ชุมชนชาติพันธุ์ : มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร)
  • ชื่อเรียกตนเอง : มอญ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : มอญ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ด้านภาษาศาสตร์ ภาษามอญจัดอยู่ในกลุ่มภาษามอญ-เขมร (Mon-Khmer) สำหรับภาษาพูดและภาษาเขียนมอญในชุมชนมอญกำพร้าพบว่าการสื่อสารด้วยภาษาเขียนและภาษาพูดในปัจจุบันจะพบเห็นได้ในระดับครอบครัวและระดับโรงเรียน
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :
  • เอกสารอ้างอิง :

    เอกสารอ้างอิง

    ศศิธร ศิลป์วุฒยา. (2562). รายงานการสำรวจและจัดทำข้อมูลวัฒนธรรมชุมชนชาติพันธุ์ในสมุทรสาคร. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

    เรื่องที่เกี่ยวข้อง

    หนังสือ

    • คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2544). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์           เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดสมุทรสาคร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุสภาลาดพร้าว.
    • ผาสุข อินทราวุธ. (2548). สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
    • พระยาพจนสุนทร. (2468). จารึกกัลยาณี. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมสุภาพ กฤดากร ณ อยุธยา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
    • มรกต งามภักดี. (2543). สมุทรสาคร. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา.
    • สมเด็จกรมพระยากรมดำรงราชานุภาพ. (2505). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 2. กรุงเทพฯ : คุรุสภา.
    • สุภรณ์ โอเจริญ. (2541). มอญในเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
    • สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย Ethnolinguistic Maps of Thailand. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท.
    • สุกัญญา เบาเนิด. (2558). สไบมอญอัตลักษณ์ร่วมและการแลกรับปรับใช้ในวิถีไทยมอญในสังคมร่วมสมัย: 40 ปี ชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ. กรุงเทพฯ : ชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ.
    • องค์ บรรจุน. (2547). 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี 48 ปี สมาคมไทยรามัญ. กรุงเทพฯ : สมาคมไทยรามัญ.

    บทความวารสาร

    • สุเอ็ด คชเสนี. (2527). วัฒนธรรมประเพณีมอญ. เมืองโบราณ, 10 (3), 50-63.

    วิทยานิพนธ์

    • เพชรรัตน์ ตั้งโชคทวีคูณ. (2554). การนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นมอญ กรณีศึกษา ชุมชนวัดเกาะ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหา บัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
    • สุกัญญา เบาเนิด, (2549). การสร้างอัตลักษณ์ของคนมอญย้ายถิ่น: ศึกษากรณีแรงงานข้ามชาติใน จังหวัดสมุทรสาคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • สุภรณ์ โอเจริญ. (2519). ชาวมอญในประเทศไทย : วิเคราะห์ฐานะและบทบาทในสังคมไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
    • องค์ บรรจุน. (2559). บ้านทุ่งเข็น: ชุมชนชาติพันธ์ุมอญร่วมสมัยแห่งสุพรรณบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์).

    เว็บไซต์

    • มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน. (2557). โรงเรียนกำพร้า ใต้ธงสามสี. สืบค้นเมื่อ  23 มีนาคม 2563, จาก https://mgronline.com/live/detail/9520000055476 .
    • เทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก. (2559). ข้อมูลประชากร. สืบค้นเมื่อ 10 เมษายน 2563, จาก  http://www.bangyaphrak.go.th/index.php?op=staticcontent&id=5998.
    • วัดบางหญ้าแพรก. (2551). ประวัติพระครูอุทัยธรรมสาคร. สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2563, จาก http://www.watbangyapraek.org/index.html .

    หนังสือภาษาอังกฤษ

    • Hall, D. (1960). Burma. London: Hutchinson.

    บุคคลานุกรม สัมภาษณ์

    • คุณเรียน คูหงส์. นายกเทศมนตรี ตำบลบางหญ้าแพรก. สัมภาษณ์,  9 เมษายน 2563.
    • คุณชัชวาล ชาวสมุทร สมาชิกกลุ่มเรือจำลอง. สัมภาษณ์, 1 เมษายน 2563.
    • คุณสำนึก เล้าทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านกำพร้า. สัมภาษณ์, 15 พฤษภาคม 2563.
    • คุณจง กรรณิการ์ เกษตรกร หมู่ 2 บ้านกำพร้า. สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2563.
แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
สมุทรสาคร เมืองสมุทรสาคร บางหญ้าแพรก บ้านกำพร้า627216013.519537100.276283

  • บทนำ :

              ชาวมอญในตำลบางหญ้าแพรกมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงแม่น้ำ โดยสายน้ำที่เกี่ยวโยงกับภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมก็คือ ลุ่มแม่น้ำท่าจีน จากการศึกษาพบว่า บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนมีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าวและค้าขาย จึงมีทั้งกลุ่มคนไทย ลาวจีน รวมถึงคนมอญ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน

              บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีน เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งทางทิศตะวันตกของที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และมีแม่น้ำแม่กลองอยู่ทางทิศตะวันตก ลุ่มแม่น้ำท่าจีนจึงมีลักษณะที่เป็นที่ราบลุ่มยาวรีตามลำน้ำ มีอาณาเขตตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปทางทิศใต้จนจรดอ่าวไทย แม่น้ำท่าจีนเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญของเมือง เนื่องจากเป็นแม่น้ำที่บรรจบไปด้วยคลองที่สำคัญหลากหลายเส้นทางทั้งคลองธรรมชาติและคลองขุด ทำให้อุดมสมบูรณ์เหมาะต่อการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ หาปลา จึงเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญและมีประชากรตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่อดีต โดยบริเวณแถบที่ราบลุ่มท่าจีนนั้นได้มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่เป็นเวลาช้านานก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ ตลอดริมสองฝั่งแม่น้ำท่าจีนและริมคลองสาขาต่างๆ มักมีการตั้งบ้านเรือนหมู่บ้านเรียงรายอยู่เป็นระยะๆ    

              สภาพแวดภูมิศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้บริเวณรายรอบพื้นที่มีกลุ่มชุมชนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่หลากหลาย โดยเฉพาะชาวมอญ นับเป็นกลุ่มชนที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ชาวมอญที่อพยพมาจากอยุธยา หรือชุมชนมอญในจังหวัดปทุมธานีได้เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 บริเวณชุมชนวัดบางพร้า หรือชื่อปัจจุบันคือชุมชนกำพร้า ตําบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร และตั้งเป็นชุมชนมาอย่างยาวนานจนกระทั่งปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนอกจากชุมชนมอญกำพร้าจะประกอบไปด้วยกลุ่มคนไทยพื้นถิ่น และกลุ่มคนไทยเชื้อสายมอญแล้วนั้น ยังปรากฏว่ามีมอญย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่อย่างประปรายในเขตพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรกอีกด้วย 

    แผนที่แสดงชุมชนคนไทยเชื้อสายมอญ (วงกลมสีม่วง) และการกระจายตัวคนมอญย้ายถิ่น (วงกลมสีส้ม)

    ในเขต ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร

    ที่มา: โดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 10 เมษายน 2563

     

               สถานการณ์ด้านประชากรของกลุ่มชาวมอญกำพร้า ในบริเวณตำบลบางหญ้าแพรกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตค่อนข้างสูง ทั้งนี้เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของประชากรแรงงานในพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยคนไทยพื้นถิ่น คนจีน คนไทยเชื้อสายมอญ และมอญย้ายถิ่น ความหลากหลายในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลให้จำนวนประชากรชาวมอญดั้งเดิมในพื้นที่บางหญ้าแพรกมีจำนวนน้อยลง และแทนที่ด้วยแรงงานมอญย้ายถิ่นที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ดังที่ผู้ใหญ่บ้านชุมชนวัดกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร ผู้ใหญ่สมนึก เล้าทอง (สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563) ได้เล่าถึงสถานการณ์ของพื้นที่ในชุมชนว่า คนในพื้นที่วัดกำพร้าส่วนใหญ่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไทยรามัญ คือเป็นมอญที่อยู่ประเทศไทยจนผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและกลายเป็นไทย แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่ในพื้นที่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล ได้ส่งผลให้แรงงานจากภายนอกเข้ามาทำงานในพื้นที่มากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า หรือที่เราเรียกกันว่ามอญย้ายถิ่น กลุ่มคนดังกล่าวได้ส่งผลให้วิถีชีวิตชาวไทยรามัญแบบเดิมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากเดิมที่เคยเข้าสวนไปตัดจาก หรือเข้าไปตัดไม้มาเผาก็ขายที่และหันมาทำห้องพักห้องเช่าแทน หรือแม้แต่การหันมาทำงานในโรงงานด้วยหวังว่าเรื่องเงินเดือนที่คงที่และสวัสดิการ

             “เดี๋ยวนี้คนไทยเชื้อสายมอญเนี่ยลดลง เพราะคนแก่ลดลง หมู่บ้านมอญนับได้เลยว่าอายุเก้าสิบมีกี่คน แปดสิบก็เหลือไม่กี่คน เด็กรุ่นใหม่ก็เกิดขึ้นโตขึ้นแต่วิถีชีวิต เปลี่ยนไปแล้ว เป็นไทยไปหมดแล้ว อย่างรุ่นเรานี่ก็ยังพอรู้เรื่องตัดฟืนตัดจาก แต่รุ่นเด็กไม่รู้เลย เค้าจะเรียนกัน พอเรียนกันจบก็ไปทำงาน วัยรุ่นกับวัยทำงานก็จะออกจากพื้นที่ไปเรียนและทำงานหมดแล้ว ส่วนคนที่ย้ายเข้ามาใหม่ก็จะเป็นคนจากนิคม ห้องพัก ตึกแถว คนรวยๆ เค้าก็จะมาซื้อที่ของคนมอญ แล้วก็ไปปลูกหอพัก สามชั้นสี่ชั้น และให้คนมอญคนพม่าที่เป็นแรงงานเช่า เพราะที่นี่มีนิคมอุตสาหกรรม มีทั้งคนอีสาน มาจากทั่วสารทิศแหละ”  (เรียน หงส์คู, สัมภาษณ์, 9 เมษายน 2563)

               

              จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นจึงจะเห็นได้ว่าในอดีตจังหวัดสมุทรสาครที่เคยประกอบไปด้วยผู้คนสามชนชาติ คือ ไทยพื้นถิ่น จีน และมอญ คนจีนส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพค้าขายในบริเวณที่เป็นตัวเมืองสมุทรสาครปัจจุบัน ส่วนชุมชนคนไทยพื้นถิ่นและคนมอญจะกระจายอยู่รอบนอกตามลำคลองและริมแม่น้ำห่างออกไปทางด้านทิศเหนือ ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาทำสวน จนกระทั่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เป็นต้นมามีการอพยพย้ายถิ่นของผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังสมุทรสาครเพื่อเข้ามาเป็นแรงงานจำนวนมาก โดยแรงงานข้ามชาติทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์มอญจำนวนมากที่สุดถึงร้อยละ 70 (มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน, 2557, ออนไลน์)  การเข้ามาทำงานของมอญย้ายถิ่นทำให้มีจำนวนประชากรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอัตราการเกิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อระบบการศึกษาในพื้นที่ที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมนักเรียนหลายสัญชาติได้ ดังนั้นในเขตพื้นที่จึงมีนโยบายให้มีโรงเรียนที่สามารถเปิดรับนักเรียนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ได้ โรงเรียนวัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) เป็นโรงเรียนหนึ่งในตำบลบางหญ้าแพรกที่ใช้ระบบเปิดรับนักเรียนที่ไม่มีทะเบียนราษฎรและไม่มีสัญชาติไทย เปิดสอนระดับอนุบาล จนถึง มัธยมศึกษาตอนต้น เปิดสอนทั้งรายวิชาภาษาไทย ภาษามอญ และภาษาพม่า เนื่องจากมีแนวคิดว่าการเรียนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กเยาวชนสามารถพัฒนาความรู้ และตัวเยาวชนเองก็ไม่ควรลืมภาษาถิ่นกำเนิด โรงเรียนจึงเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติได้เข้าเรียนกับเด็กไทยได้นั่นเอง   

               อย่างไรก็ตามอย่างไรการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางด้านประชากรในปัจจุบันเองก็ผ่านมากการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ได้ทำให้แรงงานมอญย้ายถิ่นมีตัวเลขที่ลดลงอย่างมาก เช่น จากที่เคยมีแรงงานจดทะเบียนอยู่ที่  12,700 คน กลับลดลงเหลือเพียง 2,000 คนในปัจจุบัน ดังนั้นแรงงานจำนวนมากจึงหายไปและส่งผลถึงการต้องหยุดการเรียนการสอนภาษามอญไปในปัจจุบันอีกด้วย (สมนึก เล้าทอง, สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563)

               กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชน

              หากพูดถึงความเป็นชาติพันธุ์ ชุมชนมอญวัดกำพร้า ถือเป็นชุมชนมอญที่มีการรวมกลุ่มของชาติพันธุ์ที่อยู่บนความหลากหลายของพื้นที่และอาณาบริเวณโดยรอบเป็นอย่างสูง ทั้งนี้เนื่องจากรอบๆ ชุมชนมอญกำพร้าประกอบไปด้วยหมู่บ้านซินเสีย (เดิมชื่อจินเสีย) หมู่บ้านหัวโพง หมู่บ้านนาเกลือมณีรัตน์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ประกอบไปด้วยคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชนเพื่อให้ชาวจีนในพื้นที่ได้ประกอบประเพณีพิธีกรรมจีน เช่น ศาลเจ้าใต้เสี่ยฮุดโจ๊ ที่อยู่ในบริเวณหมู่ที่ 1 บ้านซินเสีย และศาลเจ้าพ่อดอนยาว ที่ตั้งอยู่ในบริเวณหมู่ที่ 6 บ้านนาเกลือมณีรัตน์ เป็นต้น

    ศาลเจ้าใต้เสี่ยฮุดโจ๊ ศาลเจ้าสำคัญของชาวจีน

    ในหมู่ที่ 1 หมู่บ้านซินเสีย ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

     

               นอกจากชุมชนคนจีนแล้วในบริเวณตำบลบางหญ้าแพรกยังพบชุมชนคนมอญและคนไทยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณรอบอีกด้วย โดยหมู่บ้านกำพร้า หมู่บ้านโกรกกรากใน และหมู่บ้านบางหญ้าแพรกถือเป็นชุมชนที่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนทั้งมอญและไทยอาศัยอยู่ โดยความหลากหลายนี้ส่งผลให้การผสมผสานอัตลักษณ์ผ่านการแต่งงานเกิดขึ้น เช่น ครอบครัวของผู้ใหญ่สมนึกที่มีพ่อเป็นคนจีน และแม่เป็นคนมอญกำพร้า เป็นต้น การผสมผสานทางชาติพันธุ์ดังกล่าวทำให้ลักษณะทางอัตลักษณ์เฉพาะตัวของกลุ่มไทย จีน หรือมอญเองค่อยๆ กลืนหายไปในปัจจุบัน

              อย่างไรก็ตามพบว่าความหลากหลายทางชาติพันธุ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้กลุ่มชุมชนในอาณาบริเวณดังกล่าวมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านงานประเพณีหลากหลายรูปแบบ เช่น งานสงกรานต์ งานทำบุญเจ้าพ่อวัดโกรกกราก ซึ่งคนจากหลากหลายชาติพันธุ์จะมาร่วมงานประเพณีดังกล่าวโดยไม่มีการแบ่งเชื้อชาติแต่อย่างใด

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

    ประวัติจากเอกสาร

              ชาวมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสมุทรสาครอพยพเข้าราชอาณาจักรสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งต้นรัตนโกสินทร์ โดยส่วนหนึ่งเข้ามาเพราะเป็นแรงงานในการขุดสร้างป้อมที่บริเวณคลองสุนัขหอน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 ในหัวข้อ 1.ข้อมูลประวัติศาสตร์มอญจากเอกสาร หน้า 32-36)

              หลังจากสร้างป้อมปราการแล้วเสร็จครัวเรือนมอญจำนวนหนึ่งก็ลงหลักปักฐานอยู่ในประเทศไทยตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งนนทบุรี ปทุมธานี ราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสาคร ซึ่งมอญที่มาสร้างบ้านเรือนในบริเวณวัดกำพร้านั้นจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่าเคลื่อนย้ายมาจากปทุมธานีและจับจองพื้นที่บริเวณบางหญ้าแพรกเพื่อตั้งบ้านเรือน หลักฐานเส้นทางการอพยพดังกล่าวสะท้อนได้จากเรื่องเล่าชื่อเมืองโกรกกรากที่เป็นพื้นที่หนึ่งในตำบลบางหญ้าแพรกว่า “ครัวเรือมอญที่อพยพมาตั้งหลักแหล่ง ณ ท้องที่นี้มาเจอป่าชายเลนไม่สะดวกแก่การอยู่อาศัย ไปมาลำบากเพราะมีแต่ดินเลน เลยกว่าวว่าอยู่อย่างกรุ๊กกรั๊ก คือไม่สะดวกขลุกขลัก ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นโกรกกราก” (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2542, น. 69)

     

    ประวัติจากคำบอกเล่า

              จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้รู้ในชุมชนเล่าถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานว่าคนมอญในพื้นที่พบว่ามี 2 แนวคิดด้วยกัน คือ

              แนวคิดแรก เชื่อว่าอพยพมาจากสมัยอยุธยา โดยจากตำนานเล่าต่อๆ กันถึงหัวหน้าชาวรามัญ  4 คน นายเหวิน นายแว นายด่ะ และนางมันละ ทั้ง 4 คนได้สร้างแพขึ้นมาจากเรือมาด (ไม้เต็ง ไม้สัก) และถ่อแพมาจากอยุธยา มาเจอบริเวณบางหญ้าแพรก มองเห็นว่าทำเลดีเพราะติดทะเล สามารถทำการเกษตรได้ และมีทางน้ำที่สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางอยุธยาและทางเจดีย์สามองค์ จึงเข้ามาถางพื้นที่ และตั้งหมู่บ้าน ในแรกตั้งหมู่บ้านเห็นคนเดินมาและถือพร้ามาจึงตั้งชื่อว่าหมู่บ้านบางพร้า และกลายมาเป็นบ้านกำพร้าในปัจจุบัน  โดยในช่วงแรกของการตั้งชุมชนเริ่มนั้นมีเพียง 10-20 ครัวเรือนเท่านั้น แต่ต่อมาก็มีการขยับขยายพื้นที่ชุมชนมากขึ้น

              แนวคิดที่สอง เชื่อกันว่าอพยพมาจากชุมชนมอญบริเวณปทุมธานี และเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณแถบวัดกำพร้า และตั้งบ้านเรือนอยู่แถบริมน้ำตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3  

              “เค้าเล่ากันมา เป็นประวัติศาสตร์เล่ามาว่าคนมอญที่นี่เป็นมอญที่อพยพมาจาก  ปทุมธานีช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่มอญที่มาจากพม่า  เป็นมอญที่อยู่ในพื้นที่ สมัยก่อนแถวนี้มีคนไทยอยู่มาก่อน แล้วก็คนจีนคนมอญน่าจะเข้ามาพร้อมๆ กัน แต่ก็อยู่ด้วยกันได้ดีนะ มันก็ผสมกลมกลืนกัน ”

    (เรียน หงส์คู, สัมภาษณ์, 9 เมษายน 2563)

              โดยเมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานแล้วก็ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และทำประมง เนื่องจากภูมิศาสตร์ในพื้นที่นั้นประกอบด้วยพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำท่าจีน มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่านทำให้ผู้คนในชุมชนส่วนหนึ่งนิยมทำนำ ทำสวน และอีกส่วนหนึ่งของพื้นที่ติดกับทะเลอ่าวไทยจึงเอื้ออำนวยให้คนในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งทำอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยเชื้อสายมอญจะทำเกษตรกรรม และคนจีนในพื้นที่จะประกอบอาชีพประมง

              อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่ของบางหญ้าแพรกติดอยู่กับบริเวณอ่าวไทยจึงทำให้ในพื้นที่ดังกล่าวมีการตั้งอุตสากรรมห้องเย็น และโรงงานกิจการที่เกี่ยวข้องกับประมง ส่งผลให้เกิดการเข้ามาเพื่อรับจ้างเป็นแรงงานของมอญย้ายถิ่นในเวลาต่อมา

     

    ประวัติการตั้งถิ่นฐาน

              การอพยพของชาวมอญที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสมุทรสาครนั้นไม่มีบันทึกหลักฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน เช่นเดียวกับการอพยพของมอญเข้าสู่ประเทศไทยในจังหวัดอื่นๆ เช่น ชาวมอญในจังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี และปทุมธานี ซึ่งมีการอพยพเข้ามาอย่างเป็นทางการ หลักฐานที่กล่าวถึงการเข้ามาของชาวมอญสมุทรสาครที่เป็นลายลักษณ์อักษรมีเพียงกรณีเดียวคือในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ในครั้งที่โปรดให้สร้างป้อมและขุดคลองสุนัขหอน และโปรดให้ยกครัวมอญในเจ้าพระยามหาโยธาจากปทุมธานีไปทํามาหากินที่จังหวัดสมุทรสาครเมื่อ พ.ศ. 2371 การกระจายตัวของชุมชนมอญในจังหวัดสมุทรสาครจึงมี 2 กลุ่ม ตามการจัดแบ่งแยกตามช่วงระยะเวลาที่อพยพเข้ามา ได้แก่กลุ่มแรกตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และกลุ่มที่สองตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

              ชาวมอญกลุ่มแรกอพยพจากหมู่บ้านมอญในประเทศพม่าโดยตรง และลงหลักปักฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนทั้งสองฝั่ง คือ ชุมชนบ้านเกาะ ตําบลบ้านเกาะ ชุมชนบ้านคลองครุ และชุมชนบ้านท่าทราย ตําบลท่าทราย ต่อมาชุมชนมอญตําบลบ้านเกาะ และตําบลท่าทรายมีการขยายตัวเพื่อหาแหล่งทํากินไปยังตําบลใกล้เคียงเช่นตําบลอําแพง และตําบลเจ็ดริ้วในเขตอําเภอบ้านแพ้วในพ.ศ. 2423 และครอบคลุมทั่วอําเภอบ้านแพ้วในเวลาต่อมา ได้แก่ ตําบลบ้านแพ้ว ตําบลหลักสอง ตําบลหลักสาม ตําบลยกกระบัตร ล้วนอยู่ริมคลองดําเนินสะดวก และยังมีการขยายตัวของชุมชนมอญบ้านเกาะไปอยู่ที่ชุมชนมอญคลอง 14 เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครอีกด้วย

              กลุ่มที่สองอพยพมาจากชุมชนมอญในจังหวัดปทุมธานี ตั้งถิ่นฐานของตนอยู่บริเวณวัดป้อมวิเชียรโชติการาม ตําบลมหาชัย ชุมชนวัดบางหญ้าแพรก ตําบลบางหญ้าแพรก ชุมชนโกรกกรากใน ตําบลโกรกกราก และชุมชนมอญริมคลองสุนัขหอน เช่น ชุมชนวัดชีผ้าขาว ตําบลท่าจีน ชุมชนวัดบางสีคต ชุมชนวัดบางกระเจ้า ชุมชนวัดบางไผ่เตี้ย ตําบลบางกระเจ้า ชุมชนวัดใหญ่บ้านบ่อ ชุมชนวัดบางพลี ตําบลบางโทรัด หลังจากนั้นก็ได้มีการขยายตัวเข้าไปในบริเวณริมคลองมหาชัย ได้แก่ชุมชนวัดโคก (วัดศรีบูรณาวาส) ตําบลโคกขาม ชุมชนบ้านไร่เจริญผล ตําบลพันท้ายนรสิงห์ (สุกัญญา เบาเนิด, 2549, น. 113-114)

              ในการอพยพของกลุ่มที่ 2 นี้เองที่สันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มชาวมอญที่อพยพเข้ามายังแถบบางหญ้าแพรกในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 นอกจากชาวไทยเชื้อสายมอญที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองมอญนั้น ยังพบว่ามีมอญย้ายถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรกอีกด้วย 

     

    พัฒนาการของชุมชน

               จากการรวบรวมข้อมูลทางเอกสารและจากการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านสำนึก เล้าทอง (สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563) พบว่าพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมของชุมชนบางหญ้าแพรกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงยุคด้วยกัน คือ

               1) ยุคเริ่มต้นของการตั้งถิ่นฐานชุมชน โดยยุคนี้เริ่มต้นหลายระลอกเริ่มจากในอยุธยา และรัชสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยในช่วงยุคนี้สันนิษฐานว่าคนมอญอพยพเข้ามาจากปทุมธานี แล้วลงหลักปักฐานอยู่ที่บริเวณวัดกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร โดยการตั้งถิ่นฐานในช่วงแรกชาวบ้านในบริเวณเข้ามาปลูกจาก เพื่อตัดจาก ตัดฟืน มาใช้ภายในครัวเรือน และประกอบอาชีพทำมาหากิน ในช่วงระยะเวลานี้ชาวบ้านเน้นการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก วิถีชีวิตก็เกี่ยวข้องกับการนำผลผลิตในสวนของตนมาค้าขายทางเรือในบริเวณชุมชนใกล้เคียง ดังจะเห็นได้จากเรื่องเล่าของหลวงพ่ออุทัยธรรมสาคร (หลวงพ่อมาลัย) ในประวัติพระครูอุทัยธรรมสาคร (2551) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรกที่เล่าถึงบรรยากาศในคลองบางหญ้าแพรกว่า

              “วันหนึ่งแม่ได้นำข้าพเจ้ากับน้องอีกสองคนนั่งเรือโดยสารจากมหาลัย วิ่งเข้ามาในคลองบางหญ้าแพรก สมัยนั้นคลองบางหญ้าแพรกแคบและคดเคี้ยวมาก ไม่กว้างเหมือนในสมัยนี้ ถ้าลงน้ำจะเชี่ยวมาก พอถึงสะพานข้ามคลองบางหญ้าแพรก มี แม่ค้าซื้อผักมาขายทุกวันเป็นที่ชินตา”   (วัดบางหญ้าแพรก, 2551, ออนไลน์)

               2) ยุคเปลี่ยนแปลงเส้นทางคมนาคม การพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคมทางบกเข้ามามีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ชุมชนมอญวัดกำพร้าเป็นอย่างมาก ถนนที่ตัดเข้ามาสู่พื้นที่ส่งผลให้รูปแบบการตั้งถิ่นฐานและพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงดังนี้  

               การย้ายออก รูปแบบการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นกับคนในชุมชนวัดกำพร้า โดยมีทั้งการย้ายออกไป เปลี่ยนการตั้งถิ่นฐานจากเดิมที่อยู่ริมน้ำ ก็เริ่มขยับขยายมาสู่พื้นที่ถนน โครงข่ายการคมนาคมทางน้ำก็ปรับเปลี่ยน รวมถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยผูกติดอยู่กับชุมชนก็เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีค่านิยมที่รับมาจากอิทธิพลภายนอก การอนุรักษ์ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมอญแบบเดิมจึงเริ่มสูญหายไป

              “นโยบายการพัฒนาก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชน พื้นที่เราดั้งเดิมไม่มีถนนหนทาง เราก็มุ่งไปทำถนนเลย แล้วก็พัฒนาอาชีพ ถ้ามีอาชีพแต่ไม่มีถนนก็ไม่ได้ พัฒนาทั้งถนนและอาชีพไปพร้อมๆ กันเลย ถนนต้องพร้อมก่อน ส่วนมากถนนจากดินลูกรังหินคลุก ผมเทคอนกรีตราดยางเลย พอถนนดีแล้วชาวบ้านเลี้ยงปลาก็ออกได้ ปลูกมะพร้าวก็ออกได้ เอาฟืนเข้าก็ได้ น้ำตาลออกก็ได้ แล้วผลจากการสร้างถนน สร้างอาชีพ ทุกวันนี้ทุกคนก็มีอาชีพหลากหลาย ร้อยละ 90 มีอาชีพทำกิน นอกนั้นก็เป็นแรงงานน้อย ทำสวน เลี้ยงปลา ปลาสลิด”   (สำนึก เล้าทอง, สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563)

               การย้ายเข้า เมื่อระบบคมนาคมขนส่งมีการเปลี่ยนแปลง การตัดถนนที่ทำให้การสัญจรทางรถสะดวกขึ้นทำให้กลุ่มประชากรในบริเวณกระซ้าขาว กาหลง และบาโทรัดย้ายเข้ามาในพื้นที่บ้านกำพร้ามากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตกลุ่มคนจากต่างหมู่บ้านนี้จะประกอบอาชีพหาบขายอาหารทะเลเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อถนนหนทางในบริเวณบ้านกำพร้าสะดวกรวดเร็วมากขึ้น กลุ่มคนดังกล่าวก็ย้ายเข้ามาในชุมชนมากขึ้น 

               3) ยุคของโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลต่อรูปแบบการเคลื่อนย้ายประชากรจำนวนมาก โดยแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ในช่วงแรกเมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลมากขึ้น คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งขายพื้นที่เกษตรกรรมของตนเอง จำนวนหนึ่งหันมาทำห้องพักให้เช่าแทนการทำเกษตรกรรม ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เริ่มมีคนมอญย้ายถิ่นที่เคลื่อนย้ายเข้ามารับจ้างแรงงานในธุรกิจประมงมากขึ้น ในช่วงที่สองเกิดปัญหาแรงงานย้ายกลับ ทั้งนี้เนื่องจากปัญหาประมงที่ไม่อาจออกน่านน้ำได้จากปัญหากฎหมายประมงพาณิชย์ และประกอบกับมีสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 เกิดขึ้นส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งต้องปิดตัวลง คนมอญย้ายถิ่นจำนวนมากจึงย้ายกลับภูมิลำเนาของตนเอง ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมวัฒนธรรมของชุมชนกำพร้าในปัจจุบัน (สำนึก เล้าทอง, สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563)

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               วิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนกำพร้าผูกพันกับสายน้ำทั้งกับแม่น้ำลำคลอง และทะเล โดยบ้านเรือนส่วนใหญ่ด้านหน้าเรือนจะหันหน้าออกทางแม่น้ำท่าจีน เพราะผู้คนใช้แม่น้ำเป็นการสัญจรทางหลัก โดยมีแม่น้ำท่าจีนและคลองมหาชัยเป็นเส้นทางหลัก และมีคลองสายย่อย เช่น คลองโกรกกราก คลองกระโจน คลองลัดป้อม ที่แตกแขนงออกไปจากคลองสายหลัก ทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ตามสภาพภูมิประเทศ เรือที่นิยมใช้จะเป็นเรือขนาดเล็กซึ่งมีรูปแบบหลากหลายเช่น เรือโล้ เรือเป็ด เรือโป๊ะ เรือฉลอม นอกจากใช้ในการไปมาหาสู่กันแล้วชาวบ้านยังใช้เรือเหล่านี้ในการจับสัตว์น้ำและซื้อขายสินค้าโดยมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การซื้อสัตว์น้ำที่ได้จากอวนโพงพางและอวนล้อม

               จากสภาพภูมิศาสตร์ดังกล่าวส่งผลต่อการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่เช่นเดียวกัน จากการสัมภาษณ์คุณสำนึก เล้าทอง ผู้ใหญ่บ้าน เล่าถึงพัฒนาการวิถีในการดำรงชีวิตของชาวบ้านว่าแต่เดิมนั้นนิยมตัดจากจากป่าจากมาเย็บจากเพื่อขาย หรือแลกเปลี่ยนกับชุมชนใกล้เคียง เช่น นำจาก หรือฟืนไปแลกกับมะพร้าว หรือน้ำตาลจากบ้านบางโทรัด บ้านเจ็ดริ้ว เป็นต้น แต่เมื่อคนจีนเข้ามาอาศัยมากขึ้นรูปแบบของวิถีชีวิตก็เปลี่ยนไปจากการตัดจากก็เริ่มหันมาทำประมง โดยในช่วงแรกนิยมทำประมงพื้นบ้าน เช่น การทำโพงพาง การทำอวนกุ้ง อวนเคย และพัฒนาไปเป็นการทำอวนตาถี่ ใช้เรือเป็ด ใช้เรือมือหมุน พัฒนามาเป็นเรือเครื่อง และประมงพาณิชย์ในที่สุด

              คุณชัชวาล ชาวสมุทร (สัมภาษณ์, 1 เมษายน 2563) ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าถึงบรรยากาศของชุมชนในช่วงเวลาดังกล่าวว่าในสมัยนั้นชาวบ้านประกอบอาชีพหาปลา เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสายน้ำจึงเอื้ออำนวยให้การประมงเป็นที่นิยมของผู้คนในอดีตอย่างมาก โดยรูปแบบของการทำประมงมีลักษณะแบบดั้งเดิม เป็นการทำประมงแบบพื้นบ้าน เน้นทำเพื่อยังชีพ เหลือจึงขายในหมู่บ้านและชุมชนเป็นหลัก นอกจากนั้นยังบอกเล่าถึงรูปแบบการทำประมงในอดีตว่ามีลักษณะเรียบง่าย เช่น การล้วงหอยพิม ช้อนกุ้ง จับปู เก็บหอยแครง ส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องมือประจำของครอบครัว เช่น การวางอวนติดตา วางลอบ วางไทร เป็นต้น ส่วนเครื่องมือเคลื่อนที่ก็มีเพียงอวนลอยและเบ็ดราวตามลำน้ำและชายทะเลเท่านั้น โดยแต่ก่อนนั้นชาวบ้านจะนิยมใช้ “ลอบ” คือเครื่องมือที่สร้างขึ้นไว้เพื่อจับปลาหรือสัตว์น้ำตามตลิ่งหรือบริเวณที่น้ำไม่ลึกมากเนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เพียงแค่วางไว้บริเวณที่มีน้ำไหลผ่าน ทิ้งเวลาไว้สักพัก จากนั้นจึงกู้ขึ้นมาจึงได้สัตว์น้ำมาเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เป็นวิธีการยังชีพอย่างง่ายของชาวบ้านในยุคก่อน ต่อมามีการพัฒนาเครื่องมือเป็นการใช้ “อวน” สำหรับเรือที่ใช้ส่วนใหญ่ใช้เรือที่ไม่มีเครื่องยนต์ เช่น เรือแจว เรือพาย และเรือใบ เป็นต้น

             “บ้านเรือนส่วนใหญ่จะมีสะพานไม้กว้าง 1-2 เมตรยื่นออกไปในแม่น้ำเพื่อเป็นที่สำหรับขึ้นลงเรือ และมีศาลาริมน้ำเพื่อใช้นั่งจับปลาหรือเย็บอวน มีพื้นที่สำหรับจอดเรือ มีโพงพางและโป๊ะซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับจับสัตว์น้ำ”

    (ชัชวาล ชาวสมุทร, สัมภาษณ์, 1 เมษายน 2563)

              อย่างไรก็ตามการประมงของชุมชนบางหญ้าแพรกก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เนื่องจากการเติบโตของความเป็นเมือง ทำให้การประมงแบบพื้นบ้านกลายมาสู่การทำประมงเชิงพาณิชย์ที่ใช้เรือขนาดใหญ่ขึ้น ใช้แรงงานมากขึ้นหลายเท่าตัว จากเดิมที่ใช้เพียง 3-4 คน กลายมาเป็นการใช้แรงงานจำนวน 10 คนขึ้นไป เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกแห่งการค้ามากขึ้น ทำให้การประมงในพื้นที่เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดส่งผลต่อการจ้างงานแรงงานต่างชาติที่มากขึ้น ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้มอญย้ายถิ่นจำนวนหนึ่งเริ่มอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยรวมกันอยู่เป็นชุมชนที่หลากหลาย 

              มอญย้ายถิ่นที่เข้ามาเป็นแรงงานทำงานในพื้นที่ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในกิจการประมงทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น การรับจ้างแกะกุ้ง แกะหอย แล่ปลา ต้มหอย รับจ้างคัดแยกสัตว์ทะเลในโรงงานแช่แข็งอาหารทะเล เป็นต้น โดยแรงงานมอญย้ายถิ่นมักอยู่อาศัยในหอพัก บ้านเช่า หรือโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณวัดกำพร้า บางหญ้าแพรก โกรกกรากใน และบริเวณโกรกกรากนอก

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               จากการสัมภาษณ์คนในพื้นที่มอญวัดกำพร้า หรือมอญบางหญ้าแพรกพบว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของชาวมอญสามารถแบ่งออกได้ 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ คนไทยเชื้อสายมอญ และกลุ่มที่ 2 คนมอญย้ายถิ่น

               กลุ่มที่ 1 คนไทยเชื้อสายมอญ ยังคงดำรงรูปแบบการยึดถือระบบเครือญาติแบบมอญดั้งเดิม คือ ความสัมพันธ์ของเครือญาติผ่านระบบการนับถือผี และระบบเครือญาติ (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 2.1 โครงสร้างครอบครัวและเครือญาติ หน้า 37-38)

               กลุ่มที่ 2 คนมอญย้ายถิ่น ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่บางหญ้าแพรกปรากฏลักษณะครอบครัว 2 แบบ คือ ครอบครัวเดี่ยว อันประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก และครอบครัวขยาย ซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา  ยาย และญาติคนอื่นๆ อาทิ พี่ ป้า น้า อา เขย และสะใภ้ โดยกลุ่มครอบครัวเดี่ยวจะอาศัยอยู่ในบ้านเช่าชั้นเดียวที่มีขนาดห้องกว้างไม่มากนัก พื้นที่ใช้สอยในห้องจะถูกจัดสรรอย่างเต็มที่ทุกส่วน เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่

               ส่วนกลุ่มครอบครัวขยายมักอาศัยอยู่ในบ้านเช่า ซึ่งเช่าที่ดินโรงงาน และมีบางส่วนที่พักอยู่ในบ้านเช่าหรือห้องเช่าในละแวกเดียวกันที่สามารถไปมาหากันได้ง่าย  รวมทั้งดูแลกันได้สะดวกในพื้นที่เดียวกัน ด้วยลักษณะครอบครัวขยายจะมีสมาชิกที่แตกต่างกันไปตามเพศ และอายุซึ่งได้แก่ เด็ก  ผู้สูงอายุ  ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น ทำให้เกิดการจัดสรรหน้าที่ในการดูแลกันภายในพื้นที่อยู่อาศัยในแหล่งเดียวกันได้ง่ายมากขึ้น

  • การสืบผีและมรดกของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               ระบบการนับถือผีบรรพชนหรือผีบ้านผีเรือน (ปาโน่ก) ของมอญบริเวณวัดกำพร้า หรือบางหญ้าแพรกนั้นยังมีให้เห็นอยู่เพียง 3 ตระกูลเท่านั้น 1. ตระกูลกรรณิการ์ 2. ตระกูลเปียเยีย และ 3. ตระกูลนิลออ โดยจากการพูดคุยกับคุณยายจง พบว่าตระกูลกรรณิการ์ของคุณยายได้จัดงานรำผีมอญไปเมื่อ 3 ปีก่อน โดยรูปแบบของพิธีกรรมคล้ายกันกับมอญทั่วไป เพียงแต่จะต้องไปออกศาลหรือบอกกล่าวที่ศาลประจำบ้านหรือศาลชุมชนก่อนจึงจะเริ่มพิธีได้ 

              โดยระบบการนับถือผีหรือสัญลักษณ์ผีประจำตระกูล (Totem) ของชาวมอญกำพร้าก็แตกต่างกัน เช่น ตระกูลผีเต่า ตระกูลผีไก่ เป็นต้น (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 2.2 การสืบผีบรรพบุรุษและสายตระกูล หน้า 38-40)

              ผีเต่า มีสัญลักษณ์ในการนับถือผี คือ ผ้าขาว และผ้าแดงอย่างละผืน แหวน ทองหัวพลอยแดง 1 วง หอก เล่ม 1 และดาบ 1 เล่ม ใส่หีบรวมกันไว้ ผีเต่ามีระยะเวลาในการไหว้คือ 1 ปีจะไหว้ 2 ครั้ง ช่วงกลางปี 1 ครั้ง และปลายปี 1 ครั้ง (ช่วงข้าวใหม่ออก) ไหว้ที่เสาผีในห้องผี และของท่ีอยู่ที่เสาผีคือชะลอมที่สานด้วยไม้ไผ่ ข้างในชะลอมมีไม้ไผ่ตัดเป็นท่อนเล็กๆ 5 ท่อน

              ผีไก่ มีการไหว้คือเซ่นไหว้บรรพบุรุษด้วยไก่ต้ม โดยต้องใส่ปากไก่ เล็บไก่ เครื่องในไก่ รวมใส่ถุงไว้ผูกท่ีเสามุมบ้าน รวมท้ังของจำเป็นในการไหว้คือมะพร้าว กระบอกไม้ไผ่แขวนที่เสาผี พันผ้าสีแดงสีขาว โดยข้าวของต่างๆ จัดวางและถูกไว้ตรงบริเวณเสาผี ในห้องผี เม่ือทำพิธีเสร็จ แล้วให้ท้ิงของเซ่นไหว้ไว้ท่ีเสาผีประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากน้ันจึงนำของที่เซ่นไหว้มารับประทาน

  • การแต่งกายของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               การแต่งกายในชีวิตประจำวันคนมอญแถบวัดกำพร้า หรือบริเวณบางหญ้าแพรกจะแต่งตัวเหมือนกับคนไทยทั่วไป ใส่เสื้อผ้ากางเกงธรรมดาไม่ได้แต่งอะไรเป็นพิเศษ ปัจจุบันจะสวมเสื้อ กระโปรง และกางเกงทั่วๆ ไป ไม่ได้เน้นการใส่ชุดประจำชาติมอญ แต่จะใส่ชุดมอญตามธรรมเนียมเฉพาะเวลามีงานสำคัญเท่านั้น โดยเมื่อมีงานประเพณีผู้หญิงจะนิยมนุ่งชุดมอญที่เป็นเสื้อแขนกระบอก และนุ่งผ้าซิ่น เกล้ามวยผมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ และจะห่มสไบต่อเมื่อมีเทศกาลหรือพิธีสำคัญ

               โดยจากการพูดคุยกับคุณยายจง กรรณิการ์ (สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2563) ที่เกิดและเติบโตในชุมชนกำพร้ามากว่า 80 ปี คุณยายเล่าถึงการแต่งกายของชาวมอญชุดแต่งกายมอญหรือชุดประจำชาตินั้นผู้ชายต้องใส่โสร่ง สามารถเลือกได้ทั้งโสร่งสีสดใสหรือสีทึมทึบ แต่ต้องเป็นโสร่งลายตาราง คล้ายคันนา เป็นลายตารางขนาดเล็กใหญ่ตามรสนิยม โดยทั่วไปใส่เสื้อขาว เมื่อมีพิธีจะสวมเสื้อคล้ายเสื้อจีนแขนยาวถึงข้อมือเรียกว่า “กุยตั๋ง” เป็นเสื้อชายสั้นๆ ติดดุมถักแบบจีนป้ายมาข้างๆ หรือเสื้อ “กุยเฮง” เสื้อตัวยาวถึงสะโพก และติดกระดุมตั้งแต่คอมาจดชายเสื้อ ใช้สีสุภาพ เช่น ขาวดำ หรือนวล จะสวมรองเท้าหุ้มส้นเมื่อมีพิธี

              การแต่งกายของผู้หญิงจะมีความพิถีพิถันมากกว่าผู้ชายตั้งแต่ทรงผมผู้หญิงสูงอายุจะเกล้าผมมวย การแต่งกายของผู้หญิงเมื่อไปวัดทำบุญทุกคนจะแต่งตัวสวยงาม บางคนนำผ้าลูกไม้ หรือผ้าโปร่งบางหลากสีบางมาตัดเป็นเสื้อเข้ารูปแขนยาวทรงกระบอก ผ่าหน้า หรือป้ายข้างติดกระดุมผ้า ชายเสื้อสอบ  เข้าเอวค่อนข้างสั้นเหนือสะโพก ส่วนผ้าถุงมีทั้งสีพื้นและลวดลาย ผู้หญิงมักจะเลือกผ้าถุงที่มีสีสันสดใสมีลายดอก และเมื่อเข้าวัดทำบุญที่ขาดไม่ได้คือผ้าสไบมอญลูกไม้ถักหลากสี ซึ่งโดยมากจะนำมาพาดที่ไหล่ซ้าย ส่วนการแต่งกายของผู้ถือศีลนิยมใส่เสื้อสีขาวผ้าถุงลายหรือสีพื้นผ้าสไบสีน้ำตาล ซึ่งโดยมากจะเป็นหญิงผู้มีอายุแล้ว (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 3.1 การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ องค์ประกอบและความหมาย หน้า 39-40)

    สไบมอญใส่ในงานพิธีกรรม ผู้สูงอายุมักใส่ไปวัดและนิยมสีอ่อน

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

    ผ้านุ่งใส่ในงานพิธีกรรม

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

  • บ้านของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               ลักษณะบ้านเรือนของชาวมอญในพื้นที่บ้านกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร นั้นเดิมจะอาศัยอยู่บริเวณติดริมปากอ่าวทะเล หรือริมคลองเป็นส่วนใหญ่ ตามแนวความเชื่อของคนมอญดั้งเดิม (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 4. บ้านที่อยู่อาศัยมอญ (อดีต-ปัจจุบัน) หน้า 40-41)

               โดยบ้านของชาวมอญกำพร้าในอดีตนั้นนิยมปลูกบ้านแบบยกพื้นสูง และใช้พื้นที่ใต้ถุนสำหรับการเย็บจาก เก็บฟืน และเก็บน้ำไว้อาบและดื่มกิน สำหรับหลังคาในสมัยก่อนจะหลังคามุงจาก ส่วนห้องน้ำจะให้ส่วนที่เรียกว่าจากทาง (ผ่าครึ่งต้นจากประกอบหน้าหลัง) แล้วตั้งอยู่ส่วนใต้ถุนบ้าน

               จากการพูดคุยกับคุณยายจง กรรณิการ์ (สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2563)  เล่าถึงสภาพบรรยากาศของบ้านเรือนย้อนหลังไปประมาณ 80 ปีว่าในระยะแรกปลูกห่างๆ เพียง 4 หลังคาเรือนกันบริเวณคลองกำพร้า ได้แก่ ยายจง ยายหน่า ตาฉิม และตาโก้น ซึ่งยายจง ได้เล่าถึงวิถีชีวิตสมัยก่อนว่าแต่ก่อนมีเพียงบ้านตาโก้น (บุญรอด แก่นแดง) ที่ขายน้ำ ทุกคนจะต้องพายเรือเข้าไปซื้อน้ำบ้านตาโก้น ตุ่มละ 10 สตางค์ รวมครั้งละ 1  เรือก็ตกลำละ 2 บาท นอกจากนั้นการไปมาหาสู่กันของคนสมัยก่อนก็ใช้วิธีการเดิน และพายเรือเป็นหลัก โดยในสมัยก่อนระหว่างปากอ่าวคลองกำพร้าและบางหญ้าแพรกสามารถเดินไปมาหากันได้อย่างสะดวกสบาย

    บ้านมอญดั้งเดิมนิยมปลูกบ้านยกพื้นสูง

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

    ใต้ถุนบ้านแต่เดิมนิยมตั้งตุ่มไว้สำหรับบริโภค 1 แถว ไว้สำหรับใช้ 1 แถว

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

    ภายในบ้านแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนของที่นอน หิ้งบูชา และห้องผี

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

               จากที่กล่าวมาข้างต้นคือส่วนของพื้นที่บ้านมอญแบบดั้งเดิมที่มักจะนิยมปลูกใกล้น้ำ อย่างไรก็ตามหลังจากที่เมืองและชุมชนขยาย ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ขยับขยายพื้นที่ทำกินของตนออกมาจากบริเวณใกล้น้ำ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่หนึ่งคือพื้นที่ด้านนอก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเรือนและมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ในที่ดินใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพของคนดั้งเดิมในพื้นที่ ทั้งคนไทยพื้นถิ่น คนจีน หรือคนไทยเชื้อสายมอญ ที่ส่วนใหญ่จะมีการทำเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ และนาเกลือ

               ส่วนที่สามคือพื้นที่ที่เป็นบ้านพักในโรงงาน บ้านเช่า หอพัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของมอญย้ายถิ่น โดยส่วนใหญ่มักมีสมาชิกในห้องประมาณ 4 คน แต่บางห้องก็มีคนอาศัยอยู่มากถึงห้องละ 6 คนโดยแบ่งกันนอนในอพาร์ตเม้นต์หรือห้องเช่า เช่น บางส่วนทำงานในช่วงเวลาเช้า ที่เหลือจะทำงานในช่วงเวลากลางคืนเพื่อสลับกันนอน เป็นต้น   

  • อาหารของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               เรื่องอาหารการกินของคนมอญที่ชุมชนวัดกำพร้า บางหญ้าแพรก นิยมกินคือแกงกระเจี๊ยบ นอกจากนี้ยังมีพวกแกงต่างๆ เช่น แกงบอน น้ำพริก และขนมจีน (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 5.1 เมนูอาหารและวิธีการปรุง (อาหารเด่นที่แสดงอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มอญ) หน้า 41-42)

               ส่วนคนมอญย้ายถิ่นจะนิยมทานอาหารที่ต่างออกไปบ้าง เช่น การนิยมทานแกงแดง หรือแกงเผ็ดที่มีความข้น เผ็ด และมัน น้ำแกงจะเน้นพริกแกงและเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น ส่วนเนื้อนั้นใช้ได้ทั้งไก่ หมู เนื้อกุ้ง และปลา แกงแดงนี้จะเน้นเนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ คลุกขมิ้น ใส่พริกแกง และน้ำมันพืช ใส่มะเขือเทศให้มีรสเปรี้ยว เติมน้ำให้น้ำแกงขลุกขลิก ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนเนื้อเปื่อย

              นอกจากแกงแดงหรือแกงเผ็ดแล้วยังมีอาหารอีกอย่างหนึ่งถือเป็นแบบฉบับเฉพาะของคนมอญก็คือขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย คนมอญนิยมกินขนมจีน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลงานบุญ และงานพิธี ต่างๆ เช่นงานบวช งานแต่งงาน งานโกนจุก ส่วนน้ำยาที่กินกับขนมจีนนิยมน้ำยาขนมจีนอย่างคนไทย

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               พิธีตักบาตรเที่ยงคืน หรือพิธีตักบาตรเป็งปุ๊ด เป็นประเพณีของทางคนไทยเชื้อสายรามัญที่ทางล้านนาได้รับอิทธิพลและนำไปเป็นประเพณีพิธีกรรม จัดขึ้นในทุกปีที่มีวันขึ้น 15 ค่ำที่ตรงกับวันพุธ โดยไม่เจาะจงว่าจะต้องอยู่ในเดือนใด ทั้งนี้บางปีอาจมีครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ เป็นประเพณีนิยมที่คนไทยเชื้อสายมอญถือปฏิบัติสืบต่อกันมา และถือเป็นวันสำคัญทางศาสนาอีกวันหนึ่ง

               สำหรับประวัติความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนนี้เกิดขึ้นจากคนมอญมีความเชื่อเรื่องพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เสด็จลงไปจำศีลภาวนาอยู่ ณ กลางสะดือทะเล ในรอบ 1 ปีเมื่อถึงวันพุธขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกับวันธรรมสวนะ พระอุปคุตเถระจะแปลงกายเป็นสามเณรน้อยขึ้นมาจากกลางสะดือของทะเลในเวลาเที่ยงคืน เพื่อมาโปรดญาติโยมที่มารอตักบาตร เป็นคติความเชื่อว่าหากผู้ใดได้ทำบุญกับพระอุปคุตเถระแล้วจะได้บุญใหญ่หลวง เกิดโชคลาภ หมู่มารไม่มาผจญ และความเป็นสิริมงคลกับชีวิต

               พิธีตักบาตรเที่ยงคืนริเริ่มขึ้นโดยพระครูอุทัยธรรมสาคร เจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก ซึ่งเป็นวัดเดียวในเขตจังหวัดสมุทรสาคร ที่นำเอาประเพณีการตักบาตรเที่ยงคืนพระอุปคุตอรหันต์กลับมาทำพิธีอีกครั้ง พิธีกรรมดังกล่าวนับได้ว่าเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานของชาวมอญ ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดประเพณีตักบาตรพระอุปคุตในเวลาเที่ยงคืน

               ขั้นตอนพิธีกรรมจะเริ่มต้นขึ้นจากพระสงฆ์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาพระอุปคุตอรหันต์ จากนั้นเป็นพิธีถวายเครื่องบูชาประกอบด้วย ดอกไม้ที่เป็นสีเหลือง เทียนสีผึ้งหนัก 1 บาท น้ำสะอาด 1 แก้ว ธูปหอม 3 ดอก หมากพลูจัดใส่พาน 5 คำ (หมายถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์) จวบจนเวลาล่วงเข้าเที่ยงคืน ขบวนพระสงฆ์สามเณรจะแปรแถวออกรับบิณฑบาต โดยจะอัญเชิญองค์พระอุปคุตเถระลงประทับที่บุษบกนำขบวนรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง

              ประเพณีสงกรานต์ สำหรับชาวมอญถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดในประเพณีรอบปี โดยประเพณีสงกรานต์ของชาวมอญกำพร้าจะจัดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 – 16 เมษายน โดยรูปแบบประเพณีของชุมชนกำพร้าจะมีทั้งการออกศาลเจ้าบริเวณศาลเจ้าพ่อปากคลอง และทำพิธีแห่งธงเข้าวัด (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ภาคผนวก 1 หัวข้อ 6.1 ปฏิทินประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมสำคัญในรอบปี หรือประเพณี 12 เดือน หน้า 42-43)

    ศาลเจ้าพ่อปากคลอง ศาลสำหรับสักการะและประกอบพิธีกรรมของชาวมอญชุมชนกำพร้า ตำบลบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

     

               ประเพณีแห่ยอดพระเจดีย์ทราย เป็นประเพณีดั้งเดิมของประชาชนในชุมชนแถบตำบลบางหญ้าแพรก โดยเมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 จะมีการจัดงานประเพณีแห่พระเจดีย์ทราย (ขนทรายเข้าวัด) ซึ่งโดยปกติจะทำกันในวันสงกรานต์ แต่ที่บางหญ้าแพรกจะทำกันหลังจากประเพณีสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 16 เมษายนของทุกปี เป็นประเพณีที่แตกต่างจากที่อื่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ผู้คนก็จะมารวมตัวกันจัดขบวนแห่ต้นเงินเข้าวัดเพื่อที่นำยอดเงินนั้นไปปักบนยอดพระเจดีย์ทราย การประกวดเจดีย์ทราย ประกวดธิดาเจดีย์ทราย เป็นต้น การแห่ยอดพระเจดีย์ทรายนั้นมีที่มาเช่นเดียวกับการขนทรายเข้าวัด แต่รูปแบบของงานนั้นจะเป็นการซื้อทรายเข้าวัด เพราะวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป การคมนาคมยุคนี้สะดวกกว่าแต่ก่อนวิธีนำทรายเข้าวัดจึงเปลี่ยนเป็นการซื้อและมาร่วมกันก่อเป็นพระเจดีย์ทรายแทน

              งานประเพณีแห่เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร จัดขึ้นเพื่อการสักการะบูชาและแสดงความเคารพ ความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อองค์เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงจะให้ความนับถือมาก ซึ่งก่อนที่จะออกเรือหาปลาก็มักจะบนบานศาลกล่าวจุดประทัดถวายเอาฤกษ์เอาชัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและปลอดภัย เป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่ชาวจังหวัดสมุทรสาครได้ถือปฏิบัติติดต่อกันมานาน

              พิธีจะเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญองค์เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาครออกประทับเกี้ยวแล้วจัดขบวนแห่ลงเรือประมงที่บริเวณหน้าเขื่อนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร จากนั้นเคลื่อนขบวนเรือไปตามแม่น้ำท่าจีนไปทางสะพานท่าจีน พอถึงบ้านชัยนาวีแล้วเลี้ยวกลับมาขึ้นฝั่งท่าฉลอมบริเวณท่าวัดแหลม แล้วตั้งขบวนแห่จากวัดแหลมไปยังวัดช่องลม เป็นอันเสร็จพิธีในช่วงเช้า

              ช่วงบ่ายจัดขบวนลงเรือเคลื่อนออกชิดด้านวัดช่องลมไปปากอ่าวถึงวัดบางหญ้าแพรก เลี้ยวกลับแม่น้ำชิดฝั่งวัดกำพร้าไปเทียบท่าที่สะพานปลาสมุทรสาคร จากนั้นตั้งขบวนทางบกเริ่มที่สะพานปลาสมุทรสาครแห่ไปตามถนนผ่านหน้าวัดป้อม เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าโรงเรียนวัดป้อมฯ ถึงสามแยกถนนเอกชัยเลี้ยวขวา เคลื่อนขบวนผ่านสี่แยกสถานีตำรวจ ผ่านโรงพยาบาลสมุทรสาคร เลี้ยวขวาเข้าถนนนิคมรถไฟ ถึงสามแยกเลี้ยวขวาเข้าถนนนรสิงห์ จากนั้นแห่องค์เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาครรอบตลาดมหาชัย สุดท้ายเชิญองค์เจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาครเข้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นอันเสร็จพิธี

  • ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

               ความสําคัญอีกประการหนึ่งคือในชุมชนมอญทุกชุมชนจะต้องมีวัดอย่างน้อยหนึ่งวัด เพราะว่าคนมอญนับถือเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธ ดังนั้นวัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) วัดบางหญ้าแพรก ถือเป็นวัดมอญที่เป็นศูนย์กลางของชาวไทยรามัญและชาวมอญย้ายถิ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณที่พักอาศัยของคนไทย และคนมอญ อีกทั้งวัดยังตั้งอยู่ในบริเวณชุมชนของคนไทยเชื้อสายมอญจึงเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงคนมอญบางหญ้าแพรกไว้ด้วยกัน ประเพณีความเชื่อของคนมอญที่เกี่ยวข้องกับวัดก็จะมีประเพณี สงกรานต์ ประเพณีบวชนาคประเพณีเกี่ยวกับงานศพ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมอญตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย แต่ประเพณีเหล่านี้บางอย่างก็เลือนหายไป หรือว่าหาดูได้ยากขึ้น

              วัดบางหญ้าแพรก ตั้งอยู่ในตําบลบางหญ้าแพรก อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกวัดหนึ่งซึ่งคนมอญนิยมไปทําบุญ เนื่องจากเป็นวัดมอญ อดีตเจ้าอาวาสคือ หลวงพ่อมาลัย โดยแต่เดิมนั้นชาวมอญกำพร้าก็ไปทำบุญและประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดบางหญ้าแพรก จนกระทั่งปีพ.ศ. 2406 เมื่อวัดกำพร้าถูกสร้างขึ้นก็เปลี่ยนมาประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดกำพร้าแทน

               นอกจากศาสนสถานแล้ววัดยังเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ” มีลักษณะเป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนมอญย้ายถิ่น มีการเรียนการสอนภาษามอญภาษาไทย ภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นวัดบางหญ้าแพรกยังเป็นสถานที่จัดงานวันชาติมอญในจังหวัดสมุทรสาครเป็นครั้งแรก 

    วัดบางหญ้าแพรก

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

     

               วัดศรีสุทธาราม (วัดกำพร้า) ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาของชาวบ้านในชุมชนกำพร้า เนื่องจากวัดกำพร้าถูกสร้างขึ้นจากต้องการพื้นที่ในการประกอบพิธีและความสะดวกในการคมนาคม ด้วยในแต่ละครั้งเมื่อชาวบ้านจะไปทำบุญต้องพายเรือไปที่วัดบางหญ้าแพรกซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาจึงได้ร่วมใจกันสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นวัดของหมู่บ้าน เรียกว่า วัดบางพร้าตามทำเลที่ตั้ง ต่อมาเพี้ยนเป็นวัดกำพร้าและในปัจจุบันนี้ได้รับนามใหม่ว่า วัดศรีสุทธาราม  แต่ผู้คนก็ยังเรียกกันอย่างเดิมว่าวัดกำพร้า โดยในวัดกำพร้าจะมีหลวงพ่อที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถืออยู่ 3 องค์ คือพระศรีอริยเมตไตร หลวงพ่อดำ และหลวงพ่อแดง 

    หลวงพ่อดำวัดกำพร้า หลวงพ่อที่ชุมชนกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร ให้ความเคารพนับถือ

    ที่มา: ถ่ายภาพโดย ศศิธร ศิลป์วุฒยา, 5 สิงหาคม 2563

     

               วัดกำพร้าถือว่าเป็นวัดศูนย์กลางของชุมชนมอญกำพร้า ทั้งนี้เนื่องจากชุมชนมอญในชุมชนมักจะมีการจัดงานเทศกาลประเพณี และพิธีกรรมมอญในวัดกำพร้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยจากการพูดคุยกับคุณยายจง กรรณิการ์ (สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2563) พบว่าคนส่วนใหญ่ในชุมชนมักจะใช้พื้นที่วัดกำพร้าในการจัดพิธีกรรมต่างๆ อยู่เสมอๆ เช่น พิธีไหว้ผีมอญ ประเพณีวันสงกรานต์ เป็นต้น โดยรูปแบบประเพณีพิธีกรรมที่จัดขึ้น ส่วนใหญ่ดำเนินตามรูปแบบที่ทำกันมาแต่สมัยปู่ย่าตายาย แม้จะมีความแตกต่างไปจากเดิมบ้างก็ตาม เน่ืองจากมีการปรับให้เข้ากับสมัยนิยมทั่วไป โดยในการประกอบพิธีแต่ละครั้งชาวมอญในชุมชนกำพร้าจะต้องมาบอกกล่าวและมาทำพิธีที่ศาลกลางบ้าน หรือศาลเจ้าพ่อปากคลองก่อน ดังนั้นในการประกอบพิธีกรรมชาวมอญจะต้องเชื่อมโยงสถานที่ 3 แห่งเข้าด้วยกัน คือ วัด ศาลกลางบ้าน และบ้านนั่นเอง   

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

             การละเล่นหรืองานมหรสพของมอญกำพร้าในอดีตคือการเล่นทะแยมอญ การเล่นสะบ้า ตามประเพณีของมอญในอดีต โดยจากการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่บ้านสำนึก เล้าทอง (สัมภาษณ์, 16 พฤษภาคม 2563) พบว่าการละเล่นทะแยมอญในปัจจุบันไม่พบให้เห็นมากนัก ยกเว้นที่จะเกิดขึ้นในวันสงกรานต์ แต่อย่างไรก็ตามทางชุมชนเองก็มีการพยายามจะรื้อฟื้นวัฒนธรรมชาวมอญให้กลับมา โดยสามารถทำได้ในช่วงระยะสั้น คือช่วงปีพ.ศ. 2535 – 2538 และช่วงปีพ.ศ. 2553 - 2555 โดยรื้อฟื้นการละเล่นและรูปแบบประเพณีมอญกลับมา ทั้งเรื่องรณรงค์ให้ใส่สไบมอญมางาน หรือการจัดมหรสพ เล่นทะแยมอญ เล่นสะบ้า นำเพลงมอญเข้ามา แต่ด้วยงบประมาณที่จาดหายไปจึงทำให้การรื้อฟื้นวัฒนธรรมดั้งเดิมของมอญเลือนหายไป

  • สถานการณ์ปัจจุบันของชุมชนชาติพันธุ์มอญ (บ้านกำพร้า ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร) :

              จากสถานการณ์ในพื้นที่ที่มีการผสมผสานทางชาติพันธุ์อย่างสูง ทั้งกลุ่มคนไทยพื้นถิ่น คนไทยเชื้อสายมอญ และแรงงานต่างชาติ เช่น พม่า เขมร และคนมอญย้ายถิ่นที่เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในกิจการประมง สถานการณ์ของประชากรดังกล่าวส่งผลให้กลุ่มคนมอญต้องการสร้างตัวตนและอัตลักษณ์ของตนเองไม่ให้สูญหายไปจากการผสมผสานทางชาติพันธุ์ ดังนั้นจึงมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ประเพณีพิธีกรรมของชาวมอญขึ้น เรียกว่า “ศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ”

              ศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ วัดบางหญ้าแพรก ตําบลบางหญ้าแพรก มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมกลุ่มของแรงงานมอญย้ายถิ่นที่มีความรู้ และมีแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาของคนมอญที่เข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทย ภายใต้ชื่อชมรมแสงปัญญามอญ ต่อมาได้พัฒนาจัดตั้งสถานที่เพื่อการเรียนการสอนภาษามอญและภาษาไทย โดยได้รับความร่วมมือจากคนไทยเชื้อสายมอญในนามสมาคมไทยรามัญแห่งประเทศไทย และชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพฯ ช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดหาสถานที่และงบประมาณสนับสนุน ครั้งแรกได้จัดตั้งที่สมาคมไทยรามัญ หมู่บ้านบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ต่อมาในปี 2547 ได้ขยายศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญมาที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยได้รับการอนุเคราะห์สถานที่จากหลวงพ่อมาลัย เจ้าอาวาสวัดบางหญ้าแพรก เพื่อรองรับคนมอญทั้งแรงงานหนุ่มสาวและเด็กลูกหลานมอญย้ายถิ่นในจังหวัดสมุทรสาครซึ่งมีจํานวนมาก เพื่อให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมอญที่ด้อยโอกาสด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เรียนหนังสือ พัฒนาเด็กให้มีประสิทธิภาพในระบบศึกษา และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม ของไทยและมอญ

              ทั้งนี้ศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ วัดบางหญ้าแพรก ดําเนินการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเยาวชน และบุคคลทั่วไป เน้นการสอนควบสองภาษา คือ เน้นสอนภาษาไทยและไม่ละทิ้งภาษามอญ เพื่อให้สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ทั้งภาษาไทยและภาษามอญได้ ศูนย์การเรียนรู้มอญจึงเป็นพื้นที่ในการแสดงอัตลักษณ์ของชาวมอญในพื้นที่

              อย่างไรก็ตามจากการคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้านสำนึก เล้าทอง (สัมภาษณ์, 5 สิงหาคม 2563) พบว่าศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ วัดบางหญ้าแพรก จังหวัดสมุทรสาคร ในปัจจุบันหยุดสอนไป เนื่องจากเกิดสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 มอญย้ายถิ่นที่เป็นนักเรียนส่วนมากในโรงเรียนย้ายกลับประเทศของตนเอง โรงเรียนกำพร้าจึงไม่ได้สอนภาษามอญ เหลือเพียงศูนย์พัฒนาภูมิปัญญามอญ ที่บางกระดี่เท่านั้นที่ยังเปิดสอนอยู่ในปัจจุบัน 

     

Access Point
No results found.