ชุมชนชาติพันธุ์ : ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ละเวือะ, เลอเวือะ, ลัวะ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูด ภาษาลัวะ ภาษาไทยวน (คำเมือง) และภาษาไทย ลัวะในแต่ละหมู่บ้านแม้อยู่ใกล้กันแต่พูดด้วยสำเนียงที่ต่างกัน ภาษาเขียนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ไม่มีภาษาเขียนใช้เอง โดยการออกเสียงตามสำเนียงลัวะไม่สามารถเขียนเป็นคำที่ถูกต้องในภาษาไทยได้ทั้งหมด
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

    เอกสารของสำนักงานราชบัณฑิตสภากำหนดใช้คำว่า “เลอเวือะ” สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

    ชื่อเรียก “ละเวือะ” หรือ เลอเวือะ เมื่อเรียกตนเองโดยออกเสียงในสำเนียงละเวือะ เลอเวือะ ที่ออกเสียงใกล้เคียงกัน

    ชื่อเรียก “ลัวะ” เมื่อเรียกตนเองโดยออกเสียงเป็นคำเมือง โดยเรียกตามที่คนภายนอกเรียกให้เหมือนคำเรียก “ลัวะ” ในพื้นที่อื่นทั้งลัวะแม่ฮ่องสอน ลัวะน่าน

     

  • อื่น ๆ :

    ภาษาที่ใช้พูด

    ภาษาพูด ภาษาลัวะ ภาษาไทยวน (คำเมือง) และภาษาไทย ลัวะในแต่ละหมู่บ้านแม้อยู่ใกล้กันแต่พูดด้วยสำเนียงที่ต่างกัน ในการสื่อสารสามารถสื่อสารกันเข้าใจดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ประกอบด้วย บ้านแพะ บ้านป่าแป๋ บ้านอมพาย บ้านช่างหม้อ บ้านดง บ้านละอูบ มีความแตกต่างกันในสำเนียงและคำศัพท์บางคำ แต่สามารถเข้าใจในบริบทได้ (สัมภาษณ์ นางกลวย ทองคำมากมี วันที่ 11 มิถุนายน 2562) ส่วนกลุ่มที่ใช้ภาษาลัวะต่างกันไม่สามารถสื่อสารกันได้เข้าใจ คือ ลัวะเมืองน่าน ลัวะบ้านเมืองก๊ะ อำเภอแม่ริม ลัวะบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด ลัวะบ้านขุนคง อำเภอหางดง ลัวะบ้านหนองปื่อ อำเภอสันป่าตอง ใช้ภาษาเหนือ หรือคำเมืองในการสื่อสาร

    ส่วนการพูดคุยกับบุคคลภายนอก เช่น คนเมืองใช้ภาษาเหนือ (คำเมือง) คนไทยภาคกลาง ใช้ภาษาไทยกลางในการสื่อสารกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน จากการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่หลากหลายทำให้ลัวะบ้านมืดหลองมีความสามารถในการพูดได้หลายภาษา

     

    ภาษาที่ใช้เขียน

    ภาษาเขียนของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ไม่มีภาษาเขียนใช้เอง โดยการออกเสียงตามสำเนียงลัวะไม่สามารถเขียนเป็นคำที่ถูกต้องในภาษาไทยได้ทั้งหมด[1]  เมื่อบุตรหลานได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนตามหลักสูตร การเห็นความสำคัญของการศึกษาและส่งบุตรหลานมาเรียนในอำเภอแม่แจ่มทำให้มีความสามารถอ่านออกเขียนได้จึงใช้ภาษาไทยเป็นภาษาเขียนถึงปัจจุบัน

     

    [1] ในระเบียนข้อมูลนี้ ผู้สำรวจใช้การเขียนตามเสียงและสำเนียงที่ได้ยินจากลัวะบ้านมืดหลอง

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ดร.นางสุวิภา จำปาวัลย์  นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    ปีงบประมาณ 2562  อัพโหลดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2564 

    บรรณานุกรม

    จรัญญา สีพาแลว. การทอผ้าของชาวละว้าเมืองมืดหลอง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2545.

    ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ”. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน), 2555.

    บรีด้า บุคลี, นุสรา เตียงเกตุ และ อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา. ลัวะ. เชียงใหม่: ดิบดีการพิมพ์, 2560.

    ปิชญา ตะนอย. สะมัง: ผู้นำตามประเพณีในกระแสความทันสมัยของชุมชนลัวะบ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2560.

    สำนักงานราชบัณฑิตสภา. คู่มือระบบการเขียนภาษาเลอเวือะอักษรไทย. นนทบุรี: สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, 2558.

     เอกสารอ้างอิงอื่นๆ

    ข้อมูลจาก องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. ข้อมูลประชากร.  http://www.bantub.go.th/condition.php สืบค้นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 (อ้างอิงจาก สำนักทะเบียนอำเภอแม่แจ่ม สำรวจ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560)

     

     ผู้ให้สัมภาษณ์

    นางบุญเพลิน ประชามีบุญ อายุ 49 ปี วันที่ 21 สิงหาคม 2561

    นายดี เกตุรัตนสมบูรณ์ อายุ 49 ปี วันที่ 21 สิงหาคม 2561

    นายคำนาย ทองคำมากมี อายุ 53 ปี วันที่ 23 เมษายน 2562

    นางกลวย ทองคำมากมี อายุ 50 ปี วันที่ 11 มิถุนายน 2562

    นายเดชา เตียงเกตุ อายุ 56 ปี วันที่ 21 สิงหาคม 2561

    นายเกริก อัครชิโนเรศ อายุ 58 ปี วันที่ 6 มิถุนายน 2562

ชุดข้อมูล : รายงานวิจัยเรื่อง การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทย และลาว

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เชียงใหม่ แม่แจ่ม บ้านทับ มืดหลอง106298  
ที่มา:

สุวิภา จำปาวัลย์. (2562). การปรับตัวในมิติความเชื่อและพิธีกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในประเทศไทยและลาว. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


  • บทนำ :

    บ้านมืดหลอง หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านทัพ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนภูเขาสูงเขตรอยต่อกับอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีระยะทางห่างจากตัวอำเภอแม่แจ่ม 45 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางราว 1-2 ชั่วโมง โดยเส้นทางราดยางเป็นบางช่วง ในฤดูฝนเส้นทางที่เป็นดินโคลนทำให้การเดินทางด้วยความยากลำบาก ต้องใช้โซ่พันล้อรถยนต์ผ่านเส้นทางโคลนและขึ้นเขา  

    อาณาเขตบ้านมืดหลอง

    ทิศเหนือ            ติดกับ บ้านกอกน้อย (ลัวะ) ตำบลปางหินฝน

    ทิศใต้                ติดกับ บ้านแม่ป๊อก-ห้วยหวาย (กะเหรี่ยง) ตำบลบ้านทับ

    ทิศตะวันออก       ติดกับ บ้านเฮาะเก่า (ลัวะ) ตำบลปางหินฝน

    ทิศตะวันตก        ติดกับ บ้านเซโตซา (กะเหรี่ยง) ตำบลปางหินฝน

    บ้านมืดหลองเป็น 1 ใน 5 หมู่บ้านของอำเภอแม่แจ่มที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ซึ่งประกอบด้วย (1) บ้านมืดหลอง (2) บ้านเฮาะ (3) บ้านกอกน้อย (4) บ้านของ และ(5) บ้านแปะ กระจายอยู่ในเขตตำบลบ้านทับ และตำบลปางหินฝน ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงและลาดชันถึงร้อยละ 85 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าที่ถางเป็นพื้นที่ปลูกพืช และปลูกข้าวไร่ มีลำห้วยทั้งหมด 9 ลำห้วย

     

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) :

    ประวัติและที่มา

    ประวัติความเป็นมาเรื่องการย้ายหมู่บ้านครั้งล่าสุด คือ การย้ายหมู่บ้านลงมาจากที่สูงเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำ การย้ายลงมาอยู่ด้านล่าง คือ ที่ตั้งของบ้านมืดหลองในปัจจุบัน จากการสัมภาษณ์ นายคำนาย ทองคำมากมี (วันที่ 11 มิถุนายน 2562) เรื่องประวัติของหมู่บ้านมืดหลองที่เคยรับฟังมาจากผู้สูงอายุที่เล่าต่อกันมา ว่าตั้งชื่อหมู่บ้านและชื่อตระกูลตามชื่อของคนที่มาอยู่ก่อน ผู้ตั้งบ้านมืดหลอง ชื่อ “พลอง” คนที่อยู่ในรุ่นต่อมาจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า เยืองมะพลอง ต่อมาออกเสียงเป็นภาษาไทยชื่อ “บ้านมืดหลอง” ส่วนชื่อตระกูลหรือกลุ่มคนที่เลี้ยงผีเดียวกันยังคงสำเนียงเดิมไว้ เรียกชื่อตระกูลว่า เยืองมะพลอง   

    ปัจจุบันบ้านมืดหลองมีการตั้งถิ่นฐานจำนวน 106 หลังคาเรือน จากการสัมภาษณ์ นางบุญเพลิน ประชามีบุญ (วันที่ 21 สิงหาคม 2561) มีกลุ่มที่เป็นลัวะที่ต้องทำพิธีเลี้ยงผี 25 หลังคาเรือน การมีคนในกลุ่มชาติพันธุ์อื่นมาอยู่ร่วมในหมู่บ้านด้วยการแต่งงานกัน ทำให้ลัวะในพื้นที่จำแนกกลุ่มคนในหมู่บ้านตามตระกูลที่มาจากหมู่บ้านต่าง ๆ โดยคำว่า เยือง หมายถึง บ้าน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

    1. เยืองมะพลอง คือ กลุ่มสะมาง เป็นสายตรงของการเลี้ยงผีบ้านมืดหลอง มี 25 หลังคาเรือน
    2. เยืองเหงียก คือ กลุ่มลัวะที่มาจากบ้านเหงียก หรืออยู่ในตระกูลเหงียก
    3. เยืองเดียม คือ กลุ่มชาตืพันธุ์ลัวะบ้านเดียมมาอยู่บ้านมืดหลอง
    4. เยืองแซม (เชื้อสยาม) เป็นคนเมือง หรือคนที่ราบ ที่มาอยู่ร่วมกันในหมู่บ้าน

    จากการสำรวจของ จันทรบูรณ์ สุทธิ และคณะ (2539) กล่าวว่ามีกลุ่มเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในเขตแม่ฮ่องสอน จำนวน 24 กลุ่มเครือญาติ โดยมี ยงญัก(เงี้ยก) และ ยงเดียม (สำเนียงบ้านมืดหลองออกเสียงว่าเยืองเหงียก และเยืองเดียม) เป็น 2 กลุ่มที่รวมอยู่ในนั้น และทั้งสองกลุ่มได้มาอยู่รวมกับเยืองมะพลองซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในบ้านมืดหลอง ในการอยู่รวมกันได้เลี้ยงผีประจำแต่ละกลุ่ม หรือตามตระกูลของตน

     มิติทางประวัติศาสตร์

    การอธิบายประวัติศาสตร์ของบ้านมืดหลองโดยนักวิชาการได้กล่าวย้อนไปถึงยุคตำนานที่เกี่ยวข้องกับขุนหลวงวิลังคะ และพระนางจามเทวี สงครามระหว่างชาวลัวะกับมอญหริภุญไชย เมื่อลัวะแพ้ศึกสงครามได้หลบหนีขึ้นมาอยู่บนภูเขา เป็นชุดความรู้ที่นิยมนำมาอธิบายประวัติศาสตร์ลัวะที่พบทั้งในพื้นที่ราบโดยกลุ่มชาติพันธุ์ไทยวน และกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบนพื้นที่สูง จากการศึกษาของ ปิชญา ตะนอย (2560: 30-31) ในกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านป่าแป๋ แม่ฮ่องสอนมีตำนานขุนหลวงวิลังคะที่มีเนื้อหาคล้ายกับตำนานพระนางจามเทวีที่เป็นตำนานในพื้นที่ราบลุ่มเชียงใหม่-ลำพูน โดยมีความแตกต่างกันในรายละเอียดที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนพื้นที่สูงและคนพื้นที่ราบ ซึ่งสาระสำคัญของการเล่าตำนานนี้เพื่อกล่าวถึงเหตุที่กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะต้องอพยพขึ้นสูงพื้นที่สูงของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบนดอยในเขตแม่แจ่มและแม่ฮ่องสอนทั้งหมด และในประเด็นของลัวะบ้านป่าแป๋ คือ คนลัวะต้องนับถือสะมัง ซึ่งเป็นตระกูลขุนของลัวะ และเป็นตระกูลขุนที่เป็นลูกน้องของขุนหลวงวิลังคะ เพื่อให้ความสำคัญของตระกูลขุนเป็นการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้นำในแต่ละชุมชน

    ส่วนการรับรู้เรื่องขุนหลวงวิลังคะตามมิติทางประวัติศาสตร์ของลัวะบ้านมืดหลอง จากการสัมภาษณ์ นางบุญเพลิน ประชามีบุญ (วันที่ 21 สิงหาคม 2561) และนายคำนาย ทองคำมากมี (วันที่ 11 สิงหาคม 2562) ได้รับรู้เรื่องขุนหลวงวิลังคะจากผู้สูงอายุที่เล่าต่อกันมากล่าวว่าในอดีตกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อมีคนเมืองหรือกลุ่มชาติพันธุ์ไทมาอยู่แทนคนลัวะจึงอพยพขึ้นบนดอยทั้งหมด มีวัดในเมืองเชียงใหม่ที่คนลัวะมีส่วนร่วมในการสร้าง คือ วัดเจดีย์หลวง จนถึงปัจจุบันลูกหลานบ้านมืดหลองที่มาเรียนหนังสือหรือมาทำงานในเมืองเชียงใหม่ได้มาร่วมประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขิลเป็นประจำทุกปี ด้วยความเชื่อว่าเป็นวัดที่บรรพบุรุษลัวะได้มีส่วนร่วมในการสร้างวัดด้วย

    รายละเอียดของตำนานในความทรงจำของคนในพื้นที่ที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมา คือ ขุนหลวงวิลังคะต่อสู้กับนางจามเทวี ต่อมานางจามเทวีได้ใช้เลือดประจำเดือนใส่ผ้ามอบให้ขุนหลวง ทำให้อำนาจเสื่อมลง จึงพุ่งดาบไปที่บ้านเมืองของนางจามเทวีไม่ถึงที่นางอยู่ ขุนหลวงพ่ายแพ้ ได้เสียชีวิตและฝังไว้ที่เป็นบ้านเมืองก๊ะมาถึงทุกวันนี้ การรับรู้ข้อมูลเรื่องบ้านเมืองก๊ะที่บ้านมืดหลองเกิดขึ้นเมื่อได้สร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ ได้มีโอกาสเดินทางไปถึงบ้านแม่ก๊ะ อำเภอแม่ริม จึงได้รับรู้ข้อมูลเรื่องขุนหลวงวิลังคะเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) :

    อัตลักษณ์

    อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านมืดหลองที่ยังคงรักษาไว้อย่างเคร่งครัด คือ การแต่งกาย และความสามารถด้านการทอผ้าทำให้สิ่งทอที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีความโดดเด่น ผู้หญิงต้องทอผ้าเตรียมไว้จำนวนมาก เพื่อเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนตั้งแต่ผ้าห่ม เสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัว ของใช้เด็ก ของใช้พิธีกรรม ของใช้ในงานแต่งงาน ของใช้ในงานศพ ทำให้อัตลักษณ์ด้านการทอผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านมืดหลองมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในเครื่องแต่งกาย

    ด้านภาษาพูดที่แตกต่างกันกับที่อื่น ลัวะแต่ละตระกูลที่อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ จะมีสำเนียงการพูดที่ต่างกันบ้าง ทำให้รู้ว่าเป็นสมาชิกหมู่บ้านใด

     อาชีพ

    อาชีพหลักของต่ละครอบครัว คือ การทำไร่ข้าวสำหรับริโภคในครัวเรือน และปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ปลูกกะหล่ำ ข้าวโพด ถั่วดิน ฟักทอง สำหรับจำหน่าย

    กลุ่มแม่บ้านเมื่อว่างเว้นจากงานด้านการเกษตรแล้ว จะปลูกฝ้ายไว้สำหรับทอผ้าประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้ในครัวเรือน ปัจจุบันได้ทอสำหรับจำหน่ายสำหรับผู้ที่สนใจเครื่องแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะ โดยส่งขายยังเครือข่ายในเมืองเชียงใหม่

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) :

    ระบบเครือญาติ นับถือญาติฝ่ายพ่อ เมื่อแต่งงานแล้วให้ผู้หญิงมาอยู่กับครอบครัวฝ่ายชาย ส่วนลูกสาวที่แต่งงานแล้วไปอยู่ที่อื่นได้ แต่ลูกชายต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่ เพื่อเป็นผู้สืบทอดประเพณีพิธีกรรม หรือหากลูกสาวแต่งงานแล้วพาสามีมาอยู่ด้วยได้ในฐานะสมาชิกใหม่ที่ต้องช่วยกันทำงาน

    ในระบบเครือญาติ ผู้หญิงส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านอื่น หากคนในหมู่บ้านเดียวกันที่ต้องการแต่งงานกันต้องมิใช่ญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ด้วยความเชื่อว่าหากลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกันจะได้เชื้อสายที่ไม่ดีผีจะมากวนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาจทำให้ลูกของพวกเขาที่เกิดมาเจ็บป่วย ไม่แข็งแรง

    เรื่องเครือญาติกับการใช้นามสกุล ในอดีตใช้นามสกุล ตะนาย เป็นครอบครัวใหญ่ ต่อมาพอแยกครอบครัวได้ตั้งนามสกุลขึ้นเอง เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมา โดยเลือกความหมายที่ดี ที่เหมาะสมตามความพอใจ การแยกตั้งนามสกุลใหม่ไม่เป็นอุปสรรคในการรู้จักกันในฐานะเครือญาติ เนื่องจากกลุ่มเครือญาติ พี่น้องได้พบปะกันตลอด เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะมีประชากรไม่มาก การเดินทางไปที่ไหนจะมีเครือญาติให้การช่วยเหลือไม่ทอดทิ้งกัน กลุ่มเครือญาติในรุ่นหลังจะมีพ่อแม่คอยบอกแนะนำให้รู้จักกันไว้

  • การสืบผีและมรดกของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) :

    การสืบผีและสายสกุล

    เรื่องการนับถือผี เป็นหน้าที่ของ “สะมาง” ทุกกลุ่มตระกูลเป็นผู้นำ ทุกครอบครัวต้องถ่ายทอด สั่งสอนให้ลูกทุกคน โดยพ่อแม่สอนมีหน้าที่สอนให้ลูกตั้งแต่ อายุประมาณ 10 ปี ในเรื่องขั้นตอน และวิธีการประกอบพิธีกรรม พ่อจะสอนเด็กผู้ชายที่จะสืบเชื้อสาย ตามบทบาทหน้าที่ของพ่อเป็นคนเลี้ยงผี ดูแลครอบครัว ต้องสอนให้ลูกชายเป็นผู้นำการสืบทอดตำแหน่งสะมางต้องเป็นเชื้อสายตรง เป็นลูกชายของสะมางเท่านั้น

    ส่วนแม่สอนลูกสาวเรื่องการทอผ้า เครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย เพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อแต่งงานแล้วไปอยู่กับสามีที่บ้านอื่น อาจไปนับถือผีตามสามี ซึ่งอาจจะเป็นสะมางหมู่บ้านอื่น เป็นกลุ่มตระกูลเยืองเหงียก หรือ เยืองแซม ก็ได้ ในการสืบสายสกุลหากเป็นลูกชายจะแต่งกับใครก็ได้ เพราะนับถือเชื้อสายหรือสืบเชื้อสายทางผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะไปนับถือผีตามสามี หรือหากไม่มีจะกลับมานับถือผีที่หมู่บ้านเดิมของตนก็ได้

  • การแต่งกายของชุมชนชาติพันธุ์ลัวะ (บ้านมืดหลอง ต.บ้านทับ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่) :

    การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านมืดหลองมีอัตลักษณ์ชัดเจน เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะในอำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สามารถหยิบยืมและผสมผสานวัฒนธรรมการทอผ้า การแต่งกายกับกลุ่มชาติพันธุ์ปาเกอญอที่อยู่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถทอผ้าใส่เอง จึงสามารถสร้างสรรค์ลวดลายบนผืนผ้า ด้วยเทคนิคการย้อม การมัดหมี่ การตัดเย็บ การปักผ้า ตลอดจนการใช้ผ้าในพิธีกรรมได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องตามความคิดความเชื่อของชาติพันธุ์

         

    ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านมืดหลอง ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก

    ที่มา: อุบลรัตน์ หยาใส่ ถ่ายเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562

     

    ผู้ชาย นุ่งเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว กางเกงสะดอหรือกางเกงขาก๊วยสีขาวเช่นเดียวกัน ในตอนทำพิธีกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะพิธีนกสไป๊ท์ หรือทำพิธีเลี้ยงเสาสะกางต้องมีการแต่งกายที่พิเศษ คือ โพกศีรษะด้วยผ้าสีชมพู และมีผ้าไหมสีสวยงามทอเป็นผ้าลายตารางคล้ายผ้าขาวม้าสะพายข้าง จากการสัมภาษณ์ นางกลวย ทองคำมากมี กล่าวว่าเป็นผ้าไหมที่ซื้อเป็นม้วนมาจากอำเภอสันกำแพงในราคาสูง ที่ต้องทอพิเศษเป็นม้วนใหญ่ นำมาตัดแบ่งสำหรับผู้ชายใช้ในพิธีกรรม (เมื่อตัดแบ่งแล้วเฉลี่ยราคาผืนละ 1,500 บาท)

    ในการใช้ชีวิตประจำวันต้องทำไร่ ทำสวน ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะสวมเสื้อผ้าปกติที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด เป็นการแต่งกายในลักษณะเดียวกับคนพื้นราบทั่วไป

    ในอดีตผู้หญิงจะแต่งกายด้วยชุดประจำกลุ่มชาติพันธุ์ในชีวิตประจำวัน แต่ในปัจจุบันจะแต่งกายเฉพาะในโอกาสพิเศษ ที่มีความโดดเด่น คือ

    เสื้อ ผู้หญิงนุ่งเสื้อผ้าตัดเย็บจากผ้าฝ้ายสีขาว เย็บติดกันเว้นช่องสำหรับสวมศีรษะ มีรูปแบบเดียวกับการเย็บเสื้อของกลุ่มชาติพันธุ์ปาเกอญอ มีเทคนิคการปักขอบแขน คอเสื้อ มีปลอกแขนสีฟ้า

    ผ้าโพกศีรษะ หากเป็นแม่บ้านจะใส่ผ้าโพกศีรษะที่ไม่พิถีพิถันนัก ต่างจากสาวรุ่น จะใส่สีขาวกับสีแดง ส่วนเสื้อจะสวมสีขาวเช่นเดียวกันหมด สิ่งที่แยกระหว่างสาวรุ่น และผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว คือ ตุ้มหูถ้าเป็นสาวรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงานจะใส่ลูกปัดสีร้อยเป็นโยงระหว่างต่างหูทั้งสองข้างใต้คาง และมีเส้นพู่ห้อยลงมา หากแต่งงานแล้วจะสวมตุ้มหูธรรมดา

    นุ่งผ้าซิ่นทอลายสีดำ คราม แดง และขาว ขนาดพอดีตัวไม่พับทบเหมือนซิ่นทั่วไป ลักษณะพอดีตัวคล้ายกระโปรง เทคนิคการทอแบบมัดหมี่เป็นฝ้ายสลับช่วงสี มีสีดำเป็นพื้น สลับแดงดําเรียกว่า “ลายเม็ดซุย” สีสลับลายมัดหมี่คราม-ขาว และแดง-ขาวเป็นช่วง แดงเรียกลายน้ำทะเลมีลักษณะพุ่งขึ้น เนื่องจากผ้าซิ่นมีความยาวเลยเข่าลงมาทำให้ผู้หญิงต้องใช้ผ้าพื้นสีดำพันน่องไว้ ร่วมกับปลอกแข้งเรียกว่า “สกูล”

       

    เครื่องแต่งกายของหญิงชาวลัวะ ประกอบด้วยเสื้อขาว ปลอกแขน ผ้าซิ่น ปลอกแข้ง ผ้าพันขา เพื่อให้สะดวก รัดกุม และปลอดภัย ในการทำงานไร่ งานสวน และการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนเครื่องประดับ มีต่างหูเงิน สร้อยลูกปัดสีแดง สร้อยเงิน การใส่เครื่องประดับส่วนหนึ่งเพื่อแสดงฐานะ

     

       

    ปลอกแข้งหรือสกูล เป็นชุดสำหรับใส่ตั้งแต่เข่าลงมา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บจากการหกล้ม หรือเข่ากระแทก ส่วนบนสุดทำจากเส้นลวดสีทองพันรอบวงแกนในที่ทำจากหวาย ส่วนวงสีดำขนาดเป็นเส้นบางทำจากฝ้ายที่พันเป็นวงกลมแล้วทารักสีดำเคลือบหนา 

     

     

    นอกจากผ้าสำหรับเครื่องแต่งกายแล้ว ผู้เป็นแม่ต้องทอผ้าต่วนที่จกลายเตรียมให้ลูกชายที่จะออกเรือน ส่วนลูกผู้หญิงต้องทอผ้าไว้มาก ๆ สำหรับให้ญาติพี่น้องทุกคน ในชีวิตประจำวันของคนในชุมชน ต้องมีชุดลัวะโดยมีเสื้ออย่างน้อย 3 ตัวต่อคน มีซิ่น 3 ผืน ถุงย่าม 7 ใบ ผ้าห่มแดง 1 ผืน

    การทอผ้าและตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นงานที่ผู้หญิงทุกคนต้องทำได้ รวมทั้งการทอและตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูก ให้สามี ให้ตนเอง ให้แม่ ทำให้คนในครอบครัวมีเสื้อผ้าครบ ที่มีอยู่แล้วอาจจะทอเพิ่มให้อีก

    เครื่องเงินและเครื่องประดับ

    เงินได้มาจากเงินแถบ เงินรูปี เช่น เงินแถบ 1 แถบ มีค่าเท่ากับ 500 บาท ทำกล้องสูบยา (กล้องบูยา) ใช้ 5 แถบ ทำตุ้มหูใช้ 3 แถบ จะได้อันใหญ่งาม