กลุ่มชาติพันธุ์ : ก่อ(อึมปี้)

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : ก่อ(อึมปี้)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ก่อ(อึมปี้)
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ก่อเมืองแพร่, อึมปี้, ก่อ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษาทิเบโต-เบอร์มัน (Tibeto-Burman) สายโลโลใต้ (Southern Lolo) กลุ่มย่อยฮาโนอิช (Hanoish)
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

    ชื่อที่เรียกตัวเอง  

              อึมปี้  เป็นชื่อที่เรียกตัวเอง ในพื้นที่บ้านดง ต.สวนเขื่อน อ.เมือง จ.แพร่ 

              ก่อ  เป็นชื่อที่เรียกตัวเอง ในพื้นที่บ้านสะเกิน ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน 

              ก่อ(อึมปี้) เป็นชื่อที่ตกลงร่วมกันระหว่าง "ก่อ" ที่จังหวัดน่าน และ "อึมปี้" ที่จังหวัดแพร่ ในการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง 

              คำว่า "ก่อ" และ "อึมปี้" เป็นคำที่กลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในจังหวัดแพร่และน่านใช้เรียกตัวเอง ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เข้าใจความแตกต่างของชื่อเรียกนั้น ต้องสืบย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์นี้ นั่นคือ คนรุ่นปัจจุบันเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนถูกกวาดต้อนจากสิบสองปันนาในมณฑลยูนนานของประเทศจีน ในยุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" โดยเริ่มมาตั้งชุมชนที่บ้านม่วงเน่า ปัจจุบันคือบ้านเชียงแล อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน จากนั้นได้แยกย้ายออกไปเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ที่บ้านเสือกึน (สะเกิน) ในพื้นที่ภูลังกา อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ทำหน้าที่ผลิตดินประสิว/ดินปืน (จากมูลค้างคาว) ให้เจ้าเมืองน่าน ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งถูกบังคับให้ไปเลี้ยงช้างและม้าให้กับเจ้าเมืองแพร่ ที่ตัวจังหวัดแพร่ ตอนแยกกันใหม่ๆ ทั้งสองกลุ่มยังเดินทางไปมาหาสู่กันอยู่ แต่ระยะหลังเริ่มเหินห่างกันออกไป กลุ่มที่อยู่สะเกิน (เขตจังหวัดน่าน) ยังเรียกตัวเองว่า "ก่อ" ขณะที่กลุ่มที่อยู่ใกล้ตัวเมืองแพร่เรียกตัวเองว่า "อึมปี้" เข้าใจว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "แป้" (แพร่) ซึ่งเป็นคำบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของคนก่อ/ก๋องที่อยู่เมืองแพร่ ล่าสุด เมื่อปี 2560-62 องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับชนพื้นเมืองในภาคเหนือ ได้นำทั้งสองกลุ่มมาพบกัน ใช้เวลาคุยกันยาวนานหลายครั้ง จึงได้ข้อค้นพบข้างต้นกับสรุปว่าต่อไปจะใช้ทั้งคำว่า "ก่อ(อึมปี้)" ในการเรียกตัวเอง ประชากรรวมทั้งหมดประมาณ 1,200 คน ส่วนชื่อเรียกอื่น ๆ ที่เหลือ เป็นคำที่คนเมือง (ไทยวน) และกลุ่มชาติพันธุ์ใกล้เคียงเรียกคนก่อ (อึมปี้)  

              การกำหนดชื่อเรียกของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองจากคำว่า "อึมปี้" เป็น "ก่อ(อึมปี้)" เกิดขึ้นจากการประชุมร่วมกันระหว่างแกนนำสองพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมในพื้นที่บ้านดง จังหวัดแพร่ ได้ใช้คำว่า "อึมปี้" เป็นที่รู้จักกันในกลุ่มนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีคำว่า "ก่อ" แต่ผลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างชาวก่อบ้านสะเกิน จังหวัดน่าน กับชาวอึมปี้บ้านดง จังหวัดแพร่ ในวันที่ 7 มีนาคม 2560 ได้ข้อสรุปว่าชนเผ่าพื้นเมืองทั้งสองพื้นที่เป็นพี่น้องกัน มีการไปมาหาสู่กันและพูดภาษาเดียวกัน แต่ทางบ้านสะเกินไม่เคยรู้จักคำว่า "อึมปี้" ที่ชาวบ้านดงเรียกตัวเอง และยืนยันให้ใช้ชื่อ "ก่อ" และทางบ้านดงก็ได้เห็นพ้องด้วย แต่ขอให้มีคำว่า "อึมปี้" วงเล็บไว้ท้ายเป็น "ก่อ(อึมปี้)" ด้วย เพราะมีงานทางด้านวิชาการของหลายหน่วยงานก่อนหน้านี้ใช้คำว่า "อึมปี้" มาก่อนแล้ว ทั้งนี้หากมีการรณรงค์สื่อสารความรู้ใหม่และได้ความชัดเจนแล้วจะใช้คำว่า "ก่อ" เพียงคำเดียวก็ได้ภายหลัง

    ชื่อที่คนอื่นเรียก        

              ละว้า, ลัวะ, ก่อเมืองแพร่, ก้อบ้านดง เป็นชื่อที่คนเมือง (พื้นราบ) เรียกคนก่อ (อึมปี้)

        

  • อื่น ๆ :

    วัฒนธรรมด้านภาษา

              ก่อ(อึมปี้) มีภาษาพูดเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและยังคงใช้ภาษาในชีวิตประจำวันอยู่ และทุกคนในครัวเรือนกว่าร้อยละ 75 สามารถพูดภาษาก่อ(อึมปี้) ได้เป็นอย่างดี และชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงได้มีความพยายามจะอนุรักษ์วัฒนธรรมด้านภาษานี้ไว้ ด้วยการพัฒนาระบบตัวเขียนภาษาก่อ(อึมปี้) โดยใช้อักษรไทย โดยคุณศรีนวล ดวงหอม เจ้าของภาษาได้ร่วมมือกับโครงการวิจัยภาษาไทยและภาษาพื้นเมืองถิ่นต่าง ๆ ดำเนินการโดยทบวงมหาวิทยาลัย มีนักภาษาศาสตร์เป็นบรรณาธิการให้ในปี พ.ศ. 2519 ต่อมามีนักวิจัยเข้ามาในพื้นที่และชักชวนให้ชาวก่อ(อีมปี้) บ้านดงอนุรักษ์ภาษาต่อเนื่อง โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อปี พ.ศ. 2553

              ภาษาอึมปี้เป็นภาษาที่ไม่มีตัวสะกด มีระบบเสียงซับซ้อน มีทั้งเสียงสระธรรมดา สระลงคอ สระขึ้นจมูก นอกจากนี้ยังมีวรรณยุกต์ สนธิ และการเติมหน่วยเติมท้ายคำ

    ลักษณะการเรียงประโยค ประธาน-กรรม-กริยา

              โง       คุ่มโม่       จ๊ามา

              ฉัน      ภรรยา      มีแล้ว

    ส่วนประโยคคำถามมีคำลงท้ายที่เป็นสัญลักษณ์ของการถามคล้ายคลึงกัน เช่น ลา โห่ลา โล่ เช่น

              นอ      คุ่มโม่        จ๊า       โล่

              คุณ     (ภรรยา)     มี        หรือยัง

    ประโยคปฏิเสธจะปรากฏคำว่า "ม่า" นำหน้าคำกริยา เช่นเดียวกับภาษาส่วนใหญ่ในตระกูลจีน-ทิเบต

              โง       คุ่มโม่        ม่า       จ๊า

              ฉัน      ภรรยา       ไม่       มี

               หมายเหตุ: รายละเอียดของระบบตัวเขียนภาษาก่อ(อึมปี้) ดูได้จากรายงานผลการวิจัยสร้างระบบตัวเขียน "สืบชะตาภาษาอึมปี้บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่" โดยธีระภพ  เขื่อนสี่ และคณะ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (2553)

              การวิจัยครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นในชุมชนชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โดยการนำของนายธีระภพ เขื่อนสี่ และคณะ  รวมถึงเด็กและเยาวชนก่อ(อึมปี้) สามารถมาเข้าร่วมทำงานได้ทุกกิจกรรม ทำให้ได้เห็นพลังและศักยภาพของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจะต้องพัฒนาและเสริมศักยภาพของเยาวชนต่อเนื่องไป

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย  มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม 

    ปีงบประมาณ 2564   อัพโหลดเมื่อ 24 มิถุนายน 2564  

    เอกสารอ้างอิง 

    • มยุรี ถาวรพัฒน์. (2559). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย : อึมปี้. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเพทฯ : เอกพิมพ์ไท จำกัด.    
    • มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). “ก่อ (อึมปี้)” ในเอกสารแผ่นพับของโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย. เชียงใหม่: มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม
    • ชัชวาล  คำงาม. บันทึกประวัติศาสตร์ล้านนา [ระบบออนไลน์], http://historicallanna01.blogspot.com/ เข้าถึงเมื่อ 20 เมษายน 2560
    • ธีระภพ  เขื่อนสี่. (2553). สร้างระบบตัวเขียน “สืบชะตาภาษาอึมปี้บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่”. รายงานผลการวิจัย, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว)
    • วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. อาณาจักรน่านเจ้า. [ระบบออนไลน์], http://www.wikipedia.org/ เข้าถึงเมื่อ 23 เมษายน 2560
    • วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ไทลื้อ. [ระบบออนไลน์], http://www.wikipedia.org/ เข้าถึงเมื่อ 23 เมษายน 2560

     

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              ตามประวัติบอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่าชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) เคลื่อนย้ายมาจากแคว้นสิบสองปันนาในประเทศจีน เมื่อประมาณ 200-400 ปีมาแล้ว โดยสันนิษฐานว่าพวกเขาถูกกวาดต้อนจากการขยายอิทธิพลและ/หรืออาณาเขตของอาณาจักรต่างๆ ในสมัยโบราณ และถูกเกณฑ์มาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเส้นทางเดินทัพตั้งแต่ประเทศลาวและเคลื่อนย้ายมาตามพื้นที่แอ่งเชียงคำ-ท่าวังผา และตั้งถิ่นฐานสุดท้ายที่หมู่บ้านเสือกืน ตำบลยอด อำเภอปง จังหวัดเชียงราย และบางส่วนได้ถูกเกณฑ์มาอยู่ที่บ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใด ๆ บ่งชี้ถึงความเป็นมาของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ได้

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              การศึกษาและบันทึกเรื่องราวของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) มีขึ้นครั้งแรกเป็นการศึกษาเกี่ยวกับภาษาของก่อ(อึมปี้) ที่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบหลังปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา งานสำคัญคือเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517 ได้เริ่มมีการทำ "พจนานุกรม มปี-ไทย-อังกฤษ" โดยศรีนวล ดวงหอม เป็นการศึกษาภาษาของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) เฉพาะในหมู่บ้านดง อำเภอสวนเขื่อน จังหวัดแพร่ โดยบันทึกไว้ว่า Mr. Richard Davis อาสาสมัครชาวอเมริกันประจำอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้ค้นพบหมู่บ้านก่อ(อึมปี้) โดยบังเอิญ เมื่อปี พ.ศ. 2510 คนในหมู่บ้านเรียกตนเองว่า "มปี" ส่วนประวัติความเป็นมาของคนมปี ไม่มีใครบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอน Mr. Richard Davis ซึ่งเป็นผู้ค้นพบหมู่บ้านมปี ได้รายงานเรื่องนี้แก่ Mr. Jimmy G. Harris ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2510 Mr. Jimmy G. Harris และ Mr. Richard Davis จึงได้เริ่มออกไปสำรวจและเก็บข้อมูลภาษามปีในวันสุดสัปดาห์ โดยมีนายวิชัย เขื่อนสอง อายุ 61 ปี และภริยา นางบัวสี เขื่อนสอง อายุ 44 ปี เป็นผู้บอกภาษา ต่อมาประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2515 นายบุญเรียง ดวงหอม เดินทางมาเป็นผู้บอกภาษาที่กรุงเทพฯ สำหรับวิชาฝึกฟังให้ผู้เข้าอบรมสัทศาสตร์ภาคฤดูร้อน โดยมี Mr. Jimmy G. Harris เป็นผู้สอน ควบคุมและให้คำแนะนำ (Srinuan Duanghom 1976: คำนำ) นักภาษาศาสตร์ได้จัดให้ภาษาของก่อ (อึมปี้) อยู่ในตระกูลภาษาทิเบโต-เบอร์มัน (Tibeto-Burman) สายโลโลใต้ (Southern Lolo) กลุ่มย่อยฮาโนอิช (Hanoish) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาของบีซู (Bisu) และภูน้อย (Phu Noi) เป็นต้น ภาษาที่ใกล้เคียงกับก่อ(อึมปี้) นี้กระจายอยู่ในเขตประเทศจีนตอนใต้และในเขตประเทศลาว

              การค้นคว้าประวัติศาสตร์ชนเผ่าก่อ(อึมปี้) จึงเริ่มต้นจากประวัติความเป็นมาผ่านการบอกเล่าของชนชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) รุ่นปัจจุบันที่ได้รับฟังเรื่องราวและถ่ายทอดสืบต่อกันมา และทำการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลประวัติศาสตร์ทางวิชาการที่มีการบันทึกไว้และสามารถสืบค้นได้ นำมาปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อจัดทำเป็นประวัติศาสตร์ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ในครั้งนี้ ดังนี้

    ถิ่นกำเนิด

              ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) มีถิ่นกำเนิดจากแคว้นสิบสองปันนา ประเทศจีน จากการเทียบเคียงภาษาและจากประวัติศาสตร์บอกเล่าสืบต่อกันมาของชนเผ่าก่อ(อึมปี้) ทั้งสองพื้นที่คือบ้านสะเกิน จังหวัดน่านและบ้านดง จังหวัดแพร่ เชื่อว่าบรรพบุรุษก่อ(อึมปี้) มาจากเมืองเหนือ หรือแถบสิบสองปันนาที่อยู่ทางใต้ของประเทศจีน ซึ่งอดีตเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของไทลื้อ เดิมชาวไทลื้อมีถิ่นที่อยู่บริเวณหัวน้ำของ (น้ำโขง) เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า "ลือแจง" ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่บริเวณเมืองหนองแสหรือที่เรียกว่า คุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำของ (น้ำโขง) สิบสองปันนา ประมาณคริสตศตวรรษที่ 12 หรือพุทธศตวรรษที่ 17 เจ้าเจื๋องหาญ วีรบุรุษชาวไทลื้อได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ แถบนั้นตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (จีนเรียกเซอลี่) โดยได้ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองเอาไว้ที่หอคำเชียงรุ่งนานถึง 790 ปี ต่อมาถึงสมัยเจ้าอิ่นเมือง ครองราชย์ในปี ค.ศ. 1579-1583 (พ.ศ. 2122-2126) ได้แบ่งเขตการปกครองเป็นสิบสองหัวเมือง แต่ละหัวเมืองให้มีที่ทำนา 1,200 หาบข้าว (เชื้อพันธุ์ข้าว) ต่อหนึ่งที่/หนึ่งหัวเมือง จึงเป็นที่มาของสิบสองปันนา โดยได้แบ่งเขตการปกครองเอาไว้ในอดีต (ชัชวาล  คำงาม, [ระบบออนไลน์], เข้าถึงเมื่อ 20 เมษายน 2560)  ได้แก่  1) ปันนาเชียงรุ่ง มี 2 เมือง คือเมืองเชียงรุ่ง เมืองฮำ 2) ปันนาเมืองแจ่ มี 3 เมือง คือเมืองอ๋อง เมืองงาด เมืองแจ่ 3) ปันนาเมืองหน มี 2 เมือง คือเมืองปาน เมืองหน 4) ปันนาเมืองเจียงเจื่อง มี 2 เมือง คือเมืองฮาย เมืองเจื่อง 5) ปันนาเจียงลอ มี 4 เมืองคือเมืองมาง เมืองงาม เมืองลางเหนือ เมืองเจียงลอ 6) ปันนาเมืองลวง มี 1 เมืองคือเมืองโลง 7) ปันนาเมืองลา มี 2 เมือง คือเมืองบาง เมืองลา 8) ปันนาเมืองฮิง มี 2 เมืองคือเมืองวัง เมืองฮิง 9) ปันนาเมืองล้า มี 2 เมืองคือเมืองบาน เมืองล้า 10) ปันนาเมืองพง มี 2 เมืองคือเมืองหย่วน เมืองพง อีกเมืองส่างกาง ส่างยอง 11) ปันนาเมืองอู๋ มี 2 เมืองคือเมืองอู๋ใต้ เมืองอู๋เหนือ (ปันนานี้ตกเป็นเขตแดนลาวล้านช้าง สมัยฝรั่งเศสปกครองประเทศลาวถึงปัจจุบัน) 12) ปันนาเจียงตอง มี 4 เมืองคือ เมืองบ่อล้า เมืองอีงู เมืองอีปัง เมืองเจียงตอง

               สิบสองปันนาในสมัยอาณาจักรน่านเจ้าเป็นถิ่นที่อยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีความเป็นอยู่และขนบธรรมเนียมที่คล้ายกัน จักรพรรดิจีนในยุคนั้นจึงให้รวมไว้เป็นอาณาจักรเดียวกัน และต่อมาในยุคสมัยจักรพรรดิจีนชื่อเฉิงฮว่า (พ.ศ. 2008-2030) ซึ่งตรงกับอาณาจักรอยุธยาสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) และอาณาจักรล้านนาในยุคสมัยพระยาติโลกราช (พ.ศ. 1985-2030) ซึ่งในยุคนี้อาณาจักรล้านนาแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับอาณาจักรใดและเป็นยุคที่จักรพรรดิจีนอ่อนแอมีขันทีว่าราชการแทนจึงถูกจักรวรรดิเวียดนาม (แกว/ญวน) โดยจักรพรรดิเล ทั้ญ ตง (ราชวงศ์เหิ่วเล) (พ.ศ. 2003-2040) แต่งตั้งแม่ทัพชื่อเจ้าบัวสามเข้าทำศึก โดยพยายามรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ในแถบนั้นให้เป็นปึกแผ่น โดยเข้ายึดเมืองหลวงพระบาง (เมืองชวาขณะนั้น) และเตรียมเข้ายึดเมืองน่าน พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาจึงแต่งตั้งท้าวขาก่านเจ้าเมืองฝางไปเป็นเจ้าเมืองน่านและทำศึกกับเจ้าบัวสามแม่ทัพแกว ท้าวขาก่านนำทัพเมืองน่านที่มีกำลังประมาณ 40,000 คน เข้าสู้กับกองทัพเจ้าบัวสามที่มีกำลังกว่า 3 ล้านคน และรักษาเมืองน่านไว้ได้โดยได้สังหารเจ้าบัวสามไปด้วย จึงทำให้ท้าวขาก่านมีชื่อเสียงเลื่องลือ พระเจ้าติโลกราชจึงใช้โอกาสนี้เจริญสัมพันธไมตรีกับจักรวรรดิจีน โดยส่งทหารนำหัวแม่ทัพนายกองของแกวรวมถึงหัวเจ้าบัวสามและเชลยศึกไปบรรณาการแก่เจ้าเมืองหนองแส (จักพรรดิฮ่อปกครองสิบสองปันนาสมัยนั้น) และเป็นแม่ทัพจีนที่พยายามบุกยึดจักรวรรดิเวียดนามใช้เวลากว่า 20 ปี ก็ไม่สำเร็จ เมื่อเจ้าเมืองหนองแสได้รับรู้เรื่องราวจึงส่งสารตราตั้งให้พระเจ้าติโลกราชเป็นใหญ่ในดินแดนตะวันตก ส่วนดินแดนตะวันออกเป็นถิ่นของจักรพรรดิจีน พร้อมกับส่งช่างหลวงฝีมือดีมาวาดภาพท้าวขาก่านไปเก็บไว้ในหอประวัติศาสตร์ของจีน (อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย, ท้าวขาก่าน)

              ตลอดระยะเวลา 20 ปี ของการปกครองเมืองน่าน ท้าวขาก่านได้บูรณะพระธาตุแช่แห้งเพื่อการสักการะบูชาของชาวเมืองน่านมาตราบจนทุกวันนี้ รวมถึงการอ้างอิงถึงท้าวขาก่านของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ว่าเป็นผู้ที่นำพาบรรพบุรุษของพวกเขามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่บ้านสะเกิน จากการออกสำรวจแหล่งผลิตดินปืนของเจ้าเมืองน่านขณะนั้นและได้พบถ้ำสะเกินที่เป็นถ้ำขี้ค้างคาว มีดินจากขี้ค้างคาวที่เหมาะแก่การทำดินปืนและให้บรรพบุรุษก่อ(อึมปี้) ที่มีความรู้ด้านดินปืนมาตั้งรกรากในพื้นที่นี้เพื่อผลิตดินปืนส่งเจ้าเมืองน่าน (อ้างอิงคำสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านสะเกิน, 6 มีนาคม 2560) แต่ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนถึงช่วงเวลาการเคลื่อนย้ายและรูปแบบการเคลื่อนย้ายของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) จากอาณาจักรน่านเจ้าเข้ามาตั้งหลักปักฐานอยู่ในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดแพร่ จะมีความเชื่อมต่อของช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์เป็นเช่นไร แต่ก็คงเชื่อได้ประการหนึ่งว่าบรรพบุรุษของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) นั้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตอนใต้ของประเทศจีนและปะปนอยู่กับชนเผ่าอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไทลื้อ ไทเขิน ไทใหญ่ ฯลฯ ในกลุ่มชนชาติไท จากการอ้างอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องราวของเจ้าผู้ครองอาณาจักรหรือจักรวรรดิต่าง ๆ ทั้งที่บันทึกไว้ในประเทศจีนและประเทศไทย จึงสามารถนำมาอ้างอิงถึงถิ่นกำเนิดของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ได้

              หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนาหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาเขตบริเวณลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขา เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่น้ำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯ โดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จรดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน) และจรดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจรดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจรดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนเรียกในปัจจุบันว่า เมืองจิ่งหง) ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพลไปถึงเมืองนั้น ๆ รัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1985-2030) พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 ในราชวงศ์มังราย พระองค์ได้รับการยกย่องให้มีฐานะเป็น "ราชาธิราช" พระองค์ทรงแผ่ขยายขอบขัณฑสีมาของอาณาจักรล้านนาให้ยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าเดิม

              ด้านทิศเหนือ เมืองเชียงรุ่ง  เมืองยอง

              ด้านทิศตะวันออก เมืองนันทบุรี (น่าน) แพร่ ทุ่งยั้ง (ส่วนหนึ่งของอุตรดิตถ์) จรดถึงหลวงพระบาง

              ด้านทิศตะวันตก ขยายไปจนถึงรัฐฉาน (ตะวันตกเฉียงเหนือของพม่า) เช่น เมืองไลคา เมืองยองห้วย เมืองสีซอ

              ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช อาณาจักรล้านนายังได้ทำสงครามกับอาณาจักรอยุธยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นานถึง 25 ปี โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการแผ่อิทธิพลเข้าไปในสุโขทัยของทั้งสองอาณาจักร แต่ไม่มีฝ่ายไหนได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทั้งสองอาณาจักรจึงผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน จนกระทั่งอาณาจักรล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่าในปี พ.ศ. 2101

    การเคลื่อนย้าย

              การเคลื่อนย้ายของชาวก่อ(อึมปี้) จากประวัติศาสตร์และถิ่นกำเนิดของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) อาจต้องเริ่มต้นด้วยการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนเผ่าในดินแดนทางตอนใต้ของจีน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมกลุ่มคนแล้วอพยพลงมาหรือเป็นการถูกกวาดต้อนจากสงครามเพื่อการสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ ความเชื่อของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ที่บอกว่ามาจากสิบสองปันนานั้น การจัดทำข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์จึงต้องอ้างอิงถึงเส้นทางการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนตามประวัติศาสตร์และนำมาอ้างอิงเป็นเรื่องราวการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) ได้ดังนี้

    ยุคเริ่มแรก การเคลื่อนย้ายจากการอพยพหนีการรุกรานของมองโกล

              ยุคเริ่มแรกของการเคลื่อนย้ายของกลุ่มชนชาติไทในประเทศจีนที่อพยพหลบหนีการรุกรานของมองโกล มาตั้งอาณาจักรหอคำเชียงรุ่งในยุคสมัยของพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 (วิกิพีเดีย: อาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง) มีความมั่นคงอยู่ได้ถึง 100 กว่าปี ก่อนที่จะถูกมองโกลและจีนรุกราน และสุดท้ายตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนก่อนที่อาณาจักรตองอูของพม่าจะมีการก่อตั้งในพุทธศตวรรษที่ 21 (วิกิพีเดีย: เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา) ซึ่งในยุคนี้มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) จะถูกรวบรวมและอพยพมาตั้งรกรากอยู่ร่วมกับชนชาติไทสิบสองปันนา ทั้งนี้ยังคงต้องการแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการอ้างอิงและพิสูจน์ความถูกต้องต่อไป

    ยุคที่สอง การกวาดต้อนผู้คนและการขยายอิทธิพลของอาณาจักรล้านา

              นับตั้งแต่อาณาจักรหอคำเชียงรุ่งได้จัดตั้งขึ้นบริเวณทางตอนใต้ของประเทศจีน และปัจจุบันคือเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา ตลอดระยะเวลาการดำรงอยู่ของอาณาจักรหอคำเชียงรุ่งที่เจริญรุ่งเรืองเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี ได้ถูกรุกรานจากการขยายอาณาเขตของมองโกลและตกอยู่ภายใต้การปกครองในยุคสมัยของพระเจ้าหอคำเชียงรุ่งรัชกาลที่ 33 จากนั้นจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนโดยในยุคสมัยจักรพรรดิเฉิงหว่า ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนาได้ขยายอิทธิพลและเจริญสัมพันธไมตรีกับเจ้าเมืองหนองแส ซึ่งเป็นผู้ปกครองสิบสองปันนาและเป็นแม่ทัพจีนในตอนใต้ จึงมีการกวาดต้อนผู้คนบางส่วนมายังอาณาจักรล้านนา บรรพบุรุษของชาวก่อ(อึมปี้) จึงน่าจะอยู่ในกลุ่มผู้คนที่ถูกกวาดต้อนด้วย ดังการอ้างอิงถึงท้าวขาก่านเจ้าเมืองน่านในสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงเป็นยุคที่สองของการเคลื่อนย้ายในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) และเป็นยุคแรกของการเข้าสู่พื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ทั้งนี้ยังคงต้องการแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการอ้างอิงและพิสูจน์ความถูกต้องต่อไป

    ยุคที่สาม การกวาดต้อนผู้คนและการขยายอิทธิพลของรัตนโกสินทร์ตอนต้น

              ต่อเนื่องจากยุคที่สอง การกวาดต้อนผู้คนจากการขยายอิทธิพลของอาณาจักรต่าง ๆ มาจนถึงในยุคที่อาณาจักรล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าและอยุธยายาวนานหลายร้อยปี จวบจนพระยากาวิละซึ่งได้ร่วมกับพระเจ้าตากแห่งกรุงธนบุรีขับไล่พม่าออกจากเชียงใหม่สำเร็จ จึงได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองทางเหนือถึง 57 หัวเมือง ในยุคที่รู้จักกันดี คือ "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" ซึ่งตรงกับยุคสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเป็นยุคที่สามของการเคลื่อนย้ายในกลุ่มชนเผ่าก่อ(อึมปี้)  และเป็นครั้งที่สองของการเข้าสู่พื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยมีเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของเจ้าหลวงจองคำ ที่ชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกินให้ความเคารพนับถือ เป็นหลักฐานอ้างอิงว่าในพื้นที่บ้านสะเกินเคยเป็นทุ่งสงครามการสู้รบในสมัยโบราณ มีด่านปางค่า (บริเวณบ้านปางค่า ต.ผาช้างน้อย อ.ปง จ.พะเยา) เป็นป้อมปราการป้องกันการรุกรานของศัตรู เป็นต้น แต่ทั้งนี้ยังคงต้องการแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการอ้างอิงและพิสูจน์ความถูกต้องต่อไป

              ในที่นี้จึงสรุปได้ว่า ชาวก่อ(อึมปี้) เป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนสิบสองปันนาลงมาทางใต้และมาสิ้นสุดอยู่ในพื้นที่บ้านสะเกิน จังหวัดน่าน และบ้านดง จังหวัดแพร่ ด้วยเหตุปัจจัยแห่งการขยายอาณาเขตของอาณาจักรต่างๆ ในสมัยโบราณ การกวาดต้อนผู้คนในยุคสมัยนั้นได้นำพาชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) มาตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้จวบจนปัจจุบัน

              ในส่วนของการก่อตั้งชุมชนสองชุมชนของชาวก่อ(อึมปี้) นั้น  มีรายละเอียดดังนี้ 

    บ้านสะเกิน

              บ้านสะเกิน หมู่ที่ 1 ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน ตั้งอยู่บนทางหลวงหมายเลข 1148 บริเวณเส้นแบ่งเขตจังหวัดพะเยาและจังหวัดน่าน มีการตั้งถิ่นฐานของประชากรเป็นชนเผ่าพื้นเมืองที่เรียกตัวเองว่า "ก่อ" รวมทั้งสิ้น 112 ครัวเรือน 408 คน

              บ้านสะเกิน เดิมเรียกชื่อกันว่าบ้าน "เสือกืน" ซึ่งหมายถึงเป็นพื้นที่ที่มีเสือชุกชุมใครเข้าไปแล้วอาจไม่รอดกลับมาเพราะถูกเสือกิน เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นเขตป่าดงดิบหนาทึบมีภูเขาสูงล้อมรอบแอ่งกระทะที่เป็นที่ราบแม่น้ำงิม ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนต่อมาจนถึงปัจจุบัน  จากประวัติศาสตร์บอกเล่าที่เชื่อว่าคนก่อบ้านสะเกิน ได้ถูกเกณฑ์จากเจ้าเมืองน่านให้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านสะเกิน ซึ่งแต่เดิมอยู่บริเวณบ้านม่วงเน่า (บ้านเชียงแล) อำเภอท่าวังผา และเคลื่อนย้ายมาอยู่บริเวณบ้านยอด อำเภอสองแคว เจ้าเมืองน่านในสมัยนั้น (ไม่ทราบว่าอยู่ในยุคเจ้าเมืองคนใด) ได้มีการสำรวจแหล่งผลิตดินปืนและได้พบกับถ้ำขี้ค้างคาว (ถ้ำสะเกิน) ซึ่งอยู่เหนือหมู่บ้าน จึงได้เกณฑ์บรรพบุรุษชาวก่อ(อึมปี้) ให้มาตั้งถิ่นฐานผลิตดินปืนจากขี้ค้างคาวส่งเข้าเมืองต่อเนื่องมาหลายยุคสมัยเจ้าปกครองเมืองน่าน

              ชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ราบแม่น้ำงึมซึ่งเป็นที่ราบเชิงเขาดอยผาปันและดอยผาหลวงซึ่งเป็นต้นน้ำแม่น้ำงึม ปัจจุบันมีทางหลวงหมายเลข 1148 น่าน-พะเยา ตัดผ่านหมู่บ้านโดยที่ตั้งบ้านเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งขวา หากเดินทางจากน่านไปพะเยา หมู่บ้านสะเกินจะเป็นหมู่บ้านสุดเขตแดนจังหวัดน่านบริเวณแม่น้ำงึมฝั่งซ้าย เมื่อข้ามแม่น้ำงึมไปจะเป็นเขตจังหวัดพะเยาบริเวณบ้านห้วยเฟือง

     

    แผนที่ภูมิประเทศบริเวณบ้านสะเกิน หมู่ 1 ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน

    ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1:50,000 กรมแผนที่ทหาร ระวางที่ WGS84-5147IV

     

     แผนที่ภูมิประเทศบริเวณบ้านสะเกิน หมู่ 1 ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน

    ที่มา: พัฒนาจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม google earth บันทึกภาพเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2559

     

    บ้านดง

              บ้านดง หมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ตั้งอยู่ในเขตบริหารท้องถิ่นของเทศบาลตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ในเขตปกครองท้องที่ตำบลสวนเขื่อน ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ชื่อทางการคือบ้านดงใต้และ หมู่ที่ 8 บ้านดงเหนือ มีการตั้งถิ่นฐานของประชากรในหมู่ 4 และหมู่ 8 จำนวน 207 ครัวเรือน และ 122 ครัวเรือน ตามลำดับ

              บ้านดง เป็นหมู่บ้านของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) อีกหมู่บ้านหนึ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า บรรพบุรุษได้ย้ายมาอยู่ที่ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และเรียกชื่อหมู่บ้านของตนว่า "บ้านมปี" แต่คนอื่น ๆ เรียกว่า "บ้านดง" มีสมาชิกเพียง 6 คู่ และบ้าน 6 หลัง จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2512 ของ Mr. Blobaum อาสาสมัครชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานที่จังหวัดแพร่ ปรากฏว่าจำนวนบ้านเรือนได้เพิ่มขึ้นเป็น 234 หลังคาเรือน และมีประชากรประมาณ 1,250 คน ชาวก่อ(อึมปี้) ที่บ้านดงนับถือพุทธศาสนาจึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่ง เรียกว่า "วัดดงใต้" และต่อมาเพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนประชากรซึ่งเพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้าง "วัดดงเหนือ" ขึ้นอีกวัดหนึ่ง ผู้บอกภาษาสูงอายุบางคนเล่าให้ฟังว่า ชาวมปีแต่เดิมนิยมฝังศพ มิได้เผาศพจนกระทั่งเมื่อยอมรับนับถือพุทธศาสนา (Srinuan Duanghom 1976: คำนำ) ปัจจุบันแบ่งการปกครองท้องที่ออกเป็น 2 หมู่บ้านทางการคือ หมู่ 4 บ้านดงใต้ และ หมู่ 8 บ้านดงเหนือ

     

    แผนที่ภูมิประเทศบริเวณบ้านดง ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

    ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่ภูมิประเทศมาตราส่วน 1:50,000 กรมแผนที่ทหาร ระวางที่ WGS84-5045III

     

    แผนที่การใช้ที่ดินบ้านดง หมู่ 4 และหมู่ 8 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่

    ที่มา: พัฒนาจากแผนที่ภาพดาวเทียม google earth บันทึกภาพเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560

     

              ตามประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดง ที่ระบุว่าบรรพบุรุษก่อ(อึมปี้) ที่อยู่บ้านดง เป็นเชลยศึกที่ถูกแบ่งมาจากบ้านสะเกิน มาทำหน้าที่เลี้ยงม้าและช้างให้กับเจ้าหลวงเมืองแพร่ โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลระบุว่าชื่อเจ้าหลวงขาเค จากประวัติการก่อตั้งวัดดงใต้เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งมีอายุรวมราว 346 ปี ตามที่กรมการศาสนาค้นพบ ไม่มีหลักฐานใดอ้างอิงชัดเจน นอกจากหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานจารึกเป็นภาษาล้านนา และสอบถามจากผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ซึ่งท่านก็จำสืบกันมา พอสรุปได้คร่าว ๆ ว่า วัดดงใต้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2189 ช่วงนั้นชาวบ้านดงอพยพมาจากสิบสองปันนา เขตลื้อแดนฮ่อเป็นคำที่ผู้สูงอายุจำสืบกันมาและมาอยู่ที่ลาว ภายหลังเจ้าขาเคเจ้าเมืองแพร่ไปรบที่ลาวและได้กวาดต้อนชาวก่อ(อึมปี้) มาด้วย และให้ชาวบ้านดงเลี้ยงช้างและม้า พร้อมกันนั้นได้มอบพระพุทธรูปหน้าตัก 9 นิ้วที่ได้จากหลวงพระบางมาให้สร้างวัดให้ชนชาวก่อ(อึมปี้) ด้วย พระพุทธรูปองค์นั้นยังคงอยู่ แต่มีการเก็บซ่อนไว้เพราะกลัวถูกขโมย

              จากการค้นคว้าประวัติเจ้าขาเคนั้น ก็คือพระยาพิมพิสารเจ้าเมืองนครแพร่องค์ที่ 21 ปกครองเมืองแพร่ระหว่าง พ.ศ. 2390-2429 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงแต่งตั้งให้พระยาพิมพิสารราชาเป็นเจ้าครองนครแพร่แทนลุงคือ พระยาอินทวิไชย ที่ได้สิ้นชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2390 เมื่อนำมาเทียบกับ พ.ศ. 2189 ที่มีการอ้างอิงการสร้างวัดดงใต้นั้น ชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงจึงเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานก่อนสมัยของพระเจ้าขาเค ซึ่งจะตรงกับสมัยของพญาสามล้านและพญาเชียงลือ ซึ่งเป็นแม่ทัพล้านนาที่ยกทัพมาสู้รบและได้เป็นเจ้าผู้ครองนครแพร่ในยุคการเป็นเมืองขึ้นพม่า–อยุธยา–ล้านนา สลับกัน  และสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกินที่ถูกเกณฑ์มาในยุคสมัยของท้าวขาก่าน และชาวก่อ(อึมปี้) บางส่วนถูกแบ่งมาที่เมืองแพร่ด้วย ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

              ดังนั้น ถึงแม้ว่าชาวก่อ(อึมปี้) ได้ถูกกวาดต้อนมาตามประวัติศาสตร์ และมาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อทำหน้าที่เลี้ยงม้าและช้างให้กับเจ้าเมืองแพร่ การตั้งถิ่นฐานอยู่มาอย่างยาวนานถึงกว่า 400 ปีของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดง จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนพื้นเมืองของจังหวัดแพร่ในปัจจุบันที่ควรศึกษาต่อไป

              ตามหลักฐานที่ปรากฏนามเจ้าอาวาส มีลำดับดังนี้ ครูบาจัยยะเสน ไม่ปรากฏ พ.ศ. ครูบาบาระมี ไม่ปรากฏ พ.ศ. ครูบาอินต๊ะ ไม่ปรากฏ พ.ศ. ครูบามัลละ ไม่ปรากฏ พ.ศ. ครูบาเตจะ มรณะ พ.ศ. 2466 ครูบาหมื่น พ.ศ. 2467-2490 ครูบาใจ ชยราโธ (พระอธิการใจ ชยราโธ) พ.ศ. 2491-2510 ครูบาอินสม กตสาโร (พระครูวิมลธรรมสาร) พ.ศ. 2511-2543 พระกรุง สนติกโร (รักษาการแทน) พ.ศ. 2547 (ที่มา: ป้ายประวัติหน้าวัดดงใต้)

              ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านดง ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองแพร่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 101 ถึงแยกบ้านร่องฟองให้เข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1101 ไปประมาณ 10 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวาจะถึงหมู่บ้านดง โดยทิศเหนือติดกับบ้านโป่งศรี ตำบลบ้านถิ่น เป็นบ้านไทลื้อ ทิศใต้ติดกับบ้านหนองแขม ตำบลป่าแดง เป็นบ้านคนเมือง ทิศตะวันออกติดกับบ้านสวนเขื่อน ตำบลสวนเขื่อน เป็นบ้านคนเมือง และทิศตะวันตกติดกับบ้านหัวฝาย ตำบลกาญจนา เป็นบ้านคนเมือง (สัมภาษณ์ นายธีรภพ เขื่อนสี่, 2559)  ในหมู่บ้านดง ซึ่งแบ่งเป็นบ้านดงเหนือและบ้านดงใต้ในปัจจุบัน จากการเพิ่มขึ้นของประชากร บ้านดงใต้ถือว่าเป็นแกนหลักของหมู่บ้านเพราะใช้วัดดงใต้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญของชุมชนทั้งสองหมู่บ้าน

     

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    บ้านสะเกิน   

              ชนชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณที่ราบแม่น้ำงึมซึ่งเป็นที่ราบเชิงเขาดอยผาปันและดอยผาหลวงซึ่งเป็นต้นน้ำแม่น้ำงึม ปัจจุบันมีทางหลวงหมายเลข 1148 น่าน-พะเยา ตัดผ่านหมู่บ้านโดยที่ตั้งบ้านเรือนส่วนใหญ่จะอยู่ฝั่งขวา หากเดินทางจากน่านไปพะเยา หมู่บ้านสะเกินจะเป็นหมู่บ้านสุดเขตแดนจังหวัดน่านบริเวณแม่น้ำงึมฝั่งซ้าย เมื่อข้ามแม่น้ำงึมไปจะเป็นเขตจังหวัดพะเยาบริเวณบ้านห้วยเฟือง

              การตั้งชุมชนของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน เป็นกลุ่มบ้านที่อยู่บนที่เนินที่เป็นที่ลาดเชิงเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่ซึ่งทอดตัวลงมาสู่ที่ราบแม่น้ำงึม โดยที่ราบริมฝั่งแม่น้ำงึมที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่บ้านจะเป็นพื้นที่นาข้าวของชาวบ้านสะเกิน

              ครัวเรือนชนเผ่าพื้นเมืองก่อ บ้านสะเกินมีการถือครองที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ถึงร้อยละ 79.46 และมีครัวเรือนที่ถือครองที่ดินมีเอกสารสิทธิ์เพียงร้อยละ 20.54 แต่ทุกครัวเรือนมีที่ดินทำกิน ซึ่งมีเฉลี่ยครัวเรือนละ 3 แปลง มีขนาดพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ต่อครัวเรือน การใช้ประโยชน์ที่ดิน นอกจากการใช้ที่ดินเพื่อการตั้งบ้านเรือนแล้ว มีการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรมากที่สุด เป็นที่ไร่ถาวรจำนวน 125 แปลง รองลงมาเป็นที่นา จำนวน 75 แปลง และที่สวนไม้ผลจำนวน 74 แปลง และยังมีการทำไร่หมุนเวียนอยู่ จำนวน 57 แปลง

              ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกินยังคงมีการปลูกข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่แล้วยังเหลือข้าวส่วนเกินจากการบริโภคในครอบครัว ในขณะที่การประกอบอาชีพหารายได้นั้นนิยมปลูกพืชเศรษฐกิจและมีบางส่วนที่ทำงานรับจ้างนอกฤดูการเกษตร การหารายได้จากธรรมชาติทั้งการเก็บหาของป่า การจับปลาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การปลูกผักสวนครัวและเก็บหาจากธรรมชาติเพื่อการบริโภคยังมีอยู่ให้เห็นทั่วไปเนื่องจากเป็นสังคมชนบทยังคงต้องพึ่งพิงตลาดในการซื้อหาพืชผักและเนื้อสัตว์ รวมถึงเครื่องปรุง เครื่องมือเครื่องใช้ที่ไม่สามารถผลิตเองได้

              ด้านวิถีวัฒนธรรม ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) หมู่บ้านสะเกินมีเพียง 38 ครัวเรือน เท่านั้นที่มีการพูดภาษาชนเผ่าได้ทุกคนในครัวเรือน อย่างไรก็ตามทุกครัวเรือนยังคงสืบทอดวิถีวัฒนธรรมด้านอื่นๆ เช่น การเลี้ยงผีเจ้าหลวงคำและการฟ้อนก่อปิดดาว รวมถึงการประยุกต์การฟ้อนรำให้เหมาะสมกับยุคสมัยด้วย เช่น การฟ้อนก่อประยุกต์ เป็นต้น

     

    การแต่งกายของชนพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน ต.ยอด อ.สองแคว จ.น่าน

    ประยุกต์จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน

     

    บ้านดง 

              ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านดง ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองแพร่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 101 ถึงแยกบ้านร่องฟองให้เข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1101 ไปประมาณ 10 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวาจะถึงหมู่บ้านดง โดยทิศเหนือติดกับบ้านโป่งศรี ตำบลบ้านถิ่น เป็นบ้านไทลื้อ ทิศใต้ติดกับบ้านหนองแขม ตำบลป่าแดง เป็นบ้านคนเมือง ทิศตะวันออกติดกับบ้านสวนเขื่อน ตำบลสวนเขื่อน เป็นบ้านคนเมือง และทิศตะวันตกติดกับบ้านหัวฝาย ตำบลกาญจนา เป็นบ้านคนเมือง (สัมภาษณ์ นายธีรภพ เขื่อนสี่, 2559) ในหมู่บ้านดง ซึ่งแบ่งเป็นบ้านดงเหนือและบ้านดงใต้ในปัจจุบัน จากการเพิ่มขึ้นของประชากร บ้านดงใต้ถือว่าเป็นแกนหลักของหมู่บ้าน เพราะใช้วัดดงใต้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญของชุมชนทั้งสองหมู่บ้าน

              ช่วงแรกของการตั้งถิ่นฐาน เล่ากันว่าบรรพบุรุษชาวก่อ(อึมปี้) นอกจากจะเลี้ยงม้าและช้างศึกให้กับเจ้าเมืองแพร่แล้ว ชาวก่อ(อึมปี้) มีอาชีพทำไร่ทำนาด้วย โดยพื้นที่ทั้งหมดครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางไปจนถึงบริเวณเชิงเขาต้นน้ำแม่แคมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน และตลอดลำน้ำแม่แคมมาจนถึงหมู่บ้านปัจจุบัน เป็นที่ดินทำกินของชาวก่อ(อึมปี้) ทั้งหมด แต่ภายหลังเมื่อมีการขยายตัวของเมืองและผู้คนเพิ่มขึ้น ที่ดินส่วนหนึ่งจึงถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของคนกลุ่มอื่น ๆ และเหลือที่ดินทำกินของชนเผ่าก่อ(อึมปี้) เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงมีการถือครองที่ดินประเภทที่นามากที่สุดทั้งสองหมู่บ้าน คือ บ้านดงใต้ 159 แปลง 361.9 ไร่ และบ้านดงเหนือ 79 แปลง 212.8 ไร่

              โดยที่นาของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงใต้อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านและบ้านดงเหนืออยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน โดยที่นาของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงใต้มีขอบเขตพื้นที่มากกว่าบ้านดงเหนือ แต่ทั้งนี้ในอดีตที่นาของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงมีขอบเขตพื้นที่กว้างขวาง แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และมีกลุ่มคนเผ่าอื่นมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มจากการขยายตัวของเมือง รวมถึงการขายที่นาจึงทำให้ที่นาของชาวก่อ(อึมปี้) ลดลง ในชุมชนชาวบ้านยังคงปลูกข้าวเพื่อบริโภคโดยมีผลผลิตเพียงพอบางครัวเรือนมีส่วนเหลือจากการบริโภค ชาวบ้านมีรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก มีบางส่วนที่ทำงานรับจ้าง เก็บหาของป่า เลี้ยงสัตว์ขายเป็นรายได้ ชาวบ้านยังคงปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวันอยู่ บางส่วนสามารถเก็บหาจากหัวไร่ปลายนา ป่าธรรมชาติและยังคงต้องซื้อหาอาหาร เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตได้เอง

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              โครงสร้างครอบครัวของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดง จะเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว สืบเชื้อสายตระกูลข้างพ่อ บุคคลที่อยู่สายตระกูลเดียวกันแต่งงานกันเองไม่ได้ ครอบครัวหนึ่งจะประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก และ/หรือบุพการีของทางฝ่ายชาย ระบบครอบครัวและเครือญาติให้ความสำคัญกับทางผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงมีสถานะและบทบาทมากกว่า มีหน้าที่ในการดูแลครอบครัว มีอำนาจตัดสินใจ สังสรรค์กับคนภายนอก รวมไปถึงการเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ จากการสืบทอดตำแหน่งจากบิดา สำหรับผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้วจะย้ายไปเป็นสมาชิกในวงศ์ตระกูลของผู้ชาย ทำหน้าที่แม่บ้านและดูแลความเรียบร้อยภายในครอบครัว แต่ปัจจุบันผู้หญิงชาวอึมปี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้น 

              การจัดแบ่งกลุ่มคนในหมู่ชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน ด้วยการจัดแบ่งเป็นสายตระกูล ที่มาของสายตระกูลยังไม่มีความชัดเจนมากนักว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเกิดจากยุคสมัยที่มีการตั้งป้อมค่ายและเมืองหน้าด่านปางค่าที่มีเจ้าหลวงจองคำเป็นผู้นำ ซึ่งมีการตั้งคุ้มปกครองกันขึ้น จากนั้นเมื่อเจ้าหลวงจองคำและผู้นำต่างๆ เสียชีวิตลงในพื้นที่จากการสู้รบ จึงยังคงสืบทอดสายตระกูลด้วยการบูชาผีบรรพบุรุษในแต่ละสายตระกูลต่อมาจวบจนทุกวันนี้ (สายตระกูลอาจมีความใกล้เคียงกับเครื่องหมายประจำตระกูล)

              สายตระกูลของชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน มีทั้งหมด 4 สายตระกูลหลัก คือ สายตระกูลพญาปุก่ำ สายตระกูลพญาขวา สายตระกูลพญาพรมและสายตระกูลพวกไต แต่ละตระกูลจะมีการตั้งศาล (เฮือนผี) ประจำตระกูลในที่ดินของผู้สืบทอดคนใดคนหนึ่ง โดยชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน เรียกว่า "เน่ออิ" และมีผู้ทำหน้าที่สื่อสารกับผีบรรพบุรุษเรียกว่า "ข้าวจ้ำ" และเป็นคนกลางเพื่อการตัดสินการผิดจารีตประเพณีของคนก่อ(อึมปี้) ระหว่างสายตระกูล ปัจจุบันผู้ทำหน้าที่ "ข้าวจ้ำ" ยังเป็นผู้ทำหน้าที่รวบรวมเงินทุนของสายตระกูลเพื่อทำพิธิกรรมไหว้ผีตระกูล ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือน 6 เหนือ (เมษายน) ถึงเดือน 8 เหนือ (มิถุนายน) ของทุกปี

              การสืบทอดสายตระกูลของทั้งสี่ตระกูลนั้นมีความแตกต่างกัน คือ พญาปุก่ำและพญาขวาถือญาติฝ่ายผู้หญิง ส่วนพญาพรมถือญาติฝ่ายผู้ชายและพวกไตไม่ถือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญ (ฝ่ายไหนก็ได้) แต่ทั้งนี้ต้องมีการศึกษาในรายละเอียดกันอีกครั้ง

              การสืบทอดสายตระกูลของชาวก่อ(อึมปี้) มีเฉพาะในหมู่บ้านสะเกินเท่านั้น ก่อ(อึมปี้) บ้านดง จะไม่มีการสืบทอดสายตระกูลแบบนี้ และการสืบทอดสายตระกูลนี้นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกินที่ทำให้เกิดการสืบหาพี่น้องและเครือญาติกันได้อย่างไม่ขาดสาย  

  • การแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              การแต่งงาน ในสมัยก่อนไม่นิยมการแต่งงานนอกกลุ่มจึงมีหนุ่มชาวอึมปี้จากบ้านดง จังหวัดแพร่ เดินทางไปหาคู่ครองที่บ้านสะเกิน จังหวัดน่าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคนชาติพันธ์ุเดียวกัน แต่ในปัจจุบันมีการยอมรับคนต่างวัฒนธรรม จึงไม่มีคนอึมปี้ที่มีเลือดชาติพันธ์ุอึมปี้แท้ ๆ แต่ผสมผสานกับคนจากที่ต่างๆ การแต่งงานของคนอึมปี้ในอดีตจะให้ผู้ใหญ่ฝ่ายชายไปสู่ขอ หาวันฤกษ์ดี แล้วก็จะนำสินสอดเงินทองให้ฝ่ายหญิงเพื่อนำไปใช้ซื้อของใช้และเครื่องนอนสำหรับใช้ในเรือนหอ เมื่อถึงวันฤกษ์ดีฝ่ายชายจะไปอยู่ที่บ้านฝ่ายหญิง 5-7 วัน หลังจากนั้นฝ่ายหญิงจะย้ายมาบ้านฝ่ายชาย พร้อมกับจัดเตรียมอาหาร ของกินของใช้มากราบไหว้พ่อ-แม่ฝ่ายชาย และเป็นผู้ดูแลงานบ้านทุก ๆ อย่าง หลังจากนั้นผู้อาวุโสฝ่ายชายจะผูกข้อมือด้วยฝ้ายสีขาวให้เป็นสิริมงคลและความสุขในชีวิตสมรส และพ่อแม่ฝ่ายชายก็จะมอบเงินทองให้ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นทุนและสินน้ำใจ ในปัจจุบันพิธีแต่งงานของคนอึมปี้ไม่ต่างไปจากพิธีแต่งงานของคนภาคเหนือทั่วไปและนิยมแต่งงานเดือนคู่

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ส่วนใหญ่ชาวก่อ(อึมปี้) จะสวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นเอกลัษณ์ในงานพิธีการที่สำคัญ เช่น งานต้อนรับแขกบ้าน แขกเมือง ในพื้นที่บ้านดง ผู้หญิงจะแต่งกายด้วยผ้าซิ่นสีดำ มีแถบสีแดงสองแถบบริเวณเชิงซิ่นและชายหัวซิ่นหรือซิ่นตามสมัยนิยม สวมเสื้อคอกลมผ่าหน้าที่สาบเสื้อด้านหน้าประดับไปด้วยกระดุมเงิน แขนเสื้อรูปทรงกระบอก นิยมนำผ้าสไบสีขาวคล้องคอ รวมถึงสวมกำไลเงินแบบเกลียว สำหรับผู้ชายสวมเสื้อคอกลมผ่าหน้าหรือเสื้อหม้อฮ่อมตามแบบคนเมืองแพร่

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ชาวก่อ(อึมปี้) จะตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบใกล้แหล่งน้ำ บ้านเรือนในสมัยก่อนจะมีทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่แบบยกพื้นสูง ตัวฝาหนังสานกับไม้ไผ่ มัดกับเส้นหวาย ถักเป็นตัวแมงมุม ลักษณะหลังคาเป็นแบบจั่วสูง มุงด้วยใบพลวงหรือหญ้าคา ภายในเรือนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำหรับใช้สอย คือ บริเวณนอกชาน พื้นที่โล่งบนเรือนและห้องนอน บริเวณนอกชานเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ พื้นที่โล่งบนเรือนใช้สำหรับรับแขกหรือนั่งเล่น ทำกิจกรรมต่าง ๆ และห้องนอนอยู่ภายใน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวนอนรวมกัน แต่แยกที่นอนกัน บริเวณใต้ถุนใช้สำหรับเป็นคอกเลี้ยงสัตว์ รอบ ๆ บ้านจะปลูกต้นไม้และผักสวนครัว สำหรับบ้านเรือนในปัจจุบันจะปลูกบ้านใกล้กัน เรียงตามถนน มีลักษณะบ้านหลากหลายมากขึ้น ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน รสนิยมและฐานะ แต่ภายในบ้านจะมีหิ้งบูชาเทวดาหรือบรรพบุรุษตั้งอยู่ นอกจากนี้บางบ้านมีการแขวนน้ำเต้าไว้บริเวณหน้าบ้านหรือเสากลางบ้าน โดยเชื่อว่าจะนำความร่มเย็นมาสู่คนในบ้าน

     

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

               อาหารของชาวก่อ(อึมปี้) ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตหรือส่วนประกอบที่ได้มาจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติในท้องถิ่น ทั้งเนื้อสัตว์ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา แมลง พืชผักและเห็ดต่าง ๆ รวมไปถึงสาหร่ายน้ำจืดหรือไกที่มีลักษณะเป็นเส้น ๆ สีเขียว ซึ่งขึ้นบริเวณลำธาร มีการสืบทอดความรู้ด้านอาหารจากรุ่นสู่รุ่น จึงรู้จักพืชผักหลายชนิดและรู้ว่าชนิดใดควรกินคู่กับชนิดใดจะชูรสแก่กันและกัน รวมถึงวิธีปรุงอย่างไรให้รสชาติดีที่สุด อาหารที่นิยมกันมากคือ พริกหยวกยัดไส้ชะอม (แนกะล้อ) ยำหน่อไม้ ห่อนึ่งสาหร่าย (ไก) รับประทานคู่กับข้าวเหนียว และชอบทานอาหารรสจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด ไม่ชอบอาหารรสจืด นอกจากอาหารสำหรับคนทั่วไปแล้ว ชาวอึมปี้จะพิถีพิถันเรื่องอาหารสำหรับผู้หญิงแม่ลูกอ่อนที่กำลังอยู่ไฟหรืออยู่เดือน อาหารสำหรับผู้หญิงนี้ได้แก่ ปลาก่อ (ปลาช่อน) คั่วเกลือ ผักนึ่ง ทานกับข้าว เป็นต้น

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ในสองพื้นที่ คือ บ้านสะเกิน จ.น่าน และบ้านดง จ.แพร่ มีวิถีชีวิตที่ใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างกันในด้านความเชื่อ โดยทางบ้านสะเกินมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเจ้าหลวงจองคำและเฮือนผีประจำตระกูล ส่วนทางบ้านดงมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการไหว้บูชาเทวดา ที่ภาษาก่อ(อึมปี้) เรียกว่า "อะลา" หมู่บ้านสะเกินก็ยังคงมีพิธีกรรมไหว้บูชาเทวดาด้วยเช่นกันแต่ไม่เด่นชัดเท่าบ้านดง และบ้านดงมีการค้นคว้าและบันทึกไว้ จึงใช้ข้อมูลบ้านดงในการเดินเรื่องด้านวิถีวัฒนธรรมชาวก่อ(อึมปี้) 

  • ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    ประเพณีไหว้เทวดา

              ประมาณวันที่ 16 เมษายนของทุกปี ผู้ซึ่งเป็นเทวดาหรือผู้ที่ประกอบพิธีจะถวายเครื่องสักการะเพื่อบอกกล่าวต่อเทวดา จากนั้นรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง ผู้ประกอบพิธีจะนำเอาเครื่องสักการะที่จัดเตรียมไว้น้อมนำไปบูชาที่ศาลเทวดาซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน เพื่อบอกกล่าวเทวดาให้ได้รับรู้ เพื่อน้อมนำให้คนในหมู่บ้านกระทำดี ควรทำในสิ่งที่ถูกทำให้สังคมในหมู่บ้านมีความสุขซึ่งเป็นการรักษา คุ้มครองเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในหมู่บ้านตลอดไป ผู้เข้าร่วมพิธีจะจัดเตรียมภาชนะรองรับ (ถาด จำนวน 4 ใบ ซึ่งมีหมากแล่ม พลูแล่ม ดอกไม้ ดอกฝ้าย ธูป ขันน้ำส้มป่อยหรือขันน้ำอบ น้ำหอม เพื่อให้ชาวบ้านที่มาร่วมพิธี จะได้มีความสะดวกและความเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนที่จะเริ่มพิธีบอกกล่าวเทวดา

              ผู้ส่งทรงเทวดาถวายเครื่องสักการะ บอกกล่าวต่อเทวดา จากนั้นรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง ผู้ส่งทรงเทวดานำเครื่องสักการะที่จัดเตรียมไว้น้อมนำบูชาที่ศาลเทวดาเพื่อบอกกล่าวให้เทวดาได้รับรู้สิ่งที่น้อมนำให้คนในหมู่บ้านประพฤติดี ควรทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ทำให้สังคมในหมู่บ้านมีความสุข ซึ่งเป็นการรักษาคุ้มครองเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลในหมู่บ้านตลอดไป

              ขนบธรรมเนียมประเพณีการนับถือเทวดาของชาวบ้านดง ถือว่าเป็นประเพณีที่ชาวบ้านดงทุกหลังคาเรือนจะรู้เองถึงกำหนดวันเวลาแล้วน้อมนำเอาธูป เทียน ดอกฝ้าย ดอกไม้ ไปที่บ้านเทวดาของทุกปี โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ทุกปีเวลาประมาณ 16.00 น. ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนจะไปที่บ้านเทวดา เจ้าของบ้านจัดเตรียมถาด 2 ใบ เพื่อน้อมนำเอาสิ่งของที่ชาวบ้านได้จัดเตรียมไปใส่ในถาดนั้น

  • การเกิดของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ปัจจุบันเมื่อผู้หญิงมีครรภ์ก็จะไปคลอดที่โรงพยาบาล สมัยก่อนจะเป็นหมอตำแยที่มีคาถาอาคมมาพรมน้ำมนต์และเป่าคาถาบนศีรษะและท้องเพื่อให้เด็กกลับหัวลง ง่ายต่อการคลอด หลังจากนั้นหมอตำแยจะตัดสายรกด้วยไม้เฮี้ย ล้างร่างกายทารกให้สะอาด แล้วนำรกไปไว้ที่ต้นไม้กลางทุ่ง หลังจากทารกคลอดออกมาแล้ว คนอึมปี้เชื่อว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาจะมีวิญญาณบรรพบุรุษมาเกิดใหม่พร้อมกัน จึงเกิดพิธี "ฮ่อทูวางอ์" หมายถึง พิธีเสี่ยงทายด้วยก้อนข้าวเหนียว เพื่อถามเสี่ยงทายว่าเป็นบรรพบุรุษท่านไหนกลับมาเกิด

              นอกจากนี้ยังมีพิธีรับขวัญเด็กเพื่อให้เลี้ยงง่าย พิธีจะเริ่มจากผู้ประกอบพิธีทำการไหว้ผีหม้อนึ่งเพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าจะมีการเสี่ยงทายและเป็นการขอให้พิธีการราบรื่น ต่อจากนั้นผู้ประกอบพิธีจะจัดเตรียมขันตั้ง ภายในบรรจุเสื้อผ้าของเด็กแรกเกิด ธูป ดอกไม้ หมาก พลู ข้าวเหนียวนึ่งปั้นเป็นก้อนกลม ผูกกับด้ายยาวประมาณ 1 ศอก จากนั้นยกขันขึ้นบูชาแล้วทำการขานชื่อบรรพบุรุษของวงศ์ตระกูลแต่ละคน หากใช่ตามที่ขาน ก้อนข้าวเหนียวจะแกว่ง จากนั้นจะขานชื่อผู้ที่จะได้รับขวัญและของที่ต้องการในการรับขวัญ สื่อด้วยการแกว่งเช่นกัน ในปัจจุบันคนอึมปี้ปฎิบัติพิธีฮ่อทูวางอ์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าจะไปแต่งงานกับคนต่างกลุ่มชาติพันธ์ุหรือไปอยู่ต่างถิ่นฐานก็ตามก็จะกลับมาเพื่อทำพิธีนี้ เพราะเชื่อว่าบรรพชนยังคงอยู่ดูแลคุ้มครองลูกหลานอยู่ 

  • การแต่งงานของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              พิธีแต่งงาน ในเรื่องการแต่งงานนั้น เนื่องจากในระยะแรกๆ ที่ชาวอึมปี้มาตั้งรกรากที่บ้านดงยังเป็นหมู่บ้านเดี่ยว มีหมู่บ้านคนเมืองในละแวกใกล้เคียง ฉะนั้นเมื่อถึงคราวแต่งงาน หนุ่มชาวอึมปี้จากบ้านดงก็จะเดินทางไปหาสาวที่บ้านสะกืนในจังหวัดพะเยา ปัจจุบันชุมชนบ้านดงมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้น มีสมาชิกมากพอสำหรับการเลือกแต่งงานได้ นอกจากนี้การผสมผสานทางวัฒนธรรมกับคนเมืองใกล้เคียงมีผลให้เกิดการยอมรับและมีการแต่งงานระหว่างชาวอึมปี้กับคนเมืองมากขึ้น แล้วพามาอยู่ในหมู่บ้าน ในสมัยก่อนจะจัดพิธีแต่งงานเฉพาะเดือนคู่เพราะถือว่าจะได้อยู่เป็นคู่กันไปยาวนาน แต่ปัจจุบันจัดตามฤกษ์โดยไม่ได้ถือว่าเป็นเดือนคู่หรือเดือนคี่

              วันที่ถือว่าเป็นวันเสียในแต่ละเดือน จะห้ามประกอบพิธีทุกอย่างทั้งที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคล ได้แก่

              เดือน 1 (เกี๋ยง), เดือน 5, เดือน 9            วันเสียคือ         วันอาทิตย์และวันจันทร์

              เดือน 4, เดือน 8, เดือน 12                   วันเสียคือ         วันพุธและวันศุกร์

              เดือน 2 (ยี่), เดือน 6, เดือน 10               วันเสียคือ         วันอังคาร

              เดือน 3, เดือน 7, เดือน 11                    วันเสียคือ         วันพฤหัสบดีและวันเสาร์

              วันที่ถือว่าเป็นวันดีเรียกว่า "วันโจ๋ง" หรือ "วันฟู" ส่วนวันที่ถือว่าเป็นวันไม่ดี เรียกว่า "วันลอย" และ "วันโล่ง" วันต่างๆ เหล่านี้ มีแต่คนเฒ่าคนแก่และพระครูเท่านั้นที่นับเป็นว่าวันไหนคือวันอะไร ทุกครั้งที่ชาวบ้านจะประกอบพิธีก็จะมาให้พระครูหรือคนเฒ่าคนแก่ดูวันให้ว่าวันไหนเป็นวันดี ที่เหมาะแก่การประกอบพิธีนั้น

  • การตายและการทำศพของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ประเพณีการทำศพมีหลากหลายแบบอย่าง ขึ้นอยู่กับประเภทของบุคคลที่เสียชีวิต เดิมแล้วหากเป็นเด็กเล็กแรกเกิดถึงอายุ 15 ปีจะฝังภายใน 1 วัน หรือฝังภายในวันนั้น ถ้าเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ การคลอด หรือโรคร้ายก็จะทำการฝังเช่นเดียวกัน ขั้นตอนการฝังศพจะเรียงแถวตามสายตระกูล บนหลุมศพจะมีไม้ไขว้กันไว้เพื่อแสดงว่าเป็นหลุมศพ มีการอุทิศสิ่งของให้กับผู้ตายเรียกว่า "การตานเฮือนน้อย" หากเป็นพระภิกษุหรือสามเณรที่มรณภาพ จะเผาศพแล้วนำอัฐิบรรจุใส่โกศเก็บไว้ที่วัด ปัจจุบันการฌาปนกิจศพจะประกอบพิธีทางศาสนาและเผาศพที่วัดเหมือนกันหมด ยกเว้นเด็กแรกเกิดถึง 1 ชวบยังต้องนำไปฝังเหมือนเดิม

  • ประเพณีอื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    พิธีกรรมทำสังคหะ

              พิธีกรรมทำสังคหะประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เกิดจากความเชื่อของชาวอึมปี้บ้านดงที่ว่าคนเราอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวนพเคราะห์ เมื่อมีเคราะห์ต้องทำพิธีส่งเคราะห์เป็นรายบุคคลจึงมีการทำพิธีกรรมสังคหะหรือการส่งเคราะห์ด้วยความเชื่อที่ว่าถ้าทำพิธีกรรมสังคหะจะช่วยให้พ้นจากเคราะห์ พ้นจากความเดือดร้อนวิบัติต่าง ๆ เกิดความสุข ความปิติยินดี เกิดความสบายกายสบายใจ ประเพณีพิธีกรรมสังคหะหรือการส่งเคราะห์ประจำปีหมู่บ้านดง ตรงกับวันแรม 7 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หลังจากทำพิธีเสริมเสร็จแล้ว จึงส่งตามทิศทั้งแปดโดยให้เด็กที่มาร่วมช่วยไปส่งตามทิศวันแรม 8 ค่ำ เดือนเหนือ และมีพิธีส่งกระทงเล็ก คือ ชาวบ้านต้องช่วยกันทำกระทงเล็ก จำนวน 300 กว่าอัน เท่ากับจำนวนหลังคาเรือนในหมู่บ้าน จากนั้นจึงไปส่งตามสถานที่ที่เตรียมไว้ตามประเพณีโบราณ หากจะทำการมงคลและพิธีกรรมต่าง ๆ ต้องขึ้นท้าวทั้งสี่เสียก่อนเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

  • การขึ้นปีใหม่ของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    วันสงกรานต์

              มีงานทั้งหมด 3 วัน โดยเริ่มวันที่ 13 หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันล่อง" ในวันนี้ ชาวบ้านจะพากันทำความสะอาดบ้านและวัดเพื่อเตรียมงานและถือเป็นมงคลต้อนรับวันปีใหม่ไทย วันที่ 14 หรือ "วันเน่า" ในวันนี้ชาวบ้านพากันทำอาหารและทำขนมเพื่อนำไปไหว้ "บ้านเทวดา" ในหมู่บ้าน และสำหรับนำไปทำบุญที่วัดในวันรุ่งขึ้น วันที่ 15 หรือ "วันพญาวัน" ในวันนี้มีพิธีสรงน้ำพระและการทำบุญใส่บาตร อีกทั้งยังมีพิธีสืบชะตาซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นในวันพญาวัน โดยชาวบ้านช่วยกันนำไม้ท่อนยาวๆ มาค้ำต้นโพธิ์ที่อยู่ในวัดและมีการสวดมนต์ ถือเป็นการสืบชะตาและสะเดาะเคราะห์ให้แก่ตนเอง

  • เทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    พิธีกินข้าวใหม่ 

              หลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงเดือนพฤศจิกายนแล้ว ชาวบ้านจะนำข้าวสารหรือข้าวเปลือกที่ได้จากการเก็บเกี่ยวไปทำบุญถวายที่วัด ซึ่งเป็นการทำบุญข้าวใหม่ เพื่อขอพรให้การทำนาครั้งต่อไปได้ผลผลิตข้าวดีและงอกงาม

  • เทศกาลอื่น ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    การขึ้นบ้านใหม่

              ในหมู่บ้านชาวอึมปี้ บ้านดงนั้นในสมัยก่อนจะนำเมล็ดข้าวไปฝังยังบริเวณที่จะปลูกบ้านเพื่อเสี่ยงทายดูว่าพื้นที่นี้ดีหรือไม่ หากดีเมล็ดข้าวจะคงอยู่ดังเดิม หากไม่ดีเมล็ดข้าวก็จะกระจายหรือหายไป นิยมปลูกบ้านในเดือนมีนาคม หากจะทำการปลูกในพื้นที่ใหม่หรือนำดินจากพื้นที่อื่นมาถมจะมีการทำพิธีถอนเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคล โดยผู้ที่ทำพิธีจะจัดทำบัตรพลีหรือสะตวงที่บรรจุอาหารคาวหวาน ส้มสุกลูกไม้ บุหรี่ หมาก เมี่ยง เกลือ พริก และธูป 1 คู่ ดอกไม้ 1 คู่ ใส่ลงไปในสะตวงทั้ง 6 อัน แล้วนำไปตั้ง 4 มุมบ้าน เตรียมหม้อดิน 4 ใบ ใบแรกบรรจุข้าวสาร ใบที่สองบรรจุน้ำส้มป่อย ใบที่สามบรรจุทราย และใบสุดท้ายบรรจุข้าวเปลือกพร้อมกับเครื่องนอนต่างๆ มัดติดกัน 4 ชุด ตอนเย็นก็จะนิมนต์พระมาทำพิธี จากนั้นจะนำสะตวงไปทิ้งนอกชายบ้าน 4 ด้าน วันต่อมาจะมีพิธียกเสาเอก หลังจากนั้นสามารถดำเนินการปลูกบ้านต่อได้เลย

  • ศาสนาและความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

               ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ปัจจุบันนับถือศาสนาพุทธผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวก่อ(อึมปี้) ที่นับถือเทวดา (เรียกในภาษาก่อ(อึมปี้)ว่า อะลา) พวกเขาเริ่มมีการนับถือพุทธศาสนาเมื่อมีการตั้งวัดดงใต้ พิธีการทางศาสนาของชาวก่อ(อึมปี้) บ้านดงให้ความสำคัญกับ "ท้าวทั้งสี่" หรือเทพประจำทิศ โดยเทพประจำทิศเหนือคือท้าวเวสสุวรรณ ทำหน้าที่ดูแลปกป้องบ้านไม่ให้ศัตรูและสิ่งชั่วร้ายเข้ามารังควาญ เทพประจำทิศใต้คือท้าววิรุหะ (ท้าววิรุฬหก) ทำหน้าที่ดูแลไม่ให้มีอุปสรรคและให้มีความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ เทพประจำทิศตะวันตกคือท้าววิรูปักษ์ ทำหน้าที่ไม่ให้สัตว์ร้าย สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู เข้ามาในบ้าน เทพประจำทิศตะวันออกคือคนธรรพ์ (ท้าวธตรฐ) ทำหน้าที่ดูแลความสงบให้ราบรื่น การบูชาท้าวทั้งสี่นี้จะทำในพิธีกรรมที่เรียกว่า "ขึ้นท้าวทั้งสี่" หรือที่ในภาษาก่อ(อึมปี้) เรียกว่า "ต้าตั้งสี่ต้า" ซึ่งความเชื่อพวกนี้เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติสืบต่อกันมา ส่วนความเชื่อเรื่องเทวดานั้น เป็นความเชื่อดั้งเดิมก่อนที่ชาวก่อ(อึมปี้) จะรับพระพุทธศาสนาเข้ามา ถ้าคุยกับคนทั่วไปหรือคนภายนอกแล้ว ชาวอึมปี้เรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า "เทวดา" แต่ถ้าคุยกันในภาษาอึมปี้เรียกว่า "อะลา" อะลาไม่ใช่ผี ถ้าเรียกแบบนั้นจะถือว่าเป็นการดูถูก มีตำนานเล่าว่า "เทวดาขี่ม้าขาวมาหาน้องของพ่อของลุงแก้ว ชื่อว่าลุงกล้า เทวดาได้ขี่ม้าขาวมาในเวลากลางคืนมาที่บ้านของผู้นำ ก่อนวันที่ชาวบ้านจะทำพิธี ชาวบ้านจะได้ยินเสียงกระดิ่งม้ามาที่บ้านลุงแก้ว" (สัมภาษณ์ นายธีรภพ เขื่อนสี่, 2558) ถือกันว่าคนนามสกุล "สีตื้อ" เป็นตระกูลของเทวดา ซึ่งเทวดาคนปัจจุบันคือนายแก้ว สีตื้อ อะลาปูคนแรกของหมู่บ้านนั้นไม่มีใครทราบว่าคือใคร ลุงแก้วเล่าว่า "เท่าที่จำได้ อ่าลาบูคือปู่ของลุงแก้ว (นายต๊ะ สีตื้อ) ซึ่งได้ถ่ายทอดให้กับพ่อของลุงแก้ว (นายตา สีตื้อ) จากนั้นพ่อของลุงแก้วก็ได้ถ่ายทอดให้กับลุงของลุงแก้ว (นายแจ้ สีตื้อ) และลุงของลุงแก้วก็ได้ถ่ายทอดให้กับลุงแก้ว" ชาวบ้านถือกันว่าเทวดาเป็นผู้คุ้มครองทางจิตวิญญาณ เป็นผู้นำในการประกอบพิธีและมีศาลของเทวดา เรียกว่า "อะลาเกอ" ตั้งอยู่นอกหมู่บ้านใกล้กับวัดดงใต้ ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และทุกปีจะมีการประกอบพิธีกรรมที่อะลาเกอ

     

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              การผิดจารีตของแต่ละสายตระกูลมีข้อแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย แต่หลัก ๆ ที่ถือว่าเป็นการผิดจารีตของตระกูลเหมือนๆ กันคือ

    • การลักลอบเล่นชู้สู่ชาย
    • การยิงปืนหรือทำปืนลั่นในบริเวณบ้านเรือนและอาณาบริเวณ
    • การเข้าไปยังห้องนอนหรือห้องอื่นๆ ในบ้านเรือน โดยที่เจ้าบ้านไม่ได้อนุญาต
    • การชกต่อยทะเลาะวิวาทกันในบ้านเรือน

              เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งดังกล่าว ข้าวจ้ำของแต่ละตระกูลจะทำหน้าที่ตัดสินเรียกค่าสินไหมและต้องขอขมาที่เฮือนผีหรือเน่ออิ โดยสายตระกูลพญาปุก่ำจะมีเครื่องเซ่นประกอบด้วย ไก่ 3 คู่ เหล้า 1 ขวด ผ้าขาว ผ้าแดงอย่างละนิด หมากพลูและอื่น ๆ ในสายตระกูลพญาพรมจะมีเครื่องเซ่นเป็น หมู 1 ตัว เหล้า 1 ขวด และเครื่องประกอบอื่นๆ เป็นต้น

     

  • พิธีกรรมสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    พิธีไหว้ศาลเจ้าหลวงจองคำ

              เจ้าหลวงจองคำ เป็นผู้นำทัพของเจ้าเมืองน่านที่ทำหน้าที่เฝ้าเมืองหน้าด่านบริเวณบ้านสะเกิน โดยมีป้อมค่ายอยู่บริเวณบ้านปางค่า อำเภอปง จังหวัดพะเยา โดยเจ้าหลวงจองคำมีผู้ช่วยอีก 4 คน คือ เจ้าหลวงจมปู (ชมปู) ผู้ทำหน้าที่เฝ้าหน้าด่าน พญาแช่หรือเจ้าปุ๊กแค่ อาญาหาญและอาญานาง (ทั้งสองเป็นผัวเมียกัน โดยอาญาหาญเป็นคนเมือง อาญานางเป็นขมุ (คำบอกเล่าจากนายสนิท คนตรง, 5 กรกฎาคม 2560) ทั้งหมดเสียชีวิตจากการสู้รบ โดยเจ้าหลวงจองคำเสียชีวิตบริเวณเหนือหมู่บ้านใกล้เคียงกับที่ตั้งศาล (เฮือนผี) ปัจจุบัน ส่วนเจ้าหลวงชมปูเสียชีวิตที่ด่านปางค่า พญาแช่เสียชีวิตบริเวณตะวันตกของหมู่บ้าน อาญาหาญและอาญานางเสียชีวิตท้ายหมู่บ้าน

     

        

    ภาพ ศาลเจ้าหลวงจองคำ บ้านสะเกิน ตำบลยอด อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน

     

              พิธีกรรมการไหว้ศาลเจ้าหลวงจองคำ เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งที่หมู่บ้านสะเกิน ชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) ในยุคสมัยนั้นมีการเลี้ยงควายกันเป็นจำนวนมาก และเกิดมีโจรลักขโมยควายขึ้นหลายครั้ง ประกอบกับมีควายตายจากโรคระบาด ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันบวงสรวงเจ้าหลวงจองคำเพื่อไม่ให้มีใครมาขโมยควายได้อีก และครั้นเมื่อบวงสรวงแล้วเกิดมีโจรขโมยควายไป ยังไม่ทันข้ามแม่น้ำงิม โจรก็ถูกควายขวิดตายและควายในหมู่บ้านก็ไม่เกิดโรคระบาดอีก ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นผลจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าหลวงจองคำ จึงได้ตั้งศาลบูชาเจ้าหลวงจองคำขึ้น และมีการจัดพิธีกรรมไหว้ศาลเจ้าหลวงจองคำและผู้ช่วยทั้งสี่ตลอดมาทุกปีตราบจนปัจจุบัน พิธีกรรมการไหว้ศาลเจ้าหลวงจองคำ จัดให้มีขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ

              ครั้งที่ 1 เดือน 4 เหนือ (กุมภาพันธ์) ออก 3 ค่ำ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นหมู 1 ตัว และไก่ 3 คู่ เป็นเวลา 5 ปี ติดต่อกัน จากนั้นขึ้นปีที่ 6 จะเซ่นไหว้ด้วยควาย 1 ตัว และไก่ 3 คู่ โดยควายที่จะนำมาเลี้ยงต้องเป็นควายที่มีเขาเลยใบหูไปประมาณ 1 คืบ

              ครั้งที่ 2 เดือน 8 (มิถุนายน) ออก 3 ค่ำ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นหมู 1 ตัว และไก่ 3 คู่

              พิธีกรรมไหว้ศาลเจ้าหลวงจองคำและการไหว้เฮือนผีประจำตระกูล ทั้งสองพิธีกรรมนี้จะมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน เนื่องด้วยเฮือนผีของตระกูลพวกไตและพญาพรมถือเจ้าหลวงจองคำเป็นเจ้าชีวิตของทั้งสองตระกูล

                            

  • ตำนานของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

    ตำนานก่อปิดดาว

              เป็นเรื่องเล่าเฉพาะในกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองก่อ(อึมปี้) บ้านสะเกิน โดยมีเนื้อหาดังนี้...ในยุคสมัยหนึ่งมีหลายชนเผ่าหลายภาษาอยู่ด้วยกันและต้องการหาพระเจ้าแผ่นดินปกครองเมือง จึงตกลงกันว่าถ้าชนเผ่าใดสามารถปีนขึ้นไปเก็บดาวลงมาได้ก็จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ชนชาวก่อจึงอาสาเริ่มแรกหาไม้มาต่อๆ กันไปจนหมดไม้ ก็มีแมวตัวหนึ่งไต่ไม้ขึ้นไปก็ยังไม่ถึง จึงตัดหางแมวต่อออกไปอีกเพื่อหวังเก็บดาวดวงนั้นเพื่อจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน เดือดร้อนถึงพระอินทร์จึงทำให้เกิดฟ้าผ่าทำให้แต่ละคนตกลงมากระจายไปตามผืนแผ่นดินต่าง ๆ เป็นชนกลุ่มน้อยไป และชนเผ่าก่อก็ได้ชื่อมาจากเหตุการณ์นั้นเพราะก่อตัว/ต่อตัวกันขึ้นไปเก็บดาว

  • สถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มชาติพันธุ์ก่อ(อึมปี้) :

              ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกหลานชาวก่อ(อึมปี้) ละทิ้งถิ่นฐานออกจากหมู่บ้านไปเรียนต่อและหางานทำนอกหมู่บ้านเพิ่มจำนวนขึ้น จากข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่ามีเด็กและเยาวชนชาวก่อ(อึมปี้) ของทั้งสองหมู่บ้านเกือบ 200 คนออกไปเรียนหนังสือนอกหมู่บ้าน มีเพียงเด็กเล็กๆ เท่านั้นที่เรียนหนังสือในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง วัยแรงงานของแต่ละครัวเรือนกว่าร้อยละ 88.62 ที่ออกไปทำงานรับจ้าง และครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ไปทำงานรับจ้างนอกหมู่บ้านเป็นเวลานานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

              การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นข้อวิตกกังวลของชาวก่อ(อึมปี้) ที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่และแกนนำชุมชนในการการเสวนาระดับชนเผ่าพื้นเมืองเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ณ ห้องประชุมหมู่บ้านสะเกิน สรุปได้ดังนี้

              1.การสืบทอดวัฒนธรรมด้านภาษา กำลังจะสูญหายไป เด็ก ๆ รุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจต่อการสื่อสารด้วยภาษาก่อ(อึมปี้) มีการใช้ภาษาไทยกลางเพิ่มมากขึ้น บางครั้งสื่อสารกับผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ค่อยรู้เรื่อง

              2.การสืบทอดประเพณีและพิธีกรรม รวมถึงภูมิปัญญาของชาวก่อ(อึมปี้) กำลังจะไม่มีผู้ปฎิบัติตาม พิธีกรรมต่าง ๆ นำวัตถุสมัยใหม่มาใช้แทนเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ พิธีกรรมขวัญข้าวก็เริ่มจะไม่มีผู้ทำให้ถูกต้อง

              3.ปัญหายาเสพติดเข้ามาในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นและรุนแรงกว่าในอดีต

              4.ปัญหาที่ดินทำกิน บ้านสะเกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ถึงแม้จะมีที่ดินทำกินเฉลี่ยครัวเรือนละ 15 ไร่ แต่ไม่มีความมั่นคงในการถือครอง ส่วนบ้านดงมีที่ดินทำกินที่มีเอกสารสิทธิ์แต่ขนาดถือครองที่ดินลดลงเหลือครัวเรือนละไม่เกิน 2 ไร่

              5.การผสมกลมกลืนระหว่างชนเผ่าก่อ(อึมปี้) กับคนกลุ่มอื่น ๆ เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นในหมู่บ้านสะเกินและมีความหลากหลายขึ้นมีทั้งชนเผ่าพื้นเมืองและคนไทยในภาคอื่น ๆ จารีตที่เป็นข้อห้ามต่างๆ อาจถูกละเลยไปในอนาคต

     

Access Point
No results found.

          ก่อ (อึมปี้)  บรรพบุรุษเดินทางมาจากสิบสองปันนา จนได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดน่าน  ส่วนหนึ่งดินทางต่อมายังจังหวัดแพร่  ทั้งสองกลุ่มห่างเหินกันเนิ่นนานจนทำให้มีชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป คือ กลุ่มที่จังหวัดน่านเรียกตัวเองว่า ก่อ  ขณะที่กลุ่มที่จังหวัดแพร่เรียกตัวเองว่าอึมปี้  จนเกิดการปสะสานงาน พบปะ พูดคุยตกลงร่วมกัน และใช้ชื่อกลุ่มว่า  ก่อ (อึมปี้) เนื่องจากข้อมูลเชิงเอกสารรู้จักกลุ่มนี้มนชื่อ "อึมปี้"  การใส่ (อึมปี้) ต่อท้ายไว้เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่เคยมีการเรียกอยู่แต่เดิม 

          สนับสนุนภาพถ่ายโดย  มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม