กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : ลัวะ (พะล็อก บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ลัวะ (พะล็อก)
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ลัวะน้อย, ลเวือะ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ในปัจจุบันไม่สามารถพูดหรือเขียนภาษาตนเองได้ ทราบเพียงบางคำ
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              การเรียกชื่อตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์พะล็อก
              เมื่อปี พ.ศ.2529 ชาญชัย จิรวรรธนกิจ  ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยของชาวลัวะในภาคเหนือของประเทศไทย” ที่หมู่บ้านเมืองก๊ะ  ระบุว่าชาวบ้านที่หมู่บ้านนี้เป็น “ชาวลัวะ”  ในหนังสือเรื่อง “ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ””  โดยฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ  ได้อ้างตามและระบุด้วยว่า  ลัวะบ้านเมืองก๊ะเรียกตนเองว่า “ลเวือะ” (ฉวีวรรณ ประจบเหมาะ, 2555: 193) 
              ในช่วงแรกที่ผู้เขียนเข้าไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านเมืองก๊ะ ชาวบ้านเรียกตนเองว่า “ลัวะ” ไม่ใช่ “ลเวือะ” และคนนอก (คนไทยล้านนา) ก็เรียกคนในหมู่บ้านนี้ว่าเป็น “ลัวะ”  แต่จากการเก็บข้อมูลสักระยะ  จึงได้ถามถึงชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้นายศรี ดอยคำ (อายุ 84 ปี) และนางนวล ดอยคำ (อายุ 83 ปี) บอกว่าจริงๆ แล้วคนในหมู่บ้านเรียกตนเองว่า “พะล็อก”  ส่วนชื่อเรียกว่า “ลัวะ” เป็นชื่อที่คนภายนอกเรียกกัน แต่คนรุ่นหลังก็ถือว่าตนเองเป็น “ลัวะ” ด้วย  ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะนายไพศาล ไทยใหม่ ถือว่า “พะล็อกเป็นลัวะน้อย” 
              การที่คนภายนอกเรียกว่า “ลัวะ” และชาวบ้านก็เรียกตนเองว่า "ลัวะ" นั้น อาจเริ่มต้นเมื่อราว 50 ปีก่อน หรือราวทศวรรษ 1970 (พ.ศ.2513) เพราะงานวิจัยรุ่นแรกๆ ที่ศึกษาเรื่อง “พะล็อก” ปรากฏในช่วงเวลานั้น  ที่สำคัญคืองานของ Gebhard Flatz  ซึ่งชาวบ้านที่บ้านปางไฮ บ้านคา และบ้านลัก ยังเรียกตนเองว่า “พะล็อก” (Phalok)  กลุ่มบ้านข้างต้นถือเป็นเครือญาติกันกับบ้านเมืองก๊ะ ชาวบ้านเล่าเสมอว่ามีญาติอยู่ตามหมู่บ้านข้างต้น  แต่ในสมัยนั้นไม่มีนักวิชาการที่ศึกษาบ้านเมืองก๊ะเลย  และหลังจากนั้นมาอีกไม่กี่ปีพบว่า  ไม่มีงานศึกษาที่เรียกชาวบ้านกลุ่มนี้ว่า "พะล็อก" อีก  แต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อเป็นลัวะทั้งสิ้น 
              เป็นเรื่องยากที่จะหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงจากชื่อเรียก “พะล็อก” มาเป็น “ลัวะ”  แต่อาจเกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางสังคม  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ในพื้นที่สาธารณะเช่นอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน และในงานพิธีกรรมไหว้ขุนหลวงวิลังคะ ชาวบ้านเป็นลัวะ  ดังนั้น  การแสดงว่าเป็นพะล็อกหรือลัวะจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเรื่องเวลาและสถานที่ 
    จากการสังเกตในแง่ของการเรียกชื่อตนเองนั้น พบว่า ผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่มีอายุราว 50-80 ปีเท่านั้นที่จะทราบว่าตนเองเป็นพะล็อก  ส่วนชาวบ้านที่อายุน้อยกว่านี้มักรับรู้ว่าเป็นลัวะ  ทั้งนี้  เพราะคนเฒ่าคนแก่ไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องพะล็อกให้ฟัง  นอกจากคนพะล็อกแล้ว ในหมู่บ้านยังมีคนเมือง (คนไทยเหนือ) ที่แต่งงานเข้ามา นายไพศาล ไทยใหม่  ให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่ามีราว 10-20 เปอร์เซ็นต์ และในสมัยก่อนเคยมีขมุเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านด้วย  แต่มีจำนวนน้อย บางคนได้แต่งงานกับคนในท้องถิ่น เช่น นางนวล ดอยคำ อายุ 83 ปี มีพ่อเป็นขมุและมีแม่เป็นพะล็อก เป็นต้น 
              นอกจากในเขตเชียงใหม่แล้ว พบว่า ในประเทศพม่า “พะโลก” (Parauk) เป็นชื่อหนึ่งที่ทางการใช้เรียก “ว้า” (Wa)  มีประชากรประมาณ 400,000 คน (ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2000)  อาศัยอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกของรัฐฉาน  และทางตอนเหนือของแม่น้ำสาละวิน รัฐเชียงตุง  โดยมีสำเนียงย่อยประมาณ 70 สำเนียง (Lewis, 2013)  แสดงว่าอาจมีความสัมพันธ์กันบางอย่าง 

     

  • อื่น ๆ :

              คำศัพท์ของพะล็อกบ้านเมืองก๊ะนี้  ได้มาจากการสัมภาษณ์นายศรี เกิด พ.ศ.2469 และนางนวล ดอยคำ เกิดเมื่อ พ.ศ.2470 อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 3 ม.5 บ้านเมืองก๊ะ ปัจจุบันทั้งสองคนจดจำคำศัพท์ได้มีดังนี้

    ภาษาไทย

    ภาษาพะล็อก

     

    ภาษาไทย

    ภาษาพะล็อก

    ปลา

    ก๊ะ

     

    คนเมือง

    เซม

    กวาง

    จ๊าก

     

    ลัวะ

    พะล็อก

    วัว

    มู

     

    คน

    พุย

    ควาย

    กร๊าก

     

    ไทใหญ่/เงี้ยว

    เค

    หมู

    ลึก

     

    กะเหรี่ยง

    ยาง

    ไก่

    เยือย

     

    ภูเขา

    ฮึก็อง

    เป็ด

    อั๊บ

     

    ภูเขาลูกใหญ่

    ฮึก็องตุง

    เสือ

    ไว้

     

    ภูเขาลูกเล็ก

    ฮึก็องแปด

    บ้าน

    ญะ

     

    ที่ราบ

    เปียง

    หมู่บ้าน

    ยวง

     

    ที่ไร่

    ไม

    หมู่บ้านคนเมืพอง

    ยวงเซม

     

    ที่นา

    ตง

    ผี

    จ๊ะ

     

    ข้าว

    เงาะ

    ผีลัวะ

    จ๊ะพะล็อก

     

    ข้าวเหนียว

    เงาะพิ

    ห้วย

    อูม

     

    ข้าวเจ้า

    เงาะนุม

    แม่น้ำปิง

    อูมปิง

     

    กินข้าว

    ซอมเอิ้บ

    ต้นไม้

    เคาะ

     

    ไปไหน

    ฮูละไว

    เผือก

    พะมน

     

    ไป

    ฮู

    มัน

    อุม

     

    ไปวัด

    ฮูวัด

    ฟัก

    เด่อะ

     

    ทวด

    ก็วด

    เกลือ

    กี๋

     

    ปู่/ตา

    ด่ะ

    เช้า

    จง

     

    ย่า/ยาย

    ยะ

    กลางวัน

    งิ

     

    ลุง

    ตึง

    เย็น

    หรอย

     

    ป้า

    ตึง

    ช้อน

    กะซ็อก

     

    พี่

    เฮะ

    ดวงตา/ตา

    มะงาย

     

    แขน

    ดิ

    คิ้ว

    กิ้ว

     

    ไหล่

    ปัง

    จมูก

    หมุย

     

    นิ้ว

    เล่ยดิ

    ปาก

    หมวย

     

    ฟัน

    เบง

    คาง

    ฮึมกาบ

     

    ลิ้น

    ดาก

    หู

    หยอก

     

    ผมหงอก

    หึก

    คอ

    หงอก

     

    ลำตัว

    เหอะ

    ผม

    หึก

     

    ขา

    หวั่ง

    เข่า

    หงอง

     

    สว่าง

    ลังพี

    ตีน

    จ๋อง

     

    หลังคา

    เปิงปง

    นิ้วเท้า

    เล่ยจ๋อง

     

    มุง

    ปง

    อวัยวะเพศชาย

    กึ

     

    ฟาก

    หมุ่ย

    ลูกอัณฑะ

    บะก้า

     

    เสา

    ลงยะ

    อวัยวะเพศหญิง

    แกะ

     

    บันได

    บอง

    ก้น

    โต๊ะ

     

    ถ้วยดิน

    ถ้วยเดะ

    นม

    แมม

     

    ดื่มน้ำ

    เยาะอม

    หลัง

    ฮึมกอง

     

    ดิน

    เดะ

    เอว

    ยอง

     

    น้ำ

    อม/อูม

    เจ็บเอว

    ซึยอง

     

    ลม

    เบิง

    เจ็บ

    ซึ

     

    ไฟ

    มอ

    นอน

    อิด

     

    หายใจ

    พม

    ไปนอน

    พูอิด

     

    ตาย

    ยุง

    หมอน

    หงอง

     

    เขียด

    ลูกกะ

    ผ้าห่ม

    โพ๊ะ

     

    0

    ศูนย์

    ฟูก/สะลี

    บือ

     

    1

    ติ่

    คบเพลิง

    เจาะง้อ

     

    2

    อา

    ลูกอ็อด

    เลอ

     

    3

    ออย

    สาหร่าย

    เจิ่นเตา

     

    4

    ปุน

    หมาก

    ลอเคาะ

     

    5

    เอิน

    เคี้ยวหมาก

    ซอมลอเคาะ

     

    6

    หลี

    ปู

    เปาะ

     

    7

    อ้าหลี

    เมี่ยง

    เมียม

     

    8

    ดิ่

    อมเมี่ยง

    วอยเมียม

     

    9

    ดิม

    ส้ม

    นะ

     

    10

    คอ

    ฝาด

    ซิก

     

    11

    คอติ่

    เปรี้ยว

    ซิก

     

    12

    คอละอา

    หวาน

    เดะเออะ

     

    13

    คอละออย

    เค็ม

    ก้า

     

    14

    คอละปุน

    อ้อย

    องเกง

     

    15

    คอละเอิน

    ปีนี้

    มะนึน

     

    20

    ไง

    หน้าฝน

    เละพิ

     

    21

    ไงติ่

    หน้าร้อน

    ก่วยพิ

     

    30

    งอย

    หน้าหนาว

    ก็วดพิ

     

    31

    งอยติ่

    ปีที่แล้ว

    บะอืนเก๊าะ

     

    40

    ละบน

    ประเดี๋ยว

    ปะเดี่ย

     

    50

    ละเวิน

    เขา

    มิ

     

    60

    ละเวินงิ

    มะม่วง

    ปึบี

     

    70

    ละอาหงี

    มะละกอ

    ตำปอ

     

    80

    ดิ

    พริก

    พีก

     

    81

    ดิติ่

    น้ำพริก

    ปี่เจิ่น

     

    90

    ดิม

    ปลาไหล

    กะเจง

     

    100

    พะหยา

    เรา

    เฮอะ

     

    1,000

    กิ่ด

    เครือเถา

    เย็น

     

    10,000

    หงิน

    หอก

    ปิ

     

    100,000

    ติ่แสน

    มืด

    เดิมพี

     

    1,000,000

    ติ่ล้าน

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย อาจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    • กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีโครงการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่ดอยสุเทพ. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2553. (เอกสารอัดสำเนา)
    • ไกรศรี นิมมานเหมินท์. กาพย์เจี้ยจามเทวีและวิรังคะ. กรุงเทพฯ : พี.เอ.ลีฟวิ่ง, 2533.
    • ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ”. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2555. 
    • พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. การสร้างภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวเขา” ระหว่างทศวรรษ 2420 ถึง 2520. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. 
    • พันแสงรุ้ง: ปลังในเมือง. รายการพันแสงรุ้ง. ออกอากาศวันที่ 23 กันยายน 2555. 
    • พันธ์ธน บัวระพวน. ตำนานเจ้าพ่อขุนหลวงวิรังก๊ะ. เชียงใหม่ (เอกสารอัดสำเนา), 2549.
    • ไพศาล ไทยใหม่. ประวัติศาสตร์ขุนหลวงวิลังคะกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนบ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2547. 
    • Flatz, Gebhard. “The Khalo or Mae Rim Lawa, a remnant of the Lawa population of Northern Thailand”, Journal of Siam Society. (58) 2, 1970, pp. 87-104. 
    • Lewis, M. Paul, Gary F. Simons, and Charles D. Fennig (eds.). 2013. Ethnologue: Languages of the World, Seventeenth edition. Dallas, Texas: SIL International. Online version: http://www.ethnologue.com. ใน Ethnologue: Languages of the World. http://www.ethnologue.com/language/prk/***EDITION***. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 15 กุมภาพันธุ์ 2556.


    สัมภาษณ์ 

    • นายก๋อง ปัญญานวล, อายุประมาณ 60 ปี, (ชาวพะล็อก). ชาวบ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2556.
    • นางจันทร์สม นุตตะระ, อายุ 55 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 10 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 6 พฤษภาคม 2556. 
    • นายชัชวาล  ใหม่เฟย (หนานน้อย), อายุ 49 ปี, (คนเมือง), ปัจจุบันเป็นมัคทายกวัดเมืองก๊ะ และเป็น    ผู้ช่วยรวบรวมข้อมูล. บ้านเลขที่ 41 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์    ระหว่างวันที่ 23 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2556. 
    • นายเดช อินต๊ะรัง, อายุประมาณ 50 ปี, (ชาวพะล็อก). ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 6 พฤษภาคม 2556.
    • พระบุญศรี จิตตะปัญโญ, อายุประมาณ 70 ปี, (คนเมือง), เจ้าอาวาสวัดเมืองก๊ะ. วัดเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 23 เมษายน 2556.
    • นายปัน เหลาเสือ, อายุ 65 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 2/2 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2556.
    • นายปัญญา ฤทธิกุลพนา, อายุประมาณ 50 ปี, (ชาวพะล็อก), แพทย์ประจำตำบล. บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 4 พฤษภาคม 2556.
    • นายพวน ดอยคำ, อายุ 64 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 3 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่.     สัมภาษณ์วันที่ 4 พฤษภาคม 2556.
    • นายไพศาล ไทยใหม่, อายุประมาณ 45 ปี, (ชาวพะล็อก). ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์ระหว่างวันที่ 23 เมษายน – 7 พฤษภาคม 2556.
    • นางนวล  ดอยคำ, อายุ 86 ปี, (ชาวพะล็อก+ขมุ). บ้านเลขที่ 3 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์ วันที่ 23-25 เมษายน, วันที่ 5-6 พฤษภาคม 2556.
    • นายศรี  ดอยคำ, อายุ 87 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 3 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่.     สัมภาษณ์วันที่ 23-25 เมษายน; วันที่ 5-6 พฤษภาคม 2556. 
    • นายสุกิจ ทำการดี, อายุประมาณ 50 ปี, (ชาวพะล็อก). สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลสะลวง. บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 4 พฤษภาคม 2556. 
    • นางหน่อ แจ่มเจริญ, อายุ 60 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 1/2 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.    เชียงใหม่. สัมภาษณ์วันที่ 4 พฤษภาคม 2556.
    • นางเฮือนคำ ชัยชนะ, อายุ 61 ปี, (ชาวพะล็อก). บ้านเลขที่ 24 บ้านเมืองก๊ะ ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่. สัมภาษณ์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2556.
แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เชียงใหม่ แม่ริม สะลวง บ้านเมืองก๊ะ4525219.00948798.812133

  • บทนำ :

    ที่ตั้ง
              บ้านเมืองก๊ะ  เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ในพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาของตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีลำห้วยสายหลักในหมู่บ้านคือห้วยแม่โล ซึ่งไหลลงห้วยแม่ริมทางทิศตะวันตก ในสมัยก่อน บ้านเมืองก๊ะขึ้นอยู่กับหมู่บ้านสะลวงใน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่กว่า จนกระทั่ง พ.ศ.2517 จึงได้แยกออกมาตั้งเป็นหมู่บ้านต่างหาก เพราะขนาดของพื้นที่หมู่บ้านเมืองก๊ะกว้างใหญ่ทำให้ปกครองได้ไม่ทั่วถึง 
              ต่อมาในปี พ.ศ.2528 ทางราชการได้แบ่งเขตการปกครองขึ้นใหม่ ทำให้เกิดหมู่บ้านขึ้นอีก 3 หมู่บ้าน คือ บ้านพระบาทสี่รอย (เป็นคนเมือง) บ้านห้วยส้มสุข (เป็นคนเมือง) และบ้านแม่ก๊ะเปียง (เป็นกะเหรี่ยง) ได้เป็นหมู่บ้านปกครองตนเอง 
              ปัจจุบันการเดินทางเข้าหมู่บ้านเมืองก๊ะสามารถเดินทางได้สะดวก เพราะถนนเข้าถึงหมู่บ้านหลายปีมาแล้ว เส้นทางในการเดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านเมืองก๊ะ เดินทางด้วยถนนสายเชียงใหม่-แม่ริม จุดสังเกตคือให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ไปทางวัดพระพุทธบาทสี่รอย  หลังจากนั้น  จะมีป้ายบอกตลอดทาง  ระยะทางห่างจากถนนสายหลักประมาณ 20 กิโลเมตร

     

     
    แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมืองก๊ะ และแหล่งโบราณคดี

     
    แผนที่แสดงสภาพของหมู่บ้านเมืองก๊ะ

     

              ในแง่ของสภาพภูมิศาสตร์  บ้านเมืองก๊ะตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาใกล้กับพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาขนาดใหญ่  มีวัดหนึ่งวัดชื่อ “วัดบ้านเมืองก๊ะ”  เป็นวัดประจำหมู่บ้าน หลวงพ่อบุญศรี หิตะพะโย อายุ 86 ปี เป็นเจ้าอาวาส เดิมเป็นคนบ้านสะลวงใน  อยู่ตั้งแต่มาตั้งวัดเมื่อราว พ.ศ.2502  ก่อนจะสร้างวัดขึ้นมาใหม่บริเวณนี้มีเจดีย์เก่า และมีศาลผีปู่แสะย่าแสะและขุนหลวงวิลังคะอยู่แล้ว ซึ่งชาวบ้านใช้สำหรับการทำพิธีกรรม วัดบ้านเมืองก๊ะเคยใช้เป็นโรงเรียน ตอนหลังจึงแยกไปสร้างโรงเรียนต่างหาก (สัมภาษณ์ พระบุญศรี หิตะพะโย, 2556) 
              สำหรับพื้นที่ราบระหว่างหุบเขาใช้สำหรับการปลูกข้าวมีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ชาวบ้านส่วนใหญ่บริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก ถัดขึ้นไปในพื้นที่เชิงเขาเดิมปลูกข้าวบ้าง ตอนหลังได้กลายเป็นสวนผลไม้ เช่น ท้อ ลิ้นจี่ และลำไย  เป็นต้น

     

  • ประวัติ/ที่มา :

    ที่มาของพะล็อกบ้านเมืองก๊ะ
              พะล็อกบ้านเมืองก๊ะให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์สมัยโบราณมากกว่าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ สังเกตได้ชัดจากการสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ป้อนขุนมะลังก๊ะ” รวมถึงการค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชาวลัวะ 
              ประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองก๊ะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง คือ 
                        ช่วงแรก  เป็นประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ประกอบด้วยนิทานที่ไม่สามารถกำหนดอายุได้ ตำนานเกี่ยวกับขุนหลวงวิลังคะ และสถานที่สำคัญในตำนานจากบ้านเมืองก๊ะไปสู่ดอยสุเทพ 
                        ช่วงที่สอง  เป็นประวัติศาสตร์สมัยใหม่ มีเนื้อหาย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา และมีข้อมูลชัดเจนจากเอกสารภายในที่หมู่บ้านรวบรวมเอาไว้  และได้ข้อมูลอีกส่วนจากการสัมภาษณ์บุคคล  โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน 

    ประวัติของชุมชน 
              1) ประวัติสมัยตำนาน
              ตำนานขุนหลวงวิลังคะเป็นตำนานศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเล่าสืบทอดกันมาในหมู่บ้านไม่ต่ำกว่า 100 ปี  ในอดีตนายศรี ดอยคำ ก่อนที่ความจำจะเสื่อม เป็นผู้ที่สามารถจดจำตำนานของขุนหลวงวิลังคะได้ทั้งหมด เพราะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตั้งข้าว” หรือเป็นเจ้าพิธี (“เก๊า” ในภาษาคำเมือง)  ทำให้ต้องพูดคำอัญเชิญขุนหลวงวิลังคะด้วยภาษาพะล็อก (ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกภาษาลัวะ) ในพิธีกรรมเลี้ยงผีพ่อขุนหลวงวิลังคะ ทำให้ทราบประวัติความเป็นมาของขุนหลวงวิลังคะ น่าเสียดายที่ปัจจุบันนายศรีไม่สามารถเล่าเรื่องได้ดีอีกแล้ว จะเหลือก็เพียงแม่อุ้ยนวล ดอยคำ ผู้เป็นภรรยา  ซึ่งยังมีความจำดีพอสมควร และสามารถเล่าเรื่องของขุนหลวงวิลังคะได้บ้าง แต่ไม่สามารถเล่าด้วยภาษาพะล็อกได้ตลอดเรื่อง  โชคดีที่เคยมีการเก็บข้อมูลตำนานของขุนหลวงวิลังคะไว้โดยนายพันธ์ธน บัวระพวน (ดูรายละเอียดในหัวข้อตำนาน)
              2) ประวัติสมัยใหม่ 
              ประวัติสมัยใหม่ของบ้านเมืองก๊ะเริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 100 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ส่วนประวัติช่วงก่อนหน้านั้นไม่มีใครทราบ ชาวบ้านมักอธิบายว่า  เป็นเพราะเคยเกิดโรคระบาดมีคนตายไปมาก  จึงทำให้ประวัติศาสตร์ช่วงเวลาดังกล่าวขาดหายไป 
              เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในหมู่บ้านไม่ค่อยปะติดปะต่อกันมากนัก นายศรี และนางนวล ดอยคำ สองผู้เฒ่าเป็นพะล็อกสองคนสุดท้ายของหมู่บ้าน ที่ยังสามารถจดจำเหตุการณ์ต่างๆ ในหมู่บ้านได้อยู่บ้าง เล่าสืบกันมาว่า  ในปี พ.ศ.2468  ได้เกิดโรคห่าระบาดในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนพากันล้มตายจำนวนมาก จนต้องอพยพหนีออกจากหมู่บ้านไปอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียง  มีบ้านปางไฮ  บ้านเอียก  สะเมิง  และสันป่าตอง  ทั้งหมดเป็นหมู่บ้านพะล็อกหรือลัวะที่เป็นญาติกัน  ชาวบ้านคาดเดากันว่า “โรคห่า”  คงเป็นอหิวาตกโรค (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และนางนวล ดอยคำ, 2556) 
              เมื่อโรคห่าสงบลง  มีชาวบ้านเหลือกลับมาประมาณ 7-8 หลังคาเรือนเท่านั้น ในเวลานั้นหมู่บ้านจึงมีสภาพเหมือนกับหมู่บ้านร้าง มีป่าใหญ่ขึ้นล้อมรอบเหมือนป่าดงดิบ ในสมัยนั้นอยู่กันแค่ 2 ป๊อกไม่ไกลกันมากนัก มีบ้านอุ้ยอุ่น อุ้ยผัด อุ้ยก้อน อุ้ยมุน อุ้ยน้อย อุ้ยปัน และอุ้ยลาง  ในช่วงเวลานั้นเองที่อาจทำให้ตำนานดั้งเดิมหลายเรื่องของพะล็อกบ้านเมืองก๊ะขาดหายไป (ไพศาล ไทยใหม่, 2547: 63; พันธ์ธน บัวระพวน, 2549; สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และนางนวล ดอยคำ, 2556)

     
      นายศรี และนางนวล ดอยคำ สองคนสุดท้ายที่สามารถพูดภาษาพะล็อกได้

              ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2480-2500 เป็นช่วงที่มีคนจากภายนอกเข้ามาในหมู่บ้านมากขึ้น เพราะมีการทำป่าไม้  มีการชักลากไม้ออกจากป่า  ต่อมาช่วงทศวรรษ 2500 ทางการเริ่มเข้ามาสำรวจประชากรและจัดการกับระบบการศึกษาอย่างจริงจัง  ดังเห็นได้จากเมื่อมีการสร้างวัดบ้านเมืองก๊ะขึ้นในปี พ.ศ.2502 ก็มีการใช้พื้นที่วัดเป็นโรงเรียนด้วย ซึ่งตอนหลังได้แยกโรงเรียนออกไปต่างหาก 
              ผลจากการพัฒนาระบบสาธารณสุขทำให้หมู่บ้านมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ.2514 ทางราชการจึงได้สร้างโรงเรียนขึ้นหนึ่งหลังพร้อมบ้านพักครูอีกหนึ่งหลังในหมู่บ้านเมืองก๊ะ โดยมีนายอิ่นคำ เกษตรสินธุ์ มาดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่คนแรก มีการจัดการศึกษาภาคบังคับจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ทำให้ลูกหลานในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือภาษาไทยกันอย่างทั่วถึง (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556)  ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ลูกหลานในหมู่บ้านไม่สามารถพูดภาษาพะล็อกได้ 
              ในปี พ.ศ.2528  มีการพัฒนาหมู่บ้านหลายอย่าง เช่น ประปาภูเขา การสร้างสะพาน  การปรับปรุงถนน เป็นต้น โดยทางราชการให้การสนับสนุน ส่งผลทำให้บ้านเมืองก๊ะสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ดีขึ้น และในสมัยนั้นเกิดความแห้งแล้งอย่างหนักในหมู่บ้าน เพราะมีการตัดไม้ทำลายป่ากันมาก ดังนั้น ชาวบ้านเมืองก๊ะจึงได้ร่วมกับหมู่บ้านใกล้เคียงแบ่งเขตอนุรักษ์ขึ้น โดยแบ่งกันรักษาดูแลต้นน้ำของหมู่บ้านตนเอง 
              ชาวบ้านได้อธิบายถึงจุดหักเหที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ  เป็นเพราะการเข้ามาของไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เข้ามาติดตั้งไฟฟ้าในหมู่บ้าน เพราะแม้จะนำความเจริญเข้ามาก็ตาม แต่ก็ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว 
    ย้อนกลับไป แรกสุดในปี พ.ศ.2530 ชาวบ้านเมืองก๊ะมีไฟฟ้าพลังน้ำใช้เป็นครั้งแรก โดยทางสมาคมเอทีเอ (ATA) ได้ทำโครงการและสนับสนุนงบประมาณการสร้าง นายไพศาล ไทยใหม่ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นในหมู่บ้านมีทีวีเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น โดยเป็นโทรทัศน์ของพ่อตาของหนานน้อยคือนายชัชวาล ใหม่เฟย ในช่วงที่ฉายทีวีชาวบ้านทั้งพะล็อก และกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านข้างเคียงจะมาดูทีวีกันที่หมู่บ้านเมืองก๊ะ นับเป็นบรรยากาศที่สนุกและอบอุ่นมาก

     

     
     พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำของสมาคมเอทีเอ (ATA)

              แต่ปรากฏว่าในปี พ.ศ.2535 เมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้ามาในหมู่บ้าน ตอนแรกๆ ชาวบ้านยังอยู่กันแบบพอเพียงไม่ฟุ่มเฟือย แต่ภายหลังปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา ชาวบ้านเริ่มซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ากันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ และตู้เย็น เพราะมีรถเข้ามาขายเครื่องใช้ไฟฟ้าถึงในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านซื้อสินค้าเป็นเงินผ่อน เมื่อบ้านข้างๆ มี  บ้านของตัวเองก็เริ่มอยากมีกันบ้าง  ทำให้เป็นสาเหตุให้ชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น และเมื่อซื้อทีวีก็ต้องติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อให้สัญญาณชัด ทำให้หนี้สินยิ่งเพิ่มขึ้น รวมไปถึงชาวบ้านหลายคนยังซื้อมอเตอร์ไซท์กันในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ทั้งหมดนี้ผลักดันให้ชาวบ้านต้องออกไปทำงานในที่อื่น ไม่สนใจทำสวนทำไร่กัน จึงทำให้ที่ดินบางส่วนรกร้าง และจากการมีหนี้สินจึงทำให้ชาวบ้านหลายคนได้ขายที่ดินให้กับคนเมืองและม้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขายที่ดินนี้เอง ทำให้ชาวบ้านในปัจจุบันไม่มีที่ดินทำกินเพียงพอ และต้องออกไปทำงานนอกหมู่บ้านเช่นเดิม (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556)
              นอกจากนี้ ต่อมาในปี พ.ศ.2541 บ้านเมืองก๊ะได้รับงบประมาณจากทางราชการในการพัฒนาหมู่บ้าน เช่น การสร้างถนนลาดยางแอสฟัลต์ในหมู่บ้าน ทำให้หมู่บ้านเมืองก๊ะสามารถติดต่อกับภายนอกได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่นานนัก  ในปี พ.ศ.2544 มีเงินกองทุนเข้ามาในหมู่บ้าน 3 กองทุนด้วยกัน  คือ (1) กองทุนเศรษฐกิจชุมชน จำนวนเงิน 100,000 บาท (2) กองทุน กขคจ. จำนวนเงิน 280,000 บาท  และ (3) กองทุนหมู่บ้าน จำนวนเงิน 1,000,000 บาท  ซึ่งงบประมาณจาก 2 กองทุนแรกชาวบ้านไม่ค่อยหนักใจ แต่กองทุนหมู่บ้านนั้นได้เอาชาวบ้านที่เป็นชาวไร่ชาวนามาบริหารเงินล้าน ทำให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างตามมา เช่น ผู้กู้เงินได้เงินกู้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เอาเงินไปชำระหนี้เดิม มีส่วนน้อยที่เอาไปลงทุน และมีน้อยที่จะเอาเงินไปใช้แล้วได้ผล ส่วนใหญ่จะไม่ได้ผล ทำให้เกิดปัญหาตามมาจากการยืมเงิน ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน (ไพศาล ไทยใหม่, 2547; พันธ์ธน บัวระพวน, 2549)
              ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตรา และค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายเกินจำเป็น เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองก๊ะอย่างรวดเร็ว 

     

  • วิถีชีวิต :

    อัตลักษณ์
              สำหรับชาวบ้านแล้ว  ได้นิยามความเป็นพะล็อกตามลำดับความสำคัญ  ดังนี้  (สัมภาษณ์ นายพวน ดอยคำ, 2556)
                        อย่างแรกคือ  การนับถือขุนหลวงวิลังคะ 
                        อย่างที่สองคือ  สืบเชื้อสายจากชาวพะล็อก  
                        อย่างที่สามคือ  การนับถือผีพะล็อก 
                        อย่างที่สี่คือ  การใช้ภาษาพะล็อก  แต่ก็ไม่สำคัญ เพราะทุกวันนี้คนในหมู่บ้านใช้ไม่ได้แล้ว 
                        อย่างที่ห้าคือ  อาหารแบบพะล็อก แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่มีใครทำแล้ว  
              โดยองค์ประกอบข้างต้น ชาวบ้าน  เช่น นายไพศาล ไทยใหม่ และนายพวน ดอยคำ บอกว่าสามารถขาดอย่างที่สามถึงห้าได้ แต่อย่างแรกนั้นถือได้ว่าสำคัญที่สุด และควรจะต้องมีอย่างที่สองด้วย แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรถ้าถือตนเองว่าเป็นลัวะหรือพะล็อก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความเป็น “ลัวะ” หรือ “พะล็อก” เป็นการกำหนดนิยามจากสำนึกทางประวัติศาสตร์ (historical awareness) เป็นหลัก  ซึ่งควบคู่กับความคิดเรื่องการมีเชื้อสายพะล็อกหรือลัวะ 
              อย่างไรก็ตาม  หากเข้าไปที่หมู่บ้านเมืองก๊ะโดยไม่มีข้อมูลอะไรไปเลย  จะพบว่า  แทบจะไม่รู้เลยว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นพะล็อก เพราะไม่มีสิ่งใดที่เห็นอย่างเด่นชัด อีกทั้งยังอาจเข้าใจไปด้วยว่าเป็น "ลัวะ" เพราะในหมู่บ้านมีอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะ และชาวบ้านยังแสดงตัวตนว่าเป็นลัวะอีกด้วย เนื่องจากทำให้มีพื้นที่ทางสังคมเมื่อต้องปฏิสัมพันธ์กับคนไทย การจะเผยอัตลักษณ์ของความเป็นพะล็อกนั้น ก็ต่อเมื่อเริ่มสนิทและคุ้นเคยกัน และสอบถามถึงชื่อเรียกดั้งเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้งานวิจัยที่ผ่านมาเรียกว่า "ลัวะ" มาโดยตลอด

    การทำมาหากินและอาชีพ
              ในสมัยก่อนชาวบ้านเมืองก๊ะประกอบอาชีพหลักคือการทำเกษตรกรรมแบบพอยังชีพ และล่าสัตว์หาของป่าตามฤดูกาล วิถีชีวิตสัมพันธ์พึ่งพิงกับธรรมชาติ มีการค้าขายแลกเปลี่ยนโดยนำของป่าและสินค้าต่างๆ ไปแลกกับชุมชนอื่น เพื่อซื้อสินค้าและนำเงินมาใช้ในหมู่บ้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้
              1) การทำมาหากินในแต่ละฤดูกาล
                   สมัยก่อนชาวบ้านจะหาอาหารกินตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูแล้ง จะมีการเก็บผักกูด ผักหนาม เห็ดโคน เห็ดแดง หน่อหวาย ดอกต้าง และปลีกล้วยป่า  นอกจากนี้ในช่วงฤดูแล้งเป็นช่วงที่ชาวบ้านจะล่าสัตว์ ซึ่งสมัยเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วสัตว์ชุกชุมมากไม่ว่าจะเป็นหมูป่า และกวาง (ฟาน) เป็นต้น สมัยก่อนเวลาล่าสัตว์ยังไม่มีปืนจะใช้การต้อนสัตว์เพื่อให้ไปตกกับดัก ซึ่งเรียกว่า “ฮ้าว”  ตอนหลังจึงใช้ปืนในการล่าสัตว์ 
                   ในช่วงฤดูฝน เป็นช่วงที่หากินง่ายขึ้น เพราะมีพืชผัก และสัตว์หลายชนิด หาปู หาปลาได้ง่าย มีอยู่ทั่วไปตามทุ่งนา แต่ในช่วงเดือน 12 (เหนือ) หรือช่วงกลางพรรษา ข้าวจะไม่ค่อยพอกิน (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และนางนวล ดอยคำ, 2556)
              2) การแลกเปลี่ยนสินค้ากับภายนอก
                   ในสมัยก่อนชาวบ้านเมืองก๊ะมีสินค้าหลักคือ การทำใบตองบุหรี่ ทำกันเกือบทุกบ้าน โดยนำไปแลกกับสินค้าต่างๆ ที่ต้องการ ใบตองบุหรี่ 1,000 ใบจะได้เงิน 5 บาท (เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว) พริกแห้งเป็นสินค้าอีกชนิดหนึ่ง โดยบรรจุในห่อ พริกแห้ง 1 ห่อแลกข้าวเปลือกได้ประมาณ 1-2 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีการเก็บไม้ขาง ซึ่งเป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งในป่าใช้สำหรับใส่ในบุหรี่ขี้โย ชาวบ้านจะไปเก็บจากในป่า ตากแห้ง แล้วขาย ปัจจุบันไม่ได้ทำกันแล้ว ปัจจุบันในบุหรี่ขี้โยจะใช้เปลือกมะขามแทน
                   สินค้าทั้งหมดข้างต้นชาวบ้านจะเดินไปขายที่ตลาดบ้านหนองก๋าย ใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งชาวบ้านมักจะไปซื้อเกลือ ข้าว และเสื้อผ้ากลับมา (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และนางนวล ดอยคำ, 2556)
              3) สัมปทานป่าไม้
                   เมื่อ 40-50 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่มีการทำสัมปทานป่าไม้ในเขตหมู่บ้านเมืองก๊ะ โดยเป็นนายทุนจากภายนอก นายศรี และนางนวล ดอยคำ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นมีการนำช้างเข้ามาชักลากไม้หลายเชือก ประมาณ 10 เชือก คนที่ขี่ช้างเป็นคนเมืองจากลำปาง กะเหรี่ยง และไทใหญ่ ไม้ที่บริษัทเข้ามาตัดส่วนใหญ่เป็นไม้ยาง ไม้แดง และไม้สัก  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ทำให้สัตว์ในป่าค่อยๆ ลดปริมาณลง เพราะไม่มีป่าอุดมสมบูรณ์ 
                   ชาวบ้านเมืองก๊ะยังมีอาชีพอีกอย่างหนึ่งด้วยคือ การเลื่อยไม้ขาย ถือเป็นรายได้หลักทางหนึ่ง แต่ก็ส่งผลกระทบตามมา คือ ทำให้เกิดภัยความแห้งแล้งขึ้น ดังนั้นในช่วงปี พ.ศ.2528-2532 ในสมัยของผู้ใหญ่บ้านประเสริฐ สุขสบาย จึงได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อลงประชามติ และมีข้อตกลงกันว่าไม่ให้มีการถางไร่หมุนเวียน (เลื่อนลอย) ให้มีการทำไร่ทำสวนอยู่กับที่ และการเลื่อยไม้นั้นให้ขายได้เฉพาะในหมู่บ้านและสำหรับการสร้างบ้านเท่านั้น (สัมภาษณ์ นางนวล ดอยคำ, 2556)
              4) การทำไร่หมุนเวียนและการทำไร่แบบติดที่
                   เดิมการปลูกข้าวของชาวบ้านเมืองก๊ะเป็นการปลูกในระบบไร่หมุนเวียน (เลื่อนลอย) ชาวบ้านแต่ละครอบครัวจะมีไร่ข้าวหลายไร่ ย้ายปลูกหมุนเวียนไปทุกปี ไร่ที่ถูกทิ้งร้างไปจะมีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยมีต้นไม้ค่อยๆ ขึ้นมาปกคลุม ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ เพราะได้ปุ๋ยจากธรรมชาติ และยังได้จากการฟันไร่ และการเผาไร่เมื่อจะเริ่มต้นทำการเพาะปลูกใหม่ นายศรี ดอยคำ เล่าให้ฟังว่า เวลาจะเลือกไร่ที่จะกลับไปปลูกข้าวอีกครั้งหนึ่ง จะสังเกตจากต้นไม้ที่ขึ้นในไร่ ถ้าต้นไม้สูงเกินหัวถือว่าไปปลูกได้ และจะได้ผลผลิตดี 
                   สมัยนั้นชาวบ้าน 1 ครอบครัวจะมีที่ดินประมาณ 5-10 ไร่ โดยมาก 1 ไร่จะได้ข้าวประมาณ 20-40 ถัง ขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ ครอบครัวที่มีที่นาจะได้ผลผลิตมากกว่า  ข้าวที่ได้ในแต่ละปีแค่พออยู่พอกิน ไม่ได้เหลือมากพอที่จะขายได้ บางครอบครัวในแต่ละปีข้าวที่ปลูกได้ก็อาจไม่พอกิน  นอกจากนี้  สมัยก่อนในช่วงที่ใกล้เก็บเกี่ยวข้าวและเกี่ยวข้าวไว้ในนาบางครั้งก็มักมีสัตว์โดยเฉพาะหนูมาขโมยกินข้าว และมันแกว ส่วนลิงจะมาขโมยกินแตงที่ปลูกแซมอยู่ในไร่ สัตว์พวกนี้เริ่มหายไปเมื่อประมาณ พ.ศ.2514 เพราะป่าเริ่มหมดไป และเริ่มมีชาวบ้านจากที่อื่นอพยพเข้ามาใกล้หมู่บ้านเมืองก๊ะมากขึ้น (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และ นางเฮือนคำ ชัยชนะ, 2556)

     

     
     ทุ่งนาขั้นบันไดของบ้านเมืองก๊ะ

                   นางเฮือนคำ ชัยชนะ เล่าว่าในสมัยรุ่นแม่เมื่อประมาณ 50 กว่าปีมาแล้ว  เวลาที่ข้าวไม่พอกินจะมีการนำเผือกมันและกลอยมากินปนกับข้าว หรืออาจใช้วิธีการยืมจากครอบครัวที่ได้ข้าวมากๆ ก็มี แต่ตอนหลังเมื่อมีการทำอาชีพรับจ้างก็ทำให้มีเงินซื้อข้าว ไม่ต้องไปขุดหัวเผือกมันหรือกลอยมากินอีก (สัมภาษณ์ นางเฮือนคำ ชัยชนะ, 2556)
                   ในช่วงที่ชาวบ้านยังทำไร่หมุนเวียนกันนั้น นายไพศาล ไทยใหม่ ผู้ใหญ่บ้านเมืองก๊ะคนปัจจุบัน ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อกว่า 30-50 ปีมาแล้ว เคยมีนายทุนจากภายนอกชื่อต๊าเป้าเข้ามาซื้อข้าวในแบบที่เรียกว่า “ขายเขียว” คือการขายข้าวตอนที่ยังเขียวอยู่ให้กับนายทุน หรือเป็นการไปขอซื้อพันธุ์ข้าวเพื่อมาปลูก เมื่อได้ผลผลิตข้าวก็จะคืนให้กับนายทุน ปรากฏว่าเวลาที่ไปขอพันธุ์ข้าวจากนายทุน นายทุนจะใส่กระบุงขนาดเล็กหน่อย แต่เวลานายทุนเอาวัวต่างขึ้นมาขน กระบุงที่ใส่ข้าวจะเป็นกระบุงที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 
                   จนกระทั่งปี พ.ศ.2529 เป็นต้นมา หน่วยงาน ATA องค์การเอกชน (NGOs) และชาวบ้านได้แบ่งเขตทำมาหากินเป็นเขตป่าชุมชน ป่าใช้สอย และให้ทำไร่แบบติดที่ ไม่ให้มีการทำไร่หมุนเวียนอีก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ป่า ผลจากการทำไร่แบบติดที่ทำให้ชาวบ้านต้องซื้อปุ๋ยมาใส่ในไร่ เพื่อเพิ่มผลผลิต โดย 1 ไร่จะได้ข้าวประมาณ 30-40 ถัง ถ้าเป็นข้าวนาต่อไร่จะได้ข้าวประมาณ 50-80 ถังก็มี  ซึ่งหากไม่ใส่ปุ๋ยปริมาณข้าวจะลดลงไปเรื่อยๆ 
                   ก่อนที่ระบบเศรษฐกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นอย่างทุกวันนี้ เดิมชาวบ้านเมืองก๊ะจะช่วยกันลงแขกเพื่อเกี่ยวข้าว ซึ่งสะท้อนความสามัคคีกันของชุมชน จนกระทั่งเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ชาวบ้านได้ใช้ระบบการจ้างแรงงานเพื่อเก็บเกี่ยวข้าว โดยเป็นแรงงานชาวไทใหญ่ (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556)
              5) การปลูกพืชเชิงเดี่ยว
                   ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชาวบ้านได้เริ่มปลูกลิ้นจี่เป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งน่าจะเริ่มปลูกกันประมาณปี พ.ศ.2530 และปลูกถั่วเหลือง ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เริ่มยุติการปลูกข้าวแบบไร่หมุนเวียน เมื่อได้ผลผลิตจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่ได้ขนออกไปขายเองเพราะมีปัญหาเรื่องการขนส่งและตลาด 
                   ในราว พ.ศ.2532-2535 ได้รับการพัฒนาโครงและการสนับสนุนจากทางราชการหลายด้านด้วยกัน และทางมูลนิธิวัดป่าดาราภิรมย์ได้มาสนับสนุนงบประมาณด้านเงินทุนหมุนเวียน ให้ชาวบ้านได้กู้เงินไปลงทุนทำการเกษตร และการบริจาควัวควายให้เลี้ยงเพื่อเอาลูกโดยมีคณะกรรมการคอยดูแล นายจำรัส ดุมไม้ ได้สานต่อโครงการอนุรักษ์ป่าชุมชนจากผู้ใหญ่บ้านคนเดิม เพราะว่าทางหมู่บ้านยังคงประสบปัญหาความแห้งแล้งอยู่ ประกอบกับทางกรมป่าไม้มีการปลูกป่าในเขตป่าอนุรักษ์บ้านห้วยส้มสุขบริเวณใกล้เคียงบ้านเมืองก๊ะ แต่ในหมู่บ้านเมืองก๊ะมีการประชุมกัน ไม่ให้กรมป่าไม้เข้ามาปลูกป่าในเขตอนุรักษ์ป่าชุมชน เพราะวิธีการปลูกป่าของกรมป่าไม้  ใช้วิธีการตัดไม้เก่าของป่าออกหมดแล้วจึงปลูกไม้เพียงชนิดเดียว
                   ในช่วงปี พ.ศ.2540 ลำห้วยต่างๆ เริ่มมีปัญหามากขึ้น เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้ต้องใช้น้ำมากขึ้น ในช่วงเดียวกันนี้มีบริษัทและนายทุนจากภายนอกมาแนะนำให้ชาวบ้านปลูกพืชต่างๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อใกล้เก็บผลผลิตทางบริษัทกลับไม่ทำตามสัญญา ซึ่งส่งผลทำให้ชาวบ้านต้องเป็นหนี้สิน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ชาวบ้านได้บุกเบิกที่ดินและทำการเกษตรมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สำหรับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในเขตบ้านเมืองก๊ะได้เริ่มมีการปลูกส้ม ซึ่งกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สำคัญ (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556)

     

  • การแต่งกาย :

              ในอดีตเกินกว่า 80 ปีขึ้นไป ชาวบ้านเมืองก๊ะแต่งตัวไม่ได้แตกต่างจากคนเมือง ผู้ชายสวมกางเกงและเสื้อทั่วไปทำจากผ้าฝ้าย ผู้หญิงนุ่งซิ่นและสวมเสื้อ มีเครื่องประดับที่ทำจากเงิน แต่ราวปี พ.ศ. 2500 ชาวบ้านก็เริ่มแต่งกายแบบสมัยใหม่ เพราะสะดวกในการซื้อหา หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ ตามรูปแบบที่คนในเมืองนิยมกันโดยทั่วไป 

     

  • บ้าน :

    รูปแบบบ้านเรือนในอดีต-ปัจจุบัน
              บ้านเมืองก๊ะในปัจจุบัน บ้านแบบดั้งเดิมไม่มีการสร้างอีกแล้ว แต่มีการทำบ้านจำลองไว้หลังหนึ่ง โดยทำขึ้นเมื่อ พ.ศ.2547 บ้านหลังนี้ทำขึ้นภายใต้โครงการวิจัยประวัติศาสตร์ขุนหลวงวิลังคะกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนบ้านเมืองก๊ะ ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ที่ชาวบ้านและนักวิชาการภายนอกร่วมมือกันสร้างขึ้น
              บ้านสมัยก่อนทำจากวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช้ตะปูช่วยยึด มีชานหน้าบ้าน มีรั้วไม้ไผ่ล้อมรอบ ตัวบ้านมีขนาดไม่ใหญ่มาก  ระหว่างชานหน้าบ้านกับตัวบ้านมีบันไดทางขึ้นด้านข้าง พื้นบ้านเป็นไม้ฟาก ผนังบ้านสานด้วยไม้ไผ่มาขัดกัน เสาบ้านและชานด้านหน้าสูงประมาณคนเดินรอดได้ (แต่ในภาพที่เห็นสร้างให้เสาไม่สูงมากนัก) หลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคา (รูปทรงบ้านแตกต่างไปจากเลอเวือะที่แม่ฮ่องสอนพอควร แต่คล้ายกับบ้านคนเมืองสมัยก่อน) 
              บ้านแบบข้างต้นค่อยๆ เลิกทำกันไปตั้งแต่ราวปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา เพราะนิยมบ้านสมัยใหม่ เนื่องจากไม่ต้องดูแลมาก บ้านสมัยใหม่จะใช้ไม้ฝากระดาน (ไม้จริง) หลังคามุงด้วยกระเบื้อง บางบ้านทำเป็นบ้านชั้นเดียว บางบ้านทำเป็นบ้านสองชั้น เหมือนบ้านคนในเมืองโดยทั่วไป

        

                        
          บ้านพะล็อกจำลอง ทำโดยชาวบ้านเมืองก๊ะเมื่อประมาณปี พ.ศ.2547                              ประตูทางเข้าบ้านเมืองก๊ะ

        
     

              อาจกล่าวได้ว่า บ้านต่างๆ ในบ้านเมืองก๊ะมีแต่บ้านสมัยใหม่เกือบทั้งหมดแล้ว โดยใช้ไม้และปูนเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง มีไฟฟ้าเข้าถึง น้ำประปาเป็นประปาภูเขา ในหมู่บ้านเป็นถนนปูนทั้งหมด และมีประตูทางเข้าหมู่บ้านขนาดใหญ่ 

  • ประเพณีเลี้ยงผี :

    พิธีกรรมสำคัญในชุมชน
              พิธีกรรมสำคัญที่สุดของชาวบ้านเมืองก๊ะคือ "พิธีกรรมเลี้ยงผีพ่อขุนหลวง" ในสมัยก่อนพิธีนี้จะทำเฉพาะคนในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพิธีนี้เป็นเรื่องระดับทางการและมีคนจากนอกหมู่บ้านมาเข้าร่วมด้วย 
              ในอดีตพิธีเลี้ยงผีพ่อขุนหลวงวิลังคะ นายศรี ดอยคำ จะเป็นผู้นำพิธีกรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตั้งข้าว” แต่ด้วยความชราทำให้ปัจจุบัน นายพวน ดอยคำ ซึ่งเป็นลูกชายได้เป็นผู้สืบการทำพิธีกรรมนี้ต่อ ปกติแล้วพิธีเลี้ยงพ่อขุนหลวงจะจัดขึ้นในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 9 (ราวเดือนมิถุนายนของทุกปี) โดยจะทำในช่วงก่อนลงสวนทำไร่ทำนา เพราะเชื่อว่าจะทำให้พืชผลดี และฟ้าฝน น้ำปลาอุดมสมบูรณ์ 
              วันที่จะมีการเลี้ยงพ่อขุนหลวงนั้นต้องกำหนดวันที่ไม่ตรงกับวันศีล (วันพระ) ไม่ใช่วันเสีย ไม่ใช่วันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันพุธ นายพวน ดอยคำเล่าว่า “ในสมัยก่อนจะเลี้ยงผีขุนหลวงประมาณ 10-11 โมง ตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นช่วงเช้าตรู่ เพราะมีการจัดงานด้วย” โดยงานจะเปลี่ยนมาเริ่มประมาณตี 5 เป็นเพราะมีการจัดงานพิธีให้ใหญ่ขึ้น จึงต้องมาจัดงานเร็วกว่าเดิมเพื่อให้มีเวลาพอกับพิธีการ และไม่อยากให้คนภายนอกโดยเฉพาะนักข่าวมาเห็นขั้นตอนของการเชือดไก่หรือหมู เพราะเกรงจะโดนกล่าวหาว่าเป็นการทารุณสัตว์ (สัมภาษณ์ นายพวน ดอยคำ, 2556)  
              ก่อนเริ่มพิธีจะมีการปักตาแหล๋วหลวง มีลักษณะเป็นตาแหล๋ว 9 ตามีโซ่ร้อยปลา 2 เส้นเพื่อให้มีน้ำ ปลา อุดมสมบูรณ์  และไม่มีการกำหนดว่าต้องเป็นใครที่จะสานตาแหล๋วหลวงได้ ใครก็สามารถสานได้ ตาแหล๋วหลวงนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของพิธีเลี้ยงผีพ่อขุนหลวง เพื่อขอฟ้าขอฝนทำไร่ทำนา ให้น้ำดี “ให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล อุดมสมบูรณ์” (สัมภาษณ์ นายชัชวาล ใหม่เฟย, 2556) โดยจะเอาตาแหล๋วขึ้นก่อนเริ่มพิธีทุกอย่าง 

     

     
    พิธีกรรมการเลี้ยงผีพ่อขุนหลวง (เมื่อปี พ.ศ.2554)

              หลังจากนั้นจะทำพิธีฆ่าไก่หรือหมู โดยปกติแล้วในพิธีกรรมจะมีการเลี้ยงด้วยไก่ 2 ปี และเลี้ยงด้วยหมู 1 ปี สลับกันไปมา มีเงื่อนไขว่า ในปีที่เลี้ยงไก่ ทุกครอบครัวในหมู่บ้านจะนำไก่มารวมกัน แล้วนำมาต้มเพื่อเลี้ยงขุนหลวง แล้วนำเอาเลือดไก่มาทาบันไดศาลขุนหลวง ศาลเสนาซ้ายขวา และศาลช้างม้า ในปีที่เลี้ยงหมู ต้องเป็นหมูดำตัวเมียเท่านั้น การฆ่าหมูให้ใช้ไม้แหลมแทง ห้ามใช้มีดโดยเด็ดขาด แล้วเอาเลือดหมูใส่ถ้วยถวาย ในปีที่มีการเลี้ยงหมูนี้จะต้องมีการเลี้ยงไก่ 4 ตัวคู่กันกับเท้าของหมูด้วย

     

     
     รูปปั้นอนุสาวรีย์พ่อขุนหลวงวิลังคะ

     

     
    ศาลผีพ่อขุนหลวงวิลังคะหลังเก่า ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ.2510
    โดยอาจารย์เจริญ เชาวน์ประยูร (ภาพนี้เก็บอยู่ที่นายไพศาล ไทยใหม่)

     

              หลังจากเชือดไก่หรือหมูถวายเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำไก่และหมูไปทำอาหารใน “ก๋วยโจ๋น”  โดยก๋วยโจ๋นจะเป็นการสานก๋วย (ตะกร้า) เล็กๆ เพื่อใส่ของไหว้ขุนหลวง เสนาซ้ายขวา และหลักช้างม้า เพราะสมัยก่อนไม่มีช้อน ชาม ขันโตก เลยใช้ตอกสานเป็นก๋วยแล้วเอาอาหารใส่เข้าไปแล้วแต่ว่าปีนั้นๆ เลี้ยงหมูหรือไก่ โดยทำทั้งหมด 9 ชุด (ก๋วย) ได้แก่ พ่อขุน 1 ชุด เสนาซ้ายเสนาขวา 2 ชุด หลักช้าง 1 ชุด หลักม้า 2 ชุด ผีเสื้อบ้านหรือผีเจ้านาย 1 ชุด องค์พ่อขุนที่เป็นอนุสาวรีย์ 1 ชุด และเจ้าที่ 1 ชุด

     

     
    ศาลพ่อขุนหลวงวิลังคะในปัจจุบัน

     

              จากนั้นจะมีการกล่าวอัญเชิญพ่อขุน ผู้ดำเนินพิธีกรรมจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่สามารถพูดภาษาพะล็อกที่จะสื่อสารกับพ่อขุนหลวงได้ ซึ่งแต่ก่อนมีเพียง นายศรี ดอยคำ เท่านั้นที่สามารถอัญเชิญเป็นภาษาพะล็อกได้ แต่ไม่ขอท่องเพราะไม่ใช่วันพิธีกรรม สำหรับคำกล่าวแปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า “เจ้าพ่อขุนหลวงวันนี้วันดี มาเลี้ยงขุนหลวงพร้อมเล่มเล็กเล่มใหญ่ให้เจ้าพ่อมาดู ขอเจ้าพ่อมารับมากินให้อิ่มๆ” (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ, 2556)  พ่อขุนหลวงจะทรงช้าง และมีเสนาซ้ายเสนาขวาขี่ม้า ดังนั้น เวลาเลี้ยงขุนหลวงต้องเลี้ยงหลักม้าและหลักช้างด้วย จึงเป็นที่มาของการทำศาลช้างม้าและเสนาซ้ายขวา ปัจจุบันผู้ที่ทำหน้าที่ดำเนินพิธีกรรมเลี้ยงผีพ่อขุนหลวงวิลังคะคือนายพวน ดอยคำ แต่ภาษาที่สื่อสารใช้ภาษาไทย (คำเมือง) แทนแล้ว เพราะไม่สามารถพูดภาษาพะล็อกได้ 
              ในสมัยก่อนพิธีเลี้ยงผีพ่อขุนหลวงเป็นพิธีกรรมที่มีความเคร่งครัด ในช่วงเวลาที่ทำพิธีคนที่ทำพิธีอยู่ห้ามออกนอกพิธี และคนที่อยู่ข้างนอกเวลาทำพิธีห้ามเดินเข้ามา นอกจากนี้  ยังห้ามไม่ให้คนในหมู่บ้านออกนอกหมู่บ้าน และห้ามคนนอกเข้ามาในหมู่บ้านด้วย “คล้ายกับเป็นการปิดประตูเมือง”  โดยจะมีการสานตาแหล๋วแม่ม่ายไว้หน้าหมู่บ้าน เพื่อบ่งบอกเป็นสัญลักษณ์ไม่ให้คนอื่นเข้ามา เว้นแต่พะล็อกเท่านั้นที่อนุญาตให้เข้ามาในหมู่บ้านได้ (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556; นายชัชวาล ใหม่เฟย, 2556; นายพวน ดอยคำ, 2556)

     

  • วิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ :

              1) ผีปู่แสะย่าแสะ 
                   ชาวบ้านเมืองก๊ะในอดีตเคยนับถือ “ผีปู่แสะย่าแสะ” ถือเป็น “ผีม่อน” (ทวด) โดยได้สืบทอดกันมานาน ไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหลังจากนายเรือน ตากลม ซึ่งเป็นผู้ที่นับถือ “ผีม่อน” ตายในปี พ.ศ.2507 ทำให้ไม่มีใครสืบทอดต่อในฐานะผีประจำตระกูลอีกเลย นายพวน ดอยคำ ลูกของนายศรี ดอยคำ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดการทำพิธีของหมู่บ้านเล่าว่า สมัยก่อนตอนยังเป็นเด็กเลี้ยง “ผีปู่แสะย่าแสะ” แต่ปัจจุบันไม่เลี้ยงแล้ว เลิกเพราะคนทำพิธีเสียชีวิตไป (สัมภาษณ์ นายพวน ดอยคำ, 2556) 
                   เกี่ยวกับการนับถือผีปู่แสะย่าแสะนั้น น่าสังเกตว่ามีเพียงที่บ้านแม่เหียะ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ยังคงมีการเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะพร้อมกับขุนหลวงวิลังคะอยู่ โดยถือว่าผีปู่แสะย่าแสะเป็นผีที่ใหญ่ที่สุดในพิธีกรรม  เพราะมีการเข้าทรง  ผีตนอื่นๆ ได้แก่ ขุนหลวงวิลังคะ และฤษีวาสุเทพ เป็นเพียงปรากฏในศาลผีของลานพิธีกรรมเท่านั้น ไม่มีการเข้าทรง แสดงว่าผีปู่แสะย่าแสะถือเป็นต้นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ จากการสำรวจทั้งเอกสารและสอบถามหมู่บ้านลัวะ/เลอเวือะบางแห่ง เช่น บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด บ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง ไม่พบการนับถือผีปู่แสะย่าแสะและฤษีวาสุเทพเลย 
                   ดังนั้น ในความเห็นของผู้เขียน ผีปู่แสะย่าแสะจึงเป็นเรื่องที่นับถือกันเฉพาะในกลุ่มลัวะ/พะล็อกแถบดอยสุเทพกับเทือกเขาที่ต่อเนื่องกันคือดอยปุย เหตุที่ลัวะ-เลอเวือะ-พะล็อกนับถือขุนหลวงวิลังคะร่วมกันนั้น เป็นไปได้ว่ามีเพียงสมัยขุนหลวงวิลังคะเท่านั้นที่ลัวะสามารถรวมกันเป็นกลุ่มทางสังคมขนาดใหญ่ได้ จึงมีการนับถือขุนหลวงวิลังคะร่วมกัน 
    ประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตด้วยก็คือ “ผีม่อน” คือผีอะไร  เข้าใจว่าคำว่า “ม่อน” ในภาษาคำเมือง แปลว่า “ยอดเขาบนเทือกเขา” อาจเป็นการเลี้ยงผีภูเขา ส่วนในภาษาเลอเวือะบ้านป่าแป๋คำนี้แปลว่า “เล่น” ดังนั้น “ผีม่อน” ที่ว่านี้อาจเป็นผีปู่แสะย่าแสะ เพราะปัจจุบันที่พระธาตุดอยคำก็มีตำนานที่ถือว่า “ปู่แสะย่าแสะ” สถิตอยู่ที่ดอยคำ (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2557) เรื่องนี้อาจเป็นไปได้ เพราะเลอเวือะหลายคนมีความเชื่อเรื่องผีภูเขา ที่คาดว่าผีม่อนอาจหมายถึงผีปู่แสะย่าแสะด้วยนั้น ดังเห็นได้จากในปัจจุบันภายหลังจากการเลี้ยงขุนหลวงวิลังคะแล้ว ชาวบ้านจะต้องเลี้ยงผีม่อนต่อ ถ้าตั้งใจจะปลูกข้าววันนี้ ต้องเลี้ยงผีม่อนด้วย โดยจะมีการตั้งข้าวก่อนและมีการเลี้ยงไก่และทำก๋วยโจ๋น (แต่ไม่มีการทำตะแหล๋วหลวง) แล้วจึงจะเริ่มต้นลงแขกปลูกข้าวกัน (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556) 

              2) จ๊ะ พะล็อก หรือ ผีลัวะ
                   “จ๊ะ พะล็อก” หมายถึงผีบรรพบุรุษประเภทผีปู่ย่าตายาย และก็ถือด้วยว่าขุนหลวงวิลังคะกับปู่แสะย่าแสะเป็น “จ๊ะ พะล็อก” ด้วย โดยคำว่า “จ๊ะ” แปลว่า “ผี”  แต่เวลาที่พะล็อกสื่อสารกับคนภายนอกหรือบางทีพูดกันเองก็จะเรียกว่า “ผีลัวะ” 
                   ปัจจุบันนับถือกันอยู่ 4 ครอบครัวเท่านั้น คือ บ้านผู้ใหญ่บ้านไพศาล ไทยใหม่ บ้านนายศรี ดอยคำ บ้านปันแก้ว จันดี และบ้านสมศักดิ์ คำคง ทั้ง 4 ครอบครัวหรือบ้านนี้ถือกันว่าเป็นเชื้อสายของพะล็อก (ลัวะ) ดั้งเดิม ได้แก่ บ้านอุ้ยศรี บ้านปันแก้ว บ้านพ่อหลวง (ไพศาล ไทยใหม่) ส่วนอีกบ้านเลิกไปแล้ว
                   “จ๊ะ พะล็อก” จะสำคัญมากในพิธีแต่งงาน อาจกล่าวได้ว่าเป็นพิธีอย่างหนึ่งในการแยกสายตระกูลให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ ในงานแต่งงานเจ้าของบ้านจะปิดบ้าน จากนั้นจะเลี้ยงผีด้วยหมูดำตัวเมียเป็นหมูรุ่น หมูจะถูกเชือดและนำขึ้นหิ้ง ผู้ที่ฆ่าหมู “ต้องเป็นญาติเท่านั้น” (สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ, 2556) และมีข้าวตอกดอกไม้กับเหล้าในพิธีเลี้ยงผีด้วย ผีจะกินเครื่องเซ่นประมาณ 30 นาทีหรือธูปหมดดอก ในระหว่างนั้นคนที่นับถือผีต่างตระกูลหรือชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ไม่ได้นับถือผีเดียวกันจะเข้าบ้านไม่ได้ ต้องรอจนเสร็จพิธีเลี้ยงผีก่อน ถ้าใครผิดผีจะถือว่างานแต่งงานครั้งนั้นต้องล้มเลิกและต้องหาฤกษ์วันใหม่ ส่วนหมูที่เลี้ยงผีจะยกให้กับผู้ที่กระทำผิดผีหมดทั้งตัว แต่ผู้ที่ทำผิดผีต้องหาหมูตัวใหม่ให้ เพื่อทำพิธีใหม่ เมื่อผีกินเครื่องเซ่นเสร็จ หมูตัวนั้นจะถูกนำมาประกอบอาหารเช่นลาบ และแกงต่างๆ 
                   หลังจากนั้น ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่จะทำพิธี นายศรี ดอยคำ พูดให้ฟังว่าจะต้องพูดว่า “วันนี้ วันดี เอาหมูมาเลี้ยง ขอให้แต่งงานอยู่ดีมีสุข” จากนั้น จะเป็นพิธีมัดมือโดยคนเฒ่าคนแก่จะเริ่มต้นก่อน ลำดับต่อมาจะเป็นพ่อแม่และญาติๆ ในช่วงเวลานี้ คนที่ถือผีต่างตระกูลและชาวบ้านที่มา จะเข้าบ้านเพื่อไปมัดมือได้ หลังจากนั้นจะเป็นพิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ซึ่งชาวบ้านจะแยกย้ายกันกลับ ปัจจุบันพะล็อกบ้านเมืองก๊ะยังคงพิธีแต่งงานแบบนี้อยู่ (สัมภาษณ์ นายไพศาล ใหม่เฟย, 2556)
              3) ผีเจ้านาย
                   “ผีเจ้านาย” หรือ “ผีเสื้อบ้าน” ถือเป็นผีที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาบ้านเมือง และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ปัจจุบันหอผีเจ้านายตั้งอยู่ตรงต้นมะม่วงกลางหมู่บ้าน อยู่ห่างออกมาจากศาลผีขุนหลวงวิลังคะประมาณ 600 เมตร  จากการสัมภาษณ์นายพวน ดอยคำ เจ้าพิธีคนปัจจุบันได้เล่าว่า ช่วงเวลาที่เลี้ยงผีเจ้านาย จะทำช่วงเดียวกับที่เลี้ยงผีพ่อขุนหลวงวิลังคะ วิธีการเลี้ยงคือจะนำอาหารและเครื่องเซ่นจากพิธีเลี้ยงผีพ่อขุนหลวงมาถวายแก่ผีเสื้อบ้าน ของที่เลี้ยงก็ขึ้นอยู่กับว่าเลี้ยงไก่หรือหมูให้กับพ่อขุนหลวง นอกจากนี้ยังมีขนมจ๊อก ห่อนึ่งไก่ ข้าวตอก ดอกไม้ เหล้า และน้ำ โดยมากจะเลี้ยงประมาณบ่ายโมง สมัยก่อนนายศรี ดอยคำ เป็นเก๊า (เจ้าพิธี) ปัจจุบันนายพวน ดอยคำ เป็นผู้สืบพิธี (สัมภาษณ์ นายพวน ดอยคำ, 2556) 
                   ที่เลอเวือะบ้านป่าแป๋มีธรรมเนียมการเลี้ยงผีเจ้านายด้วย โดยยังสามารถระบุชื่อได้ว่ามีใครบ้าง แต่สำหรับที่บ้านเมืองก๊ะทราบแต่เพียงว่าเป็นผีเจ้านาย ถือกันว่าผีเจ้านายเป็นผู้คุ้มครองหมู่บ้านให้เป็นสุข 


     
    ศาลผีเจ้านาย หรือ ผีเสื้อบ้าน ศาลอันซ้ายเป็นศาลเก่า ศาลอันขวาเป็นศาลใหม่

  • ตำนาน :

    ตำนานของขุนหลวงวิลังคะที่หมู่บ้านเมืองก๊ะ
              ตำนานของขุนหลวงวิลังคะที่หมู่บ้านเมืองก๊ะนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง
                        ช่วงแรก เป็นตำนานของขุนหลวงวิลังคะในช่วงที่มีปัญหาทำสงครามกับพระนางจามเทวี 
                        ช่วงที่สอง เป็นตำนานของขุนหลวงวิลังคะเมื่อมาอยู่ที่บ้านเมืองก๊ะและสวรรคต จากนั้นจึงมีการเคลื่อนย้ายศพของขุนหลวงวิลังคะเพื่อไปที่ดอยสุเทพ 
    ตำนานขุนหลวงวิลังคะในสมัยทำสงครามกับพระนางจามเทวี
              แม่อุ้ยนวล ดอยคำ ได้เล่าตำนานขุนหลวงวิลังคะในเนื้อหาแบบดั้งเดิมที่เคยเล่ากันในหมู่บ้าน ดังนี้ 
              “สมัยก่อน ขุนหลวงวิลังคะหลงรักพระนางจามเทวีใคร่อยากได้มาเป็นเมีย แต่พระนางจามเทวีไม่ชอบ ขุนหลวงวิลังคะจึงยกกองทัพมาตีเมืองลำพูน พระนางจามเทวีจึงได้ออกอุบายให้ขุนหลวงวิลังคะพุ่งเสน้าจากดอยสุเทพ ถ้าตกที่กลางเมืองลำพูนจะยอมแต่งงานด้วย เพื่อทำลายเวทมนต์ของขุนหลวงวิลังคะ พระนางจามเทวีจึงให้ของขวัญกับขุนหลวงวิลังคะ คือใบพลูซึ่งได้เอาปลายใบพลูไปแหย่ในอวัยวะเพศหญิง และเอาหมวกที่ทำจากผ้าซิ่นเปื้อนประจำเดือนไปมอบให้ขุนหลวงวิลังคะ ทำให้พุ่งเสน้าไม่ตกกลางเมืองลำพูน ขุนหลวงวิลังคะเสียหน้าจึงหนีมาพร้อมลูกน้องและสร้างบ้านเมืองก๊ะขึ้น” (สัมภาษณ์ นางนวล ดอยคำ, 2556) 
              ในปัจจุบันชาวบ้านได้สืบค้นประวัติของขุนหลวงวิลังคะ ซึ่งได้นำเนื้อหามาจากตำนานหลายๆ เรื่องมารวมกันได้แก่ ชินกาลมาลีปกรณ์ มูลศาสนา และเชียงใหม่ปางเดิม โดยเฉพาะเชียงใหม่ปางเดิมนั้นค่อนข้างมีอิทธิพลมาก เพราะชาวบ้านเมืองก๊ะระบุว่า "พญาวีวอ" หรือที่มีการสันนิษฐานว่าคือขุนหลวงวิลังคะเคยปกครองเมืองเชษฐบุรีหรือเวียงเจ็ดลิน ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ โดยถือเป็นกษัตริย์องค์ที่ 13 ของระมิงค์นคร (พันธ์ธน บัวระพวน, 2549) จากการรวบรวมตำนานต่างๆ ข้างต้น ทำให้ในปัจจุบันข้อมูลที่รับรู้กันอยู่ในชุมชนจึงค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะฉะนั้นตำนานที่ได้จากการเล่าโดยนางนวล ดอยคำ น่าจะเป็นเนื้อหาตำนานขุนหลวงวิลังคะฉบับดั้งเดิมก่อนที่ตำนานจากภายนอกจะเข้ามาปะปน
    ตำนานขุนหลวงวิลังคะเมื่อมาก่อตั้งบ้านเมืองก๊ะและตาย
              เรื่องราวชีวิตของขุนหลวงวิลังคะหลังแพ้สงครามกับพระนางจามเทวีไม่ปรากฏอยู่ในตำนานมูลศาสนา ชินกาลมาลีปกรณ์ จามเทวีวงศ์ และเชียงใหม่ปางเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ขอเรียกว่า “ตำนานฉบับหลวง” แต่มาปรากฏเฉพาะในตำนานที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมาเท่านั้น ตำนานที่เล่ากันอยู่ที่บ้านเมืองก๊ะจึงมีความน่าสนใจ เพราะบอกเรื่องราวชีวิตของขุนหลวงวิลังคะหลังแพ้สงคราม และบอกเส้นทางการติดต่อของลัวะสมัยก่อนที่ใช้เส้นทางสันเขาเดินทางติดต่อกันในเขตภูเขา
              ที่มาของชื่อหมู่บ้านเมืองก๊ะได้มาจากชื่อพยางค์ท้ายของขุนหลวงบะลังก๊ะ (วิลังคะ) เป็นเรื่องที่เล่าสืบกันต่อมา พันธ์ธน บัวระพวน  ได้บันทึกจากคำบอกเล่าของนายศรี ดอยคำ ไว้ว่า  หลังจากพ่อขุนหลวงวิลังคะได้พ่ายแพ้จากการพุ่งเสน้า  ไม่อยากจะพบหน้าใครอีกจึงหนีเข้าป่า ชาวบ้านชาวเมืองได้ติดตามมาบางส่วน จึงได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่หมู่บ้านลัวะก๊ะ และพ่อขุนหลวงวิลังคะได้สร้างเมืองเล็กๆ อยู่ในป่าทำมาหากินตามประสาคนป่า และมีความเคารพนับถือกันเหมือนกับญาติพี่น้อง อยู่มาวันหนึ่งขุนหลวงวิลังคะได้เรียกเสนาอารักษ์ และชาวบ้านมาประชุมกัน และได้สั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายว่า “ถ้าหากข้าตายไป อย่านำศพข้ามน้ำ จงเอาศพของข้าไปฝังที่ยอดดอยสูง และให้เห็นเมืองหริภุญชัย ลำพูน” เมื่อพ่อขุนหลวงพูดจบ ก็ได้วิ่งออกไปจากห้องประชุมไปยังลานกว้าง และได้โยนหอกพุ่งขึ้นฟ้า เมื่อหอกได้ดิ่งลงมา พ่อขุนได้ใช้อกรับ  หอกตกลงกลางใจพ่อขุนหลวงวิลังคะ ชาวบ้านชาวเมืองต่างพากันร้องไห้เสียใจ  (พันธ์ธน บัวระพวน, 2549; สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ, 2556) 

     

     
    ดอยคว่ำล่อง (โลง) สถานที่ฝังศพพ่อขุนหลวงวิลังคะ

              วันรุ่งขึ้นชาวบ้านได้นำเอาไม้มาต่อเป็นล่อง (โลงศพ) แล้วยกเอาร่างของพ่อขุนหลวงลงนอนในล่อง ต่อมาชาวบ้านชาวเมืองและเสนาอารักษ์ได้แห่ศพของพ่อขุนหลวงขึ้นดอยกิ่วครก เหลือแต่ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนและเด็กเล็กเฝ้าบ้าน การแห่ศพของพ่อขุนหลวงมีทหารบางส่วนตีฆ้องกลองนำหน้าขบวนศพ ผ่านดอยกิ่วครก และดอยผาเลี้ยม แต่ไม่ให้เอาศพข้ามน้ำ ได้เดินตามสันดอยเขตแดนรอยต่อระหว่างอำเภอแม่ริมกับอำเภอสะเมิง ได้พากันเดินทางไปเรื่อยๆ โดยมีเป้าหมายให้ไปถึงดอยสุเทพ การเดินทางได้ยึดเอาเสียงฆ้องเสียงกลองเป็นที่ตั้ง เสียงฆ้องเสียงกลองไปทางใดก็ให้หามศพไปทางนั้น ฝ่ายฆ้องกลองเดินทางได้เร็วกว่าพวกที่แห่หามศพ การหามศพเดินไปพักไป มีการนำเสบียงไปพร้อม ใช้เวลาในการเดินทางหลายวันด้วยกัน พวกชาวบ้านที่หามศพพ่อขุนหลวงต่างก็รู้สึกเศร้าเสียใจ ต่างรู้สึกอาลัยในพ่อขุนไม่ได้ใส่ใจสภาพแวดล้อมหรือต้นไม้ในป่าที่เดินผ่าน ได้พากันข้ามเครือเขาหลง ทำให้ขบวนหามศพหลงทาง จนไม่ได้ยินเสียงฆ้องเสียงกลอง ขบวนศพได้หามศพสุดดอยหัวชุกสูงข้างหน้า ส่วนข้างล่างเป็นลำน้ำลึกคือลำน้ำแม่สาบนดอยสูง ได้มองเห็นเมืองลำพูน ด้วยชาวบ้านที่หามศพพ่อขุนหลวงต่างรู้สึกว่าได้หลงทาง จึงหามศพพ่อขุนหลวงเพื่อกลับทางเดิม ปรากฏว่าล่อง (โลงศพ) ได้คว่ำลง  และเอียงตะแคงหันหน้าไปทางเมืองลำพูน จึงได้ฝังศพของขุนหลวงวิลังคะที่นั่น ส่วนชาวบ้านที่ติดตามได้พากันเสียใจจนล้มตายไปจนหมดที่บนดอยคว่ำล่องปัจจุบัน

     

                                               
                               สภาพบนยอดดอยคว่ำล่อง สถานที่ฝังศพขุนหลวงวิลังคะ       เครือเขาหลง ต้นไม้ในตำนานที่ชาวบ้านบอกว่าเป็นต้นเหตุให้ขบวนศพหลงทาง

     

                                              
                                       ศาลพ่อขุนหลวงวิลังคะ บนยอดดอยคว่ำล่อง                                     ผากลอง อยู่ในเขตตำบลโป่งแยง

     

              ส่วนพวกฆ้องกลองได้ผ่านสันดอยไปคนละฟากกับลำน้ำแม่สา พากันหลงทางจะกลับก็กลับไม่ได้ที่หน้าผา พวกฆ้องกลองได้ติดอยู่ที่นั้นและได้ล้มตายไปในที่สุด เหลือเพียงแต่ฆ้องกลองที่ได้กลายเป็นหิน ต่อมาชาวบ้านได้พากันเรียกว่า  ผาฆ้องผากลอง สืบมาจนทุกวันนี้ ปัจจุบันผาฆ้องผากลองตั้งอยู่ในเขตบ้านกองแหะ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนพวกที่ไม่ได้ไปร่วมแห่ศพพ่อขุนหลวงได้เฝ้าบ้านอยู่กันอย่างตามมีตามเกิด ไม่มีใครทราบว่าหลังจากสมัยของขุนหลวงวิลังคะแล้วมีใครเป็นผู้นำอีก แต่ชาวบ้านยังคงสืบทอดการเลี้ยงผีบรรพบุรุษขุนหลวงวิลังคะในทุกเดือน 9 (มิถุนายน) มาจนถึงทุกวันนี้ (พันธ์ธน บัวระพวน, 2549; สัมภาษณ์ นายศรี ดอยคำ และ นายไพศาล ใหม่เฟย, 2556)

     

     

    ผาฆ้อง อยู่ในเขตตำบลโป่งแยง

              จากตำนานข้างต้นสะท้อนว่า ดอยสุเทพคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของลัวะ แต่จากการสำรวจทางโบราณคดีบนดอยสุเทพโดยกรมศิลปากรเมื่อปี พ.ศ.2553 อย่างละเอียด  ไม่พบร่องรอยของหลุมฝังศพใดๆ เช่น เนินดินฝังศพรูปวงกลม (วงตีไก่) (กรมศิลปากร, 2553) 

  • สถานการณ์ปัจจุบัน :

              พะล็อกมีความเชื่อเรื่องผีควบคู่กับการนับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ในอดีต ความเชื่อเรื่องผีเป็นความเชื่อหลักของชุมชน จนกระทั่งเมื่อราวทศวรรษ 2500 สังคมเริ่มเปลี่ยนเป็นสังคมทันสมัยมากขึ้น ชาวบ้านเริ่มไปแต่งงานกับคนเมือง ทำให้ความเชื่อเรื่องผีค่อยๆ ลดลง และหันไปนับถือศาสนาพุทธอย่างจริงจังมากขึ้นนับตั้งแต่เมื่อมีการสร้างวัดบ้านเมืองก๊ะขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2502 เพราะเดิมเวลาชาวบ้านจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจะต้องไปวัดในหมู่บ้านข้างเคียง

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ :

    การอพยพเข้ามาทำงานในเมือง
              การอพยพเข้ามาทำงานในเมืองเริ่มต้นขึ้นราวทศวรรษ 2520  เมื่อคนในหมู่บ้านสามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2514 เป็นต้นมา และเมื่อ พ.ศ.2528 ที่มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมมีการสร้างสะพาน สร้างถนน ทำให้บ้านเมืองก๊ะสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ดีขึ้น 
              แต่ที่สำคัญคือ พ.ศ.2535 เมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เข้ามาในหมู่บ้านแล้ว ทำให้ชาวบ้านหลายคนต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เมื่อบ้านหนึ่งมีอีกบ้านหนึ่งก็อยากมีบ้าง เป็นผลทำให้ชาวบ้านเริ่มทยอยออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในหมู่บ้านเหลืออยู่เฉพาะคนแก่ คนในวัยกลางคนจำนวนหนึ่งและเด็ก ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเข้าไปทำงานในเมืองกัน และมีบางคนก็ไม่กลับเข้ามาในหมู่บ้านอีกเลย

     

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

    ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาติพันธุ์
              พะล็อกที่บ้านเมืองก๊ะไม่ได้เชื่อมโยงตนเองเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันและลัวะกลุ่มอื่น แต่มีกระบวนการที่สนใจคือการรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของชุมชนผ่านพิธีบวงสรวงพ่อขุนหลวงวิลังคะที่อนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะ
              ชาวบ้านเมืองก๊ะทุกคนต่างนับถือขุนหลวงวิลังคะกันอย่างมาก ถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษ จึงเรียกว่า “พ่อขุนหลวงวิลังคะ” และเชื่อว่าพวกตนสืบเชื้อสายต่อๆ กันมาจากลัวะในสมัยขุนหลวงวิลังคะ ผู้เขียนได้สอบถามชาวบ้านถึงการนิยามความเป็นพะล็อก  พบว่าคุณลักษณะแรกสุดที่ชาวบ้านตอบเหมือนกันคือ การนับถือขุนหลวงวิลังคะ รองลงมาคือการสืบเชื้อสายชาวพะล็อก  ถัดมาคือการนับถือผีพะล็อก  ที่รองลงมามากๆ คือ ภาษา ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ (สัมภาษณ์ นายพวน ดอยคำ และ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556) สาเหตุที่ภาษาพะล็อกไม่ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีก  เพราะภาษาพะล็อกอยู่ในภาวะวิกฤต มีคนพูดได้น้อยลงเรื่อยๆ จนใกล้สูญ ด้วยเหตุนี้เองชุมชนบ้านเมืองก๊ะจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับพิธีกรรมบวงสรวงขุนหลวงวิลังคะ สังเกตได้จากการสืบค้นและรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของขุนหลวงวิลังคะตั้งแต่ พ.ศ.2550 เป็นต้น ผ่านงานวิจัยท้องถิ่นที่ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556) 
              เมื่อประวัติศาสตร์ของขุนหลวงวิลังคะได้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่ง ในการแสดงออกถึงความเป็นลัวะ/พะล็อกของชาวบ้านเมืองก๊ะ ภายหลังจากที่นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ได้เขียนผลงานเรื่องกาพย์เจี้ยจามเทวีและวิรังคะ ในปี พ.ศ. 2530 จนได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประเภทบทกวี ในปี 2530 (ไกรศรี นิมมานเหมินท์, 2533) ได้กระตุ้นให้คนภายนอกสนใจเรื่องราวของขุนหลวงวิลังคะมากขึ้น ในปี พ.ศ.2535 ท่านพระครูวิรุณธรรมโกวิท ซึ่งมีเชื้อสายเป็นลัวะได้ให้ช่างฝีมือปั้นรูปจำลองพ่อขุนหลวงวิลังคะที่วัดเจดียสถาน และได้นำรูปปั้นจำลองพ่อขุนหลวงความสูงประมาณ 2 เมตร มาประดิษฐานไว้ตรงหน้าศาลพ่อขุนหลวง จึงทำให้สำนึกทางประวัติศาสตร์ของพะล็อกบ้านเมืองก๊ะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น และภูมิใจกับความเป็นลัวะ
              ต่อมาปี พ.ศ. 2537  มีการทำฐานของอนุสาวรีย์พ่อขุนหลวงวิลังคะ และเคลื่อนย้ายมาตั้งในที่ปัจจุบันคือวัดเมืองก๊ะใกล้กับศาลผีขุนหลวงวิลังคะ และต่อมา ในปี พ.ศ.2543 คุณงามนิจ เรืองศร และพลเอกสำเภา ชูศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในสมัยนั้นพร้อมคณะ ได้มาสร้างศาลพ่อขุนหลวง และสร้างสถูปครอบรูปปั้นพ่อขุนหลวง ตลอดจนได้จัดสร้างสวนหย่อมในบริเวณอนุสาวรีย์ให้มีความร่มรื่น รูปทรงของสถูปที่สร้างครอบรูปปั้นขุนหลวงวิลังคะได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของพระธาตุพนม โดยรูปปั้นของขุนหลวงทำท่าพุ่งเสน้าไปทางทิศใต้คือ ตำแหน่งของเมืองลำพูน ทั้งหมดนี้สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2544 ทางคณะศรัทธาและเจ้าภาพได้ร่วมกันจัดงานฉลองสมโภชอย่างสมเกียรติ โดยได้เรียนเชิญพลเอกสำเภา ชูศรี ผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด ในสมัยนั้นมาเป็นประธานในพิธี (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556) 

     

        
                       

        รูปปั้นพ่อขุนหลวงวิลังคะ                                                 สถูปที่สร้างเพื่อประดิษฐานพ่อขุนหลวงวิลังคะ

     

              จากเหตุการณ์การสร้างอนุสาวรีย์นี้เอง  ที่ได้กระตุ้นให้ชาวบ้านให้ความสำคัญต่อพิธีเลี้ยงผีขุนหลวงวิลังคะ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งนายไพศาล ไทยใหม่ ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านที่เป็นพะล็อกคนแรก และได้มีการกระตุ้นให้สำนึกทางประวัติศาสตร์เรื่องขุนหลวงวิลังคะสูงขึ้นด้วยการจัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ขุนหลวงวิลังคะขึ้น และปรับปรุงพิธีกรรมบวงสรวงขุนหลวงวิลังคะให้เป็นพิธีใหญ่ มีการจัดพิธีกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกเป็นพิธีแบบดั้งเดิมที่มีการฆ่าหมูฆ่าไก่ในช่วงเช้า และส่วนที่สองเป็น “พิธีสืบสานวัฒนธรรมประเพณีชาวลัวะบ้านเมืองก๊ะ”  ซึ่งมีการแสดงและเลี้ยงอาหารชาวบ้านที่มาร่วมพิธี  ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนนักถึงการที่ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้นำเกิดจิตสำนึกเกี่ยวกับขุนหลวงวิลังคะ 

  • สถานการณ์อื่น ๆ :

    ภาษาเดิมที่กำลังสูญหาย
              ภาษาพะล็อกอยู่ในภาวะวิกฤต  เพราะในปัจจุบันชาวบ้านแทบทั้งหมด ไม่มีใครสามารถพูดภาษาพะล็อกเป็นประโยคได้อีก จำได้เฉพาะคำบางคำเท่านั้น โดยปัจจุบันเหลือคนเพียง 2 คนเท่านั้นที่สามารถพูดได้เป็นประโยคคือ นายศรี ดอยคำ ซึ่งความจำเสื่อมแล้ว เพราะอายุ 87 ปี ส่วนอีกคนความจำยังค่อนข้างดีอยู่คือ นางนวล ดอยคำ อายุ 86 ปี (เก็บข้อมูลปี 2556) ทั้งคู่สุขภาพไม่ดี ดังนั้น ในอนาคตไม่น่าจะหลงเหลือคนที่พูดภาษานี้ได้อีก ชาวบ้านได้วิเคราะห์กันเองว่าสาเหตุที่ทำให้ภาษาพะล็อกวิกฤตนั้นเป็นเพราะมีการตั้งโรงเรียนในหมู่บ้านขึ้น และต่อมาเมื่อมีโทรทัศน์เข้ามาทำให้เด็กฟังแต่ภาษาไทย ภาษาพะล็อกจึงค่อยๆ หายไปในที่สุด (สัมภาษณ์ นายไพศาล ไทยใหม่, 2556)

     

Access Point
No results found.