย” เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกชื่อเงาะป่าปรากฏอยู่ด้วย (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2561)  นอกจากนี้ยังปรากฏคำว่า“เงาะป่า  ในพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เรื่อง “สังข์ทอง” และยังวรรณคดีอีกเรื่องที่กล่าวถึง “เงาะป่า” เช่นกัน ก็คือเรื่อง “นางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ได้กล่าวถึง “เงาะป่า” (กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2513) วรรณคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับพระราชประเพณีในสมัยสุโขทัย แต่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2558)

                                                  

    นายคนังมานิมหาดเล็ก

    ที่มาภาพ: “คนัง ชาวมานิที่ได้รับยศมหาดเล็กพิเศษจากรัชกาลที่ 5” (13 มีนาคม 2563): http://www.appgeji.com/6288-2/

  • สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางสังคมที่เกิดขึ้นของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ จากกลุ่มสังคมหาของป่า-ล่าสัตว์แบบดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มกึ่งเร่ร่อน เริ่มตั้งถิ่นฐาน และกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวรแล้ว เกิดจากแรงผลักดันในการพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้อง โดยปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแปร ได้แก่ สภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าและการปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิในปัจจุบันเริ่มรู้จักบริโภควัตถุดิบที่หลากหลาย ซึ่งมาจากการที่ได้รับอิทธิพลจากชาวบ้านทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิบางกลุ่มต้องออกจากป่ามารับจ้างทำงานแลกเงิน เพื่อนำเงินมาชื้ออาหาร เสื้อผ้า และสิ่งของต่าง ๆ ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ปัญหาสำคัญที่ยังคงเจออยู่คือการเอารัดเอาเปรียบค่าแรง การแลกเปลี่ยนของป่าที่ได้ราคาไม่ยุติธรรม อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้มานิเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบหาของป่า-ล่าสัตว์ มาเป็นวิถีแบบกึ่งสังคมเมือง และเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว กลุ่มชาติพันธุ์มานิบางกลุ่มที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตเหล่านี้จึงหนีเข้าป่าลึก อีกทั้งมีปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลุ่มชาติพันธุ์มานิบางส่วนจึงอพยพไปอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ยังมีพื้นที่ป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่

              แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของชาวมานิจนเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่กลุ่มชาติพันธุ์มานิก็ยังคงมีวิถีชีวิตที่ยังสัมพันธ์กับป่า ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่หามาจากป่า ที่อยู่อาศัย พิธีกรรม ตลอดจนการใช้สมุนไพรที่ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้อย่างกลมกลืน

     

       

             

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิในลักษณะที่สอดคล้องกัน ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนแหล่งอาหารอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (อนงค์ เชาวนะกิจ, 2552) ปัญหาภาษาของชาวมานิที่กำลังจะหายไปเนื่องจากชาวมานิเริ่มใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ในการสื่อสารกับชาวบ้านเพิ่มขึ้น ปัญหาสถานะบุคคลตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ จากรัฐได้ ปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เนื่องจากสาเหตุหลายประการ โดยเฉพาะการขาดแคลนแหล่งอาหารทำให้ต้องมีการเคลื่อนย้ายทับและการพึ่งพิงอาหารจากชุมชนภายนอกเพิ่มขึ้น และปัญหาในด้านสุขภาพ (วัชรินทร์ ดำรงกูลและปัตติกาญจน์ บรรดาศักดิ์, 2553 ; พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร, 2556 ; สุวิไล เปรมศรีรัตน์และชุมพล โพธิสาร, 2558 และไข่ ศรีมะนัง, สัมภาษณ์ 14 ตุลาคม 2560)

              สำหรับวิถีการดำรงชีวิตของชาวมานิภายใต้ระบบนิเวศป่าเทือกเขาบรรทัดเริ่มได้รับผลกระทบจากสังคมภายนอกเมื่อมีการเปิดป่าสัมปทานในปี พ.ศ. 2504 ชาวบ้านโดยรอบพื้นที่เทือกเขาบรรทัดได้เข้ามาตัดไม้ จับจองที่ดินปลูกยางพารา ทำสวนผลไม้ เก็บของป่าไปขาย และใช้อาวุธปืนล่าสัตว์ ส่งผลให้ระบบนิเวศป่าดิบชื้นเริ่มขาดความสมดุล นอกจากนั้น ดินแดนในแถบนี้ยังเคยเป็นที่พักพิงของบรรดานิสิตนักศึกษาและประชาชนที่มีความคิดขัดแย้งทางการเมืองกับฝ่ายรัฐบาลในช่วงเหตุการณ์ตุลาคม พ.ศ. 2514 และ พ.ศ. 2519 เมื่อมีการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็น ยังผลให้ชาวบ้านได้เริ่มเข้าไปเก็บหาของป่าล่าสัตว์ บ้างก็เข้าไปจับจองพื้นที่ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้กันอย่างต่อเนื่อง (อนงค์ เชาวนะกิจ, 2552 ; ฉัตรวรรณ พลเพชร, 2557 ; วิสา เสกธีระ, 2557) ทำให้สภาพป่าเทือกเขาบรรทัดที่เคยอุดมสมบูรณ์เริ่มเสื่อมโทรมลงไปตามลำดับ ส่งผลให้การได้รับประโยชน์อันเป็นปัจจัยพื้นฐานจากป่าของชาวมานิลดน้อยลงไปด้วย (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536 และอนงค์ เชาวนะกิจ, 2552) ประกอบกับการท่องเที่ยวในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดโดยเฉพาะในจังหวัดสตูลได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และมีการนำชาวมานิเข้ามาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย จากสาเหตุดังกล่าวจึงก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาหลายประการ ได้แก่

    1) ปัญหาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ป่าธรรมชาติ ทำให้การหาของป่าล่าสัตว์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อสมาชิกในกลุ่ม ผู้นำกลุ่มจึงจำเป็นต้องไปรับจ้างชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเพื่อแลกอาหารมาเลี้ยงดูสมาชิกในกลุ่ม แต่ถูกชาวบ้านเอาเปรียบ อีกทั้งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวัฒนธรรม ทำให้ชาวมานิบางกลุ่มเริ่มเรียนรู้วิถีการผลิตอาหารเองด้วยการปลูกข้าวไร่และหาของป่านำไปแลกเป็นข้าวสารและอาหารต่าง ๆ และมีการติดต่อกับกลุ่มคนภายนอกเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันบางกลุ่มที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตเหล่านี้ได้จึงเลือกที่จะหนีเข้าป่าลึก (สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และชุมพล โพธิสาร, 2558)

    2) ปัญหาการขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับชาวมานิ เนื่องจากชาวมานิเป็นกลุ่มที่ยังห่างไกลจากการศึกษาของภาครัฐ นักวิชาการ นักชาติพันธุ์วิทยามากกว่ากลุ่มชนพื้นเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทย อีกทั้งประชาชนทั่วไปยังขาดการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับชาวมานิอย่างถูกต้อง (สุริยา รัตนกุล และคณะ, 2542)

    3) ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากวัฒนธรรมชาวมานิเป็นวัฒนธรรมที่งดงาม ดั้งเดิม และแปลกไปจากวัฒนธรรมของคนทั่วไปทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสนใจที่จะใช้ชาวมานิเป็นจุดขายสำหรับการท่องเที่ยวอย่างไม่สร้างสรรค์ และ

    4) ปัญหาด้านภาษาของชาวมานิซึ่งจัดเป็นภาษามนุษย์ดั้งเดิมที่เสี่ยงต่อการสูญหายไปจากประวัติภาษาของมวลมนุษยชาติ ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวขาดการดูแลและจัดการอย่างเหมาะสมจากภาครัฐ จนอาจทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวมานิถูกกลืนให้กลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอยู่เพียงตำนานเท่านั้น (พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร, 2556) 

     

              มานิเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเปราะบางมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นอัตลักษณ์ โดยเฉพาะมานิที่มีถิ่นฐานในบริเวณเทือกเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง ตรัง สงขลาและสตูล อัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ที่ชาวมานิรักษาไว้ส่วนหนึ่งส่งผลต่อการได้มาของอุทยานธรณีโลกสตูล ปัจจุบันพวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์เหล่านั้น รวมทั้งการถูกมองจากสายตา “ฮามิ” (คนนอกกลุ่ม) ในลักษณะของคนป่าหรือคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้พวกเขาอาจมีความรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาน้อยลง เพราะหลังจากที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตสัมพันธ์กับคนบ้านและคนเมืองมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนพวกเขาจะช่วยเหลือหรือพึ่งพาตัวเองได้น้อยลงด้วยเช่นกัน

              ในสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าบ่อยครั้งที่วิถีการดำรงชีวิตของพวกเขาถูกหยิบฉวยนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เช่น การให้พวกเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีแดง ถือกระบอกบอเลา ไปเข้าร่วมในงานวันวาเลนไทน์ ร่วมงานเทศกาล งานแข่งขันกีฬาประจำปี หรือการจัดแสดงวิถีชีวิตของพวกเขาในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แล้วคนเมืองก็ไปจ้องมองดูพวกเขาเหมือนประหนึ่งว่าเป็นคนหลงยุคมาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พิจารณาโดยไม่ต้องรอบคอบและพินิจมากนักก็รับรู้ได้เลยว่าสายตาเหล่านั้นออกไปในทางดูหมิ่น เหยียดหยามในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การพาพวกเขาไปในกิจกรรมเหล่านี้บางครั้งก็แลกกับการได้หม้อหุงข้าว กระทะอลูมิเนียมที่ราคาไม่แพงนัก

              ขณะที่ในทับ (ที่พัก) ของพวกเขา ก็ต้องถอยร่นลงมาจากภูเขาเพื่อให้อยู่ใกล้กับคนบ้านมากขึ้นตามที่ได้กล่าวมา กรณีนี้อาจเป็นเพราะทรัพยากรในป่าที่พวกเขาเคยใช้ในการดำรงชีพมีน้อยลง เมื่อหัวมัน และเนื้อค่างมีน้อยลงพวกเขาจำเป็นต้องมาอยู่ในพื้นที่ซึ่งชาวบ้านจะมาติดต่อกับพวกเขาเพื่อให้ความช่วยเหลือได้มากขึ้น ชาวบ้านที่รู้จักพวกเขามักพานักท่องเที่ยวมาดูพวกเขาด้วยสายตาไม่ต่างจากการมองดูพวกเขาในห้างสรรพสินค้าที่หาดใหญ่ หลายกรณีที่ผู้เขียนได้รับทราบว่าของฝากจากนักท่องเที่ยวโดยมากมักเป็นข้าวสาร เสื้อผ้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานต์ ซึ่งสามสิ่งหลังนี้เราต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่ามีประโยชน์ต่อพวกเขาน้อยมาก ในขณะที่ในบริเวณทับ (ที่พัก) ของมานิก็เต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ได้รับการบริจาคมา เสื้อผ้าบางกล่องยังไม่ได้ถูกแกะออกด้วยซ้ำก็ได้กลายเป็นขยะของชาวมานิไปเสียแล้ว การบริจาคสิ่งของและการเข้ามาอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของนักท่องเที่ยว บางครั้งก็ส่งผลในทางที่ไม่ดี บางครั้งไปกระทบกับความเป็นส่วนตัวของชาวมานิ เช่น การเข้าไปนั่งในทับซึ่งเป็นเขตหวงห้าม/หรือเขตพื้นที่ส่วนตัว การให้เขาแสดงวิธีการปีนต้นไม้ ให้พวกเขาเป่าบอเลาเพื่อแลกกับของฝากที่นักท่องเที่ยวถือมา

              ในกรณีของสิทธิในที่ดินทำกินพบว่า ปัจจุบันชาวมานิในประเทศไทยอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลาบาลา และอุทยานแห่งชาติบางลาง ซึ่งมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตแม้ว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จะยืดหยุ่นมากแล้วก็ตาม หลายครั้งพวกเขาสามารถหาน้ำผึ้งป่ามาได้ก็โดนชาวบ้านบอกพวกเขาว่าเป็นของในเขตป่าซึ่งไม่สามารถเอาออกจากป่าได้ก็ขอซื้อน้ำผึ้งป่านั้นในราคาถูก

              ในสถานการณ์ตามที่กล่าวมาอย่างสังเขปนี้ การทำความเข้าใจ การศึกษาข้อมูลที่เป็นบริบทของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ในด้านต่าง ๆ เพื่อทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้น น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือพวกเขาให้ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความอยู่ดีมีสุข และการคงอัตลักษณ์

              ในบริเวณพื้นที่เทือกเขาบรรทัด และพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย มีนโยบายการเกษตรสำคัญที่ส่งผลต่อกลุ่มชาติพันธุ์มานิ-โอรังอัสลี คือ นโยบายที่เกิดจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 โดยนโยบายสำคัญของกองทุนฯ คือการสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกยางพาราพันธุ์ส่งเสริม การปลูกยางพาราในพื้นที่ต่าง ๆ บริเวณเทือกเขาบรรทัดและพื้นที่อื่น ๆ ในภาคใต้นั้นมีมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้วเพียงแต่การปลูกในช่วงแรก (ช่วงก่อนทศวรรษ 2510) จะปลูกในพื้นที่ราบชายเขา พันธุ์ยางที่ปลูกในช่วงแรกนี้เป็นพันธุ์พื้นบ้านที่มีลำต้นโต ให้น้ำยางน้อย และขึ้นได้ดีในพื้นที่ควนเขา การปลูกยางพาราก็จะปลูกผสมกับพืชชนิดอื่น ๆ เช่น มังคุด ทุเรียน เงาะ สะตอ ฯลฯ ลักษณะเช่นนี้ส่งผลให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์โดยเฉพาะความหลากหลายของพันธุ์สัตว์ที่เข้ามาหากินผลไม้ในสวนยางของชาวบ้าน แต่หลังจากการเข้ามาสนับสนุนของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางคือ ต้องการจะสนับสนุนให้ชาวสวนยางปลูกยางพันธุ์ดีแทนที่ยางพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งให้ผลผลิตต่ำ ในขณะที่ยางพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูงกว่ามาก แต่การที่จะให้ชาวสวนดำเนินการเองเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะนอกจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงแล้ว รายได้ของครอบครัวก็ต้องสูญเสียไปในกระบวนการปลูกทดแทนอีกด้วย โดยเฉพาะการที่ชาวบ้านต้องจัดการสวนยางเดิมไม่ให้มีไม้ชนิดอื่นเหลืออยู่ การสนับสนุนของหน่วยงานรัฐที่ต้องการให้ชาวบ้านเพิ่มพื้นที่การปลูกยางพันธุ์ดี นอกจากนี้การกำหนดระยะปลูก การดูแลและบำรุงรักษาโดยการใช้ปุ๋ยเคมีต่างชนิดกันตามขั้นตอนตั้งแต่เริ่มปลูกจนสามารถกรีดยางได้ การใช้สารเคมีปราบวัชพืช การปลูกพืชคลุมดินและการปลูกพืชแซมระหว่างแถวยาง เพื่อเพิ่มรายได้ให้เจ้าของสวน จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และเพื่อให้ต้นยางให้ผลผลิตสูงตามที่ต้องการ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง จะดูแลให้คำแนะนำและจ่ายเงินค่าแรงงานรวมทั้งค่าวัสดุ

              นับตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา การปลูกยางพาราจึงขยายพื้นที่เพาะปลูกโดยรอบเทือกเขาบรรทัด และพื้นที่อื่น ๆ การขยายตัวดังกล่าวส่งผลถึงกลุ่มชาวมานิที่อาศัยความสมบูรณ์ของทรัพยากร เช่น จำนวนสัตว์ป่าที่ลดลง น้ำดื่มที่ปนเปื้อนปุ๋ยเคมีที่ใช้ดูแลยางพารา หรือพื้นที่หาหัวมันของชาวมานิถูกแทนที่ด้วยสวนยางพารา นับตั้งแต่นั้นพื้นที่ป่าก็ถูกจับจองและครอบครองโดยชาวบ้านและสวนยางพารา แม้ว่าโดยกฎหมายแล้วพื้นที่เหล่านั้นจะตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และเมื่อป่ามีเจ้าของ การหากินของชาวมานิก็ถูกบีบให้เหลือพื้นที่ที่น้อยลงตามไปด้วย

              เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดครอบคลุมพื้นที่ทำมาหากินของชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด ประกาศตามพระราชกฤษฎีกาพิเศษ หน้าที่ 1 ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2518 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 181 ลงวันที่ 4 กันยายน 2518 (พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 181 ลงวันที่ 4 กันยายน 2518. หน้า 73-84.) ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา แต่ในปี พ.ศ.2520 ได้ประกาศเพิกถอนพื้นที่บางส่วนในท้องที่จังหวัดสตูลออกให้เป็นของนิคมสร้างตนเองภาคใต้จังหวัดสตูล เพื่อให้ราษฎรทำกิน การประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัดส่งผลให้เกิดการจำกัดขอบเขตพื้นที่ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปบุกรุกเพื่อทำมาหากิน ซึ่งการประกาศดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงชาวมานิที่ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่เลยแม้แต่น้อย นโยบายดังกล่าวนี้มีทั้งที่ส่งผลดีและผลเสียต่อกลุ่มชาติพันธุ์มานิ กล่าวคือ การจำกัดขอบเขตของพื้นที่ห้ามชาวบ้านเข้ามาทำกินทำให้พื้นที่ป่าของชาวมานิยังคงความสมบูรณ์ มีทรัพยากรเพียงพอที่ชาวมานิจะดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่หากมองในอีกแง่หนึ่งเมื่อไม่มีการระบุการมีอยู่ของชาวมานิไว้ในการประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็เท่ากับว่าวิถีชีวิตแบบเดิม เช่น การล่าสัตว์ การหาทรัพยากรจากป่าเพื่อการดำรงชีวิตก็กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้บางครั้งเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านในพื้นที่อ้างหลักกฎหมายนี้เพื่อมาข่มขู่ชาวมานิ อย่างไรก็ตามในประเด็นดังกล่าวนี้ก็ยังมีการยืดหยุ่น หรืออนุโลมให้ชาวมานิสามารถดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมได้ในพื้นที่ที่รัฐเข้าไปคุ้มครอง

              นโยบายด้านสุขภาพ โดยช่วงประมาณ ปลายปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ความรับรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์มานิขยายออกสู่สังคมวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งการที่มีชาวมานิป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคคอตีบและไข้รากสาดใหญ่ ทำให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา (สปสช.12) ให้ความสำคัญด้วยการมีนโยบายให้กลุ่มชาติพันธุ์มานิ-โอรังอัสลีซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางได้รับสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหมือนพลเมืองไทยทั่วไป และสามารถรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ ที่ตั้งอยู่ในเขต สปสช.12 แม้จะมีนโยบายช่วยเหลือเป็นพิเศษตามที่กล่าวมานี้ ก็ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ชาวมานิไม่สามารถเข้าถึงระบบดูแลสุขภาพได้ โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องการเดินทางไปยังโรงพยาบาล ข้อจำกัดเรื่องการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

              นโยบายการพัฒนาของรัฐ โดยเฉพาะกรณีของประเทศไทยที่ผ่านมานั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์มานิ ดังเช่นการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาไม่ได้กล่าวถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยนโยบายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมักส่งผลให้การดำรงชีวิตของชาวมานิได้รับผลกระทบ เช่น เมื่อรัฐสนับสนุนให้มีการสัมปทานป่าไม้ ให้มีการบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำสวนยางพารา พื้นที่ทำมาหากินของชาวมานิถูกรบกวนด้วยระบบเกษตรแบบใหม่ “เมื่อก่อนพื้นที่ทั้งหมดเป็นของชาวมานิ ของพวกกู ตอนนี้เป็นสวนยางหมดแล้ว” (แช ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563. มานิกลุ่มถ้ำภูผาเผชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล) และนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมาประมาณ 3 ทศวรรษ ทำให้ชาวมานิบางกลุ่มในพื้นที่เขาบรรทัดต้องตั้งหลักแหล่งถาวร เพราะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเร่ร่อนเหมือนในอดีตได้ ขณะที่มานิบางกลุ่มต้องเคลื่อนย้ายที่อยู่ให้ลงมาอยู่ตามแนวรอยต่อระหว่างสวนยางพารากับพื้นที่ป่า บางกลุ่มเลือกที่จะตั้งทับใกล้กับแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้มีนักท่องเที่ยวได้เข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่บางกลุ่ม (ชาวมานิกลุ่มราวปลา อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล) ได้เลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ริมถนนสายหลักเพื่อให้มีความช่วยเหลือจากผู้ที่ขับรถผ่านเส้นทาง ผลกระทบเหล่านี้นับว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นชาติพันธุ์มานิที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับป่า ตั้งแต่เกิดจนตาย

              อย่างไรก็ตามในมุมมองของรัฐและชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มองนโยบายการพัฒนาของรัฐว่าควรให้เข้าถึงกลุ่มชาติพันธุ์มานิด้วย ทั้งที่ในมุมมองของชาวมานิเองนั้นก็ไม่แน่ใจว่าความหมายของการพัฒนานั้นคืออะไร มุมมองของรัฐอาจมองว่าการตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่ง ปลูกพืชเศรษฐกิจ เลี้ยงสัตว์ ทำมาหากินในพื้นที่เล็ก ๆ เข้าเรียนในโรงเรียน ใช้เงินซื้อของในตลาดเหมือนชาวบ้านทั่ว ๆ ไป คือ สิ่งที่ควรเข้าไปสนับสนุนชาวมานิ แต่ในมุมมองของมานินั้นผู้เขียนก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ “พวกกูอยากอยู่กับป่า เพียงแต่รักษาป่าไว้ให้ได้ มีหัวมัน มีค่าง มีลิง กูก็บายแล้ว” (ต้อม รักษ์ป่าบอน. สัมภาษณ์ 4 มกราคม 2563 ชาวมานิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง)   

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              หากกล่าวเฉพาะบริเวณเทือกเขาบรรทัด ชาวมานิมีการติดต่อสื่อสาร ไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนกันเป็นบางครั้ง โดยมากใช้วิธีการเดินเท้า โดยเฉพาะกลุ่มป่าบอนกับกลุ่มภูผาเพชร ซึ่งอยู่คนละฝั่งเขาของเทือกเขาบรรทัด ในขณะที่ชาวมานิบางกลุ่มที่เริ่มตั้งถิ่นฐานถาวรมักจะมีรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการติดต่อไปมาหาสู่ระหว่างกัน นอกจากนี้ชาวมานิแต่ละกลุ่มจะมีโทรศัพท์มือถือเพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มกันด้วย

              มีความพยายามของชาวบ้านที่สัมพันธ์อยู่กับชาวมานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ที่ต้องการสร้างการรวมกลุ่มและเครือข่ายให้เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชาวมานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัดด้วยกัน เช่น สนับสนุนให้มีการจัดงานวันรวมญาติกลุ่มชาติพันธุ์มานิขึ้นปีละหนึ่งครั้ง

              เครือข่ายของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ เกิดขึ้นจากการที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ผลักดันให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และรวมทั้งได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” ซึ่งสอดคล้องกับการที่สหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองโลกสากล” เช่นกัน การรวมตัวเป็นเครือข่ายของชนเผ่าพื้นเมืองนี้รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์มานิด้วย วัตถุประสงค์หลักของเครือข่ายนั้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้ทุกชนเผ่าได้มีโอกาสมาพบปะ แลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา และหาทางออกร่วมกัน

              โดยในวันที่ 9 สิงหาคม 2563 ทางเครือข่ายได้ร่วมกันจัดงานวันชนเผ่าพื้นเมืองขึ้นในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ชาวมานิ ชาวเลอูรักลาโว้ย ชาวเลมอแกน และชาวเลมอแกลน เข้าร่วมงาน และได้ร่วมอ่านแถลงการณ์วันชนเผ่าสากลแห่งประเทศไทยภาคใต้ ผู้เขียนเห็นว่าแถลงการณ์ดังกล่าวนี้จะมีประโยชน์สำหรับการให้สิทธิและการวางนโยบายสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์จึงได้นำเสนอรายละเอียดของแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

               “พวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ชนเผ่ามอแกน มอแกลน อูรักลาโว้ย ชนเผ่ามานิ มีประชากร 14,500 คน กระจายตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล พัทลุง ตรัง สงขลา มายาวนาน ได้ร่วมกันกับชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยและจัดตั้งเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)  โดยได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” อย่างเป็นทางการซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่สหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคม เป็น “วันสากลชนเผ่าพื้นเมืองโลก มีกิจกรรมที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนสถานการณ์ปัญหา การผลักดันนโยบายและกฎหมาย ความคืบหน้าในการขับเคลื่อนและการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมทั้งนำเสนอชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นพื้นที่นำร่องประกาศเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคใต้อีกด้วย เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ มีข้อเสนอต่อการการแก้ไขปัญหาร่วมเพื่อให้เกิดความเข้าใจและแผนการจัดทำนโยบายและกฎหมายร่วมกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลชนเผ่ามอแกน มอแกลน อุรักลาโว้ยในแถบชายฝั่ง กลุ่มชาติพันธุ์มานิและโอรังอัสลีในแถบเทือกเขาทางภาคใต้โดยมีข้อเสนอดั้งนี้

    1. รัฐบาลต้องเร่งรัด ดำเนินการผลักดัน ส่งเสริม พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
    2. การผลักดันมติ ครม. 10 ข้อ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 ให้เกิดรูปธรรมและเกิดแนวทางปฏิบัติได้จริง
    3. ผลักดันให้เกิดพื้นที่รูปธรรมนำร่องเขตคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์
    4. รัฐบาลต้องยึดแนวทางว่าด้วยสิทธิชุมชนพื้นเมือง รัฐธรรมนูญมาตรา 70 ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงมติ ครม.ในการออก พรบ.พรก ระเบียบอุทยาน พ.ศ. 2562 รวมถึง พรบ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 
  • สถานการณ์อื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              ชาวมานิที่ยังใช้ชีวิตแบบเคลื่อนย้าย ไม่ตั้งถิ่นฐานถาวรดำรงชีวิตเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประมาณกลุ่มละไม่เกิน 50 คน ประกอบด้วยกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ทำให้สมาชิกในกลุ่มต้องมีการแบ่งงานกันทำอย่างไม่เป็นทางการ กล่าวคือ คนล่าสัตว์และขุดหาหัวมัน คนที่ต้องคอยประสานกับคนบ้านและหน่วยงานภายนอก คนมีหน้าที่ทำที่อยู่อาศัย คนหาน้ำและหาไม้ฟืน การดำรงชีวิตแบบกลุ่มเล็ก ๆ ลักษณะนี้จึงส่งผลต่อการดำรงเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์มาได้อย่างยาวนานมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ นอกจากนี้การเคลื่อนย้ายไปมาในป่าส่งผลให้พื้นที่ได้รับการฟื้นตัว มีภาวะความเสี่ยงต่อโรคน้อยลง 

              ภายหลังยุคอาณานิคมตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวมานิสัมพันธ์กับคนภายนอก ทำให้รับเอาวัฒนธรรมบางอย่างที่ไม่คุ้นเคยเข้ามา โดยเฉพาะเสื้อผ้าและอาหาร โดยของเหลือใช้จากเสื้อผ้าและอาหารกลายเป็น “ขยะ” ซึ่งชาวมานิไม่เคยเรียนรู้เรื่องวิธีการจัดการมาก่อน เพราะตลอดเวลาที่เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ไม่เคยใช้ของที่เรียกว่าขยะเลย การลงพื้นที่ของผู้เขียนในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดพบว่า เสื้อผ้าที่คนภายนอกนำมาบริจาคให้ชาวมานิจำนวนมากกลายเป็นขยะโดยที่ผู้บริจาคไม่รู้ตัว เพราะมีเป็นจำนวนมากเกินความจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่เสื้อผ้าบางตัวเป็นเสื้อผ้าของนักธุรกิจ หรือเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน เช่น เสื้อทำงานสุภาพสตรี เสื้อสูท ซึ่งมานิไม่ได้ต้องการ นอกจากนี้อาหารที่เป็นขนมขบเคี้ยวซึ่งบรรจุถุงพลาสติกทั้งที่มานิแลกเปลี่ยน ซื้อมา หรือเป็นของฝากจากบุคคลภายนอก ก็กลายเป็นขยะให้ชาวมานิ

              อย่างไรก็ตาม ประมาณหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ชาวมานิบางกลุ่มที่ได้รับการดูแลจากคนบ้านให้เรียนรู้ที่จะจัดการกับขยะพลาสติกเหล่านี้ ก็เรียนรู้ที่จะจัดการขยะในพื้นที่ตั้งทับ โดยเฉพาะมานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

              กรณีต่อมาเมื่อมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดสัมพันธ์กับคนภายนอก ผู้คนอย่างหลากหลายที่ต้องการเข้าไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกเขา การที่คนภายนอกเข้าไปเป็นจำนวนมากและหลากหลายกลุ่มทำให้เกิดความสับสนในกลุ่มมานิ กลุ่มคนในพื้นที่ที่หวังดีกับมานิกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเพื่อรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานกรณีที่มีการล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป โดยคอยเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกกับกลุ่มชาวมานิ รวมทั้งการช่วยเหลือชาวมานิในเรื่องอื่น ๆ เช่น การรักษาพยาบาล แนะนำให้ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ กรณีนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มมานิทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง โดยชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นคณะกรรมการเพื่อดูแลช่วยเหลือชาวมานิกลุ่มนี้

              ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากลุ่มชาติพันธุ์มานิดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับทรัพยากรป่า ความสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าจึงเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตที่ดีของมานิด้วย หากจะกล่าวว่าชาวมานิคงจะเป็นคนกลุ่มสุดท้ายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตลอดชีวิตต้องพึ่งพิงทรัพยากรจากป่า พวกเขาจึงเป็นนักอนุรักษ์ป่าตัวยงก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินไปนัก จากที่ผู้เขียนได้สัมพันธ์กับกลุ่มชาวมานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัด พบลักษณะการดำรงชีวิตของชาวมานิกลุ่มที่ยังใช้ชีวิตเคลื่อนย้ายอยู่ประการหนึ่งที่ส่งผลถึงความยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้คือ การเคลื่อนย้ายทับแบบหมุนเวียน ซึ่งลักษณะการเคลื่อนย้ายดังกล่าวอาจหมายถึงตัวแบบการจัดการป่าแบบฉบับมานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัด

              การเคลื่อนย้ายทับแบบหมุนเวียนของชาวมานิจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น มีสมาชิกในกลุ่มเสียชีวิต การหาหัวมันและสัตว์ป่าทำได้ยาก ต้นไม้ใหญ่ล้ม เจอสัตว์ใหญ่ (เสือ งูจงอาง) เข้ามาอยู่ในบริเวณทับ เมื่อมีเหตุการณ์เหล่านี้มานิจะพูดคุยและตัดสินใจร่วมกันว่าจะย้ายทับไปที่ไหน และทับที่ย้ายไปใหม่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เดิมที่เคยตั้งทับมาก่อน สำหรับกลุ่มมานิที่ยังคงเคลื่อนย้ายทับนั้นปกติจะมีระยะเวลาอยู่ที่ 1 – 3 เดือน จึงจะย้ายครั้งหนึ่ง ในหนึ่งปีจะย้ายประมาณ 4 – 5 ครั้ง การย้ายทับดังกล่าวจึงเป็นรอบที่หัวมันจะโตพอที่จะเป็นอาหารต่อไป

              การขุดหาหัวมัน และการล่าสัตว์แบบพอกิน นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงชีวิตที่ส่งผลถึงการอนุรักษ์ป่า ทั้งนี้เพราะมานิไม่มีวิธีคิดแบบสะสม หาอาหารและล่าสัตว์เฉพาะที่จะกิน และอีกหลายกรณีที่แสดงให้เห็นว่ามานิเป็นนักอนุรักษ์ป่า เช่น การขุดหาหัวมันแล้วไม่เอาหัวมันออกมาทั้งหมดจะเว้นส่วนอื่น ๆ ของรากไว้ เพื่อให้ต้นมันเจริญเติบโตขึ้นใหม่ เพื่อจะได้มาขุดหาอีกครั้ง การหาน้ำผึ้งป่าจะตัดรังผึ้งโดยเลือกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นหัวน้ำผึ้ง (ส่วนที่มีน้ำผึ้ง) ไม่เอาลงมาทั้งรัง เป็นต้น

              ประเด็นนี้ต้องพิจารณาในมุมมองของการรื้อฟื้นอัตลักษณ์มานิในสายตาชาวเราหรือไม่ ? ซึ่งหากหมายถึงอย่างนั้นชาวมานิก็ได้รับการสนับสนุนให้มีการแช่แข็งทางวัฒนธรรม หรือทำให้วัฒนธรรมของพวกเขาคงอยู่ในลักษณะเดิมไม่มีความเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ทั้งนี้การฟื้นฟูวัฒนธรรมในลักษณะที่กล่าวมาเกิดจากภาพจำที่ชาวบ้านหรือหน่วยงานต่าง ๆ มีติดอยู่ในมโนทัศน์ตลอดมา เช่น การมองว่าชาวมานิเป็นชาติพันธุ์ที่หากินอยู่กับป่า ชอบเสื้อผ้าสีแดง มีกระบอกบอเลาเป็นเครื่องมือหากินที่สำคัญ ฯลฯ ลักษณะของภาพจำเหล่านี้ส่งผลให้ ชาวบ้านหรือหน่วยงานได้ใช้ เพื่อให้มานิรักษาภาพจำเหล่านั้นไว้ ทั้งที่ความเป็นจริงวัฒนธรรมของชาวมานิได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วในบริบทของปัจจุบัน

              ลักษณะของภาพจำเกี่ยวกับชาวมานิที่ชาวเรา คนบ้าน หรือคนเมือง ทำให้ชาวเราพยายามให้มานิได้แสดงเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาในหลายกรณี เช่น เมื่อมีคนนอกเข้าไปในทับก็พยายามให้พวกเขาเป่าลูกบอเลา การปีนต้นไม้ หรือแสดงวิธีการขุดหาหัวมัน ซึ่งบางทีพวกเขาก็ไม่เต็มใจนัก แต่การกระทำดังกล่าวนี้ก็นับว่าเป็นความพยายามที่จะรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวมานิเอาไว้

              อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่รอบเทือกเขาบรรทัดมีประเพณีหรือกิจกรรมสำคัญของชุมชนในระดับต่าง ๆ ก็มักจะมาร้องขอต่อชาวมานิให้ช่วยไปแสดงตัวในกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น เช่นการจัดกิจกรรมวิ่งมาราธอนของอำเภอต่าง ๆ ในพื้นที่ที่มีกลุ่มมานิอาศัยอยู่ก็จะติดต่อพวกเขาไปวิ่งนำขบวนนักวิ่งที่เข้าร่วมในกิจกรรม รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ เช่น วันปีใหม่ วันวาเลนไทน์ เป็นต้น

              ด้านการรักษาพื้นบ้าน (การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรมานิ)   กลุ่มชาติพันธุ์มานิได้ชื่อว่ามีความรู้จริงเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร พวกเขาจึงเป็นพรีเซนเตอร์ที่จะนำไปสู่ยอดจำหน่ายของสินค้า รวมทั้งการเป็นผู้รวบรวมสินค้าเกี่ยวกับสมุนไพรมาวางจำหน่ายเอง ในมุมมองของผู้เขียนกรณีดังกล่าวเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาวมานิ ไม่ได้หมายถึงพื้นที่ต้นแบบ ที่ควรส่งเสริม เพราะการที่ชาวมานิมาอยู่ริมถนนดูเหมือนไม่ใช่พื้นที่ของพวกเขา แต่สาเหตุที่พวกเขาออกมาขายสมุนไพรนั้นต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เช่น มีชาวบ้านบางคนให้การสนับสนุน หรือออกมาเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้

              ในขณะเดียวกันชื่อของมานิก็สามารถนำไปสู่ยี่ห้อของสินค้าเกี่ยวกับสมุนไพรในหลายพื้นที่ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรตรามันนิของกลุ่มชาวบ้านที่ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ซึ่งตัวสมุนไพรนั้นชาวมานิเป็นคนหามาขายให้กลุ่มและมีการแลกเปลี่ยนราคากันอย่างเหมาะสม เป็นวิธีการสนับสนุนและช่วยเหลือให้ชาวมานิมีรายได้เพิ่มเติมอีกทางหนึ่ง

              โดยความรับรู้ของคนทั่วไปว่าชาวมานิจะเป็นผู้มีภูมิรู้เกี่ยวกับป่าและสมุนไพรต่าง ๆ แต่การที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโลกสมัยใหม่ และโรคที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ทำให้ทุกวันนี้เวลาที่เจ็บไข้ไม่สบาย ไม่สามารถรักษาด้วยสมุนไพรดั้งเดิมได้ พวกเขาบางคนก็มักจะมาหาหมอสมัยใหม่ในโรงพยาบาลประจำอำเภอให้ช่วยรักษา รวมถึงการคลอดบุตรด้วย

              ด้านการท่องเที่ยวชุมชน  หากกล่าวเฉพาะการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด พบว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา เมื่อมีการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตพื้นที่ตอนในของอำเภอมะนัง ในตำบลปาล์มพัฒนา ได้แก่ การเปิดพื้นที่ถ้ำภูผาเพชร ถ้ำเจ็ดคต การล่องแก่ง ชมวิถีธรรมชาติ เดินป่าศึกษาธรรมชาติ น้ำตกวังสายทอง และน้ำตกวังใต้หนาน ทำให้พื้นที่ที่มีชาวมานิอาศัยอยู่เป็นที่รู้จักของคนทั่วทั้งประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความหมายให้ถ้ำภูผาเพชรเป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 4 ของอาเซียน) การท่องเที่ยวเชิงนิเวศจึงได้รับความสนใจจากคนภายนอก คนในชุมชนเองก็เริ่มตื่นตัวกับการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งผลให้ชุมชนทั้งระบบมีการปรับตัวไปจากอดีตอย่างรวดเร็ว

              ดังนั้นการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นได้ดึงชาวมานิให้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการสร้างวาทกรรมให้ชาวมานิเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวอย่างหนึ่งด้วย ในที่นี้การประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวก็ได้ใช้วิถีชีวิตของมานิเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน กล่าวได้ว่ามานิกลายเป็นสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา บางครั้งทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็ได้จัดแสดงย้อนรำลึกถึงความเป็นอดีต ผ่านการแต่งกายที่มีในงานนิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวมานิ รูปแบบการหาของป่าล่าสัตว์โดยเฉพาะการเป่าบอเลาหรือลูกดอก เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมแลกกับของฝากหรือ “เงิน” ที่เริ่มกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่มานิต้องนำมาใช้แลกเปลี่ยนในชีวิตประจำวันในยุคสมัยใหม่

              ในประเด็นการคงอยู่ของวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวมานิกับความสมบูรณ์ของทรัพยากรนั้น ตามที่ทราบกันว่าวิถีชีวิตชาวมานิต้องพึ่งพาทรัพยากรจากป่าโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อาหาร การดูแลรักษาสุขภาพ รวมถึงระบบวัฒนธรรมอื่น ๆ และในปัจจุบันชาวมานิได้มีการปรับตัวกันมากขึ้น หากกล่าวเฉพาะในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดก็พบว่ากลุ่มชาวมานิบางกลุ่มได้ตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร ขณะที่บางกลุ่มเริ่มตั้งถิ่นฐานถาวร (กึ่งถาวร) และอีกหลายกลุ่มยังมีชีวิตแบบการย้ายถิ่นฐานไปตามแหล่งอาหาร การที่ชาวมานิบางกลุ่มโดยเฉพาะในกลุ่มหลังสามารถรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไว้ได้นั้นต้องมีส่วนสัมพันธ์กับความสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่อย่างไม่ต้องสงสัย ในที่นี้สามารถกล่าวได้ว่าทรัพยากรในพื้นที่เทือกเขาบรรทัดยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ในระดับหนึ่งที่เพียงพอจะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กลุ่มชาวมานิที่ยังคงใช้ชีวิตแบบเคลื่อนย้ายนี้ได้

Access Point
No results found.

เขตป่าในเทือกเขาบรรทัด พื้นที่จังหวัดตรัง สตูล สงขลาและพัทลุง พบว่า มานิมีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันหลายลักษณะ แต่ละกลุ่ม/พื้นที่ จะมีปัจจัยต่อการดำรงชีวิตและการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมในลักษณะต่างกัน ดังนั้นจึงสามารถแบ่งลักษณะทางสังคมของมานิเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ กลุ่มเร่ร่อนอพยพหาของป่า-ล่าสัตว์แบบดั้งเดิม กลุ่มกึ่งเร่ร่อน-เริ่มตั้งถิ่นฐานและกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานถาวรแล้ว