ชุมชนชาติพันธุ์ : กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ปกาเกอะญอ (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี)
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะเหรี่ยง, กะเรง, กะหร่าง, ยาง, กะเหรี่ยงบางกลอย, กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลภาษา ทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) ใช้ภาษากะเหรี่ยงในการสื่อสาร
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสะกอ ได้บันทึกว่า ชื่อ "กะเหรี่ยง" เป็นชื่อที่เรียกตามอย่างมอญซึ่งเรียกกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ว่า "กะเรง"

              ชื่อเรียก กะหร่าง, กะเหรี่ยง ซึ่งในอดีตคนกะเหรี่ยงถูกเรียกขานในหมู่คนไตและคนไทยว่า ‘ยาง’ ชาวพม่าแยกแยะกะเหรี่ยงสองกลุ่ม คือ กะเหรี่ยงสะกอ/จกอว์ โดยใช้ชื่อเรียก Bama Kayin (กะเหรี่ยงพม่า) และกะเหรี่ยงโผล่ว/โปว์ ในชื่อเรียก Taliang Kayin (กะเหรี่ยงมอญ) ทั้งนี้ มีคำอธิบายถึงความหมายของคำเรียกชาวกะเหรี่ยงในหลายที่มา อาทิ Kayin มีความหมายในภาษาบาลีว่า คนเลี้ยงสัตว์ที่สกปรก (dirty feeders), Karen เชื่อมโยงกับภาษาสันสกฤตว่า  Karita หรือกลุ่มคนป่า (barbarian tribes) นอกจากนี้ คำว่า ข่า (kha) ในภาษาไทยเรียกคนที่อยู่ในระดับต่ำ นิยามถึงกลุ่มคนนับถือผีที่อาศัยอยู่ในป่า โดยกลุ่มคนในพื้นที่ราบลุ่มซึ่งมีอารยธรรม และกะเหรี่ยงโผล่วเรียกหมู่บ้านใจแผ่นดินแต่ในอดีตว่า "คึ่ยคึ่ย" หมายถึง บริเวณแพรกน้ำหรือต้นน้ำ

              คำว่ากะหร่าง เป็นคำที่คนในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ราชบุรี เพชรบุรี เรียกกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอ ซึ่งมีความแตกต่างจากกะเหรี่ยงโป ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่เขตนี้  Lehman (1979: 230) กล่าวว่า คนกาญจนบุรีใช้คำว่า กะเหรี่ยง ที่หมายถึงทั้งกลุ่มโปและสะกอโดยรวม แต่ถ้าต้องการจำแนกความแตกต่างก็จะเรียกกลุ่มสะกอว่า กะหร่าง 

              ขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านบางกลอยนั้น เรียกตัวเองว่า "ปกาเกอะญอ" และเป็นที่รู้จักกันในแวดวงสังคมในชื่อเรียก "กะเหรี่ยงบางกลอย" "กะเหรี่ยงต้นน้ำเพชร" เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนในการอพยพโยกย้าย ทำให้สื่อสาธารณะนำเสนอข่าวสารต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้เนื่องจากกะเหรี่ยงนั้นมีหลายกลุ่มในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ชื่อเรียกเฉพาะกะเหรี่ยงจากบ้านโป่งลึก-บางกลอย, บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน จึงถูกย่นย่อเพื่อความเข้าใจตรงกัน

     

  • อื่น ๆ :

           

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย

              นางสาวกิตติยากรณ์ เสียวสุข นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (นิสิตฝึกประสบการณ์ กลุ่มงานคลังข้อมูล)

              นางสาวอาร์กีฟาน แวลง นิสิตชั้นปีที่4 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (นิสิตฝึกประสบการณ์ กลุ่มงานคลังข้อมูล)

              นางสาวสุธาสินี บุญเกิด  เจ้าหน้าที่ฐานข้อมูล กลุ่มงานคลังข้อมูล สำนักวิชาการและสารสนเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

              นางศิราพร ทิพย์รัตน์  นักวิชาการ กลุ่มงานคลังข้อมูล สำนักวิชาการและสารสนเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

              ปีงบประมาณ 2564  อัพโหลดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 

    เอกสารอ้างอิง

              กุลธิดา สิทธิฤาชัย .(2562). วิถีชีวิตที่ถูกเปลี่ยนของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานก่อนการมาถึงของ พรบ. อุทยานฉบับใหม่. (ออนไลน์) เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562. เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 . https://themomentum.co/thai-karen-kaeng-krajan-issue

              ฐานข้อมูลข่าวมานุษยวิทยา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://db.sac.or.th/clipping/th/news/read/202001428 

              ฐานข้อมูลข่าวมานุษยวิทยา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://db.sac.or.th/clipping/th/news/read/255700117

              ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). คู่มือมรดกวัฒนธรรมโป่งลึก-บางกลอย. Toyota Environmental Activities Grant Program of Toyota Motor Corporation.

              ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). องค์ประกอบพื้นที่บ้านปกาเกอะญอ กรณีศึกษา หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

              ทิพย์วิมล ศิรินุพงศ์ และพรพรรณ กาญจนาธิวัฒน์. (2562). ใจแผ่นดิน แผ่นดินกลางใจกะเหรี่ยงแก่งกระจาน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิผสานวัฒนธรรม.

              ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).เวทีสาธารณะออนไลน์ "จากกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ถึงอนาคตกฎหมายคุ้มครองวิถีชาติพันธุ์" เผยแพร่วันที่ 21 มกราคม 2564  เข้าถึงวันที่ 21 มกราคม 2564 https://www.facebook.com/watch/live/?v=403099110754952&ref=watch_permalin

              สุขเกษม .(2562). เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนบ้านบางกลอย สำนักสื่อสารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564  https://web.codi.or.th/printing_media/20190903-8349/

              สยามรัฐออนไลน์  เผยแพร่เมื่อ 29 เมษายน 2563 เข้าถึงเมื่อ 21 มกราคม 2564  https://today.line.me/th/v2/article/E9mnvO 

              สำนักข่าวชายขอบ  Tranbodernews. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564   https://transbordernews.in.th/home/?p=26316

              สำนักข่าวชายขอบ  Tranbodernews. (ออนไลน์) เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 https://transbordernews.in.th/home/?p=2633

    ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

               หนังสั้นเรื่อง วิถีชีวิต   Way of Lives :  https://www.youtube.com/watch?v=Y-glT4xzH-g&fbclid=IwAR004G4LbFMetPf-3fA3sgppaPSldD0kLOybnbafZKQRL_t-F87YCtlX2Ng

     

     

ชุดข้อมูล:ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561)

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เพชรบุรี แก่งกระจาน ห้วยแม่เพรียง โป่งลึก-บางกลอย2821280  
ที่มา:

ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์. (2561). องค์ประกอบพื้นที่บ้านปกาเกอะญอ กรณีศึกษา หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ชุดข้อมูล: สดานุ สุขเกษม .(2562)

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
เพชรบุรี แก่งกระจาน ห้วยแม่เพรียง บางกลอย105504  
ที่มา:

สดานุ สุขเกษม .(2562). เรียนรู้จากการซ่อมสร้างชุมชนบ้านบางกลอย สำนักสื่อสารจัดการองค์ความรู้และนวัตกรรมชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน). กรุงเทพมหานคร. (ออนไลน์) 


  • บทนำ :

    ผู้คนในชุมชนบางกลอยนั้น มาจากการย้ายชาวบ้านในชุมชนบางกลอยบนหรือใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นชุมชนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ลงมาสู่พื้นที่จัดสรรของรัฐในช่วงปี 2539 การโยกย้ายผู้คนออกจากถิ่นฐานเดิมมาสู่พื้นที่จัดสรรใหม่ของรัฐส่งผลให้เกิดปัญหาในการดำรงชีพของผู้เคลื่อนย้ายมาใหม่ กล่าวคือ การจัดสรรพื้นที่ทำกินไม่เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามวิถีความเชื่อดั้งเดิม ชาวบ้านต้องปรับวิถีการผลิตจากระบบไร่หมุนเวียนสู่การผลิตพืชไร่เชิงเดี่ยว ซึ่งขาดทักษะความรู้และทุนในการประกอบการ อย่างไรก็ตามมีหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้ามาส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนการดำรงชีพผ่านโครงการของรัฐ เช่น มูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาสนับสนุนการปรับปรุงระบบเกษตรอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเข้ามาส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเข้ามาสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยผ่านโครงการบ้านมั่นคงเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ เครือข่ายกะเหรี่ยงภาคตะวันตก เข้ามาสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพผ่านโครงการผ้าป่าข้าวเปลือก

              นับตั้งแต่ปี 2539 ที่เริ่มอพยพโยกย้ายชาวบ้านบางกลอยบนหรือใจแผ่นดินลงมาสู่พื้นที่จัดสรร ชาวบ้านต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่อีกทั้งยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร หลายครอบครัวยังไม่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินไม่มีอาชีพ ลูกหลานคนรุ่นใหม่เคลื่อนย้ายออกจากชุมชนสู่เมืองเพื่อเป็นแรงงานรับจ้าง

              ทั้งนี้การดำรงชีพของในชุมชนเมื่อย้ายมาในพื้นที่จัดสรรคือการทำเกษตร ผลิตข้าวโดยการทำนาและมีการส่งเสริมการทำนาขั้นบันไดจากหน่วยงานรัฐการผลิตพืชไร่ในลักษณะของพืชเชิงเดี่ยว เช่น สวนกล้วย มะเขือ พริก ฯ มีการส่งเสิมการปลูกพืชอายุสั้นเพื่อเร่งการผลิตและมีรายได้ หากแต่ปัญหาหลักของพื้นที่คือสภาพดินที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตร ดินเป็นหินและเป็นดินลูกรังไม่มีธาตุอาหารและไม่อุ้มน้ำ กับทั้งการขาดแคลนน้ำในการเกษตร ส่งผลให้การผลิตไม่คุ้มทุน จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับชุมชนเดิมที่บางกลอยบนหรือใจแผ่นดินเพื่อปลูกข้าวในระบบเกษตรที่เรียกว่า "ไร่หมุนเวียน"

              การอพยพกลับหมู่บ้านเดิมในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้น ในมิติของหน่วยงานรัฐมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าจึงดำเนินการผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ต่อเนื่องยาวนานโดยเฉพาะ "ยุทธการตะนาวศรี" ที่มีการบังคับโยกย้าย เผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้าน โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2539 หลังจากนั้นมีการผลักดันต่อเนื่องอย่างเข้มงวด มีการเผาทำลายยุ้งฉางและบ้านเรือนอีกหลายครั้ง อันนำสู่การร้องขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความในปี 2554 การร้องเรียนประเด็นปัญหาของชาวบ้านต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและการยื่นฟ้องกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่บรรพบุรุษต่อศาลปกครอง จวบจนกระทั่งสู่ปี 2559 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้อง

            อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาและความเดือดร้อนของชาวบ้านก็ยังไม่สิ้นสุด เมื่อสถานการร์วิด-19 เข้ามากระทบต่อการดำรงชีพ ส่งผลให้ลูกหลานที่ออกไปทำงานในเมืองตกงาน และทยอยเดินทางกลับบ้านชุมชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนอยู่แล้วยิ่งยากลำบาก ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งตัดสินใจเดินทางกลับยังหมู่บ้านเดิม "บางกลอยบนหรือใจแผ่นดิน" อีกครั้งในวันที่ 15 มกราคม 2564

     

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    การตั้งถิ่นฐานและกระจายของชุมชน

              บ้านบางกลอยตั้งอยู่ทิศเหนือสุดของตำบล เดิมตั้งอยู่กับแม่น้ำบางกลอย มีชื่อเรียก "คลี้เหลาะ" (Kleh looj) แปลเป็นภาษาไทยว่า "ห้วยบางกลอย" เนื่องจากทั้งสองฝั่งมีเถาว์กลอยจำนวนมาก ห้วยบางกลอยนับได้ว่าเป็นลำน้ำสาขาของต้นแม่น้ำเพชร หมู่บ้านนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "บางกลอยบน หรือบ้านใจแผ่นดิน"

     

     แผนที่บ้านโป่งลึก บางกลอยล่าง บางกลอยบน และใจแผ่นดิน

    ที่มา https://www.the101.world/bang-kloi/

    เผยแพร่วันที่  26 มกราคม 2564  เข้าถึงเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561

     

              มีเรื่องเล่าของนายพรานว่า บริเวณสามแยกบางกลอยนั้นมีกลอยหัวใหญ่ขนาดสองคนโอบบริเวณลำห้วยบางกลอยซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านบางกลอยบน เป็นพื้นที่ติดต่อกับบ้านใจแผ่นดินในระยะเวลาเดินทางด้วยเท้าราว 1-2 วัน เป็นที่ตั้งถิ่นฐานและทำเกษตรไร่ข้าว บ้านบางกลอยบนอยู่บริเวณสามแพร่งตรงแนวริมน้ำที่แม่น้ำจากเขาพะเนินทุ่งรวมกับแม่น้ำบางกลอยไหลลงแม่น้ำเพชรบุรี

              บ้านบางกลอยบนหรือบ้านใจแผ่นดินอยู่บริเวณยอดเขาสูงที่มีลักษณะร่องหรือรูกว้างลึก เป็นช่องลมหรือปล่องภูเขา ซึ่งในภาษาปกาเกอะญอชื่อว่า "กะจื่อคุ" (หมายถึง ยอดภูเขา) หรือเรียกว่า "กะจื่อหล่อโพล่วคุ" (หล่อโพล่ว หมายถึง รู) และได้รับการตั้งชื่อหมู่บ้านจากกลุ่มคนที่มาสำรวจอาณาเขตในบริเวณนี้ว่า "ใจแผ่นดิน" ตามลักษณะของพื้นที่และตามที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณแห่งนี้เป็นใจกลางของโลก

              ลักษณะภูมิประเทศในแถบนี้มีเทือกเขาเป็นเส้นเขตแดนและเป็นสันปันน้ำ ประกอบด้วยภูเขาหินสลับซับซ้อนและภูผาร่องลึกที่มีความลาดชัน โดยใจแผ่นดินเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านบนของเทือกเขาตะนาวศรีอันเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายและเป็นที่อยู่อาศัยของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกลุ่มจกอว์หรือสะกอที่เรียกตนเองว่า "ปกาเกอะญอ"

              การตั้งถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยงกระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าเขาและลำห้วยย่อย ๆ อาทิ ห้วยแม่ประโดนทางฝั่งตะวันออกที่ไหลลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ห้วยสัตว์เล็ก หัวยสัตว์ใหญ่ ซึ่งเป็นบริเวณส่วนต้นน้ำปราณที่ไหลไปยังป่าเด็ง ป่าละอู รวมถึงบริเวณเขาสามร้อยยอดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภูมินิเวศน์ของพื้นที่แถบตะวันตกนี้สะท้อนให้เห็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจน

    ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนและการกระจายตัวในปัจจุบัน

              หมู่บ้านบางกลอย เป็นหมู่บ้านของชาวปกาเกอะญอ หรือกะหร่างภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นชุมชนที่เกิดจากการกวาดต้อนชนกลุ่มน้อยภายในอุทยาน มีจํานวนประชากรทั้งหมด 1,283 คน คิดเป็น 282 ครัวเรือน  (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561, หน้า 14)

              พื้นที่ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยซึ่งอาศัยอยู่มานานนับร้อยปีกลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม เจ้าหน้าอุทยานและทหารได้นำกำลังเข้าทำลายข้าวของและเผาบ้าน ยุ้งฉาง พร้อมกับจับกุมชาวบ้าน บางส่วนดำเนินคดีทางกฎหมายในฐานะผู้ทำลายป่าไม้ ปฏิบัติการนี้ทำให้ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรดั้งเดิม ชาวบ้านบางส่วนได้อพยพไปอยู่ที่หมู่บ้านพุระกำ ต.ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรีบางส่วนอพยพไปอาศัยอยู่ในเขตชายแดนฝั่งพม่า และบางส่วนอพยพลงมาอยู่ที่หมู่บ้านบางกลอยปัจจุบัน

     

    ผังบริเวณของหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย

    ที่มา : (ดิษฐา สุเทพประทานวงศ์, 2561)

    ประวัติชุมชนชาติพันธุ์

              พื้นที่ดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงบางกลอยแบ่งออกเป็นสองพื้นที่คือ บางกลอยบน และใจแผ่นดิน พื้นที่แรกคือบางกลอยบน ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านบางกลอยบน ไม่ปรากฏหลักฐานบันทึกทางเอกสารที่แน่ชัด เนื่องจากเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในป่าลึก ดังนั้นประวัติศาสตร์ของหมู่บ้านจึงถูกบันทึกอยู่ในตัวของผู้เฒ่าอาวุโสของหมู่บ้านที่เคยอาศัยอยู่ดั้งเดิมที่บางกลอยบน ถ่ายทอดเรื่องราวเล่าต่อกันสู่รุ่นต่อรุ่นปากต่อปากไม่ปรากฏการจดบันทึกใด ๆ

    ประวัติจากคำบอกเล่า

              นายจอช้อ แครจี เล่าว่า ในอดีตกะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และในตอนที่มีสงครามระหว่างไทยกับพม่า พวกเขาถูกขับไล่และฆ่าโดยพม่า ทำให้ต้องหลบอยู่ตามถ้ำและซ่อนตัวอยู่ในป่าบนภูเขาต้องสูญเสียบ้านและที่ดินทำกิน หลายคนตายและสำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่รอดด้วยการกินหัวกลอยและผักอื่น ๆ ในป่าเป็นอาหาร แต่มีเรื่องลึกลับอยู่ว่า มีกะเหรี่ยงที่หนีภัยสงครามในคราวนั้นได้ไปพบหัวกลอยขนาดเท่าสามคนโอบ หลังจากที่เขาได้กินหัวกลอยนั้นแล้ว ปรากฏว่าเขาหายตัวได้ไม่มีใครมองเห็นเขาได้และเขาได้หนีรอดชีวิตจากสายตาของพวกทหารพม่า เรื่องนี้จึงเป็นตำนานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาในหมู่กะเหรี่ยงบางกลอยบนและใจแผ่นดิน หลังจากที่สงครามสงบลง พวกเขาได้เริ่มชีวิตอย่างสงบสุข โดยอาศัยอยู่ที่ต้นของแม่น้ำบางกลอยและแม่น้ำเพชรบุรีใกล้กับชายแดนไทย-พม่า เหตุการณ์นี้ถูกเล่าส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน นี่เป็นสาเหตุที่ชาวบ้านเรียกพื้นที่เหล่านั้นว่าบางกลอย แต่มีข้อสังเกตบางประการคือ คำว่า "บังกลอย" ซึ่งน่าจะตรงกับเหตุการณ์ที่ว่าการกินกลอยแล้วหายตัวได้เพราะคำว่า "บัง" แปลว่า ทำให้ไม่เห็น ขณะที่คำว่า "บางกลอย" อาจมาจากที่คนกะเหรี่ยงพูดภาษาไทยไม่ชัดจึงเป็นเหตุให้การพูดหรือเขียนเพี้ยนไปจาก "บังกลอย" เป็น "บางกลอย" ก็เป็นได้หรือมาจากอีก ประเด็นคือ บางกลอย ที่แปลว่า สถานที่ที่มีหัวกลอย

              นอกจากนี้พวกเขายังอาศัยอยู่ที่ "กื้อจื้อคุ" ใน ภาษากะเหรี่ยง หมายถึง หัวภูเขาหรือบนยอดภูเขาหรือที่รู้จักกันว่า "ใจแผ่นดิน" ถูกเรียกเริ่มแรกโดยคนไทยซึ่งหลงทางในป่าเมื่อนานมาแล้ว

              นายทองดี ชายา เล่าว่า เมื่อก่อนนี้มีกลุ่มคนไทยจะขึ้นไปที่ "กื้อจื้อคุ" แล้วหลงทางมาเจอตาทวด ตาทวดเลยพามานอน มากินข้าวที่บ้านคนไทยกลุ่มนี้เรียกที่ตาทวดอยู่ว่า "ใจแผ่นดิน" ตาทวดไม่ได้ตั้งคนไทยที่ขึ้นไปเป็นคนตั้ง กลุ่มคนไทยให้ที่นี่เป็นตรงกลางของแผ่นดิน แล้วก็บอกตาทวดว่าที่นี่อยู่ได้

    การอพยพเคลื่อนย้าย

              ในปี พ.ศ. 2539 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและหน่วยทหาร ฉก.ร.29 เห็นว่า พื้นที่ "บางกลอยบน" และ "ใจแผ่นดิน" มีความเสี่ยงและความอ่อนไหวต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางการทหาร การปกครองเขตแนวชายแดน รวมทั้งการอพยพข้ามพรหมแดนไปมาของคนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น การอพยพชาวบ้านจึงเริ่มเกิดขึ้นในช่วงแรก ทั้งหมด 57 หลังคาเรือน จากพื้นที่ใกล้เขตชายแดนไทย-พม่า ย้ายมายังพื้นที่ที่ได้จัดเตรียมไว้ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านโป่งลึกในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา

     

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) :

    วิถีชีวิตและอาชีพ

            วิถีของชาวกะเหรี่ยงที่ถูกบันทึกไว้บ่งชี้ลักษณะนิสัยความรักสงบและการดำรงชีวิตอิสระ แม้อยู่ในป่าที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำในป่าลึกที่ติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอกได้น้อยกว่ากลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ราบ อย่างไรก็ตามชนกะเหรี่ยงถูกกล่าวถึงในบทบาทของนายด่านเมืองชายแดนซึ่งรวมถึงเมืองเพชรบุรีมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ด้วย สะท้อนให้เห็นสถานะการเป็นชนดั้งเดิมกลุ่มใหญ่ในพื้นที่แถบนี้ที่ปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์

    อัตลักษณ์ชุมชนชาติพันธุ์

              การทำไร่หมุนเวียนเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงทั้งกลุ่มปกาเกอะกอและโผล่ว เป็นวิถีทางการผลิตและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยระบบเกษตรกรรมดั้งเดิมนี้สร้างหลักประกันอันต่อเนื่องในการผลิตข้าวเลี้ยงสังคมชุมชนได้อย่างพอเพียงโดยที่ระบบนิเวศน์ของป่าธรรมชาติได้รับการรักษาไว้ ทั้งนี้ไร่หมุนเวียนเป็นระบบการเกษตรที่คืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินที่เคยทำการเพาะปลูกด้วยการหมุนเวียนพื้นที่ทำไร่ในทุก ๆ รอบปี ในภาษาปกะเกอะญอเรียกไร่ที่ทำการเพาะปลูกว่า ‘เควอะ’ และพื้นที่ไร่แต่ละแปลงว่า ‘ล่อ’

              การทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงแตกต่างจากรูปแบบการเกษตรของคนพื้นราบทั่วไป นั่นคือ ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้วิธีไถพรวนหรือเปิดหน้าดิน ทำให้ที่ดินแปลงที่เว้นระยะพักฟื้นไว้ได้รับการฟื้นฟูและปรับสภาพดินโดยธรรมชาติ การทำไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่การปล่อยให้ที่ดินรกร้างเสื่อมโทรม ไร่ที่ฟื้นตัวจากการทำไร่หมุนเวียนนั้นจะมีไม้ที่ขึ้นโตตามระยะเวลาที่พักฟื้นเป็นป่าเหล่าหรือไร่ซาก ซึ่งเรียกในภาษาปกะเกอะญอว่า ‘ซิ’

    การดำรงชีพ

              ชาวกะเหรี่ยงที่นี่ดำรงชีวิตด้วยวิถีการผลิตแบบยังชีพเป็นหลักเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงโดยทั่วไป การทำไร่ข้าวในระบบหมุนเวียนคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษซึ่งยึดถือประกอบไปกับจารีตและความเชื่อในการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติที่ปกปักรักษาบ้าน (ป่า) อาหาร (ทรัพยากรดิน น้ำ พืชพันธุ์ และสัตว์) และจิตวิญญาณแต่เดิมชาวกะเหรี่ยงทั้งสองหมู่บ้านสามารถรักษาจารีตผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นในชีวิตประจำวันหรือในช่วงฤดูกาลสำคัญต่าง ๆ ได้โดยสัมพันธ์กับวิถีความเป็นอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตของคนปกาเกอะญอและอนุรักษ์ทรัพยากรในป่าได้อย่างสมบูรณ์เรื่อยมา

              ด้วยระบบความเชื่ออันเป็นภูมิปัญญาของชนเผ่าและการดำเนินชีวิตที่โยงใยความสัมพันธ์กลมกลืนไปกับธรรมชาติในพื้นที่อันเป็นถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ทำให้ชาวบ้านสามารถดำรงวิถีชีวิตภายใต้กฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเคร่งครัดและสงบสุข ในขณะเดียวกันก็ได้รับผลตอบแทนทางการผลิตที่เพียงพอในแต่ละรอบปี ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยอยู่ในป่าแม้ไม่อาจเข้าถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น คนพื้นราบหรือคนในเมือง

    การยังชีพ / การเกษตร

              ชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบางกลอยบนส่วนใหญ่ยังชีพด้วย "ไร่หมุนเวียน" ปลูกข้าวไร่ พืชล้มลุกต่าง ๆ ในพื้นที่ไร่เดียวกัน เช่น พริก ฟัก แฟง ฟักทอง ยาสูบ ถั่ว มะเขือ งาดำ ข้าวโพด มัน เผือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพริกซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของชาวกะเหรี่ยง ไปจนถึงการปลูกไม้ผล เช่น กล้วย ละหุ่ง และที่เป็นไม้ยืนต้นอย่างทุเรียนและหมากซึ่งไม้ผลทั้งสองนี้อยู่ในคำบอกเล่าของชาวบ้านว่ายืนต้นมานานนับร้อยปีตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เกิดมาก็เห็นต้นหมากและทุเรียนขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านใจแผ่นดินและบ้านบางกลอยบนไม่จำเป็นต้องซื้อหาผลหมากเพราะหมากเป็นที่นิยมและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง

              ผลผลิตข้าวที่ได้จากการทำไร่หมุนเวียนในแต่ละปีจะเก็บไว้สำหรับการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้นหรืออาจแบ่งปันกันหากมีจำนวนมากพอ แต่จะไม่นำออกขาย ยกเว้นพริกกะเหรี่ยง (มะแฮ่ะซะ) ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นอย่างหนึ่งในพื้นที่แถบนี้ หากมีผลผลิตมากเกินพอ ชาวบ้านกะเหรี่ยงจะนำออกไปขายหรือนำไปแลกเปลี่ยนกับเกลือซึ่งเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของคนกะเหรี่ยง

              การติดต่อกับคนภายนอกต้องเดินทางจากใจแผ่นดินหรือบางกลอยบนไปยังตัวเมือง อาศัยเวลาและการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ชายเดินทางไปในการนี้เพียงปีละครั้งเท่านั้น สำหรับปริมาณพริกที่ชาวบ้านสามารถผลิตได้ในแต่ละปีอยู่ระหว่าง 60–100 กิโลกรัม โดยปีใดพริกขึ้นดีก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ถึงปีละ 2 ครั้ง

              ส่วนสินค้าที่ชาวบ้านซื้อหากลับมาจากตลาดอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีหรือที่บ้านบ่อ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี นอกจากเกลือและกะปิแล้วจะเป็นอุปกรณ์การเกษตร เช่น มีด ขวาน เสียม เคียว ซึ่งนำมาใช้ในการฟันไร่ เตรียมพื้นที่ทำการเกษตร และเก็บเกี่ยวผลผลิต

              ชาวกะเหรี่ยงใจแผ่นดินและบางกลอยบนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำไร่ทำนา และมีอีกพวกหนึ่งคือนายพรานซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ทั้งลักษณะภูมิประเทศ มีความรู้ คาถาอาคม สามารถดูฤกษ์ยาม ทิศ และการสะกดรอยล่าสัตว์ใหญ่ พราน กะเหรี่ยงหรือ ‘โม่โช่ะ’ มีมิตรสหายหรือรู้จักคนนอกพื้นที่ป่า เช่น กลุ่มผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่นิยมการล่าสัตว์ พ่อค้าร้านขายยาในตัวเมือง พระอาจารย์ในวัดต่าง ๆ พรานจากใจกลางแผ่ดินกะเหรี่ยงแก่งกระจาน จึงทำให้ได้รับการยกย่องในฐานะผู้นำทางในการล่องไพร

              กลุ่มนายพรานมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมภายนอกมาช้านาน การปรากฏตัวของพรานกะเหรี่ยงนอกพื้นที่ป่าในเขตเมืองจึงเป็นที่กล่าวถึง บอกเล่า หรืออาจได้รับการบันทึกเป็นหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการนำของป่า อาทิ นอแรด งาช้าง มาขายให้กับหมอยาสมุนไพร พ่อค้า หรือข้าราชการ ท้องถิ่น