ชุมชนชาติพันธุ์ : กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ปกาเกอะญอ (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะเหรี่ยง, กะเรง, กะหร่าง, ยาง, กะเหรี่ยงบางกลอย, กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษา ทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ใช้ภาษากะเหรี่ยงในการสื่อสาร
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสะกอ ได้บันทึกว่า ชื่อ "กะเหรี่ยง" เป็นชื่อที่เรียกตามอย่างมอญซึ่งเรียกกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ว่า "กะเรง"

              ชื่อเรียก กะหร่าง, กะเหรี่ยง ซึ่งในอดีตคนกะเหรี่ยงถูกเรียกขานในหมู่คนไตและคนไทยว่า ‘ยาง’ ชาวพม่าแยกแยะกะเหรี่ยงสองกลุ่ม คือ กะเหรี่ยงสะกอ/จกอว์ โดยใช้ชื่อเรียก Bama Kayin (กะเหรี่ยงพม่า) และกะเหรี่ยงโผล่ว/โปว์ ในชื่อเรียก Taliang Kayin (กะเหรี่ยงมอญ) ทั้งนี้ มีคำอธิบายถึงความหมายของคำเรียกชาวกะเหรี่ยงในหลายที่มา อาทิ Kayin มีความหมายในภาษาบาลีว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่สกปรก (dirty feeders), Karen เชื่อมโยงกับภาษาสันสกฤตว่า  Karita หรือกลุ่มคนป่า (barbarian tribes) นอกจากนี้ คำว่า ข่า (kha) ในภาษาไทยเรียกคนที่อยู่ในระดับต่ำ นิยามถึงกลุ่มคนนับถือผีที่อาศัยอยู่ในป่า โดยกลุ่มคนในพื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีอารยธรรม และกะเหรี่ยงโผล่วเรียกหมู่บ้านใจแผ่นดินแต่ในอดีตว่า "คึ่ยคึ่ย" หมายถึง บริเวณแพรกน้ำหรือต้นน้ำ

              คำว่ากะหร่าง เป็นคำที่คนในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ราชบุรี เพชรบุรี เรียกกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ ซึ่งมีความแตกต่างจากกะเหรี่ยงโป ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตนี้  Lehman (1979: 230) กล่าวว่า คนกาญจนบุรีใช้คำว่า กะเหรี่ยง ที่หมายถึงทั้งกลุ่มโปและสะกอโดยรวม แต่ถ้าต้องการจำแนกความแตกต่างก็จะเรียกกลุ่มสะกอว่า กะหร่าง 

              ขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านบางกลอยนั้น เรียกตัวเองว่า "ปกาเกอะญอ" และเป็นที่รู้จักกันในแวดวงสังคมในชื่อเรียก "กะเหรี่ยงบางกลอย" "กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร" เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนในการอพยพโยกย้าย ทำให้สื่อสาธารณะนำเสนอข่าวสารต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้เนื่องจากกะเหรี่ยงนั้นมีหลายกลุ่มในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ชื่อเรียกเฉพาะกะเหรี่ยงจากบ้านโป่งลึก-บางกลอย, บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน จึงถูกย่นย่อเพื่อความเข้าใจตรงกัน

     

  • อื่น ๆ :

           

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย

              นางสาวกิตติยากรณ์ เสียวสุข นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (นิสิตฝึกประสบการณ์ กลุ่มงานคลังข้อมูล)

              นางสาวอาร์กีฟาน แวลง นิสิตชั้นปีที่4 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (นิสิตฝึกประสบการณ์ กลุ่มงานคลังข้อมูล)

              นางสาวสุธาสินี บุญเกิด  เจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล กลุ่มงานคลังข้อมูล สำนักวิชาการและสารสนเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

              นางศิราพร ทิพย์รัตน์  นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูล สำนักวิชาการและสารสนเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

              ปีงบประมาณ 2564  อัพโหลดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 

    เอกสารอ้างอิง

              กุลธิดา สิทธิฤาชัย .(2562). วิถีชีวิตที่ถูกเปลี่ยนของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานก่อนการมาถึงของ พรบ. อุทยานฉบับใหม่. (ออนไลน์) เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562. เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 . https://themomentum.co/thai-karen-kaeng-krajan-issue

              ฐานข้อมูลข่าวมานุษยวิทยา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://db.sac.or.th/clipping/th/news/read/202001428 

              ฐานข้อมูลข่าวมานุษยวิทยา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://db.sac.or.th/clipping/th/news/read/255700117

              ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). คู่มือมรดกวัฒนธรรมโป่งลึก-บางกลอย. Toyota Environmental Activities Grant Program of Toyota Motor Corporation.

              ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). องค์ประกอบพื้นที่บ้านปกาเกอะญอ กรณีศึกษา หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และพรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์. (2562). ใจแผ่นดิน แผ่นดินกลางใจกะเหรี่ยงแก่งกระจาน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิผสานวัฒนธรรม.

              ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).เวทีสาธารณะออนไลน์ "จากกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ถึงอนาคตกฎหมายคุ้มครองวิถีชาติพันธุ์" เผยแพร่วันที่ 21 มกราคม 2564  เข้าถึงวันที่ 21 มกราคม 2564 https://www.facebook.com/watch/live/?v=403099110754952&ref=watch_permalin

              สุขเกษม .(2562). เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนบ้านบางกลอย สำนักสื่อสารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564  https://web.codi.or.th/printing_media/20190903-8349/

              สยามรัฐออนไลน์  เผยแพร่เมื่อ 29 เมษายน 2563 เข้าถึงเมื่อ 21 มกราคม 2564  https://today.line.me/th/v2/article/E9mnvO 

              สำนักข่าวชายขอบ  Tranbodernews. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564   https://transbordernews.in.th/home/?p=26316

              สำนักข่าวชายขอบ  Tranbodernews. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://transbordernews.in.th/home/?p=2633

    ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

               หนังสั้นเรื่อง วิถีชีวิต   Way of Lives :  https://www.youtube.com/watch?v=Y-glT4xzH-g&fbclid=IwAR004G4LbFMetPf-3fA3sgppaPSldD0kLOybnbafZKQRL_t-F87YCtlX2Ng

     

     

ชุดข้อมูล:ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561)

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เพชรบุรี แก่งกระจาน ห้วยแม่เพรียง โป่งลึก-บางกลอย2821280  
ที่มา:

ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). องค์ประกอบพื้นที่บ้านปกาเกอะญอ กรณีศึกษา หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ชุดข้อมูล: สดานุ สุขเกษม .(2562)

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เพชรบุรี แก่งกระจาน ห้วยแม่เพรียง บางกลอย105504  
ที่มา:

สดานุ สุขเกษม .(2562). เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนบ้านบางกลอย สำนักสื่อสารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร. (ออนไลน์) 


  • บทนำ :

    ผู้คนในชุมชนบางกลอยนั้น มาจากการย้ายชาวบ้านในชุมชนบางกลอยบนหรือใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมชนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ลงมาสู่พื้นที่จัดสรรของรัฐในช่วงปี 2539 การโยกย้ายผู้คนออกจากถิ่นฐานเดิมมาสู่พื้นที่จัดสรรใหม่ของรัฐส่งผลให้เกิดปัญหาในการดำรงชีพของผู้เคลื่อนย้ายมาใหม่ กล่าวคือ การจัดสรรพื้นที่ทำกินไม่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีความเชื่อดั้งเดิม ชาวบ้านต้องปรับวิถีการผลิตจากระบบไร่หมุนเวียนสู่การผลิตพืชไร่เชิงเดี่ยว ซึ่งขาดทักษะความรู้และทุนในการประกอบการ อย่างไรก็ตามมีหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้ามาส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนการดำรงชีพผ่านโครงการของรัฐ เช่น มูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาสนับสนุนการปรับปรุงระบบเกษตรอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้ามาส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้ามาสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคงเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตก เข้ามาสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพผ่านโครงการผ้าป่าข้าวเปลือก

              นับตั้งแต่ปี 2539 ที่เริ่มอพยพโยกย้ายชาวบ้านบางกลอยบนหรือใจแผ่นดินลงมาสู่พื้นที่จัดสรร ชาวบ้านต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร หลายครอบครัวยังไม่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินไม่มีอาชีพ ลูกหลานคนรุ่นใหม่เคลื่อนย้ายออกจากชุมชนสู่เมืองเพื่อเป็นแรงงานรับจ้าง

              ทั้งนี้การดำรงชีพของในชุมชนเมื่อย้ายมาในพื้นที่จัดสรรคือการทำเกษตร ผลิตข้าวโดยการทำนาและมีการส่งเสริมการทำนาขั้นบันไดจากหน่วยงานรัฐการผลิตพืชไร่ในลักษณะของพืชเชิงเดี่ยว เช่น สวนกล้วย มะเขือ พริก ฯ มีการส่งเสิมการปลูกพืชอายุสั้นเพื่อเร่งการผลิตและมีรายได้ หากแต่ปัญหาหลักของพื้นที่คือสภาพดินที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตร ดินเป็นหินและเป็นดินลูกรังไม่มีธาตุอาหารและไม่อุ้มน้ำ กับทั้งการขาดแคลนน้ำในการเกษตร ส่งผลให้การผลิตไม่คุ้มทุน จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับชุมชนเดิมที่บางกลอยบนหรือใจแผ่นดินเพื่อปลูกข้าวในระบบเกษตรที่เรียกว่า "ไร่หมุนเวียน"

              การอพยพกลับหมู่บ้านเดิมในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ในมิติของหน่วยงานรัฐมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจึงดำเนินการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ต่อเนื่องยาวนานโดยเฉพาะ "ยุทธการตะนาวศรี" ที่มีการบังคับโยกย้าย เผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้าน โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2539 หลังจากนั้นมีการผลักดันต่อเนื่องอย่างเข้มงวด มีการเผาทำลายยุ้งฉางและบ้านเรือนอีกหลายครั้ง อันนำสู่การร้องขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความในปี 2554 การร้องเรียนประเด็นปัญหาของชาวบ้านต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและการยื่นฟ้องกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่บรรพบุรุษต่อศาลปกครอง จวบจนกระทั่งสู่ปี 2559 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้อง

            อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาและความเดือดร้อนของชาวบ้านก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อสถานการร์วิด-19 เข้ามากระทบต่อการดำรงชีพ ส่งผลให้ลูกหลานที่ออกไปทำงานในเมืองตกงาน และทยอยเดินทางกลับบ้านชุมชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนอยู่แล้วยิ่งยากลำบาก ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับยังหมู่บ้านเดิม "บางกลอยบนหรือใจแผ่นดิน" อีกครั้งในวันที่ 15 มกราคม 2564

     

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    การตั้งถิ่นฐานและกระจายของชุมชน

              บ้านบางกลอยตั้งอยู่ทิศเหนือสุดของตำบล เดิมตั้งอยู่กับแม่น้ำบางกลอย มีชื่อเรียก "คลี้เหลาะ" (Kleh looj) แปลเป็นภาษาไทยว่า "ห้วยบางกลอย" เนื่องจากทั้งสองฝั่งมีเถาว์กลอยจำนวนมาก ห้วยบางกลอยนับได้ว่าเป็นลำน้ำสาขาของต้นแม่น้ำเพชร หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "บางกลอยบน หรือบ้านใจแผ่นดิน"

     

     แผนที่บ้านโป่งลึก บางกลอยล่าง บางกลอยบน และใจแผ่นดิน

    ที่มา https://www.the101.world/bang-kloi/

    เผยแพร่วันที่  26 มกราคม 2564  เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561

     

              มีเรื่องเล่าของนายพรานว่า บริเวณสามแยกบางกลอยนั้นมีกลอยหัวใหญ่ขนาดสองคนโอบบริเวณลำห้วยบางกลอยซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านบางกลอยบน เป็นพื้นที่ติดต่อกับบ้านใจแผ่นดินในระยะเวลาเดินทางด้วยเท้าราว 1-2 วัน เป็นที่ตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรไร่ข้าว บ้านบางกลอยบนอยู่บริเวณสามแพร่งตรงแนวริมน้ำที่แม่น้ำจากเขาพะเนินทุ่งรวมกับแม่น้ำบางกลอยไหลลงแม่น้ำเพชรบุรี

              บ้านบางกลอยบนหรือบ้านใจแผ่นดินอยู่บริเวณยอดเขาสูงที่มีลักษณะร่องหรือรูกว้างลึก เป็นช่องลมหรือปล่องภูเขา ซึ่งในภาษาปกาเกอะญอชื่อว่า "กะจื่อคุ" (หมายถึง ยอดภูเขา) หรือเรียกว่า "กะจื่อหล่อโพล่วคุ" (หล่อโพล่ว หมายถึง รู) และได้รับการตั้งชื่อหมู่บ้านจากกลุ่มคนที่มาสำรวจอาณาเขตในบริเวณนี้ว่า "ใจแผ่นดิน" ตามลักษณะของพื้นที่และตามที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณแห่งนี้เป็นใจกลางของโลก

              ลักษณะภูมิประเทศในแถบนี้มีเทือกเขาเป็นเส้นเขตแดนและเป็นสันปันน้ำ ประกอบด้วยภูเขาหินสลับซับซ้อนและภูผาร่องลึกที่มีความลาดชัน โดยใจแผ่นดินเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านบนของเทือกเขาตะนาวศรีอันเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายและเป็นที่อยู่อาศัยของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มจกอว์หรือสะกอที่เรียกตนเองว่า "ปกาเกอะญอ"

              การตั้งถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยงกระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าเขาและลำห้วยย่อย ๆ อาทิ ห้วยแม่ประโดนทางฝั่งตะวันออกที่ไหลลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ห้วยสัตว์เล็ก หัวยสัตว์ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณส่วนต้นน้ำปราณที่ไหลไปยังป่าเด็ง ป่าละอู รวมถึงบริเวณเขาสามร้อยยอดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภูมินิเวศน์ของพื้นที่แถบตะวันตกนี้สะท้อนให้เห็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจน

    ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนและการกระจายตัวในปัจจุบัน

              หมู่บ้านบางกลอย เป็นหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ หรือกะหร่างภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นชุมชนที่เกิดจากการกวาดต้อนชนกลุ่มน้อยภายในอุทยาน มีจํานวนประชากรทั้งหมด 1,283 คน คิดเป็น 282 ครัวเรือน  (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561, หน้า 14)

              พื้นที่ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยซึ่งอาศัยอยู่มานานนับร้อยปีกลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม เจ้าหน้าอุทยานและทหารได้นำกำลังเข้าทำลายข้าวของและเผาบ้าน ยุ้งฉาง พร้อมกับจับกุมชาวบ้าน บางส่วนดำเนินคดีทางกฎหมายในฐานะผู้ทำลายป่าไม้ ปฏิบัติการนี้ทำให้ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรดั้งเดิม ชาวบ้านบางส่วนได้อพยพไปอยู่ที่หมู่บ้านพุระกำ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีบางส่วนอพยพไปอาศัยอยู่ในเขตชายแดนฝั่งพม่า และบางส่วนอพยพลงมาอยู่ที่หมู่บ้านบางกลอยปัจจุบัน

     

    ผังบริเวณของหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

    ที่มา : (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561)

    ประวัติชุมชนชาติพันธุ์

              พื้นที่ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยแบ่งออกเป็นสองพื้นที่คือ บางกลอยบน และใจแผ่นดิน พื้นที่แรกคือบางกลอยบน ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านบางกลอยบน ไม่ปรากฏหลักฐานบันทึกทางเอกสารที่แน่ชัด เนื่องจากเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในป่าลึก ดังนั้นประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านจึงถูกบันทึกอยู่ในตัวของผู้เฒ่าอาวุโสของหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ดั้งเดิมที่บางกลอยบน ถ่ายทอดเรื่องราวเล่าต่อกันสู่รุ่นต่อรุ่นปากต่อปากไม่ปรากฏการจดบันทึกใด ๆ

    ประวัติจากคำบอกเล่า

              นายจอช้อ แครจี เล่าว่า ในอดีตกะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และในตอนที่มีสงครามระหว่างไทยกับพม่า พวกเขาถูกขับไล่และฆ่าโดยพม่า ทำให้ต้องหลบอยู่ตามถ้ำและซ่อนตัวอยู่ในป่าบนภูเขาต้องสูญเสียบ้านและที่ดินทำกิน หลายคนตายและสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่รอดด้วยการกินหัวกลอยและผักอื่น ๆ ในป่าเป็นอาหาร แต่มีเรื่องลึกลับอยู่ว่า มีกะเหรี่ยงที่หนีภัยสงครามในคราวนั้นได้ไปพบหัวกลอยขนาดเท่าสามคนโอบ หลังจากที่เขาได้กินหัวกลอยนั้นแล้ว ปรากฏว่าเขาหายตัวได้ไม่มีใครมองเห็นเขาได้และเขาได้หนีรอดชีวิตจากสายตาของพวกทหารพม่า เรื่องนี้จึงเป็นตำนานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาในหมู่กะเหรี่ยงบางกลอยบนและใจแผ่นดิน หลังจากที่สงครามสงบลง พวกเขาได้เริ่มชีวิตอย่างสงบสุข โดยอาศัยอยู่ที่ต้นของแม่น้ำบางกลอยและแม่น้ำเพชรบุรีใกล้กับชายแดนไทย-พม่า เหตุการณ์นี้ถูกเล่าส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นสาเหตุที่ชาวบ้านเรียกพื้นที่เหล่านั้นว่าบางกลอย แต่มีข้อสังเกตบางประการคือ คำว่า "บังกลอย" ซึ่งน่าจะตรงกับเหตุการณ์ที่ว่าการกินกลอยแล้วหายตัวได้เพราะคำว่า "บัง" แปลว่า ทำให้ไม่เห็น ขณะที่คำว่า "บางกลอย" อาจมาจากที่คนกะเหรี่ยงพูดภาษาไทยไม่ชัดจึงเป็นเหตุให้การพูดหรือเขียนเพี้ยนไปจาก "บังกลอย" เป็น "บางกลอย" ก็เป็นได้หรือมาจากอีก ประเด็นคือ บางกลอย ที่แปลว่า สถานที่ที่มีหัวกลอย

              นอกจากนี้พวกเขายังอาศัยอยู่ที่ "กื้อจื้อคุ" ใน ภาษากะเหรี่ยง หมายถึง หัวภูเขาหรือบนยอดภูเขาหรือที่รู้จักกันว่า "ใจแผ่นดิน" ถูกเรียกเริ่มแรกโดยคนไทยซึ่งหลงทางในป่าเมื่อนานมาแล้ว

              นายทองดี ชายา เล่าว่า เมื่อก่อนนี้มีกลุ่มคนไทยจะขึ้นไปที่ "กื้อจื้อคุ" แล้วหลงทางมาเจอตาทวด ตาทวดเลยพามานอน มากินข้าวที่บ้านคนไทยกลุ่มนี้เรียกที่ตาทวดอยู่ว่า "ใจแผ่นดิน" ตาทวดไม่ได้ตั้งคนไทยที่ขึ้นไปเป็นคนตั้ง กลุ่มคนไทยให้ที่นี่เป็นตรงกลางของแผ่นดิน แล้วก็บอกตาทวดว่าที่นี่อยู่ได้

    การอพยพเคลื่อนย้าย

              ในปี พ.ศ. 2539 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและหน่วยทหาร ฉก.ร.29 เห็นว่า พื้นที่ "บางกลอยบน" และ "ใจแผ่นดิน" มีความเสี่ยงและความอ่อนไหวต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางการทหาร การปกครองเขตแนวชายแดน รวมทั้งการอพยพข้ามพรหมแดนไปมาของคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น การอพยพชาวบ้านจึงเริ่มเกิดขึ้นในช่วงแรก ทั้งหมด 57 หลังคาเรือน จากพื้นที่ใกล้เขตชายแดนไทย-พม่า ย้ายมายังพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโป่งลึกในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา

     

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    วิถีชีวิตและอาชีพ

            วิถีของชาวกะเหรี่ยงที่ถูกบันทึกไว้บ่งชี้ลักษณะนิสัยความรักสงบและการดำรงชีวิตอิสระ แม้อยู่ในป่าที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำในป่าลึกที่ติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอกได้น้อยกว่ากลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ราบ อย่างไรก็ตามชนกะเหรี่ยงถูกกล่าวถึงในบทบาทของนายด่านเมืองชายแดนซึ่งรวมถึงเมืองเพชรบุรีมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ด้วย สะท้อนให้เห็นสถานะการเป็นชนดั้งเดิมกลุ่มใหญ่ในพื้นที่แถบนี้ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

    อัตลักษณ์ชุมชนชาติพันธุ์

              การทำไร่หมุนเวียนเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงทั้งกลุ่มปกาเกอะกอและโผล่ว เป็นวิถีทางการผลิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมนี้สร้างหลักประกันอันต่อเนื่องในการผลิตข้าวเลี้ยงสังคมชุมชนได้อย่างพอเพียงโดยที่ระบบนิเวศน์ของป่าธรรมชาติได้รับการรักษาไว้ ทั้งนี้ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการเกษตรที่คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินที่เคยทำการเพาะปลูกด้วยการหมุนเวียนพื้นที่ทำไร่ในทุก ๆ รอบปี ในภาษาปกะเกอะญอเรียกไร่ที่ทำการเพาะปลูกว่า ‘เควอะ’ และพื้นที่ไร่แต่ละแปลงว่า ‘ล่อ’

              การทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงแตกต่างจากรูปแบบการเกษตรของคนพื้นราบทั่วไป นั่นคือ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้วิธีไถพรวนหรือเปิดหน้าดิน ทำให้ที่ดินแปลงที่เว้นระยะพักฟื้นไว้ได้รับการฟื้นฟูและปรับสภาพดินโดยธรรมชาติ การทำไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้ที่ดินรกร้างเสื่อมโทรม ไร่ที่ฟื้นตัวจากการทำไร่หมุนเวียนนั้นจะมีไม้ที่ขึ้นโตตามระยะเวลาที่พักฟื้นเป็นป่าเหล่าหรือไร่ซาก ซึ่งเรียกในภาษาปกะเกอะญอว่า ‘ซิ’

    การดำรงชีพ

              ชาวกะเหรี่ยงที่นี่ดำรงชีวิตด้วยวิถีการผลิตแบบยังชีพเป็นหลักเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไป การทำไร่ข้าวในระบบหมุนเวียนคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษซึ่งยึดถือประกอบไปกับจารีตและความเชื่อในการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติที่ปกปักรักษาบ้าน (ป่า) อาหาร (ทรัพยากรดิน น้ำ พืชพันธุ์ และสัตว์) และจิตวิญญาณแต่เดิมชาวกะเหรี่ยงทั้งสองหมู่บ้านสามารถรักษาจารีตผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นในชีวิตประจำวันหรือในช่วงฤดูกาลสำคัญต่าง ๆ ได้โดยสัมพันธ์กับวิถีความเป็นอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนปกาเกอะญอและอนุรักษ์ทรัพยากรในป่าได้อย่างสมบูรณ์เรื่อยมา

              ด้วยระบบความเชื่ออันเป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าและการดำเนินชีวิตที่โยงใยความสัมพันธ์กลมกลืนไปกับธรรมชาติในพื้นที่อันเป็นถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ทำให้ชาวบ้านสามารถดำรงวิถีชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเคร่งครัดและสงบสุข ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนทางการผลิตที่เพียงพอในแต่ละรอบปี ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยอยู่ในป่าแม้ไม่อาจเข้าถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น คนพื้นราบหรือคนในเมือง

    การยังชีพ / การเกษตร

              ชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบนส่วนใหญ่ยังชีพด้วย "ไร่หมุนเวียน" ปลูกข้าวไร่ พืชล้มลุกต่าง ๆ ในพื้นที่ไร่เดียวกัน เช่น พริก ฟัก แฟง ฟักทอง ยาสูบ ถั่ว มะเขือ งาดำ ข้าวโพด มัน เผือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยง ไปจนถึงการปลูกไม้ผล เช่น กล้วย ละหุ่ง และที่เป็นไม้ยืนต้นอย่างทุเรียนและหมากซึ่งไม้ผลทั้งสองนี้อยู่ในคำบอกเล่าของชาวบ้านว่ายืนต้นมานานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เกิดมาก็เห็นต้นหมากและทุเรียนขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบนไม่จำเป็นต้องซื้อหาผลหมากเพราะหมากเป็นที่นิยมและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง

              ผลผลิตข้าวที่ได้จากการทำไร่หมุนเวียนในแต่ละปีจะเก็บไว้สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้นหรืออาจแบ่งปันกันหากมีจำนวนมากพอ แต่จะไม่นำออกขาย ยกเว้นพริกกะเหรี่ยง (มะแฮ่ะซะ) ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นอย่างหนึ่งในพื้นที่แถบนี้ หากมีผลผลิตมากเกินพอ ชาวบ้านกะเหรี่ยงจะนำออกไปขายหรือนำไปแลกเปลี่ยนกับเกลือซึ่งเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของคนกะเหรี่ยง

              การติดต่อกับคนภายนอกต้องเดินทางจากใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนไปยังตัวเมือง อาศัยเวลาและการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายเดินทางไปในการนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้น สำหรับปริมาณพริกที่ชาวบ้านสามารถผลิตได้ในแต่ละปีอยู่ระหว่าง 60–100 กิโลกรัม โดยปีใดพริกขึ้นดีก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ถึงปีละ 2 ครั้ง

              ส่วนสินค้าที่ชาวบ้านซื้อหากลับมาจากตลาดอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีหรือที่บ้านบ่อ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี นอกจากเกลือและกะปิแล้วจะเป็นอุปกรณ์การเกษตร เช่น มีด ขวาน เสียม เคียว ซึ่งนำมาใช้ในการฟันไร่ เตรียมพื้นที่ทำการเกษตร และเก็บเกี่ยวผลผลิต

              ชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำไร่ทำนา และมีอีกพวกหนึ่งคือนายพรานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ทั้งลักษณะภูมิประเทศ มีความรู้ คาถาอาคม สามารถดูฤกษ์ยาม ทิศ และการสะกดรอยล่าสัตว์ใหญ่ พราน กะเหรี่ยงหรือ ‘โม่โช่ะ’ มีมิตรสหายหรือรู้จักคนนอกพื้นที่ป่า เช่น กลุ่มผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่นิยมการล่าสัตว์ พ่อค้าร้านขายยาในตัวเมือง พระอาจารย์ในวัดต่าง ๆ พรานจากใจกลางแผ่ดินกะเหรี่ยงแก่งกระจาน จึงทำให้ได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำทางในการล่องไพร

              กลุ่มนายพรานมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมภายนอกมาช้านาน การปรากฏตัวของพรานกะเหรี่ยงนอกพื้นที่ป่าในเขตเมืองจึงเป็นที่กล่าวถึง บอกเล่า หรืออาจได้รับการบันทึกเป็นหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการนำของป่า อาทิ นอแรด งาช้าง มาขายให้กับหมอยาสมุนไพร พ่อค้า หรือข้าราชการ ท้องถิ่น

            

    ปู่คออี้อายุ 39 ปี ลงมาสวนผึ้ง ไปขายนอแรดที่ร้านยาไทยสมบูรญ์ ของขุนพรรคพานิช (ก๋งบุ้งเตี่ย) ร้านอยู่ตรงข้ามโรงจำนำเก่า ห้าแยกสะพานแดง

    ที่มา เฟสบุ๊ก Wut Boonlert https://www.facebook.com/photo?fbid=890527221751185&set=pcb.890527411751166

    เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564

     

              พรานกลุ่มนี้คือพรานอาชีพที่เรียกกันว่า "พรานครอบ" ซึ่งเป็นพรานอาวุโสที่มีครูถ่ายทอดวิชานายพรานให้ผ่านพิธีครอบ ครู ผู้เป็นพรานครอบจึงเป็นหมอสมุนไพร หมอดู จอมขมังเวทย์และเป็นที่ยำเกรงของคนในชุมชน พรานกะเหรี่ยงเป็นผู้มีสัจจะพร้อมศาสตร์ในการล่าสัตว์ โดยเชื่อว่าสัตว์ป่าทุกชนิดมีเจ้าของที่คอยปกป้องคุ้มครองชีวิตและยังมีคติที่ยึดถือในการล่าสัตว์ประเภทต่าง ๆ ด้วย

    การคมนาคม สัญจร

              การเดินทางจากใจแผ่นดินไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ประกอบด้วยเส้นทาง เดินเท้าและการล่องแพไปตามสายน้ำ หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงมีทั้งบ้านพุระกำ และอยู่ค่อนไปทางเหนืออันเป็นเส้นทางของลำน้ำภาชี ในเขตอำเภอสวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี ใช้ระยะเวลาเดินทางจากใจแผ่นดิน 1-2 วัน และเป็นเส้นทางเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองราชบุรีอีกต่อหนึ่ง ส่วนหมู่บ้านใกล้เคียง อีกด้านคือทางฝั่งทิศใต้บริเวณต้นแม่น้ำบางกลอยที่ไหลไปยังแม่น้ำเพชรบุรี เส้นทางน้ำนี้ไหลผ่านบ้านโป่งลึก-บางกลอย ต่อไปยังบ้านสองพี่น้องและเข้าสู่ตัวอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี หากล่องแพตามเส้นทางนี้ใช้เวลาเดินทาง 3-6 วัน สองเส้นทางข้างต้นเป็นเส้นทางหลักเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนและเป็นโลกภายนอกหมู่บ้านที่ชาวบ้านใจแผ่นดินบางคนเคยเดินทางออกมา

     

  • การแต่งกายของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย ยังทอเสื้อผ้าใส่เองและจะทำเองในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การหาวัตถุดิบมาทอผ้าย้อมสีไปจนถึงนำมาทอด้วยกี่เอว โดยงานเก็บฝ้าย ย้อมฝ้ายและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนงานทอผ้าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง และแต่ละบ้านจะทอผ้าในลวดลายที่แตกต่างกันไป

     

               

    เสื้อผ้า การแต่งกาย และการทอผ้าของกะเหรี่ยงบางกลอย 

    ที่มา https://www.salika.co/2019/02/12/travel-ban-pongluek-bangkloi/

    เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์  2562

    เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564

     

  • บ้านของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    การเลือกพื้นที่ตั้งบ้านเรือน

              ชาวกะเหรี่ยงมักตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแพรกห้วยบนภูเขาหรือตามสันเขาซึ่งเป็นต้นน้ำ บริเวณใจแผ่นดินและบางกลอยบนเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญทั้งแม่น้ำภาชี (แม่ประชี) แม่น้ำบางกลอยและแม่น้ำเพชรบุรี อันเนื่องด้วยวิถีของชาวกะเหรี่ยงที่ทำไร่หมุนเวียนและต้องอาศัยผืนดินและแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยพื้นที่ไร่มีอยู่ด้วยกันหลายแปลงสำหรับหมุนเวียนทำไร่ข้าว ในแต่ละรอบปีซึ่งจะแยกเป็นสัดส่วนจากบริเวณที่ตั้งของที่พักอาศัย องค์ประกอบของบ้านที่สัมพันธ์กับข้าวนี้บ่งบอกถึงว่ามีการทำไร่หมุนเวียน

              การตั้งบ้านเรือนของกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบนอยู่รวมกันเป็นหย่อมบ้านเล็ก ๆ หย่อมละ 2–5 หลังคาเรือน แต่ละหย่อมห่างกันเป็นเวลาเดินเท้านับชั่วโมงไปจนถึงนานข้ามวัน สะท้อนให้เห็นบ้านเรือนของคนในหมู่บ้านที่อยู่กระจัดกระจายห่างกัน ยกเว้นในช่วงที่มีการเอาแรงทำไร่หรือภายหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว จึงจะมีการเที่ยวหาสู่หรือเยี่ยมเยียนกันระหว่างคนกะเหรี่ยงในแต่ละหย่อมบ้านหรือต่างหมู่บ้าน

              ลักษณะที่แบ่งออกเป็นหย่อมบ้านนี้ปรากฏในเอกสารการสำรวจจำนวนประชากรชาวเขาในพื้นที่ช่วงปี 2531 โดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี ที่แบ่งออกเป็นหมู่บ้านบางกลอย 1–4 และแสดงให้เห็นว่าแต่เดิมนั้นมีประชากรชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ลักษณะสำคัญอันถือเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของบ้านกะเหรี่ยงในสมัยก่อนคือชานบ้านที่ไว้สำหรับตากข้าว (กลูคุ) นอกเหนือจากยุ้งฉาง (บึงพอ) ที่ไว้สำหรับเก็บข้าวของ

              การเลือกพื้นที่สร้างบ้านในอดีต มีความเชื่อและเรื่องราวที่ผูกพันเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยเลือกลักษณะทำเลที่ตั้งของบ้านใกล้แม่น้ำหรือลำห้วย และอยู่บริเวณตีนเขา นอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมการเสี่ยงทายเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขในอนาคต เรียกว่าพิธี "ก๊ะซะ” โดยใช้ข้าวสาร 7 เม็ด วางเรียงเป็นรูปดาวเจ็ดแฉก หรือเรียงเป็นแถว แล้วนำถ้วยมาครอบไว้ อธิษฐานว่าจะมาสร้างบ้านที่นี่แล้วทิ้งไว้หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นจึงกลับมาเปิดดู ถ้าข้าวสารไม่แตก ไม่กระจายออก ไม่หาย แสดงว่าที่นี่อยู่ได้

              นอกจากนี้ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น กลุ่มตระกูล ความต้องการที่อยู่อาศัย ความเชื่อและบทบาทของเพศ เพศหญิงจะเป็นผู้ที่เป็นใหญ่ในการจัดการดูแลพื้นที่ภายในบ้าน ส่วนผู้ชายจะเป็นผู้สร้างบ้านและทำงานในไร่ ซึ่งเหล่านี้เป็นส่วนผสมสำคัญในกระบวนการสร้างที่อยู่อาศัย

     

    รูปแบบ แบบแผนการสร้างบ้านเรือน ลักษณะบ้านเรือน สถาปัตยกรรม

              รูปแบบดั้งเดิมของการสร้างบ้านกะเหรี่ยงใช้ไม้ไผ่ก่อสร้างเกือบทุกองค์ประกอบของโครงสร้างบ้าน ตั้งแต่เสาไปจนถึงหลังคา แต่ในปัจจุบันชาวบ้านได้มีการใช้ไม้แปรรูปและไม้ยูคาลิปตัส มาทำโครงสร้างเพื่อให้บ้านนั้นแข็งแรงขึ้น ขณะที่ผนังและพื้นยังคงทำจากไม้ไผ่ ในส่วนของวัสดุหลังคามีทั้งหญ้าคา ใบตะค้อ สังกะสีและกระเบื้อง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกใช้สังกะสีในการมุงหลังคามากว่าวัสดุประเภทอื่น เนื่องจากทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและมีราคาที่สามารถจ่ายได้ เหล่านี้สะท้อนถึงการปรับตัว ภายใต้ข้อจำกัดในการสร้างที่อยู่อาศัยในบริบทใหม่

              โครงสร้างพื้นมีทั้งที่ทำมาจากไม้ไผ่ ไม้ยูคาลิปตัสและไม้แปรรูปแล้วปูพื้นด้วยไม้ไผ่สับ มีบ้านจำนวนน้อยหลังที่ปูพื้นด้วยไม้แปรรูป ส่วนโครงสร้างผนังนั้นก็มีลักษณะเช่นเดียวกับโครงสร้างพื้น แต่ผนังไม้ไผ่นั้นมีหลายรูปแบบ เช่น แบบแนวตั้ง แบบแนวนอนและแบบไม้ไผ่สาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความนิยมของแต่ละครอบครัว

     

     เรือนแบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นด้วยวัสดุท้องถิ่น

    ที่มา  https://www.salika.co/2019/02/12/travel-ban-pongluek-bangkloi/

    เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์  2562  เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564

     

    โครงสร้างบ้านเรือนและการแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์

              การสร้างบ้านกะเหรี่ยงยังคงความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับโลกจิตวิญญาณและความเชื่อของบรรพบุรุษ ความเชื่อเหล่านี้เป็นสิ่งสะท้อนถึงความเชื่อดั้งเดิมซึ่งพวกเขาเคารพ พิธีกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ มีมิติพื้นที่ทั้งในส่วนของการแสดงออกของพฤติกรรมหรือจัดการพื้นที่ในทางกายภาพ ในส่วนของวัฒนธรรมประเพณีนั้นเป็นส่วนผสมที่สำคัญที่สามารถเห็นได้ในตำนานและเรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณเช่นเดียวกัน

              หลายครอบครัวเชื่อว่าทิศตะวันออกเป็นทิศมงคล ดังนั้นพวกเขาจึงนิยมหันหัวนอนไปทางทิศตะวันออก แสดงและสะท้อนการจัดพื้นที่ภายในบ้านซึ่งสัมพันธ์กับระบบความเชื่อของการอยู่อาศัย นอกจากนี้หลายคนยังเชื่อว่า ควรหันหน้าบ้านหรือบันไดทางขึ้นไปทางทิศตะวันออกด้วย ขณะที่บางครอบครัวเชื่อว่าการวางผังของแนวบ้านควรวางไปในแนวทางทิศเดียวกับบ้านข้างเคียง ขณะที่บางคนก็มองไปในเรื่องประโยชน์ใช้สอยมากกว่า ความสัมพันธ์ของการวางผังที่สัมพันธ์กับทิศซึ่งได้ถูกผนวกรวมเข้ากับกระบวนการก่อสร้างสัมพันธ์กับรูปแบบชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เช่น การทำคลอด การจัดงาน แต่งงาน รวมไปถึงการจัดงานศพเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นภายในบ้านทั้งสิ้น

     

        

    บ้านของปู่คออี้ 

    ที่มา : ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561

     

              ลักษณะอาคารในหมู่บ้านบางกลอยที่เป็นอาคารโครงสร้างไม้เป็นหลัก มุงด้วยสังกะสี ตับหญ้าคาและใบตะค้อ มีทั้งอาคารยกพื้นเตี้ยและอาคารยกพื้นสูง เช่น  ลักษณะบ้าน เป็นบ้านยกพื้นเตี้ย โครงสร้างไม้สน หลังคามุงหญ้าคา ประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยในบ้าน ได้แก่ 1) กัวลาดี (บริเวณบ้าน) 2) เดอพาละ (ใต้ถุน) 3) กลุโคะ (ชานบันได) 4) โจคุ (ที่นอนผู้ชาย) 5) เดอมิ (ห้องนอนลูกสาว) 6) พะปู (เตาไฟ) 7) ริคุ (ชั้นวางของ)

     

  • อาหารของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              อาหารของชาวบางกลอยนั้นได้มาจากการเกษตร เช่น ข้าว หรือผักต่าง ๆ และการล่าสัตว์ เช่น การจับปลา เป็นต้น โดยอาหารที่เป็นอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม คือ น้ำพริก "ตาละเว" ที่ทำจากปลา กะปิ พริกกะเหรี่ยงและเครื่องแกงทานคู่กับปลาย่าง ผักลวก ยังมีอาหารอื่น ๆ เช่น ทอดมันหยวกกล้วย แกงหยวก เป็นต้น (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์., 2561)

     

  • การแต่งงานของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              พิธีแต่งงานของชาวบางกลอย เมื่อตกลงแต่งงานกันจะมีการแห่ขบวนไปบ้านเจ้าสาว เมื่อเจ้าบ่าวถึงบ้านเจ้าสาวจะต้องพยายามขึ้นบันไดบ้านเจ้าสาวให้ได้ในสามครั้งหากทำไม่ได้ต้องกลับไป ถ้าทำได้เจ้าสาวจะนำน้ำขมิ้นมาล้างเท้า กราบพ่อแม่และเริ่มทำพิธี คู่บ่าวสาวจะต้องอยู่ด้วยกันเป็นเวลาสามวันสามคืนห้ามแยกจากกัน

     

  • การตายและการทำศพของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              เมื่อมีคนตาย ชาวบางกลอยจะนำศพไว้บนบ้าน เป็นเวลา 3 วัน จุดเทียนไว้ที่ด้านหัว 1 เล่ม และปลายเท้าอีก 1 เล่ม การแห่ศพในพิธีพุทธจะมีพระสงฆ์เดินนำ ระหว่างแห่ศพมีการเล่นแคนและร้องเพลง ในการเผาศพมีการเผาเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตายลงไปด้วย ขากลับจะเด็ดกิ่งไม้ที่มีหนามกลับมาด้วยโดยเชื่อว่าจะเกี่ยววิญญาณเรากลับมาไม่ให้ไปติดกับผู้ตาย เมื่อถึงบ้านจะต้องล้างมือเท้าและมีการผูกข้อมือเพื่อเรียกขวัญ (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์., 2561)

     

  • ประเพณีอื่น ๆ ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    พิธีกรรมเกี่ยวกับบ้าน

    พิธีก๊ะซะ โดยใช้ข้าวสาร 7 เม็ด วางเรียงเป็นรูปดาวเจ็ดแฉกหรือเรียงเป็นแถว แล้วนำถ้วยมาครอบไว้ อธิษฐานว่าจะมาสร้างบ้านที่นี่แล้วทิ้งไว้หนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นจึงกลับมาเปิดดู ถ้าข้าวสารไม่แตก ไม่กระจายออก ไม่หาย แสดงว่าที่นี่อยู่ได้

    พิธีกินไก่ เป็นพิธีที่ทำขึ้นเมื่อมีการย้ายบ้านหรือขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งจะทำเป็นบางครอบครัวเท่านั้น

    พิธีมาบุ๊ เป็นประเพณีพิธีกรรมและความเชื่อของกะเหรี่ยงบางกลอยและใจแผ่นดิน

     

  • เทศกาลเพาะปลูกของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบนมีคติความเชื่อที่ยึดโยงกับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ ทั้งประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตซึ่งดำเนินอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ตัวอย่างการทำไร่ข้าวในแต่ละขั้นตอนจะต้องดำเนินการเพื่อสื่อสารกับแม่โพสพ (พิบียอ) และแม่ธรณี (ซูตอริ) ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวกะเหรี่ยง เมื่อหยอดข้าวต้องขอขมา เมื่อเพาะปลูกข้าวต้องบอกกล่าว เมื่อข้าวออกรวงต้องขอเก็บเกี่ยว เมื่อจะนำข้าวเก็บเข้ายุ้งฉางต้องทำพิธีอีกครั้ง รายละเอียดของพิธีกรรมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละครอบครัว แต่โดยหลักแล้วคือรูปแบบของการเซ่นไหว้และการเสี่ยงทาย

    ประเพณีเกี่ยวกับข้าว

              ข้าว เป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวโป่งลึก-บางกลอย ความเชื่อและประเพณีเกี่ยวกับข้าวจึงมีอยู่มากในแต่ละขั้นตอนของการปลูกข้าว ดังนี้

              ถางไร่ ก่อนถางไร่ ชาวโป่งลึก-บางกลอย จำทำการขออนุญาตโดยนำไม้ไผ่ผ่า 3 แฉก มาปักในที่ที่จะปลูกข้าวขอให้เข้าฝัน ถ้าฝันดีจึงปลูกได้ หลังจากนั้นจะทำการถางไร่ ทำเป็นแนวกั้น จุดไฟเผา แล้วจึงเริ่มปลูก

              หยอดข้าว หยอดข้าวโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่งาม วางแม่โพสพ 7 หลุม 7 เมล็ด เพื่อดูความสมบูรณ์ของข้าว จากนั้นนำไม้ไผ่มาผ่าเปิดให้กว้าง นำข้าวต้มมัด เทียน หมากพลูมาไหว้เพื่อขอให้สิ่งชั่วร้ายออกไปจากพื้นที่ปลูกข้าว

              พิธีเรียกขวัญข้าว หลังจากเกี่ยวข้าวและคัดเมล็ดพันธุ์แล้ว ชาวบ้านจะนำข้าวเปลือกมากองรวมกันเพื่อเตรียมทำพิธีขึ้นยุ้ง โดยการนำเหล้า พัด เคียว ไข่ต้มและดอกไม้มาปักไว้กลางกองข้าว แล้วผู้ร่วมพิธีจะนำอาหารมาใส่ในสวิงและเดินรอบกองข้าวสามรอบ

              ผู้ทำพิธีจะเคาะยุ้งข้าวพร้อมอธิษฐาน จากนั้นจะเดินวนรอบกองข้าวและให้ภรรยากอบข้าวใส่กระบุงเพื่อใส่ยุ้งสามครั้ง แล้วคนอื่นจึงร่วมกันขนข้าวขึ้นยุ้งจนหมดกอง เมื่อขนข้าวขึ้นยุ้งเสร็จ ผู้ทำพิธีจะนำของไหว้วางไว้สี่มุมของยุ้งข้าว แล้วจุดเทียนทำพิธี จากนั้นจะกินเหล้าและพ่นเหล้าไปยังทิศต่าง ๆ แล้วจึงเทเหล้าให้คนอื่น ๆ ดื่ม เมื่อแล้วเสร็จก็จะนำฟางข้าวมัดหนึ่งมาทำพิธีผูกข้อมือเจ้า เป็นอันเสร็จพิธี

     

     

  • ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ความเชื่อชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่เรียกกันว่า "มาบุ๊" (หมายถึง การทำบุญ) เป็นวิถีปฏิบัติในลัทธิฤาษี เชื่อในการบำเพ็ญความดีเพื่อไปสู่สวรรค์ ขณะที่คนเฒ่าคนแก่ในสมัยก่อนได้สร้างเจดีย์ ถือศีล ทำบุญในบริเวณที่เป็นใจแผ่นดินมีเรื่องเล่าถึงบุคคลที่บำเพ็ญบุญถือศีลสูงจนสามารถติดต่อกับคนในเมืองลับแลได้ และยังมีกลุ่มที่ไหว้เจดีย์หรือ "บาคุ" ซึ่งใกล้เคียง กับกลุ่มบาบุและอาจร่วมในการประกอบพิธีด้วยกัน ดังที่ปรากฏว่ามีการสร้างเจดีย์ดินปั้นไว้ในบริเวณที่ประกอบพิธีมาบุ๊ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อ  นอกเหนือจากสองความเชื่อหลักดังกล่าวแล้วยังมีความเชื่อย่อย ๆ เช่น กลุ่มที่กินไก่ กลุ่ม ไหว้พระจันทร์ในช่วงเปลี่ยนผ่านรอบปีหรือ "เซ้อจ้ะ" กลุ่มที่เลี้ยงเจ้าป่าเจ้าเขาประจำปีหรือ "มานิเช้อะ"

    ความเชื่อ

              ความเชื่อในสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติอย่างแยกกันไม่ออกตั้งแต่เกิดจนตาย สิ่งนี้สะท้อนสู่ระบบการอยู่อาศัย การสร้างพื้นที่และพิธีกรรม เช่น ในการบูชาทำความเคารพหรือบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่า เจ้าเขาหรือเจ้าแม่น้ำ ก่อนการสร้างบ้านหรือทำไร่

              ความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัย หลังจากมีการสร้างบ้านเสร็จ ในคืนแรก ถ้าหากเจ้าของบ้านได้ยินเสียงเก้งร้องหรือนกทุตะปัวร้องขณะที่นอนอยู่ในคืนแรก วันรุ่งขึ้นจะต้องทิ้งบ้านหลังนั้นไปเพราะถือว่าเป็นลางไม่ดีหากอยู่บ้านหลังนั้นก็จะอยู่ไม่เป็นสุขจะต้องไปหาที่ใหม่เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่

    ความเชื่อผู้พิทักษ์

              ในส่วนปกาเกอะญอใจแผ่นดินและบางกลอยบนมีคำเรียกสิ่งธรรมชาติ ที่แวดล้อมว่า "กะลึกะถ้อตะแล" ซึ่งแม้สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะเป็นสาธารณะ แต่ก็มีสิ่งเหนือธรรมชาติในลักษณะของเจ้าที่เจ้าทางเจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าน้ำ ซึ่งเรียก โดยรวมว่า "ทีจะก่อจ๊ะ" เป็นผู้พิทักษ์คุ้มครองอยู่ หรือในบริเวณที่เป็นโตรกผา โขดหิน ถ้ำ ก็จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่มาก่อนเป็นเจ้าของบริเวณนั้น มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เมื่อใดก็ตามที่ต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ต้องประกอบกิจกรรมหรือดำเนินการเพื่อติดต่อกับสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งเพื่อขออนุญาตนำมาใช้อย่างระมัดระวัง กระทั่งขอบคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดังนั้นสำหรับชาวบ้านกะเหรี่ยงในพื้นที่แล้ว "ทีจะก่อจ๊ะ" เป็นผู้มีอำนาจและเจ้าของสรรพสิ่งในธรรมชาติอย่างแท้จริงในฐานะที่สรรค์สร้างและคุ้มครองธรรมชาติ

              การหากินและล่าสัตว์ป่าตามวิถีของชาวกะเหรี่ยงเป็นไปเพื่อการบริโภคแต่พอประมาณเท่านั้น บ้างจึงเลือกที่จะไม่บริโภคสัตว์ป่าบางชนิด เช่น ไม่กินสัตว์ใหญ่อย่างสมเสร็จ นกกระหั่งดำ ตลอดจนนกที่บินมาเป็นคู่เพราะเชื่อว่าการทำร้ายคู่นกจะทำให้พลัดพรากจากคู่รัก

              นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่เกี่ยวกับสัตว์อย่างเช่น ชะนีเป็นเสนียดจัญไรที่เจ้าป่าเจ้าเขาสังเวยให้กับโลก นกเงือกนกกระหางเปรียบเป็นผู้พิทักษ์ดูแลผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ จระเข้เป็นสัตว์ที่เคยให้สัจจะกับมนุษย์ไว้ว่าจะไม่ทำร้ายกัน รวมทั้งคติของการล่าสัตว์แต่ละชนิด อาทิ ไม่ยิงจ่าฝูงค่างเพราะฝูงค่างที่เหลือจะไม่อยู่ในพื้นที่ต่อไป ไม่ล่าสัตว์ตัวเมียตั้งท้องหรือมีลูก ไม่หาปลาในฤดูวางไข่ เป็นต้น ทั้งนี้คนที่ล่าสัตว์นั้นต้องทำการเซ่นสังเวยเพื่อไม่ให้เกิดเภทภัยและอันตรายแก่ชีวิต

    ความเชื่อที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ

              บริเวณบ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบนเป็นแหล่งต้นน้ำและลำห้วยมากมาย การดูแลรักษาแม่น้ำจึงเป็นสิ่งที่ชาวกะเหรี่ยงทุกคนให้ความสำคัญ อีกทั้งยังเชื่อว่า ไม่ใช่เพียงมนุษย์แต่เจ้าป่าเจ้าเขาและสัตว์ป่ายังร่วมใช้สายน้ำด้วยเช่นกัน ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำประกอบด้วยการให้ความเคารพกับแม่น้ำ ผู้เฒ่าบางคนจะต้องไหว้แม่น้ำก่อนที่จะใช้น้ำล้างหน้าหรืออาบรดลงตัว

     

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ในอดีตบางพื้นที่ยังมีความเชื่อต่อแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำเพชรบุรี ว่าเป็นแม่น้ำผู้หญิง ส่วนแม่น้ำภาชีเป็นแม่น้ำผู้ชาย ห้ามไม่ใช้น้ำเมื่อมีประจำเดือน ห้ามไม่ให้ ผู้หญิงเดินทวนน้ำ แต่หากมีเหตุจำเป็นจะต้องใช้ผงขมิ้นโรยลงในแม่น้ำเพื่อขอขมา รวมถึงการรักษาความสะอาดของแม่น้ำโดยไม่ทิ้งสิ่งใด ๆ ลงในแม่น้ำ

              อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเคร่งครัดที่ถือปฏิบัติต่อแหล่งน้ำเสื่อมคลายลงเมื่อย้ายไปจากถิ่นฐานต้นน้ำเดิม สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงทำให้ชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นเดินและบางกลอยบนไม่สามารถใช้ประโยชน์ของน้ำพร้อมไปกับรักษาสมดุลของแหล่งน้ำอย่างที่เคยเป็นได้

     

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              "บ่งคู้" หรือ เจ้าพิธีที่ชาวบ้านให้การนับถือ ซึ่งในปัจจุบันแทบไม่หลงเหลือบุคคลผู้ทำหน้าที่นี้ในชุมชนอีกต่อไป เช่นเดียวกับชุดความเชื่อมาบุ๊ที่ผสมกลมกลืนไปกับหลักคิดและความเชื่อของกลุ่มศาสนาอย่างพุทธและคริสต์

     

  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              "กะจื่อคุ" คือพื้นที่ศูนย์กลางของการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงมาตั้งแต่อดีตและอาศัยน้ำบริสุทธิ์จากตาน้ำมาใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ

     

  • การทำนาย โหราศาสตร์/ไสยศาสตร์ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    ความเชื่อที่เกี่ยวกับการทำนาย เช่น

    • ในช่วงทำไร่ หากเอ่ยถึงหรือฝันถึงงูจะหมายถึงที่อยู่ของเจ้าที่เจ้าทาง
    • หากชะนีหรือเก้งร้องเชื่อว่าจะเกิดภัยอันตรายต่อคนฟันไร่
    • หากเจออีเห็นกระโดดลงบนต้นไม้เชื่อว่าจะทำให้ คนที่ทำไร่และครอบครัวล้มเจ็บ ถ้าเป็นตะขาบเชื่อว่าจะปลูกพืชผลในไร่ไม่ขึ้น

     

  • การรักษาของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ชาวบางกลอยมีความเชื่อเรื่องหมอดู หมอผี ซึ่งรักษาโดยการใช้สมุนไพรควบคู่กับมนต์คาถา รวมถึงภูมิปัญญาด้านการรักษาโรค เช่น ใช้รากไม้แก้ไอ หรือใช้ใบฝรั่งแก้ท้องเสีย ในปัจจุบันมีหน่วยอนามัยชุมชนและคลินิกมาลาเรียสำหรับการรักษาเบื้องต้นภายในหมู่บ้าน หากป่วยหนักถึงจะจำเป็นต้องลงไปเข้าโรงพยาบาลที่ตัวอำเภอ (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561)

     

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ชาวกะเหรี่ยงมีกิจกรรมการร้องรำทำเพลง เล่นดนตรีอย่างแคน ต๊ะหน้า (เตหน่า) ในช่วงการเรียกขวัญข้าวและงานบุญต่าง ๆ รวมถึงการเที่ยวหาสู่ในช่วงประเพณีการผูกข้อมือเดือน 9 ประเพณีของชาวกะเหรี่ยงนี้สานสายสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้ด้วยกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดมาเนิ่นนานเท่าอายุของหมู่บ้านและการตั้งถิ่นฐานของบรรพบุรุษ เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นในหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอยมีอยู่เพียงสามชนิด ได้แก่ แคน ตะน่า (เตหน่า) และซอตรู้ โดยแต่ละเครื่องดนตรีจะถูกใช้ต่างออกไปในแต่ละโอกาส

     

  • เครื่องดนตรีของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              ซอตรู้ เป็นเครื่องดนตรีประเภทสีทำจากไม้ไผ่บ้อง เหลาเปลือกออก ใช้สายเอ็น คันชัก ทำจากไม้ไผ่ ใช้ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน ไม่นิยมใช้ในประเพณีข้าวและงานศพ

              แคน หรือปี่ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า มีลักษณะคล้ายแคนของอีสาน ทำจากไม้ไผ่ ใช้หวายมัด ใช้สำหรับเล่นเพลงสนุกสนาน ร่าเริง ใช้ได้ทุกโอกาส เช่น การทำขวัญข้าว แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ปีใหม่และงานศพ

              ตะน่า หรือเตหน่า เป็นเครื่องตรีประเภทเครื่องดีด ลักษณะคล้ายพิณ ทำด้วยไม้เนื้ออ่อน สายทำด้วยลวดมีจำนวน 8-10 สาย นิยมใช้เล่นร้องรำทำเพลงในงานรื่นเริงและในงานมงคลทั่วไป อาจใช้ร่วมกับแคน แต่จะไม่นิยมเล่นในงานประเพณีข้าวและไม่ใช้ในงานศพ

     

  • เพลงของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              เพลงของชาวบางกลอย จะมีเนื้อเพลงใช้สำนวนโบราณ มีทำนองเพลงเดียวแต่เปลี่ยนเนื้อร้องไปเรื่อย ๆ มีทั้งเพลงที่แต่งสำหรับพิธีต่าง ๆ และมีการด้นสด โดยจะเป็นการร้องเนื้อหรือคำกลอนที่สอดคล้องกับงานที่แสดง เช่น เพลงเรียกขวัญข้าว เพลงเก็บข้าวเข้ายุ้ง เป็นต้น การถ่ายทอดเพลงจะมาจากการครูพักลักจำจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย

     

  • การละเล่นของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              การละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือการเล่นทอยสะบ้า มีวิธีการเล่นคล้ายคลึงกับการเล่นเปตองหรือดีดลูกแก้วตัวหมาก คือ หินที่เก็บได้ในพื้นที่ เรียกว่าลูกสะบ้า การละเล่นอื่น ๆ ที่พบเช่น งัดข้อ มวยปล้ำ ตังเต ไม้ต่อขา เป็นต้น (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561)

     

  • สถานการณ์ปัจจุบันของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              หากจะทำความเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันของชุมชนบางกลอยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจข้อมูลความเคลื่อนไหวของชุมชนนับตั้งแต่ก่อตั้งชุมชน โดยผู้ศึกษาได้ไล่เรียงเหตุการณ์โดยสรุปไว้ดังนี้

              พ.ศ. 2454 

              ปีเกิดของปู่คออี้ มีมิ

              พ.ศ. 2514     

              มีการแจกเหรียญชาวเขาเมื่อ พ.ศ. 2514 รัฐออกให้เมื่อ พ.ศ. 2512 นำโดย นายอำเภอ ถวัลย์ (ไม่ทราบนามสกุล)

              พ.ศ. 2514    

              พ.ศ. 2514- 2524 มีการทำสัมปทานไม้ 2518 มีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านครั้งแรกและคนแรกของบางกลอยคือ นายยง เจริญสุข (พ่อตา ของผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน นายนิรันดร์ พงษ์เทพ) ซึ่งขึ้นกับ ต.สองพี่น้อง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

              พ.ศ. 2518    

              ประกาศตั้งหมู่บ้านบางกลอย หมู่ที่ 7 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ต่อมาเปลี่ยนเป็น หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

              พ.ศ. 2524    

              มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดบริเวณพื้นที่ป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ในท้องที่ตำบลน้ำกลัดเหนือ กิ่งอำเภอหนองหญ้าปล้อง อำเภอเขาย้อย และตำบลสองพี่น้อง ตำบลแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2524 โดย ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 92 ลงวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2524 นับเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 28 ของประเทศ

              พ.ศ. 2531    

              การทำทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้านในพื้นที่กิ่งอำเภอแก่งกระจาน (เดิม) โดยศูนย์ชาวเขากาญจนบุรี

              พ.ศ. 2534    

              มีการทำบัตรประชาชนครั้งแรก ผู้ที่ได้รับบัตรไทยคนแรกคือนายนิรันด์ พงษ์เทพ

              พ.ศ. 2535    

              มียุทธการบางกลอยเกิดขึ้น (นรก 35 วัน ในป่าบางกลอย) ด้วยเพราะปัญหายาเสพติดตามแนวเทือกเขาด้านตะวันตก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเสียชีวิตไป 5 นาย ทำให้เกิดการบริหารจัดการชาวบ้านใหม่เพื่อให้สะดวกต่อการดูแล

              พ.ศ. 2538    

              มีการทำบัตรประชาชนชุดที่ 2  มีนายสมจิต กว่าบุ (ศุภางค์กุล) และนายจอเงเง รักจงเจริญ (พ่อนายพอละจีรักจงเจริญ) เป็นผู้ได้รับบัตร

              พ.ศ. 2539    

              การอพยพโยกย้ายชาวบ้านกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบนไปยังพื้นที่จัดสรรโป่งลึก-บางกลอย ครั้งที่ 1 (ชาวบ้านส่วนหนึ่งอพยพไปยังบ้านพุระกำ จ.ราชบุรี) การอพยพโยกย้ายชาวบ้านลงมาอยู่ที่บางกลอยล่าง หมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่ 2 โดยมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้และครอบครัวนายโคอี้เป็น 1 ใน 57 ครอบครัว 391 คน ที่ยินยอมลงมา หลังจากนั้นเพียงสามเดือน ครอบครัวนายคออี้ก็กลับขึ้นไปอยู่ที่บางกลอยบนเช่นเดิม

              พ.ศ. 2540    

              มีการเผาบ้าน นายสุนีย์ กว่าบุ และนายหมี ต้นน้ำเพชร และเป็นการเผาบ้านชาวบ้านครั้งแรก

              พ.ศ. 2546    

              นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ลาออกจากผู้ใหญ่บ้าน และนายกระทง โชควิบูรณ์ เป็นผู้ใหญ่บ้านบางกลอยคนต่อมา

              พ.ศ. 2553    

              ผลักดันและขับไล่ชาวกะเหรี่ยงที่บริเวณใจแผ่นดินและบางกลอยบนอีก 12 จุด

              มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง

              การบังคับอพยพและผลักดันชาวบ้านกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบน ครั้งที่ 2 การเผาบ้าน ยุ้งข้าว สิ่งปลูกสร้างของชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบน

              พ.ศ. 2554    

              มีการเผาและทำลายบ้านเรือน ยุ้งข้าว รวมถึงยึดทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบน รวมสองครั้ง

              ชาวบ้านกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบนร้องขอความช่วยเหลือจากปัญหาการถูกละเมิดสิทธิต่อสภาทนายความ

              มีการเผาบ้าน ยุ้งข้าว ของชาวกะหรี่ยง จำนวน 98 หลัง มีการยึดทรัพย์สินชาว กะเหรี่ยง เช่น เคียว ขวานเงิน สร้อยลูกปัดกำไลข้อมือ บริเวณพุระกำ (ใจแผ่นดิน) และบางกลอยบน

              ปฏิบัติการทหาร ผลักดันชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย-พม่า เฮลิคอปเตอร์ตก 1 ลำ และอีก 2 ลำ ในเวลาต่อมา สูญเสียเจ้าหน้าที่และนักข่าว รวม 17 คน

              พ.ศ. 2555    

              ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติแก่งกระจานผลักดันชาวกะเหรี่ยง ดั้งเดิมออกจากบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

              ปู่คออี้ มีมิ และชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบน รวม 6 คน ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่บรรพบุรุษต่อศาลปกครอง

              มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ประชุมแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ

              พ.ศ. 2557    

              8 กุมภาพันธ์ 2557 มูลนิธิข้าวขวัญร่วมกับเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตกและประชาชนทั่วไป จัดทอดผ้าป่า "กองบุญข้าวสู่ชุมชนบางกลอย-โป่งลึก ป่าแก่งกระจาน" โดยได้ข้าวเปลือกทั้งหมดกว่า 20 ตัน และเงินจำนวน 200,000 บาท

              พอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงใจแผ่นดินหายตัวไป

              พิณนภา พฤกษาพรรณ (มึนอ) ภรรยาของบิลลี่ ยื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับการหายตัวไปของบิลลี่

              รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรื่อง สิทธิชุมชนและสิทธิในการจัดการที่ดิน กรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

              สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) อนุมัติงบประมาณ 4,095,000 บาท ในการซ่อมแซมและพัฒนาที่อยู่อาศัย จำนวน 91 หลังคาเรือน

              พ.ศ. 2558   

              พิณนภา พฤกษาพรรณ (มึนอ) ยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดี พิเศษ (DSI) ให้รับคดีการหายตัวของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ

              ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงร้องแจ้งต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อยืนยันที่จะกลับไปอยู่อาศัย ทำกินที่หมู่บ้านเดิม คือ บ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบน

              พ.ศ. 2559    

              ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ ปู่คออี้ มีมิ และผู้ฟ้องคดีชาวกะเหรี่ยงอีกห้าคน ผู้ฟ้องคดี ทั้ง 6 ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด

              ตัวแทนชาวบ้านและเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้ชาวกะเหรี่ยงในผืนป่าแก่งกระจาน มีสิทธิและส่วนร่วมในการเสนอและการบริหารจัดการมรดกโลกทางธรรมชาติร่วมกับภาครัฐ

              พ.ศ. 2561    

              กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีมติรับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ

              ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมถึงในกรณีการรื้อถอนเผาทำลายบ้าน หรือสิ่งปลูกสร้างและยุ้งฉางด้วย เนื่องจากวินิจฉัยว่าการ รื้อถอนเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงได้มีคำวินิจฉัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อย่างไรก็ตามผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนไม่มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เนื่องจากอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือแสดงการได้รับอนุญาตจากทางราชการ ศาลจึงไม่อาจบังคับให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้

              วันที่ 5 ตุลาคม 2561 ปู่คออี้ มีมิ เสียชีวิตในวัย 107 ปี

              พ.ศ. 2563    

              25 กรกฏาคม 2563 สถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งกระจานออกหมายเรียกชาวบ้านบางกลอยจำนวน 4 คน มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ปากคำ ตามที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้แจ้งวามดำเนินคดีในข้อหายึดถือหรือครอบครองที่ดินรวมตลอดถึงก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า

              เมษายน 2563 เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ นำข้าวเปลือกจำนวน 6 ตัน และข้าวสารจำนวน 1 ตัน มอบให้ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย เนื่องจากชาวบ้านขาดแคลนข้าวอีกทั้งบุตรหลานที่ทำงานในเมืองเดินทางกลับบ้านเนื่องจากถูกเลิกจากจากสถานการณ์โควิด

              พ.ศ. 2564    

              14 มกราคม 2564 ชาวบ้านบางกลอยล่าง จำนวน 30-40 คน เดินเท้าอพยพกลับหมู่บ้านเดิมที่บางกลอยบนหรือ “ใจแผ่นดิน” กลางป่าแก่งกระจาน  เนื่องจากประสบความเดือดร้อนในการดำรงชีพ โดยเฉพาะด้านที่ทำกิน ผนวกกับสถานการณ์โควิด ลูกหลานที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานในเมืองใหญ่ตกงาน ขาดรายได้ในการดูแลครอบครัว การกลับยังหมู่บ้านเดิมจึงเป็นไปเพื่อการเพาะปลูกข้าวสำหรับยังชีพ

              18 มกราคม 2564 นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดเผยถึงกรณีที่ชาวบ้านบางกลอยกลุ่มใหญ่ได้อพยพหมู่บ้านบางกลอยบนที่อยู่ในป่าใจแผ่นดิน ว่าตนได้รายงานทางวาจาให้ทางอำเภอทราบแล้ว ซึ่งจากการสอบถามญาติพี่น้องที่ยังอยู่ในหมู่บ้านบางกลอยล่าง ทำให้ประมาณการจำนวนชาวบ้านที่อพยพกลับไปครั้งนี้มีราว 35 คน และในวันเดียวกันนี้ได้มีนายทหารระดับสูงของหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เดินมาพบเพื่อติดตามเรื่อง โดยขอให้ตนช่วยประสานกับญาติพี่น้องของคนที่อพยพขึ้นไปเพื่อให้ไปบอกให้ชาวบ้านเหล่านั้นกลับลงมา "เขาแนะนำว่าใครที่มีญาติที่อยู่ด้านล่างให้รีบขึ้นไปบอกญาติที่อพยพขึ้นไปให้ลงมาเพราะผิดกฎหมาย ถ้าลงมาก่อนที่เจ้าหน้าที่ขึ้นไปจะไม่เป็นไร เขาบอกว่าหลังจากนี้อีก 2-3 วันทหารจะขึ้นไปเอาตัวลงมา ผมตั้งใจว่าตอนเย็นจะประกาศให้ญาติขึ้นไปตามก่อนทหารขึ้นไป" 

              16 มกราคม 2564 กระแสโลกออนไลน์ รณรงค์ "Save  บางกลอย" เพื่อร่วมปกป้องชาวบ้านที่เดินทางกลับหมู่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน

              21 มกราคม 2564 The Active ร่วมกับ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และองค์กรภาคีเปิดเวทีสาธารณะออนไลน์ "จากกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ถึงอนาคตกฎหมายคุ้มครองวิถีชาติพันธุ์" เปิดเสวนาในประเด็นปัญหา สถานการณ์ปัจจุบัน และแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย

     

          

    การเผาบ้าน และยุ้งฉางของชาวบ้านเพื่อผลักดันออกนอกพื้นที่

    ภาพจากรายงานยุทธการตะนาวศรี ซึ่งเป็นรายงานที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานทำสรุปเพื่อรายงานประจำเดือนในที่ประชุมส่วนราชการของจังหวัดเพชรบุรี มีทั้งภาพการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว และภาพเจ้าหน้าที่โรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์เข้าไปจับกุมและผลักดันชาวกะเหรี่ยง

         ที่มา: สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา https://www.the101.world/bang-kloi/

         เผยแพร่วันที่  26 มกราคม 2564  เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    สภาพปัญหา

             นับตั้งแต่การอพยพจากบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบนมายังพื้นที่จัดสรรในเขตหมู่บ้านโป่งลึก–บางกลอย เมื่อปี พ.ศ. 2539 ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เคยดำรงชีวิตบริเวณต้นน้ำต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ยากลำบากกว่าเดิมด้วยหลายเงื่อนไขประกอบกัน อาทิ ข้อจำกัดของ แปลงที่ดินหรือสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและแหล่งน้ำ ลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่อยู่รวมกันในพื้นที่ที่กำหนด (ไม่สามารถย้ายที่อยู่อาศัยในบริเวณชุมชนหรือกระจายเป็นหย่อมบ้านเช่นเดิม) ซึ่งส่งผลต่อวิถีทำกินแบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง การเพาะปลูกยังคงทำได้แต่ไม่สามารถทำให้ดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ

              ความเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวบ้านที่โยกย้ายมายังพื้นที่ใหม่โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือตามข้อตกลงเพื่อให้ดำเนินการอพยพโดยสมัครใจเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ยังเป็นปัญหาที่ชาวบ้านบางกลอยจำต้องเผชิญจวบจนปัจจุบัน

              ความต้องการของชาวบ้านคือการกลับไปอาศัยอยู่ยังบ้านเดิมบริเวณใจแผ่นดินและบางกลอยบนซึ่งเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานมากว่า 100 ปี ด้วยหวังว่าจะได้กลับไปดำรงวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์และวิถีทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ โดยเฉพาะการทำไร่ หมุนเวียนที่จะทำให้วัฏจักรของแปลงไร่ได้รับการฟื้นฟูและสามารถปลูกข้าวรวมทั้งพืชต่าง ๆ เลี้ยงชีพได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเผชิญความเดือดร้อน รวมถึงไม่สามารถปฏิบัติตามพิธีกรรมความเชื่อของตนมานานหลายปี อันเป็นผลกระทบจากการถูกบังคับอพยพจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในปี พ.ศ. 2553-2554

              หากว่าภายหลังมีคำพิพากษาจากศาลปกครองสูงสุดที่ยังไม่อาจบังคับให้ชาวบ้านกลับไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิมได้ ทำให้ประเด็นความเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมและสิทธิชุมชนกลายเป็นข้อท้าทายประการสำคัญในการดำเนินงานและหาทางออกสำหรับการอยู่อาศัยและทำกินของชาวบ้านกะเหรี่ยงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทั้งในแง่มุมของการคุ้มครองสิทธิพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยแก่ชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นคนท้องถิ่นในพื้นที่ป่า การมีส่วนร่วมในการจัดสรร การใช้ประโยชน์ รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในเขตอุทยานฯ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอกลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก อีกทั้งประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวพันกับแกนนำชาวบ้านบางกลอยซึ่งยังไม่คลี่คลาย

              การปรับตัวสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสูง ซึ่งแตกต่างกับวิถีดั้งเดิมของคนในชุมชนที่ใช้ระบบเกษตรธรรมชาติ การปรับตัวสู่เกษตรกรรรับจ้าง โดยการผลิตพืชเชิงเดี่ยวซึ่งมีนายทุนออกค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารเคมีทางการเกษตรและค่ารถไถให้ก่อน

              คนรุ่นใหม่ ลูกหลาน ต้องออกไปเป็นแรงงานรับจ้างในเมืองใหญ่ เนื่องจากพื้นที่การผลิตไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการดำรงชีพ การออกไปทำงานรับจ้างเพื่อส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวซื้อข้าวกินจึงเป็นทางออกหนึ่ง

              สภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมส่งผลให้วัฒนธรรมสูญหาย กล่าวคือ ระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนมีการประกอบพิธีกรรมหลายขึ้นตอน เมื่อไม่มีการทำไร่หมุนเวียน พิธีกรรมต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับการปฏิบัติ ไม่เกิดการส่งต่อด้านความเชื่อประเพณี พิธีกรรมสู่คนรุ่นใหม่

              สำหรับชาวบ้านบางกลอยนั้นมีข้อเรียกร้องเดียวคือการกลับสู่ชุมชนเดิมที่ใจแผ่นดินและต้องการกำหนดพื้นที่ทำกินในระบบไร่หมุนเวียน ร่วมกับการกำหนดเขตพื้นที่ทำกินให้ชัดเจนร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านสามารถสืบทอดวิถีชีวิต จิตวิญญานของกะเหรี่ยงต่อไปได้โดยไม่ขัดกับกฎหมาย

    ข้อเรียกร้องจากเครือข่าย

              นายสมชาติ รักษ์สองพลู เครือข่ายกะเหรี่ยงจังหวัดลำปาง พฤ โอ่โดเชา และชาวบ้านป่าคา จังหวัดเชียงใหม่ ผศ.ดร. สุวิชาน พัฒนไพรวัลย์  และเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนต่างเรียกร้องตรงกันในการขอให้รัฐแต่งตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถหลากหลายเพื่อช่วยกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยปราศจากอำนาจการควบคุมของหน่วยงานรัฐ รวมถึงให้การคุ้มครองความปลอดภัยของชาวบ้านบ้านบางกลอย รัฐต้องยินยอมให้ชาวบ้านที่ยืนยันจะกลับคืนสู่บางกลอยบน ใจแผ่นดิน สามารถตั้งถิ่นฐานและดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ และให้การยอมรับไร่หมุนเวียนที่อยู่ในความคุ้มครองของมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 สิงหาคม 2553 รัฐต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในเรื่องอาหารและปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตในสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ของชาวกะเหรี่ยง ดังนั้นการมีพื้นที่ทำกินและสามารถปลูกข้าวได้จึงเป็นความมั่นคงในชีวิตของชาวกะเหรี่ยง การอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมมากว่าร้อยปี และการกลับไปสู่ชุมชนเดิมถือเป็นเรื่องถูกต้องและรัฐควรให้การสนับสนุนเนื่องจากระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบการเกษตรที่พึ่งพิงธรรมชาติ และดูแลรักษาป่าไปพร้อมกัน

              ทั้งนี้ข้อมูลจากเวทีสาธารณะออนไลน์ "จากกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ถึงอนาคตกฎหมายคุ้มครองวิถีชาติพันธุ์" วันที่ 21 มกราคม 2564 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยมีนักวิชาการ นักกฏหมาย และตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่ายกะเหรี่ยงร่วมสะท้อนประเด็นปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ณ วันที่ 21 มกราคม 2564 นั้น นายอภิสิทธิ์ จริญสุข ชาวบ้านบางกลอยให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านบางกลอยบางส่วน (ประมาณ 50 คน) ได้ตัดสินใจเดินเท้ากลับไปยังหมู่บ้านใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนเช่นเดิม เนื่องจากปัญหาทั้งที่อยู่อาศัยที่แออัด พื้นที่ทำกินไม่เพียงพอและปัจจุบันประสบปัญหาโรคระบาด (โควิด-19) ชาวบ้านออกไปทำงานในตัวเมืองได้ ทำให้ขาดรายได้ ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ เกิดความเดือดร้อนมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ที่ชาวบ้านอพยพขึ้นไปนั้นเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยอาศัยอยู่และเป็นพื้นที่ที่เคยถูกเผาทำลายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

              ขณะที่นางสุนีย์ ไชยรส จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สะท้อนประเด็นปัญหาของพื้นที่ว่า ปัญหาเกิดจากชาวบ้านที่ถูกอพยพลงมาจำนวนหนึ่งไม่มีพื้นที่ทำกินโดยการจัดสรรของรัฐ และปัญหาการเปลี่ยนการทำไร่หมุนเวียนมาเป็นนาขั้นบันได ซึ่งการทำนาขั้นบันไดนี้ต้องใช้สารเคมี ปุ๋ย มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งไม่สามารถขุดน้ำขึ้นมาได้และไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน รัฐและสังคมควรมองว่าที่เขาต้องอพยพขึ้นไปดังเดิมนั้น เกิดจากสาเหตุความเป็นอยู่ซึ่งไม่สอดคล้องต่อวิถีชีวิตของเขา ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไม่ควรไปบังคับใช้กฎหมายเอาผิด

              คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม สะท้อนว่า พื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้ชาวบบ้านนั้นไม่เอื้อต่อการทำกินแบบดั้งเดิม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนั้นชาวบ้านสามารถกลับไปอยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ในทางกลับกันชาวบ้านกลับทำเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งถ้าชาวบ้านอพยพไปใช้พื้นที่ดังเดิมนั้นอาจทำให้เจ้าหน้ารัฐใช้ความรุนแรง โดยอ้างข้อกฎหมายเข้ามาเอาผิดกับชาวบ้านเหมือนที่เคยผ่านมา

              เช่นเดียวกับทัศนะของ นายโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (ผู้อำนวยการศูนย์มานษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่าปัญหาเกิดจากการมีอคติกับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้คนภายนอกเข้าใจผิด เหมารวมเขาว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า เข้าเมืองผิดกฎหมายและค้ายาเสพติด อีกทั้งปัญหาโรคระบาด (โควิด-19) ซึ่งมีปัญหาพื้นที่ทำกินอยู่แล้ว อีกทั้งในขณะนี้พวกเขาไม่สามารถออกไปทำงานได้ ทำให้ขาดรายได้ ขาดอาหาร ซึ่งไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเหมือนกลุ่มคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งเขาอาจจะไม่ต้องการมาตรการเยียวยาเหมือนกลุ่มคนบุคคลอื่น แต่เขาแค่ต้องการความประณีประนอม ไม่ใช้ความรุนแรงและให้เขากลับไปใช้พื้นที่ดั้งเดิมของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำกินหรือพื้นที่จิตวิญญาณ

              เช่นเดียวกับ นายมานพ คีรีภูวดล (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์) ที่กล่าวว่าปัญหาเกิดจากการสังคมไทยไม่เข้าใจคำว่าพหุวัฒนธรรม โดยมองว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ นี้ไม่ใช่คนไทยและมีอคติกับคนกลุ่มนี้ ทำให้พวกเขาไม่มีสิทธิ์เท่าเทียมกับผู้อื่น ซึ่งสถานการณ์ในอดีตนั้นเจ้าหน้าที่รัฐได้กระทำกับพวกเขารุนแรง ซึ่งปัจจุบันนี้มีชาวบ้านบางกลุ่มกลับเข้าไปพื้นที่ใจแผ่นดิน เกรงว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นในอดีตที่เคยเกิดขึ้น

              โดยจากเวทีเสวนาดังกล่าวนั้นได้เสนอว่า ปัญหาเร่งด่วนที่กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบางกลอย ต้องการให้หน่วยงานภายนอกช่วยเหลือโดยการเร่งด่วนคือ ปัญหาการขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค โดยมีแนวทางที่วิทยากรแต่ละท่านเสนอไว้ดังนี้

              "ควรให้ชาวบ้านกลับไปใช้พื้นที่เดิม (ใจแผ่นดินหรือบางกลอยใหญ่) ซึ่งทำได้โดยการร่างกฎหมายคุ้มครองและครอบคลุม โดยประกาศให้พื้นที่ใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนเป็นพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งกฎหมายนี้ควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวนั้นดำเนินการและควรส่งถึงนายกรัฐมนตรีให้รับรู้ ซึ่งนายกฯนั้นไม่ค่อยเซ็นต์" สุนี ไชยยศ (วิทยาลัยนวัตกรรม ม.รังสิต)

              "ควรให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านซึ่งพื้นที่บ้านใจแผ่นดินนั้นเป็นพื้นที่ดั้งเดิมที่ชาวบ้านอาศัยอยู่มาก่อนที่จะมีกฎหมายอุทยานออกมา ในความเป็นจริงแล้วนั้นชาวบ้านมีสิทธิ์ใช้พื้นที่ดั้งเดิมโดยชอบธรรม ควรยุติการใช้ความรุนแรง และการจับกุมโดยอ้างข้อกฎหมาย และควรตั้งคณะกรรมการ คณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงบางกลอย" สุรพงษ์ กองจันทึก (ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม)

              "ควรมีมาตรการหลัก ๆ คือ มาตรการเฉพาะหน้า สถานการณ์โควิด ระบบต่าง ๆ มันไม่ปรกติ รัฐบาลพยายามออกมาตรการเยียวยาต่าง ๆ แต่ชายขอบเข้าไม่ถึง และมาตรการระยะยาวคือการขยายผลจากมติ ครม. และควรละเว้นกฎหมาย ซึ่งการกระทำของรัฐมันทำไม่ได้ทางกฎหมาย ควรให้สิทธิ์ชาวบ้านได้กลับไปใช้ชีวิตแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนโดยชอบธรรม" โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (ผู้อำนวยการศูนย์มานษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

              "แนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเร่งด่วน คือ ทุกฝ่ายควรทำความเข้าใจ ไม่ควรใช้ความรุนแรง ควรมีการพูดคุย เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์และวิถีชีวิตของพวกเขาใหม่ จัดตั้งตัวแทน คณะกรรมการในทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกและมาตราการให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมและกลับไปใช้พื้นที่ดั้งเดิมได้อย่างถูกต้องและชอบธรรม" มานพ คีรีภูวดล (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์)  

     

  • สถานการณ์อื่น ๆ ของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

              หลายองค์กรและเครือข่ายพยายามเข้ามาช่วยชาวบ้านบางกลอยในการแก้ไขปัญหาในแนวทางที่ต่างกันไป เช่น เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมและอื่น ๆ เป็นต้น องค์กรเหล่านี้พยายามช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อให้ได้รับสิทธิในการอยู่อาศัยในป่าและต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ดั้งเดิม โดยมุ่งไปที่สิทธิมนุษยชนของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นหลัก และยังมีมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริได้เข้ามาช่วยเรื่องของการเกษตรโดยเน้นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานร่วมกัน

              นอกจากนี้ทางโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ยังมีตัวแทนจาก พอช. มูลนิธิชุมชนไท มาทำหน้าที่ประสานโครงการและจัดให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรอื่น ๆ โดยทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านและให้คำแนะนำและวิธีการในการทำโครงการร่วมกัน

    เครือข่ายชาติพันธุ์ระดับต่าง ๆ

              เครือข่ายทางสังคมของชาติพันธุ์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนบางกลอยบนที่เผชิญกับเหตุละเมิดสิทธิ จากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในเวลาต่อมา โดยเฉพาะเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (กวส.) ที่ในสาขาภาค ตะวันตกครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เครือข่ายดังกล่าวนี้ประกอบด้วยผู้นำชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นคนทำงานในพื้นที่ประสานกับเครือข่ายภาคอื่น ๆ และองค์กรภายนอกในประเด็นทางสังคมต่าง ๆ

              กลุ่มผู้ประสานงานของเครือข่ายยังมีความคุ้นเคยกับชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านทั้งสองแห่งพอสมควรทำให้เกิดโครงการต่าง ๆ เช่น กองบุญข้าว ซึ่งเป็นความร่วมมือของพี่น้องกะเหรี่ยงทั่วประเทศจัดทำผ้าป่ากองบุญข้าวเพื่อรวบรวมข้าวนำมาบริจาคให้แก่ชาวกะเหรี่ยงที่ต้องถูกโยกย้ายมาอาศัยอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมที่สนับสนุนให้ชาวบ้านกะเหรี่ยงในหลาย ๆ พื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราว แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกลุ่มและชุมชนชาวกะเหรี่ยงสู่สาธารณะ

     

Access Point
No results found.

 

ชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่แพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชบุรี  ต้องประสบกับปัญหาการโยกย้ายถื่นฐานจากพื้นที่ทำกินเดิมในเขตต้นน้ำ หรือบ้านใจแผ่นดิน  ออกมายังพื้นที่ใหม่ซึ่งรัฐจัดสรรให้ แต่พบว่าสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตร วิถีชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปเมื่อไม่สามารถทำเกษตรได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน  ความอดอยาก ขาดแคลนอาหาร การต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน  แตกต่างกับบ้านเดิมที่หาอยู่หากินจากทรัพยากรธรรมชาติ ผลิตข้าวได้เพียงพอต่อการบริโภค  ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจย้ายกลับหมู่บ้านเดิมในป่าใหญ่ แต่ต้องประสบกับการบังคับโยกย้ายเช่นเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า