ชื่อเรียกตนเอง
ลาวครั่ง ที่มาของคำว่า “คั่งหรือครั่ง” มีข้อสันนิษฐาน 3 ประการ คือ ประการแรก สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ภูฆัง หรือ ภูครัง” ซึ่งเป็นชื่อภูเขาที่มีลักษณะคล้ายระฆังอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ หลวงพระบางในประเทศลาวซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของ ลาวครั่ง ประการที่สอง “คั่งหรือขี้คั่ง” คือ ครั่งที่ใช้ผนึกตรา และมาออกเสียงว่า “คั่ง” ในภาษาลาวครั่งเพราะในภาษานี้ไม่มีเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ข้อสันนิษฐานประการที่สาม คือ ลาวครั่งนิยมเลี้ยงครั่งและใช้ครั่งย้อมผ้า จึงใช้ครั่งเป็นของส่งส่วยให้กับรัฐบาลไทย จึงได้ชื่อว่าลาวขี้ครั่ง
ชื่อที่ผู้อื่นเรียก ไทครั่ง ลาวครั่ง ลาวเต่าเหลือง ลาวด่าน คนไทยเชื้อสายลาวครั่ง ลาวขี้ครั่ง
ไทครั่ง ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ในงานวิจัย เนื่องจากเป็นภาษาตระกูลไทเช่นเดียวกับภาษาไทยและลาว และเพื่อไม่เป็นการแบ่งแยกจากชาติพันธุ์ไทอื่น ๆ ในประเทศไทย
ลาวขี้ครั่ง ชาวบ้านเนินขามใช้ เรียก ชาวบ้านกุดจอก เชิงหมิ่นแคลน
ลาวด่าน เป็นชื่อเรียกลาวครั่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี
ลาวเต่าเหลือง เป็นชื่อเรียกลาวครั่งที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ชื่อนี้มีที่มาว่าชาวลาวครั่งที่จังหวัดนี้อาศัยอยู่ตามป่าเขา เหมือนเต่าที่มีกระดองสีเหลือง
ลาวขี้ครั่ง ลาวครั่งนิยมเลี้ยงครั่งและใช้ครั่งย้อมผ้า จึงใช้ครั่งเป็นของส่งส่วยให้กับรัฐบาลไทย จึงได้ชื่อว่าลาวขี้ครั่ง
ลาวโนนปอแดง เป็นชื่อเรียลาวครั่งที่อาศัยอยู่ในอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีการรียกชื่อลาวครั่งตามเสียงคำลงท้ายของภาษาลาวครั่ง คือ “ลาวก๊ะล่ะ หรือลาวล่อก๊อ” (มยุรี ถาวรพัฒน์ , 2548: 5 - 7)
โดยชาติพันธุ์ “ไทครั่ง” หรือ “ลาวครั่ง” เป็นชาติพันธุ์ที่ไม่ชัดเจนเท่าใดนักในเรื่องของชื่อเรียก โดยชื่อ “ลาวครั่ง” ใช้เรียกชาติพันธุ์ เนื่องจากมีถิ่นฐานเดิมมาจากประเทศลาว ต่อมามีผู้วิจัยได้มีการออกสำรวจพื้นที่ในเบื้องต้น พบว่า ไม่ใช่ทุกชุมชนหรือหมู่บ้านเสมอไปที่เรียกตนเองว่า ลาวครั่ง แม้ว่าจะมีประวัติความเป็นมาเหมือนกัน คือเดิมทีอพยพมาจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ อีกทั้งมีการย้อมผ้าสีด้วยครั่ง จึงทำให้บางชุมชนเรียกตนเองว่า ลาวครั่ง โดยให้เหตุผลว่า เป็นการเรียกชื่อตามหน่วยงานราชการหรือคนไทยอื่น ๆ ที่เรียกตนเองว่า ลาวขี้คั่ง และปฏิเสธที่จะถูกเรียกว่า ลาวครั่ง บางชุมชนหรือหมู่บ้านมีประวัติการอพยพมาจากเวียงจันทร์ แต่ก็เรียกตนเองว่า ลาวเวียง หรือ ไทยขาว หรือบางหมู่บ้านก็เรียกตนเองว่า ลาวกา เนื่องจากถูกมองว่าพูดเสียงดังเหมือนกัน จึงทำให้การเรียกชื่อดังกล่าวนั้นยังไม่ชัดเจน ตรงตามเชื้อสายที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการศึกษาชาติพันธุ์ลาวในสังคมไทยยังคงต้องสร้างเกณฑ์ ในการจัดแบ่งให้ชัดเจน
เนื่องจากว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง ลาวใต้ ไทยพวน ลาวเวียง ในบางบริเวณกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีการอยู่อย่างกระจัดกระจายไม่ได้รวมตัวกันมากนัก และมีการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ ทำให้ยากต่อการระบุกลุ่มชาติพันธุ์ว่าเป็นกลุ่มใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง ลาวใต้ และลาวเวียง ที่มีการพูดภาษาลาวเหมือนกัน ทำให้ภาษามีความคล้ายคลึงกันมาก อีกทั้งในเรื่องของประวัติความเป็นมาการทอผ้าที่คล้ายคลึงกัน จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการเรียกชื่อและมีการสับสนในเรื่องของชาติพันธุ์ (อัญชลี สิงห์น้อย วงศ์วัฒนา , 2559 : 107-108)
กลุ่มคนที่เรียกตนเอง หรือมีผู้อื่นเรียกว่า “ลาวครั่ง” นี้ ไม่อาจสืบให้แน่ชัดได้ว่า เดิมนั้นมีกำเนิดอยู่ในท้องถิ่นใด หรือที่ใด มีกล่าวแต่เพียงในเอกสาร จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 ว่า มีถิ่นฐานเดิมอยู่เมืองภูครัง และว่าอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง แล้วกองทัพไทยกวาดต้อนให้มาอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี และเมืองนครชัยศรี มีเรียกว่าทั้ง ลาวภูครัง และ ลาวครัง (บังอร ปิยะพันธุ์ หน้า 4)
มีเรื่องเล่าหรือเป็นข้อสันนิษฐานในหมู่ชาวลาวครั่ง ถึงแหล่งที่มาของชื่อเรียกขานชาติพันธุ์ของตน จำแนกเป็น 3 ที่มา คือ
1.กล่าวว่า ชื่อลาวครั่งนี้ ได้มาจากการที่บรรพบุรุษของตนเคยอยู่ที่ภูคัง เขาลูกนี้มีสัณฐานเป็นรูประฆัง เมื่อกองทัพสยามนำผู้คนเหล่านี้มาอยู่ในดินแดนสยาม จึงยังคงเรียกขานชื่อกลุ่มของตนว่าคนลาวคัง ต่อมาจึงมีการกล้ำอักษรและเติมเครื่องหมายวรรณยุกต์ เขียนว่า ลาวครั่ง
2.กล่าวว่า ชื่อลาวครั่ง เรียกตามประวัติศาสตร์ที่ชาวลาวกลุ่มนี้ ได้รับมอบหมายให้เลี้ยงครั่ง เพื่อส่งโรงไหมหลวงของสยาม รวมทั้งเพื่อการนำไปเป็นสินค้าส่งออก
3.กล่าวว่า ชื่อลาวครั่ง กร่อนไปจากคำว่า “ลาวค้าง” เล่ากันว่า มีคนลาวบางส่วนที่ถูกกองทัพสยามกวาดต้อนมาแล้ว ต่อมาจึงรวบรวมกันเดินทางกลับคืนเมืองลาว แล้วไปตกค้างอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ไม่ได้เดินทางต่อไปตามเจตนาเดิม และบ้างก็กล่าวว่า “ลาวค้าง” นั้นมาจากการที่กองทัพสยามพยายามสักเลกชายฉกรรจ์เพื่อนำมาใช้ในราชการสงคราม แต่ก็มีลาวบางกลุ่มที่เหลือค้างมิได้สักเลก จึงเรียกว่า ลาวค้าง ต่อมาจึงกร่อนเสียงคำเรียกเป็น ลาวครั่ง
เรื่องเล่าทั้ง 3 ประการนี้ มีเค้าความสอดรับตามข้อสันนิษฐาน แต่ความจริงทางวิชาการยังไม่อาจปักใจเชื่อได้แน่ชัด เพราะแต่ละประเด็นล้วนมีข้อคิดค้านแย้ง ยังต้องอาศัยการสืบค้นอย่างเป็นวิชาการอีกต่อไป
อนึ่ง จากการสืบค้นข้อมูลทางภาคสนามในท้องที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พบว่า เมื่ออดีตราว 40 ปีเศษ ผู้คนในท้องที่นี้ได้รับการเรียกขาน และเรียกขานกันเองว่า “ลาวขี้คั่ง” คำว่า คั่ง หรือ ขี้คั่ง ในที่นี้ หมายถึงตัวแมลงชนิดหนึ่งที่สร้างรังโอบหุ้มกิ่งไม้ ซึ่งในภาษาไทยถิ่นกรุงเทพเรียกว่า “ครั่ง” ดังนั้น เมื่อเขียนตามอักขรวิธีไทยจะได้ว่า “ลาวขี้ครั่ง”
คำเรียกนี้ เป็นไปในลักษณะของการสื่อความกันในท้องถิ่นชุมชน มิได้เป็นทางการ เพราะก่อนหน้านี้ สังคมสยามได้รับการปลูกฝังจากแนวนโยบายของรัฐ เพื่อให้เกิดเอกภาพทางเชื้อชาติและสัญชาติ นับตั้งแต่การเปลี่ยนนามของประเทศจาก สยาม มาเป็น ไทย ในปี พ.ศ. 2482 และเรียกผู้คนหลากเผ่าหลายชาติพันธุ์ด้วยคำว่า ไทย นำหน้า เช่น ไทยจีน ไทยเหนือ ไทยใต้ ไทยอีสาน ไทยอิสลาม ไทยเขมร (เขมรถิ่นไทย) ไทยลาว ไทยภูเขา ฯลฯ การที่ชาวท้องถิ่นจะแสดงออกถึงความเป็นตัวตนว่าเป็นชาวท้องถิ่นก็เป็นเรื่องยากหรือเรื่องลำบาก อีกทั้งอาจมีการด้อยค่าตีราคาต่ำว่าเป็นคนหลังเขา ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ประกอบกับระบบการเรียนการสอน และระบบราชการที่กำหนดให้คนไทยทุกคนที่ติดต่องานราชการต้องใช้ภาษากลาง ซึ่งก็คือภาษาถิ่นกรุงเทพ ในการสื่อสาร ส่งผลให้ภาษาท้องถิ่นไม่มีบทบาทในสังคม รวมถึงภาษาถิ่นบางภาษา ได้ตายไปจากสังคมสยามแล้วก็มาก
ระหว่างที่เกิด “ภาวะหลอมรวมความเป็นไทยอย่างเคร่งเครียด” ต่อมาก็ค่อย ๆ เกิดภาวะผ่อนปรน ปลดปล่อย หรือการให้อิสระในการแสดงออกมากขึ้น เช่น นโยบายเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น หน่วยงานระดับอุดมศึกษานำวิชาภาษาศาสตร์มาสอน สร้างพจนานุกรมภาษาชาติพันธุ์ เกิดการเรียนรู้ การเก็บข้อมูลผู้คนที่มิได้พูดภาษาไทยถิ่นกรุงเทพ ทั้งทางด้านภาษาและวัฒนธรรม เพื่อนำมาวิจัยวิเคราะห์ มีการนำคำศัพท์ “ชาติพันธุ์” มาใช้แทนการกล่าวว่า พวก หรือ เผ่า ประกอบกับแนวคิดสากลเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (Ethnic diversity) การนำเสนออัตลักษณ์ชุมชนชาวชาติพันธุ์ กลายเป็นสินค้า ชักชวนให้เกิดการท่องเที่ยว สร้างรายได้แก่ชุมชนและแก่ประเทศในภาพรวม
ภาวะปลดปล่อยนี้ ทำให้ชาวท้องถิ่น (ที่ไม่ใช่ชาวถิ่นกรุงเทพ หรือถิ่นบางกอก) ลุกขึ้นมานิยามตัวเอง เรียกขานตัวเอง ประกาศชื่อชาติพันธุ์ตัวเองจากการถูกเรียกขานที่ไม่เป็นจริงตามวัฒนธรรมภาษา เช่น ให้เรียกว่า เมี่ยน ไม่อยากให้เรียกว่า เย้า, ให้เรียกว่า อ่าข่า ไม่อยากให้เรียนกว่า อีก้อ, ให้เรียกว่า ลาหู่ ไม่อยากให้เรียกว่า มูเซอ, ให้เรียก ละเวือะ ไม่อยากให้เรียก ละว้า, ให้เรียกว่า ญัฮกูร ไม่อยากให้เรียกว่า ชาวบน รวมถึงให้เรียก ลาวครั่ง ไม่อยากให้เรียกว่า ลาว หรือ ลาวขี้ครั่ง เป็นต้น
คำเรียกกลุ่มชนที่มีภาษาและวัฒนธรรมลาว หรือคนลาว จำแนกที่มา 2 ประการคือ
ประการที่ 1 เป็นคำเรียกแบบโบราณกาลของคนสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เรียกคนที่พูดภาษาตระกูลไทที่ไม่เหมือนกับตน (ไม่เหมือนคนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ว่า ลาว เจตนาคือจำแนกให้ทราบว่า มิใช่ไทยสยาม และไม่ใช่ญวน แขก จีน จาม มอญ พม่า มลายู ชาวต่างชาติที่เดินทางมาเกี่ยวเนื่องกับชาวสยามก็พลอยเรียกคนกลุ่มนี้ตามแบบคนสยามว่า “ลาว” ส่วนจะมีคำเสริมความให้ปลีกย่อยออกไปเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับเจตนาถึงการจำแนก เช่น ถ้าจำแนกถึงถิ่นที่อยู่หรือเมือง ก็กล่าวว่า ลาวเชียงใหม่ ลาวลำพูน ลาวลำปาง ลาวเมืองน่าน ลาวเวียงจันทน์ หรือถ้ากล่าวถึงรูปลักษณ์การแต่งกายหรือการแสดงออกทางกายภาพ ก็เรียกว่า ลาวโส้ง (นุ่งกางเกง) ลาวพุงดำ ลาวพุงขาว เป็นอาทิ
ในเอกสารบันทึกการเดินทางสำรวจเพื่อจัดทำแผนที่ของ เจมส์ ฟิตซรอย แมคคาร์ธี (James Fitzroy McCarthy) เริ่มเข้ามาสำรวจในปี พ.ศ. 2433 กล่าวถึงเส้นทางช่วงปากน้ำโพว่า “การเดินทางแต่แรกมาจนบัดนี้ นับว่าสะดวกสบาย และเราก็เดินทางต่อไปยังปากน้ำโพ อันเป็นที่บรรจบแควสองสาย ที่ไหลมาจากภาคเหนือของสยามซึ่งสยามเรียกว่าลาวนั้น กลายเป็นแม่น้ำใหญ่ที่เรียกว่าแม่น้ำเจ้าพระยา” (แมคคาร์ธี หน้า 84)
ในวรรณกรรมเรื่องขุนช้างขุนแผน แม้มิอาจยืนยันว่าเป็นประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวและบรรยากาศในเรื่อง ก็ช่วยสำแดงทัศนะแห่งการเรียกขานของคนไทยสยาม กับคนที่มิใช่ไทยสยาม เช่น การดำเนินเรื่องส่อให้เห็นทัศนะว่า เจ้าเชียงใหม่ (รวมถึงทหารและประชากร) เป็นลาว และเจ้าเวียงจันทน์ (รวมถึงทหารและประชากร) ก็เป็นลาวเช่นกัน
นอกจากนี้ ภาพบรรยากาศของคนลาวที่อยู่ร่วมชุมชนเดียวกันกับคนไทย คนละว้า คนมอญ มีปรากฏในตอนที่นางทองประศรีจัดพิธีเรียกขวัญหลานชาย (คือพลายงาม บุตรของขุนแผน) ความว่า
“พอบ่ายเบี่ยงเสียงละว้าพวกข้าบ่าว ทั้งมอญลาวเลิกนาเข้ามาสิ้น
บ้างสุมไฟใส่ควันกันยุงริ้น ตามที่ถิ่นบ้านนอกอยู่คอกนาฯ”
(ขุนช้างขุนแผน หน้า 449)
การจำแนกกลุ่มคนตามชื่อที่ปรากฏในกลอนนี้ ช่วยส่อภาพชีวิตสังคมชาวสยามในราวสมัยอยุธยาว่า คงจะมีชุมชนที่ผู้คนอยู่ร่วมคละปะปนกันเช่นนี้ มีบทบาทช่วยเหลือเกื้อหนุนกันในทางสังคม ในฐานะเป็น “บ่าว” หรือบ้างก็เรียกใช้ไหว้วานกันตามความสันทัดทางวัฒนธรรม ดังที่นางทองประศรีเรียกใช้ “ให้สาวสาวลาวเวียงที่เสียงดี มาซอปี่อ้อชั้นทำขวัญนาย” (ขุนช้างขุนแผน หน้า 450)
ในทัศนะของคนต่างชาติ อย่าง มร. แมคคาร์ธี ก็มองความเป็นคนลาวด้วยมุมมองเช่นเดียวกับคนไทยสยาม เช่น กล่าวว่า “ทางจากลำพูนถึงเชียงใหม่เป็นระยะทาง 17 ไมล์ ราบเรียบดีมาก เชียงใหม่เมืองหลวงของลาวพุงดำ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1000 ฟุต” (แมคคาร์ธี หน้า 112)
คนต่างชาติและคนไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยามองคนที่พูดภาษาตระกูลไท แต่ไม่ได้พูดภาษาไทย ไม่มีวัฒนธรรมอย่างคนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่าเป็นลาว รวมถึงเรียกกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทที่อยู่ในราชอาณาจักรล้านช้างเมื่ออดีตว่า ลาว
ในขณะที่คนในอาณาจักรล้านนากลับไม่เรียกตนว่าเป็นคนลาว แต่เรียกตนเองว่าเป็น “คนเมือง” โดยมีความหมายเพื่อจำแนกว่ามิใช่คนดง หรือมิใช่คนดอย (คนบนภูเขา) หรือมิใช่คนป่า แล้วเรียกภาษาของตนว่า “คำเมือง” แปลว่า ถ้อยวาจาของคนเมือง คำว่า “คำ” มีค่าความหมายเท่ากับคำว่า “ภาษา” (Language) (เรืองเดช ปันเขื่อนขัติย์ หน้า 3)
นอกจากนี้ ทัศนะที่จำแนกตนว่าเป็นคนเมือง ต่างจากคนลาว ดังตัวอย่างที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีที่ทรงกำชับข้าราชบริพารในพระองค์ให้แต่งกายด้วยการนุ่งผ้าถุงที่เป็นลายขวาง ไม่นุ่งผ้าถุงในลายแนวตั้งอย่างชาวลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ด้วยเหตุผลว่า เรามิใช่ลาว
คนในแผ่นดินล้านนาอีกส่วนหนึ่งเรียกตนเองว่าเป็น “ยวน” หรือ “ยูน” หรือ “โยน” ไม่เรียกตนว่า ลาว แต่ประการใด
ประการที่ 2 กลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า ลาว ซึ่งเป็นประชากรของ สปป.ลาว โดยเฉพาะลาวลุ่ม มีความภาคภูมิใจที่จะเรียกตนเองว่าเป็นลาว หรือคนลาว อีกทั้งชาววัฒนธรรมลาวในท้องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ในอดีตก็เคยนิยามว่าตนเป็นคนลาวด้วยเช่นกัน เพราะในประวัติศาสตร์ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงจนมาถึงภูเขาพญาไฟ เขตพื้นที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นราชอาณาจักรล้านช้าง ความในพงศาวดารลาวกล่าวถึงพระเจ้าอู่ทองมีพระราชสาส์นตอบพระเจ้าฟ้างุ้มที่จะยกทับมาตีอยุธยาว่า
“...เฮาหากเป็นพี่น้องกันมาแต่ขุนบรมปางก่อนพุ้นดาย เจ้าอยากได้บ้านได้เมือง ให้เอาแต่เขตแดนดงสามเส้า (ดงพญาไฟ) เมือเท่าภูพญาพ่อ และแดนเมืองนครไทเป็นเจ้าถ้อน อันหนึ่ง ข้อยจักส่งน้ำอ้อยน้ำตาลซู่ปี อันหนึ่งลูกหญิงข้าชื่อนางแก้วยอดฟ้า ใหญ่มาแล้วจักส่งเมือให้ปัดเสื่อปูหมอนแก้เจ้าฟ้าแล...” (สิลา วีระวงส์ หน้า 42)
ในสังคมไทย สถานภาพคำเรียกขานกลุ่มคนว่า “ลาว” ถูกด้อยค่า (discredit) ในช่วงราชอาณาจักรธนบุรีตอนปลาย ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญควรแก่การกล่าวถึง เช่น
1) ในรัชกาลพระเจ้าตากสินมหาราช กองทัพสยามยกไปทำสงครามกับล้านช้าง ทั้งจำปาศักดิ์และเวียงจันทน์ ฝ่ายสยามมีชัย จึงได้นำทั้งเจ้านาย ข้าราชบริพาร และราษฎรลาวอันเป็นข้าแผ่นดินของราชอาณาจักรลาวมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินสยาม (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2) เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้ แม้มิได้เป็นการด้อยค่าโดยตรง แต่ก็สื่อนัยทางการเมืองการปกครองว่า กองทัพสยามมีอำนาจและอิทธิพลเหนือกว่า สื่อความในลักษณะว่า “ลาวสู้สยามไม่ได้” ก่อให้เกิดความทรงจำในเชิงดูแคลนคำเรียกขานว่า ลาว
2) ช่วงต้นรัตนโกสินทร์มีการทำสงครามที่ต่อเนื่องระหว่าง สยามกับล้านช้าง ประกอบกับในราชอาณาจักรล้านช้างก็แตกสามัคคีกันเอง ส่งผลให้มีการนำผู้คนจากอาณาจักรล้านช้างมาอยู่ในสยามมากขึ้น แม้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยสยาม หรือไทยพื้นถิ่น กับคนลาวที่อพยพเข้ามาใหม่จะเป็นไปในเชิงถ้อยทีถ้อยอาศัย ถือเป็น “คนร่วมบาง” จนถึงเกิดการเกี่ยวดองทางเครือญาติทั้งในระดับเจ้านายและราษฎรทั่วไป แต่ในมุมของหลักฐานเอกสาร ก็ยังคงถือว่า ลาว เป็นเชลยศึก คำศัพท์ที่ใช้ในพงศาวดารที่กล่าวถึงชาวลาว (และชาวอื่นๆ ) มักใช้ว่า “กวาดต้อน” ซึ่งส่อความหมายในการถูกกระทำ
3) พระบาทสมเด็จพระจอมเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศมิให้เล่นแอ่วลาว ทั้งนี้เพราะในสมัยของพระองค์ มีข้าแผ่นดินที่เป็นคนลาวจำนวนมาก การเล่นแอ่วลาวมีแพร่หลายในสยาม จนพระองค์ทรงวิตกว่าจะทำให้การละเล่นมหรสพอย่างไทยเสื่อมสูญ จึงทรงประกาศห้ามดังกล่าว ความในประกาศตอนหนึ่งระบุว่า “...ลาวแคนเป็นข้าของไทย ไทยไม่เคยเป็นข้าลาว จะเอาอย่างลาว จะมาเป็นพื้นเมืองไทยไม่สมควร...” (ประชุมประกาศ ร. 4 หน้า 437-438)
4) ในสื่อของไทย คำว่า ลาว หรือ ความเป็นลาว ถูกนำมาใช้ในฐานะเป็นตัวตลก หรือในการสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ การคำกล่าวว่า “ลาว” คำเดียว สามารถกลายเป็นคำบริภาษได้
5) นักวิชาการไทย เรียกอักษรลาวเดิมที่เป็นเค้าของการพัฒนามาเป็นอักษรลาวในปัจจุบันว่า “อักษรไทยน้อย” กล่าวคือไม่ให้เกียรติว่าเป็นอักษรลาวทั้ง ๆ ที่ชาววัฒนธรรมลาวเป็นผู้ใช้อักษรนี้มาแต่เดิม เป็นอักษรที่ผลิตขึ้นมาเพื่อแทนค่าเสียงในภาษาของลาว และเรียกอักษรที่ลาวได้แบบอย่างจากล้านนาว่า “อักษรธรรมอีสาน” ทั้งๆ ที่อักษรนี้ไม่ได้เกิดจากดินแดนอีสาน หรือไม่ได้มีเฉพาะในดินแดนอีสาน แต่อักษรทั้ง 2 แบบ เคยมีบทบาทในราชอาณาจักรลาว คำเรียกเช่นนี้ หากไม่ตรึกตรองให้ละเอียด ก็จะเห็นเป็นเพียงคำเรียกขานอย่างสามัญ และอ้างอิงว่าครูบาอาจารย์สอนให้เรียกเช่นนั้น ซึ่งผู้ศึกษาเรื่องนี้อย่างลุ่มลึกด้วยจิตเป็นธรรม ย่อมเห็นความเหลื่อมล้ำและการด้อยค่าคำว่า ลาว จากการเรียกขานนี้
ด้วยสถานภาพรุมเร้าในสังคมไทยหลายประการดังที่กล่าวนี้ กลุ่มชาววัฒนธรรมลาวในไทยจึงต้องปรับตัว ทั้งในแง่การกำหนดเรียกขานตนเอง เช่น ไม่ต้องการให้เหลือคำเรียกว่า ลาว เพียงพยางค์เดียว บางกลุ่มก็ปฏิเสธคำว่า ลาว หรือการนำคำมาเสริมความเพื่อให้เกิดความแตกต่างจาก ลาว พยางค์เดียว การสืบค้นเรื่องราว และเสาะหาลักษณะเฉพาะ หรือลักษณะย่อยของตนมาขยายความ สร้างจุดเด่น เน้นจุดขาย เพิ่มรายได้ ขยายตลาด ตลอดถึงสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้แก่สังคมไทย แนวคิดเหล่านี้มีผลต่อการเรียกขานชื่อชาติพันธุ์ของไทย
คำเรียกขานชื่อชาติพันธุ์ ลาวครั่ง เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งในความเป็นพลวัตของสังคมไทย ซึ่งเกิดการปรับเปลี่ยนและแสดงออกทางชาติพันธุ์ของผู้คนพลเมือง ที่ประกาศตัวและแสดงจุดยืนในความต่างที่ตนมี
ในการสำมะโนประชากร ประเทศไทยมิได้กำหนดลักษณะทางชาติพันธุ์อย่างเด่นชัด เพราะมีแนวคิดการหลอมรวมความเป็นไทย ตามนโยบายจากอดีต การระบุเรื่องชาติพันธุ์จึงไม่เคร่งครัดนัก กล่าวคือ ทางการไทยไม่มุ่งเน้นแยกหาว่า เป็นชนเผ่าใดหรือชาติพันธุ์ใด และมิได้นำมาย้ำแยก ในการสำรวจแม้จะมีการให้ระบุเชื้อชาติ (race) กับสัญชาติ (nationality) แต่คนไทยมักจะระบุว่าตนเป็น คนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไปโดยปริยาย ยกเว้นผู้มีประวัติว่าเป็นชาวต่างชาติจริงแล้วเพิ่งย้ายตัวมาอยู่ในประเทศไทย เช่น เชื้อชาติอินเดีย สัญชาติไทย, เชื้อชาติจีน สัญชาติไทย แต่ถ้าบุพการีเป็นชาวต่างชาติแล้ว แต่ตนเกิดที่ประเทศไทย เช่น ลูก หลาน หรือเหลนของคนมอญ คนอินเดีย คนอิหร่าน คนจีน ที่เกิดในไทย เขาย่อมมีสิทธิแสดงตนว่าเป็นคนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย
ดังนั้น ในการสำรวจประชากรไทย จึงไม่พบข้อมูลที่เป็นเอกเทศแน่ชัดว่า มีชาวลาวครั่ง (และกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ) เป็นจำนวนเท่าใด เพราะชาวลาวครั่งในปัจจุบัน ล้วนเกิดในประเทศไทย ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าตนมีเชื้อชาติลาวครั่ง เพราะคำว่า เชื้อชาติ เป็นคำทางการ แต่คำว่า เชื้อสาย เป็นคำที่ไม่เป็นทางการ ด้วยเหตุนี้ จึงพบเห็นคนไทยจำนวนมากที่มักเผยตัวว่าเป็นคน เชื้อสายจีน เชื้อสายมอญ เชื้อสายลาว แต่ไม่บอกว่าตนเป็นคนเชื้อชาติจีน เชื้อชาติมอญ หรือเชื้อชาติลาว
งานวิจัยโครงการแผนที่ภาษากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยของมหาวิทยาลัยมหิดล[1] ซึ่งใช้ ภาษา เป็นตัวกำหนดผู้คน กล่าวคือ ไม่มุ่งเน้นถามถึงเชื้อชาติหรือสัญชาติ แต่ถามถึงภาษาที่พูดหรือที่เรียกขานภาษา พบว่า มีผู้คนที่พูดภาษาลาวครั่ง เป็นจำนวนประมาณ 90,000 คน มีกระจายอยู่ในจังหวัดเลย นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท กำแพงเพชร นครสวรรค์ (สุวิไล เปรมศรีรัตน์ 2547) อย่างไรก็ดี สถานภาพการใช้ภาษาของชาวลาวครั่ง มีความเข้มข้น-เบาบางไปตามท้องที่
ภาษาลาวครั่ง อยู่ในหมวดภาษาลาว ภายในกรอบภาษาตระกูลไท ซึ่งหมวดภาษาลาวทั้งหลายจะใช้คำศัพท์ร่วมกันเป็นส่วนมาก และแตกต่างจากภาษาไทยสยามอยู่บางส่วน สิ่งที่ทำให้บรรดาภาษาลาวแตกต่างกันก็คือ ระบบเสียงวรรณยุกต์และการใช้คำลงท้ายของภาษาแต่ละถิ่น
วีระพงศ์ มีสถาน จัดทำ 20 ตุลาคม 2563
ตามหลักการนั้น นับจากปี พ.ศ. 2544 (อันเป็นปีที่เสร็จสิ้นการวิจัยโครงการแผนที่ภาษาฯ) จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) นานนับได้ 19 ปี จำนวนประชากรลาวครั่งควรจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการเกิดของประชากร แต่ตามพฤติการณ์มิอาจคาดการณ์เช่นนั้นได้ เนื่องจากสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวลาวครั่ง แต่เติบโตมาพร้อมกับวัฒนธรรมสังคมไทยสมัยใหม่ เขาหรือเธออาจจะไม่ได้อยู่อาศัยในชุมชนจนเกิดความซาบซึ้งหรือรับรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ บ้างก็ออกจากชุมชนดั้งเดิมเพื่อการศึกษาและทำงาน มีครอบครัว และรวมถึงไม่สามารถพูดภาษาลาวครั่งได้ สภาวการณ์เช่นนี้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่า กลุ่มคนดังกล่าวยังคงความเป็นประชากรลาวครั่ง สามารถกล่าวได้แต่เพียงว่า มีเชื้อสายลาวครั่ง เท่านั้น ยังผลไปสู่การไม่สามารถระบุจำนวนตัวเลขประชากรลาวครั่งได้อย่างชัดเจน
ความเป็นชาติพันธุ์ มิได้เกิด หรือมีขึ้นเพียงเพราะมีสายสายแหรก หรือมีบรรพบุรุษ แต่ยังหมายรวมถึงการยินยอมพร้อมใจที่จะเรียกตนเป็นชาติพันธุ์ การเข้าร่วมกิจกรรมทางชาติพันธุ์ (ร่วมพิธีกรรม ประเพณี การแต่งกาย ความเชื่อ การดำรงชีวิต การแสดงออก) หรือกล่าวอีกอย่างว่า ต้องมีส่วนร่วมทั้งทางประวัติศาสตร์ กาย ใจ กับหมู่กลุ่มนั้น จึงจะนับว่าเป็นชาติพันธุ์โดยแท้
เนื้อหาโดย วีระพงษ์ มีสถาน สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
ปีงบประมาณ 2563 อัพโหลดข้อมูลเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563
เอกสารอ้างอิง
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ พระ. (2548). ประชุมประกาศ ร. 4. (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ-หัวหน้าบรรณาธิการ) พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล. (2541). สื่อสัญลักษณ์ผ้าลาวเวียงจันท์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ชอบ ดีสวนโคก , สุเทพสารคุณ พระครู และสายฝน ศรีชุมพล. (2540). ของเก่าบ่เล่ามันลืม เฮียนธรรมนำคำโบฮานอีสาน. ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา.
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (บรรณาธิการ). (2551). สยามหรือไทย : นามนั้นสำคัญฉะนี้หรือ?. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระ. (2545). เทศาภิบาล. กรุงเทพฯ: พิฆเณศ พริ้นท์ติ้ง เซ็นเตอร์.
| จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน | จำนวนครัวเรือน | จำนวนประชากร |
|---|---|---|
| เลย นครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ เป็นต้น | 90000 |
สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
การสืบค้นต้นตอหรือแหล่งที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง ยังไม่เป็นที่สรุปได้
ประวัติการตั้งถิ่นฐาน
ชาวลาวครั่งที่เข้ามาอยู่ในอาณาจักรสยามนั้น เดินทางมาเพราะเหตุของสงคราม เป็นเชลยศึกโดยถูก “เทครัว” หรือถูกย้ายผู้คนในชุมชนมาทั้งหมด คือมีทั้งผู้เฒ่าชรา ชาย หญิง เด็ก โดยมีกองกำลังทัพของฝ่ายสยามกำกับการเคลื่อนย้าย
เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงของมนุษย์ ย่อมรักถิ่นฐานบ้านเกิด หวงแหนถิ่นที่ทำกิน และรักพวกพ้องวงศ์วาน หากมิใช่เรื่องร้ายแรง หรือไม่มีแรงจูงใจที่ดีกว่า ชาวบ้านชาวเมืองย่อมจะไม่หนีจากถิ่นของตน เว้นเสียแต่ภาวะจำยอม เช่น เกิดโรคระบาด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ถูกขู่ฆ่าเอาชีวิตดังกรณีสงคราม ดังนั้น เมื่อย้อนพิจารณาถึงชาวลาว (นับรวมว่ามีลาวครั่งอยู่ด้วย) ที่เป็นข้าแผ่นดินของเจ้าชีวิตลาวในสมัยอดีต ก็ย่อมรักแผ่นดินถิ่นเกิดเช่นกัน จึงเห็นได้ว่า การที่ชาวลาว (และลาวครั่ง) จะเดินทางมุ่งหน้ามาอยู่ในแผ่นดินสยามด้วยจิตที่ชื่นบานนั้น เป็นไปได้ยากมาก หรือไม่มีหลักฐานที่พอเชื่อถือได้ว่า ได้มีการอพยพมาสยามด้วยเจตนาตนเอง
การอพยพเคลื่อนย้าย
คำพรรณนาในหนังสือกาพย์เมืองพวน ช่วยฉายภาพให้เห็นว่า กองทัพสยามได้กวาดต้อนเชลยศึกชาวลาวหลากกลุ่มหลายพวกเข้ามาอยู่ในแผ่นดินสยาม มีการจัดเป็นหมวดหมู่โดยใช้ชาวลาวด้วยกันกำกับดูแล ส่วนแม่ทัพนายกอง และกองกำลังของสยามคอยควบคุมสั่งการให้เคลื่อนย้ายหรือหยุดพักตามระยะทางหรือท้องทำเลที่เคลื่อนผ่าน เหล่าชายฉกรรจ์ชาวลาวที่มีพละกำลังก็หลบหนีจากการกวาดต้อนเข้าป่า หรือไปสู่บ้านเมืองถิ่นอื่นที่หลบเร้นจากการเกณฑ์ย้าย ส่วนผู้ชายที่ทนสงสารลูกเมียไม่ได้ ก็จำยอมเดินทางมากับกองทัพ กระนั้นก็ดี ระหว่างเดินทางรอนแรมเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร อีกทั้งเส้นทางทุรกันดาร ผิดน้ำและเปลี่ยนอากาศก็ทำให้เชลยที่กวาดต้อนมานั้น เจ็บป่วยและล้มตายมากเกินครึ่ง
เหตุการณ์ที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องกาพย์เมืองพวนข้างต้น ไม่ได้เน้นหนักที่ชาวพวนเท่านั้น แต่เป็นภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาจากสงคราม ซึ่งในอดีตนั้น ฝ่ายที่มีชัยมักจะกวาดต้อนนำคนของฝ่ายที่พ่ายไปเป็นข้าแผ่นดินของตน จึงพออนุมานได้ว่า ชาวลาวครั่งที่ต้องอพยพเพราะตกเป็นเชลยศึก ก็คงมีสภาพทุกข์ยากจากการเดินทาง และเหลือคนที่มีชีวิตรอดจำนวนหนึ่ง จนได้มาเป็นบรรพบุรุษของชาวลาวครั่งในผืนแผ่นดินไทยปัจจุบัน
สภาพแวดล้อมของการตั้งถิ่นฐาน
ชาวลาวครั่งเป็นหมู่ชนที่มีวัฒนธรรมอยู่ในพื้นที่ราบ เช่นเดียวกับชาววัฒนธรรมลาว ทั่ว ๆ ไป การตั้งชุมชนถิ่นฐาน จึงเลือกทำเลที่เป็นพื้นราบ ประกอบกับชาวลาวครั่งมีวิทยาการด้านการปลูกข้าวทุ่ง ไม่ใช่ข้าวดอย สภาพแวดล้อมที่เหมาะในการตั้งถิ่นฐาน จึงต้องพิจารณาถึงแหล่งน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน และแหล่งน้ำเพื่อการทำนา ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏว่า ชื่อบ้านนามเมืองอันเป็นชุมชนชาวลาวครั่ง (และกลุ่มลาวอื่น ๆ) มักประกอบด้วยชื่อของแหล่งน้ำ แล้วตามด้วยชื่อพืชหรือสัตว์
ชื่อเรียกทำเลที่ตั้งชุมชนของชาวครั่งมักเป็นคำลาว สอดคล้องกับคำเรียกภาษาลาวหรือชนกลุ่มลาวอื่น ๆ ในภาพรวม เช่น ชื่อหมู่บ้านที่เริ่มด้วยคำว่า หนอง หมายถึงบึงหรือบ่อ ทั้งที่เป็นบ่อจากการขุดหรือบ่อธรรมชาติ, กุด หมายถึง แอ่งน้ำ หรือแหล่งที่มีน้ำขังมากเป็นพิเศษ, โสก หมายถึง โตรกหรือลำธาร มีฝั่งลึกชัน, ห้วย หมายถึง ลำห้วยหรือลำธารธรรมชาติ, วัง หมายถึงแอ่งน้ำกว้างใหญ่หรือลึกพิเศษกว่าจุดอื่น ๆ ในลำน้ำเดียวกัน นอกจากนี้ก็มีชื่อที่บ่งบอกสภาพภูมิศาสตร์ เช่น โคก/โนน หมายถึง ที่ดอนหรือที่เป็นเนินสูง ยากแก่การที่น้ำท่วมขัง และนำเอาชื่อพืชหรือสัตว์มาผนวกเข้ากับชื่อภูมิศาสตร์ ทำให้ชื่อชุมชนของกลุ่มคนวัฒนธรรมลาว (ไม่ใช่เฉพาะลาวครั่ง) มีเอกลักษณ์ทางภาษาอยู่ในคำเรียกขานด้วย
ชื่อบ้านนามเมืองในภาษาลาวเหล่านี้ ช่วยส่อนัยถึงประวัติความเป็นมาของชุมชนชาวลาวได้เป็นอย่างดี และลาวครั่งก็เป็นหนึ่งในสมาชิกชาติพันธุ์สาแหรกลาว จึงมีการใช้หรือนำเอาคำลาวมากำหนดเป็นชื่อหมู่บ้านหรือชุมชนของตน
อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
ชาวลาวครั่งมีอัตลักษณ์ (identity) หลายประการ แต่ไม่ถึงกับเรียกว่าเป็นเอกลักษณ์ (Unified style) หรือลักษณะอันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมสามารถเลื่อนไหลหรือกลืนกลายไปมาหาสู่กันกับสังคมที่แวดล้อม
ตัวอย่างอัตลักษณ์ เช่น ภาษา เมื่อกล่าวถึงภาษาลาวครั่ง ชาวท้องถิ่นหรือนักภาษาที่ศึกษาเรื่องนี้ จะหมายรู้ร่วมกันว่าเป็นภาษาที่มีสำเนียงเฉพาะ (เป็นอัตลักษณ์) แต่ไม่ได้มีอยู่ในเฉพาะกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าลาวครั่งเท่านั้น เพราะยังพบสำเนียงภาษาเช่นนี้กับชาวหลวงพระบาง ชาววังสะพุง จังหวัดเลย ชาวน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ชาวหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น
ผ้าถุงพื้นแดง ทอขิดหรือทอยกดอก ถือเป็นอัตลักษณ์ แต่มิใช่เอกลักษณ์ เพราะชาติพันธุ์ลาวท้องถิ่นอื่นก็มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้าด้วยด้ายหรือไหมสีแดง และรู้กรรมวิธีย้อมด้ายหรือไหมด้วยครั่ง ดังปรากฏในวรรณกรรมนิพนธ์เรื่อง ย่าสอนหลาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมลาวลุ่มน้ำโขงว่า
“มีไหม คันบ่มีคั่งญ้อมสิเป็นป่านซาวกะเลิง ดำ
บ่แดงพอกะเทินส่วนสิเสียเซิงผ้า”
มีความหมายว่า แม้ว่ามีไหม แต่ถ้าไม่มีครั่งเพื่อนำมาย้อมให้แดงใสงามแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับป่านของชาวเผ่ากะเลิง รังแต่จะเกิดความกระดำกระด่าง แม้ทอไปแล้วก็จะได้ผ้าคุณภาพไม่ดี ทำให้เปล่าประโยชน์
แกงไข่ผำ ถือว่าเป็นอัตลักษณ์ แต่ไม่ถึงกับเป็นเอกลักษณ์ เพราะการรู้กรรมวิธีนำผำหรือไข่น้ำ หรือดอกไม้น้ำจืดมาปรุงเป็นอาหาร มีอยู่ทั่วไปทั้งชาวไทยภาคเหนือ อีสาน และใน สปป.ลาว
ขนมตาวัวตาควาย เป็นลักษณะอย่างการทำขนมบัวลอยใส่ไส้หน้ากะฉีกหรือไส้ถั่ว เป็นอัตลักษณ์ของชาวลาวครั่งถิ่นบ้านโคก จังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ปรากฏพบในหมู่ชาวลาวครั่งถิ่นอื่น ๆ
อัตลักษณ์หลายอย่างที่ชาวลาวครั่งนิยามไว้นี้ มีความเหมือน คล้าย หรือเป็นไปในลักษณะสอดคล้องกับชนถิ่นอื่นอยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นความสามัญของวัฒนธรรมที่ต้องมีการหยิบยืมหรือลอกเลียนกันได้เสมอ ด้วยเหตุนี้ เมื่อศึกษาถึงกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งในหลายท้องที่ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นที่มิได้เรียกขานตนเองว่าเป็นคนลาวครั่ง ก็จะพบปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เหมือนหรือสอดคล้องกันบ้าง เป็นเรื่องสามัญ
การผลิตอาหาร / การเกษตร / การยังชีพ
ในอดีต ชาวลาวครั่ง ดำรงชีพด้วยการทำนาเป็นหลัก ซึ่งการทำนานี้ อาศัยน้ำฝน เป็นการทำนาปี หรือการทำเพียงครั้งเดียว เป็นข้าวเจ้าพันธุ์ท้องถิ่นภาคกลาง พันธุ์ข้าวดังกล่าวนี้ มีลักษณะพิเศษคือทนน้ำท่วมขังได้ และยืดลำต้นได้รวดเร็วคล้ายสายบัวที่ยืดยาวไปตามระดับน้ำ ซึ่งพันธุ์ข้าวลักษณะนี้น่าจะดับสูญไปแล้ว การทำนานิยมใช้วิธีตกกล้า เมื่อต้นกล้าสูงได้เกือบศอก หรือมีอายุประมาณ 20 วัน ต่อจากนั้นจึงถอนต้นกล้าแล้วนำไปดำในดินเลนที่ไถและคราดจนเละเหลว แรงงานที่ใช้ลากไถและคราด ชาวลาวครั่งถิ่นโพรงมะเดื่อนิยมใช้วัว ไม่ใช้ควายเหมือนกับชาวลาวหรือชาวอีสาน โดยมีเหตุผลว่า ควายมักเกลือกเลนโคลน ตีแปลงลงปลัก ทำให้ต้องล้างทำความสะอาด อย่างไรก็ดี การใช้แรงงานสัตว์เพื่อลากคราดหรือไถ ชาวลาวครั่งดอนตูม จังหวัดนครปฐม และชาวลาวครั่งอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เมื่ออดีตนั้น นิยมใช้ควาย ไม่นิยมใช้วัว นอกจากนี้ การทำให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวง ใช้วัวหรือควายเดินย่ำ ไม่นวดหรือฟาดฟ่อนข้าวลงที่ผืนลาน ซึ่งการนวดข้าวโดยใช้แรงงานสัตว์ย่ำนี้ เป็นขนบวิธีทำนาของคนไทยภาคกลาง ชาวลาวครั่งที่มาอยู่ในถิ่นภาคกลางจึงรับเอาแบบแผนการทำนาเช่นนี้ไว้ด้วย
ปัจจุบัน การทำนาดังกล่าวเหลือแต่เพียงคำบอกเล่า ทั้งนี้เพราะมีการทำนาแบบนาหว่าน ใช้แรงงานเครื่องจักร มีการจ้างแทนการวานหรือเอาแรง อีกทั้งชาวลาวครั่งที่อยู่ในพื้นที่ชลประทาน สามารถทำนาได้ถึงปีละ 2-3 ครั้ง การทำนาก็มุ่งผลิตข้าวเพื่อขาย มากกว่ามุ่งบริโภคภายในเฉพาะครัวเรือน เมื่อบุตรหลานชาวลาวครั่งมีความรู้ ต่างก็ออกไปทำงานนอกชุมชน ทำให้ผืนนาบางแปลงรกร้างไม่มีผู้ทำ หรือบ้างก็เปลี่ยนจากการทำนามาเป็นการปลูกพืชเศรษกิฐอื่นๆ เช่น การปลูกข่า มะเขือ ดอกรัก อ้อย ฯลฯ กล่าวได้ว่า อาชีพหรือการประกอบการทำมาหากินของชาวลาวครั่ง เป็นไปเช่นเดียวกับชาวไทยในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน ไม่บ่งบอกว่าเป็นอาชีพของชาวลาวครั่งเป็นการเฉพาะ
เครื่องมือ เครื่องใช้สำคัญในชีวิต
ในอดีต ชาวลาวครั่งเกือบทั้งหมดประกอบอาชีพทางการเกษตร มีเพียงส่วนน้อยที่ประกอบอาชีพการค้า เช่น คนที่แต่งงานกับคนจีน ทำให้หันอาชีพจากการทำเกษตรไปเป็นการค้าขาย เครื่องมือสำคัญที่เนื่องด้วยการดำรงชีวิตของชาวลาวครั่งเมื่อสมัยอดีต จำแนกดังนี้
เครื่องมือการเกษตร เช่น จอบ เสียม, หลาว (ไม้หาบฟ่อนกล้า/ ฟ่อนข้าว), คราด, ไถ, แอก (ใช้ข่มคอวัว-ควาย), คันโซ้/ ซงโลง (ใช้วิดน้ำในแปลงนา), เคียว, คันฉาย (ไม้สงฟาง), วี (พัดขนาดใหญ่ให้โบกให้แกลบหรือข้าวลีบปลิว)
เครื่องมือประมง เช่น แห, สวิง, เบ็ด, ลัน (เครื่องดักปลาไหล), ลอบ (ใช้ดักปลา ดักกบ), ไซ, สุ่ม (ครอบปลา), ตาข่าย, ข้อง
เครื่องมืองานไม้ เช่น ค้อน, ตะลุมพุก (ค้อนไม้), กบ, สว่าน, เหล็กซี (เหล็กแหลมช้เจาะ) เลื่อย, สิ่ว, บุ้ง (ตะไบถูไม้ให้เข้ารูป), ตะไบ (ถูกเหล็ก ถูฟันเลื่อย)
เครื่องมือทอผ้า เช่น กี่ (โครงไม้ใช้กางเส้นทอผ้า) กระสวย, กง (ระวิง), หลา (ไน), กวัก/ อัก, คอนอัก (คอนสำหรับใช้สอดกวัก), อิ้ว (เครื่องแยกเมล็ดฝ้ายออกจากใยฝ้าย), เปีย (อุปกรณ์รวบด้ายให้เป็นไจ หรือเป็นเข็ด), เฝีย (เฝือ อุปกรณ์เป็นซี่คล้ายคราด ใช้เกี่ยวสาวเส้นด้ายเพื่อเริ่มเส้นยืนของการทอผ้า หรือเรียกว่า ค้นหูก), กงฝ้าย (ใช้ดีดปุยฝ้ายให้พองฟู)
เครื่องนอน เช่น ฟูก (ที่นอนยัดนุ่น), สาด (เสื่อ), มุ้ง, หมอน, ผ้าผวย (ผ้าห่ม)
เครื่องครัว เช่น หม้อ, จาน, ชาม, ช้อน, สารพี (ทัพพี), กระจ่า, ครก, สากกะเบือ, เตา, คีไฟ (กระบะดิน เป็นที่ตั้งสำหรับก่อไฟบนเรือน), เส้า (ก้อนดินหรือหินใช้หนุนหม้อในคีไฟ)
เครื่องใช้ เช่น กระด้ง, ตะกร้า, เขิง (ตะแกรง กระด้งตาห่าง ใช้ร่อนกรอง หรือใช้ตากของ), ครก/ ครกกระเดื่อง (ตำข้าว เป็นอาทิ), สาก (ใช้ร่วมกับครกตำข้าว), กระบวย, หีบอ้อย (กรามช้าง ใช้หีบอ้อย), สีฟันเฟือง (โม่สีข้าว)
ภาชนะและอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง เช่น กระบุง, กระจาด, สาแหรก, หม้อ, ไห, ตุ่ม, โอ่ง, โตก (ถาดหรือกระด้งมีตีน), เฝียน (หน้าแว่นใช้บีบขนมจีน)
ปัจจุบันนี้ สิ่งของดังที่กล่าวเกือบทั้งหมด ไม่ได้มีการใช้อยู่ในวิธีชีวิตประจำวันแล้ว บางแห่งได้นำไปถวายวัด รวบรวมไว้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หรือหากจะเหลือการใช้จริงอยู่บ้าง เฉพาะในชุมชนที่อนุรักษ์ จัดแสดงพร้อมกับการสาธิตการใช้งาน ทั้งนี้เนื่องจากวิถีการดำรงชีวิตของชาวลาวครั่งได้ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ทำให้สิ่งของเครื่องใช้เหล่านี้ลดบทบาทไปจากสังคม
โครงสร้างครอบครัว และเครือญาติ
ชาวลาวครั่งนับถือผู้อาวุโสในครอบครัวเป็นใหญ่ เช่น ปู่ ตา ย่า ยาย รองลงมาคือพ่อแม่ ตลอดถึงญาติทั้งฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ ถ้าครัวเรือนใดมีบุตรสาวมากกว่า 1 คน บุตรสาวคนโตเมื่อแต่งงานแล้ว จะได้รับการแบ่งมรดกเป็นที่ดินให้ปลูกสร้างเรือน ในอาณาเขตใกล้เรือนเดิมของพ่อแม่ สร้างครอบครัวใหม่เป็นของตนเอง แต่ถ้าเป็นบุตรสาวคนสุดท้อง (ลูกสาวหล้า) จะได้รับมรดกคือที่ดินและเรือนเดิมของพ่อแม่ เพราะถือว่า บุตรสาวคนสุดท้องมีภาระหน้าที่ต้องดูแลพ่อแม่เป็นคนสุดท้าย มีบทบาทต้อง “เลี้ยงเฮียน” หรือการดูแลรักษาเรือนอันเป็นสมบัติจากบรรพบุรุษ รวมถึงมีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ในทำนองเดียวกัน บุตรชายเมื่อโตเป็นหนุ่มและแต่งงานมีครอบครัว เขาจะต้องออกจากเรือนเดิมไปอยู่ที่เรือนของภรรยา การที่ชายต้องออกจากเรือนไปสร้างครอบครัวใหม่ที่บ้านฝ่ายหญิงนี้ เรียกว่า “ไปคูนหน้า” คือการไปสร้างชีวิตให้เจริญเอาข้างหน้า โดยไม่หวังพึ่งพาพ่อแม่ของตน
ชาวลาวครั่งถือว่า พ่อแม่ของภรรยาก็เหมือนพ่อแม่ของตน หรือพ่อแม่ของสามีก็เหมือนพ่อแม่ของตน ดังนั้น การแต่งงาน หรือการ “กินดอง” จึงไม่เพียงแต่ชายหนุ่มกับหญิงสาวมาใช้ชีวิตร่วมกันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงญาติของฝ่ายหญิงกับญาติฝ่ายชายได้ผนึกความเป็นญาติของกันและกัน เรียกว่า “เป็นดองกัน” การปฏิบัติตนต่อญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย จึงเป็นไปด้วยความคารวะนอบน้อม มีการแบ่งปันอาหาร ของกินของใช้ รวมถึงของฝากที่ได้มาจากบ้านอื่นเมืองไกล หากมีโอกาสอำนวย ก็มักจะมีการนำไปฝากแก่ญาติผู้อาวุโสเสมอ
การรับประทานอาหารภายในครอบครัว เมื่อมีผู้อาวุโสอยู่ร่วมครัวเรือน ภายหลังที่จัดสำรับแล้ว จะเชิญให้ผู้อาวุโสที่สุดลงมือรับประทานก่อนเป็นคำแรก หรือประเดิมการรับประทานอาหารในคาบคราวนั้น 1-2 คำก่อน ถ้ามีผู้อาวุโสทั้งหญิงและชาย เช่น มีปู่กับย่า จะให้ปู่ลงมือรับประทานก่อน เป็นการยกย่องฝ่ายชายว่าเป็นผู้นำ ฝ่ายหญิงเป็นผู้นำชั้นรอง ต่อจากนั้นทุกคนจึงค่อยร่วมรับประทานจนสิ้นมื้ออาหาร ซึ่งการรับประทานอาหารร่วมกันนี้ ถือว่ามีความสำคัญ หากไม่ติดธุระสำคัญ ทุกคนจะต้องอยู่รับประทานร่วมสำรับ การไม่ยอมร่วมรับประทานอาหารของสมาชิกในครัวเรือน จะถือว่ามีความขุ่นข้องเคืองใจกัน
ถ้ามีแขกมาร่วมสำรับ จะกันมิให้เด็กหรือผู้หญิงมาร่วมรับประทานอาหารกับแขก ทั้งนี้เพราะเด็กอาจทำกิริยาที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าแขก เช่น ทำเศษข้าวตกหล่นในอาหาร ร้องงอแง มีขี้ตา ขี้มูกเกรอะกรัง สร้างความน่ารังเกียจ ส่วนผู้หญิงเป็นฝ่ายสนับสนุน ทำหน้าที่จัดแจงการต้อนรับขับสู้ ให้แขกเป็นคนพิเศษ ถือว่าแขกเป็นผู้อาวุโส ถ้าไม่สนิทชิดชอบกันมากพอ ฝ่ายหญิงจะไม่ร่วมสำรับกับแขก
ปัจจุบันนี้ กรอบแนวทางปฏิบัติทางวัฒนธรรมดังกล่าวยังมีอยู่ แต่การแสดงออกหรือการปฏิบัติในวิถีชีวิตจริงไม่เข้มขลังเหมือนเช่นเมื่อในอดีต เนื่องจากชาวลาวครั่งมีโอกาสได้รู้เห็นสังคมนอกชุมชน ได้ออกไปศึกษา ได้ทำงานที่ไม่ใช่การเกษตรแบบดั้งเดิม การที่มีคนจากวัฒนธรรมอื่นมาแต่งงานด้วย ประกอบกับเศรษฐกิจแต่ละครัวเรือนดีขึ้น และแนวคิดแบบปัจเจก ทำให้การแสดงออก หรือการปฏิสัมพันธ์แบบเดิมผ่อนคลายลง จะมีการไปมาหาสู่กันอย่างเอิกเกริก แสดงความเป็นเครือญาติ โดยผู้น้อยนำสิ่งของไปคารวะผู้อาวุโสอีกครั้งเมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์
การแต่งงานในหมู่ชาวลาวครั่ง ฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายออกจากเรือนไปอยู่กับฝ่ายหญิง อยู่ในครอบครัวของฝ่ายหญิงในฐานะเป็น “เขยเข้าบ้าน” ทำมาหากิน เป็นแรงงานเลี้ยงดูภรรยา ลูก พ่อตา แม่ยาย จนเมื่อพ่อตาแม่ยายเห็นว่า คงจะอยู่เป็นคู่สามีภรรยากันได้ยืนนาน จึงมีการแบ่งที่ดินหรือมอบมรดกบางส่วนไว้ให้เป็นทุน
การแต่งงานสืบวงศ์พงศ์พันธุ์ตามวัฒนธรรมลาวครั่งนั้น ฝ่ายชายจะเข้ามาอยู่เรือนฝ่ายหญิง ถือว่ามา “เข้าผี” เป็นการเข้าในวงศ์เครือญาติ ถ้ามีกิจกรรมงานพิธีที่เนื่องด้วยความเชื่อหรือศรัทธา จะต้องบอกกล่าวเล่าแจ้งแก่ผีเรือนซึ่งเป็นผีฝ่ายหญิง เช่น เมื่อหญิงคลอดแล้วผู้อาวุโส จะเด็ดช่อยอดดอกไม้และจุดธูปบอกบวงสรวงแก่ผีว่า บัดนี้มีสมาชิกในครัวเรือนเพิ่มอีก พร้อมทั้งวิงวอนขอให้ผีเรือน ผีเจ้าโคตรได้ช่วยปกปักรักษา ให้แอน้อย (ทารก) อยู่รอดปลอดภัย ฝ่ายชายซึ่งเป็นเขยมาเข้าผีฝ่ายหญิง จะต้องทำตัวนอบน้อม หลีกเลี่ยงการผิดผีนานาประการ และไม่ว่าใครก็ตามถ้าละเมิดหรือผิดผี เชื่อว่า จะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในครัวเรือน
การสืบทอดผีตระกูลเป็นคนละส่วนกับการเป็นผู้นำครอบครัว กล่าวคือ ฝ่ายชายจะได้รับการกำหนดทางสังคมอยู่กราย ๆ ว่า ต้องเป็นผู้นำครอบครัว มีความเข้มแข็ง ขยันทำงานเพื่อจะได้มีผลผลิตมาเลี้ยงครอบครัว ต่อสู้และขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดแก่คนในครัวเรือน และในกาลต่อมา ประเทศสยามมีพระราชบัญญัตินามสกุล หญิงที่แต่งงานแล้วจึงต้องเปลี่ยนนามสกุลไปตามสามี อีกทั้งมีการเปลี่ยนคำนำหน้าจากนางสาวมาเป็น นาง พยางค์เดียว ดังนั้น การสืบสกุล หรือการอิงชื่อนามสกุล เป็นไปตามฝ่ายชาย ส่วนความเชื่อทางสายเจ้าโคตรเจ้าเหง้า เป็นไปตามฝ่ายหญิง
การแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ องค์ประกอบและความหมาย
การแต่งกายของชาวลาวครั่งแบบดั้งเดิมโดยแท้นั้นไม่อาจทราบได้แน่ชัด หลักฐานทางด้านภาพถ่ายเพิ่งเริ่มมีในสยามเมื่อ พ.ศ. 2388 การถ่ายภาพในยุคสมัยแรก เป็นการถ่ายภาพบุคคลชนชั้นสูงและสถานที่สำคัญในเมืองหลวง จึงไม่สามารถหาหลักฐานภาพถ่ายที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์การแต่งกายของลาวครั่งในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ได้
ในปัจจุบัน ชาวลาวครั่งได้สร้าง หรือนำเสนออัตลักษณ์ทางด้านการแต่งกาย โดยสื่อความว่า ผ้าถุงของสตรีชาวลาวครั่งมักจะเป็นสีแดง อันเป็นสีที่ได้จากการนำครั่งมาย้อมเส้นด้ายสอดรับกับชื่อเรียกขานชาติพันธุ์ว่า ลาวครั่งมีการทอยกดอกด้วยลวดลายต่าง ๆ แล้วกล่าวว่าเป็นลายประจำชาติพันธุ์ของลาวครั่ง
เนื่องจากมีประชากรที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวลาวครั่งอยู่ในหลายจังหวัดในประเทศไทย การแต่งกายของลาวครั่งจึงแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับการออกแบบรูปแบบและสีของเนื้อผ้า ตามแต่ผู้ออกแบบของแต่ละชุมชนจะกำหนดขึ้น ซึ่งมิได้เป็นเอกภาพเดียวกันทั่วทุกแห่ง หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ไม่มีแบบแผนเป็นหนึ่งเดียวจากบรรพชน เช่น เสื้อสตรีเป็นสีคราม สีเหลือง หรือสีขาวด้ายดิบ ตัดเย็บเป็นแขนยาว หรือแขนสามส่วน เย็บขลิบด้วยผ้าริ้วลายพื้นบ้านที่ขอบแขน สาบอก หรือที่รอบคอ เป็นต้น
การแต่งกายในชีวิตประจำวัน
สันนิษฐานว่า เมื่อครั้งที่ชาวลาวครั่งเข้ามาอยู่ในดินแดนสยาม ยังคงมีการนุ่งห่มหรือการแต่งกายตามอัตภาพของคนในวัฒนธรรมลาว กล่าวคือ หญิงนุ่งซิ่นและมีผ้าคาดหรือผ้าแถบสำหรับคาดอก หรือการห่มผ้าท่อนบนคล้ายการห่มสะไบ
ในอดีตก่อนช่วงรัชกาลที่ 5 สตรีไทย (และน่าจะรวมถึงสตรีลาว เพราะคนเชื้อสายวัฒนธรรมลาวเข้ามาอยู่ในสยามเป็นจำนวนมาก) มีการห่มผ้าคลุมไหล่คลุมอกโดยไม่สวมเสื้อ
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้คงการนุ่งจีบแบบโบราณเมื่อเวลาแต่งเต็มยศใหญ่ห่มตาด (ส่วนเวลาปกติโปรดให้นุ่งแบบโจงกระเบน สวมเสื้อแขนยาวห่มสะไบ) ทั้งนี้เป็นพระราชดำริ เมื่อ พ.ศ. 2416... รัชกาลที่ 5 โปรดให้สวมเสื้อแขนยาวแล้วจึงห่มสะไบ แทนการห่มตัวเปล่าเฉยๆ” (เอนก นาวิกมูล หน้า 34-35)
ความข้างต้นนี้ สะท้อนอดีตได้ว่า การแต่งกายเมื่อก่อนมิได้นุ่งโจงกระเบน แต่เป็นการนุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าถุงอยู่เป็นพื้น ดังรูปลักษณ์ของวัฒนธรรมข้างเคียง เช่น รูปลักษณ์ของนางกวัก นางธรณี นางโพสพ นางเหล่านี้ เป็นหญิงตามกรอบความเชื่ออย่างไทย มักเป็นในลักษณะของหญิงที่นุ่งผ้าถุง มิได้นุ่งกระโปรง กางเกง หรือนุ่งโจงกระเบนแต่ประการใด เพราะของนุ่งทั้ง 3 อย่างนี้ เป็นของที่มีมาทีหลัง ท่อนบนก็มิได้มีเสื้อเพื่อการสวมสอด (insertion) แต่เป็นการห่อหุ้ม (wrapping)
ชายนุ่งผ้าผืนยาววา ในลักษณะปล่อยชาย แต่เมื่อประสงค์จะทำกิจกรรมการงานที่ต้องการความคล่องตัว ทะมัดทะแมง หรือการต่อสู้ จึงจะกระหวัดชายผ้าให้ลอดหว่างขา แล้วจึงรวบไปเหน็บที่ขอบด้านหลังบั้นเอว เรียกการนุ่งผ้าเช่นนี้ว่า นุ่งเตี่ยว หรือนุ่งกะเตี่ยว หรือเหน็บกะเตี่ยว
ข้อสันนิษฐานนี้ อิงจากรูปถ่ายของหมู่ชนชาววัฒนธรรมลาว ที่แม้จะถ่ายในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากกว่าตอนที่เพิ่งเดินทางอพยพเข้ามาในสยาม ก็ยังส่อเค้าให้ทราบว่า ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปนั้น ยังคงเปลือยท่อนบน แล้วนุ่งเพียงผ้าผืนยาววา
ชายไทยพื้นบ้านในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ก็ไม่นิยมสวมเสื้อ ความไม่นิยมนี้อาจเป็นได้ทั้งอัตคัดเสื้อผ้า และสภาพอากาศ เว้นเสียแต่ทหารที่ออกทัพ จะได้รับเสื้อและผ้า หรือการที่ทำราชการได้บำเหน็จความดีความชอบ สิ่งหนึ่งที่พระเจ้าอยู่หัวมักจะพระราชทานแก่ข้าราชการก็คือ เสื้อผ้า หรือเมื่อทรงแต่งตั้งใคร ก็มักจะพระราชทานเสื้อผ้าและเครื่องยศพระราชทานร่วมไปด้วย
ด้วยแนวเทียบเหล่านี้ นำไปเปรียบกับยุคสมัยก่อนที่จะมีหลักฐานด้านภาพถ่าย อนุมานได้ว่า ชาวลาวครั่งในวิถีพื้นบ้านที่อยู่ในสยามเมื่อกาลก่อน ก็น่าจะแต่งกายคล้ายภาพถ่ายที่แสดงออกทางวิถีชีวิตทั้งของไทยและของลาว
อนึ่ง การนำเสนอ การให้ข้อมูล หรือการแสดงให้เห็นอัตลักษณ์เรื่องการแต่งกายของชาวลาวครั่งว่า ชาวลาวครั่งผู้ชายนุ่งโจงกระเบนนั้น อาจเกิดจากการตีความหรือหยิบยกเอาแนวเทียบการแต่งกายของข้าราชสำนักสยาม หรือผู้ที่ได้รับหน้าที่เป็น “คนหลวง” เพราะการนุ่งโจงกระเบน นับว่าเป็นความงาม เป็นทางการ และความสุภาพกว่าการนุ่งผ้าลอยชาย หรือการนุ่งผ้าเตี่ยว ซึ่งผ้าที่ใช้นุ่งโจงกระเบน ต้องใช้ผ้าที่ยาวและกว้างกว่าผ้าผืนยาววา หรือผ้าขาวม้าทั่วไป เมื่อเวลานุ่งแล้วผ้าจะกรอมหัวเข่า ต่างจากการนุ่งผ้าเตี่ยว โดยเมื่อรวบแล้ว ผ้าจะเลยเหนือหัวเข่า ส่วนท่อนบนสวมเสื้อราชปะแตน ซึ่งเสื้อราชปะแตนนี้ เพิ่งมีเมื่อ พ.ศ. 2415 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อมูลการแต่งกายดังกล่าวข้างต้นนี้ จึงห่างไกลจากปริบทและหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาวครั่งในอดีต
แต่อย่างไรก็ดี การนำเสนอชุดข้อมูลดังกล่าวของกลุ่มชาวลาวครั่ง ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่เจ้าของวัฒนธรรมจะนิยามตนเองเป็นอย่างไรก็ได้ แต่งกายด้วยเสื้อผ้ารูปทรงและสีสันอย่างไร ก็ได้ ตามที่ชาวลาวครั่งในแต่ละท้องถิ่นจะยินยอมพร้อมใจกันยอมรับ เพียงแต่หลักฐานในอดีตไม่สอดรับแนวทางที่เสนอ และถือว่าเป็นวิวัฒนาการด้านการแต่งกายและความพอใจของเจ้าของวัฒนธรรม
นอกจากนี้ การนิยามความหมายและที่มาแห่งสีในการแต่งกายชาวลาวครั่ง บางท้องที่มีการปรับให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ทั้งนี้อาจเป็นการน้อมถวายพระเกียรติคุณพระราชวงศ์ของไทย ดังข้อมูลที่มีการนำเสนอทางสื่อออนไลน์ เช่น ชุดแดง เป็นสีของลาวครั่งดั้งเดิม, นุ่งซิ่นร่วมกับเสื้อสีเหลือง เพื่อร่วมงานในวันพ่อแห่งชาติ, นุ่งซิ่นร่วมกับสวมเสื้อสีม่วง เพื่อร่วมงานอันเนื่องด้วย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หรือการนุ่งซิ่นร่วมกับสวมเสื้อสีฟ้า เพื่อร่วมแสดงออกในงานที่เนื่องด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
การแต่งกายในปัจจุบัน เมื่อเข้าสู่ชุมชนลาวครั่งในคราวที่ไม่มีงานเทศกาลใด ๆ จะไม่พบเห็นการแต่งกายที่แสดงถึงชาติพันธุ์ เพราะส่วนใหญ่แต่งกายแบบสบาย บ้างก็สวมเสื้อยืด เสื้อที่ผลิตจากโรงงาน นุ่งกางเกง ยกเว้นผู้หญิงสูงอายุ ยังคงนุ่งซิ่นเป็นปกติวิสัยทั้งการอยู่กับบ้าน และการออกไปทำธุระนอกบ้าน หากไปงานบุญ งานพิธีทางประเพณีจึงสวมใส่ชุดที่แสดงความเป็นชาติพันธุ์ โดยลาวครั่งแต่ละชุมชนหมู่บ้าน จะกำหนดสีและรายละเอียดของเครื่องแต่งกายไม่เหมือนกัน
การได้มาของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
ในอดีต เส้นใยที่นำมาทอผ้า ได้จากใยจากรังหนอนไหม เรียกว่า เส้นไหม หรือ ไหม และจากใยดอกฝ้ายสุก โดยต้องนำมาเข็น (ปั่น บิด หมุน) ด้วยเครื่องมือเข็นที่เรียกว่า หลา (ไน) เส้นไหมจะนิยมนำมาย้อมให้เป็นสีต่างๆ ก่อนนำไปทอเป็นผืนผ้า เพราะไหมเป็นของที่มีราคาสูง ต่างจากฝ้ายที่มีราคาย่อมกว่า ซึ่งฝ้ายนั้น มีการนำมาทอทั้งโดยไม่ต้องย้อมเส้นด้าย หรือย้อมด้ายแล้วจึงนำมาทอก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการนำผ้าไปใช้ เช่น ถ้าต้องการทำเป็นผืนผ้าเพื่อตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสำหรับการทำงานในไร่นา มีทั้งที่ทอเป็นผืนผ้าขาว ตัดเย็บ แล้วจึงนำไปย้อมคราม หรือคลุกโคลน หรือย้อมเส้นด้ายด้วยครามแล้วทอเป็นผืน ต่อจากนั้นจึงนำไปตัดเย็บก็ได้ การทอให้ผืนผ้าเป็นลวดลายมีหลากหลายสี ทำโดยการมัดหมี่ ซึ่งทำได้ทั้งด้ายฝ้ายและด้ายไหม นำมามัดให้เป็นเปราะตามลวดลายที่กำหนด นำไปย้อม แล้วจึงนำไปทอ
การได้มาซึ่งเสื้อผ้าในวิถีวัฒนธรรมลาวครั่ง มีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน นับตั้งแต่การปลูกต้นหม่อนเพื่อนำใบหม่อนมาเป็นอาหารของหนอนไหม ต้องคอยประคบประหงมหนอนไหมให้มีสุขภาพดี คอยป้องกันมดหรือสัตว์อื่นๆ ที่จะเข้ามาทำร้ายหนอนไหม เมื่อหนอนไหมเป็นดักแด้แล้วจึงนำมาสาวเอาเส้นใย ส่วนกรณีของฝ้าย ต้องปลูกฝ้าย บำรุงดิน เมื่อฝ้ายออกดอก บาน และสุกสะพรั่งแล้ว ต้องเก็บและตากให้แห้งสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคราบเชื้อรากระดำกระด่าง แล้วนำมาเข็นให้เป็นเส้นด้าย
ชาวลาวครั่ง (และผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์วัฒนธรรมลาวอื่น ๆ) มีความรู้เกี่ยวกับการทอเส้นใยให้เป็นผืนผ้ามาแต่ครั้งโบราณ ดังจะพบว่า อุปกรณ์ที่เนื่องด้วยการทอผ้า จะมีคำศัพท์เรียกเป็นภาษาลาว ไม่ใช่เป็นคำยืม ไม่ใช่คำศัพท์บัญญัติ หรือไม่ใช่คำเลียนเสียงจากวัฒนธรรมภาษาอื่น เพราะการที่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า จึงทำให้ผู้คนกลุ่มวัฒนธรรมลาวผลิตผ้าได้อย่างหลากหลาย มีทั้งกระบวนการทอแบบยก จก ขิด และมัดหมี่
ในปัจจุบันนี้ การผลิตเส้นไหมและเส้นฝ้ายแบบดั้งเดิมในชุมชนลาวครั่งได้ลดพื้นที่ลงไปมาก เพราะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่ก็มีไหมสำเร็จ (ไหมจากโรงงาน) และฝ้ายโรงงานจำหน่าย ซึ่งมีคุณสมบัติดีคือ เป็นเส้นที่เรียบเสมอกัน ไม่เป็นปมหรือขอดเหมือนไหมที่สาวด้วยมือ หรือด้ายที่เข็นจากดอกฝ้าย ชาวลาวครั่งยังคงดำรงความรู้เกี่ยวกับการผลิตสิ่งทอทั้งแบบจารีตนิยม และสมัยนิยม นำมาทำเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทางวัฒนธรรม ซึ่งเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าทอพื้นบ้านนี้ จะใช้นุ่งห่มในงานประเพณี พิธีกรรม หรืองานไปวัดทำบุญ ตลอดถึงการสวมใส่เพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญ
การประดิษฐ์เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ในการประดิษฐ์เสื้อผ้า
วิถีการนุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์ของชาวลาวครั่งตามธรรมเนียมนิยมนั้น มักเป็นการห่อหุ้ม เช่น ผ้าถุง ผ้าโต่ง (สะไบ) ผ้าวา (ผ้าที่มีขนาดยาว 1 วา หรือผ้าขาวม้า) ผ้ายาว (ผ้าปูม) ผ้าโสร่ง ผ้าตุ้ม ผ้าผวย (ผ้าห่ม) ผ้าคลุม มากกว่าการสวมสอด อย่างการสวมเสื้อ สวมกางเกง ดังนั้น การประดิษย์ของใช้นุ่งห่ม จึงเริ่มต้นที่การผลิตผืนผ้าว่า ผ้าผืนนั้นมีจุดประสงค์จะนำไปสร้างหรือประดิษฐ์เป็นเครื่องนุ่งห่มอะไร เช่น ถ้าเป็นผ้าถุง จะมีหน้ากว้างเป็นพิเศษ แต่ถ้าประสงค์จะทำผ้าถุงต่อตีน ผืนผ้าที่ตั้งใจทำเป็นตัวผ้าถุงจะไม่กว้างมาก ต้องเผื่อการต่อหัวและต่อตีน แล้วให้มีความสูงประมาณช่วงเหนือสะดือของผู้ที่จะสวมใส่ราว 1 ฝ่ามือ หรือการจะทำผ้าอเนกประสงค์อย่างผ้าผืนวา มักทำหน้ากว้างประมาณศอก หรือศอกเศษ แต่ถ้าหากประสงค์จะนำผ้านั้นมาตัดเป็นเสื้อหรือกางเกง จะต้องทำหน้ากว้างมากกว่า 1 แขน หรือเมตรเศษ เป็นต้น ด้วยวัฒนธรรมการใช้ผ้าเป็นผืนโดยตรง เมื่อผลิตเป็นผืนผ้าแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องนำไปผลิตเป็นสิ่งใดเพิ่มเติมอีก เว้นแต่การเย็บบางส่วนให้สมบูรณ์ เช่น การเย็บผ้าถุง หรือเย็บผ้าโสร่งให้ครบรอบวง การเย็บต่อตีนต่อหัวผ้าซิ่น การเย็บขอบชายผ้ากันไม่ให้รุ่ย อุปกรณ์ที่ใช้จึงมีเพียง ด้าย กรรไกร และเข็ม
ในระยะต่อมา ความนิยมเรื่องการนุ่งห่มมีมากกว่าการห่อหุ้ม คือต้องการประดิษฐ์เสื้อหรือเป็นการเกงให้ได้รูปทรง อุปกรณ์เพื่อการตัดเย็บเสื้อหรือกางเกงก็ยังต้องอาศัยด้าย เข็มและกรรไกร ดังนั้น แม่บ้านเมื่ออดีตจึงต้องฝึกหลายอย่าง คือต้องทอผ้าเป็น เย็บผ้า ปะ ซ่อมบำรุงผ้า ทุกครัวเรือนจึงต้องมีเข็มไว้เย็บเสื้อผ้าของสมาชิกภายในครอบครัว การทำซิ่นตีนจกหรือยกดอก อยู่ที่การเตรียมทำผืนผ้าชิ้นนั้น ๆ โดยตรง ไม่ได้นำมาปักหรือพิมพ์ลาย จึงไม่มีเครื่องมือพิเศษเพื่อการนี้แต่ประการใด เพียงอาศัยอุปกรณ์คือด้ายและเข็มเท่านั้นในการเย็บให้ผ้าต่อเนื่องกัน
แสดงลักษณะลวดลายและสีของเสื้อผ้าสตรีชาวลาวครั่งในปัจจุบัน ซึ่งนิยามว่าตนเองเป็นลาวครั่ง และทำเสื้อผ้าให้เป็นสีแดง สอดคล้องกับสีที่ได้จากนำครั่งมาย้อมผ้า แม้ว่าปัจจุบันนี้ ไม่นิยมนำครั่งมาย้อมแล้วก็ตาม เนื่องจากครั่งหายาก และมีความยุ่งยากมากกว่าการย้อมด้วยสีเคมี ในภาพ เป็นขบวนฟ้อนรำของบรรดาหญิงลาวครั่ง ในตำบลโพรงมะเดื่อ เนื่องในงานจุลกฐิน ณ วัดโพรงมะเดื่อ ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
หน้าวัดโพรงมะเดื่อ ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
นายวีระพงศ์ มีสถาน ถ่ายภาพ 24 ตุลาคม 2563
การสวมใส่ซิ่นแสดงให้เห็นทางกายภาพและความเป็นไปว่า ในหมู่ชาติพันธุ์ลาวเวียง ก็แสดงออกทางการแต่งกายด้วยผ้าซิ่นตีนแดงเช่นกัน แต่ไม่นำมากล่าวว่าเป็นอัตลักษณ์ของตน
ในภาพ ชาวลาวเวียงบ้านหนองขาม กำลังกวนข้าวกระยาสารท หน้าบ้าน ที่ทำการบ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองขาม ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
ผู้ถ่ายภาพ : นายณัฐวุฒิ สังข์อูบ ถ่ายเมื่อ กันยายน 2563
ผ้าซิ่นตีนจกโบราณ ตัวซิ่นสีน้ำครามลายขาว และตีนซิ่นยกดอก ทั้งสองชิ้นทำให้ตรึงติดกันเป็นผ้าถุง 1 ชิ้น โดยการเย็บด้วยเข็มและด้าย
สมบัติของนายนิวัฒนากร ศรีพรมมา บ้านกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 26 กันยายน 2563
ผ้าซิ่นตีนจกโบราณ ตีนซิ่นหน้ากว้างคืบเศษ สีพื้นแดง แซมด้วยลายยกดอกริ้วแนวนอน ส่วนตัวซิ่นนิยมทำลายในแนวตั้ง ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของกลุ่มวัฒนธรรมลาว
สมบัติของนายนิวัฒนากร ศรีพรมมา บ้านกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท บ้านนายนิวัฒนากร ศรีพรมมา บ้านกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 26 กันยายน 2563
การเลือกพื้นที่ตั้งบ้านเรือน
ชาวลาวครั่งเลือกพื้นที่ราบลุ่มในการปลูกเรือนที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับแนวทางความรู้เรื่องการทำนาข้าวในที่ลุ่ม เมื่อมาอยู่ใหม่นั้น จำต้องปราบพื้นที่ที่มีต้นไม้ละเมาะป่าให้เป็นผืนนา นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำกินน้ำใช้ จึงต้องเลือกทำเลที่มีแหล่งน้ำ เช่น ห้วย บึง คลอง วังน้ำ ถ้าไม่มีตามธรรมชาติ จำเป็นต้องขุดหาแหล่งน้ำเอาไว้ใช้ในหมู่บ้าน
รูปแบบ แบบแผนการสร้างบ้านเรือน ลักษณะบ้านเรือน สถาปัตยกรรม
เรือนตามธรรมเนียมนิยมของลาวครั่งเป็นเรือนยกพื้นสูง หลังคาหน้าจั่วสันเตี้ย ผังเรือนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปลูกตามยาวแนวตะวันออก-ตะวันตก กล่าวคือ หลังคาจะลาดไปทางเหนือกับทางใต้ จากคำบอกเล่าสืบกันต่อ ๆ มาว่า ยุคแรกที่มาตั้งชุมชนอยู่ในสยาม ชาวลาวครั่งได้ใช้ไม้ไผ่ในการปลูกเรือน ทำพื้นด้วยฟาก กรุฝาด้วยฟาก หลังคามุงด้วยหญ้าคา หรือบ้างก็เป็นใบของต้นพลวง นำมาเย็บกับแกนไม้ทำเป็นแผง เรียกว่า ไพ หรือ ไพหญ้า ไพคา ก็เรียก
เมื่อชุมชนขยาย มีครัวเรือนมากขึ้น เศรษฐกิจในครัวเรือนดีขึ้น ประกอบกับในระยะต่อ ๆ มา แนวนิยมเรื่องการสร้างบ้านด้วยไม้เนื้อแข็งเต็มรูปแบบมีมากขึ้น ชาวลาวครั่งก็อยู่ในกระแสนิยมตามยุคสมัย จึงได้มีการสร้างเรือนด้วยไม้ดังที่ปรากฏในกาลต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยการปกครองของ จอมพล ป. พิบูลยสงคราม “สำหรับปัจจัยที่สี่ คือ ที่อยู่อาศัย เริ่มต้นด้วยการส่งเสริมให้มีโรงเลื่อยไม้ที่ใช้เครื่องจักรกล ทำให้มีไม้ใช้สร้างบ้านเรือนให้ประชาชนได้ ไม่ถึงกับเดือดร้อน” (ประสงค์ สุขุม 2543 หน้า 410)
อนึ่ง รูปแบบของเรือนลาวครั่ง จากคำบอกเล่าของผู้สูงอายุในชุมชน กล่าวว่า เมื่อสมัยตนยังเด็กนั้น คนลาวครั่งทั่วไปไม่ได้สร้างเรือนหลังคาจั่วยอดแหลม มีเหงา ที่เรียกว่า เรือนทรงไทย จะมีบ้างก็เฉพาะคนไทย คนจีน หรือคนลาวครั่งเองที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการค้าขาย หรือมีที่นามากแล้วให้คนเช่าทำ พอได้ผลกำไรจึงมีแรงกำลังเงินในการทำเรือนทรงไทย การทำเรือนไม้ทรงไทย คือเป็นหลังคาหน้าจั่ว สันสูง มีป้านลม และเหงานี้ เป็นความนิยมของหมู่ชนชาวไทยในภาคกลาง ชาวลาวที่อพยพมาอยู่ในเขตภาคกลางจึงพลอยรับเอาแนวนิยมนี้ไว้ด้วย ดังปรากฏว่า ในชุมชนลาวครั่ง ยังพบเห็นเรือนไม้ทรงไทยจำนวนมาก เช่น ในหมู่บ้านกุดจอก จังหวัดชัยนาท หรือที่บ้านโคกตูม จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น ถึงแม้ว่า เจ้าของเรือนเป็นชาวลาวครั่ง แต่เป็นการรับเอาแบบแผนการสร้างเรือนของไทยถิ่นภาคกลางไปใช้ ไม่ใช่เป็นเรือนลาวครั่งดั้งเดิม ทุกครัวเรือนมักจะสร้างเล้าหรือยุ้งไว้เป็นที่เก็บข้าวเปลือก บางครัวเรือนมีครกกระเดื่องที่สร้างไว้ใกล้กับเล้าหรือบริเวณบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง มุงหลังคากันแดดฝนป้องกันความชื้น ซึ่งจะทำให้ไม้ผุกร่อนได้ง่าย
โครงสร้างบ้านเรือนและการแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์
เรือนลาวครั่งตามธรรมเนียมนิยม มีลักษณะคล้ายกับเรือนของชาวลาวหรือชาวไทยอีสาน คือเป็นเรือนยกพื้นสูง ความสูงจากพื้นเรือนชั้นบนสู่พื้นดิน “สูงหวิดหัว” หมายถึงสูงพ้นศีรษะของผู้ใหญ่ หรือประมาณ 170-200 เซนติเมตร
พื้นที่ใต้ถุนเรือน หรือชั้นพื้นดิน ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ในตอนกลางวัน เช่น ใช้นั่งพักผ่อน รับแขก แขวนอู่บุตรหลาน เปลนอน ทำงานหรือทำกิจกรรมด้านอาชีพเสริมทางวัฒนธรรม อย่างการจักสาน การสานแห ทอผ้า หรือบ้างก็กั้นพื้นที่เป็นคอกสัตว์ อย่างเล้าไก่ คอกวัวควาย บ้างก็ติดตั้งเครื่องสีข้าวชนิดโม่หมุน หรือต่อเพิงออกไปข้างๆ ตัวเรือน ติดตั้งครกกระเดื่องสำหรับตำข้าวและตำขนมในพิธีกรรมทางวัฒนธรรม
พื้นที่ชั้นบน โดยทั่วไปมักไม่กั้นห้อง ยกเว้นเรือนที่มีบุตรสาวที่เริ่มโตเข้าวัยสาวแล้ว ผู้ใหญ่จะกั้นห้องสำหรับหญิงสาวนี้เป็นกรณีพิเศษ เรียกห้องนี้ว่า “ส้วม” และมีข้อกำหนดทางวัฒนธรรมว่า ห้ามมิให้ชายคนใดล่วงล้ำเข้าไปในห้องนี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นญาติฝ่ายใดระดับใดก็ตาม เพราะเป็นการผิดประเพณี หรือผิดผี แต่จะอนุญาตเฉพาะชายที่แต่งงานกับหญิงสาวเท่านั้น
พื้นที่โถงเรือนชั้นบนนี้เรียกว่า เปิง ปกติ ปู่ย่า หรือตายาย จะนอนที่เปิงนี้ พ่อหรือแม่ก็นอนในบริเวณถัดต่อไป และเป็นข้อห้ามอีกว่า มิให้คนต่างครอบครัว หรือเด็ก ๆ ไปวิ่งเล่นที่เปิง เพราะเปิงถือว่าเป็นพื้นที่หวงห้าม เป็นที่อยู่ของผู้อาวุโส และเป็นที่ตั้งหิ้งบูชา
หิ้งบูชา ทำเป็นชั้นขึ้นมาง่าย ๆ โดยการตอกหรือตรึงแผ่นไม้เข้าไว้ที่ฝาเรือน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป กรวยดอกไม้ รวมถึงของรักษา ซึ่งอาจจะเป็นตะกรุด ผ้ายันต์ เครื่องราง เงินโบราณ ว่าน หรือบางครัวเรือนอาจนำโกศอัฐิของบรรพบุรุษตั้งไว้ที่หิ้งนี้ก็มี นอกจากนี้ บางครัวเรือนอาจแขวนดาบ หรืออาวุธโบราณไว้ที่หิ้งนี้ด้วย ถือว่าเป็นของเก่า ของศักดิ์สิทธิ์จากบรรพบุรุษ
ต่ำลงมาจากระดับพื้นเรือนคือพื้นซาน (ชาน) โดยเปิดช่องว่างระหว่างชั้น ช่องชั้นนี้เรียกว่า “ป่องเฮียน” หรือเรียกว่า “ป่องซาน” ในสถาปัตยกรรมไทยเรียกว่า ช่องแมว หรือ ล่องแมว ป่องเฮียนนี้มีประโยชน์คือ เป็นทางผ่านของลม ทำให้ตัวเรือนมีความโปร่งโล่ง มีกระแสลมผ่านตัวเรือน
ชั้นที่เป็นชาน ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ เช่น ตากพริก ตากปลา และสิ่งของอื่นๆ ในเวลากลางวัน ใช้เป็นพื้นที่รับประทานอาหารร่วมกันในเวลามื้อเย็น ใช้เป็นที่นอนพักผ่อนลำลองรับแสงเดือนหรือรับลมเย็นในตอนกลางคืน หรือเล่านิทานแก่บุตรหลานในยามค่ำคืน ก่อนจะเข้าสู่ที่นอนจริงในตัวเรือนโดยทั่วไป ชาน มักจะเปิดโล่ง ไม่มีการมุงหลังคา เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยดังความข้างต้น แต่ข้อเสียของการสร้างเรือนที่ชานเปิดโล่งก็คือ ทำให้กระดานเรือนผุกร่อนเร็วขึ้น เมื่อต้องประสบกับทั้งฝนและแดด ดังนั้น บางครัวเรือนจึงสร้างหลังคาคลุมชาน ชานดังกล่าว จึงเรียกว่า “ซานมุง” ทำให้ยืดอายุการผุกร่อนของไม้กระดานพื้นเรือน แต่ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เหมือนกับชานโล่ง
ที่ชานด้านตะวันตก ทำเป็นเรือนครัว ใช้เป็นห้องหรือพื้นที่ประกอบอาหาร ซึ่งการทำเรือนครัวนี้ อาจใช้ระดับเดียวกับชาน หรือสร้างเป็นห้องต่อเนื่องกับชานออกไปอีกก็ได้ กั้นเป็นห้องครัว เพื่อประโยชน์ในการหุงหาอาหาร เมื่อก่อไฟที่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ควันไฟจะได้ไม่ลอยเข้าไปรบกวนถึงในเรือน ใกล้กับเรือนครัว กันพื้นที่ไว้เป็นเรือนน้ำ มีตุ่มหรือโอ่งน้ำ สำหรับกักขังน้ำเพื่อชะล้างผักหรือสิ่งของที่ใช้ปรุงอาหาร รวมถึงตุ่มน้ำดื่มในครัวเรือน
บันไดของเรือน มักทำด้านที่ตรงกันข้ามกับเรือนครัว บางครัวเรือนหากมีฐานะดีพอประมาณหรือดีมาก ก็อาจทำบันได 2 แห่ง คือบันไดหลัก สำหรับสมาชิกของครอบครัว รวมทั้งแขกผู้มาเยือนใช้เหยียบขึ้นลง ส่วนบันไดที่สองทำอยู่ใกล้เรือนครัว สำหรับแม่บ้านขึ้นลง ดังนั้น การมีบันไดสำรองหรือบันไดที่สอง จึงสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมลาวครั่ง เช่น การลงไปเก็บผักหรือเครื่องปรุงที่อยู่รอบบ้าน แล้วขึ้นไปบนห้องครัวด้วยบันไดที่สอง ตลอดจนเพื่อหลีกเลี่ยงการหิ้วถือสิ่งของผ่านหน้าแขกที่มาเยือน แต่บันไดนี้ จะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ในเวลากลางคืนก็สามารถชักบันไดมาวางไว้ที่ชาน เพื่อป้องกันการแอบย่องขึ้นเรือนของคนร้าย เรือนที่มีบันได 2 ด้านนี้ มักทำเฉพาะเรือนหลังใหญ่ หรือเรือนของผู้ที่ค่อนข้างมีฐานะดีเท่านั้น หากเป็นเรือนของคู่สามีภรรยาที่เพิ่งออกเรือน กำลังอยู่ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว หรือมีฐานะไม่ดีนัก เรือนก็มักจะมีขนาดเล็ก จึงไม่จำเป็นต้องทำบันได 2 ด้าน
วัฒนธรรมการสร้างที่อยู่อาศัยและขนบประเพณีที่สอดแทรกอยู่กับบ้านเรือนดังกล่าวนี้ ได้กลืนกลายไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในปัจจุบันนี้ จึงไม่สามารถพบเห็น หรือไม่สามารถจำแนกทางกายภาพได้ว่า บ้านเรือนของชาวลาวครั่งเป็นอย่างไร เหลือแต่คำบอกเล่าของผู้สูงวัย เพราะต่างก็ปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมโดยรวมของไทย มีการสร้างบ้านเรือนตามรูปแบบของสมัยนิยม เช่น ทำบ้านชั้นเดียวปลูกติดพื้น ประกอบกับวัสดุสิ่งของที่นำมาใช้ในการสร้างเรือนก็เป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นใหม่ จากเดิมที่เคยเป็นไม้ ได้มีการใช้โครงสร้างที่เป็นเหล็ก อลูมิเนียม อิฐ ปูน กระเบื้อง อีกทั้งรูปทรงและการใช้สอยก็แปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
เรือนไม้ยกพื้นสูง 3 ชั้น (นับพื้นล่าง) เป็นเรือนไม้ทั้งหลัง หลังคาจั่ว ฝาปะกน ของคหบดีที่อยู่ในชุมชนลาวครั่ง
หมู่บ้านโคกหม้อ ต. โคกหม้อ อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี
ผู้ถ่ายภาพ : นายอนุรักษ์ ก้านจันทร์ 3 พฤษภาคม 2555
เรือนเก่าที่พบในชุมชนบ้านกุดจอก ซึ่งเป็นชุมชนลาวครั่ง ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท เป็นเรือนทรงไทยภาคกลาง
บ้านกุดจอก ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 26 กันยายน 2563
เรือนเก่าอีกบางส่วนที่พบในชุมชนบ้านกุดจอก หลังคาจั่วสันต่ำ มุงสังกะสี เป็นเรือหลังคาแฝด ไม่มีชานโล่ง
บ้านกุดจอก ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 26 กันยายน 2563
การผลิต และเข้าถึงอาหาร
ชาวลาวครั่งบริโภคข้าวเป็นหลัก เมื่อยุคแรกที่อพยพมานั้น ยังนิยมบริโภคข้าวเหนียวเป็นพื้น[1] ครั้นต่อมาจึงหันมาบริโภคข้าวเจ้าเหมือนกับคนไทยในภาคกลาง ด้วยพื้นเพเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมในการปลูกข้าว ชาวลาวครั่งส่วนใหญ่จึงมีอาชีพทำนาเป็นหลัก ปลูกข้าวทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือน หากเหลือหรือมีเกินรับประทานจึงจะนำไปขายหรือใช้แลกสิ่งของ อาหาร หรือเครื่องใช้จากผู้อื่น
เมืองสยามในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องข้าวปลาอาหาร เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แหล่งวัตถุดิบของสิ่งของที่นำมาเป็นอาหาร จึงได้จากพื้นที่แวดล้อม นา ป่า น้ำ กล่าวคือ มีนาเป็นพื้นที่ปลูกข้าว มีป่าเป็นที่หาผักป่าพื้นบ้านต่าง ๆ เช่น นางหวาน (บอน) อีลอก (บอนป่า) กระเจียว กระโดน สะเดา มะกอก สมอ รวมทั้งเห็ดและสัตว์ป่า มีน้ำเป็นที่หาจับสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย กบ เขียด รวมถึง เทา ผำ นอกจากนี้ ยังเพาะปลูกพืชผักซึ่งไม่มีอยู่ในป่า เช่น แตง มะเขือ พริก กะเพรา ชะอม บวบ ถั่วยาว ถั่วแบบ ถั่วแฮ (ถั่วแระ) ถั่วพู ฟัก ฟักทอง มะรุม แคบ้าน หัวปลี (ดอกกล้วย) ชะเอม เป็นอาทิ
อนึ่ง ในด้านเนื้อสัตว์นั้น แต่เดิมชาวลาวครั่งและชาวไทยท้องถิ่นทั่วไปไม่บริโภคหมูเลี้ยง หรือไม่มีการเลี้ยงหมูไว้บริโภคเนื้อ “มีการเลี้ยงวัวควายไว้ใช้งานในไร่นา แต่เมื่อสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ตายลงจะไม่กินเป็นอาหาร มีการเลี้ยงเป็ดไก่ไว้เป็นอาหาร แต่ไม่มีการเลี้ยงหมู เพราะส่วนใหญ่อาหารที่เป็นเนื้อสัตว์จะได้มาจากป่า ชาวบ้านมีการติดต่อสัมพันธ์กับหมู่บ้านลาวอื่นๆ ในเชิงการค้าแบบแลกเปลี่ยน” (ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล หน้า 7)
การบริโภคหมูของชาวไทย น่าจะค่อย ๆ นิยมมากขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือราว พ.ศ. 2488 เป็นต้นมา ซึ่งก่อนหน้านี้ จะมีการบริโภคในหมู่ชาวจีน หรือชาวไทยเชื้อสายจีน ดังความที่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตรัสแก่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ว่า “สุกรนั้นควรปล่อยไว้ให้เป็นอาชีพของคนจีน เจ้านายไม่ควรไปเกี่ยวข้องด้วย” (สุรักษ์ ศิวรักษ์ จากหนังสือ อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดกร หน้า 34) อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อหมูของชาวลาวครั่ง (รวมถึงชาวไทยถิ่นต่างๆ) คงได้แบบอย่างวัฒนธรรมจีนเข้ามาประสมอยู่ด้วย
การปรุงอาหาร
การปรุงอาหารของลาวครั่ง มีหลากหลายวิธี เช่น
แกง คือการปรุงอาหารโดยต้องเข้าเครื่องพริกแกง หรือต้องมีพริกแกง นำวัตถุใส่ในน้ำแล้วตั้งไฟปรุงจนสุก เช่น แกงเห็ด แกงไก่ แกงปลา
คั่ว คือการนำวัตถุอาหารใส่ในกระทะหรือภาชนะปากกว้างตั้งบนเตาไฟ แล้วคนไปมาเพื่อให้สุก เช่น คั่วถั่ว คั่วงา คั่วพริก คั่วกุ้ง
ซว้า คือการยำ ซึ่งมีทั้งยำผัก เช่น ซว้าแตง โดยใช้แตงไทห่าม เป็นหลักในการยำ นอกจากนี้ยังมีการซว้าไก่ หมู กบ เขียด หอย โดยต้องต้มเนื้อสัตว์ให้สุก แล้วนำมาฉีกเนื้อ หรือหั่นให้เป็นชิ้นขนาดย่อย แล้วจึงปรุงด้วยเครื่องยำ มีรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม (ในอดีต การปรุงอาหารคาวของชาวลาวครั่ง ไม่ใส่น้ำตาลให้เกิดรสหวาน)
ต้ม คือการปรุงอาหารโดยนำวัตถุใส่ในน้ำแล้วตั้งไฟให้ร้อนจนสุก การต้ม มีทั้งที่ต้มโดยไม่ปรุง แต่ต้มเพียงแค่ให้สุก เช่น ต้มไข่ ต้มไก่ ต้มผัก นอกจากนี้ยังมีการต้มที่มีเครื่องประกอบ ได้แก่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และผักอื่นๆ ตามท้องถิ่นนิยม
ตำ คือการนำวัตถุอาหารใส่ลงไปในครกครัว เช่น ตำพริก ตำแจ่ว (ตำเพื่อปรุงน้ำพริก) ตำป๊อกเขีย (ตำน้ำพริกมะเขือ)
ทอด คือการนำวัตถุอาหารปรุงให้สุกด้วยน้ำมันในกระทะร้อน เช่น ทอดปลา ทอดไก่ ทอดไข่
ปิ้ง คือการนำวัตถุที่จะทำอาหารสอดเข้าที่ไม้หนีบ หรือไม้หีบ แล้วนำไปอังเหนือก้อนถ่านไฟที่คุแดง อาหารที่ปรุงด้วยการปิ้ง เช่น ปิ้งปลา ปิ้งกบ ปิ้งเขียด ปิ้งงู ปิ้งไก่
ผัด คือการนำวัตถุอาหารปรุงให้สุกด้วยน้ำมันเพียงเล็กน้อย เช่น ผัดหมู ผัดผัก
เผา คือการนำวัตถุที่จะทำอาหารเข้าไปสู่กองไฟโดยตรง เช่น เผาเผือก เผามัน เผาข้าวหลาม เผาเต่า เผาปลา
ย่าง คือการนำวัตถุที่จะทำอาหารซึ่งมีสันฐานแบนและแผ่กว้างไปวางที่ตะแกรงหรือตาข่าย ซึ่งตาขายนี้จะอยู่เหนือเตาไฟหรือกองไฟ การย่างนี้ มีทั้งย่างเพื่อให้สุกพร้อมกิน หรือย่างเพื่อให้สุกสำหรับถนอมเป็นอาหารในคาบคราวต่อไป เช่น ย่างปลา ย่างเนื้อ ย่างกบ
ลวก คือการนำวัตถุอาหารลงไปจุ่มหรือแช่ในน้ำเดือดในระยะเวลาสั้น เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนสี เปลี่ยนกลิ่น หรือเปลี่ยนรส เช่น ลวกผัก
หนึ้ง[2] คือการนำวัตถุอาหารตั้งข้างบนชั้นปากหม้อที่มีน้ำเดือด เพื่อให้สุกด้วยไอน้ำ เช่น หนึ้งข้าว หนึ้งปลา หนึ้งผัก
หมก คือการนำวัตถุอาหารใส่ลงในแอ่งขี้เถ้าร้อนแล้วกลบด้วยขี้เถ้า แล้วคลุมด้วยก้อนถ่านไฟแดงบนขี้เถ้าอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้สิ่งนั้นร้อนระอุจนสุก เช่น หมกมัน หมกเผือก หมกถั่ว หรือถ้าต้องการมิให้สิ่งนั้นเปื้อนฝุ่นขี้เถ้า มักจะห่อด้วยใบตองกล้วยก่อนจะนำไปหมกในขี้เถ้า เช่น หมกปลา หมกกุ้ง หมกข้าว
หลาม คือการปรุงวัตถุอาหารโดยบรรจุในกระบอกไม้ไผ่ แล้วเผาไฟให้สุก เช่น หลามข้าว หลามปลา หลามกบ หลามไก่
อ่อม[3] คือการปรุงอาหารอย่างแกง ใส่น้ำขลุกขลิก เช่น อ่อมหอย อ่อมกบ อ่อมเขียด และเครื่องเทศที่เป็นตัวชูรสให้เป็นอ่อมคือผักชีลาว
ชื่อเรียกการปรุงอาหารดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่เป็นการปรุงแบบโบราณที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคมเกษตรของชาวลาวครั่ง อย่างการหมกต้องทำกับขี้เถ้าร้อนเพราะมีการใช้เตาไฟฟืน เมื่อไฟไหม้ฟืนจะกลายเป็นเถ้า ส่วนการปรุงโดยการทอด น่าจะมีในสังคมลาวครั่งในระยะหลังนี้เท่านั้น
การบริโภคอาหาร
ชาวลาวครั่งบริโภคอาหารอย่างเป็นหมู่ กล่าวคือ ในครัวเรือนหนึ่ง ๆ จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน โดยอาหารจะได้รับการจัดวางอยู่ในถาด กระด้ง หรือโตก (ถาดมีตีน) ชุดอาหารนี้เรียกว่า พาข้าว (สำรับกับข้าว) สมาชิกครอบครัวนั่งล้อมพาข้าว
กรณีที่บริโภคข้าวเหนียว มีข้าวเหนียวบรรจุอยู่ในกระติบ (กล่องบรรจุข้าวเหนียวหนึ้ง) วางอยู่ด้านข้างสลับหว่างแต่ละคนหรือแต่ละสองคน เพื่อสะดวกในการใช้มือหยิบข้าวเหนียวนำมาปั้นเป็นก้อนคำข้าว นำก้อนข้าวเหนียวจ้ำ (จิ้ม หรือแตะ) ที่อาหารเปียกข้น อย่างน้ำพริก ลาบ ถ้ากับข้าวที่เป็นชิ้น จะหยิบกับข้าวเข้าปากแล้วจึงตามด้วยคำข้าวเหนียว แล้วเคี้ยวร่วมกัน หรือหยิบชิ้นกับข้าวมาแนบกับปั้นคำข้าว แล้วส่งเข้าปากในคราวเดียวกัน ก็ได้
กรณีที่บริโภคข้าวเจ้า แต่ละคนมีจานข้าวของตัวเองวางไว้กับพื้นเบื้องหน้า ขณะที่กินข้าวแต่ละคำ อาจจะยกหยิบถือจานมาใกล้ปากก็ได้ ที่ข้างตัวมีถ้วยหรือขันน้ำสำหรับใช้ล้างนิ้วมือ
การบริโภคข้าวเจ้าในอดีต ไม่ได้ใช้ช้อน เนื่องจากช้อนมีจำกัด หรือไม่มีเลย ต้องใช้เปลือกหอยกาบต่างช้อน ดังนั้นในการนำข้าวเข้าปากแต่ละคำ จะนำกับข้าวแต่พอคำวางไว้บนข้าว แล้วใช้นิ้วมือทั้งห้ารวบทั้งกับข้าวและข้าวส่งเข้าปาก เรียกการบริโภคเช่นนี้ว่า เปิบข้าว[4] ส่วนถ้วยน้ำที่ตั้งไว้ข้างที่นั่งสำหรับล้างนิ้วมือเมื่อเปิบไปได้ 1-2 คำ ทำให้นิ้วสะอาด พร้อมจะบริโภคคำต่อไป
เมนูอาหาร และวิธีการปรุง
เนื่องจากชาวลาวครั่งอยู่กระจายกันในหลายท้องที่ ประกอบกับในระยะปัจจุบันนี้ การสื่อสารและการเดินทางได้ยังผลให้ผู้คนได้รับรู้ความเป็นไปจากสังคมอื่น จนเกิดการเรียนรู้ เลียนแบบหรือเอาอย่างกันและกัน การเรียนรู้ดังกล่าวนี้ รวมถึงกรณีของอาหารท้องถิ่นด้วย ในชั้นนี้ยังไม่อาจสืบทราบได้แน่ชัดว่า อาหารอันเป็นลักษณะเด่นที่เป็นหนึ่งเดียวในหมู่ชาวลาวครั่งนั้นคืออะไร ทั้งนี้เพราะชาวลาวครั่งแต่ละท้องถิ่น ต่างก็มี (ประกาศโดยการเผยแพร่ แสดงออก ทำให้ดู พูดให้ฟัง) อาหารเฉพาะถิ่นของตน[5] ตัวอย่างรายการอาหารที่ชาวลาวครั่งบริโภค และเจ้าของวัฒนธรรมเข้าใจว่าเป็น อัตลักษณ์ของตน เช่น
แกงนางหวาน (บอน) ในหมู่ชาวลาวครั่ง ตำบลห้วยด้วน อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม
แกงไข่ผำ ในหมู่ชาวลาวครั่ง ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
แจ่วหม้อ, แกงเปอะใส่กะทิ ในหมู่ชาวลาวครั่งตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท
แจ่วมักเขียเคีย (น้ำพริกมะเขือเทศเครือ), อั่วดอกแคป่า[6] (แคหัวหมู) ในหมู่ชาวลาวครั่ง บ้านสะนำ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
ข้าวเหนียวหัวหงอกปลาทอด, แกงป่าปลาใส่หน่อไม้ดอง ชาวลาวครั่งบ้านโคก ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี[7]เป็นต้น
การแสดงออกในด้านวัฒนธรรมอาหารการกินนี้ เป็นข้อมูลในปัจจุบัน ซึ่งมีการพลิกแพลง ปรับปรุงหรือเพิ่มเติมจากสิ่งที่เคยมีมาก่อน เช่น แกงเปอะ หรือแกงลาว แต่มีการใส่กะทิเข้าไปในการปรุงด้วยของชาวลาวครั่งบ้านกุดจอก แต่ไม่พบในหมู่ชนชาวลาวครั่งถิ่นอื่น หรือการทำแจ่วมักเขียเคีย (ซึ่งมักเขียเคีย คือมะเขือเทศพันธุ์ผลเล็ก มีรสเปรี้ยวนำ) มีอยู่ในลาวถิ่นอื่น รายละเอียดของเครื่องปรุง อาจมีมากหรือน้อยแตกต่างกัน จึงเห็นได้ว่า อาหารการกินของชาวลาวครั่ง สรรหาวัตถุดิบได้จากในชุมชน หรือการปลูกพืชผักขึ้นมาบริโภคเอง ส่วนรายการอาหารนั้นได้มีการหยิบยืม หรือมีรายการอาหารร่วมกันในหมู่ชาติพันธุ์ที่แวดล้อม ดังเช่นการที่มีแจ่วหม้อ[8] ซึ่งแจ่วหม้อนี้ ในหมู่ชาวลาวเวียงก็เรียกและปรุง ขณะที่ชาวล้านนามีอาหารที่คล้ายกัน เรียกว่า น้ำพริกอ่อง ซึ่งวัตถุดิบและการปรุงนั้นคล้ายคลึงกัน แต่รายละเอียดหรือส่วนปลีกย่อยของเครื่องปรุงผิดแปลกกันไปบ้างตามแต่แม่ครัวหรือคนปรุงจะคิดเพิ่มเติมหรือดัดแปลงให้แตกต่าง หรือแม้แต่ในหมู่ชาวลาวครั่งเอง การปรุงรายการอาหารอย่างหนึ่ง (เรียกชื่อเดียวกัน) แต่ถ้าต่างแม่ครัว ต่างท้องถิ่น ก็จะมีรายละเอียดการปรุงไม่เหมือนกัน
รูปแบบการแปรรูปอาหาร
ชาวลาวครั่ง นอกจากนำวัตถุดิบอาหาร มาประกอบหรือปรุงเป็นรายการอาหารโดยตรง อย่างการนำปลาและผักมาแกงรวมกัน นำเนื้อสัตว์มาโขลกร่วมกับพริกและเครื่องปรุง กลายเป็นแจ่วหรือน้ำพริกแล้ว ยังมีความรู้ในการชะลอหรือการแปรสภาพวัตถุดิบอาหารให้เป็นของกินในรูปแบบอื่น ยึดเวลาหรือเก็บไว้เพื่อการบริโภคในโอกาสหน้า เช่น
ปลาแดก เป็นการนำปลาสดหรือปลาดิบมาคลุกเกลือ หมักไว้ตามระยะเวลา แล้วประสมข้าวคั่วหรือรำอ่อน ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเค็ม
การดอง นำเอาวัตถุอาหารสดดอง เช่น หน่อไม้ กระเทียม ผักกาด ต้นหอม ต้นกระเทียม ผักเสี้ยน ผักกุ่ม เป็นต้น
การตากหรือผึ่ง เพื่อให้ของสดนั้นแห้ง เก็บไว้กินได้นานขึ้น เช่น ตากกล้วย ตากปลา ตากเนื้อ ตากผัก
การย่าง การย่างที่เป็นการแปรรูปอาหารนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการย่างเพื่อให้สุกหรือแห้ง ป้องกันการบูดเน่า และไม่ปรุงรส เช่น ย่างปลา มักทำกับปลาขนาดใหญ่ หรือปลาที่ชำแหละแล้วแผ่ให้แบน แล้วนำไปย่าง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน แล้วจึงนำมาประกอบอาหารในภายหลัง เช่น ทำแกงปลาย่าง น้ำพริกปลาย่าง เป็นต้น
[1] ข้อมูลคำบอกเล่าจากชาวลาวครั่ง เผยแพร่ใน yourtube vedio ชื่อ “เยี่ยมวิถีชีวิตชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ลาวครั่งทุ่งผักกูด EP .1 ชมพิพิธภัณฑ์ ชิมอาหารพื้นบ้านลาวครั่ง” https://www.youtube.com/watch?v=d4AO-97NJbM
[2] คำนี้ ราชบัณฑิตยสถานเขียนเป็น นึ่ง อักขรวิธีตามระบบเสียงควรเป็น หนึ้ง (เช่นเดียวกับคำว่า หม้อ หน้า) ในปัจจุบันนี้ ชาวลาวครั่งรับเอาแบบแผนคำเรียกอย่างไทยถิ่นบางกอกไปใช้ กล่าวคือ ของที่ปรุงด้วยการหนึ้ง แทนที่จะเรียกว่า หนึ้ง กลับไปเรียกว่า หมก หรือ ห่อหมก เช่น ห่อหมกปลาช่อน หรือขนมห่อหมก ซึ่งเป็นการปรุงให้สุกด้วยการหนึ้ง ในภาษาล้านนายังคงใช้ว่า หนึ้ง กับอาหารที่ปรุงให้สุกด้วยไอน้ำร้อน ห่อหมกที่ชาวบางกอกเรียกนั้น ภาษาเชียงใหม่ใช้ว่า ห่อหนึ้ง
[3] คำนี้ เป็นคำควบกล้ำระหว่าง ซ กับ ว ปัจจุบันนี้ไม่นิยมออกเสียงควบกล้ำ โดยได้เกิดการกร่อนเสียงเป็น 2 แบบคือ เสียง ว สูญหาย กลายเป็นเสียง ซ้า (/ซ่า/) และแบบที่เสียง ว กลายเป็นสระอัว จึงมักออกเสียงว่า ซั้ว (/ซั่ว/)
[4] การเปิบข้าวนี้ ไม่ใช่เป็นอัตลักษณ์ (identity) หรือไม่ได้เป็นเอกลักษณ์ (unified style) เฉพาะของชาวลาวครั่งเท่านั้น เพราะมีรูปแบบการบริโภคข้าวในลักษณะนี้กระจายอยู่ไปในหมู่ชนที่มีวัฒนธรรมบริโภคข้าว หรือที่ต้องกินข้าวกับกับข้าวโดยตรง เช่น ชาวอินโดนีเซีย เนปาล ศรีลังกา และชาวไทยทั่วไปในอดีตก็เปิบข้าวด้วยมือเช่นกัน ดังปรากฏในสำนวนไทยว่า ชุบมือเปิบ จนน่าสันนิษฐานว่า การหันมาบริโภคจากข้าวเหนียวมาเป็นข้าวเจ้าในหมู่ชาววัฒนธรรมลาวในภาคกลางของไทย เกิดจากอิทธิพลความเป็นอยู่โดยรวมของคนไทยภาคกลาง
[5] เช่น ผู้บอกข้อมูลกล่าวว่า อาหารที่เป็นอัตลักษณ์ของลาวครั่งคือ ปลาแดก (ปลาร้า) แกงนางหวาน (แกงบอน) แกงอีลอก (แกงบอนป่า) แกงไข่ผำ ซึ่งความจริงนั้น อาหารเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะในหมู่คนลาวครั่ง ในหมู่ชาวลาวใน สปป.ลาว และชาวไทยภาคอีสานก็มีเช่นกัน เรียกเช่นกัน ปรากฏการณ์แบบนี้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะนิยามว่า อาหารรายการใดเป็นของวัฒนธรรมลาวครั่งโดยเฉพาะ
[6] คำว่า อั่ว เป็นคำภาษาล้านนา มีความหมายว่า อุด แดก ยัด อัด หรือ กรอกของบางสิ่งเข้าไปในภาชนะหรือสิ่งที่มีรูปทรงเฉพาะ ดังที่ปรากฏในคำว่า ไส้อั่ว คือไส้ (ของหมู) ที่ถูกอัดหรือยัดเข้าไปด้วยหมูที่ประกอบเครื่องปรุงแล้ว เป็นอาหารล้านนา
[7] ข้อมูลจากวีดิทัศน์ ยูทูป https://www.youtube.com/watch?v=CfDS2cB3mIo เผยแพร่เมื่อ 3 ธันวาคม 2558 เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 4 ตุลาคม 2563
[8] มีข้อมูลจากเฟชบุ๊ค ชุมชนท่องเที่ยว Otop นวัตวิถี บ้านสระยายชี อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร (https://www.facebook.com/permalink.php?id=293677791425710&story_fbid=295115577948598) ที่กล่าวว่า “ส่วนมากแจ่วหม้อจะนิยมใส่เนื้อสัตว์ 2 ชนิด คือ หมู และ กบนา สมัยก่อนโบราณจริงๆ จะนิยมใส่กบนานะคะ แต่เดี๋ยวนี้เนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไป กบนาจริงๆ หายาก จึงหันมาใส่เนื้อหมูแทนกบ นิยมกินกับผักสดสารพัดชนิด”
ประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมสำคัญในรอบปี
ในรอบปี ชาวลาวครั่งมีเทศกาลอยู่หลายอย่าง ซึ่งเมื่ออดีตเคยใช้ระบบนับช่วงเวลาตามแบบจันทรคติ หรือการนับตามแบบตำราโหราศาสตร์ เรียกว่า ปีหนไท ซึ่งไม่ตรงกับเดือนทางสุริยคติ อันได้แก่การนับว่าเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ เป็นอาทิ นอกจากนี้ ลาวครั่งในแต่ละถิ่นต่างก็มีขนบนิยม หรือข้อกำหนดทางประเพณีหรือเทศกาลไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา ประวัติศาสตร์และตำนานท้องถิ่น การกำหนดเทศกาล หากนับจากช่วงของเดือนจันทรคติ มีดังนี้
| ลำดับเดือน | ชื่อเทศกาล/ ประเพณี/พิธีกรรม | พื้นที่ชุมชนลาวครั่ง |
| เดือนสาม | บุญคูนลาน | วัดหนองกระดูกเนื้อ ต. หนองนมวัว อ.ลาดยาว จ. นครสวรรค์ |
| วัดหัวถนนกลาง ต. หัวถนน อ.ท่าตะโก จ.จังหวัดนครสวรรค์ | ||
| เดือนสี่ | งานปิดทองหลวงพ่อเดิม | วัดศรีสโมสร บ้านกุดจอก ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ. ชัยนาท |
| เดือนห้า | เทศกาลสงกรานต์/ ต้อนฮับสังขานต์/ บุญปีใหม่ไท-ลาว | บ้านกุดจอก ต.กุดจอก อ.หนองมะโมง จ. ชัยนาท |
| แห่ธงสงกรานต์ | วัดทุ่งผักกูด ต.ห้วยด้วน อ.ดอนตูม นครปฐม | |
| งานตั้งธงสงกรานต์ | วัดบ่อกรุ บ้านบ่อกรุ ต. บ่อกรุ อ.เดิมบางฯ จ. สุพรรณบุรี | |
| เดือนหก | เลี้ยงบ้าน/ เลี้ยงผีตาแฮก | (ในอดีต จัดทำกันทุกชุมชน) |
| เดือนเจ็ด | เลี้ยงผีเจ้านาย | ลาวครั่ง ต. โพรงมะเดื่อ อ. เมือง จ. นครปฐม และชาวลาวครั่งชุมชนอื่น |
| เดือนแปด | บุญเข้าพรรษา | (ลาวครั่งทุกชุมชน) |
| เดือนเก้า | บุญข้าวประดับดิน | (ตรวจสอบว่ามีไหม อยู่ที่ใด |
| เดือนสิบ | บุญสารทลาว (ขึ้น 15 ค่ำ) | (มีลาวครั่งบางชุมชนที่จัดงานนี้ และบางแห่งไปจัดงานบุญเดือนสิบ วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ ซึ่งเป็นสารทไทย) |
| เดือนสิบเอ็ด | บุญออกพรรษา/ บุญกฐิน | (ลาวครั่งทุกชุมชน และชาวไทยทั่วไป) |
| เดือนสิบสอง | ประเพณีลอยกระทง | (โดยทั่วไป) |
นอกจากนี้ อาจมีงานพิธีเกี่ยวกับศาสนา ซึ่งไม่กำหนดระยะเวลาในช่วงเดือน เช่น การทอดผ้าป่า การถวายสังฆทานของผู้ที่ประสงค์จะทำบุญ งานบวช โดยไม่นับว่าเป็นเทศกาลหรือประเพณีของลาวครั่งโดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นรูปแบบทางศาสนาพุทธในประเทศไทยที่คล้ายคลึงกัน
ชาวลาวครั่ง จำแนกการตายเป็น 2 ลักษณะ คือการตายธรรมดา กับการตายโหง กล่าวคือ การตายธรรมดา ใช้แก่การที่คนสูงอายุมากแล้วตาย หรือป่วยไข้เรื้อรังมานานแล้วตาย เพราะถ้าโรครุมเร้าแล้วรักษาไม่หาย สุดสิ้นปัญญาจะแก้ไข ก็จำนนว่าต้องตาย ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ส่วนการตายโหง เป็นการตายอย่างฉับพลัน ผิดไปจากธรรมดา เช่น ตายจากการตกควาย ตกต้นไม้ ตกน้ำ ถูกยิง ถูกแทง รถชน ฟ้าผ่า ไฟไหม้ ผูกคอตาย กินยาตาย ฯลฯ การปฏิบัติต่อศพคนที่ตายทั้ง 2 ลักษณะจึงแตกต่างกันโดย ถ้าตายธรรมดา จะตั้งศพไว้ที่บ้าน 1-2 คืน แต่ถ้าตายโหง จะไม่ตั้งศพไว้ที่บ้าน ให้ตั้งไว้ที่วัด หรือรีบนำไปฝังที่ป่าช้า ไม่นิยมนำไปเผา
เหตุที่ต้องตั้งศพไว้เพียง 1-2 คืน เพราะสมัยอดีตไม่มีวิทยาการในการเก็บรักษาศพ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น เป็นเรื่องน่าอุจาด การแก้ปัญหาทำได้แต่เพียงการกรอกเหล้าขาวเข้าในปากคนตาย ซึ่งเหล้านั้นเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง มีส่วนฆ่าเซื้อโรคได้บ้าง แต่ไม่สามารถป้องกันการเน่าเปื่อยของศพได้ อีกประการนั้น การกรอกเหล้าลงในปากคนตาย ไม่สามารถทำได้ในจำนวนมาก เพราะระบบของร่างการไม่ทำงานแล้ว
สิ่งที่นำมากลบกลิ่นศพอีกอย่างหนึ่งคือ ยาฉุน หรือยาเส้น โดยการนำไปรองพื้นโลงศพ แต่การทั้งหลายก็ไม่สามารถระงับน้ำเหลืองที่ไหลออกจากศพได้ ดังนั้น การจัดการศพในอดีต จึงนำฟูกหรือที่นอนซึ่งยัดด้วยนุ่นมารองพื้นศพแล้วมัดรวบเข้ากับเสื่อต้นปรือ หรือต้นกก
หากผู้ตายเป็นผู้มีฐานะดีก็อาจมีการบรรจุศพไว้ในโลง ซึ่งโลงทำจากไม้กระดาน ตีเป็นโครงรูปกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างแขนยาววา หรือพอเหมาะที่จะนำศพไปบรรจุไว้ข้างใน นำกระดาษแก้วหรือกระดาษสีมาปิดรอบนอกโลงให้ดูงาม บางครั้ง การทำโลงศพอาจมีเพื่อนบ้านบริจาคแป้นหรือกระดานมาร่วมในงาน หรือการเลาะเอากระดานที่กรุฝาเรือน 1-2 แผ่น มาเลื่อยตัดทำโลง เพื่อเป็นเคล็ดว่าได้มอบบ้านอันเป็นที่อยู่ของผู้ตายไปด้วย
หากเป็นชาวบ้านที่อัตคัดเงินทอง ศพก็อาจจะเพียงแต่ห่อด้วยเสื่อหรือฟูกแล้วคลุมด้วยผ้าฝ้ายด้ายดิบ หรือผ้าขาวม้า และถ้าเป็นศพหญิงจะคลุมด้วยผ้าซิ่นซึ่งเป็นของใช้ส่วนตัวผู้ตาย แล้วก็เผาไปพร้อมกับศพ เพราะถือว่าเป็นสมบัติของแต่ละคน ในกาลตต่อมาจึงได้มีวิธีการเลี่ยงเผาผ้าทอที่มีลวดลายอันงดงามพร้อมกับคนตาย โดยการนำผ้าของผู้ตายไปถวายพระ แล้วญาติหรือเจ้าภาพจึงไปขอบูชากลับคืนมา หรือมิเช่นนั้นก็นำผ้าทอนั้น โดยเฉพาะผ้าซิ่นไปห่อคัมภีร์ หรือเอกสารใบลานจารึกเพื่อถวายวัด ขนบอันนี้จึงเป็นที่มาของการใช้ผ้าผืนงามในการห่อคัมภีร์
ปัจจุบัน งานศพของชาวลาวครั่ง มีลักษณะร่วมกันกับชาวไทยทั่วไป กล่าวคือ เมื่อมีคนตาย จะมีการอาบน้ำศพ ประพรมน้ำหอม และหรืออาจมีการแต่งหน้าศพให้ดูดี แล้วสัปเหร่อมัดตราสังสามเปราะ บรรจุเข้าสู่โลง จุดเทียนให้ติดสว่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืนที่เบื้องหน้าโลงศพตลอดช่วงของการตั้งศพบำเพ็ญกุศล ปัจจุบันมีร้านค้าขายโลงศพ จึงไม่ต้องงัดฝาเรือนมาประกอบโลงดังเช่นในอดีต มียาฉีดรักษาสภาพศพมิให้เน่าเหม็นได้ง่าย อีกทั้งวิทยาการสมัยใหม่ มีโลงเย็นให้เช่าหรือบริการ มีเครื่องประดับตกแต่งภายนอกโลงทำให้ดูดี ไม่น่ากลัว จำนวนระยะเวลาที่การตั้งศพบำเพ็ญกุศล ขึ้นอยู่กับฐานะทางครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต หากเป็นครอบครัวใหญ่ มีญาติมิตรจำนวนมาก อาจตั้งศพไว้ 3-7 วัน เพื่อรอญาติมิตรให้มาพร้อมหน้า แต่ถ้าฐานะไม่ดี อาจตั้งบำเพ็ญกุศลไว้เพียง 1-2 วัน
ตลอดระยะเวลาที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านนี้ เรียกว่า “งันเฮียนดี” คำว่า งัน แปลว่า เฉลิมฉลอง ส่วน เฮียนดี หมายถึง เรือนดี จุดประสงค์ของงานก็เพื่อรวมญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียงมาอยู่เป็นเพื่อนกับญาติผู้ตาย เพื่อให้เรือนนั้นไม่เงียบเหงาวังเวง ครั้นเมื่อคนมาร่วมชุมนุมกันมาก จึงมีการทำสำรับอาหารเลี้ยงแขกหรือคนที่มาร่วมงาน นอกจากนี้ก็มีการละเล่นแบบพื้นบ้าน เช่น เล่นหมากฮุก หมากสะกา หมากเสือข้ามตาเว็น แต่ปัจจุบันไม่มีการเล่นดังกล่าวแต่อย่างใด
การเลี้ยงปีเจ้านาย
คำว่า เลี้ยงปี หมายถึง การเซ่นบวงสรวงในรอบปี จะจัดให้มี 1 ครั้ง ส่วนคำว่า เจ้านาย หมายถึง ผีบรรพบุรุษ ผู้ที่เคยบุกเบิกสร้างชุมชนชาวลาวครั่ง จนเป็นบ้านเป็นเมืองในชุมชนชาวลาวครั่งเกือบทุกแห่ง มักมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน เรียกว่า หอผีเจ้านาย หรือศาลเจ้าพ่อ มีสถานะเป็นแหล่งที่สถิตของดวงวิญญาณผีอารักษ์ชุมชน ความเชื่อเรื่องผีเจ้านาย เป็นลักษณะทางวัฒนธรรมอีกประการหนึ่งของชาวลาวครั่ง มีหลักการทางความเชื่อจะเป็นแนวเดียวกันกับความเชื่อเรื่องผีปู่ตา หรือผีตาปู่ของชาววัฒนธรรมลาวในภาคอีสาน หรือผีเจ้านาย/ ผีเจ้าเมืองของชาวไทยใหญ่ หรือของชาวล้านนา
ชาวลาวครั่งมีวรรณกรรมมุขปาฐะอย่างหนึ่ง กล่าวถึงผู้กล้า ที่เรียกในนาม “เจ้านาย” ของชุมชน เป็นไปในลักษณะว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้นำหรือหัวหน้าชาวลาวครั่งในอดีตกาล มีความองอาจกล้าหาญ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ชาวบ้านทั่วไป ครั้นเมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างหอหรือศาลให้เป็นที่สิงสถิต แล้วนำเรื่องราวมาบอกกล่าวแก่ลูกหลานสืบมา
นอกจากมีผีเจ้านายแล้ว ยังมีผู้ช่วยของท่านอีก 1-10 ตน ซึ่งชาวลาวครั่งได้สร้างหอขนาดย่อมไว้ข้างๆ หอประธานหรือหอใหญ่ที่เป็นหอเจ้านาย นามที่เรียกขานผีเจ้านายมีแตกต่างกันไป แต่มักจะมีคำว่า หาญ สิงห์ ขุน ฟ้า อยู่ในคำเรียก เช่น ขุนสิงหา, พ่อเฒ่าสิงห์หาญ, ขุนหาญฟ้าแมบ (ฟ้าแลบ), เจ้าพ่อสิงห์หาญ, เจ้าพ่อแสนหาญ, ขุนแสนคำเมือง, พ่อขุนหาญขวานฟ้า เป็นต้น
เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีเจ้านายของชุมชนชาติพันธุ์ลาวครั่ง ถึงแม้จะหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์โดยแท้จริงไม่ได้ แต่ได้ช่วยให้เห็นร่องรอยของการก่อร่างสร้างชุมชนของชาวลาวครั่งแต่ละแห่ง มีผู้นำคนหนึ่งพร้อมเพื่อนพ้องหรือคนที่ช่วยเหลืองาน หรือคนในกลุ่มเครือญาติเดียวกัน เป็นพี่และน้อง ร่วมกันบุกเบิกสร้างเป็นชุมชน เพราะในประวัติศาสตร์นั้น ชาวลาวครั่งไม่ใช่คนท้องถิ่นแดนสยามโดยกำเนิด แต่เป็นกลุ่มคนที่ต้องอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในดินแดนนี้เพราะเหตุจากการสงคราม ถูกนำมาเป็น “ข้าแผ่นดิน” ให้มาอาศัยอยู่กินเป็นราษฎรของเมืองสยาม จึงต้องหักร้างถางพงสร้างชุมชนขึ้นมาเอง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง คอยขจัดภัยแก้ปัญหาต่าง ๆ ย่อมเป็นที่รวมศรัทธา อีกทั้งเป็นที่เคารพยำเกรงของผู้คนในชุมชน
การแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องผีเจ้านายอย่างเป็นรูปธรรมคือ แต่ละชุมชนหมู่บ้าน/ตำบล มีการสร้างหอ หรือศาลของผีเจ้านาย (ซึ่งมีชื่อแตกต่างกัน) เมื่อถึงเดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ จะมีประเพณีการเลี้ยงผีเจ้านาย โดยแต่ละครัวเรือนจะจัดของมาร่วมงานสังเวย ประกอบด้วย เหล้า น้ำดื่ม อาหารคาวหวาน ไก่ต้ม ไก่เป็น ผลไม้ หมากพลู ยาสูบ บางหมู่บ้านจะรวมเงินจากแต่ละครัวเรือน นำไปซื้อของสังเวยร่วมกัน เช่น ซื้อตัวตุ่น ไก่ หัวหมู (ซึ่งเป็นของเซ่นบวรสรวงตามมาจากการที่ชาวชุมชนหันมาบริโภคหมูแล้ว) และของใช้อื่นๆ ที่ประกอบในพิธีกรรม ถือว่าทุกครอบครัวได้มีส่วนร่วมในงานนี้
เมื่อถึงกำหนดวันงาน ชาวบ้านจะร่วมใจเดินทางไปยังศาลเจ้านาย มีกวาน เป็นผู้ประสานให้คำแนะนำ หรือบอกเล่าให้ชาวบ้านทำสิ่งใดหรือห้ามทำสิ่งใด และจะมีผู้ทรง โดยเรียกว่า ท้าวเทียม หรือนางเทียม เป็นร่างเพื่อเชิญผีเจ้านายมาประทับ บางหมู่บ้าน ได้นิมนต์พระสงฆ์มาร่วมสวดพระพุทธมนตร์เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชาวบ้าน สร้างขวัญกำลังใจในการดำรงชีพ ประกอบภารกิจการงานให้เป็นไปด้วยความราบรื่นเป็นสุข
ชาวลาวครั่งนับถือผีเจ้านายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เมื่อประสบความทุกข์ยาก หรือพบปัญหาที่แก้ลำบาก ก็ไปนบไหว้เพื่อขออำนาจศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยแก้ปัญหา หรือหลีกเลี่ยงภัยพิบัติ และการให้คำมั่นสัญญาว่า หากแก้ปัญหาได้แล้วจะนำสิ่งของมาบวงสรวง การสัญญากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยมีข้อแม้เช่นนี้เรียกว่า บะ หรือ บน บางครั้งก็ใช้ควบกันเป็น บะบน
ตัวอย่างเรื่องที่ชาวลาวครั่งไปบะบนที่หอผีเจ้านาย เช่น ก่อน จะคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ประสงค์ที่จะจับได้ใบดำ ซึ่งไม่ต้องเป็นทหาร, การสอบเข้ารับราชการ ขอให้สมประสงค์, บุตรหลานหรือคนในครอบครัวต้องเดินทางไกล ทั้งในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ขอให้เดินทางปลอดภัย, คนในชุมชนหมู่บ้านแต่งงาน บอกกล่าวให้ผีเจ้านายรับรู้ว่า จะมีเขยใหม่ หรือสะใภ้ใหม่มาเป็นสมาชิกของชุมชน, ของมีค่าสูญหายแล้วขอให้ได้ของคืน, คนในครอบครัวป่วยหนัก ขอให้การรักษาได้ผลดี ฯลฯ เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ ถ้าประสบผลตามปรารถนา จะมีการแก้บะ หรือแก้บนด้วยสิ่งของที่สัญญาเอาไว้
อนึ่ง การเลี้ยงผีเจ้านายนี้ บ้างก็เรียกว่า เลี้ยงปีเจ้าพ่อ หมายถึงเมื่อครบรอบ 1 ปี ก็จะมีพิธีกรรมนี้ นอกจากนี้มีคำอธิบายว่า บะกุ้มปี หรือ บะคุ้มปี คำว่า กุ้ม หรือ คุ้ม แปลว่า ตลอด กล่าวคือ บางคนอาจไปบะบนผีเจ้านายเอาไว้ เรื่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง แล้วยังไม่มีโอกาสจะมาแก้บน ครั้นเมื่อถึงวาระการเลี้ยงประจำปี จึงเป็นโอกาสดีที่จะต้องมาเลี้ยงแก้บน นำสิ่งของเซ่นไหว้มาบวงสรวง จะอ้างว่าไม่มีเวลาไปแก้บนเรื่อยๆ ไม่ได้ การเลี้ยงผีเจ้านาย เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมของชาวลาวครั่ง ที่ประกาศตนหรือแสดงตนว่าเป็นหมู่พวกเดียวกัน เป็นศรัทธาที่ก่อให้เกิดความสามัคคี สร้างความเชื่อมั่น และดำรงความเป็นชาติพันธุ์ไว้ได้
แสดงหอหรือศาลผีเจ้านายตามขนบความเชื่อของชาวลาวครั่ง โดยมีหอใหญ่เป็นประธาน และมีหอย่อย เป็นของทหารผู้ช่วยงานเจ้านาย
ศาลเจ้าพ่อสิงหาญฟ้าแลบ บ้านนา หมู่ที่ 1 ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 8 กันยายน 2563
พิธีกรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานภาพ
การโกนจุก
ในอดีตนั้น ชาวลาวครั่งที่อาศัยในเขตภาคกลางประเทศไทย ได้รับเอาการไว้ผมจุกไปใช้ในสังคมเป็นบางส่วน โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย การไว้จุกนี้เชื่อว่า จะช่วยทำให้เด็กเลี้ยงง่าย ปลอดภัยจากโรคร้ายหรือความเจ็บป่วย แต่มิได้เป็นการไว้ผมจุกทุกคน มีเป็นบางครอบครัวเท่านั้น มูลเหตุของการไว้จุกให้เด็ก เกิดจากความเชื่อที่ว่า เด็กที่คลอดออกมาแล้ว มีอาการเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ สุ่มเสี่ยงต่อการเสียชีวิต การไว้จุกจึงเป็นเคล็ดว่า จะทำให้อายุยืนยาวรอดพ้นจากการป่วยไข้ได้ พ่อแม่หรือญาติที่เชื่อดังกล่าวจึงไว้จุกให้แก่ลูกหลานของตนเอง โดยการเหลือเส้นปอยผมไว้ตรงการศีรษะ หรือค่อนมาทางหน้าฝากเล็กน้อย แต่โกนผมบริเวณรอบศีรษะโดยทั่ว ภาพของคนที่ไว้ผมจุกในสังคมไทยจึงส่อให้ทราบว่า เขาหรือเธอผู้นั้นยังเป็นเด็กอยู่ ครั้นเด็กผู้นั้นเติบโตมาเรื่อยๆ ญาติจะหาวันและฤกษ์ในการจัดพิธีโกนจุก โดยมักจะเลือกช่วงอายุเลขคี่ คือ 5, 7, 9, 11 หรือ 13 ขวบ
พิธีโกนจุกนี้ หลายครอบครัวที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน อาจร่วมกันทำพิธีที่วัด หรือจัดพิธีเฉพาะครอบครัวและญาติมิตรของตนเป็นการเฉพาะก็ได้ เมื่อกำหนดวันที่จะทำพิธีแล้ว เจ้าภาพจะเตรียมกรรไกร มีดโกน เทียนขาว หญ้าแพรก พาน และใบบัวร่วมในพิธี เมื่อพระสวดมนต์บทชยันโต ต่อจากนั้นพระจะเริ่มขลิบหรือตัดจุกออกเพียงเล็กน้อย แล้วจึงให้ญาติผู้ใหญ่หรือพ่อของเด็กผู้ไว้จุกโกนให้เรียบร้อย และประพรมน้ำมนต์ให้ทั้งแก่เด็กและญาติที่มาร่วมงาน ส่วนปอยจุกที่ตัดออกแล้วจะใส่ในพานที่มีใบบัวรองพื้นพาน แล้วนำไปลอยน้ำหลังเสร็จพิธีของงาน
ความสำคัญของพิธีโกนจุก เป็นพิธีกรรมที่เสริมความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวและญาติมิตร อีกทั้งเป็นพิธีการที่ผ่านพ้นวัยเด็ก และนับวันจะก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่ การไว้จุกและการโกนจุกนี้น่าเชื่อได้ว่า มิใช่เป็นของดั้งเดิมที่มาพร้อมกับขนบวัฒนธรรมลาวครั่งจากอดีต แต่เป็นการซึมซับเอาวัฒนธรรมไทยภาคกลางไปใช้ โดยที่ในปัจจุบัน พบว่าในชุมชนลาวครั่งบ้านนา หมู่ที่ 1 ตำบลโพรงมะเดื่อ จังหวัดนครปฐม มีเด็กที่ยังไว้ผมจุกอยู่เพียง 1 คนเท่านั้น
เลี้ยงผีตาแฮก หรือพิธีแฮกนา
การแฮกนา เป็นการเซ่นบวงสรวงผีที่เชื่อว่ามีอยู่ประจำนา เรียกว่า ผีตาแฮก ผีนี้ทำหน้าที่ปกปักรักษาผืนนา ให้ข้าวกล้าเจริญเติบโต มีความอุดมสมบูรณ์ ในช่วงเดือน 6 อันเป็นการเริ่มฤดูทำนา ชาวลาวครั่งจะจัดสำรับเซ่นไหว้ใส่ในกระบะกาบกล้วย ประกอบไปด้วยธูป เทียน หมากพลู บุหรี่ อาหารคาว-หวาน น้ำ เหล้า และมีไก่ต้ม 1 ตัว ซึ่งไก่ต้มนี้ เป็นทั้งเครื่องเซ่นและเครื่องเสี่ยงทาย โดยเจ้าของนาจะนำกระบะเครื่องเซ่นและไก่ต้มไปวางที่แปลงนา แห่งใดแห่งหนึ่งตามที่กำหนด หรือที่เคยทำพิธีนี้มาตั้งแต่เก่าก่อน แล้วกล่าววาจาว่า แม่เจ้าที่นาขอได้มาปกปักรักษาลูกหลานที่จะลงมือทำนาในปีนี้ ขอให้น้ำท่าอุดมบูรณ์ เมื่อไถคราด ขออย่าให้หัก เมื่อปักดำก็ให้ข้าวกล้างอกงาม เมื่อกล่าวบวงสรวงแล้ว เจ้าของนาจะฉีกปากไก่ต้ม โดยดึงปากล่างออกมาเสี่ยงทาย โดยที่ปากไก่ส่วนนี้มีเอ็นอ่อนโค้งงออยู่ 1 คู่ หากเอ็นปากไก่ปีใดโค้งงออ่อนช้อยดี ทำนายว่า ปีนี้จะได้ผลผลิตข้าวมาก แต่ถ้าเอ็นปากไก่ค่อนข้างตรง ทำนายว่า ปีนี้ข้าวในนาจะได้ไม่มาก
อนึ่ง การทำพิธีแฮกนานี้ มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป บางชุมชนนั้นมีการขุดคูนดินที่นาให้มีพื้นที่ 1 ตารางศอก เมื่อนำต้นกล้าที่ถอนออกมาไปปักดำในพื้นที่ 1 ตารางศอกนั้น พร้อมกับเครื่องเซ่นและไก่ต้มเช่นกัน การทำนายโดยใช้คางไก่ก็มีลักษณะคล้ายกัน
การเลี้ยงผีตาแฮก มักทำเมื่อสมัยอดีต และทำทุกครัวเรือนที่มีการทำนาปี (คือ 1 ปีทำนาเพียงครั้งเดียว) ภายหลังมีการทำนา 2 - 3 ครั้ง/ปี ประกอบกับวิทยาการด้านพันธุ์ข้าว ดิน ปุ๋ย น้ำ และย่าฆ่าแมลง เป็นปัจจัยต่อผลผลิตข้าวในนา ทำให้ชาวนาทะยอยละเลิกการเลี้ยงผีตาแฮก อีกทั้งคนเฒ่าคนแก่ที่เชื่อถือและเคารพผีตาแฮกได้ค่อยๆ หมดไปจากสังคมชาวลาวครั่ง ปัจจุบันเรื่องราวการเลี้ยงผีตาแฮก จึงเหลือแต่ความทรงจำของผู้ที่เคยเห็นบุพการีได้ทำให้เห็นผ่านตาเมื่อสมัยที่ตนยังเป็นเด็ก ส่วนการเลี้ยงผีตาแฮกโดยเชื่ออย่างสุจริตหาดูได้ยาก
เทศกาลสงกรานต์
ประเพณีนี้ จัดขึ้นช่วงกลางเดือนเมษายน ชาวลาวครั่งหลายท้องที่ต่างแสดงออกทางประเพณีสงกรานต์แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นของตน เช่น ชาวลาวครั่งบ้านบ่อกรุ ต. บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี มีกิจกรรมตั้งธงสงกรานต์, ชาวลาวครั่งบ้านสระบัวก่ำ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี มีกิจกรรมยกธงสงกรานต์, ชาวลาวครั่งบ้านทุ่งผักกูด ต.ห้วยด้วน อ.ดอนตูม นครปฐม มีกิจกรรมแห่ธงสงกรานต์, ชาวลาวครั่งตำบลห้วยแห้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี มีกิจกรรมแห่น้ำดอกไม้ ฯลฯ จึงเห็นได้ว่า รายละเอียดของกิจกรรมที่จัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ มีผิดแปลกแตกต่างกันไปบ้าง แต่ก็มีจุดร่วมเดียวกัน คือวาระที่ชาวชุมชนได้ร่วมกันสนุกสนาน ได้พบปะและแสดงความเป็นพวกพ้องเดียวกัน โดยมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ และต่างก็ใช้วัดเป็นสถานที่จัดงาน
ตัวอย่างงานสงกรานต์ โดยมีกิจกรรมที่เรียกว่า “แห่น้ำดอกไม้” ของชาวลาวครั่ง ตำบลห้วยแห้ง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีการจัดขึ้นในวันที่ 15 เมษายนทุกปี โดยชาวบ้านจัดหาดอกไม้ที่มีในท้องถิ่น หรือหาซื้อได้ในฤดูกาล ทำเป็นช่อ หรือเป็นซุ้มตั้งบนเสลี่ยงหาม หรืออาจบรรทุกไว้ท้ายรถกระบะในลักษณะคล้ายรถขบวนบุปผาชาติ ขบวนแห่นี้เป็นของแต่ละหมู่บ้านภายในตำบลเดียวกัน
ในขบวนแห่ มีดนตรีบรรเลงด้วยจังหวะที่ครึกครื้น มีชาวบ้านแต่งกายด้วยผ้าหลากสีงามตา ร่ายรำไปตามจังหวะเสียงดนตรี มีขบวนริ้วธงผ้าทอพื้นบ้านร่วมอยู่ในขบวน ระหว่างที่เดินไปในท้องถนน ผ่านบ้านและร้านค้าริมทาง มีผู้สาดน้ำให้เกิดความชุ่มฉ่ำไปตลอดทาง การแห่น้ำดอกไม้นี้ ชาวลาวครั่งถิ่นอื่นอาจเรียกว่า แห่ดอกไม้ (ไม่มีคำว่า น้ำ นำหน้า) แต่หลักความเดียวกัน คือมีการแห่ดอกไม้ไปตามเส้นทางในหมู่บ้าน โดยเตรียมชะลอมขนาดใหญ่เพื่อให้ชาวบ้านริมทางได้นำดอกไม้ของตนมาใส่ในชะลอม บ้างก็มีบาตรสำหรับให้ชาวบ้านร่วมทำบุญโดยการบริจาคเงิน ระหว่างทางมีเด็กๆ และคนหนุ่มสาวเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน
ชาวลาวครั่งบ้านบ่อกรุ ต. บ่อกรุ อ.เดิมบางนางบวช จ. สุพรรณบุรี มีกิจกรรมตั้งธงสงกรานต์ ซึ่งคล้ายกับการแห่ดอกไม้ แต่เป็นการแห่ธง ผ้าที่ทำธงสงกรานต์ เป็นผ้าทอพื้นบ้าน แล้วนำมาร้อยอุบะดอกไม้ หรือทำชายครุย ขลิบริมตกแต่งขอบผ้าให้สวยงาม ระหว่างที่แห่จากบ้านเพื่อเข้าไปสู่วัด มีขบวนกลองยาว มีคนร่วมขบวนออกท่าร่ายรำอย่างสนุกสนาน ครั้นถึงวัดแล้ว ผู้นำขบวนนำดอกไม้และปัจจัยคนร่วมทำบุญไปถวายแด่พระภิกษุ นิมนต์พระสงฆ์มารับของถวาย พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้ชาวบ้านที่ไปร่วมทำบุญ ช่วงเย็นมีการเล่นสาดน้ำกันในบริเวณวัด หรือก่อกองทราย แล้วประดับตกแต่งด้วยดอกไม้
ชาวลาวครั่งนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ปฏิบัติตามความเชื่อลัทธิผี และศาสนาฮินดูอยู่หลายประการ
ในการปฏิบัติกิจที่เนื่องด้วยพุทธศาสนา ชาวลาวครั่งมีการบำเพ็ญบุญกุศลโดยการตักบาตรในตอนเช้า หรือนำอาหารไปถวายพระในตอนเช้า เมื่อถึงวันพระ บางคนงดเว้นไม่ฆ่าสัตว์ หรือไม่ใช้แรงงานวัวควายลากคราดไถ เพราะถือว่าเป็นการทรมานสัตว์ ครั้นเมื่อมีกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ โกนผมไฟ ตาย ก็มักจะโน้มนำเข้าไปหาพุทธศาสนา โดยนิมนต์พระมาสวดในงาน ถือว่าเป็นศิริมงคล นอกจากนี้ ในวาระสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา มักจะมีการทำบุญใหญ่เป็นกรณีพิเศษว่าวันปกติ นอกจากนี้ ชายชาวลาวครั่งยังบวชเป็นภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนของพระศาสดา
ในขณะเดียวกัน ความเชื่อถือเรื่องผีในหมู่ชนชาวลาวครั่งก็ยังคงดำเนินไปพร้อมกับการนับถือพุทธศาสนา เช่น ความเชื่อเรื่องผีเทวดาอารักษ์ การทรงเจ้า การอ้อนวอนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อีกทั้งยังมีความเชื่อทางศาสนาฮินดู ซึ่งศาสนานี้มีพราหมณ์เป็นผู้ปฏิบัติศาสนกิจ แต่การประพฤติตามลัทธิศาสนานี้ ไม่ได้เคร่งครัดมากนัก เพียงแต่นำเอารูปรอย หรือแบบแผนบางประการมาใช้ เช่น เวลาจะสร้างบ้านหรืออาคาร จะเชิญพราหมณ์มาตั้งเสาเอก และทำพิธีดูฤกษ์ยาม ซึ่งพราหมณ์นั้นก็มิได้เชิญจากผู้ที่มีวรรณะพราหมณ์ แต่เป็นหมอดูหรือ ผู้ที่เคยศึกษาบวชเรียนทางพุทธศาสนามาแล้ว แต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาว สื่อนัยว่าเป็นพราหมณ์เจ้าพิธี บางครั้ง หมอสูดหรือผู้ทำพิธีสูดขวัญก็แต่งกายสีขาว ถือว่าเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์
การนับถือศาสนาของชาวลาวครั่ง เป็นไปด้วยความอะลุ่มอล่วย กล่าวคือ เป็นการหยิบเอาบางส่วนของแต่ละศาสนาหรือลัทธิมาปฏิบัติเพื่อให้สอดรับกับความเชื่อและความเป็นอยู่ มิได้มุ่งหมายถือเคร่งจนยากแก่การดำรงความเป็นอยู่ในวิถีวัฒนธรรมของตนเองแต่ประการใด
ความเชื่ออื่นๆ
นอกจากความเชื่อทางด้านศาสนาแล้ว ยังมีความเชื่อปลีกย่อยที่อยู่ในการปฏิบัติตนของชาวลาวครั่ง ความเชื่อปลีกย่อยเหล่านี้ บางประการก็มิได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นแต่เพียงคำบอกเล่าหรือคำสอน หรือข้อห้ามซ่อนคำสอนเอาไว้ ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างกันในสังคมชาวลาวครั่งแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างความเชื่ออื่นๆ เช่น
คนที่นั่งคานกี่ เมื่อถูกกระสวยกระทุ้งตัว จะทำให้หาผัวไม่ได้
การลอดราวตากผ้า ทำให้เสื่อมราศี
การกินเงี่ยนเดนอาหารหรือน้ำจากคนอื่น ทำให้เสื่อมวิชา
ไม่กินอาหารในงานศพ
ขณะที่ทำแกงนางหวาน ห้ามทักถามว่าคัน
ผู้ชายเข้าไปในห้องส้วม เป็นการผิดผี
ฆ่าสัตว์ในวันพระ เป็นบาปหนา
ใช้แรงงานสัตว์ในวันพระ เป็นบาปหนา
เหยียบหมอน จะทำให้เกิดความอัปรีย์
ถ้าถูกฟาดหัวด้วยใบลาน (จารึก) ขี้กลากจะเกิดบนหัว
การด่าพ่อแม่และผู้มีพระคุณ เกิดชาติหน้าปากจะเท่ารูปเข็ม
การทุบตีพ่อแม่และผู้มีพระคุณ เกิดชาติหน้ามือจะเท่าใบตาล
การทำให้พ่อแม่และผู้มีพระคุณเสียใจร้องไห้ จะเป็นบาปติดตัวจนวันตาย
ฯลฯ
จึงเห็นได้ว่า ความเชื่อหลายอย่าง เป็นการปรับมาจากหลักการแห่งคุณธรรม หรืออิงความเชื่อตามลัทธิศาสนาที่ชาวลาวครั่งยึดถือ แต่ตัดเอามาเป็นท่อนเป็นประเด็น เพื่อนำมาบอกสอนให้สมาชิกของครอบครัวให้เป็นคนดี เป็นบุคคลที่พึงประสงค์ในสังคม
ชาวลาวครั่งมีข้อห้ามทางวัฒนธรรมหลายอย่าง ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเหมาะควรทางพฤติกรรม การแสดงออกด้านมารยาท และการปฏิบัติต่อผู้อาวุโส ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ ไม่มีการตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ชาวลาวครั่งจะบอกสอนบุตรหลานภายในครัวเรือน ข้อห้ามเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้ดีมีมารยาท และเพื่อความปลอดภัย เช่น
- ห้ามยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ หมายถึง เมื่อผู้อาวุโสนั่ง ห้ามยืนในระยะประชิดกับผู้ใหญ่
- ห้ามพูดข้ามหัว หมายถึง ห้ามพูดส่งเสียงหรือสื่อสารกับคู่สนทนาโดยมีบุคคลที่สามนั่งหรือนอน หรือทำงานระหว่างคู่สนทนานั้น
- ห้ามส่งของข้ามหัว หมายถึง ห้ามหยิบยื่นสิ่งของโดยมีอีกคนหนึ่งอยู่ใต้การส่งสิ่งของนั้น
- ห้ามข้ามคนเป็น หมายถึง เมื่อมีคนนอนหรือล้มอยู่ ห้ามเดินข้าม หรือกระโดดข้ามคนผู้นั้น
- ห้ามคนหรือควานหาชิ้นอาหารในน้ำแกง หมายถึง เมื่อมีการรับประทานอาหารด้วยกันหลายคน ห้ามใช้ช้อน หรือนิ้วมือ หรือสิ่งอื่นใด จุ่มลงไปในถ้วยน้ำแกงแล้วคนวนเวียนไปมาหลายรอบเพื่อตรวจสอบหาชิ้นอาหาร
- ห้ามกินข้าวแก้มตุ่ย หมายถึง ห้ามตักข้าวคำโตส่งข้าวเข้าปากจนทำให้กระพุ้งแก้มโป่งออกมา จนดูไม่งาม
- ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก หมายถึง เวลานอนจะหันศีรษะไปทิศใดก็ได้ ยกเว้นทิศตะวันตก เนื่องจากสงวนไว้เป็นทิศวางศพ (คนที่นอนหันศีรษะไปทางตะวันตก เปรียบกับคนตาย)
- ห้ามนุ่งผ้า สวมเสื้อกลับด้าน หมายถึง สวมโดยนำข้างในออกด้านนอก แล้วด้านนอกกลับเป็นด้านใน เพราะเป็นการนุ่งผ้าให้คนตาย
- ห้ามเดินลงส้นเท้า หมายถึง เวลาเดินแล้วส้นเท้ากระแทกพื้นเสียงดัง (เนื่องมาจากบ้านลาวครั่งเมื่ออดีต ปลูกยกพื้น พื้นที่ทำด้วยฟากหรือไม้กระดาน เมื่อเดินลงส้นเท้าเกิดอาการสะเทือน ทำให้ผู้ที่อยู่บนเรือนรู้สึกกระเทือนตามการกระแทกส้นเท้าไปด้วย)
- ห้ามแลบลิ้นออกมารับอาหาร หมายถึง เมื่อเวลาส่งอาหารเข้าปาก ห้ามแลบลิ้นออกมาพ้นริมฝีปากเพื่อรับอาหาร
- ห้ามเดินข้ามมีด สิ่ว ขวาน หมายถึง เมื่อมีสิ่งของเครื่องใช้ที่มีคมวางอยู่กับพื้น ห้ามเดินข้าม (เพราะอาจทำให้พลั้งไปเหยียบ และได้รับบาดเจ็บ)
- ห้ามกินอาหารก่อนผู้ใหญ่ หมายถึง หากในครอบครัวมีผู้อาวุโสเป็นประธานบ้าน เช่น ปู่ย่า ตายาย เมื่อจัดสำรับแล้ว รอให้ผู้อาวุโสกินอาหารเป็นประเดิมก่อน แล้วลูกหลานจึงลงมือกินตามในเวลาต่อมา
- ห้ามนำของเหลือเดนเป็นของฝาก หมายถึง เมื่อจะนำสิ่งของใดๆ ไปมอบแก่ผู้อื่น ต้องเลือกของที่ดีมีประโยชน์ โดยไม่นำของที่เหลือกิน กินไม่หมด หรือของที่ต้องการทิ้งไปให้ผู้อื่น
- ห้ามนำสำรับที่คนกินแล้วถวายพระ หมายถึง เมื่อประสงค์จะทำบุญด้วยอาหาร ต้องจัดเตรียมสิ่งของเพื่อการทำบุญโดยเฉพาะ โดยห้ามเจียดหรือแบ่งจากสำรับที่คนกินแล้วนำไปถวายพระ
- ห้ามหญิงแต่งกายที่อวดเนื้อหนังหรือส่วนที่ควรสงวนเข้าวัด หมายถึง เมื่อเวลาหญิงจะเข้าไปในเขตวัด ห้ามแต่งกายหรือสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่บาง สั้น หรือทำให้แลลอดหรือมองเห็นส่วนที่ควรสงวน เพราะจะเป็นข้าศึกพรหมจรรย์ของภิกษุสามเณร
- ห้ามนั่งไขว่ห้างต่อหน้าผู้ใหญ่ หมายถึง ผู้อ่อนอาวุโสทั้งหญิงและชาย ห้ามนั่งไขว่ห้างต่อหน้าผู้อาวุโส หรือต่อหน้าพระภิกษุ ฯลฯ
จึงเห็นได้ว่า ข้อห้ามเหล่านี้ คล้ายกับในสังคมไทยโดยทั่วไปที่ต้องการปลูกฝังให้เยาวชน หรือคนในสังคมมีกิริยามารยาทและพฤติกรรมที่งดงาม นอบน้อม คนทั่วไปที่พบเห็นจะได้เกิดความรักความเอ็นดู เป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของสังคม
การผิดผี
เนื่องจากสังคมชาวลาวครั่ง มีความเชื่อเรื่องผี หรือนับถือผีเป็นหลักเดิมของสังคม อันเป็นความเชื่อแบบบรรพกาล (primitive religion) สะท้อนให้เห็นว่า ก่อนที่ชาวลาวครั่งจะนับถือพุทธศาสนา มีการสถาปนาความเชื่อเรื่องผี หรือเป็น “กฎของสังคม” เพื่อนำมากำกับสังคมให้อยู่เป็นปกติสุข การดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความมีระเบียบ ราบรื่น เพราะศาสนาพุทธ จัดว่าเป็น “ของใหม่”[3] หรือแนวคิดใหม่ของเอเชียและของโลก เมื่อเทียบกับความเชื่อตามสัญชาตญาณของมนุษย์ หรือเทียบกับศาสนาฮินดู ที่มีพราหมณ์เป็นบุคลากรดำเนินกิจกรรมทางศาสนา การกระทำใด ๆ ของสมาชิกในสังคมจึงต้องคอยตระหนักว่าผิดผีหรือไม่ ถ้าทำผิดไปแล้วก็ต้องมีการเสียผี หรือสะสางความผิดด้วยการบวงสรวง หรือสารภาพผิด การผิดผี เป็นหลักการเดียวกันกับสังคมวัฒนธรรมลาวในอีสานที่เชื่อเรื่องขะลำ (หรือ กำ หรือ คะลำ) และสังคมชาวล้านนาที่มีความเชื่อเรื่อง ขึด ตัวอย่างการผิดผี เช่น
หญิงไปแตะต้องกายชาย หรือชายไปแตะต้องกายหญิง โดยที่ไม่ใช่คู่สามีภรรยากัน หรือเป็นลูกหลานของตน ผิดผี
ผู้ชาย (ไม่ว่าจะเป็นพ่อ ลุง ปู่ ตา อาชาย พี่ชาย) เข้าไปในห้องหญิงสาว ผิดผี
คนต่างบ้านต่างครัวเรือน มานอนค้างคืนที่บ้าน โดยที่เจ้าบ้านไม่ไปบอกผีเจ้าเรือน ผิดผี
เด็กๆ วิ่งเล่นหยอกล้อในเปิง (เรือนชั้นใน) ผิดผี
ปัสสาวะรดเสาเรือน ผิดผี
ผู้หญิงผิวปาก ผิดผี
วางสากค้างคาในครก ผิดผี
นุ่งผ้าถุงกลับหัวเป็นตีน กลับตีนเป็นหัว ผิดผี
ฯลฯ
จึงเห็นเจตนาของกฎแห่งการผิดผีนี้ว่า แท้จริงแล้ว เป็นข้อควรละเว้น หรือห้ามกระทำ เช่น ถ้ามีการปัสสาวะรดเสาเรือน จะทำให้กลิ่นปัสสาวะฟุ้งในบริเวณนั้น คนผ่านไปมาก็ย่อมได้รับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์นี้ หรือการใช้ครกตำอาหารในครัวแล้ว ควรล้างครกและคว่ำเอาไว้ ส่วนสากที่ใช้ตำก็ต้องล้างแล้วเก็บเข้าที่ ถ้าตำแล้ววางสากค้างเอาไว้ ไม่นำไปล้าง ก็จะทำให้เศษอาหารหรือเครื่องปรุงติดค้างที่ครก เกิดเป็นความสกปรกหมักหมม แมลงสาบอาจมาแทะเล็ม เป็นต้น
การผิดผีนี้ ถ้าเป็นขั้นรุนแรง ต้องมีพิธีกรรมเสียผี เช่น ชายไปสวมกอดหญิงสาว เมื่อหญิงสาวนำความไปบอกผู้ใหญ่ จะมีการเรียกมาไกล่เกลี่ย โดยต้องนำเหล้า 1 ไห ไก่ 1 ตัว มาประกอบค่าเสียผี การไกล่เกลี่ยนี้ จะกระทำโดยผู้อาวุโสในหมู่บ้านซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของทั้งสองฝ่าย หากยอมความกันไม่ได้ จึงจะให้อำนาจการปกครองของหลวงมาทำหน้าที่ เช่น การแจ้งความตำรวจให้มาจับกุมคุมขัง โดยทั่วไป ชาวลาวครั่งเป็นคนที่รักสงบ ไม่ชอบการเป็นความขึ้นโรงขึ้นศาล การถูกจับนำไปขังคุกจะถูกครหาว่าเป็นคนขี้คุกขี้ตะราง ส่วนฝ่ายหญิงที่เป็นผู้เสียหาย ก็จะได้รับข้อครหาว่าเป็นหญิงไม่บริสุทธิ์ ผู้ชายบางคนในอดีตก็ตั้งข้อรังเกียจ ด้วยข้อจำกัดทางวัฒนธรรมเช่นนี้ บางกรณีฝ่ายหญิงจึงจำใจต้องยอมแต่งงานกับชายที่มากอดกุม เพราะผู้ใหญ่ร้องขอหรือบังคับให้ต้องอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา ปัจจุบัน ความเชื่อเรื่องผิดผี ได้ลดน้อยเบาบางลงไปจากสังคมลาวครั่ง โดยได้ไปใช้หลักการทางวิทยาการสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เหตุผล และสิทธิส่วนบุคคล สิทธิของชุมชนมากกว่าแต่ก่อน แต่เรื่องราวเหล่านี้ ยังอยู่ในความทรงจำของผู้สูงอายุ และยังสามารถเล่าเรื่องราวในหนหลังได้
กวาน
กวาน หรือ กวน ในชุมชนลาวครั่ง คือผู้นำในการทำพิธีทางความเชื่อถือ โดยเฉพาะการเซ่นบูชาผี หรืออารักษ์หลักบ้าน คำว่า กวาน มีความหมายว่าเป็นผู้นำ แต่เดิมใช้กับผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้าน ต่อมาเมื่อสังคมไทยกำหนดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของหมู่บ้านอย่างเป็นทางการว่า ผู้ใหญ่บ้าน คำว่า กวาน อันเป็นคำลาวเรียกแต่เดิมมานั้น ได้เสื่อมคลายลง แต่ก็มีบางชุมชนที่ยังคงใช้คำว่า กวาน โดยหมายถึงผู้นำในการทำพิธีทางความเชื่อ โดยออกเสียงว่า /กวน/
บทบาทและหน้าที่ของกวาน คือเป็นผู้นำในการประกอบพิธี ทำหน้าที่คล้ายล่ามที่สื่อสารระหว่างคนที่เป็นชาวบ้านทั่วไป กับผีหรือเทวดา ในขณะเดียวกับก็เป็นผู้บอกหรือแนะนำให้ต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แก่ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีงาน คล้ายกับมรรคนายกประจำวัดที่เป็นผู้นำพาสวดอาราธนาศีล อาราธนาธรรม กล่าวคำถวายทานแด่พระสงฆ์ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้รู้ในเรื่องธรรมเนียมการจัดสำรับสิ่งของ “เครื่องแต่งแก้” คือชุดที่นำไปเพื่อใช้เซ่นบูชาแก้บนผีหรือเทวดาอารักษ์ ทั้งยังเป็นผู้นำพาไปกล่าวคำกราบไหว้ การทำหน้าที่ของกวาน ไม่มีรายได้ ไม่มีค่าจ้าง แต่ทำหน้าที่เพื่อชุมชน เสียสละทั้งแรงงาน เวลา และความรู้เพื่อรับใช้สังคม สนองกรอบแนวคิดความเชื่อที่นับถือกันสืบมาแต่ครั้งอดีต
การสืบทอดหน้าที่ของกวาน เป็นได้ทั้งชายหรือหญิง ส่วนหนึ่งเป็นการสืบทางสายตระกูล กล่าวคือ ถ้าพ่อหรือแม่ของครอบครัวหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็นกวานประจำหมู่บ้านนั้นมา ภายหลังเสียชีวิตลง ชาวบ้านจะมองหากวานคนใหม่ โดยการเชื้อเชิญให้ญาติของกวานคนเดิม อาจเป็นลูกหรือหลาน หรือน้อง มาทำหน้าที่นี้แทน แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงจิตใจและความสมัครใจของผู้นั้นด้วยว่า ยินดีจะทำหน้าที่กวานสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษหรือไม่ แต่ถ้าหากญาติของกวานคนเดิมไม่มีความพร้อม หรือปฏิเสธการเป็นกวาน ชาวบ้านจะพิจารณามองหาคนที่เหมาะสมจากครอบครัวอื่น โดยพิจารณาถึงวัยวุฒิ ต้องมีอายุพอสมควร หรือตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไป พิจารณาถึงความมีน้ำใจและความเสียสละ เพราะหน้าที่นี้ไม่มีรายได้ รวมถึงพิจารณาถึงความรู้ความสามารถว่าจะทำหน้าที่ได้ รู้ขนบการเซ่นไหว้ดีพอเพียง เป็นต้น
การเป็นกวาน ไม่มีใบแต่งตั้งใด ๆ แต่เป็นการรับรู้กันภายในชุมชนหมู่บ้านหรือตำบลอันเป็นที่อยู่ของชาวลาวครั่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้ ท้องที่ที่มีหอเจ้านาย หรือศาลผีอารักษ์อยู่ มักจะมีกวานประจำชุมชน แต่บางหมู่บ้านที่มีประชากรลาวครั่งอยู่เบาบาง และมีลักษณะเป็นสังคมเมืองมากขึ้นแล้ว ก็อาจจะไม่มีกวานประจำ
หมอสูด
คำว่า สูด หมายถึง สวด หรือการสวด หมอสูด หมายถึงบุคคลที่มีความสันทัดจัดเจนในการสวด เป็นบุคคลสาธารณะในชุมชนที่ช่วยเติมเต็มกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรมของชาวลาวครั่ง การสวด มักจะเป็นงานพิธีทางวัฒนธรรม เช่น การบวช การแต่งงาน การเรียกขวัญ การขึ้นบ้านใหม่ โดยเจ้าภาพจะเชิญหมอสูดไปเป็นเจ้าพิธีในงาน กล่าวบทกลอน คำสวด หรือคำสอน (ขึ้นอยู่กับงาน) โดยบทสวดเป็นภาษาลาวครั่งที่มีการเรียบเรียงให้มีจังหวะ ท่วงทำนองและสัมผัสเสียงสัมผัสคำที่สอดคล้องกัน จัดว่าเป็นความเจริญทางภูมิปัญญาด้านภาษาอีกประการ
โดยทั่วไป หมอสูดเป็นผู้มีวาทะคารมดี มีปฏิภาณดี สามารถเอ่ยความกล่าวเล่าความเป็นไปของบุคคลหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าให้ได้เนื้อหาใจความ คล้ายพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้านที่มีความสามารถตอบโต้กันไปมา โดยยังคงลีลาภาษาที่เป็นบทกลอนหรือร่ายในภาษาท้องถิ่นของตนไว้ได้ สถานภาพของหมอสูดของชาวลาวครั่งมีจำนวนน้อยลงมาก และมีแนวโน้มสูญหายไปจากสังคมลาวครั่ง หมู่บ้านหรือตำบลบางแห่งไม่มีหมอสูด หากเจ้าภาพของงานมีความประสงค์จะประกอบพิธีกรรมที่มีผู้มาสวด จึงต้องเชิญหมอสูดจากชุมชนอื่น
ความเชื่อเรื่องผีเจ้านาย
ความเชื่อเรื่องผีเจ้านาย ควรนับเป็นลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมอีกประการหนึ่งของชาวลาวครั่ง ถึงแม้ว่า หลักการทางความเชื่อจะเป็นแนวคิดเดียวกันกับความเชื่อเรื่องผีปู่ตา หรือผีตาปู่ของชาววัฒนธรรมลาวในภาคอีสาน หรือผีเจ้านาย/ ผีเจ้าเมืองของชาวไทยใหญ่ หรือของชาวล้านนา นอกจากมีผีเจ้านายแล้ว ยังมีผู้ช่วยของท่านอีก 1-10 ตน ซึ่งชาวลาวครั่งได้สร้างหอขนาดย่อมไว้ข้าง ๆ หอประธานหรือหอใหญ่ที่เป็นหอเจ้านาย นามที่เรียกขานผีเจ้านายมีแตกต่างกันไป แต่มักจะมีคำว่า หาญ สิงห์ ขุน ฟ้า อยู่ในคำเรียก เช่น ขุนสิงหา, พ่อเฒ่าสิงห์หาญ, ขุนหาญฟ้าแมบ (ฟ้าแลบ), เจ้าพ่อสิงห์หาญ, เจ้าพ่อแสนหาญ, ขุนแสนคำเมือง, พ่อขุนหาญขวานฟ้า เป็นต้น
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงเวิ้งหรือบริเวณซึ่งกำหนดให้มีบทบาทและหน้าที่เป็นกรณีพิเศษ หากละเมิด ถือเป็นความผิดทางวัฒนธรรม ในสังคมชาวลาวครั่ง มีพื้นที่หลายแห่งที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคนผู้อยู่ร่วมสังคมเดียวกันพึงละเว้น หรือไม่ฝ่ากฎข้อห้าม เช่น
ส้วม หมายถึงห้องนอนของบุตรหรือหลานที่เป็นหญิง โดยเฉพาะเมื่อเธอย่างเข้าสู่วัยสาว พ่อบ้านจะกั้นห้องขึ้นมา สำหรับให้เธอผู้นั้นอยู่เป็นกรณีพิเศษ และมีข้อห้ามความเชื่อทางวัฒนธรรมว่า มิให้ชายใดล่วงล้ำเข้าสู่ห้องนี้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นพี่ชาย น้องชาย ลุง ปู่ หรือแม้กระทั่งพ่อของหญิงผู้นั้น การณ์ดังนี้เพื่อความบริสุทธิ์ทางพรหมจรรย์ของหญิงสาว มิให้มีข้อครหานินทา เว้นแต่ชายผู้แต่งงานเป็นสามีของเธอเท่านั้น
เปิง หมายถึงห้องโถงของเรือนชั้นใน เป็นห้องโล่ง ๆ หรืออาจกั้นเป็นห้องพิเศษขึ้นมาในภายหลังก็ได้ มีสถานภาพเป็นห้องหลักหรือห้องพิเศษที่เจ้าของเรือนที่อาวุโสสูงสุดใช้เป็นที่พักผ่อนหลับนอนในเวลากลางคืน อีกทั้งยั้งเป็นห้องที่มีหิ้งสำหรับเป็นที่เก็บของรักษา หิ้งบูชา และหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน ดังนั้นในห้องนี้ จึงไม่อนุญาตให้แขกต่างบ้าน คนต่างครอบครัวมาพักผ่อนหลับนอน แม้กระทั่งเด็กๆ อันเป็นบุตรหลานของบ้านนี้ ก็ไม่อนุญาตให้มาหยอกล้อวิ่งเล่นส่งเสียงดังโครมครามที่ห้องเปิงนี้โดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืน ถือว่าเป็นผู้มีมารยาททราม และเจ้าของเรือนต้องทำพิธีขอขมาผีเรือน
หอเจ้าพ่อ เป็นอาคารขนาดย่อมที่ปลูกสร้างไว้เพื่อเป็นที่สถิตของวิญญาณผีอารักษ์หมู่บ้านหรือตำบล รวมถึงหอน้อยที่รายเรียงหอเจ้าพ่อซึ่งเป็นหอสมุน ตลอดถึงผืนแผ่นดินและป่าไม้รายรอบหอ ถือว่าเป็นสมบัติของเจ้าพ่อที่ใครจะมาอ้างถือเป็นกรรมสิทธิ์ไม่ได้ นอกจากนี้ยังห้ามการยิงนกยิงสัตว์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในป่าของเขตหอเจ้าพ่อ เพราะถือว่าเป็นสัตว์ของเจ้าพ่อ หากใครมายิ่งหรือทำร้ายสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับภัยพิบัติตามมา
การแสดง
ในสังคมลาวครั่ง ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงในลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับชาวไทยภาคใต้ที่มีหนังตะลุง ชาวไทยภาคเหนือที่มีจ๊อยซอ หรือชาวภาคอีสานที่มีการขับลำของหมอลำ รวมถึงชาวไทยภาคกลางที่มีเพลงฉ่อยหรือเพลงอีแซว
หรือเมื่อเปรียบกับการแสดงปลีกย่อยของกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวแสก มีการแสดงแสกเต้นสาก ชาวพวนมีลำพวน ชาวผู้ไทยมีลำผู้ไทย ชาวไทยโคราชมีเพลงโคราช ซึ่งเป็นลักษณะเด่นทางการแสดง นอกจากนี้ ถ้าเปรียบกับชาติพันธุ์กลุ่มลาวอื่นๆ ก็มีการแสดงของตนที่มีความเป็นเอกเทศ เช่น ชาวลาวถิ่นหลวงพระบางมีขับทุ้มหลวงพระบาง[1] ชาวลาวถิ่นสาละวัน มีการแสดงลำสาละวัน ชาวลาวถิ่นเวียงจันทน์ที่การขับงึ่ม อันเป็นการแสดงออกทางท้องถิ่นและชาติพันธุ์ของตน
การแสดงที่ยังคงรูปรอยแห่งวัฒนธรรมลาวของชาวลาวครั่งคือการฟ้อนประกอบแคน บ้างก็เรียกว่า ลำแคน[2] แต่การแสดงแบบนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในหมู่ชาวลาวครั่งในภาคกลางเท่านั้น ชาวลาวเวียง และลาวโส้ง (ไทยทรงดำ) ก็แสดงด้วยเช่นกัน
[1] เป็นข้อสังเกตย่อยอีกประการหนึ่งว่า ถ้าชาวลาวครั่งอพยพจากหลวงพระบาง น่าจะได้มีการคงค้างทางวัฒนธรรมการแสดง คือการขับทุ้มหลวงพระบางอยู่บ้าง แต่ไม่ปรากฏการแสดงออกเรื่องนี้ในหมู่ชาวลาวครั่งในประเทศไทย
[2] ในภาษาลาวมีการจำแนกคำศัพท์ระหว่าง ลำ และ รำ ออกจากกันชัดเจน กล่าวคือ ลำ หมายถึงการขับหรือร้องเพลงทำนองท้องถิ่น และเรียกผู้ที่มีความสันทัดในการขับลำนี้ว่า หมอลำ ส่วนคำว่า รำ ภาษาลาวเรียกว่า ฟ้อน ดังนั้น การฟ้อนประกอบแคน จึงควรเรียกว่า ฟ้อนแคน ไม่ใช่ ลำแคน อย่างไรก็ดี คำว่า ลำแคน ในความหมายของชาติพันธุ์ลาวครั่ง ลาวเวียง ลาวโส้ง หมายถึงการร่ายรำหรือฟ้อนประกอบเสียงแคน ส่วนการขับร้อง (ลำ) ประกอบเสียงแคนก็ย่อมมีการฟ้อนร่วมด้วยเช่นกัน ภาษาไทยภาคกลางนำคำลาวมาเรียกให้กร่อนเสียงเป็น ลาวแพน และเรียกการร้อง (ขับลำ) และรำ (ฟ้อน) อย่างสนุกหรรษาว่า แอ่วลาว น่าคิดว่าการเล่น แอ่วลาว คงจะมีการเล่นอย่างเอิกเกริกมากในช่วงรัชกาลที่ 4 จนพระองค์ทรงวิตก เกรงว่าการเล่นดังกล่าวนี้จะไปกลบวัฒนธรรมการละเล่นของไทย ถึงขั้นทรงมีหมายประกาศห้ามเล่นแอ่วลาว
ดนตรีดั้งเดิมของลาวครั่ง จากการสอบถามผู้สูงวัยในชุมชนลาวครั่ง ได้ความว่า แต่เดิมนั้น ชาวลาวครั่งมีเครื่องดนตรีเพียงแคน และเครื่องกำกับจังหวะคือกลองหน้าเดียว มีลักษณะอย่างโทนหนังงูเหลือม สิ่ง (ฉิ่ง) สาบ (ฉาบ) และ หมากกั๊บแก๊บ (กรับไม้)
เนื่องด้วยการบรรเลงแคนนั้น สามารถทำได้ทั้งเสียงทำนองและเสียงจังหวะ แม้การบรรเลงแคนเพียงอย่างเดียว ก็สามารถปลุกเร้าอารมณ์ให้เจ้าของวัฒนธรรมลุกขึ้นมาฟ้อนได้ ครั้นเมื่อวิวัฒนาการทางสังคมไทยมีมากขึ้น ในกาลปัจจุบันนี้ สังคมชาวลาวครั่งจึงได้มีการนำเอาพิณ (แต่เดิมเรียกว่า ซุง) มาร่วมบรรเลงในวัฒนธรรมของตนด้วย โดยที่พิณ (ซุง) และแคนเคยใช้บรรเลงในอาณาจักรล้านช้าง ในอาณาบริเวณเขตวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ต่อมาในท้องที่ภาคอีสานของไทย มีพัฒนาการของซุงจากเดิมที่เป็นซุงไม้ขนาดใหญ่ มีเสียงทุ้มกังวาน แล้วทำให้มีขนาดย่อมลงมา แต่ทำให้มีเสียงกระจายโดยติดตั้งอุปกรณ์กระจายเสียงไฟฟ้า ในปัจจุบันนิยมเรียกว่า พิณไฟฟ้า ไม่เรียกซุงดังแต่ก่อน ซึ่งชาวลาวครั่งนำเอาพิณชนิดนี้มาใช้ในวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีการนำเอาโหวด[1]และโปงลาง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่นภาคอีสานมาบรรเลงในกิจกรรมงานประเพณีของชาวลาวครั่ง แต่เครื่องดนตรีดังกล่าวนี้ ไม่แพร่หลายมากนักในหมู่ชนชาวลาวครั่งทั่วไป พบในหน่วยงานการศึกษาที่มีแผนกหรือสาขาด้านดนตรีพื้นบ้าน (ลาว) บ้างประปราย
[1] แต่เดิมนั้น โหวด เป็นของเล่นในวัฒนธรรมลาว โดยการนำไม้ไผ่ซางมาเฉือนให้เฉียง แล้วรวบให้แน่นด้วยการติดขี้สูด (ขี้ผึ้งชันโรง) นำไปแกว่งเหนือศีรษะ ทำให้เกิดเป็นเสียง ต่อจากนั้นก็ดึก (ขว้าง, ปล่อยด้วยแรงเหวี่ยง) ให้ลอยไปในอากาศ ระหว่างที่ลอยพุ่งออกไปนั้นก็เกิดเสียงเช่นกัน ต่อมาจึงมีการพัฒนาจากของเล่นที่ใช้แกว่งให้เกิดเสียง กลายเป็นเครื่องดนตรีใช้เป่า และยังคงเรียกว่าโหวดเช่นเดิม พัฒนาการนี้เพิ่งเกิดมีในช่วงราว 40 ปีเศษนี้เท่านั้น
เพลงที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในภาพรวมคือ บทขับ หรือบทลำ เรียกโดยรวบรัดว่า ลำ แต่ที่เฟื่องฟูเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเป็นบางท้องถิ่น (dialect) เท่านั้น เช่น ขับเชียงขวาง หรือลำพวน, ขับทุ้มหลวงพระบาง, ขับงึ่มแห่งภาคกลางของ สปป.ลาว, ลำสาละวัน, ลำตังหวาย, ลำกลอนของพื้นที่ลาวภาคใต้ เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ ชาวลาวครั่งซึ่งเคยมีบรรพบุรุษจากราชอาณาจักรลาวในอดีต ไม่ปรากฏว่ามีบทเพลงหรือท่วงทำนองขับร้องภาษาท้องถิ่นเป็นของตนเอง ในการละเล่นร้องรำทำเพลงในชุมชนหมู่บ้าน[1] จึงปรากฏแต่การร้องเพลงไทยสมัยปัจจุบัน หรือเพลงลูกทุ่งไทยเมื่ออดีตในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น
อนึ่ง ลาวครั่งบางชุมชน เช่นที่บ้านกุดจอก อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท ได้มีการนำเสนอบทลำ หรือการขับลำประกอบเสียงแคน แต่เป็นในท่วงทำนองภาษาลาวท้องถิ่นอีสาน เป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้ลำ จึงมิได้เป็นบทเพลงหรือท่วงทำนองแห่งชาติพันธุ์ลาวครั่งแต่ประการใด
[1] สัมภาษณ์นายแขวง โชติหา ชาวลาวครั่งโพรงมะเดื่อ นครปฐม เรื่องการมหรสพในชุมชนลาวครั่งเมื่อท่านยังเด็ก หรือราว 70 กว่าปีที่แล้ว ผู้ตอบสัมภาษณ์เล่าว่า มีแต่การขับลำประกอบแคน ซึ่งเป็นการขับร้องบทผญาคลอกับเสียงแคน ไม่มีลิเก โขน ละคร หรือเพลงฉ่อย ลำตัด เลย ส่วนหนังกลางแปลง เพิ่งมีเมื่อราว 50 ปีที่ผ่านมานี้
การร่ายรำ
การรำ หรือร่ายรำ ในภาษาลาวครั่งเรียกว่า ฟ้อน สามารถพบเห็นการฟ้อนในงานขบวนแห่ที่แสดงออกถึงความสนุกหรรษา ความรื่นเริง หรือความสวยงามพร้อมเพรียง มี 2 ลักษณะคือ ฟ้อนเกี้ยว และฟ้อนสวยงาม
ฟ้อนเกี้ยว เป็นการฟ้อนระหว่างหนุ่ม-สาว หรือชายกับหญิง การฟ้อนลักษณะนี้ ฝ่ายชายจะวาดแขนให้โค้งกว้างทำทีดั่งลักษณะการจะโอบรัด หรือกอดกุม แต่ยังคงลักษณะลีลาของการฟ้อน คือข้อมือ ฝ่ามือ มีการพลิกกลับไปมาตามจังหวะเสียงดนตรี ตลอดถึงนิ้วมือ มีการโค้งหรือหรือเหยียดนิ้ว หรือบางครั้งก็มีการกระดิกนิ้วให้ไหวระริก เพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ ฝ่ายชายจะเป็นผู้ฟ้อนต้อนหน้าดักหลัง มีลักษณะแห่งการรุกเร้าเพื่อให้มีโอกาสได้ใกล้ชิดฝ่ายหญิง ส่วนการรำฝ่ายหญิง จะวาดแขนไม่ห่างตัวมาก เป็นอาการป้องปัดเพื่อมิให้ฝ่ายชายมาถูกเนื้อต้องตัวได้ แต่ก็ยังคงลีลาอ่อนช้อยของการฟ้อนเอาไว้
ฟ้อนสวยงาม มักปรากฏกับการฟ้อนที่อยู่ในขบวนแห่ เป็นการฟ้อนในลีลาท่าทางเดียวกันหลายๆ คน พร้อมกับการก้าวขาเดินไปตามจังหวะเสียงดนตรี
หัวใจหลักของการฟ้อนตามวัฒนธรรมลาวก็คือ “ย้อน” เป็นอาการย่อขาช่วงเข่าในลักษณะของการสปริงขึ้นลงให้เข้ากับจังหวะ
นอกจากการฟ้อนทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการฟ้อน หรือการแสดงออกในลักษณะฟ้อน แต่มิได้ฟ้อนโดยขนบธรรมเนียมลาว คือเป็นการ “ดิ้น” หรือ “เต้น” ให้เข้ากับจังหวะดนตรีที่รัวเร็วและเร้าใจ มักพบเห็นได้ในการแห่นาค แห่เจ้าบ่าว หรืองานแห่อื่น ๆ ที่ไม่เน้นรูปแบบสวยงาม เป็นการแสดงออกถึงความสนุกสนาน
แสดงการฟ้อนสวยงาม โดยที่ผู้ฟ้อนจะทำอาการให้มีความพร้อมเพรียงกัน เนื่องในงานจุลกฐินวัดโพรงมะเดื่อ
ย่านถนนหน้าโรงเรียนวัดโพรงมะเดื่อ ต. โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม
ผู้ถ่ายภาพ : นายวีระพงศ์ มีสถาน 24 ตุลาคม 2563
จากสถานะด้านอาชีพและความเป็นอยู่ของชาวลาวครั่งที่ประกอบอาชีพการเกษตร จัดตั้งชุมชนอยู่ในเขตชนบท มีวิถีชีวิตอย่างชาวชนบท ยังผลให้มีการแสดงออกทางด้านการละเล่นที่อิงกับวิถีการเกษตรหรือเครื่องมือในชีวิตประจำวัน เช่น การเล่นผีนางด้ง ผีนางข้อง ผีนางกวัก[1]
การเล่นเกี่ยวกับผีทั้ง 3 อย่างนี้ มีเคล็ดในการเล่นว่า ต้องเป็นอุปกรณ์ (กระด้ง, ข้อง หรือ กวัก) ที่ขโมยมาจากบ้านแม่หม้าย[2] (แล้วจึงนำไปคืนเมื่อใช้เสร็จแล้ว)
ตัวอย่างการเล่นผีนางกวัก
อุปกรณ์ในการเล่น ได้แก่ กวักหวายหรือกวักเปลือกไม้ไผ่[3] ไม้คาน กะลา เสื้อเก่า เชือกปอกล้วย และผ้าแถบ 2 ผืน
การประกอบอุปกรณ์ โดยการนำเสื้อใช้บริเวณปกหลังคอมาคลุมกะลา แล้วขอดเป็นปม (กะลาถูกคลุมด้วยเสื้อ) แล้วนำเสื้อที่มีกะกลาติดอยู่ภายในนั้น ไปแผ่คลุมกวักในแนวตั้ง คล้ายกับการสวมเสื้อให้กวัก ต่อจากนั้นจึงนำไม้คานมาสอดแขนจากด้านซ้าย ทะลุผ่านที่ตาของกวักที่ค่อนไปทางด้านบน แล้วทะลุลอดแขนเสื้อด้านขวา แล้วขยับให้ไม้คานอยู่กึ่งกลางของกวัก ต่อจากนั้นจึงผูกตรึงไม้คาน กะลา และเสื้อให้กระชับกับกวัก
เมื่อประกอบอุปกรณ์เล่นเสร็จแล้ว จะได้สภาพของกวักที่คล้ายกับคนสวมเสื้อ กล่าวคือ มีกะลาหุ้มด้วยเสื้อผูกตึงไว้เหนือสุดของกวัก ทำหน้าที่คล้ายหัว มีไม้คานยาวออก 2 ข้าง คล้ายแขน และมีกวักทรงกระบอกกลมอุปมาดั่งว่าตัวคน
ต่อจากนั้นจัดให้หญิงสาวบริสุทธิ์ 2 คนซึ่งผูกตามิให้มองเห็น ด้วยผ้าแถบคนละผืน (บางชุมชนก็ไม่ผูกตา และบางชุมชนให้หญิงหม้ายแทนหญิงสาวบริสุทธิ์) ให้นั่งยองหันหน้าเข้าหากัน โดยมีกวักที่ประกอบไว้แล้วอยู่ตรงกลาง แขนหรือไม้คานนั้นให้ชี้ไปทางซ้ายและขวา ให้หญิงทั้งสองจับขอบกวักทั้งสองมือ ประคองให้สูงเหนือพื้นราว 1 ฝ่ามือ ช่วยกันยกสลับขึ้นลงคล้ายเขย่า
เมื่อจัดท่าเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านที่รายล้อมจะกล่าวคำร้องเรียกหรือเชิญผีให้มาเข้าสิงที่กวัก เมื่อแรกกวักจะขึ้นลงตามการยก ครั้นเมื่อหลายคนช่วยกันร้องหลายจบ กวักจะมีอาการไหวดุกดิก หรือกระตุกสะบัดไปมาคล้ายเป็นสิ่งมีชีวิต หรือล้มฟาดแขน (ปลายไม้คาน) ไปทิ่มพื้นขวา-สลับซ้าย แสดงว่าผีเข้าสิงแล้ว
ผีที่เข้าสิงนี้ ไม่ใช่ผีที่ชื่อนางกวัก แต่เชื่อกันว่าเป็นผีหรือคนที่เพิ่งตายไปไม่นาน ต้องการมาสื่อสารกับลูกหลาน และการสื่อสารนั้น เป็นการสื่อสารทางเดียว ผู้นำการเล่นจะกล่าวแก่คนทั้งหลายที่ร่วมในบริเวณนั้นว่า ถ้าใช่ ปลายไม้คานจิ้มตะวันออก ถ้าไม่ใช่ ปลายไม้คานจิ้มตะวันตก (ขึ้นอยู่กับผู้นำเล่นจะกำหนด) แล้วจึงเริ่มกล่าวคำถามผีที่สิง เช่น “เจ๊าแม่นแม่คำแม่นบ่” (ท่านคือแม่คำที่ล่วงลับไปแล้วใช่ไหม) เมื่อถามไปแล้ว ก็คอยสังเกตว่า กวักจะดิ้นแล้วปลายไม้คานจะเอนไปจิ้มดินด้านทิศใด ถ้าทิศที่เป็นคำตอบว่าไม่ใช่ ก็ถามชื่อใหม่อีก เช่น “เจ๊าแม่นพ่อต่วนแม่นบ่” (ท่านคือพ่อต่วนผู้ล่วงลับไปแล้วใช่ไหม) ชาวบ้านที่มีญาติสิ้นชีวิตไปแล้ว ต่างก็มาร่วมเล่น เพื่อที่จะได้มีโอกาสสื่อสารกับผู้ที่ล่วงลับ นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า ผีหรือวิญญาณ มีความสามารถหยั่งรู้อนาคต คนที่มาห้อมล้อมร่วมเล่น จึงจะคอยป้อยคำถามแล้วรอฟังผลคำตอบว่าจะใช่หรือไม่ใช่
คำถามที่ใช้เล่นผีนางกวักนี้ จึงต้องเป็นคำถามปลายปิดคือให้พิจารณาว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่, จริงหรือไม่จริง, ถูกหรือไม่ถูก, ได้หรือไม่ได้ นอกจากถามถึงครอบครัวคนที่เสียชีวิตแล้ว ยังถามถึงเรื่องสัพเพเหระต่าง ๆ ทั้งเรื่องของชุมชนและเรื่องส่วนบุคคลได้ด้วย เช่น “เจ๊าอยู่สบายดีบ่” (ตัวท่านที่ล่วงลับเป็นผีไปแล้ว อยู่สุขสบายดีไหม) “นาปีนี้อิดีบ่” (การทำนาปีนี้จะได้ผลดีไหม) “ลูกสาวข้อยจะสอบได้บ่” เป็นต้น หญิงสาวที่แก่นกล้า อาจถามว่า ปีนี้ข้อยอิได้ผัวบ่ ซึ่งสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้มาร่วมการเล่น
การละเล่นแบบพื้นบ้านนี้ นิยมเล่นในช่วงสงกรานต์เวลากลางคืน เพราะเป็นเทศกาลแห่งการพักผ่อน ไม่มีภาระในไร่นา คุณประโยชน์จากการละเล่นนี้ ช่วยเสริมความสัมพันธ์สมาชิกของหมู่บ้าน ได้วิสาสะ สนทนากัน ทักทายและแจ้งข่าวคราวในเรื่องต่าง ๆ แสดงความสามัคคีเป็นพวกพ้อง และแสดงถึงการอยู่ในวัฒนธรรมร่วมกัน
สถานภาพการละเล่นแบบพื้นบ้านดังกล่าวนี้ อยู่ในภาวะวิกฤต กล่าวคือ ในหลายชุมชนได้เลิกเล่น จนหาคนสืบต่อการเล่นไม่ได้ ประกอบกับในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา วิทยาการด้านสื่อบันเทิง โดยเฉพาะโทรทัศน์ ทำให้คนดูละครอยู่ในบ้าน ไม่ต้องการเสียเวลา หรือมีความเป็นปัจเจกสูง ไม่ต้องการสุงสิงกับผู้อื่นถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ยิ่งในปัจจุบันนี้ สื่อบันเทิงทางออนไลน์มีมากยิ่งกว่าเมื่ออดีต อีกทั้งภาระงานที่ต่างคนต่างมี และมิใช่เฉพาะงานในไร่นา จึงทำให้ชาวบ้านไม่ออกจากบ้านมาร่วมสังสรรค์เหมือนเมื่อครั้งอดีต เรื่องการละเล่นแบบพื้นบ้านจึงเหลือแต่ความทรงจำของผู้สูงอายุเท่านั้น
[1] กวัก เป็นอุปกรณ์กรอด้ายที่เป็นไจจากกง (ระวิง) ให้พันรอบกวัก ก่อนจะนำด้ายนี้ไปชักหรือสาวเพื่อค้นหูก หรือการทำด้ายเส้นยืนในการทอผ้าแบบพื้นเมือง
[2] คำว่า หม้าย เขียนตามอักขรวิธีที่สอดคล้องกับระบบเสียงภาษาลาว โดยที่ราชบัณฑิตยสถานกำหนดเขียนว่า ม่าย อนึ่ง คำว่า แม่หม้าย ในวัฒนธรรมลาว หมายถึง หญิงที่สามีเสียชีวิตแล้ว แต่ถ้าหญิงที่เลิกกับสามี เรียกว่า แม่ฮ้าง (แม่ร้าง)
[3] เนื่องจากมีการทำกวักจากไม้เนื้อแข็ง ซึ่งเป็นของใช้ที่พัฒนาขึ้นในภายหลัง ไม่เหมาะในการนำมาเล่นผีนางกวัก เพราะไม่มีช่องหรือตาให้ใช้สอดไม้คาน จึงนิยมเฉพาะกวักที่ทำจากหวายหรือเปลือกไม้ไผ่เท่านั้น
สถานการณ์ทั่วไปของชุมชน สังคม และวัฒนธรรม
ชาวลาวครั่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความขยัน ดำรงชีพและประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก มีความรู้ในด้านศิลปะเชิงช่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทอผ้า ไม่สันทัดในเชิงค้าขาย จึงไม่ค่อยพบเห็นชาวลาวครั่งทำกิจการการค้าขนาดใหญ่การมาอยู่ในแผ่นดินสยามของชาวลาวครั่ง ถึงจะมีวาทกรรมอันชวนให้เชื่อว่าเข้ามาอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร แต่ในสภาวะจริงนั้น คือเหล่าเชลยศึกที่ต้องฝ่าฟันความทุกข์ยาก นับตั้งแต่การเดินทาง สร้างที่อยู่ ทำมาหากินเพื่อเอาชีวิตรอด จนสืบลูกหลานเหลนมาได้จวบจนกระทั่งปัจจุบัน
ระยะเวลาร่วม 200 ปีเศษนั้น เนิ่นนานพอที่จะทำให้ผู้สืบเชื้อสายชาวลาวครั่งคลายความทุกข์ยากของบรรพบุรุษ แล้วเกิดสำนึกความเป็นคนสยามขึ้นมา เพราะถูกห้อมล้อมด้วยปริบทความเป็นคนไทย ประกอบกับกาลสมัยเมื่ออดีต ไม่สู้จะยินดีให้ชาวลาวครั่ง (และลาวชาติพันธุ์ย่อยอื่น ๆ ในภาคกลาง ตลอดถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) แสดงความเป็นตัวตนได้อย่างโดดเด่น ทั้งนี้เพราะบ้านเมืองสยามยังต้องการความเป็นเอกภาพ หลีกหนีความคำว่า “ลาว” เพื่อเลี่ยงการครอบงำของฝรั่งเศส
การกำหนดชื่อเรียกขานผู้คนเพื่อเป็นที่หมายรู้ว่า ต่างจากพวกอื่นอย่างไร จึงมีคำเรียกขานเป็นหมวดหรือเป็นชาติ เช่น เจ๊ก (จีน) แขก มอญ ญวน เขมร ไท ลาว ซึ่งคำเรียกว่า ลาว นี้ ยังอมความไปถึงประชากรทั้งของอาณาจักรล้านช้างและล้านนา เป็นไปคล้ายลักษณะคำกล่าวกึ่งชาวบ้านที่ว่า “กลุ่มคนที่พูดคล้ายไท แต่ไม่ใช่ไท นั่นแหละคือลาว”
จนในระยะ 50 ปีเศษย้อนหลังมานี้ บ้านเมืองของไทยเกิดสภาวะลดหย่อนผ่อนโอนให้คนแต่ละกลุ่มแต่ละลักษณะย่อยได้ลุกขึ้นมานิยามตนเอง จึงเกิดมีการเรียกขานชื่อชาติพันธุ์อย่างยิบย่อยมากขึ้น เช่น กุลา ไทยเบิ้ง ลาวบ้อ ลาวตี้ ไทยขาวลาวพุทธ ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะเป็นชื่อชาติพันธุ์ได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว
คำเรียกขานว่า ลาวครั่ง สันนิษฐานว่า เกิดเพราะเหตุของการถูกกดข่มอำพรางจากการปกครองและการจัดการบริหาร ประกอบกับยุคสมัยปัจจุบัน (หมายถึงช่วงประมาณ 50 ปีเรื่อยมาถึงปัจจุบัน) ที่ชาวไทยท้องถิ่นต้องการหาหรือการสร้างอัตลักษณ์ (identity) การจำแนกตัวตน (identify) และการนิยามตัวตน (definition) ว่า กลุ่มตนมีความเด่น ความพิเศษ แปลก แตกต่างหรือการที่กลุ่มอื่นไม่มีเหมือนตนอย่างไร จนเกิดการแข็งตัวหรือการเกิดมีตัวตนขึ้นมาจริง (concrete) ทางคำเรียกและความหมาย
เมื่อศึกษาในภาพกว้างนั้น พบว่า ลาวครั่งมีหลายสิ่งไม่ต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์ลาวในภาคกลาง หรือชนเผ่าลาวด้วยกัน โดยเฉพาะลาวเวียง และลาวอีสาน ตัวอย่าง เช่น การกล่าวว่า ใช้ครั่งย้อมผ้า เป็นลักษณะเด่นของชาติพันธุ์ลาวครั่ง แต่ชนเผ่าลาวใช้มาเนิ่นนานแล้ว จนถึงขั้นเกิดเป็นคำสอนในวรรณกรรมลาว เพียงแต่ไม่นำมาอ้างว่าเป็นข้อเด่นทางชาติพันธุ์, การถือว่า ไข่ผำ เป็นอาหารของชาติพันธุ์ ซึ่งไข่ผำนี้ ชาวอีสาน ชาวไทยถิ่นเหนือ รวมถึงชาววัฒนธรรมเขมร หรือเขมรถิ่นไทย ก็บริโภคเช่นกัน และไม่นำมาอ้างว่าเป็นข้อเด่นทางชาติพันธุ์ ฯลฯ
เกณฑ์หลักที่ชาวท้องถิ่นใช้เรียกหรือแยกกลุ่มลาวออกจากกันคือ สำเนียงภาษา เช่น ภาษาลาวเวียง ลาวครั่ง ลาวโส้ง พูดสำเนียงต่างกัน ถึงกระนั้นก็ดี ยังมีหมู่ชนที่พูดสำเนียงอย่างชาวลาวครั่ง แต่ไม่นับตนเองเป็นคนลาวครั่งก็มี เช่น ที่อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์, อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์, ชาวลาวหลวงพระบาง หรือชาวไซยะบุรี ก็ไม่นับว่าตนเป็นคนลาวครั่ง อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มเพื่อเรียกขานเป็นชาติพันธุ์ลาวครั่งนี้ เป็นการสร้างทื่ยืนในสังคมไทย[1] สถาปนาความมีตัวตนขึ้นมาให้เป็นที่รับรู้และเรื่องราวให้น่าสนใจ
สถานการณ์ที่เป็นอยู่และกำลังดำเนินต่อไปในกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง คือจำนวนประชากรที่ซึมซับรับรู้ และปฏิบัติตนในฐานะเป็นคนในชาติพันธุ์ลดน้อยลง สาเหตุจากระบบการศึกษาที่ผู้เรียนคือเยาวชน ต้องเรียนตามหลักสูตรและวิทยาการแผนใหม่ บ้างก็ต้องออกนอกพื้นที่วัฒนธรรมลาวครั่ง ไปเรียน ไปทำงาน ย้ายตามคู่สมรส หรือการสมรสกับคนที่ต่างวัฒนธรรม เป็นต้น ทำให้ไม่ดำรงสถานะความเป็นชาติพันธุ์ดังเก่าก่อน และอีกสาเหตุหนึ่งคือ แนวคิดอย่างปัจเจก ที่คนมีสิทธิคิดต่าง ไม่ทำตาม และมองไม่เห็นความจำเป็นต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรมดั้งเดิม
ความเชื่อ การกระทำ การปฏิบัติตามประเพณี ตลอดถึงพิธีกรรมหลายอย่าง ถึงจะได้รับการสรรเสริญยกย่องว่าเป็นสิ่งดี มีคุณค่า แต่ก็ไร้การปฏิบัติ เช่น การกล่อมลูก การละเล่นแบบพื้นบ้าน หากจะมีการปฏิบัติอยู่บ้างก็เป็นแต่ในนามของการสาธิต หรือทำให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงเล็กน้อย หรือกรณีการสวมเสื้อผ้าชาติพันธุ์ ก็เป็นเพียงการสวมอวดแขก ต้อนรับแขกในวาระพิเศษเท่านั้น ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน
สภาพเศรษฐกิจ
การประกอบอาชีพของชาวลาวครั่ง ยังคงดำรงชีพและมีรายได้จากการเกษตร สภาพภูมิลำเนาของชาวลาวครั่งในภาคกลาง จัดว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับชาวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย กล่าวคือ ดินมีความชุ่มชื้น อุ้มน้ำ เหมาะแก่การปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี บางแห่งมีระบบชลประทานเข้าถึง มีแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้ชุมชนได้ใช้สอยเพื่อการเกษตร มีทั้งการทำนาลุ่มและนาไร่ ขึ้นอยู่กับทำเลของแต่ละชุมชน
ในปัจจุบันนี้ อาชีพเสริมที่ค่อนข้างเป็นปึกแผ่นอย่างเห็นได้ชัดของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง คือการทอผ้าจำหน่ายเป็นรายได้รองจากการเกษตร ประกอบกับในปัจจุบัน ระบบการสื่อสารออนไลน์มีประสิทธิภาพมาก จึงทำให้เกิดการค้าขายทางไกล โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งร้านค้าที่ต้องอาศัยพื้นที่ทางกายภาพ
นอกจากนี้ เยาวชนหรือประชากรที่มีบรรพบุรุษลาวครั่ง ได้รับการศึกษาอย่างสมัยใหม่ ทำให้เกิดการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากกว่าในอดีต เช่น เป็นพนักงานห้างร้าน พนักงานบริษัท เป็นข้าราชการ รวมถึงอาชีพอิสระตามความรู้ที่เรียนมา จัดได้ว่า สภาพเศรษฐกิจในสังคมชาวลาวครั่ง โดยภาพรวมไม่แร้นแค้นนัก ประกอบกับการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง จึงทำให้มีพออยู่พอกินเสมอมา
การเมืองการปกครอง
ชาวลาวครั่งเป็นประชากรไทย กลุ่มคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน รักสงบ และขยันหมั่นเพียร และอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงไม่พบว่ามีชาวลาวครั่งที่รวมกลุ่มแข็งขืนฝืนอำนาจรัฐ หรือก่อความวุ่นวายกระด้างกระเดื่องในสังคม และในทางตรงกันข้าม ชาวลาวครั่งกลับเป็นหมู่ชนที่มีน้ำใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม ดังจะพบว่า เมื่อทางการร้องขอความร่วมมือในกิจกรรมใด ๆ อันเป็นประโยชน์แก่การสาธารณะ ชาวลาวครั่งมักให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
นโยบาย และการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน
รัฐบาลในสมัยปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ได้แถลงนโยบายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชาติพันธุ์ไว้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ในนโยบายที่ 3 ว่าด้วยการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ข้อที่ 3.4 กล่าวว่า “สร้างความรู้ความเข้าใจในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน ยอมรับและเคารพในประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติที่มีความหลากหลายในลักษณะพหุสังคมที่อยู่ร่วมกัน โดยสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศควบคู่กับการส่งเสริมสร้างสรรค์งานศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นสากล เพื่อการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก”
หมวดที่ 16 การปฏิรูปประเทศ ข้อ 11. กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ในมาตราที่ 70 กล่าวว่า “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบสุขเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขอนามัย”
ดังกล่าวนี้ เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ให้ทราบว่า ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญเกี่ยวกับชาติพันธุ์ในฐานะเป็นนโยบายเพื่อนำไปใช้บริหารจัดการให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ครั้นนโยบายนี้สะพัดไปสู่การบริหารทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น อันได้แก่จังหวัด อำเภอและตำบล นโยบายเกี่ยวกับชาติพันธุ์อาจจะไม่ได้รับการกล่าวถึงโดยตรง แต่เป็นในนามของชุมชน ท้องถิ่น เช่น “เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรการท่องเที่ยวในตัวเอง บ่งบอกถึงอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการท่องเที่ยวที่นำเสนอองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวจากสภาพความเป็นอยู่ของวิถีชุมชน คงเอกลักษณ์ไว้ซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมของคนในชุมชนที่มีคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวที่ยังคงเหลือไว้จนถึงปัจจุบัน”
ภาษาหรือถ้อยคำในเอกสารเกี่ยวกับนโยบายจึงเป็นคำกล่าวโดยกว้างและโดยรวม เพื่อให้ครอบคลุมกับโครงการที่จะเกิดขึ้นโดยอยู่ภายในกรอบแห่งนโยบายนี้ การยอมรับและส่งเสริมเรื่องราวชาติพันธุ์ในท้องถิ่น กลายเป็นกระแสความนิยม หรือการชูให้เป็นเรื่องเด่น ดังจะพบว่า หลายท้องที่การปกครอง ทั้งในนามของจังหวัดหรือของอำเภอ ต่างใช้ประเด็นของจำนวนกลุ่มชาติพันธุ์มาเป็น “จุดขาย” ก่อให้เกิดการท่องเที่ยว การผลิตสินค้าท้องถิ่น และสร้างรายได้
ผลที่เกิดจากนโยบายและการพัฒนา
นโยบายของรัฐต่อชาติพันธุ์ มีผลอยู่บ้างในฐานะที่ได้รับกล่าวถึงในเอกสารการแถลงนโยบาย แต่ในด้านการปฏิบัติ ยังไม่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัด กล่าวคือ ชาวลาวครั่ง (รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ) ต้องขวนขวายช่วยเหลือตนเอง เพื่อให้เกิดชื่อเสียงและเกิดการรับรู้ในหมู่สาธารณชนวงกว้าง เช่น การมุ่งมั่นในเรื่องการทอผ้า เป็นการสั่งสมที่ต่อเนื่องกันมายาวนานโดยตัวของบุคคล หรือคณะบุคคลชาวชาติพันธุ์เอง มิได้เป็นผลจากนโยบายของรัฐที่หล่อหลอมหรือสร้างให้เกิดขึ้น รัฐและองค์กรภายนอกอาจแสดงการยอมรับโดยการประกาศเชิดชู ให้เกียรติ ให้โล่ ให้รางวัล หรือขึ้นป้าย แก่เจ้าของผลงาน หรือแก่ชุมชนเป็นรายกรณี
ผลที่เกิดจากนโยบายอีกประการหนึ่ง คือการให้ทุนหรืองบประมาณเพื่อการดำเนินกิจกรรม เช่น ให้ทุนจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ทุนการจัดงานประเพณี ทุนเป็นค่าอาหารหรือค่าเดินทางของชาวชาติพันธุ์ที่ต้องเข้าร่วมในงานพิธีที่มีแขกคนสำคัญมาในงาน เป็นต้น
ดังกล่าวนี้ จึงเห็นได้ว่า นโยบายของรัฐ ไม่ได้มีส่วนโดยตรงที่จะดำเนินการส่งเสริมหรือพัฒนาชาติพันธุ์ลาวครั่งอย่างเป็นแบบแผน เพียงแต่เป็นการอุดหนุน หรือสนับสนุนความช่วยเหลือด้านการเงินเป็นรายคาบหรือครั้งคราว นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับผู้บริหารองค์กรปกครองชุมชนบางวาระอีกด้วย กล่าวคือ ถ้าผู้บริหารเห็นความสำคัญหรือมีความสนิทกับชาติพันธุ์ใดเป็นพิเศษ อาจพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของชาติพันธุ์นั้น แต่ถ้าผู้บริหารที่ไม่สนใจงานชาติพันธุ์ กลุ่มชาติพันธุ์ในท้องที่นั้นก็อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุน เป็นต้น
[1] เหตุที่กล่าวดังนี้ เพราะการกำหนดชื่อเรียกว่า ลาวครั่ง ต่างจากการมีชื่อเรียกของ แสก พวน หรือ ผู้ไท เนื่องจากไม่เคยมีมาแต่เดิม หลักฐานที่พาดพิงโดยตรงไม่มี แม้แต่ชื่อลาวพูคัง ก็ไม่อาจยืนยังได้ว่า เป็นกลุ่มลาวเดียวกันกับปัจจุบันนี้หรือไม่ แต่การเรียกว่า ลาวครั่ง ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย แต่ไม่มีใน สปป.ลาว
เครือข่ายสังคมออนไลน์
วิทยาการด้านการสื่อสาร เช่น สมาร์ทโฟน และระบบเครือข่ายการสื่อสารออนไลน์ (internet) ยังผลต่อการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับชาติพันธุ์ค่อนข้างสูง เพราะเป็นการรับและส่งสารได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ในหมู่ผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก/สมาชิกสภาตำบล (อบต.) ตลอดถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ต่างใช้ประโยชน์จากสังคมออนไลน์กันเป็นส่วนมาก กล่าวคือ มีการตั้งกลุ่มเฉพาะของตน ในการจัดการบริหาร เช่น การส่งสารเพื่อขอความร่วมมือ ความช่วยเหลือในด้านวัฒนธรรม อย่างการที่ชุมชนหนึ่งจะจัดงานประเพณีขึ้น และเพื่อให้งานมีความเอิกเกริกดูยิ่งใหญ่และสนุกสนาน จึงได้เชิญชวนให้ผู้นำชุมชนอื่นที่เป็นชาวลาวครั่งด้วยกัน หรือกลุ่มชาติพันธุ์ลาวอื่น ๆ ที่เป็นเครือข่ายสื่อสาร ได้เข้ามาร่วมงาน ด้วยลักษณาการนี้ จึงพบเห็นอยู่เสมอว่า เมื่อมีกิจกรรมงานบุญที่วัดในพื้นที่ลาวครั่งแห่งใดแห่งหนึ่ง จะมีลาวครั่งจากท้องถิ่นอื่น รวมถึงชาวลาวเวียง ลาวโส้ง มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก เป็นการรวมกลุ่ม ผนึกกำลังกันในฐานะชาติพันธุ์ลาว
ในอีกลักษณะหนึ่ง การมีสื่อออนไลน์ที่ฉับไว ได้มีการส่งขึ้น (upload) ซึ่งข้อมูล ข้อความ ภาพ เสียง วีดิทัศน์ เข้าสู่ระบบสื่อสาร โดยไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองหรือปรับปรุง (edit) จากผู้ที่ชำนาญการอย่างแท้จริง อีกทั้งข้อมูลหลายอย่างเป็นข้อมูลเฉพาะท้องถิ่น เฉพาะบุคคลไม่สามารถแทนค่าความเป็นชาติพันธุ์ลาวครั่งทั้งหมดได้ ถ้าผู้รับสื่อไม่ตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ก็อาจทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชาติพันธุ์ลาวครั่งที่ไขว้เขวได้
พื้นที่ต้นแบบในการจัดการชุมชน
ด้านการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม
ศิลปะการทอผ้า
การฟื้นฟู หมายถึงการทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิม ให้เกิดการกระเตื้องขึ้นจากเดิมที่ซบเซา หรือที่เงียบหายไปจากการรับรู้
การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของชาวลาวครั่งนี้ อาจเป็นผลจากการระดมศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งภาษาและวัฒนธรรมเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดควบคู่กันแม้ว่าจะเป็นศาสตร์คนละแขนง กล่าวคือ คำศัพท์ในภาษา ช่วยบ่งบอกถึงวัฒนธรรมการเรียกขานสิ่งของเครื่อใช้ในวัฒนธรรม ภาษาใดภาษาหนึ่งย่อมจะมีคำเรียกขานคำศัพท์ที่เป็นแบบฉบับของตนเอง หรือเรียกร่วมกันกับภาษาที่ร่วมตระกูล
ศิลปะของชาวลาวครั่งที่ค่อนข้างจะได้รับการกล่าวถึงมากเป็นพิเศษในระยะ 20 กว่าปี มานี้ คือเรื่องศิลปะการทอผ้า และการทำผ้าซิ่นตีนแดง เนื่องจากชาวลาวครั่งนิยามตนเองว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่นำเอาครั่งมาย้อมด้ายหรือผ้าให้เป็นสีแดง พร้อมกับการนำเสนอผ้าทอของชาติพันธุ์ที่เป็นสีแดง เกิดการโน้มนำทำให้เข้าใจว่า ผ้าย้อมครั่งหรือย้อมสีแดง เป็นแบบฉบับของชาวลาวครั่งการนำเสนอดังกล่าวนี้ ช่วยให้เกิดความเฟื่องฟู รับรู้และต่อยอดการทอผ้าซึ่งก่อนหน้านี้มีความซบเซา เพราะไม่ได้รับการกล่าวถึงหรือบ่งชี้ถึงคุณค่าของผ้าทอ
การฟื้นฟูเรื่องผ้าทอลาวครั่ง เกิดจากกลุ่มผู้สนใจเรื่องผ้าทอ หรือผ้าพื้นเมือง ตลอดถึงนักสะสมผ้า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเยี่ยมเยือนเรือนถิ่นชาวลาวครั่ง ได้มีการนำข้อมูลขึ้นสู่ระบบสื่อสารสากล (internet) ทำให้กลุ่มคนในเครือข่ายและนอกเครือข่ายสามารถรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นอันมาก เมื่อเกิดความต้องการผ้าทอในรูปแบบลาวครั่ง จึงเกิดมีตลาด เกิดการซื้อขาย เกิดการเรียนการสอนทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ
วัตถุวัฒนธรรม
การฟื้นฟูอีกประการหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง คือการรวบรวมและจัดแสดงของใช้ในวิถีวัฒนธรรมเดิม ซึ่งนำเสนอในรูปแบบของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านลาวครั่ง
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2544 กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาศิลปวัฒนธรรมไว้ว่า “ข้อ 3. การพัฒนาและสร้างความภาคภมูิใจในศิลปวัฒนธรรมไทย โดย 3.1 สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐและท้องถิ่นในการทำนุบำรุงสร้างสรรค์ และพัฒนาโบราณสถาน พิพิธภัณฑสถาน หอสมุด ฯลฯ”[1]
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สังคมไทยเกิดความตื่นตัวในเรื่องการจัดทำหรือสร้างพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่นกันมากขึ้น ถึงขั้นมีแนวทางว่าจะให้มีพิพิธภัณฑ์ตำบล ที่คล้ายกับผลิตภัณฑ์ประจำตำบล แต่สุดท้ายงานพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวก็ไม่สามารถเป็นรูปธรรมได้อย่างแท้จริง ซึ่งมีปัจจัยทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และความรู้ ตลอดถึงบุคลิกของสังคมไทยในภาพรวม ไม่ใช่เป็นสังคมไทยที่เสพความรู้จากพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งยังมีทัศนะว่า พิพิธภัณฑ์คือที่เก็บของเก่า ด้วยทัศนะลักษณะนี้ จึงมีการปรับคำเรียกขานจาก พิพิธภัณฑ์ เป็น ศูนย์เรียนรู้ หรือเป็นชื่ออย่างอื่น
กระนั้นก็ดี ในชุมชนลาวครั่ง (รวมถึงชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ) ยังมีผู้ที่เห็นคุณค่าของวัตถุวัฒนธรรม เช่น เครื่องมือการเกษตร เครื่องจักสาน เครื่องมือดักสัตว์ เครื่องมือของใช้ในชีวิตประจำวันในอดีต จึงได้ถวายของที่มีอยู่ในครัวเรือนของตนแก่วัด หรือมอบแก่ส่วนกลาง วัดจึงกลายเป็นแหล่งที่สะสมของเก่า ของโบราณ หรือของที่เลิกใช้แล้ว อันเป็นจุดกำเนิดพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน (ในวัด) การเก็บของเก่าเลิกใช้ที่คนนำมาถวายวัด เป็นไปตามอัตภาพ ถ้าผู้นำชุมชนและเจ้าอาวาสเอาใจใส่ ก็จะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาบ้าง แม้ไม่รู้หลักการจัดทำพิพิธภัณฑ์ ยังได้อาศัยไถ่ถามผู้รู้ และนักวิชาการให้มามีส่วนร่วมในการพัฒนา
ระยะประมาณ 20 ปีที่ผ่านมานี้ ในชุมชนลาวครั่ง จึงมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านลาวครั่งเกิดขึ้นหลายแห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช่น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นชาติพันธุ์ลาวครั่ง วัดทุ่งผักกูด ตำบลหวยด้วน อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม, ศูนย์เรียนรู้ลาวครั่งหนองหัวช้าง ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม, พิพิธภัณฑ์ลาวครั่ง บ้านกุดจอก ตำบลกุดจอก อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท, ศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญา พิพิธภัณฑ์ลาวครั่งบ้านลำเหย ตำบลลำเหย อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านลาวครั่ง นับว่าเป็นการฟื้นฟู และรักษาวัตถุวัฒนธรรมเอาไว้ หรือชะลอความเสื่อมสูญสิ่งของเหล่านี้เอาไว้ให้นานมากขึ้น
ด้านการท่องเที่ยวชุมชน
ในปัจจุบัน กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง เป็นที่รับรู้ในสังคมมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่สนใจงานด้านสิ่งทอ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยที่ชุมชนลาวครั่งหลายแห่งได้สร้างเรื่องราวให้เป็นจุดสนใจ มีการนำข้อมูลเรื่องราวของชุมชนตนขึ้นสู่ระบบสื่อสารสากล เช่น งานประเพณี งานบุญ งานผ้าทอ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่สืบเนื่อง มีการจัดทำเว็บบล็อก เว็บไซต์ เฟชบุ๊ค รวมถึงไลน์ เชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวในท้องที่ของตน ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจสามารถไปร่วมกิจกรรม เที่ยว ดูงานได้สะดวกขึ้น
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเข้าร่วมงาน หรือไปเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวลาวครั่ง ได้นำข้อมูลภาพถ่ายและวีดิทัศน์ตามที่ได้ประสบออกเผยแพร่เช่นกัน จึงเป็นการเสริมแรงทั้งฝ่ายเจ้าของวัฒนธรรมและฝ่ายนักท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนลาวครั่งเป็นอีกหมุดหมายหนึ่งในการเที่ยวภายในประเทศ
[1] แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 จาก
https://www.nesdc.go.th/ewt_w3c/ewt_dl_link.php?filename=develop_issue&nid=3783 เข้าถึงข้อมูลเมื่อ 30 ตุลาคม 2563
| Access Point |
|---|
| No results found. |
ลาวครั่ง มีอัตลักษณ์สำคัญคือการทอผ้า โดยเฉพาะการย้อมเส้นด้ายให้เกิดสีแดงด้วยครั่ง การมอผ้าและการทอตีนจกด้วยลวดลายอันวิจิตร ถือเป็นองค์ความรู้เฉพาะของชาวลาวครั่ง ถึงแม้ปัจจุบันจะหาครั่งเพื่อย้อมผ้าไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องใช้สีเคมีสังเคราะห์ทดแทน แต่ชาวลาวครั่งยังนิยมย้อมผ้า หรือสวมใส้ผ้าถุงที่มีสีแดงครั่งตามอัตลักษณ์ของตนเอง