กลุ่มชาติพันธุ์ : มานิ

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มานิ
  • ชื่อเรียกตนเอง : มานิ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : โอรังอัสลี, เนกริโต, เซมัง, ซาไก, ชอง, มอส, ตอนกา, เงาะ, เงาะป่า
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษามานิ จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอัสเลียน สาขาภาษามอญ-เขมรใต้ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก แต่ไม่มีภาษาเขียน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              “มานิ” (Mani) หรือ “มานิค” (Maniq) เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ทว่ากลุ่มบุคคลภายนอกกลับเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้แตกต่างกันออกไป

              เนกริโต (Nigro - itos) เป็นภาษาสเปน แปลว่า นิโกรเล็ก  คำนี้มีความหมายที่กว้างมาก ในทางวิชาการ หมายถึง กลุ่มคนที่มีเชื้อสายนิกรอยด์ คือผิวดำ ผมหยิก ริมฝีปากหนา ปัจจุบันนักโบราณคดียังถกถียงกันถึงเรื่องถิ่นกำเนิดและที่มาที่ไปของเนกริโต ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีเชื่อว่ากลุ่มเนกริโตกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก นอกจากจะเป็นคำที่ใช้ในทางวิชาการและบ่งบอกถึงลักษณะทางมานุษยวิทยาแล้ว ยังเป็นคำที่ใช้ในภาษาราชการของมาเลเซียที่ใช้เรียกโอรัง อัสลี

              ประเทศมาเลเซียเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “โอรัง อัสลี” (Orang Asli) แปลว่า ชนพื้นเมืองดั้งเดิม คำนี้เป็นคำที่ใช้ในทางราชการของประเทศมาเลเซียหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ  ซึ่งเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้อพยพเข้าสู่คาบสมุทรมลายูและเชื่อว่า ชนพื้นเมืองเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของชาวมลายูด้วย

              “เซมัง” หรือ “เซียมัง” (Semang) เป็นภาษามลายู แปลว่า ลิงหรือค่างดำชนิดหนึ่ง จัดเป็นลิงไม่มีหางขนาดเล็ก (Apes) คำว่า “เซมัง” นี้เคยมีใช้อยู่ในประเทศมาเลเซียเท่านั้น คำนี้ปรากฏในเอกสารวิชาการครั้งแรกโดยนักมานุษยวิทยาชาวออสเตรียที่ได้เข้ามาศึกษาชนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเรียกชนพื้นเมืองที่เป็นเนกริโตในมาเลเซียว่า “เซมัง” (Semang) ซึ่งต่อมาคำ ๆ นี้ก็เป็นที่แพร่หลายไปทั่วยุโรปและหมายความถึงเนกริโตในประเทศมาเลเซีย (Paul Schebesta) 

              ซาไก (Sakai) เป็นคำที่ใช้อยู่ทั้งในประเทศมาเลเซียและในประเทศไทย แต่มีความหมายแตกต่างกัน ในประเทศมาเลเซีย คำว่า “ซาไก” แปลว่า ทาสหรือผู้รับใช้ (Roger Blench and MallamDendo, 2006)  ในประเทศไทย คำว่า “ซาไก”  ไพบูรณ์ ดวงจันทร์ อธิบายว่ามาจากคำว่า “สะแก” ในภาษามลายูถิ่นไทย ให้ความหมายไว้ว่า แข็งแรง ป่าเถื่อน (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523)  ส่วนคนไทยจะรู้จักและให้ความหมายว่า เป็นกลุ่มชนที่มีวิถีชีวิตแบบหาของป่า ล่าสัตว์ ในภาคใต้ของไทย หรือเรียกอีกอย่างว่า “เงาะป่าซาไก”

              Chong Mos Tonga สามคำนี้เป็นที่เข้าใจว่า หมายถึง เนกริโตในประเทศไทยบริเวณจังหวัดตรังและพัทลุง โดย Paul Joachim Schebesta นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรียได้เดินทางเข้ามาศึกษากลุ่มชนหาของป่าล่าสัตว์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันคำนี้มีใช้และปรากฏอยู่ในงานวิชาการเท่านั้นและส่วนใหญ่จะถูกใช้โดยนักวิชาการชาวตะวันตก (Wilhelm Dupre, 1969)

              เงาะ (Ngo) หรือ เงาะป่า (Ngo-pa) คำนี้ปรากฏครั้งแรกในเอกสาร พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่อง “สังข์ทอง” วรรณคดีอีกเรื่องที่กล่าวถึง “เงาะ” ก็คือเรื่อง “นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” กล่าวถึง “เงาะภาษา” (กรมศิลปากร) วรรณคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับพระราชประเพณีในสมัยสุโขทัย แต่สันนิษฐานว่าน่าจะถูกแต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น นอกจากวรรณคดีแล้ว คำว่า “เงาะ” เป็นคำที่ชาวบ้านไทยพุทธในจังหวัดตรัง พัทลุงและสตูล เรียกคนป่ากลุ่มหนึ่งที่เป็น Negrito ด้วยนักวิชาการสันนิษฐานว่าเหตุที่เรียกเช่นนี้น่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับเส้นผมของคนกลุ่มนี้ที่หยิกหยอยเหมือนเงาะ

              นอกจากคำต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารงานวิชาการแล้ว จากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลชาวบ้านในจังหวัดตรัง ยังเรียกคนกลุ่มดังกล่าวว่า “ไอ้เกลอ” หมายถึง “เพื่อน” ที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ส่วนในจังหวัดสตูล ชาวบ้านจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ไอ้ถ้าว” หรือ “ไอ้เฒ่า” มีความหมายว่า “เพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน” เหตุผลที่ชาวบ้านเรียกเช่นนี้เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ก็ไม่ค่อยชอบให้ผู้อื่นที่เรียกตนว่า “เงาะป่า”

  • อื่น ๆ :

              ภาษามานิ จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอัสเลียน สาขาภาษามอญ-เขมรใต้ ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกซึ่งเป็นตระกูลภาษาดั้งเดิมในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาของคนกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างกันกับภาษามานิในบริเวณอื่นๆ โดยมีการยืมคำศัพท์ของชาวมานิในกลุ่มนี้จะพบว่ามีการยืมศัพท์ภาษาไทยถิ่นใต้อยู่มาก และพบคำยืมในภาษามลายูอยู่บ้าง เป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มชนภายนอกทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ดังนั้น การยืมคำศัพท์ที่เป็นวัฒนธรรมใหม่มาใช้เป็นภาษาของตนเอง อาจสันนิษฐานได้ว่า ชนกลุ่มนี้ได้มีการติต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนในบริเวณดังกล่าวมาช้านาน

     

    ความสัมพันธ์ของภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติกที่พบในประเทศไทย  สุวิไลเปรมศรีรัตน์ (2538-2542)

    ความสัมพันธ์ของภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติกที่พบในประเทศไทย

    สุวิไลเปรมศรีรัตน์ (2538-2542)

     

              

              ภาษาของมานิแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน แต่มีภาษาในกลุ่มย่อยเดียวกันที่มีความใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่มภาษาอัสเลียนเหนือ (Northern Aslian Languages) จะพบในภาคใต้ของประเทศไทยและตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย ซึ่งในประเทศไทยมีกลุ่มมานิที่พูดภาษาอัสเลียนเหนือ 4 ภาษาย่อยด้วยกัน ได้แก่ Kensiw, Kintaq, Jahai และ Ten’en (Dunn et al., 2011; Benjamin, 2012) สำหรับ 3 กลุ่มแรกยังอาศัยแบบเคลื่อนย้ายอยู่ตามแนวชายแดนไทยกับมาเลเซียในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาสบริเวณรัฐเปรัก กลันตัน และเคดาห์ จึงปรากฏกลุ่มภาษาอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ แต่สำหรับกลุ่มภาษา Ten’en พบเฉพาะบริเวณเทือกเขาบรรทัดในประเทศไทยเท่านั้น โดยพบว่าภาษาของชาวมานิในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มภาษาย่อย (ไพบูลย์ ดวงจันทร์, 2523 และเสาวนีย์ พากเพียร, 2532) ได้แก่

              1) กลุ่มแต็นแอ็น ใช้ภาษาแต็นแอ็น มีถิ่นฐานอยู่แถบจังหวัดตรัง พัทลุง สตูล และสงขลา

              2) กลุ่มกันซิว ใช้ภาษากันซิว มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอธารโต จังหวัดยะลา

              3) กลุ่มแตะเด๊ะ ใช้ภาษาแตะเด๊ะ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอรือเสาะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

              4) กลุ่มยะฮาย ใช้ภาษายะฮายหรือจาไฮ มีถิ่นฐานอยู่แถบอำเภอแว้งและอำเภอสุคีริน จังหวัดนราธิวาส

              ชาวมานิมีภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียน เป็นภาษาคำโดด ไม่มีการเปลี่ยนรูปคำเมื่อนำไปเข้าประโยค ข้อมูลจากหนังสือพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 5 เรื่อง เงาะป่า ระบุว่า ภาษาพูดของเงาะป่าเป็นภาษาก็อยแท้มีคำใช้น้อย หางเสียงคล้ายภาษาอังกฤษและเยอรมัน แต่ไม่ครบทุกสำเนียง ระบบเสียงมีเฉพาะหน่วยเสียงสระกับหน่วยเสียงพยัญชนะ ทำนองเสียงสูงต่ำไม่ทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนแปลงคำมูลเดิม เมื่อเข้าประโยคก็ใช้ตามนั้น โดยเรียงประธาน-กริยา-กรรม ตามลำดับ (วันเฉลิม จันทรากุล, 2544)  สำหรับคำศัพท์ของชาวมานิประกอบไปด้วยคำเรียกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากที่สุด เช่น คำเรียกพืช สัตว์ สิ่งแวดล้อมโดยรอบ อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายภายนอก รวมทั้งกริยาที่ใช้เป็นประจำ คำเรียกตัวเลขมีเพียง 1-4 ส่วนที่เกินจากนั้นในภาษากันซิวใช้คำว่า “แบม” ที่แปลว่า มาก ในการศึกษาเกี่ยวกับชาวมานิจึงไม่สามารถระบุอายุหรือวันเดือนปีต่าง ๆ ได้ (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536 และ Wnuk and Burenhult, 2014) นอกจากนี้ชื่อที่ใช้เรียกบุคคลของชาวมานิ ในอดีตจะมีชื่อเรียกซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับพืชและต้นไม้ในป่า เช่น เฒ่าเส็น ชื่อมานิ คือ “ก๊ะฮา” หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า “ยาฮุก๊ะฮา” (แช ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล)

              นอกจากนี้มีการยืมคำศัพท์มาผสมกับภาษาพูดของตนเองทั้งภาษาไทยถิ่นใต้ โดยเฉพาะกลุ่มภาษาแต็นแอ็นแถบจังหวัดสตูล ตรัง สงขลา และพัทลุง ได้สัมพันธ์กับกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยถิ่นใต้จึงรับคำศัพท์ไปจากภาษาไทยถิ่นใต้ ส่วนกลุ่มภาษากันซิวแถบอำเภอธารโต จังหวัดยะลา และกลุ่มภาษาแตะเด๊ะและยะฮาย แถบจังหวัดนราธิวาสได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่พูดภาษามลายูและยังรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยผ่านทางภาษามาลายูหรือมาเลย์มาด้วย จะเห็นได้ว่าการยืมคำศัพท์จากภายนอกกลุ่มมาใช้เป็นวัฒนธรรมด้านภาษาที่เกิดจากการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนภายนอกทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมและชาวมาเลเซีย ดังนั้นการยืมคำศัพท์ที่เป็นวัฒนธรรมใหม่มาใช้เป็นภาษาของตนเองแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์กับกลุ่มคนในบริเวณดังกล่าวมาช้านาน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของชาวมานิที่ต้องสัมพันธ์และพึ่งพากับคนภายนอกมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อภาษาของตนเองได้ในอนาคต ภาษามานิเป็นภาษาที่นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในกลุ่มภาษาในภาวะวิกฤติภาษาหนึ่ง เนื่องจากมีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนทำให้มีแนวโน้มว่าภาษาเก่าอาจสูญหายในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มภาษาแต็นแอ็นบริเวณแถบจังหวัดสตูล ตรัง สงขลา และพัทลุง มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะอาศัยแยกออกจากกลุ่มภาษาอัสเลียนด้วยกัน

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย 

              ชุมพล โพธิสาร นักวิจัยอิสระ

              ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช 

    เอกสารอ้างอิง

              กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. 2513. นางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพมหานคร: ศิลปาบรรณาการ.กุลนภา ฟู่เจริญ. 2540. บีตาโกลบินยีนแฮพโพลไทป์และดีเอ็นเอโพลิมอร์ฟิส์มของไมโตคอนเดรียในชนกลุ่มน้อยของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

              เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์. 2546. ซาไก ชนกลุ่มน้อยภาคใต้ของไทย. กรุงเทพมหานคร:โอ.เอส. พริ้นติ้งเฮาส์.

              เกศริน มณีนูน. 2544. พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าซาไกในจังหวัดตรัง พัทลุง และยะลา. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพฤกษศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

              จันเฉลิม จันทรากุล. (2544). เงาะป่า-ซาไก “นิเชา”เมืองไทย ชนป่าที่กำลังสูญสลาย. กรุงเทพฯ: โมเกรสซีฟ.

              จิตร ภูมิศักดิ์. 2535. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ : ฉบับสมบูรณ์เพิ่มเติมข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศยาม.

              จิราวดี อ่อนวงศ์. 2534. การสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของสังคมซาไก ศึกษาเฉพาะกรณี ซาไกกลุ่มเจ้าพะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สารนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต สาขาวิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. 2561. เงาะป่า. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : ไทยควอลิตี้บุ๊คส์.

              ฉัตรวรรณ พลเพชร. 2557. การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตด้านปัจจัยพื้นฐานอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไก อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมวิทยาประยุกต์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

              ชาตรี พรหมสมบัติ และคณะ. 2553. ซาไกแห่งเทือกเขาบรรทัดในชุมชนวังสายทอง : การปรับตัวของเจ้าแห่งพงไพรในวิถีทุน. ในโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น. เอกสารอัดสำเนา.

              ชิน อยู่ดี 2512. คนยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. พระนคร: สำหนักพิมพ์อักษรบัณฑิต.

              ชุมพล โพธิสาร และภัทราพันธ์ อุดมศรี. 2560. ภาษามานิ (ซาไก). วารสารวัฒนธรรม. 56(4) ตุลาคม-ธันวาคม 2560. 70-77.

              เชิญขวัญ ภุชฌงค์. 2549. การสื่อสารของกลุ่มซาไกที่ย้ายถิ่นฐานมาสู่ชุมชนเมืองในการปรับตัวและการแสดงอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตรพัฒนาการ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              ญิบ พันจันทร์. 2536. ชีวิตดั่งฝันที่เทือกเขาบรรทัด. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศิลปะวรรณกรรม.

              ทยา เตชะเสน์. 2553. ดนตรีซาไก กรณีศึกษาตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดนตรีชาติพันธุ์วิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

              บัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ. 2562. ชาวโอรังอัสลี ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

              บุญเสริม ฤทธาภิรมย์.  (2548).นายคนัง เงาะเซมังภาคใต้. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

              พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ.(2507). เรื่องเงาะป่า ฉบับหอสมุดแห่งชาติ.กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองรัตน์.

              พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด.  ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 92 ตอนที่ 181 ลงวันที่ 4 กันยายน 2518.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2523. ซาไก เจ้าแห่งขุนเขาและสมุนไพร. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2541. คำและประโยคในภาษาซาไก. วารสารมนุษยศาสตร์ปริทรรศน์. ปีที่ 20 (2541) หน้า 47-61.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2545. ภาษาซาไก: ภาษาที่กำลังจะสูญหาย. ค้นเมื่อ กันยายน 5, 2560, จาก http://kids-d.swu.ac.th/dspace/bitstream/123456789/1760/12/chapter5.pdf

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2547. “ซาไก”  โครงการวิจัยแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนวัฒนธรรม. สงขลา: มหาวิทยาลัยทักษิณ.

              ไพบูลย์ ดวงจันทร์. 2548. “ซาไก: แหล่งอาศัยและวิถีชีวิต,” ใน โครงการแผนที่ภูมินิทัศน์ภาคใต้: ฐานเศรษฐกิจและทุนทางวัฒนธรรม. ทุนสนับสนุนโดยสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ.

              มณีรัตน์ โชติกกำธร และพุทธชาด ธ.โปธิบาล. 2537. ความแตกต่างระหว่างภาษาซาไกกับภาษาไทย: ระบบเสียง. วารสารสงขลานครินทร์. 1(1) กันยายน – ธันวาคม 2537.

              เยาวลักษณ์ วิลัย. 2538. ลักษณะแฮปโพลไทป์ของยีนบีตาอี-โกลบินในชนเผ่าซาไกและชาวชอง. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              รตพร ปัทมเจริญ. 2554. ผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อกลุ่มชาติพันธุ์: กรณีเปรียบเทียบมอแกนกับซาไก. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. 17(3) พ.ค. - มิ.ย. 2554.

              ราชบัณฑิตยสถาน. (2542). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน.กรุงเทพฯ : นามีบุคส์พับลิเคชั่น.

              วราภรณ์ บุญรักษ์.การสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจในสังคมซาไก: ศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มเหนือคลองคง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง.

              วัชรินทร์ ดำรงกูล และปัตติกาญจน์ บรรดาศักดิ์. 2553. รายงานการวิจัยเรื่องแนวทางการจัดการกลับคืนถิ่นชนเผ่าซาไก : กรณีศึกษา ซาไกตระกูลศรีธารโต. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.

              วันเฉลิม จันทรากุล. 2544. เงาะป่า-ซาไก นิเชาเมืองไทย ชนป่าที่กำลังสูญสลาย. กรุงเทพมหานคร: ดวงกมลสมัย.

              วิสา เสกธีระ. 2557. การตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัยของชาวมันนิ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              วีรวัฒน์ สุขวราห์. 2539. พฤติกรรมสุขภาพของชาวซาไก กรณีศึกษาบ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

              สถาบันภาษาไทย.2540 . บทละครนอก สังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

              สุจี บุญลิ่มเติง.2550. ซาไก. กรุงเทพฯ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้.

              สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. 2534. รายงานเบื้องต้นการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จ.กระบี่, ถ้ำซาไก จ.ตรัง และการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยซาไก จ.ตรัง. กรุงเทพมหานคร: โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย.

              สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ. 2541. “ผลวิเคราะห์ข้อมูลชาติพันธุ์วิทยา “ซาไก” ทางโบราณคดี” ใน สรุปผลการสัมมนาทางวิชาการระดับชาติเรื่อง เงาะป่า ของกรมศิลปากร. หน้า 95-165 กรุงเทพฯ: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร.

              สุรินทร์ ภู่ขจรและคณะ2532. รายงานขั้นสรุปการขุดค้นที่ถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่, ถ้ำซาไก จังหวัดตรังและการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดีชนกลุ่มน้อยเผ่าซาไก จังหวัดตรัง. กรุงเทพฯ : โครงการวิจัยวัฒนธรรมโหบินเนียนในประเทศไทย. 

              สุริยา รัตนกุล, คุณหญิงและคณะ.ประมวลองค์ความรู้เรื่องชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย.สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, ม.ป.ป.

              สุวัฒน์ ทองหอม 2544. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของชนเผ่าซาไกจังหวัดตรัง หลังจากการประกาศใช้นโยบายใต้ร่มเย็น. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา, มหาวิทยาลัยทักษิณ.

              สุวัฒน์ ทองหอม. 2536. เงาะ ชนผู้อยู่ป่า ชาติพันธุ์มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่ยังเหลืออยู่. ตรัง: ทันเวลา.

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และชุมพล โพธิสาร. 2558. มานิ (ซาไก) ชนพื้นเมืองในภาคใต้ของไทย. วารสารดำรงวิชาการ. 33-36.

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2538-2542).ประมวลองค์ความรู้ชนกลุ่มน้อยที่พูดภาษาออสโตรเอเชียติกในประเทศไทย  รายงานผลการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เอกสารหมายเลข 2 โครงการวิจัยเรื่อง ประมวลองค์ความรู้เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย. สถาบันวิจัยภาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส.ก.ว.)

              สุวิไล เปรมศรีรัตน์. 2541.สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ ขมุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท. มหาวิทยาลัยมหิดล.

              เสาวนีย์ พากเพียร. 2532. การศึกษาระบบเสียงภาษาซาไกแต็นแอ๊น ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจารึกภาษาไทย. มหาวิทยาลัยศิลปากร.

              หฤทัย ฟ้าแสงสรรค์. 2554. ดนตรีชนเผ่าโอรังอัสรี กรณีศึกษาหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 10 ตำบลอัยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา. ปริญญานิพนธ์ ศป.ม. (มานุษยดุริยางควิทยา) กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

              อนงค์ เชาวนะกิจ. 2552. กลุ่มชาติพันธุ์มันนิ (ซาไก) : แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูสังคมวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันในสังคมภาคใต้. ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

              อาภรณ์ อุกฤษณ์. 2536. การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศกับสังคมและวัฒนธรรมของซาไก: กรณีศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ซาไกกลุ่มเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง. สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.

              อิสระ ชูศรี และคณะ. 2555. โครงการวิจัยการศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชนหาของป่า-ล่าสัตว์ในประเทศไทย. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและฟื้นหูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

              Albrecht, G., Moser, J. 1998. Recent Mani Settlements in Satun Province, Southern Thailand. Journal of the Siam Society, Vol. 86, Parts 1 & 2.

              Balilla, Vincent S., Anwar McHenry, Julia, McHenry, Mark P., Parkinson, Riva Marris and Banal, Danilo T. 2013. "Indigenous Aeta Magbukún Self-Identity, Sociopolitical Structures, and Self-Determination at the Local Level in the Philippines". Journal of Anthropology. 2013: 1–6.

              Benjamin, G. 2012. The Aslian languages of Malaysia and Thailand: an assessment. In Stuart McGill & Peter K. Austin (eds) Language Documentation and Description, vol 11. London: SOAS. pp. 136-230.

              Benjamin, G. 2013.  Why Have the Peninsular “Negritos” Remained Distinct? Human Biology, February–June 2013, v. 85, no. 1–3, pp. 445–484.

              Bishop, Nancy M., and Mary M. Peterson.(2003). Northern Aslian Language Survey :Trang, Satul, phattalung Provinces, Thailand, Thammasat University,

              Blench, Roger and Dendo, Mallam. (2006). Why are Aslain-speakers Austronesian in culture? paper presented at the Preparatory meeting for ICAL-3, EFEO, SIEM REAP, 28-29th June 2006.

              Dunn, M., Burenhult, N., Kruspe, N., Tufvesson, S., and Becker, N., Aslian linguistic prehistory A case study in computational phylogenetics. Diachronica 28:3 (2011), 291–323.

              Endicott, K. (ed.) 2016. Introduction. In Endicott, K. (ed.), Malaysia’s Original People: Past, Present and Future of the Orang Asli. (pp.1-38). Singapore: NUS Press.

              Evans, Ivor H. N. 1927 Papers on the Ethnology & Archaeology of the Malay Peninsula (Cambridge University: 1927)

              Griffin, P. Bion. 2001. "A Small Exhibit on the Agta and Their Future". American Anthropologist. 103 (2): 515–518.

              Headland TN, Headland JD. 1997. Limitation of human rights, land exclusion, and tribal extinction. The Agta Negritos of the Philippines. Human Organization. 56:79–90.

              Headland TN, Headland JD. 1998 Early (Mar 1, 1998). Population Dynamics of a Philippine Rain Forest People: The San Ildefonso Agta. University Press of Florida.

              Hill, C., Soares, P., Mormina, M., Macaulay V., et al. 2006. Phylogeography and Ethnogenesis in Southeast Asia. Molecular Biology and Evolution, Volume 23, Issue 12, December 2006, Pages 2480–2491

              Iskandar Carey. 1976. Orang Asli The Aboriginal Tribes of Peninsular Malaysia (Oxford University press, Kuala Lumpur: 1976) 73-74.

              Lukas. 2002. Can "They" save "Us", the Foragers? Indonesian and Thai Hunter-Gatherer Cultures under Threat from Outside. Paper in: “Asia-Europe Seminar on Ethnic Cultures Promotion”. 18-20 September 2001, Chiang Mai, Thailand.

              Maneenoon, K., Sirirugsa, P., Sridith, K. 2008. Ethnobotany of Dioscorea L. (Dioscoreaceae), a Major Food Plant of the Sakai Tribe at Banthad Range, Peninsular Thailand. Ethnobotany Research & Applications. Vol 6 pp.385-394.

              Mary M Peterson.(2010). Notes on Borrowings Found in the Ta’edn (Tonga-Mos) and Kensiw Languages of Thailand June.

              Nagata, S. 2006. Subgroup ‘names’ of the Sakai (Thailand) and the Semang (Malaysia): a literature survey. Anthropological Science. Vol. 114, 45–57.

              National Statistics Office, 2010. Census of Population and Housing, Report No. 2A– Demographic and Housing Characteristics (Non-Sample Variables), Philippines.

              Nicole Kruspe.(2004).Grammar of Semelai.The Press syndicate of the University of Cambridge, United Kingdom.

              Peterson, M.M. 2010. Notes on Borrowings Found in the Ta’edn (Tonga-Mos) and Kensiw Languages of Thailand. Notes. June, 2010.

              Rai, Navin K. 1989. From forest to field: a study of Philippine Negrito foragers in transition (Thesis). Ann Arbor, Mich.: University Microfilms.

              Rattanakrajangsri, K., Maneerat, T. Colchester, M. 2013. The Mani people of Thailand on the agricultural frontier. Conflict or Consent?  The oil palm sector at a crossroads. Indonesia.

              Razak, Tasnim. 2015. Distribution of HLA alleles in the semang and senoi orang asli populations in Peninsular Malaysia. Masters thesis, Universiti Sains Malaysia.

              Reid, Lawrence A. 1994. "Possible Non-Austronesian Lexical Elements in Philippine Negrito Languages". Oceanic Linguistics. 33 (1): 37–72.

              Roger Blench and MallamDendo.(2006). Why are Aslian-speaker Austronesian in culture?  Paper presented at the Preparatory meeting for ICAL-3, EFEO, Siem Reap

              Schebesta P.R. 1927 The Negritos of the Malay peninsula. subdivisions and names. Man, 27: 89–94.

              Wilhelm Dupre, Paul Joachim Schebesta. (1969) History of Religions vol. 8 No 3 (University of Chicago: 1969) 260.

              Wnuk, E. 2016. Semantic specificity of perception verbs in Maniq. Semantic specificity in Maniq verbs of perception. Nijmegen: Radboud University dissertation.

              Wnuk, E., Burenhult, N. 2014. Contact and isolation in hunter-gatherer language dynamics. Studies in Language 38:4 (2014), 956–981.

             Wnuk, E., Majid, A. 2014. Revisiting the limits of language: The odor lexicon of Maniq. Cognition 131 (2014) 125–138.

     

    สัมภาษณ์

    ไข่ ศรีมะนัง. สัมภาษณ์วันที่ 28 ธันวาคม 2562. ทับมานิกลุ่มวังสายทอง ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล.

    แช ศรีมะนัง. สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563. มานิกลุ่มถ้ำภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

    ต้อม รักษ์ป่าบอน. สัมภาษณ์ 4 มกราคม 2563. มันนิกลุ่มทุ่งนารี ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง.

    ตุ้ย ศรีมะนัง. สัมภาษณ์วันที่ 1 มกราคม 2563. ทับมานิกลุ่มมานิภูผาเพชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล.

    แป้น ศรีมะนัง สัมภาษณ์ 2 มกราคม 2563 มานิกลุ่มถ้ำภูผาเผชร ตำบลปาล์มพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
ตรัง พัทลุง สตูล ยะลา และสันเขาชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นต้น100
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              เทือกเขาบรรทัดหรือเทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นเทือกเขาที่แบ่งภาคใต้ฝั่งตะวันตกและตะวันออก ทอดตามแนวยาวเหนือใต้ตั้งแต่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูลและสงขลากินพื้นที่กว่า 805,000 ไร่ ทั้งนี้เทือกเขาบรรทัดมีพิกัดตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับอิทธิพลลมมรสุมเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เทือกเขาบรรทัดมีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง นักโบราณคดีเชื่อว่าความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพเหล่านี้ ทำให้มนุษย์ได้เดินทางเข้ามาอาศัยในดินแดนแถบนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย      

              “มานิ” หรือ “มานิค” หรือ เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง แปลว่า คน (จิตร ภูมิศักดิ์, 2524) ชาวมานิจะเรียกตัวเองว่า “มานิ” หรือ “มันนิ” และพอใจให้คนอื่นเรียกตนเองว่าเช่นนั้น ชื่อเรียกนี้มันพบในกลุ่มเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่จังหวัดตรัง พัทลุง สงขลา และสตูล ขณะที่ชื่เรียกว่า “โอรังอัสลี” หรือ “อัสลี” และ “จาไฮ” แปลว่า คนดั้งเดิม เจ้าของถิ่นเดิม เป็นเชื่อที่ใช้เรียกตัวเองในแถบจังหวัดยะลาและนราธิวาส และอยากให้คนอื่นเรียกพวเขาด้วยชื่อเรียกนี้เช่นเดียวกันกับที่พวกเขาเรียกตัวเอง ย่อมแสดงถึงการให้เกียรตินั่นเอง อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักเรียกเหมารวมด้วยคำว่า “เงาะ” “เงาะป่า” “ซาไก” “เงาะป่าซาไก” ซึ่งเป็นอิทธิพลมจากวรรณคดีเรื่องเงาะป่า เป็นคำเรียกที่พวเขาไม่ชอบนักเพราะ “เงะ” ในภาษาพื้นเมืองภาคใต้หมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง ขณะที่ชื่อเรียก “ซาไก” เป็นภาษามาลายู ไม่มีความหมายสำหรับกลุ่มมานิในแถบเทือกเขาบรรทัดที่สัมพันธ์กับภาษาท้องถิ่นภาคใต้

              กลุ่มชาติพันธุ์มานิ (the Maniq people) เป็นชื่อเรียกผู้คนกลุ่มนิกริโต (the Negritos) ซึ่งถูกจำแนกทางชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มย่อยของนิกรอยด์ (Negroid) อาศัยกระจายอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายูในภาคใต้ของประเทศไทย มีหลายข้อสันนิษฐานถึงการมีอยู่ของพวกเขาในดินแดนนี้  โดยหลักฐานทางโบราณคดีค้นพบความเชื่อมโยงของถิ่นที่อยู่ในยุคซุนดาแลนที่ผืนแผ่นดินภาคใต้และหมู่เกาะยังเชื่อมต่อกันก่อนถูกตัดขาดกลายเป็นเกาะแก่งในปัจจุบัน หลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี ชี้ชัดว่ามีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย  มีข้อสันนิษฐานว่าพวกเขาอยู่ในแถบนี้มาเนิ่นนานก่อนที่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาตร์จะแยกพื้นที่ออกจากกันทำให้คนกลุ่มนี้กระจายออกไปทั้งในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปินส์ ขณะที่นักวิชาการบางสายสันนิษฐานว่าพวกเขาได้เข้ามาในแหลมมาลายูโดยการอพยพมาจากถิ่นมีอื่น ในสองเส้นทาง คือ ง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย อีกเส้นทางคือ อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย   ทั้งนี้ ใประเทศไทยนั้นพบว่ามีสองกลุ่มใหญ่ คือ มานิและโอรังอัสลี (กันซิวและจาไฮ) โดยมีการกระจายตัวของกลุ่มมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัดในพื้นที่ 4 จังหวัดคือ พัทลุง ตรัง สงขลา และสตูล  จำนวน 13 กลุ่ม  กลุ่มมานิ (โอรังอัสลี) พบกระจายตัวในจังหวัดยะลาและจังหวัดนราธิวาส  จำนวน 15กลุ่ม

              มานิ ในแถบเทือกเขาบรรทัด และโอรังอัสลี ในชายแดน มีการดำรงชีพแบบหาของป่าล่าสัตว์ เคลื่อนย้ายไปตามแหล่งอาหาร ผสมผสานกับการตั้งถิ่นฐานถาวรในบางกลุ่ม การดำรงอยู่ของพวกเขาสัมพันธ์กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีวิถีปฏิบัติที่เคารพธรรมชาติ เรียบง่าย ขณะที่สังคมโดยรวมยังคงมองชาวมานิ-โอรังอัสรี ในเชิงอคติและติดกับดักตามพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่าอยู่เสมอ

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              Negritos เป็นกลุ่มชนที่มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกัน พบกระจายอยู่ตามหมู่เกาะอันดามัน  ในประเทศมาเลเซียมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แหล่งขุดค้นในเมือง Bukit Jawa รัฐกลันตัน ติดกับจังหวัดนราธิวาส นักโบราณคดีกำหนดอายุไว้ที่ 50000 ปี ในยุคน้ำแข็งที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะเป็น Sundaland คือเป็นผืนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันทั้งภาคพื้นทวีปตั้งแต่ภาคใต้ของไทยเชื่อมต่ออินโดนีเซีย เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ในยุคน้ำแข็ง Negritos จึงอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้และอพยพเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ  กระทั่งเมื่อ 20000 ปีก่อนที่น้ำแข็งละลาย ภาคพื้นทวีปก็ถูกตัดขาดออกจากกันกลายเป็นกลุ่มชนที่อยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ

     

    แผนที่แสดงการกระจายตัวของ negritos และกลุ่มชนที่อาจเป็น Negritosใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    แผนที่แสดงการกระจายตัวของ negritos และกลุ่มชนที่อาจเป็น Negritosใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     

       

              การศึกษาบริบททางสังคม – วัฒนธรรม ในมิติประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยสัมพันธ์อยู่กับ “การทำให้เป็นไทย” เพราะการทำให้เป็นไทยเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีชาวมานิ และทำให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิมากขึ้นตามลำดับ หากจะกล่าวถึงโครงสร้างทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์มานิที่สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงกับกระบวนการทำให้เป็นไทย ก็พบว่าในแต่ละพื้นที่ (เทือกเขาสันกาลาคีรีและเทือกเขาบรรทัด) มีความแตกต่างกัน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอโครงสร้างประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์มานิในพื้นที่เทือกเขาบรรทัด เพื่อจะได้เป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การถกเถียงในแวดวงวิชาการต่อไป

              โครงสร้างประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์มานิดังกล่าวควรเริ่มต้นจาก “มานิในช่วงก่อนรัฐไทย” ช่วงก่อนการปฏิรูปประเทศ ทศวรรษ 2430 หมายถึงช่วงเวลาที่มานิดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่า ยังคงนุ่งใบไม้ ตะใคร่น้ำ ล่าสัตว์และหาเผือกมันเป็นอาหาร ไม่สัมพันธ์กับคนภายนอก และอาจจะยังไม่มีใครรับรู้ถึงความมีตัวตนของพวกเขา หรืออาจมีบ้างก็จะเป็นคนที่เริ่มเข้าไปทำมาหากินในเขตป่า

              ประวัติศาสตร์ช่วงต่อมาควรเป็น “มานิในช่วงการรับรู้ของรัฐไทย” (ตั้งแต่ทศวรรษ 2430 – 2500) เพราะการเริ่มต้นปฏิรูปประเทศในทศวรรษ 2430 ที่รัฐมีนโยบายสำคัญประการหนึ่งคือระบบการบริหารประเทศที่มีการรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ยกเลิกการปกครองแบบเก่า (กินเมืองและเหมาเมือง) ให้มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ช่วงเวลานี้ความรับรู้เรื่องชาติพันธุ์มานิในบริเวณเทือกเขาบรรทัดรับรู้ไปถึงพระเนตรพระกัณฑ์ ตามที่ทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรับเลี้ยงเด็กชายคนังซึ่งเป็นชาวมานิ ช่วงเวลานี้จึงเป็นครั้งแรกที่มานิได้เป็นที่รู้จักของสังคม

              ประวัติศาสตร์ช่วงที่ 3 “มานิในยุคการพัฒนาของรัฐไทย” (ทศวรรษ 2510 – 2530) นโยบายการพัฒนาของรัฐไทยในช่วงนี้ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตชาวมานิมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาที่ส่งผลต่อทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดการสัมปทานป่าไม้ นายทุนและชาวบ้านเข้าไปตัดไม้และต่อมาก็จับจองพื้นที่ทำกิน ทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ในบริเวณเทือกเขาบรรทัด มีการเคลื่อนย้ายของครอบครัวคนบ้านเข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่า รวมทั้งการเกิดขึ้นของขบวนการคอมมิวนิสต์บริเวณพื้นที่เทือกเขาบรรทัด ทำให้มานิเรียนรู้วิถีชีวิตแบบคนบ้านจากสหาย ช่วงเวลานี้พื้นที่ทำมาหากินที่ชาวมานิเคยใช้ในการดำรงชีวิตถูกรุกล้ำจากคนภายนอก แต่พวกเขาก็เลือกที่จะหากินในป่าที่อยู่ลึกเข้าไป ไม่เผชิญหน้ากับคนบ้าน

              ประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน “มานิในช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง” (ทศวรรษ 2540 – ปัจจุบัน) ช่วงเวลานี้มีมานิบางกลุ่ม (มานิกลุ่มคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง) ได้เริ่มตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร เริ่มต้นการใช้ชีวิตแบบคนบ้านเพราะมีสมาชิกในกลุ่มแต่งงานอยู่กันกับคนบ้าง ทำให้ทั้งกลุ่มได้รับเรียนรู้และเลือกที่จะปรับตัวใช้ชีวิตแบบคนบ้าน ขณะที่ช่วงเวลาต่อมามานิกลุ่มอื่น ๆ ก็มาสัมพันธ์กับคนบ้านมากขึ้น การตั้งถิ่นฐานของกลุ่มที่ยังคงเคลื่อนย้ายก็เลือกที่จะตั้งอยู่ในเขตที่จะติดต่อกับคนบ้านได้ เพราะการดำรงชีวิตในยุคนี้ต้องอาศัยคนบ้านนั่นเอง ในขณะที่มานิบางกลุ่มซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวก็ได้ไปสัมพันธ์อยู่กับธุรกิจการท่องเที่ยว เด็กชาวมานิบางคนได้เริ่มต้นเรียนหนังสือในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สำหรับคนบ้านในช่วงเวลานี้นั้นให้ความสนใจที่จะเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตจากชาวมานิในฐานะที่พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ได้อย่างมั่นคง ช่วงเวลานี้จึงมีการหลั่งไหลเข้ามาของหน่วยงานภายนอก คนบ้าน นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ต้องการเข้าไปช่วยเหลือ (ในมุมมองการพัฒนาของตัวเอง) สถานการณ์เช่นนี้ผู้เขียนจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงเวลาที่มานิต้องเจอสถานการณ์ที่สำคัญเป็นรอยต่อของความเปลี่ยนแปลง พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ขณะที่การจัดการของรัฐยังอาจไม่ดีพอ

      จากการศึกษาของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ สามารถสรุปได้ดังนี้

              Warrington Smyth (1867-1943) นักสำรวจชาวตะวันตกในยุคแรกๆ ที่เข้ามาศึกษามานิในประเทศไทย รายงานว่ามีเนกริโต 400 คนอาศัยอยู่ใกล้ๆ เมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากนี้ยังกล่าวถึง กลุ่มที่ อ.ทุ่งสง และพบเพิงที่อยู่อาศัยร้างบริเวณใกล้ๆ ทะเลสาบสงขลา อ.รัตภูมิ จ.สงขลา จ.พัทลุงและสตูล (John H. Brandt, 1962)

              Paul Joachim Schebesta (1887-1968) นักมานุษยวิทยาและมิชชันนารีชาวออสเตรีย แห่งศูนย์ศึกษามานุษยวิทยาชาติพันธุ์แห่งเวียนนา (Vienna School of Ethnology) เดินทางเข้ามายัง เทือกเขาบรรทัดบริเวณที่เรียกว่าเขาพับผ้า ที่เป็นถนนที่ตัดผ่านเทือกเขาบรรทัดเพื่อเชื่อมการคมนาคมสัญจรระหว่าง จ.ตรังและพัทลุง และเรียกกลุ่มเนกริโตในบริเวณเทือกเขาบรรทัดว่า พวก Chong, Mos, Tonga ซึ่งต่อมาชื่อที่ใช้เรียกเหล่านี้ก็เป็นที่แพร่หลายในงานวิชาการของนักวิชาการมานุษยวิทยาในยุโรปเป็นต้นมา

              ปี พ.ศ.2468 Ivor Evan นักโบราณคดีชาติพันธุ์ชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปศึกษาพวก เนกริโต ที่ บ้านนาวงปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ต. บ้านนา อ. เมือง จ. พัทลุง เขากล่าวว่า เนกริโต กลุ่มนาวง นี้ ไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนภายนอกมากนัก เขาจึงเลือกที่จะไปศึกษา กลุ่มน้ำตกกะช่อง ต. ช่อง อ. นาโยง ฝั่งตะวันตกของเทือกเขาบรรทัดในเขต จ.ตรังแทน (Ivor H. N. Evans, 1927)

              นับจากปี พ.ศ.2468 เป็นต้นมา งานสำรวจศึกษาวิชาการเกี่ยวกับเนกริโตในประเทศไทยก็แทบหยุดชะงักลงเป็นเวลากว่า 30 ปีเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1และ 2 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก กระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาวะตรึงเครียดทางอุดมการณ์ระหว่างโลกเสรีนิยมกับโลกสังคมนิยมก็เริ่มปะทุ พื้นที่ป่าในเขตเทือกเขาบรรทัดในเขตรอยต่อของ จ.ตรัง พัทลุงและสตูลก็กลายเป็นฐานที่มั่นหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในภาคใต้

              ชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตอาศัยอยู่ในดินแดนคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ยุคหินกลาง (Middle Stone Age) หรือเมื่อประมาณ 1,500-10,000 ปีมาแล้ว (ชิน อยู่ดี, 2512) นักวิชาการบางส่วนได้ตั้งข้อสังเกตว่าชาติพันธุ์กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับโฮโมเซเปียนส์เมื่อประมาณ 50,000 ปีมาแล้วหรือไม่อย่างไร คณะสำรวจของ Hill et al., (2006) ได้ศึกษาลักษณะทางพันธุ์ศาสตร์เพื่อดูความเชื่อมโยงดังกล่าว โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างชาวโอรังอัสลีหรือในขณะนั้นเรียกกันว่า เซมังในมาเลเซีย ผลการศึกษาพบว่า มีความเป็นไปได้ที่ชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตบริเวณคาบสมุทรมลายูอาจเป็นชาติพันธุ์เดียวที่หลงเหลืออยู่และสามารถรักษาลักษณะทางพันธุกรรมดั้งเดิมของโฮโมเซเปียนส์ที่อพยพเข้ามาบริเวณคาบสมุทรแถบนี้ในครั้งแรกไว้ได้

              ส่วนการศึกษาของนักวิชาการเกี่ยวกับความเป็นมาของการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่แถบนี้มีนักวิชาการให้ความเห็นไว้หลากหลาย ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ประเด็นแรกคือ เส้นทางอพยพเข้าสู่แหลมมลายูของชาวมานิ สันนิษฐานว่ามี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพมาจากประเทศอินโดนีเซียผ่านมาเลเซียมายังภาคใต้ของไทย อีกเส้นทางคือ อพยพมาจากประเทศจีน อินเดีย และศรีลังกา ก่อนเข้าสู่ภาคใต้ของไทย ในขณะที่นักวิชาการบางท่านมีความเห็นว่าชาวมานิเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานก่อนชนชาติอื่นทั้งหมดทั้งในพื้นที่ภาคใต้ของไทย พื้นที่บางส่วนของมาเลเซียและอินโดนีเซีย (วิสา เสกธีระ, 2557)

              ประเด็นที่ 2 ในปี พ.ศ. 2534 สุรินทร์ ภู่ขจร และคณะ (2534) ได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี และโครงกระดูกในถ้ำบริเวณเหนือคลองตง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชาวมานิอาศัยอยู่ในปัจจุบัน ผลการวิเคราะห์กะโหลกศีรษะและกรุ๊ปเลือดของโครงกระดูกที่พบสรุปได้ว่า มีลักษณะตรงกับชาวมานิที่อาศัยอยู่บริเวณภาคใต้ของไทย โดยหลักฐานทางโบราณคดีประเมินอายุได้ประมาณ 12,000 ปี (อาภรณ์ อุกฤษณ์, 2536) อย่างไรก็ตามในแหล่งโบราณคดีดังกล่าวพบร่องรอยการเข้ามาอาศัยของกลุ่มชนเชื้อสายมองโกลอยด์ก่อนการเข้ามาของชาวมานิ (วิสา เสกธีระ, 2557)

              มีงานศึกษาความเป็นมาของชาวมานิอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ งานของกุลนภา ฟู่เจริญ (2540) ได้ทำการศึกษาด้านพันธุศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของชนพื้นเมืองในประเทศไทย โดยศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมในระดับ DNA ของชาวไทยภูเขา ผู้ไท ชอง ลาวโซ่ง และชาวมานิ ผลการศึกษาระบุว่าชาวมานิมีความสัมพันธ์กับชนกลุ่มอื่น ๆ น้อยมาก แต่กลับไปคล้ายกับกลุ่มคนในออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี แอฟริกัน และชาวยุโรป

              ชาติพันธุ์มานิถือเป็นกลุ่มชนเผ่าที่ยังดำรงชีพแบบสังคมหาของป่าล่าสัตว์ (hunting and gathering society) กลุ่มสุดท้ายของไทย แม้ในปัจจุบันยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของมนุษย์ก่อนพัฒนาเข้าสู่สังคมเกษตรกรรมและสังคมเมืองในเวลาต่อมา (เกศริน มณีนูน และพวงเพ็ญ ศิริรักษ์, 2546)

                                                    

    การย้ายทับของชาวมานิถ้ำภูผาเพชร อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

    ที่มาภาพ: นฤมล ขุนวีช่วย ผู้ถ่ายภาพ (3 ตุลาคม 2562)

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ :

              สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจตั้งถิ่นฐานและการอพยพเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์มานิ-นิกริโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของทรัพยากรป่าฝนเขตร้อนในภูมิภาคแถบนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาติพันธุ์กลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบสังคมเร่ร่อนหาของป่าล่าสัตว์มาจนถึงปัจจุบัน

              ด้วยลักษณะวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมานิเป็นแบบเร่ร่อน (nomadic way of life) เป็นสังคมหาของป่าและล่าสัตว์ มีการอพยพไปตามแหล่งอาหารในฤดูกาลต่าง ๆ ทำให้ชาวมานิแต่ละกลุ่มอาจมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานที่ไม่แน่นอน จากงานวิจัยของ Carey (1976 อ้างใน วิสา เสกธีระ, 2557) เกี่ยวกับชาวมานิในมาเลเซียซึ่งมีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานเช่นเดียวกันกับชาวมานิในไทย ระบุว่า รูปแบบในการตั้งถิ่นฐานของแต่ละกลุ่มนั้นขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพของหัวหน้ากลุ่มเป็นสำคัญ และจากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิในมาเลเซียและชาวมานิกลุ่มจาไฮบริเวณจังหวัดยะลาและนราธิวาสและการสำรวจของผู้ศึกษาเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชาวมานิบริเวณเทือกเขาบรรทัด พบว่า รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

              1) กลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนหรือหาของป่าล่าสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ตั้งถิ่นฐานในป่าห่างไกลจากชุมชนแต่จะลงมาติดต่อกับชาวบ้านบ้างนาน ๆ ครั้ง กลุ่มของชาวมานิที่ใช้ชีวิตแบบนี้จะมีการตั้งถิ่นฐานในแต่ละจุดเพียงไม่กี่วัน โดยอาจยกเว้นฤดูกาลที่มีผลผลิตจากป่า เช่น ฤดูกาลผลไม้ป่า ฤดูกาลมันป่า ฤดูกาลหมูดิน เป็นต้น ในโอกาสเช่นนี้ชาวมานิจะตั้งถิ่นฐานอยู่ยาวนานชั่วระยะหนึ่งจนกว่าผลผลิตในฤดูกาลเหล่านี้จะผ่านพ้นไป แต่ในบางช่วงเวลาจะลงมาติดต่อกับชาวบ้านพื้นราบในหมู่บ้านเป็นบางครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ได้จากป่าหรือรับจ้างทำงาน 

              2) กลุ่มที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนหาของป่า-ล่าสัตว์ แต่มาตั้งถิ่นฐานใกล้กับชุมชนของชาวบ้านเพื่อแลกเปลี่ยนผลผลิตที่ได้จากป่า โดยเฉพาะน้ำผึ้ง สมุนไพร และทำงานรับจ้าง โดยงานที่ทำมักเป็นงานเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล และมีงานเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ได้มีส่วนทำให้ชาวมานิตั้งถิ่นฐานได้อย่างถาวร แต่การทำงานทำให้ได้เงินมาซื้อหาอาหารและข้าวของต่าง ๆ จากภายนอก ชาวมานิบางกลุ่มมีการตกลงกับชาวบ้านที่ทำการเกษตรเพื่อขอรับจ้างทำงานเป็นประจำทุกฤดูกาล นอกจากนี้บางกลุ่มทำการเพาะปลูกบ้างเป็นบางครั้ง ชาวมานิที่ใช้ชีวิตรูปแบบนี้จะตั้งถิ่นฐานและทำการเพาะปลูกอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นเวลานานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยสมาชิกส่วนหนึ่งจะแผ้วถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก ในขณะที่สมาชิกส่วนที่เหลือจะเดินทางไปหาของป่า-ล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร แต่สมาชิกในกลุ่มของชาวมานิมีจำนวนไม่มาก งานแผ้วถางและเพาะปลูกจึงทำได้เพียงพื้นที่ขนาดเล็ก และเมื่ออาหารในพื้นที่หมดลงทำให้ต้องเคลื่อนย้ายไปในที่แห่งใหม่โดยมักทิ้งพืชผลที่ปลูกเอาไว้และจะกลับมา ณ จุดนี้อีกครั้งเมื่อสามารถเก็บผลผลิตได้ จุดประสงค์ในการตั้งถิ่นฐานลักษณะนี้เป็นไปเพื่อให้กลุ่มได้มีเวลาพักผ่อน โดยอาจกลับมาตั้งถิ่นฐานยังจุดที่ทำการเพาะปลูกได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์ไม่ต้องเดินทางอพยพโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา แต่การทำการเพาะปลูกพร้อมทั้งการหาของป่า-ล่าสัตว์ในลักษณะนี้ให้ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรกว่านี้ได้ บ่อยครั้งที่ชาวมานิกลับมายังจุดที่ทำการเพาะปลูกและพบว่า ผลผลิตของพวกเขาโดนสัตว์ป่าหรือมนุษย์กลุ่มอื่นทำลายไปแล้ว

              3) การตั้งหลักแหล่งถาวร ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่เริ่มรู้จักการเพาะปลูกและเริ่มมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง คือ ชาวมานิกลุ่มกันซิว ที่หมู่บ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา และมานิกลุ่มแต็นแอ็นที่บ้านคลองตง ตำบลปะเหลียน จังหวัดตรัง สำหรับชาวมานิกลุ่มกันซิวนั้น เป็นชาวมานิกลุ่มแรกที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งแน่นอนและมีการรองรับทางสิทธิตามกฎหมาย โดยได้รับพระราชทานนามสกุล “ศรีธารโต” จำนวนประชากรที่มีตอนนั้นจำนวน 60 คน แต่ในระยะหลัง ๆ จำนวนประชากรเริ่มลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ได้ (วันเฉลิม จันทรากุล, 2544) เพราะมีการจัดตั้งเป็นหมู่บ้านซาไกเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้ชาวมานิ-โอรังอัสลีกลุ่มนี้ต้องพึ่งพิงสังคมภายนอก โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยว ลักษณะความเป็นอยู่ไม่สอดคล้องกับวิถีดั้งเดิม จึงมีการย้ายถิ่นไปยัง Baling รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยรัฐจัดสรรที่ทำกิน 425 ไร่ ให้สิทธิในการเป็นพลเมืองประเทศมาเลเซีย ได้รับบัตรประชาชน ได้รับการอุดหนุนครอบครัวละ 300 RM./เดือน ให้การศึกษาและรักษาพยาบาลฟรี ปัจจุบันหมู่บ้านซาไกเหลือกันอยู่เพียงแค่ 2 คนแม่กับลูก (บัณฑิต ไกรวิจิตร และคณะ, 2562) ส่วนมานิกลุ่มคลองตง  เป็นมานิอีกกลุ่มมีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งถาวร เนื่องจากเริ่มมีการเพาะปลูกและทำสวนยางพารา ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเมื่อสมัยก่อนมีกลุ่มคอมมิวนิสต์อยู่แถบเทือกเขาบรรทัด ชาวมานิยังมีชีวิตเร่ร่อนอยู่ในบริเวณป่ากว้างแถบนั้น แต่เมื่อมีการสลายตัวของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ชาวบ้านเริ่มเข้าไปจับจองพื้นที่ทำกินมากขึ้น ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ลดลง ส่งผลให้ชาวมานิต้องปรับตัวรู้จักการเพาะปลูก และไม่มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานอีกเลย (สุวัฒน์ ทองหอม, 2544) แต่มานิในกลุ่มบางคนยังเข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าและพืชสมุนไพรมาใช้บ้างบางครั้ง