กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มอญ
  • ชื่อเรียกตนเอง : มอญ รมัน รามัญ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ตะลาย ตะเลง
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษามอญอยู่ในสายโมนิก (Monic branch) ของตระกูลมอญ - เขมร (Mon – Khmer family) ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic phylum) โดยตระกูลภาษาดังกล่าวมีอายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว
  • มิติทางประวัติศาสตร์ :

              ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง คนมอญนิยมเรียกตนเองว่า “ มอญ ” (Mon) หรือ “รมัน” หรือ “ รามัญ ” (Rāmañ) ตามชื่อประเทศของตน คือ “ รามัญญเทส หรือ รามัญประเทศ (Rāmaññadesa ) อันเป็นคำเรียกขานประเทศมอญในตอนขึ้นต้นคาถาภาษาบาลี ตามที่ปรากฎในจารึกกัลยาณี (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกาญจนี ละอองศรี, 2541, หน้า 14 ; พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า8)  ส่วนฉบับภาษามอญก็มีคำว่า “ระฮ์รมัน” (Rah Rman) ซึ่งหมายถึงอาณาเขตของประเทศมอญทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ พะสิม (Bassein) หงสาวดี (Pegu) และเมาะตะมะ (Martaban)  คำว่า “มอญ” (Mon) นั้น ซี.โอ แบลกเดน (C.O. Blagden) นักปราชญ์ทางภาษาท่านหนึ่งกล่าวว่าเป็นคำ ๆ เดียวกับคำว่า “รามัญ” (Rāmañ) (Blagden, 1941, pp.59 – 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14 )  แต่ในจดหมายเหตุของมอญเช่นใน Pegu Chronicles จะใช้ Man ซึ่งเป็นรูปคำเก่าแทน และถ้าสืบกลับไปในจารึกสมัยกลางจะพบรูป Rman ตัว R ข้างหน้ารากคำเป็นอุปสรค (prefix) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมาในภาษาปัจจุบัน อุปสรรคนี้ได้หายไป และเวลาอ่านคงจะออกเสียงเป็น Remán (รมัน)  โดยเน้นที่พยางค์ท้าย  และในที่สุดก็เพี้ยนมาเป็นมอญ  ส่วนคำว่า “ รามัญ ” (Rāmañña)  เป็นรูปที่บัญญัติขึ้นจากรูป Rman เพื่อใช้ในภาษาบาลีในสมัยที่ยังนิยมใช้ ñ ลงท้ายแทน n และดึงให้เข้าตามกฎภาษาบาลี (ที่ว่าด้วยตัวสะกด ตัวตาม) โดยการซ้อน ñ อีกตัวหนึ่งแล้วเติม a ข้างท้าย จึงได้รูป Rāmañña   ส่วนความหมายนั้นคงจะมี แต่ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด  ชาวมอญบางคนได้อธิบายว่า ชื่อประเทศของตนมีความหมายว่า เป็นที่หนึ่ง ในแง่ที่ว่าพวกเขาเป็นที่หนึ่งในมนุษยชาติ (the first of mankind) บางคนกล่าวว่า “ มอญ ” แปลว่า ผู้นับถือพระรามปางพระนารายณ์ เรียกกันว่า รามา แล้วเลือนเป็น “ รามัญ ” เรียกเร็วเป็น “ รามอญ ” ภายหลังตัดคำหน้าให้สั้นเข้าเป็น  “ มอญ ” (Blagden, 1941, p. 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14 ) 

              ปัจจุบัน ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในชุมชนมอญในประเทศไทยยังนิยมเรียกตนเองว่า“ชาวไทยรามัญ” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8, 22)  คำว่า “มอญ” ส่วนใหญ่คนมอญมักจะใช้ในการสื่อสารในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นการสื่อสารกันภายในกลุ่ม  ส่วนคำว่า “รามัญ” หรือ “ไทยรามัญ” มักจะใช้ในการสื่อสารแบบทางการ โดยสังเกตได้อย่างชัดเจนจากชื่อของกลุ่มองค์กรของคนมอญ อาทิเช่น สมาคมไทยรามัญ สมาพันธุ์ชาวไทยเชื้อสายรามัญ จ.ปทุมธานี และมูลนิธิรามัญรักษ์ 

              ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ

              เงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ

              นักวิชาการไทยและตะวันตกส่วนใหญ่กำหนดชื่อชาวมอญตามชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง คือ คำว่า “มอญ”  “ไทยรามัญ”  หรือ “ชาวไทยเชื้อสายรามัญ”

              ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โดยคนอื่น

              พม่าเรียกชาวมอญว่า “ ตะลาย ” หรือ “ ตะเลง ” (Taliang) หรือที่นักเดินทางชาวยุโรปคณะแรกซึ่งเดินทางมาถึงชายฝั่งทางตอนใต้ของพม่า ในช่วงปลายทศวรรษที่ 15 และช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เรียกว่า “ เปกวน ” (Peguans) หรือ “เพกวน” ตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรมอญในช่วงเวลาดังกล่าวที่ชื่อว่า “ เปกู ” (Pegu) อันเป็นกลุ่มชนชาติมองโกลอยด์ ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนล่างของประเทศพม่ามานานหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล  (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8)

              อย่างไรก็ตาม คำว่า “ ตะเลง ” นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักภาษาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาถึงที่มาและความหมาย  ทั้งเมย์ ออง (May Oung) และชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ (Charles Duroiselle) ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตามที่คนจำนวนมากเชื่อว่า พระเจ้าอลองพญาเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า “ตะเลง” ในความหมายว่า (ผู้) ที่ถูกเหยียบย่ำ (down - trodden) เรียกพวกมอญหลังจากที่มีชัยชนะเหนือพวกมอญใน พ.ศ.2300 นั้น ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะคำว่า “ ตะเลง ” เป็นที่รู้จักของพม่ามานับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 – 21 ดังมีปรากฏอยู่ในงานเขียนของพม่าในช่วงเวลาดังกล่าว (M.O. ,1912, pp. 73 – 74 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15 ) และยังเป็นที่รู้จักของชาวจีนในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งคำนี้ใช้เรียกพลเมืองที่อาศัยในหงสาวดี (Pegu) อีกด้วย (C.D., 1912, p.100 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  นอกจากนี้ ชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ และมอง มยา (Maung Mya) ยังได้อ้างถึงจารึก พ.ศ. 1650 (ค.ศ.1107) และจารึก พ.ศ. 1625 (ค.ศ.1082) ตามลำดับว่ามีคำว่า “ตะเลง” ปรากฏอยู่ ซึ่งแสดงว่า พม่าใช้คำ ๆ นี้เรียกพวกมอญมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอนิรุธ (Anawrahta พ.ศ. 1587 - 1620) แล้ว (C.D., 1912, pp. 246  248 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  แต่ในเรื่องที่มานั้น นักภาษาศาสตร์ก็ยังมีความเห็นแตกแยกเป็น 2 ทฤษฎี ๆ หนึ่งบอกว่า Talaing กร่อนมาจาก Ita – lerm ซึ่งแปลว่า “ พ่อ – ทำลาย ” หรืออาจใช้ในความหมายว่า “ ลูกผสม ” (half - caste) เรียกพวกที่เกิดจากชาวมอญกับชาวเตลุคุ (Telugu) ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากแคว้นเตลิงคัน (Talingana) ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย (Cooper, 1913, p. 1 – 3 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า Talaing มาจาก Telingana หรือ Talingana ซึ่งเดิมใช้เรียกพวกที่อพยพมาจากแคว้นเตลิงคน์หรือแคว้นกลิงค์ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดียที่เข้ามาตั้งหลักอยู่ตามชายฝั่งพม่าบริเวณเมืองสะเทิม หงสาวดี ร่างกุ้ง เป็นต้น แต่ต่อมาก็ใช้เรียกพลเมืองที่สืบเชื้อสายมาจากพวกนี้ทั้งหมด ( Phayre, 1873, p.32 ; Phayre, 1967,p.28 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16 )  อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตะเลง” ที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะพม่าใช้เรียกพวกมอญในบริเวณพม่าตอนล่างในอดีตมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษดูจะเสื่อมความนิยมลงในปัจจุบัน  เช่นเดียวกับชื่อ “เปกวน” ที่ชาวตะวันตกมักใช้เรียกชาวมอญที่อาศัยในบริเวณนี้

              ปัจจุบันคำว่า “ ตะเลง ” เลิกใช้กันแล้ว เพราะชาวมอญไม่ชอบชื่อนี้และไม่เคยนับว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ถึงแม้จะรับรู้ว่า ตะเลงหมายถึงมอญก็ตาม  โดยอ้างว่าเป็นการเรียกในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยาม อันเป็นที่เข้าใจกันในหมู่คนมอญว่า “ ตะเลง ” หมายถึง “ อิตะเลิม ” ที่แปลว่า “ พ่อแม่ฉิบหายหรือบ้านแตกสาแหรกขาด ” ( ฉวีวรรณ ควรแสวง, นายกสมาคมไทยรามัญ, สัมภาษณ์ 16 พฤศจิกายน 2553 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 113 ) หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นนัยแฝงการเหยียดหยามโดยแปลว่า “ เชื้อชาติอยู่ใต้ฝ่าเท้า ” (down – trodden race) ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการข่มเหงย่ำยีทางเชื้อชาติอย่างถึงที่สุด ( จิรากรณ์ คชเสนี, 2552, หน้า 123 )  ยิ่งไปกว่านั้นยังพบคำว่า “ ตะเลง ” มิได้เคยปรากฏอยู่ในภาษามอญที่เป็นภาษาท้องถิ่นเดิมอีกด้วย (Phayre, 1884, หน้า 29 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 112.) ชาวมอญได้พยายามต่อสู้ต่อรองอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการเรียกชื่อชนชาติ (interpellation) ของตนเองมาตั้งแต่อดีต ด้วยการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตนเองว่า “มอญ ” หรือ รามัญ และต้องการให้คนนอกกลุ่มเรียกชื่อกลุ่มตนเช่นนั้นด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16)

              ส่วนไทยเรียกชนชาติมอญว่า “ มอญ ” หรือ “ ตะเลง ” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวพม่าและชาวต่างชาติใช้เรียกพวกมอญในบริเวณพม่าตอนล่างมานานหลายศตวรรษ ชาวล้านนาเรียกชาวมอญว่า “เม็ง”  โดยชาวเม็งและลัวะเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง  ตามตำนานจามเทวีวงศ์ (ตำนานของพระนางจามเทวี ปญมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวี อาณาจักรหริภุญชัย) เรียกชาติพันธุ์เม็งว่า “เมงคบุตร”  โดยศรีศักร วัลลิโภดม วิเคราะห์ว่า กลุ่มเมงคบุตร เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่เจริญเป็นพวกแรกในที่ราบเชียงใหม่ มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง จึงพบคำเก่าแก่ในภาษาเม็งที่เรียกแม่น้ำปิงว่า “แม่ระเม็ง” (มาจากคำว่า รเมญ ในภาษามอญโบราณ และกร่อนมาเหลือ เมญ หรือ เม็ง ในภาษาล้านนา) หรือแม่น้ำเม็ง หมายถึงแม่น้ำที่ชาวเม็งอาศัยอยู่ (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 13 ธันวาคม 2018) นับตั้งแต่นั้นมา ชาวล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยจึงมักเรียกชาวมอญว่า “เม็ง” จนถึงปัจจุบัน

  • อื่น ๆ :

              ตระกูลภาษา ภาษามอญอยู่ในสายโมนิก (Monic branch) ของตระกูลมอญ - เขมร (Mon – Khmer family) ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic phylum) โดยตระกูลภาษาดังกล่าวมีอายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 13)  

              ภาษาพูด ชาวมอญมีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญ  ในอดีต กลุ่มที่พูดภาษามอญส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในปัจจุบัน มีผู้พูดภาษามอญตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศพม่าและประเทศไทย (ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)  ภาษามอญในประเทศไทยพูดกันในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดต่าง ๆ ในทุกภาค โดยเฉพาะภาคกลางในบริเวณที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำ เช่น ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น  ชุมชนมอญในเขตต่าง ๆ มักมีการไปมาหาสู่ตลอดเวลา จึงมีการถ่ายเทภาษามอญของถิ่นต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้แม้จะมีภาษามอญหลายถิ่น แต่ก็สามารถใช้สื่อสารได้ เข้าใจกันดี (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541)

             ตัวเขียนของภาษามอญมีที่มาจากอักษรอินเดียตอนใต้ (South India type) ที่ชื่อว่า“ อักษรปัลลวะ” ซึ่งชาวมอญนำมาปรับประยุกต์เพื่อใช้เขียนภาษามอญ   (ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)  หลักฐานตัวอักษรมอญที่เก่าแก่ที่สุดพบในประเทศไทย นั่นคือ จารึกวัดโพธิ์ร้าง พ.ศ. 1143 ซึ่งเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่พบว่ามีการใช้อักษรปัลลวะของอินเดียทางใต้ที่ยังไม่ได้ดัดแปลง และมีการเพิ่มอักษรบางตัวที่ไม่มีในระบบอักษรปัลลวะเพื่อใช้จารึกภาษามอญ (วัฒนา บุรกสิกร, 2541) โดย ดร.เพ็ญสุดา สุขคตะ ใจอินทร์ (สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)  นักประวัติศาสตร์ศิลปะได้อธิบายว่า เนื่องด้วยภาษาของคนมอญกับอินเดียต่างกัน เมื่อชาวมอญรับตัวอักษรปัลลาวะของอินเดียมาใช้  แต่ตัวอักษรของอินเดียไม่สามารถรองรับภาษามอญได้ทั้งหมด ชาวมอญจึงต้องประดิษฐ์ตัวอักษรของตนเองเพิ่ม  นอกจากนี้ ศิลาจารึกในสมัยทวาราวดียังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในบริเวณอุษาอาคเนย์มาตั้งแต่สมัยพันกว่าปีก่อน โดยสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีและเลขาธิการชมรมเยาวชนมอญ กรุงเทพ ฯ (สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)  ได้กล่าวว่า ศิลาจารึกในสมัยทวาราวดีที่ขุดค้นพบนั้น เกินครึ่งหนึ่งจารึกเป็นภาษามอญ ซึ่งปรากฏคำที่เชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นมอญได้ เช่น คำว่า “ โต้ง ” ที่ปรากฏในจารึกฉบับวัดโพธิ์ร้าง หมายถึง ผู้อำนวยการพิธีในการรำผีของมอญ 

              ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ตัวอักษรที่มอญรับมาใช้จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนขนาดและมีการปรับรูปร่างตัวอักษรจากตัวอักษรปัลลวะมาเป็นตัวอักษรเหลี่ยมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อักษรมอญโบราณ และกลายมาเป็นอักษรรูปร่างกลมเหมือนอักษรมอญปัจจุบันในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเริ่มเปลี่ยนจากการจารึกตัวอักษรบนแผ่นหินมาเป็นจารึกลงบนใบลานแทน (วัฒนา บุรกสิกร, 2541)  ชาวมอญมีการบันทึกข้อมูลด้วยอักษรมอญในรูปแบบของงานวรรณกรรมและวรรณคดีมากมาย นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 

              ภาษามอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ลักษณะประโยคมีการเรียงลำดับในแบบประธาน – กริยา – กรรม ไม่มีการผันคำนาม คำกริยาไปตามความสัมพันธ์ที่คำนั้นมีกับคำอื่นหรือตามกฎบังคับทางไวยกรณ์ (นริศรา โฉมศิริ, 2547, หน้า 28 - 29)

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย   สกุลกร ยาไทย  นักวิจัยอิสระ 

    ปีงบประมาณ 2563  อัพโหลดข้อมูลวันที่  23  กันยายน  2563 

    เอกสารอ้างอิง

    • C.D. (1912). “Note on the Word ‘Talaing‘” Journal of Burma Research Society (JBRS), II, pt.i,p.100
    • Cooper, W.G. “ The Origin of the Talaings.” Journal of Burma Research Society (JBRS).1 (1913) : 1 - 11 
    • Guillon, Emmanuel (1999). The Mons : A Civilization of southeast Asia. Bangkok : The SiamSociety.
    • M.O. (1912) “ The Origin of the World ‘Talaing‘ ”. Journal of Burma Research Society (JBRS)2 pt.1, pp. 73 - 74
    • Phayre, Arthur P., Sir. “ On the History of Pegu ”. Journal of the Royal Asiatic Society of Bengal 42 pt. 1
    • Phayre, Arthur P., Sir. (1967). History of Burma. London : Susil Gupta
    • MGR Online. (2550). “หงส์ฟ้ารามัญ” วงทะแยมอญหนึ่งเดียวในไทย เล่นด้วยใจสำนึกรักความเป็นมอญ. 31 สิงหาคม 2550. สืบค้นจาก https://mgronline.com/live/detail/9500000102471
    • กาญจนา ชินนาค. (2543). การศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการรำผีมอญ บ้านวัดเกาะ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. ( รายงานการวิจัย ). ราชบุรี : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง
    • จิรากรณ์ คชเสนี ( 2552 ). เสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวมอญในมุมมองของผู้สืบเชื้อสายมอญ. ใน มนธิราราโท และขนิษฐา คันธะวิชัย (บรรณาธิการ), มอญในแผ่นดินสยาม, หน้า 109 – 136. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเอชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • จริยาพร รัศมีแพทย์ ( 2544 ). รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชุมชนมอญบ้านบางกระดี่กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังเมือง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2537). วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ
    • จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2548) ประเพณีมอญที่สำคัญ, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
    • ชโลมใจ กลั่นรอด ( 2541) ทะแยมอญ : วัฒนธรรมการดนตรีของชาวมอญชุมชนวัดบางกระดี่.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล
    • ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ (2551). มอญ เขมรศึกษา (เอกสารวิชาการ โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน หมายเลข 3 / 2551) พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    • ชุติมา สังคะหะ (2561). อาหารกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ กรณีศึกษาชุมชนชาวมอญเทศบาลตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นายเรืออากาศ ปีที่ 6 ธันวาคม 2561
    • ฑีฆายุ เจียมจวนขาว (2553). การปรับเปลี่ยนทางเสียงของคำยืมทับศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษามอญ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง (2012) “ แกะกล่อง : รำโรง วิถีมอญ”. สืบค้นจาก https://www.sarakadee.com/2012/12/18/rammorn/
    • ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. (2509). สมเด็จพระนางเรือล่ม. พระนคร : โอเดียนสโตร์
    • ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ. (2556) ความสำนึกในชาติพันธุ์มอญของชาวมอญในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี. กรมศิลปากร:กรุงเทพฯ.
    • ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และคณะ ( 2547 ). ชื่อลำนำแม่กลอง วินิจฉัยนาม ใน ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “ เครือญาติมอญ ”. กรุงเทพ ฯ : มติชน
    • นพวรรณ กรุดเพชร ( 2556 ) การศึกษาและการถ่ายทอดภูมิปัญญาลวดลายที่ใช้ประดับตกแต่งโลงมอญของชุมชนชาวมอญในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร. ปริญญานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ
    • นริศรา โฉมศิริ. การศึกษาบริบททางภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของชื่อชาวมอญ กรณีศึกษาชาวมอญ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ ศิลปศา -สตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2547, หน้า 28 - 29
    • นริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และ ดำรงเดชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. (2505) สาสน์สมเด็จ. เล่ม 20. พระนคร : คุรุสภา
    • นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์. (2547). มอญศึกษา. ใน ลุ่มน้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “เครือญาติ”มอญ (หน้า 36 -39). กรุงเทพ: มติชน.
    • ปริญญา กุลปราการ (2007). “ โลงมอญ (อะลาบ๊อก) ”. วารสาร Voice of Mon No.12, พฤศจิกายน –ธันวาคม 2007. สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/files/voiceofmon12.pdf
    • พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) “ คติคำสอนมอญ ”  สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9840
    • พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) (แปลและเรียบเรียง) “นิทานมอญ เรื่อง แหม๊ะอ๊อกเค (ศรีธนญชัย)”สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9992?fbclid=IwAR3B453dpyHfXK3AfzeZ-4DKxSoyQvMkKLLhH_PAOHwUmZQLLq64V0U4kYA 
    • พัชรินทร์ สิรสุนทร (2558) การจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษาชุมชนบางกระดี่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2558
    • พิสัณห์ ปลัดสิงห์ ( 2530 ). คนมอญ. กรุงเทพ ฯ : เคล็ดไทย. พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2530
    • ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. (6 มีนาคม 2009) “ ทอดมันหน่อกะลา เอกลักษณ์อาหารมอญเกาะเกร็ด ” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/10069
    • (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง). (2009).  “ ทะแยมอญ (ซะมาแขวก)” .สืบค้นจาก www.monstudies.com อ้างถึงใน  http://www.openbase.in.th/node/10101
    • (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง) (2559) “ประเพณีบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญ สังขละบุรี” สืบค้นจาก https://travel.kapook.com/view128348.html. 6 กันยายน 2559. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 พฤษภาคม 2563
    • วัฒนา บุรกสิกร (2541). ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษามอญ : รายงานการวิจัย. กรุงเทพ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง
    • ส.พลายน้อย. (2544). เล่าเรื่องพม่ารามัญ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คำ
    • สรัญญา ชูชาติไทย. (2543). แนวทางการอนุรักษ์หมู่บ้านมอญพระประแดง : กรณีศึกษาหมู่บ้านทรงคนอง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553 ). การสื่อสารเพื่อสร้าง ธำรงรักษา และต่อรองอัตลักษณ์ความเป็นมอญของกลุ่มชาวมอญพลัดถิ่นในประเทศไทยท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, วิจิตร เกิดวิสิษฐ์, สุเอ็ด คชเสนีย์ และ อรรถจินดา ดีผดุง (2542). มอญ : บทบาทด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล
    • สุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542)  สารานุกรมชาติพันธุ์มอญ. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, หน้า 7 – 9
    • สุภรณ์ โอเจริญ (2541). มอญในเมืองไทย. โครงการหนังสือชุด “ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.”. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 1
    • สุภาวดี มิตรสมหวัง, ผศ.ดร. ( 2544 ). สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตกรุงเทพมหานคร : ศึกษากรณีกลุ่มชาติพันธุ์ซิกข์ มอญ เขมร และไทย. รายงานวิจัย. ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • สุวรณะ เย็นสุข ( 2544 ) การรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านชาวมอญในประเทศไทยเปรียบเทียบระหว่างชาวมอญภาคกลางกับภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาไทยศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • สุเอ็ด คชเสนี ( 2527 ). วัฒนธรรมประเพณีมอญ.เมืองโบราณ, 10 (3), 50 - 63
    • สุเอ็ด คชเสนี (2547) “ วัฒนธรรมประเพณีมอญ ” ใน 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี : 88 ปี สมาคมไทยรามัญ, หน้า 80 – 83. โสภณ นิไชยโยค, บรรณาธิการ. กรุงเทพ ฯ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซซิ่ง, 2547
    • โสภณ นิไชยโยค. (บรรณาธิการ) ( 2547 ). 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี: 48 ปี สมาคมไทยรามัญ. กรุงเทพ ฯ : บริษัท เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอ็ดเวอร์ไทซซิ่ง จำกัด
    • องค์ บรรจุน (2009). “ ประเพณีการสร้างเสาหงส์ – องค์ บรรจุน (2009). “ ประเพณีการสร้างเสาหงส์ –ธงตะขาบ”. สืบค้นจาก www.monstudies,com อ้างถึงใน http://www.openbase.in.th/node/10038.
    • องค์ บรรจุน (2009). “ อาหารมอญ – ข้าวทิพย์มอญ”  สืบค้นจากhttp://www.openbase.in.th/node/10059?fbclid=IwAR2gxyh9xapeV__UwzO1CFfrnq5iDqN-PztXNoU8N9qrOivl_ADYjARyono
    • องค์ บรรจุน (2549). ต้นทางจากมะละแหม่ง. กรุงเทพ ฯ : อัมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ป
    • องค์ บรรจุน (2549). มอญขวาง. ใน ศิลปวัฒนธรรม. กุมภาพันธ์, 2549. 27 (4), หน้า 50 – 53
    • องค์ บรรจุน (2550) สตรีมอญในราชสำนักสยามสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 – 2475. ปริญญานิพนธ์ สาขาประวัติศาสตร์ไทย หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
    • ศรีนครินทรวิโรฒ
    • องค์ บรรจุน (2558). “สะบ้า : เกมกีฬาของมอญ เขมร และอื่น ๆ ” ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2558 อ้างถึงใน https://www.silpa-mag.com/culture/article_10854  (เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563)
    • องค์ บรรจุน (2559). “ บ้านทุ่งเข็น ” : ชุมชนชาติพันธุ์มอญร่วมสมัยแห่งสุพรณบุรี. ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( สหวิทยาการ ) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • อิมธิรา อ่อนคำ (2560). มอญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี : วิถีและพลัง. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา
    • อิมธิรา อ่อนคำ (2562). ประเพณีงานศพของชาวมอญกับความเชื่อที่สืบทอดอย่างเข้มแข็งในสังคมไทยใน วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562

     

    สัมภาษณ์

    • นายจิรศักดิ์ กาสรศิริ (อายุ 29 ปี) ชาวไทยเชื้อสายมอญ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ชุดข้อมูล : แผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ ปทุมธานี อยุธยา สระบุรี ลพบุรี400000
ที่มา:

แผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย (พ.ศ.2558-2560). กรุงเทพฯ : กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
กาญจนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี นครราชสีมา สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ ลำพูน นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี อยุธยา ปราจีนบุรี กรุงเทพฯ400000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              ชาวมอญเป็นชนเผ่ามองโกลอยด์  ถิ่นฐานกำเนิดเดิมของชาวมอญคาดว่าน่าจะเป็นบริเวณทางตอนตะวันตกของจีนหรือบริเวณทางตอนใต้ของอินเดีย  ชาวมอญมีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญ ในตระกูลมอญ - เขมร และมีตัวอักษรเขียนของตนเองที่ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรปัลลาวะของชาวอินเดียตอนใต้ เมื่ออพยพมายังอุษาอาคเนย์ ชาวมอญได้ก่อตั้งอาณาจักรโบราณสองแห่ง ได้แก่ อาณาจักรทวาราวดี บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับอาณาจักรสะเทิม บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออกทางตอนใต้ของพม่า  ทั้งสองอาณาจักรมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมมอญที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียสู่ชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  วัฒนธรรมมอญจึงยังคงปรากฎร่องรอยในภูมิภาคนี้จนถึงปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในแม่แบบวัฒนธรรมที่เข้มแข็งไม่แพ้วัฒนธรรมของชนชาติอื่น ๆ ในอุษาอาคเนย์  ต่อมา เมื่ออาณาจักรทวาราวดีเสื่อมสลายเพราะอิทธิพลของเขมร ชาวมอญทวาราวดีได้ถูกกลืนกลายเป็นคนไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในขณะที่อาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่ายังคงอัตลักษณ์ความเป็นมอญอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเวลาต่อมา ด้วยการทำสงครามต่อกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้คนมอญมีการอพยพเข้ามาในสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ 

              เมื่อชาวมอญอพยพมาอยู่ในประเทศไทยก็ยังคงพยายามรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนอย่างเข้มแข็ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของมอญ คือ ระบบความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษและความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างแรงกล้า ซึ่งกลายเป็นข้อปฏิบัติทางจารีตประเพณีที่ชาวมอญยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยสะท้อนผ่านพิธีกรรม ประเพณีสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ตลอดจนวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันทั่วไป  ระบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษและความศรัทธาต่อพุทธศาสนายังมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมอญ รวมทั้งธำรงรักษาความเป็นมอญจวบจนปัจจุบัน  ทว่าชาวมอญส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากความพยายามปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีความหลายหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งผลจากการดำเนินนโยบายการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมของรัฐไทย 

  • ประวัติ/ที่มา :

              ชาวมอญเป็นชนเผ่ามองโกลอยด์ มีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญ ในตระกูลมอญ - เขมร ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก และมีตัวอักษรเขียนของตนเองที่ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรปัลลาวะของชาวอินเดียตอนใต้  บรรพชนของชาวมอญส่วนใหญ่อพยพหนีภัยสงครามมาจากรัฐมอญในประเทศพม่ามายังประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ส่วนมากจะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนริมแม่น้ำเช่นเดียวกับคนไทย ประชากรชาวมอญอาศัยกันอย่างหนาแน่นที่สุดบริเวณลุ่มแม่น้ำภาคกลาง อันได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแม่กลอง  รองลงมาคือลุ่มแม่น้ำปิงทางภาคเหนือ และมีบ้างส่วนน้อยที่กระจายตัวไปยังภาคอีสานและภาคใต้

              วัฒนธรรมหลายอย่างของมอญมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมของชาวอินเดียทางตอนใต้  อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของชาวมอญ คือ ระบบความเชื่อในการนับถือผี โดยเฉพาะการนับถือผีบรรพบุรุษ ที่กลายเป็นข้อปฏิบัติทางจารีตที่ชาวมอญพึงยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยชาวมอญนับถือผีบรรพบุรุษควบคู่กับพุทธศาสนานิกายหินยาน ซึ่งชาวมอญเป็นชนชาติแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นับถือพุทธศาสนา  ความเชื่อเรื่องการนับถือผีและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวมอญมีความสัมพันธ์เป็นอย่างมากกับประเพณีสำคัญทางศาสนา และพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตายของชาวมอญ  ความเชื่อเรื่องผียังเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตประจำวันเกือบทุกด้าน ได้แก่ การแต่งกาย ชาวมอญมักจะแต่งกายด้วยผ้าสโร่ง  ผ้าถุง และห่มสไบทั้งชายและหญิง  นอกจากผ้ามอญจะมีความสำคัญต่อชาวมอญในแง่ของการเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้ว ชาวมอญยังใช้ผ้ามอญเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเคารพและความกตัญญูต่อผีบรรพบุรุษ ด้วยการเก็บผ้าบรรพบุรุษไว้บูชาที่เสาเรือนของบ้านด้วย  หรือการตั้งบ้านเรือนของชาวมอญที่จะต้องสร้างเสาหลักต้นหนึ่งไว้สำหรับตั้งหิ้งบูชาผีเรือน แม้กระทั่งวัฒนธรรมการกินที่จะต้องจัดทำอาหารสำหรับเซ่นไหว้ผีในพิธีกรรมต่าง ๆ  ความเชื่อเรื่องผีของชาวมอญยังส่งผลต่อการจัดวางโครงสร้างครอบครัว และระบบเครือญาติ โดยชาวมอญมีระบบการสืบทอดนับถือผีของครอบครัวและตระกูลอย่างชัดเจน

    การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัวประชากร (Settlement and population distribution) 

              งานศึกษาของกาญจนา ชินนาค (2543, หน้า 15) ได้อธิบายถึงการตั้งถิ่นฐานของชาวมอญกลุ่มใหญ่ที่กระจายตัวอาศัยอยู่ตามบริเวณดังต่อไปนี้

              1.บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กระจายตัวกันตามกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบ้านบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน ต่อเนื่องมาถึงเขตปริมณฑล อันได้แก่ ตำบลปากลัด จังหวัดนนทบุรี อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

              2.บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองที่อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และบริเวณระหว่างแม่น้ำแม่กลองกับชายแดนไทย – พม่าในจังหวัดกาญจนบุรี

              3.บริเวณระหว่างลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง เช่น จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร

              4.บริเวณลุ่มน้ำแม่ปิง ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงใหม่

    นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนมอญกระจัดกระจายตัวเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในบริเวณจังหวัดนครราชสีมา ในภาคอีสานและบริเวณจังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานีในภาคใต้ด้วย 

    ปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายมอญตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ อันได้แก่ กรุงเทพ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อยุธยา อ่างทอง อุทัยธานี กาญจนบุรี ตาก ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร ชัยนาท เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ชัยภูมิ นครราชสีมา ปราจีนบุรี (Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)

     

              รูปแบบการตั้งถิ่นฐาน

              บรรพชนของคนไทยเชื้อสายมอญในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อพยพมาจากเขตลุ่มแม่น้ำอิระวดีตอนล่างของประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทย เพราะสาเหตุจากสงครามเป็นสำคัญ  โดยอพยพมาจากหลายหมู่บ้าน ทยอยเข้ามาหลายยุคสมัย และใช้เส้นทางข้ามพรมแดนที่แตกต่างกัน ตามที่ปรากฏให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของคนมอญชุมชนต่าง ๆ ในประเทศไทย  โดยนับตั้งแต่ที่กษัตริย์บุเรงนองของพม่ายึดครองอาณาจักรมอญในปี พ.ศ. 1600 ชาวมอญก็อพยพหนีภัยสงครามมาเป็นระยะ  ยุคที่ปรากฎหลักฐานชัดเจนถึงการอพยพของชาวมอญ คือ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระเจ้าประสาททอง และพระนารยณ์มหาราช  โดยข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์วัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ได้แสดงให้เห็นว่า ชาวมอญในช่วงสมัยนั้น ส่วนใหญ่ใช้เส้นทางเมาะตะมะ หงสาวดี และเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ จ. กาญจนบุรี เพื่อเข้ามาอาศัยที่ชานเมืองกรุงศรีอยุธยา  พลวัตรการเคลื่อนย้ายของชาวมอญมายังประเทศไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อสีร้อยกว่าปีก่อนจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  โดยชาวมอญส่วนใหญ่ใช้เส้นทางมะละแหม่งเข้าสู่ด่านเจดีย์สามองค์ - จ.กาญจนบุรี หรือชายแดนตาก - แม่สอด และเคลื่อนย้ายต่อไปยังบริเวณพื้นที่หลักของชุมชนชาวมอญในประเทศไทย อันได้แก่ จังหวัดราชบุรี นครปฐม อยุธยา อุทัยธานี ตาก เชียงใหม่ ลำพูน  ต่อมาจึงได้กระจายตัวไปตามจังหวัดต่าง ๆ ตามภาคกลาง อีสาน เหนือ และใต้ (Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)

              บรรพชนชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนมักจะได้รับการโปรดเกล้า ฯ จากพระมหากษัตริย์ไทยให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่  โดยชาวมอญจะถูกจัดให้อาศัยอยู่ตามลำน้ำหรือริมแม่น้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพ ฯ)  นอกจากการตั้งถิ่นฐานตามบริเวณที่ทางราชการจัดหาไว้ให้แล้ว  ชาวมอญจำนวนมากยังเลือกตั้งหลักแหล่งเองตามบริเวณที่มีญาติพี่น้องหรือคนจากหมู่บ้านเดิมในรัฐมอญอาศัยอยู่  โดยงานศึกษาของสุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542, หน้า 7 - 9) ได้บ่งชี้ให้เห็นถึง การที่ชาวมอญจากพม่ามักจะหนีภัยความไม่สงบทางการเมืองเข้ามาอาศัยปะปนกับญาติชาวมอญในไทย และอาศัยอย่างเนืองแน่นในหลายจังหวัดในละแวกลุ่มน้ำแม่กลองชายฝั่งตะวันตก  ทั้งนี้ การโยกย้ายถิ่นฐานของชาวมอญยังสัมพันธ์กับรูปแบบการดำรงชีพ โดยพบว่า ชาวมอญในภาคกลางบางส่วนที่ประกอบอาชีพล่องเรือขายสินค้าไปตามแม่น้ำสายหลักบริเวณภาคกลาง นับตั้งแต่สมัยอยุธยา มักจะจอดเรือขึ้นฝั่งและเลือกที่ทางตั้งบ้านเรือนตลอดริมฝั่งน้ำ จากนั้นจึงกระจายตัวไปตามลำน้ำถึงแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง และจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย  นอกจากนี้ยังพบชาวมอญที่อาศัยอย่างหนาแน่นในอีกหลายจังหวัด เช่น ตามลำน้ำมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ชาวมอญที่มาอาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นชาวมอญที่เข้ามารับจ้างขุดคลอง และที่จังหวัดลพบุรีและอุทัยธานี ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของการอพยพของชาวมอญจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทย  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสมัยก่อนชาวมอญจะนิยมตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำเช่นเดียวกับคนไทย  แต่เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญก้าวหน้าขึ้น คนมอญจำนวนมากจึงหันมาสร้างบ้านเรือนริมถนนแทน เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่า  ปัจจุบัน ชาวมอญตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่ว 36 จังหวัดในประเทศไทย (Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)

     

    บริบทด้านประชากร (Demographic context) 

              จากการสำรวจสำมะโนประชากรชาวมอญในประเทศไทยในระหว่าง พ.ศ.2512 – 2515 โดยศาสตราจารย์นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี และผู้ร่วมวิจัยที่ได้สำรวจจำนวนประชากรชาวมอญในท้องที่ 17 จังหวัด 37 อำเภอ 112 ตำบล 403 หมู่บ้าน 13,960 หลังคาเรือน พบว่า มีจำนวนประชากรมอญทั้งสิ้น 94, 229 คน  ( สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 14 - 16 )  ต่อมา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนที่ภาษาแสดงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยสำรวจจำนวนประชากรระหว่าง พ.ศ. 2537 – 2539 พบว่ามีจำนวนผู้ที่ใช้ภาษามอญในชีวิตประจำวันประมาณ 70, 000 คน (จำนวนนี้ไม่รวมชาวมอญที่จัดเป็นผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าและผู้หลบหนีเข้าเมือง) ( สุวรณะ เย็นสุข, 2544, หน้า 28 )  สำหรับข้อมูลประชากรชาวมอญล่าสุดปรากฎในงานศึกษาของพัชรินทร์ สิรสุนทร ในปี 2558 (หน้า 44) ซึ่งได้ประมาณการจำนวนประชากรชาวมอญในประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในบริเวณภาคกลาง หรือในพื้นที่ของจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 120,000 คน และมีชาวมอญมากกว่า 50, 000 คนที่ยังใช้ภาษามอญเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน  

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจข้อมูลจำนวนประชากรชาวมอญในปัจจุบัน อาจต้องประสบข้อจำกัดในปัญหาการนิยมความเป็นชาติพันธุ์มอญและการระบุจำนวนที่แน่ชัด  เนื่องจากกลุ่มคนมอญในประเทศไทยเท่าที่ยังมีสำนึกทางชาติพันธุ์ว่า ตนเองเป็นมอญ ใช้ภาษาและวัฒนธรรมเดียวกับกลุ่มคนมอญในประเทศพม่า ส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มมอญใหม่” ที่อพยพเข้ามาประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ (องค์ บรรจุน, 28 ตุลาคม 2014)  อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของพัชรินทร์ สิรสุนทร (2558, หน้า 44) ได้บ่งชี้ว่า ตลอดระยะเวลาสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มคนมอญใหม่เหล่านี้ได้ถูกผสมผสานกลืนกลายทางวัฒนธรรมกับคนไทยอย่างกว้างขวาง ผ่านการสมรส การศึกษาแบบสมัยใหม่ นโยบายชาตินิยมและนโยบายการพัฒนาสู่ภาวะความทันสมัยของรัฐไทย  ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในปัจจุบันยังมีชาวมอญบางส่วนที่พยายามรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มตนไว้ แต่ก็มีบางส่วนที่ยอมละเลิกวัฒนธรรมมอญ และเลือกดำเนินชีวิตแบบชาวไทยส่วนใหญ่ หรือยอมกลืนกลายเข้ากับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมชุมชนเดียวกัน  นอกจากปัจจัยทางด้านการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมยังรวมถีงปัจจัยทางด้านการอพยพเคลื่อนย้ายของชาวมอญจากประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวมอญที่อพยพหนีภัยสงครามที่เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวในประเทศไทย รวมทั้งกลุ่มแรงงานข้ามชาติชาวมอญที่อพยพมาประเทศไทยในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 44) ชาวมอญกลุ่มนี้บ้างก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม บ้างก็อยู่ปะปนกับชาวมอญในประเทศไทย บางส่วนเดินทางกลับประเทศพม่า ในขณะที่บางส่วนแต่งงานและพำนักในประเทศไทยอย่างถาวร (องค์ บรรจุน, 28 ตุลาคม 2014) พลวัตรดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน จนส่งผลทำให้เป็นการยากที่จะจำแนกแยกแยะได้อย่างชัดเจนว่า บุคคลใดเป็นชาวมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือชาวไทยเชื้อสายมอญ

     

    บริบททางสังคม-วัฒนธรรม (Socio-cultural context) 

              มิติทางประวัติศาสตร์

              ชาวมอญนับเป็นชนชาติพื้นเมืองเก่าแก่กลุ่มหนึ่งในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งนี้ ถิ่นฐานกำเนิดเดิมของชาวมอญก่อนที่จะอพยพมาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นข้อถกเถียงในกลุ่มนักวิชาการ  โดยนักวิชาการกลุ่มแรกสันนิษฐานว่า ชาวมอญอพยพมาจากทางตะวันตกของประเทศจีน  ในขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มสันนิษฐานว่า ชาวมอญอพยพมาจากภูเขาหิมาลัย ลงมาที่แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรมบุตร แล้วจึงอพยพเข้าไปในอินเดีย บริเวณแคว้นพิหารและแคว้นอัสสัมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 123)  

              นักวิชาการจำนวนหนึ่งเชื่อว่า ถิ่นฐานเดิมของมอญอยู่ทางตะวันตกของจีน เนื่องจากเป็นถิ่นฐานของชนเผ่ามองโกลอย์ที่เป็นแหล่งกำเนิดของตระกูลภาษามอญ - เขมร (Mon - Khmer) ที่อพยพมาจากหิมาลัย จึงปรากฎร่องรอยภาษามอญ – เขมร ในภาษาจีนปัจจุบัน เช่น แยงซีเกียง ที่คำว่า “ เกียง ” มาจากคำว่า “ เกริง ” ที่แปลว่า แม่น้ำ ในภาษามอญโบราณ  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และความเชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรมดังกล่าว รวมความแล้วนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า ชาวเตลง (มอญ) สืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียใต้  จากนั้นได้อพยพเข้ามาตั้งอาณาจักรยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา  โดยชนชาติมอญเป็นชนชาติแรก ๆ ที่ยอมรับนับถือเข้ามาตั้งอาณาจักรยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา  โดยชนชาติมอญเป็นชนชาติแรก ๆ ที่ยอมรับนับถือพุทธศาสนาเถรวาท มีพัฒนาการทางด้านอารยธรรมสูง สร้างสมอารยธรรมสืบเนื่องยาวนานเป็นรากฐานของภูมิภาค ก่อนส่งผ่านให้แก่ชนชาติอื่น ๆ รายรอบ รวมทั้งไทยและพม่า  คาดว่าชนชาติมอญกระจายอยู่ทั้งในอาณาบริเวณที่เป็นประเทศประเทศเมียนมาและไทยในปัจจุบันเมื่อหลายพันปีก่อน ซึ่งชาร์ลส ไฮแอม (Charls Higham) มีความเห็นว่า ชาวมอญโบราณในดินแดนประเทศไทยคงได้กลืนกลายเป็นไทยอยู่ทั่วไป  ส่วนชาวมอญที่ยังรักษาความเป็นมอญของตนเองไว้ได้ในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่มาจากประเทศเมียนมาด้วยปัจจัยทางการเมือง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางถึงรัตนโกสินทร์ตอนนั้น (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 54 - 55)

              อย่างไรก็ตาม นักมานุษยวิทยาบางท่าน ได้วิเคราะห์ที่มาของชนชาติมอญว่า เป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีเชื้อสายมองโกลอยด์เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของชนชาติพม่า ไทย และลาว (Coon C.S. and E.E. Hunt. Jr, 1966 )  โดยอพยพมาจากภูเขาหิมาลัย ลงมาที่แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรมบุตร แล้วจึงอพยพเข้าไปในอินเดียบริเวณแคว้นพิหารและแคว้นอัสสัมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้ความเข้าใจส่วนใหญ่จะเห็นว่า ชาวมอญและชาวพม่ามีสายบรรพบุรุษร่วมกัน  แต่หากวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์ด้านภาษาศาสตร์เป็นตัวพิจารณาแล้วกลับพบข้อขัดแย้งว่า รากของภาษามอญและพม่าอยู่คนละกลุ่มภาษากัน กล่าวคือ ภาษาของชาวพม่าอยู่ในกลุ่มภาษา Sino – Tibetans Languages  ส่วนของชาวมอญอยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro – Asiatic Languages) หรือกลุ่มภาษามอญ - เขมร (Mon Khmer) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับภาษามุณฑะ (Munda) ของชนเผ่ามองโกลอยด์กลุ่มหนึ่งที่เป็นบรรพบุรุษของชาวพิหาร ชาวอัสสัม และชาวยะไข่ของพม่าในปัจจุบัน (ผาสุก อินราวุธ, 2548, หน้า 85)  ทั้งนี้มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเนื่องมาจากในสมัยโบราณมีคนเชื้อสายดราวิเดียนจากประเทศอินเดียอพยพเข้ามาในแหลมอินโดจีน ซึ่งขณะนั้นมีมนุษย์ในตระกูลออสโตรเนเชียนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว  เมื่อทั้งสองฝ่ายสู้รบเพื่อแย่งที่ทำมาหากิน พวกออสโตรเนเชียนซึ่งมความเจริญน้อยกว่าได้อพยพหลบหนีกระจัดกระจายไปหาที่อยู่ใหม่  ส่วนหนึ่งจึงไปผสมกับชนชาติดราวิเดียน ทำให้เกิดมนุษย์รุ่นใหม่ที่มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งชนรุ่นใหม่นี้ก็คือต้นตระกูลของชาวมอญในแหลมอินโดจีนนั่นเอง (สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 111) อย่างไรก็ตาม องค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014)มีข้อสมมุติฐานว่า ชนชาติมอญดั้งเดิมน่าจะอพยพมาจากอินเดียทางตอนใต้มากกว่า  โดยพิจารณาจากวิถีทางวัฒนธรรมของมอญที่มีส่วนคล้ายกับชาวอินเดียทางตอนใต้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบตัวอักษรเขียน ภาษา ประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำพิธีเสี่ยงทายโดยทุ่มมะพร้าวบนพื้นในพิธีรำผีของชาวมอญ มีความคล้ายคลึงกับการทำพิธีทุ่มมะพร้าวเสี่ยงทางของชาวอินเดียทางตอนใต้เป็นอย่างยิ่ง 

              ประวัติศาสตร์มอญที่ยาวนานนับพันปี สามารถอธิบายโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา อันได้แก่

              ประวัติศาสตร์อาณาจักรมอญโบราณในไทยและพม่า และประวัติศาสตร์คนมอญในเมืองไทยในฐานะผู้พลัดถิ่น  ดังต่อไปนี้

              4.1.1) ประวัติศาสตร์อาณาจักรมอญสมัยโบราณ

                        เมื่ออพยพมายังดินแดนสุวรรณภูมิ ชนชาติมอญได้ตั้งอาณาจักรมอญโบราณ 2 แห่ง ได้แก่ 1.) อาณาจักรมอญในดินแดนไทย คือ อาณาจักรทวาราวดีในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  และ 2.) อาณาจักรมอญในดินแดนพม่า คือ อาณาจักรสะเทิมหรือสุธรรมวดี บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออกทางตอนใต้ของพม่า  พงศาวดารทั้งของไทยและพม่ายืนยันว่า อารยธรรมมอญรุ่งเรืองในพม่าตอนล่างก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 แต่ขาดหลักฐานในส่วนรายละเอียดทางฝั่งพม่า  เนื่องจากการขุดค้นและศึกษาหลักฐานโบราณคดีทางพม่ามีน้อย  หลักฐานทางโบราณคดีส่วนใหญ่จึงเป็นทางฝั่งไทย  นักวิชาการส่วนใหญ่จึงสันนิษฐานว่า อารยธรรมมอญยุคแรกเริ่มอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งกลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและทางพม่าตอนล่างเป็นแหล่งอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองควบคู่กันมา (Emmanuel Guillon, 1990. Pp. 72 – 73 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, หน้า 56, 2550) 

                        อาณาจักรทวาราวดีมีอำนาจทางการเมืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 และพุทธศตวรรษที่ 12 คาดว่าเป็นอาณาจักรที่อยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย มีศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองเมืองนครปฐมโบราณ อันประกอบด้วย “ บ้านพี่เมืองน้อง ” ต่าง ๆ ที่มีโครงสร้างวัฒนธรรมเดียวกันที่เป็นอารยธรรม “ ทวาราวดี ”  แต่ในขณะเดียวกัน อารยธรรมทวาราวดีก็ถูกผสมกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย จนกระทั่งเกิดเป็นอารยธรรมเฉพาะตนขึ้นในประเทศไทย  นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า อาณาจักรทวาราวดีเป็นอาณาจักรของชาวมอญโบราณ  โดยชาวมอญเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใหญ่ในอาณาจักรและเป็นชนชั้นผู้ปกครอง  หลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันถึงการดำรงอยู่ของชาวมอญในสมัยทวาราวดี คือ ศิลาจารึกสมัยทวาราวดีที่ขุดค้นได้บริเวณภาคกลางของประเทศไทยในช่วงศตพุทธวรรษที่ 6 – 12 ซึ่งล้วนจารึกเป็นภาษามอญภาษาเดียว  โดยหนึ่งในศิลาจารึกภาษามอญที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างมีนัยยะสำคัญ คือ จารึกวัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐมที่จารึกด้วยอักษรปัลวะของอินเดียใต้ แต่บันทึกเป็นภาษามอญ อีกทั้งจารึกดังกล่าวยังปรากฏคำที่เชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นมอญ เช่น คำว่า “ โต้ง ” อันหมายถึง เจ้าพิธีในการรำผีของมอญด้วย (Emmanuel Guillon, 1990. Pp. 72 – 73 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, หน้า 10, 2550 ; องค์ บรรจุน 28 ตุลาคม 25572014)  ในช่วงระยะหลัง อารยธรรมยุคทวาราวดีบางแห่งได้เสื่อมลง เพราะรับอิทธิพลของเขมร อยุธยา และพม่ามาผสมกลมกลืนกัน  อาณาจักรมอญที่ยังรักษาอัตลักษณ์ไว้ได้มากที่สุด คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออก โดยเป็นอาณาจักรมอญที่รุ่งเรืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาณาจักรที่ติดต่อค้าขายกับอินเดียและตะวันตก  รัฐมอญมีศูนย์กลางความเจริญหลายแห่ง ประกอบด้วยอาณาจักรสะเทิม ( Thaton ) ทวันเท ( Twante ) ทะละ ( Dala ) และหงสาวดี ( Pegu ) โดยมีอาณาจักรสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรก และเมืองหงสาวดีเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง อาณาจักรเหล่านี้ล้วนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 9)

                       อาณาจักรมอญโบราณในพม่า แต่เดิมมีอาณาบริเวณกว้างไกลและลึกเข้าไปจนถึงภาคกลางของพม่า หรือบริเวณเมืองแปร เมืองตองอู ชนชาติมอญที่อาศัยอยู่ในพม่า เชื่อว่า กลุ่มชาติพันธุ์มอญมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ย้อนไปได้จนถึงสมัยพุทธกาล และเชื่อว่า มอญเป็นชนชาติที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภาษาเขียน พุทธศาสนาเถรวาท ศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมสู่อาณาจักรพุกาม ราวช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตศักราช  กลุ่มชาติพันธุ์พม่า ซึ่งแต่เดิมเป็นพวกเชื้อสายทิเบต ลงมาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ในแถบรัฐกะฉิ่นหรือคะฉิ่น ก่อนอพยพเรื่องมาจนถึงลุ่มน้ำอิรวดี ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศพม่า ซึ่งในช่วงเวลาที่กลุ่มชาติพันธุ์พม่าอพยพมานั้น มอญหรือที่ชาวตะวันตกสมัยโบราณเรียกว่า “ เปกวน ” ได้อาศัยอยู่ก่อนแล้ว หลังจากพม่าปราบมอญได้ จึงได้ตั้งเมืองหลวงขึ้นที่ปากัน หรือพุกาม ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำอิรวดี และอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ก่อนถูกกองทัพมองโกลรุกราน และแตกพ่ายกระจัดกระจายไป (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 9 - 10)

                        การตั้งถิ่นฐานของมอญในพม่าตอนล่าง สันนิษฐานว่าได้ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษ 14 หรือประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 11 อีกครั้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 – 16 และอีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18  อนึ่งเมื่อพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ก็พบความสอดคล้องต้องกันว่า ชนชาติมอญน่าจะอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนพม่าแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 การทำสงครามสู้รบระหว่างพม่ากับมอญดำเนินมาอีกหลายครั้ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมา  หลายครั้งที่พม่าเข้มแข็งกว่าก็เข้ารุกรานมอญ และบางครั้งถึงกับมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มอญ รวมทั้งดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเพื่อการกลืนกลายทางวัฒนธรรม อาทิ ในปี พ.ศ. 1600 เมื่ออาณาจักรมอญพ่ายแพ้และตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า พระเจ้าอนิรุธ (Anawrahta, 1597 - 1620) กษัตริย์พม่าได้ดำเนินนโยบายรวมมอญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่า ทำการกวาดต้อน นักปราชญ์มอญ รวบรวมองค์ความรู้และมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเพื่อผนวกเข้ากับอาณาจักรพม่า ( สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2538 ) แต่ในปี พ.ศ. 1830 มอญก็กลับมาเจริญรุ่งเรืองและก่อตั้งอาณาจักรมอญได้อีกครั้งโดยราชวงศ์ชานตะเลง (Shan Talaiang) หลังจากนั้น มอญและพม่าก็ทำสงครามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะเรื่อยมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2294 ในรัชสมัยของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งเป็นต้นวงศ์กษัตริย์สุดท้ายของพม่ามีนโยบายที่จะย้ายศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองซึ่งเดิมอยู่ทางตอนเหนือให้ลงให้ลงมาอยู่ทางตอนล่าง หรืออาจกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมได้ว่าเป็นการย้ายราชธานี จากเมืองตองอูที่ลุ่มน้ำสะโตงลงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี ได้สถาปนาหมู่บ้านชเวโบเป็นเมืองรัตนสิงห์ และยกทัพไปตีเมืองอังวะได้ในปี พ.ศ.2296 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแผ่ขยายอำนาจอยู่  ในขณะที่อังกฤษสนับสนุนพม่า ฝรั่งเศสก็เข้าสนับสนุนมอญ แต่เนื่องจากพม่าเข้มแข็งกว่า จึงสามารถยึดเมืองพะโค ( Pegu ) ได้ในปี พ.ศ. 2300 ส่งผลทำให้ชาวมอญจำนวนมากถูกสังหาร บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและวัดวาอารามถูกเผาทำลายลงจำนวนมาก ทำให้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวมอญเพื่อหลบหนีภัยสงครามเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน (ส.พลายน้อย (นามแฝง), 2544)  มอญได้สูญสิ้นอาณาจักรกลายเป็นชนชาติไร้แผ่นดินนับตั้งแต่นั้นมา ในช่วงยุคหลังอาณานิคมอังกฤษ มอญได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่า

                       

    ประวัติศาสตร์ชาวมอญพลัดถิ่นในราชอาณาจักรไทย

              ชาวมอญจำนวนมากอพยพเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ร้อยกว่าปี นับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  ดังนั้น นอกเหนือจากรัฐมอญในพม่าแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มอญจำนวนมากที่สุดในโลก เส้นทางอพยพของมอญที่สำคัญ ได้แก่ (1.) ด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี (2.) ด่านแม่ละเมา จังหวัดตาก (3.) ชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ และ (4.) ทางเมืองอุทัยธานี  โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ ( 2547 ) เสนอว่า การอพยพเข้ามาระลอกแรกของมอญ คือ เมื่อปี พ.ศ.2082 หลังจากกษัตริย์ในพม่าในราชวงศ์ตองอูเข้าตีเมืองเมาะตะมะ ชาวมอญอีกกลุ่มหนึ่งก็หนีตายเข้ามาในอยุธยาอีก  รัฐไทยในยุคนั้นมักดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับมอญ เพื่อใช้รัฐมอญเป็นเมืองหน้าด่านทำสงครามรบกับพม่า  ด้วยเหตุนี้ ทางทิศตะวันตกจึงมีการตั้งค่ายหน้าด่าน 7 ค่าย และกลายเป็นหัวเมืองรามัญ 7 หัวเมือง ส่งส่วยทองคำ รับเกณฑ์คนมอญเข้ากองทัพ ตั้งกองเสบียง และลาดตระเวนให้กรุงเทพ ฯ  โดยมีหลักฐานที่มีนัยยะสำคัญมากมาย เช่น วัดคงคาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีวัดเก่าที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกู่อัฏฐิบรรพชนที่ลูกหลานเชื่อว่า เป็นผู้นำหัวเมืองรามัญทั้ง 7 (ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์, ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬา ฯ , สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015 )

              เหตุผลสำคัญของการอพยพของชาวมอญเข้ามาอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันมี 5 ประการ คือ เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา ลี้ภัยสงคราม การสมรส และการติดตามญาติพี่น้องเข้ามาตั้งหลักแหล่งหรือประกอบอาชีพ  การเคลื่อนย้ายของชาวมอญเข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นเสมอ ๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน มีทั้งที่อยู่ในรูปของการอพยพด้วยความจำเป็นหรือการถูกบังคับ เนื่องจากภัยสงครามการบังคับกวาดต้อนเข้ามา กับการอพยพเข้ามาด้วยความเต็มใจ เช่น ทูตทางพุทธศาสนา แสวงหาที่ดินทำกินที่อุดมสมบูรณ์ และเพื่อทำมาค้าขายระหว่างกัน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า การอพยพของชาวมอญเข้ามาในประเทศไทย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กว่า 47 ปีแล้ว สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงค้นคว้าและสันนิษฐานว่า ชาวมอญมีการพลัดถิ่น 9 ระลอก โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ (ดำรงราชานุภาพ และคณะ, 2547, หน้า 12 - 17)

                       ระลอกที่ 1 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2082 หลังจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีกรุงหงสาวดีแตก มีชนชั้นสูง ชาวมอญ ข้าราชบริพาร และข้าราชการจำนวนมาก อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา และอีกครั้งในปี พ.ศ.2084 เมื่อเมืองเมาะตะมะถูกกษัตริย์จากราชวงศ์ตองอูเข้าตีแตก ชาวมอญถูกทหารพม่าฆ่าจนล้มตายจำนวนมาก จึงอพยพหนีตายเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา

                       ระลอกที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2127 หลังจากพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาประกาศแยกแผ่นดินกับกรุงหงสาวดี และเกลี้ยกล่อมชาวมอญจำนวนมากให้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอาณาจักรอยุธยา (พิสันห์ ปลัดสิงห์, 2530, หน้า 131 - 132)

                       ระลอกที่ 3 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2138 เมื่อกรุงหงสาวดีแตก ชาวมอญอพยพเข้ามาทางตะวันออก เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา

                       ระลอกที่ 4 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2156 เมื่อกองทัพพม่าเข้าปราบปรามมอญอย่างหนัก ทำให้ชาวมอญอพยพเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา

                        ระลอกที่ 5 เกิดขึ้นในระหว่างปี พ.ศ.2202 – 2205 เมื่อชาวมอญในพม่าก่อกบฏ และกองทัพพม่าปราบปรามอย่างหนัก ชาวมอญกลุ่มใหญ่จึงอพยพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์

                        ระลอกที่ 6 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าเข้าตีกรุงหงสาวดี

    กดขี่ ทรมานชาวมอญ และทำลายล้างวัฒนธรรมมอญ ทำให้ชาวมอญจำนวนมากอพยพหนีเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา และบางส่วนหนีขึ้นเหนือไปอาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนา หรือที่เรียกว่า “” พวกเม็ง ”  บางส่วนอพยพหนีขึ้นไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน และบางส่วนหนีลงใต้เข้าไปอาศัยอย๋ในเทือกเขาตะนาวศรี

    ระลอกที่ 7 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2316 หลังจากการก่อกบฏของชาวมอญในเมืองย่างกุ้ง

    กองทัพพม่าเข้าปราบปราม ฆ่า และเผาอย่างทารุณ ทำให้คนมอญจำนวนมาก อพยพเข้ามาในกรุงธนบุรีในสมัยพระเจ้าตากสิน ในช่วงเวลานี้ เกิดการก่อตัวของแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันของมอญเก่า และมอญใหม่  โดยชาวมอญใหม่ที่อพยพเข้ามาในช่วงนี้ สืบเชื้อสายมาเป็นชาวไทยรามัญในปัจจุบัน  ในขณะที่ชาวมอญเก่าที่อพยพเข้ามาก่อนหน้านี้ ได้ถูกกลืนกลายเป็นไทยไปหมดแล้ว

                        ระลอกที่ 8 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2336 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อรัชกาลที่ 1 เข้ายึดเมืองทวาย แต่รักษาเมืองเอาไว้ไม่ได้ ระหว่างที่ต้องถอยทัพกลับ จึงกวาดต้อนชาวมอญจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มหัวหน้า กลับเข้ามาด้วย

    ระลอกที่ 9 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2357 ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อพม่าเข้าปราบปรามกบฏชาว

    มอญที่เมืองเมาะตะมะ ทำให้ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะนั้น เสด็จออกไปรับชาวมอญกลุ่มนี้ถึงชายแดน และอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณปากเกร็ดและพระประแดง

                       สำหรับการเข้ามาอยู่อาศัยอย่างกลมกลืนภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรไทยนั้น องค์ บรรจุน (2550: 20) ได้วิเคราะห์ว่า เมื่อชาวมอญมีความเดือดร้อนเพราะถูกกดขี่ข่มเหงจากพม่าก็มักจะมีหนังสือลับเข้ามากราบบังคมทูล ฯ ต่อพระมหากษัตริย์ไทยก่อน เพื่อขออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  นโยบายทางการของไทยที่มีต่อชาวมอญอพยพ คือ ยินดีต้อนรับ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มแรงงานการผลิตในภาคเกษตรแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและสร้างอาณาจักรไทยให้เข้มแข็ง  ทางการไทยจะจัดเตรียมกองทัพพร้อมเสบียงอาหารออกไปรับครอบครัวมอญอพยพ  เมื่อชาวมอญเข้ามาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารแล้ว  พระมหากษัตริย์ไทยจะพระราชทานที่ดิน อุปกรณ์ก่อสร้างและจัดสถานที่ให้ปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัย โดยมากเป็นย่านริมน้ำและใกล้พระนครหรือชานพระนคร  เนื่องจากสะดวกต่อการสัญจรและมีความอุดมสมบูรณ์ในการดำรงชีวิต และให้สิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการประกอบอาชีพโดยอิสระ  ส่วนหัวหน้ามอญที่นำครอบครัวมอญเข้ามาก็มักได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองดูแลชาวมอญด้วยกันเอง  แต่จะทรงพระราชทานรางวัล ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ตามที่ได้รับเมื่อครั้งอยู่ในเมืองมอญ เพื่อให้เกิดการกลืนกลายทางสังคม ( องค์ บรรจุน, 2550, หน้า 20 )

    งานศึกษาของสุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542, หน้า 7 - 9) ได้อธิบายว่า บรรพชนชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนมักจะได้รับการโปรดเกล้า ฯ จากพระมหากษัตริย์ไทยให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่  โดยชาวมอญจะถูกจัดให้อาศัยอยู่ตามลำน้ำหรือริมแม่น้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพ ฯ  โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้   

    1) ถิ่นฐานชาวมอญในราชอาณาจักรไทย

    สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแม่น้ำแม่กลอง อำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพ

    ธาราม ในจังหวัดราชบุรี  และอีกส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบชานพระนคร และบริเวณที่ติดต่อกับจังหวัดนนทบุรี

    สมัยกรุงธนบุรี มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวมอญราว 30,000 คนเศษ  โดยหัวหน้าที่

    พาชาวมอญอพยพเข้ามา คือ พระยาเจ่ง หัวหน้ากบฏมอญในพม่า  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ครอบครัวชาวมอญไปอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี และที่สามโคก แขวงเมืองปทุมธานี 

    สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการสร้างป้อม

    ขึ้นที่ปากลัด แล้วกำหนดให้เป็นเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ เมืองนครเขื่อนขันธ์ ” โดยรวมเอาเนื้อที่บางส่วนของแขวงเมืองสมุทรปราการและแขวงเมืองกรุงเทพมหานครเข้าด้วยกัน  และได้โปรดเกล้าให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นพวกพระยาเจ่งส่วนหนึ่งไปไว้ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์นี้  และโปรดเกล้า ฯ ตั้งสมิงทอมา บุตรพระยามหาโยธาขึ้นเป็นพระยาราม ให้เป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติ เสนาบดีศรีสิทธิสงครามผู้รักษาเมือง

    มอญที่เข้ามาหลังสุด โปรดเกล้า ฯ ให้ไปอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์บ้าง ปทุมธานีบ้าง

    นนทบุรีบ้าง เพราะฉะนั้น บริเวณที่มีชาวมอญอยู่เป็นจำนวนมาก คือ ปากเกร็ด นนทบุรี, สามโคก ปทุมธานี และปากลัด หรือนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนามอำเภอพระประแดง ขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ    

              แม้ว่าชาวมอญจะอพยพเข้ามาในไทยหลายระลอกใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  แต่หากพิจารณาจำนวนของพลเมืองมอญในกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงเวลาดังกล่าวนับว่ามีจำนวนไม่มากนัก  อย่างไรก็ตาม ปัญหาสงครามภายในพม่าที่ทวีความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งส่งผลทำให้ชาวมอญอพยพหนีภัยสงครามมาอาศัยอยู่กับญาติตามแนวตะเข็บชายแดนทางด้านตะวันตก  จำนวนประชากรชาวมอญในประเทศไทยจึงเพิ่มสูงขึ้น ดังพบว่าในปี พ.ศ. 2376 ประชากรที่อาศัยบริเวณจังหวัดราชบุรีเกือบทั้งหมดเป็นชาวมอญ (ดํารงราชานุภาพ และคณะ, 2547, หนา 16)  ทั้งนี้ พบเช่นกันว่า เมื่อบ้านเกิดในรัฐมอญมีความสงบสุข ชาวมอญในไทยก็อพยพกลับบ้าน คราวละหลายพันครอบครัว เช่น เมื่อคราวที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่า และมีการพัฒนาระบบการค้าข้าวจนมีความเจริญก้าวหน้าในหัวเมืองมอญต่าง ๆ ( พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 17)

              2) บทบาททางการเมือง

             เมื่อชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรสยามก็ต่างเรียนรู้และปรับตัวตามบริบททางการเมือง จนสามารถเข้ากับวัฒนธรรมที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมถ์ของอาณาจักรสยามในอดีตได้เป็นอย่างดี ( พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 17) ขุนนางมอญที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ก็ตั้งใจรับราชการในสยามจนเจริญก้าวหน้า และมักมีธรรมเนียมถวายลูกหลานให้เข้ารับราชการฝ่ายในตามกลไกของระบบอุปถัมภ์ที่มีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ปกครองต้องการเครื่องประกันความจงรักภักดี  ส่วนฝ่ายขุนนางต้องการเครื่องประกันความมั่นคงและก้าวหน้าในชีวิตการงาน โดยอาศัยความสัมพันธ์อันโยงใยจากสตรี  สตรีมอญในราชสำนักสยามมีเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่นางพนักงานอยู่งาน กระทั่งพระมเหสีเทวี  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมวงศานุวงศ์จำนานมากที่ประสูติแด่สตรีมอญ ได้รับการอภิบาลจากสตรีมอญ จนทรงคุ้นเคยและนิยมในศิลปวัฒนธรรมแบบมอญ ทำให้ราชสำนักสยามมีความเป็นมอญเข้มข้น  นอกจากนี้ สตรีมอญในราชสำนักฝ่ายในทุกรัชกาลยังทรงมีอิทธิพลทางการเมืองโดยอ้อม โดยการกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมอญตระกูลเดิมของตน หรือดำเนินการช่วยเหลือเครือญาติของตนให้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ  หลายท่านยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีมอญสู่ราชสำนักสยาม ซึ่งแพร่ขยายต่อไปยังสังคมของสามัญชนอย่างกลมกลืน จนทำให้วัฒนธรรมมอญเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย อาทิเช่น พุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่มาพร้อมกับภาษามอญ  พิธีหุงข้าวเพื่อบูชาเทวดาตามพิธีกตตมมอญ การประยุกต์ข้าวแช่พื้นบ้านมอญจนกลายเป็นตำรับชาววัง  ศิลปะการแสดงของมอญที่ได้รับการบรรจุไว้ในงานมหรสพพิธีหลวง เป็นต้น ( องค์ บรรจุน, 2550) 

              3) สำนึกชาติพันธุ์ และการผสานเข้ากับสังคมไทย   

              คนมอญในเมืองไทย เท่าที่ยังมีสำนึกทางชาติพันธุ์ว่าตนเองเป็นคนมอญ คือ กลุ่มคนมอญที่

              อพยพมาเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิต ประเพณีคล้ายคนไทย ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองกลุ่มชาติพันธุ์ตลอดเวลา วัฒนธรรมมอญก็เป็นแม่แบบของหลายวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อมอญที่เข้ามาใหม่จากฝั่งพม่าก็นำวัฒนธรรมใหม่เข้ามา  ในขณะที่ไทยก็รับวัฒนธรรมเดิมของมอญที่ทิ้งไว้มาตั้งแต่สมัยทวาราวดีจนวัฒนธรรมพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมทั้งสองแบบก็มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง รากของวัฒนธรรมมอญในด้านต่าง ๆ จึงผสมกลมกลืนในสังคมไทย แม้จะมีประเพณีและวิถีชีวิตหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ผสมกลืมกลืนในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้  อิทธิพลทางวัฒนธรรมมอญที่ปรากฎเด่นชัดในสังคไทย เช่น วัฒนธรรมอาหาร ศิลปะ ดนตรี กฎหมายตราสามดวงของไทยที่ได้แบบอย่างมาจากกฎหมายมนูญธรรมศาสตร์ของมอญที่ดัดแปลงมาจากกฎหมายของอินเดีย  ทางด้านภาษาพบว่า มีคำไทยเก่า ๆ เกือบ 700 คำ ที่มีรากฐานมาจากคำมอญ แม้ว่าในปัจจุบันคำเหล่านี้จะถูกกลืนกลายเป็นคำไทยไปหมดแล้ว  นอกจากนี้ยังพบว่า มีการแปลวรรณคดีมอญเป็นภาษาไทย เช่น เรื่องราชาธิราช ในด้านความเชื่อ พบความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกับลังกาวงศ์รุ่นแรกที่รับมาจากนครพัน  อิทธิพลของธรรมยุตินิกายกับการตีความด้านพระวินับ และลิทธิความเชื่อเกี่ยวกับพระธาตุของมอญ เป็นต้น( องค์ บรรจุน , 28 ตุลาคม 2014 ; พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 25)

              ในปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายมอญที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนมาก และครอบคลุมทุกภาคของประเทศ  รูปแบบสำคัญของการตั้งถิ่นฐานของชาวมอญในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต กล่าวคือ นอกจากกลุ่มการตั้งถิ่นฐานเดิมของชาวมอญที่ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งถิ่นฐานเช่นในอดีต และการอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยสงครามแล้ว ยังมีการอพยพเข้ามาเนื่องจากการสมรส การเข้ามาทำงาน รับจ้าง ทำการค้าขาย และการประกอบธุรกิจต่าง ๆ (สมโชติ อองสกุล, 2548)

              อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมอญจะไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเองแล้ว แต่ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมก็ทำให้คนมอญที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของมอญ และทำนุบำรุงวัฒนธรรมของตนเอง จนสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นของเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์มอญเอาไว้ได้  โดยชาวมอญในไทยมีการเก็บบันทึกเรื่องราวของชนชาติมอญในมิติทางสังคมและวัฒนธรรมไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบของภาพเก่าที่บันทึกเรื่องราววิถีชีวิตและเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในครอบครัวของชาวมอญในรัฐมอญ ก่อนการอพยพเข้ามาในประเทศไทย ภาพการสู้รบของกองกำลังมอญกู้ชาติในรัฐมอญ  เอกสารใบลานและลานทองแดงที่ชาวมอญนำติดตัวมาจากเมืองมอญ และเก็บรักษาไว้ตามวัดมอญมอญเกือบ 200 วัดในภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน จึงเป็นตัวอย่างของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามาก ( พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 19)  นอกจากนี้พบว่า ชาวมอญในไทยยังคงเก็บรักษาสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องดนตรี หัตถกรรมและวิธีการปักสไบมอญแบบโบราณ ตลอดจนการอนุรักษ์เครื่องประดับและการแต่งกายแบบมอญถูกถ่ายทอดสืบต่อมาโดยหลักฐานเหล่านี้  ชาวมอญซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้นำติดตัวเข้ามาด้วยเป็นจำนวนมาก จนกล่าวได้ว่า นอกจากรัฐมอญในพม่าแล้ว ประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมมอญที่สำคัญแห่งที่สองในโลก ( ดำรงราชานุภาพ และคณะ, 2547, หน้า 16 - 17 )

     

  • วิถีชีวิต :

              ชาวมอญเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยในอดีต  แม้ว่าชาวมอญจะมีสถานภาพเป็น “ ไพร่หลวง ” ภายใต้ระบบไพร่นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  แต่รัฐไทยก็ให้ความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจต่อชาวมอญพอสมควร ชาวมอญจึงสามารถเลือกประกอบอาชีพต่าง ๆ ตามความถนัดของตนเอง ตั้งแต่ช่วงแรกที่อพยพมาประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากแรงงานจีนที่เริ่มเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างโดยตรง  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมอญมีบทบาทเป็นผู้ประกอบการสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ผู้ผลิตและผู้ขาย อันมีส่วนขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนและไหลเวียนของสินค้าและเงินตราในระบบเศรษฐกิจ  แต่ชาวมอญไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญของประเทศไทยแบบคนจีน เพราะระบบเศรษฐกิจของชาวมอญมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้  กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จึงหมุนเวียนอยู่ในระบบท้องถิ่นภายในหมู่บ้านของตนหรือบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น  ส่วนการค้าก็เป็นการรับซื้อสินค้าจากตำบลหนึ่งล่องเรือไปขายยังอีกตำบลหนึ่ง ไม่มีการค้ากับต่างประเทศโดยตรงดังเช่นชาวจีน ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 85, 207 )

              วิถีชีวิตในอดีต     

              อาชีพสำคัญของมอญในอดีต คือ การทำนา เหมือนกับที่เคยทำอยู่ในประเทศพม่าและคนไทยทั่วไป  กรรมวิธีในการทำนาของชาวนามอญก็ไม่ต่างไปจากชาวนาไทยนัก เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพดังกล่าว ได้แก่ คันไถและคราด ใช้วัวและควายเป็นแรงงานสำคัญ ซึ่งนอกจากจะใช้ไถนาแล้วยังใช้ในการนวดข้าวเพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากรวงอีกด้วย  ในพื้นที่ไร่นาบางแห่งยังมีการปลูกพืชผลต่าง ๆ เช่น ผักและผลไม้ต่าง ๆ มันเทศ น้ำเต้า สัปปะรด อ้อย ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีการทำอุตสาหกรรมและหัตถกรรมต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น  อาชีพที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นความเชี่ยวชาญของชาวมอญและเป็นกิจการของชาวมอญ คือ อุตสาหกรรมครัวเรือนทำเครื่องปั้นดินเผาและการทำอิฐ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของบรรพชนชาวมอญตั้งแต่อาศัยอยู่ในพม่าและสืบทอดมายังคนรุ่นหลังที่อยู่ในไทยที่ทำเป็นอาชีพหลักด้วย  แหล่งสำคัญที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่รู้จักกันดี คือ ชุมชนมอญ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทำเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะที่ใช้ในครัวเรือนหลายชนิด ตั้งแต่ตุ่มใส่น้ำขนาดต่าง ๆ  ไห  หม้อ  อ่าง ครก  ตลอดจนถ้วยชามและอื่น ๆ  ในระยะแรกคงจะทำเป็นงานอดิเรกในครัวเรือนควบคู่กับการทำนาเป็นอาชีพหลัก  ต่อมาเมื่อสินค้าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คือ ดินเหนียวในแถบเมืองนนทบุรี  มอญแถบนั้นจึงหันมาทำอาชีพนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยสันนิษฐานว่าคงจะเป็นในสมัยกรุงธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีมอญอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนที่ปากเกร็ดกันมาก  ภาชนะดินเผาเหล่านั้นเมื่อทำเสร็จแล้วจะมีมอญอีกพวกหนึ่งล่องเรือมารับซื้อแล้วนำไปขายทางภาคกลางและภาคเหนือ (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 207)

              ส่วนการทำอิฐนั้นทำกันมากแถบสามโคก ปทุมธานี และคงจะทำกันมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นเดียวกับการทำเครื่องปั้นดินเผา  ส่วนมากมักทำเป็นงานอดิเรกในยามว่างจากฤดูทำนา  อิฐดังกล่าวมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ผิวไม่เรียบ เรียกกันว่า “ อิฐมอญ ” ซึ่งอาจเพราะชาวมอญเป็นผู้นำเข้ามาและทำกันมากจนดูเหมือนจะเป็นผู้ผูกขาดการทำอิฐชนิดนี้ โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทางการได้เกณฑ์ไพร่หลวงรามัญไปตั้งเตาทำอิฐเพื่อใช้ในการก่อสร้างป้อมค่ายและกำแพงเมืองต่าง ๆ ในสมัยนั้น ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 208)

              นอกจากอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาและอิฐแล้ว  ชาวมอญจำนวนไม่น้อยที่หันมายึดอาชีพค้าขาย แม้มิใช่วิสัยของชาวมอญทั่วไปก็ตาม  อาชีพค้าขายของชาวมอญที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ การค้าเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้เรือเป็นพาหนะขนส่งสินค้าของชาวมอญสามโคก ซึ่งคาดว่าเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำเครื่องปั้นดินเผา  โดยพ่อค้ามอญจะเป็นเจ้าของเรือซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กันตามแต่ฐานะของแต่ละคน และใช้เรือเป็นพาหนะรับซื้อสินค้าต่าง ๆ จากแหล่งผลิต อันได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา พวกหม้อ ไห โอ่ง ฯลฯ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ก่อสร้างอื่น ๆ อาทิเช่น มุงหลังคา อิฐ ทราย หิน ซีเมนต์ ฯลฯ ล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง จากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางรอนแรมไปจนถึงพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ในภาคเหนือ เพื่อนำสินค้าไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลาง  มอญชาวเรือจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเรือ  ดังนั้นจึงต้องปรับสภาพเรือให้มีลักษณะเป็นบ้านอยู่ในนั้นด้วย และเวลาไปค้าขายก็จะพากันไปหมดทั้งครอบครัว  มอญชาวเรือบางพวกเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะอยู่ทำไร่ตามตลิ่งในหัวเมือง กล่าวคือ ในฤดูแล้งจะซื้อสินค้าจากกรุงเทพ ฯ บรรทุกเรือไปขายตามหัวเมืองทางเหนือจนถึงอุตรดิตถ์  พอจะเข้าฤดูฝนก็จะถอยเรือลงมาจอดตามที่ว่างในลำน้ำแถวแควใหญ่ ถางตลิ่งทำไร่ปลูกแตงและยาสูบ  ครั้นถึงฤดูน้ำหลากก็เก็บของในไร่บรรทุกเรือล่องลงมาขายที่กรุงเทพ ฯ แล้วซื้อสินค้ากรุงเทพ ฯ กลับขึ้นไปอีก วนเวียนเช่นนี้ทุกปี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพ, 270 – 271 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 210)

              การดำทรายเป็นอีกอาชีพที่สำคัญของชาวมอญ  ชาวมอญจะนำทรายที่ดำขึ้นมาไปขายเองหรืออาจมีพ่อค้าคนกลางมอญรับซื้อไปขายต่ออีกทีหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่า ชาวมอญเริ่มประกอบอาชีพนี้ตั้งแต่เมื่อใด เท่าที่สืบค้นได้คาดว่า ชาวมอญได้ทำอาชีพดำทรายอยู่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 แถบบางพูด นนทบุรี และคงทำกันเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัด และทราบกันดีในสังคมไทย  จึงเป็นที่กล่าวถึงในตอนที่เกิดเหตุเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ล่มที่บางพูดว่า ขณะที่เกิดเหตุนั้นมีมอญดำทรายอยุ่แถบนั้นเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยกู้เรือ (ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม, 2509, หน้า 154 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 210 )

              อาชีพที่มาจากภูมิปัญญาเก่าแก่สำคัญที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวมอญ คือ การทำเส้นขนมจีนจำหน่าย  โดยขนมจีนเป็นอาหารที่ชาวมอญเป็นต้นตำรับและเป็นที่นิยมรับประทานทั่วไปในประเทศไทย  ชุมชนมอญสมัยก่อนที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเส้นขนมจีน ได้แก่ ชุมชนมอญ จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนมอญหนองดู่ จ. ลำพูน ชุมชนมอญแถบพระประแดง จ.สมุทรปราการ (เพจรามัญคดี – Mon studies (27 กรกฎาคม 2017)  นอกจากนี้ ยามเมื่อว่างเว้นจากฤดูการทำนา ชาวมอญก็มีการทำงานฝีมือต่าง ๆ ไว้ใช้สอยตามความจำเป็น เช่น ทอผ้า ทอเสื่อ สานตะกร้า กระบุง  ชุมชนมอญแถบอยุธยา สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี จึงอาศัยทักษะงานฝีมือเหล่านี้มารับจ้างเย็บและค้าจากซึ่งใช้มุงหลังคา จนกลายเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากงานประจำด้วย  ในขณะที่บางชุมชนประกอบอาชีพทำนาเกลือและตัดฟืนขาย  อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่มอญหันมาให้ความสนใจไม่น้อยในระยะหลัง คือ การรับราชการ เป็นขุนนาง และข้าราชการอยู่ในกรมกองต่าง ๆ ตั้งแต่นายหมวด นายกอง ตลอดจนเสมียน สารวัตร และท้ายที่สุดเป็นนายทหารในกรมทหารเรือ ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 85 – 86; สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2542, หน้า 11 – 12)

              วิถีชีวิตในภาวะทันสมัย (modernization)

              นับตั้งแต่ พ.ศ. 2500 การดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศให้เข้าสู่ภาวะทันสมัย (Modernization) ของรัฐบาลไทย รวมทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่ก่อตัวขึ้นได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตของชาวมอญหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ของวิถีการดำรงชีพทางเศรษฐกิจ  งานศึกษาของจริยาพร รัศมีแพทย์ (2544, หน้า 64) ได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีการประกอบอาชีพของชาวมอญชุมชนบ้านบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กทม. พบว่า ในระยะแรก คนในชุมชนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่หลังจากช่วงปี พ.ศ. 2510 – 2512 ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเย็บจากตัดฟืนขาย  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป รายได้จากการเย็บจาก ตัดฟืน ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่วนใหญ่จึงหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ประกอบกิจการวังกุ้ง วังปลา รวมไปถึงค้าขาย รับราชการ และเป็นลูกจ้างในโรงงาน  เมื่อชุมชนมีถนนและรถยนต์เข้ามาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้การติดต่อกับภายนอกมีความสะดวกรวดเร็ว กิจการต่าง ๆ ในชุมชนจึงซับซ้อนยิ่งขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  ในขณะที่พื้นที่การเกษตรลดลงเป็นอย่างมาก  

              สำหรับกรณีของชาวมอญสามโคก จ.ปทุมธานี พบว่า อาชีพหลักที่ขึ้นชื่อของชาวมอญสามโคกในอดีตที่นิยมผลิตเครื่องปั้นเดินเผาและค้าขายเครื่องปั้นดินเผาและสินค้าอื่น ๆ ทางเรือนั้น ปัจจุบัน เมื่อถนนตัดเข้ามาถึงชุมชน วิถีชีวิตที่ใช้เส้นทางน้ำเป็นเส้นทางหลักก็ลดความสำคัญลง  แม้ว่าชาวบ้านบางส่วนยังคงประกอบอาชีพผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่บ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก  แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพล่องเรือขายเครื่องปั้นดินเผาอีกแล้ว เพราะชาวบ้านมักจะนิยมขนเครื่องปั้นดินเผาบรรทุกรถยนต์ไปขายชุมชนอื่น ๆ แทน  ส่วนเรือมอญก็ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นในชุมชน แม้ว่าจะลดบทบาทลงไปมาก บางครอบครัวเก็บรักษาเรือมอญไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญและความมั่งคั่งในอดีต  แต่ก็มีส่วนน้อยที่ยังคงใช้เรือมอญค้าขายสินค้าทางน้ำ อาทิเช่น ขายมะพร้าวและเตาถ่านใช้เวลาล่องเรือขายสินค้าเป็นอาทิตย์แล้วจึงจะกลับบ้าน  อาชีพในปัจจุบันของชาวมอญสามโคกส่วนใหญ่เป็นอาชีพใหม่ ๆ เช่น รับราชการ ทำงานเอกชน หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น ( ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ, 2556, หน้า 25 – 56 ; Thailand Science Research and Innovation , 20 ต.ค.2015)

              ในขณะที่ชาวมอญเกาะเกร็ด จ.นนทุบรี ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี  เมื่อเครื่องปั้นดินเผาประเภทภาชนะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลดบทบาทลงไปมากในสังคมปัจจุบัน ช่างฝีมือเกาะเกร็ดจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเครื่องปั้นดินเผา โดยประยุกต์ให้ดูทันสมัยและสวยงาม เพื่อเน้นขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะเกร็ด( Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค.2015 )

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

    งานศึกษาของสุภาวดี มิตรสมหวัง (2544, หน้า 130 - 144) ได้อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างครอบครัวของชาวมอญ ดังต่อไปนี้

              โครงสร้างครอบครัว

    ครอบครัวของชาวมอญในอดีตมักจะเป็นครอบครัวขยาย เนื่องจากส่วนมากมี

    อาชีพเกษตรกรรม จึงต้องใช้แรงงานในครอบครัว รวมทั้งคนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับความกตัญญู ตอบแทนคุณบิดามารดา ปู่ย่าตายาย จึงไม่ทอดทิ้ง ไม่แยกบ้านไปอยู่ถิ่นอื่น  เมื่อบุตรคนต่อไปแต่งงาน  บุตรที่แต่งงานก่อนจะแยกไปปลูกบ้านเรือนใกล้ ๆ กับบ้านเรือนของบิดามารดา ซึ่งบิดามารดาจะยกที่ดินใกล้บ้านให้แก่บุตร นอกจากบุตรคนสุดท้องที่บิดามารดาจะยกบ้านและที่ดินที่บิดามารดาอยู่ให้เป็นมรดกของบุตรคนสุดท้อง เว้นแต่บิดามารดามีบุตรหลายคน และมีบุตรคนหนึ่งซึ่งสามารถอยู่เลี้ยงบิดามารดาได้ บุตรคนอื่นจึงจะสามารถแยกไปอยู่ที่อื่นได้  แต่ก็จะกลับมาเยี่ยมเยือนดูแลทุกข์สุขบุพการีเสมอ  ในปัจจุบัน กรณีศึกษาจากชุมชนมอญเกาะเกร็ด และชุมชนตำบลคลองควาย ในระหว่างปี 2542 – 2543 พบว่า รูปแบบครอบครัวของชาวไทยเชื้อสายมอญมีลักษณะที่ผสมผสานกัน ระหว่างครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ในสัดส่วนที่ใกล้ ๆ กัน  โดยครอบครัวเดี่ยวมีสมาชิกอยู่น้อยกว่า 5 คน และครอบครัวขยายมีสมาชิกตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จัดเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และมีสมาชิกหลายชั่วอายุคนอาศัยอยู่ด้วยกัน  เนื่องจากส่วนใหญ่มีฐานะไม่ค่อยดี การออกไปปลูกบ้านเองหรือซื้อบ้านของตนเองทำได้ยาก จึงต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่  ส่วนมากฝ่ายชายย้ายเข้าไปอยู่กับฝ่ายหญิง  ครอบครัวที่สามารถแยกบ้านของตนเองได้ ส่วนมากจะมีฐานะดี ลูกมีการศึกษาดี เมื่อสำเร็จการศึกษามีครอบครัวแล้ว ก็มักจะซื้อบ้านแยกอยู่ต่างหาก หรือปลูกบ้านต่อเติมออกไปจากบ้านพ่อแม่ และมีครัวของตนเอง

              การกำหนดบทบาทและสถานภาพของสมาชิกในครอบครัวของชาวไทยเชื้อสายมอญในอดีตจะกำหนดโดยใช้เพศและระดับอายุเป็นสำคัญ  ผู้ชายจะมีบทบาทและสถานภาพสูงกว่าผู้หญิง  ผู้อาวุโสจะมีบทบาทและสถานภาพสูงกว่าผู้เยาว์  ผู้ชายมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวและมีอำนาจในการตัดสินประเด็นในครอบครัว  ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ปรนนิบัติสามี และมีหน้าที่ดูแลกิจกรรมภายในบ้านทุกเรื่อง รวมทั้งบริหารเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน บางครั้งภรรยาอาจทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมแรงงานของสามีบ้าง  ส่วนผู้อาวุโสพบว่า ในอดีตมีบทบาทเป็นหมอตำแย เป็นหมอสมุนไพร สอนการรำละคร และเป็นที่ปรึกษาของคนในครอบครัว โดยผู้อาวุโสจะได้รับการเคารพจากคนในครอบครัวและชุมชนมาก  แต่ในยุคสมัยใหม่ การรักษาพยาบาลแผนโบราณไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป  หน้าที่หลักของผู้อาวุโสจึงเป็นการช่วยเหลือดูแลหลาน และการช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

    ลักษณะโครงสร้างทางด้านอำนาจของครอบครัวมอญ เป็นโครงสร้างที่เน้นความเป็น

    ใหญ่ของฝ่ายชาย แต่การแสดงออกถึงความเป็นใหญ่ของผู้ชายมอญเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้ชายแสดงออกผ่านทางสถานภาพและบทบาททางสังคมเท่านั้น  ในทางปฏิบัติ ผู้ชายจะใช้เหตุผลพูดคุยหรือถกเถียงปัญหาในครอบครัว  การตัดสินใจเรื่องสำคัญในครอบครัวจะตัดสินใจร่วมกัน ภรรยามักจะตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และเป็นเพื่อนคู่คิดของสามี  ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ลักษณะการจัดสรรอำนาจในครอบครัวชาวมอญ ฝ่ายชายและหญิงมีการใช้อำนาจในการตัดสินใจกิจกรรมของครัวเรือนร่วมกันมากขึ้น  ปัจจุบัน การแสดงบทบาทในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ชายและผู้หญิงมีเท่ากัน สามีชาวมอญให้การยอมรับบทบาทในการทำงานนอกบ้านของภรรยา และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมภายในบ้าน นอกจากนี้ ทั้งสามีและภรรยาชาวมอญยังถูกคาดหวังจากสังคมให้แสดงบทบาทในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส ตามที่กฎหมายในปัจจุบันให้การรองรับ ประกอบกับหลักคำสอนในศาสนาพุทธและกฎจารีตในการนับถือผีล้วนสอนให้ชาวมอญไม่ประพฤติผิดในกามด้วย  

    ในส่วนของการแสดงบทบาทการเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้น สังคมมอญคาดหวังให้พ่อแม่อบรม

    สั่งสอนลูกให้ปฏิบัติตามค่านิยมที่ชาวมอญให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การเคารพผู้อาวุโส รองลงมา คือ การศึกษา ความขยันเข้มแข็ง การยึดมั่นในคุณธรรม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว การรักษาเกียรติยศของครอบครัวและวงศ์ตระกูล ความมีระเบียบ ความรักในพวกพ้อง ความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งการสะสมวัตถุเงินทองและความสอดคล้องในชีวิต  พ่อแม่ชาวมอญมักแสดงบทบาทต่อลูกในเรื่องของการเป็นแบบอย่างที่ดีมากที่สุด รองลงมาคือการให้ขวัญกำลังใจ การดูแลทางด้านสุขภาพกายใจ และการอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี  ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูบุตรของชาวมอญมีลักษณะแบบกึ่งให้อิสระ คือ ให้อิสระในบางเรื่องและควบคุมบางเรื่อง กล่าวคือ ให้อิสระในเรื่องการเลือกเรียน อาชีพ คู่ครอง แต่จะควบคุมไม่ให้ลูกเที่ยวเตร่และคบเพื่อนที่ไม่ดี และกำกับดูแลให้ลูกช่วยงานบ้าน  โดยชาวมอญพยายามสอนลูกด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะให้ความสำคัญกับลูกมาก  ในอดีตพ่อแม่ชาวมอญมักจะอบรมสั่งสอนลูกในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน เพื่อให้ลูกสามารถสืบทอดอาชีพจากพ่อแม่ได้ ลูกชายมักจะถูกสอนในเรื่องการรู้จักการดำรงชีวิต ลูกสาวมักจะได้รับการอบรมจากแม่เรื่องงานบ้านงานเรือน  ส่วนผู้สูงอายุมักจะอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ  ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทยเชื้อสายมอญในสมัยก่อนจึงมีความใกล้ชิดกันมาก 

              การที่สภาพสังคมได้เปลี่ยนไปจากสังคมแบบเกษตรกรรมมาเป็นสังคมแบบอุตสาหกรรมนั้น ได้ส่งผลทำให้ลักษณะครอบครัวมอญในหลายชุมชนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อทั้งพ่อและแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยวอาจจำเป็นต้องจ้างผู้เลี้ยงดูบุตร หรือนำไปให้บุพการีเลี้ยงดูแทน เมื่อลูกถึงวัยเข้าเรียน พ่อแม่ยิ่งต้องแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายที่จะตามมา  โอกาสที่ลูกจะอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ก็น้อยลง ประกอบกับความก้าวหน้าของนวัตรกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่ดึงดูดความสนใจของลูกให้ใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้  ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะแปลกแยกระหว่างพ่อแม่และลูกสูง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกขาดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ขาดที่ปรึกษา และนำไปสู่ปัญหาการใช้ยาเสพติด ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในชุมชนมอญในปัจจุบันค่อนข้างมาก  นอกจากนี้ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสและบุคคลในครอบครัวในยุคปัจจุบัน พบว่า ผู้อาวุโสได้รับการปฏิบัติดูแลจากลูกหลานในเรื่องการดูแลเสือผ้า การพาไปเที่ยวนอกบ้านค่อนข้างน้อย แต่ยังมีการขอคำแนะนำบ้างในบางครั้งแต่ไม่บ่อย  ส่วนใหญ่ลูกหลานมักมาเยี่ยมเยือน ซื้อของให้รับประทานดูแลสุขภาพและให้ความเคารพ 

              ระบบเครือญาติ

              ระบบเครือญาติของชาวมอญมีความสัมพันธ์กับระบบการนับถือผีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากชาวมอญสมัยโบราณ (รวมทั้งชาวมอญในรัฐมอญ ประเทศพม่าในปัจจุบัน) ไม่มีระบบนามสกุลอย่างคนไทยหรือระบบแซ่ของชาวจีน จึงใช้สัญลักษณ์การนับถือผีของแต่ละตระกูลในการระบุความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ  ระบบเครือญาติของชาวมอญสามารถแบ่งได้เป็นญาติทางสายโลหิต และญาติที่เกิดจากการดองของสองตระกูลผ่านการแต่งงาน ซึ่งถือเป็นญาติตระกูลผีเดียวกัน  ส่วนลูกสาวและหลานสาวที่แต่งงานไปกับคนในตระกูลอื่น หรือเชื้อสายอื่น เรียกว่า “ ลูกหลวงตา ” (โกนสุ่มตา) ก็นับญาติเป็นผีตระกูลเดียวกับฝ่ายครอบครัวสามี  แต่ “ ลูกหลวงตา ” ก็ยังนับเป็นญาติกับครอบครัวเดิม เพียงแต่นับถือ “ คนละผี ” กับครอบครัวเดิมเท่านั้น (สุภาวดี มิตรสมหวัง, 2544; หน้า 132, 144 ; องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 133 - 135)

    ทั้งนี้ เนื่องด้วยระบบการนับถือผีทำให้เกิดข้อห้ามทางจารีต ซึ่งห้ามคนในตระกูลผี

    เดียวกันแต่งงานกันโดยเด็ดขาดขาด  อย่างไรก็ตาม กรณีของชาวมอญบ้านทุ่งเข็น จ.สุพรรณบุรีได้มีข้อยกเว้นสำหรับรุ่นหลานที่เป็นลูกของพี่หรือน้องชายกับลูกของพี่หรือน้องสาว เพราะถือว่า สายเลือดฝ่ายหญิงได้เปลี่ยนไปนับถือตามผีตามฝ่ายชายแล้ว จึงสามารถแต่งงานกันได้  โดยหลายตระกูลที่มีฐานะมักจะให้ลูกพี่ชายแต่งงานกับลูกน้องสาว เพื่อเป็นการรักษาสมบัติภายในตระกูลของตนไว้ หรือบางกรณีก็มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติซึ่งไม่ห่างกันมากนัก  แต่กระนั้น ส่วนใหญ่ผู้คนในชุมชนต่างเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันโดยการแต่งงานไขว้ข้ามกันไปมาเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่หลายตระกูลก็มีการแต่งงานกับคนต่างกลุ่มชาติพันธุ์  ดังนั้น เมื่อสืบสาวเครือญาติชาวบ้านทุ่งเข็นรุ่นปัจจุบันจึงมักจะปรากฎสายเลือดผสม 3 – 4 ตระกูลอยู่ในตนเองเป็นอย่างน้อย ( องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 134 - 135)

    การที่ผู้คนในชุมชนส่วนใหญ่ล้วนมีความสัมพันธ์กันผ่านระบบเครือญาติ นับเป็นผลดี

    ต่อการช่วยรักษาความสัมพันธ์ของชาวบ้านในชุมชน เพราะลูกหลานมักจะให้ความเกรงใจผู้อาวุโสของตระกูลหรือผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นผู้นำในการตัดสินใจหรือไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้คนในตระกูลที่มีข้อพิพาทต่อกันกลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ในปัจจุบัน ระบบอาวุโสยังสามารถรักษาความสัมพันธ์และภาลักษณ์ของคนภายในตระกูลไว้ได้ แต่มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความสัมพันธ์ของชาวบ้านในชุมชนลดน้อยลง ( องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 137)  นอกจากนี้ สภาพสังคมแบบสมัยใหม่ในปัจจุบันยังได้ส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างญาติ โดยพบว่ามี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นครอบครัวเดี่ยวที่เกาะกลุ่มกันคล้ายครอบครัวขยาย เป็นครอบครัวที่มีลูกหลายคน เมื่อแต่งงานไปแล้วก็ยังอยู่บริเวณใกล้เคียงกันทำให้สามารถช่วยเหลือกันได้เป็นอย่างดี  ลักษณะที่สองเป็นลักษณะที่แยกมาอยู่เด็ดขาด ลักษณะนี้ความสัมพันธ์จะห่างมากขึ้น โอกาสพบหน้ากันมีเพียงวาระสำคัญเท่านั้น

  • การแต่งกาย :

              วัฒนธรรมการแต่งกายของมอญวัดบางกระดี่ ในยามปกตินั้นไม่แตกต่างจากคนไทยมากนักทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก การแต่งกายของผู้ชาย ทรงผม ผู้ชายมอญบางกระดี่จะไว้ทรงผมแบบชายไทยทั่วไป เสื้อชายมอญบางกระดี่ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งผู้สูงอายุ โดยทั่วไปจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม แต่ถ้ามีงานตามประเพณีหรือตามเทศกาลต่างๆ จะสวมเสื้อคอพวงมาลัย ซึ่งมีทั้งที่เป็นพื้นเรียบๆ และลายดอกหลากสีสวยงาม กางเกง ส่วนใหญ่นิยมนุ่งกางเกงขาก๊วย ซึ่งมีทั้งขาสั้นสามส่วน และขายาว สีที่นิยมคือ สีดำ น้ำตาล และน้ำเงิน ส่วนเด็กๆ และวัยรุ่นก็จะแต่งตามสมัยนิยม แต่ถ้ามีงานตามประเพณี หรือตามเทศกาลต่างๆ ผู้ชายมอญจะสวมผ้าโสร่งแบบพื้น และแบบลายตาหมากรุกหลากสี ลักษณะของการนุ่งโสร่งนั้นมอญบางกระดี่เรียกว่า "นุ่งลอยชาย" คือเป็นการนุ่งให้มีจีบอยู่ด้านหน้า แล้วปล่อยชายพกให้เป็นพู่ห้อยลงมา ลักษณะคล้ายการนุ่งผ้าตัวนางของละครไทยที่เรียกว่า "จีบหน้านาง" ผ้าพาดไหล่ หรือผ้าคล้องคอนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขาวม้า เรียกว่า "หยาดอะบัว" ซึ่งจะมีวิธีพาดหรือคล้องอยู่ 3 แบบคือ แบบที่ 1 การห้อยพาดข้างเดียว จะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก็ได้สำหรับชีวิตประจำวันธรรมดา แบบที่ 2 เป็นการพาดคล้องไหล่ทั้งสองข้าง สำหรับงานรื่นเริงต่างๆ โดยปล่อยให้ชายผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลัง แบบที่ 3 การพาดพันตัวเป็นสไบเฉียง การพาดแบบนี้จะปฏิบัติกันทุกคนเมื่อเวลาเข้าวัด เป็นการแสดงความสุภาพ และเคารพต่อพระภิกษุ ทั้งยังใช้เป็นผ้ากราบอีกด้วย การแต่งกายของผู้หญิง ทรงผม ปัจจุบันนี้สาวมอญบางกระดี่นิยมไว้ทรงผมแบบสมัยนิยมมากขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้คือ การเกล้ามวยผม โดยเฉพาะสตรีผู้สูงอายุทุกคน และที่มวยผมนั้นในยามปกติจะมีอุปกรณ์อยู่ 2 ชิ้น คือ ชิ้นหนึ่งมีลักษณะคล้ายเกือกม้า เรียกว่า "อะนดซก" ใช้เสียบแนวตั้ง อีกชิ้นหนึ่งมีลักษณะคล้ายใบไผ่ เรียกว่า "หะเลียงซก" ใช้เสียบแนวนอน แต่ถ้าไปงานบุญหรือไปงานต่างๆ จะประดับมวยผมด้วยดอกไม้หรือลูกปัดที่มีภู่ห้อยหลากสีสวยงาม เรียกว่า "แหมะแกวปาวซก" เสื้อ ในยามปกติผู้หญิงมอญจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม ยกเว้นผู้สูงอายุมักจะใส่เสื้อชั้นในคอกระเช้าแบบหลวมๆ และแบบรัดทรงมีกระดุมด้านหน้า ผ้านุ่ง หญิงมอญบางกระดี่จะนุ่งผ้านุ่งไม่ว่าหญิงสาวหรือผู้สูงอายุ ยกเว้นหญิงสาวที่ไปธุระนอกบ้านจะแต่งกายตามสมัยนิยม ผ้าสไบเฉียง มีลักษณะการห่ม 3 แบบเช่นเดียวกับผู้ชาย คือ แบบพาดไหล่เพียงด้านเดียว แบบคล้องคอห้อยชายผ้าทั้งสองไว้ด้านหลัง และแบบสไบเฉียง เมื่อเวลาเข้าวัดทำบุญ ผ้าที่ใช้สไบเฉียงนี้จะเรียกว่า "หะเหริ่มโต๊ะ" เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้จะมีการปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ แต่ละคนจะมีด้วยกันหลากสีและหลากลาย ล้วนแต่เป็นงานที่ทำด้วยฝีมือทั้งสิ้น ผ้าหะเหริ่มโต๊ะนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของบางกระดี่ สำหรับการแต่งกายของเด็กมอญบางกระดี่ จะเหมือนกับเด็กไทย ต่างกันตรงที่เด็กเล็กมอญตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ขวบ จะนิยมไว้ทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์อยู่ 2 แบบคือ เด็กผู้หญิงไว้จุก ซึ่งจะไว้ผมโดยปล่อยให้ยาวและมัดจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม ค่อนมาข้างหน้า ส่วนบริเวณอื่นนั้นโกนทิ้ง ในเด็กชายก็เช่นกันจะไว้ผมจุกเฉพาะตรงขวัญ ซึ่งค่อนไปทางด้านหลัง เรียกว่า"เปีย" อีกทั้งสมัยก่อนนั้นเด็กหญิงจะมีแผ่นโลหะถักทำด้วยเงินเป็นรูปห้าเหลี่ยม โดยทิ้งมุมมาทางด้านล่างเพื่อปกปิดอวัยวะเพศ เรียกว่า "ตะปิ้ง" และในเด็กชายก็จะมีดอกจำปีเล็กๆ ห้อยไว้ที่เอวเรียกว่า "ลูกพริก" เพราะมอญมีความเชื่อว่า เพื่อป้องกันเขี้ยวเล็บจากสัตว์ต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันนี้ตะปิ้ง และลูกพริกไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ยังเหลือไว้เฉพาะการไว้จุก และเปียที่มีให้เห็นในปัจจุบัน  ( ชโลมใจ กลั่นรอด, 2541, น.50 - 51 อิมธิรา อ่อนคำ (2560, หน้า 55 - 64) อธิบายถึงพลวัตรการแต่งกายของชาวมอญบ้านม่วง จ.ราชบุรี ในปัจจุบันว่า ในปัจจุบันนี้ในชีวิตประจําวันของชาวมอญมีการแต่งตัวตามสมัยนิยมแบบคนไทย แต่เมื่อถึงวาระที่สําคัญ ๆ คนมอญต่างก็จะพร้อมกันแต่งกายแบบชาวมอญ ซึ่งการแต่งกายของชาวมอญนั้นถือเป็นอัตลักษณ์ที่สําคัญที่แสดงถึงความเป็นชาวมอญ เพราะเมื่อถึงเวลามีการจัดงานประเพณีที่สําคัญ ๆ คนมอญก็จะมีการแต่งกายที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของพวกเขา เช่น งานประเพณีสงกรานต์ งานวันเข้าพรรษาที่คนมอญก็ต่างพากันมาทําบุญที่วัดพร้อมกับการแต่งกายประจําชาติของตนเองออกมาทุกครั้งไป และจากการลงพื้นที่พบว่าการแต่งกายของชาวบ้าน โดยทั่ว ๆ ไปก็จะเหมือนกับคนไทยเวลาออกไปทําธุระนอกบ้าน หรืออยู่ภายในบ้านจะแต่งกาย โดยจะใส่กางเกงทั้งขาสั้นและขายาว สวมเสื้อเชิ้ต สวมเสื้อยืด และสวมเสื้อผ้าตามสมัยนิยมทั่วไป แต่เมื่อเวลาประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีมอญก็จะแต่งกายแบบมอญ  

              ในอดีตนั้นชาวมอญได้ทอผ้าเพื่อใช้สอยในครัวเรือน เช่น เป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงใช้ สอยในรูปแบบต่าง ๆ และในอดีตชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ก็นุ่งโสร่ง นุ่งผ้าถุงกันในชีวิตประจําวัน และโดยเฉพาะยิ่งเป็นวันที่สําคัญ ๆ ทางประเพณีต่าง ๆ ของชาวมอญด้วยแล้วนั้น ชาวมอญจะแต่ง กายแบบมอญออกมาเพื่อเป็นเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของตนเองได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการอนุรักษ์เอกลักษณ์การแต่งกายในแบบชาติพันธุ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อ ชาวมอญได้กลืนกลายเข้าไปกับสังคมไทย จึงทําให้ชาวมอญมีการแต่งกายในแบบของคนไทย มากยิ่งขึ้น โดยชาวมอญมีการนุ่งกระโปรง นุ่งกางเกง เพื่อไปทํางานในบริษัทห้างร้าน รวมถึงทํางานที่ไร่นา ทําให้ทราบว่าในเวลาที่ชาวมอญได้ใช้ชีวิตตามปกติทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือทําไร่ทํานาก็ตาม ชาวมอญก็จะแต่งกายตามปกติเหมือนกับคนไทย โดยผู้หญิงก็จะใส่เสื้อตามสมัย นิยมและนุ่งผ้าถุง มวยผมแบบชาวมอญหรือบางคนก็มัดผมตามปกติทั่วไป และ ในส่วนของผู้ชายคือ เวลาอยู่บ้านก็จะนุ่งโสร่งอยู่บ้าน ถ้าไม่นุ่งโสร่งก็จะเห็นว่าใส่กางเกง  ซึ่งโดยรวมแล้วจากการลงพื้นที่นั้นชาวมอญจะแต่งกายเหมือนกับคนไทย เวลาที่ชาวมอญทําไร่ทํานาก็จะแต่งตัวด้วย นุ่งกางเกงขาสั้น บางคนกางเกงขาก๊วยยาว และบางคนก็ใส่ทั้งเสื้อแขนสั้น บางคนใส่เสื้อแขนยาวเพื่อไปประกอบอาชีพทําไร่ทําสวน  และใช้ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนกับคนไทยที่อยู่ตามต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป

              วันที่ชาวมอญจะแต่งกายแบบมอญคือ วันพระ ชาวมอญเมื่อเวลาที่จะไปทําบุญที่วัดก็จะแต่งกายแบบมอญไปทําบุญ ผู้หญิงจะต้องนุ่งผ้าถุง เสื้อแขนสั้นหรือแขนกระบอก และที่สําคัญคือ จะต้องมีสไบ ส่วนผู้ชายจะนุ่งโสร่ง ใส่เสื้อขายสั้นหรือแขนยาวและจะต้องมี ผ้าพาดบ่า เพื่อเข้าไปทําบุญที่วัดทุกครั้ง และยังได้ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านเองก็ยังนุ่ง ผ้าถุง นุ่งโสร่งเข้าวัดมาทําบุญกันด้วย และชาวมอญจะมีวันที่เรียกว่าเป็นวันอนุรักษ์วัฒนธรรมที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าไปสัมผัสได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือวันสงกรานต์ ในวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี จะถือว่า 3 วันนี้เป็นวันที่มีความสําคัญของชาวมอญที่แห่งนี้อย่างมาก เพราะชาวมอญ ทุก ๆ บ้านจะต้องออกมาทําบุญใหญ่ให้กับบรรพบุรุษ และสงฆ์นํ้าพระ ชาวมอญเองก็ยังถือว่าเป็น วันวัฒนธรรมของพวกเขา โดยที่ทุกคนจะแต่งกายเป็นแบบมอญทั้งหมู่บ้าน และเมื่อภายในตําบล มีงานกิจกรรมเกี่ยวกับชาติพันธุ์มอญ ชาวมอญในพื้นที่ก็ต่างแต่งกายแบบมอญ ดังภาพที่ 2-25 โดย ทุกคนจะพร้อมใจกัน ร่วมใจกันที่จะแต่งกายเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นชาติพันธุ์ของ ตนเอง ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย อายุน้อย อายุมากทุกคนก็ร่วมใจกัน ถึงแม้ว่าจะมาการย้ายถิ่นมา จากเชื้อชาติอื่น เมื่อได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ตําบลบ้านม่วงนี้แล้ว ทุกคน ๆ ก็จะต้องมีเสื้อผ้าแบบมอญติดบ้านและร่วมใจกันแต่งกายแบบมอญมาประชันความสวยงามกันแทบทุกบ้าน 

              การแต่งกายแบบมอญที่ชาวมอญที่นี่นิยมแต่งไม่ใช่แค่เฉพาะวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังมีวันอื่น ๆ ที่ชาวมอญแต่งกายแบบมอญ เช่น วันทางพุทธศาสนา วันประเพณีลอยกระทง  งานวันชาติ มอญ งานประเพณีต่าง ๆ ที่ชาวมอญที่นี่จัดขึ้นในอําเภอบ้านโป่ง ชาวมอญที่นี่ก็จะร่วมกันแต่งกาย แบบมอญออกมาอย่างสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่า ชาวมอญนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในผืน แผ่นดินไทยแต่ก็ไม่เคยลืมเลือนวัฒนธรรมการแต่งกายของตนเองและยังร่วมใจกันเพื่ออนุรักษ์ให้ การแต่งกายคงอยู่ต่อไป จากการบันทึกข้อมูลของ บุปผา ดีสุข (2541, หน้า 106-110) ได้กล่าวถึง การแต่งกายของชาวมอญ อําเภอบ้านโป่งไว้ว่า การแต่งกายของสตรีมอญเชื้อสายมอญลุ่มแม่นํ้า แม่กลอง จังหวัดราชบุรี ทั่ว ๆ ไปในอดีตแรกเริ่มเมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นส่วนมากจะ นุ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่นพื้นสีพื้น ๆ เช่น ดํา นํ้าตาล แดง เขียว ฟ้า ซึ่งทอด้วยมือ เรียกว่า ผ้ากะนินหรือ ผ้ากานิน (กานิ่น แปลว่า ผ้านุ่ง) เย็บริมผ้าติดกันซึ่งต่างกับคนมอญหรือชาวไทยเชื้อสายมอญที่อพยพมาก่อนที่ไม่เย็บริม ชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่กลองนุ่งผ้ายาวกรอมส้น ให้สูงจากเท้าประมาณ  1 ฝ่ามือ มีผ้าคาดอก บางคนเมื่อออกนอกบ้านจะสวมเสื้อลูกไม้ที่เย็บด้วยมือคอกลมไม่มีปก  ตัวเข้ารูป สะโพกผายออก แขนสามส่วน ผ่าหน้าตลอดทั้งตัวติดกระดุม   ต่อมาเมื่อมีผู้นิยมสวมเสื้อมากขึ้นจึงใช้ผ้าเย็บด้วยมือแบบเดิมแทนผ้าลูกไม้ เรียกว่า  “อะละเนิ่นเวิ่น” ใช้สวมกันทั่วไป โดยมีผ้าสไบพาดไหล ลักษณะการพาดสไบแล้วแต่เวลา และโอกาสต่าง ๆ เช่น เมื่อไปธุระทั่ว ๆ ไปใช้ผ้าสไบพาดไหลซ้ายลงมาตรง ๆ และเมื่อไปสถานที่ อันควรเคารพ เช่นไปวัดเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา หรือประกอบพิธีทางศาสนา เช่น มีพิธีสงฆ์ที่บ้าน ก็จะพาดสไบเฉียงไปทางไหลซ้าย โดยให้ช้ายผ้าด้านหนึ่งไปข้างหน้า ชายผ้าอีกด้านหนึ่งไป ข้างหลัง และเมื่อมีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น รํามอญ มอญซ่อนผ้า ลูกช่วง เพลงพวงมาลับ สะบ้ามอญ การเล่นผีสาก ผีกระด้ง ฯลฯ จะใช้สไบคล้องคอห้อยชายผ้าทั้งสองไปด้านหน้า   สุดท้ายคือ เมื่อทําพิธีรําผีจะใช้สไบ 2 ผืน พาดตรง ๆ ลงมาทั้งไหล่ซ้ายและไหล่ขวา  ชาวมอญสตรีเมื่อโกนจุกแล้วนิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวยตํ่า ๆ ด้านหน้าหวีเสยขึ้น ด้านบนเปิด หน้าผากกว้าง ใช้ปิ่นรูปเกือกม้าเหมือนกล้องยานัตถ์และปิ่นขัด นิยมทําด้วยโลหะ เช่น เงิน หรือทองคําเสียบไว้เพื่อช่วยในการเกล้าผมและประดับเพื่อความสวยงาม   การแต่งกายของผู้ชายชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่กลอง ในอดีตจะนุ่งโสร่งตาหมากรุก คนไทยเรียกผ้านี้ว่า ผ้าตาโก้งหรือผ้าตาโถง ชาวมอญเรียกว่า “เกลิ้ด” นุ่งในลักษณะลอยชาย กล่าวคือ เมื่อนุ่งแล้วจับชายผ้าที่เอวด้านหน้าทําเป็น 2 หู ไขว้แล้วก็ขมวด ลักษณะขมวดเรียบร้อยกว่าการขมวด ชายผ้าของพม่า ผู้ชายจะไม่สวมเสื้อ ในเวลาทํางานจะใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวและโพกศีรษะ แต่ถ้าไม่ทํางานจะไม่โพกศีรษะ ส่วนทรงผมของชาวมอญที่นี่จะเหมือนกับคนไทย และไม่นิยมสักลายตาม ร่างกายเหมือนกับชาวมอญถิ่นอื่น และเมื่อไปวัดหรือสถานที่ต้องเคารพก็จะแต่งกายโดยการใส่เสื้อ นุ่งโจงกระเบน หรือนุ่งโสร่ง และมีผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่

              ชาวมอญที่ตําบลบ้านม่วงในอดีตนิยมทอผ้าขึ้นใช้เอง ชาวบ้านจะทอผ้าใช้เองเพื่อนํามาทําเป็นเครื่องแต่งกาย ทําเป็นผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งใช้ในการตกแต่งข้าวของภายในบ้าน โดยเฉพาะ เสื้อผ้าที่ชาวมอญได้สวมใส่ในอดีตนั้น เป็นเสื้อผ้าที่ชาวมอญทอขึ้นเอง เรียกว่า “ผ้ามอญทอมือ”   ถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจังหวัดราชบุรีก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจาก กรุงเทพฯ สักเท่าไรจึงทําให้ความเจริญ ความสมัยนิยมเข้ามาอย่างรวดเร็ว  รวมไปถึงแฟชั่น การแต่งกายที่ทันสมัยเป็นแบบสมัยนิยมที่คนในเมืองเขาแต่งกายกัน  จึงทําให้ชาวมอญที่นี่ก็ได้เปลี่ยนแปลงการแต่งกายไปแบบสมัยนิยมไปบ้าง แต่เมื่อได้ลงไปสัมผัสกับชุมชนจริง ๆ ชาวมอญที่อยู่ตามบ้าน ชาวมอญทั้งหญิงหรือชาย ที่เป็นแม่บ้าน หรือชาวมอญที่มีอายุมากคนเหล่านี้จะอยู่ที่บ้านอยู่ในชุมชน และยังร่วมกันอนุรักษ์ การแต่งกายแบบมอญอยู่ ชาวมอญนั้นถ้าหากเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคนก็จะแต่งกายเป็นสมัยนิยม ทั่ว ๆ ไป ซึ่งต่างกับคนสูงอายุเมื่อเวลาอยู่บ้านผู้หญิงก็จะนุ่งผ้าถุง หรือผ้าซิ่น สวมเสื้อคอกระเช้า ส่วนผู้ชายที่อายุมากก็จะใส่เสื้อแขนสั้นนุ่งโสร่งอยู่กับบ้าน แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือ อัตลักษณ์ ความเป็นมอญจากการสัมภาษณ์ชาวมอญในชุมชนบ้านม่วงแห่งนี้ ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ว่า ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลางานบุญใหญ่เช่น งานเข้าพรรษา ออกพรรษา วันพระ หรืองานประเพณีต่าง ๆ ชาวมอญไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยกลางคน วัยชรา ทั้งหญิงและชายก็จะร่วมใจ กันแต่งกายแบบมอญ เพื่อเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้เป็นอย่างดี  

              การแต่งกายของชาวมอญนั้น ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของชาวมอญที่ยังสามารถพบเห็น อยู่บ้างก็คือ ผู้ชายจะไว้ผมทรงเดียวกับผู้ชายไทย ๆ ไป และสวมเสื้อผ้าตามสมัยนิยม สวมเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต บางคนนุ่งกางเกงขาก๊วยบางคนก็นุ่งโสร่ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครสะดวกอย่างไร แต่หากมีงาน ประเพณีที่สําคัญ ๆ หรืองานเทศกาลต่าง ๆ แล้วชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ก็จะแต่งกายแบบมอญ  โดยจะนุ่งโสร่งตาหมากรุกหลากสีสัน การนุ่งโสร่งของชาวมอญที่นี่จะต้องให้ชายโสร่งยาวถึงข้อ เท้า และใช้ผ้าขาวม้ามัดที่เอว และสวมเสื้อคอพวงมาลัยสีพื้นเรียบ ๆ หรือเป็นลายดอก ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังใช้ผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่ข้างใดข้างหนึ่งหรือพาดคล้องไหล่ทั้งสองข้าง โดยปล่อยให้ชาย ผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลัง และอีกแบบคือ การพาดพันตัวแบบสไบเฉียง ซึ่งผ้าที่ใช้ในงานเช่นนี้ เรียกว่า “หะเหริ่มโต๊ะ” และชาวมอญทุกคนจะต้องแต่งกายให้ถูกต้องเมื่อเวลาเข้าวัด เพื่อเป็น การแสดงถึงความสุภาพและเคารพต่อพระภิกษุและเคารพสถานที่และยังใช้เป็นผ้าปูรองเพื่อกราบ ด้วย  ส่วนอัตลักษณ์ของการแต่งกายของหญิงชาวมอญ คือ ซึ่งผู้วิจัยจะขอกล่าวถึงสมัยปัจจุบัน ก่อนกล่าวคือ ผู้หญิงชาวมอญปัจจุบันจะนิยมไว้ทรงผมตามแบบสมัยนิยมทั่ว ๆ ไป แต่ก็ยังมี บางส่วนอย่างเช่น คนที่มีอายุมากก็จะยังคงพยายามรักษาอัตลักษณ์ไว้ คือการเกล้าผมมวยตํ่า  เพราะผู้หญิงที่สูงอายุนั้นยังคงไว้ผมยาวกันอยู่และก็เกล้ามวยตํ่ากันทุกคน และที่มวยผมจะประดับ ด้วยเครื่องประดับ คือ ปิ่นปักผมที่คล้ายกับเกือกม้า ใช้เสียบเป็นแนวตั้ง และปิ่นปักผมอีกอันหนึ่ง เสียบแนวนอน เครื่องประดับนี้จะใช้ปักผมเมื่อไปงานเทศกาลต่าง ๆ หรือถ้าไม่ประดับด้วยปิ่นผู้หญิงมอญจะใช้ดอกไม้ในการประดับตกแต่งผม และการแต่งกายจะสวมเสื้อคอกระเช้าหรือเสื้อสี พื้นคอปก นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าปล่อยชายผ้าถุง มักใส่เสื้อคอปกส่วนมากจะเป็นสีขาว และหากจะต้อง ไปงานศพจะนุ่งผ้าถุงสีดําใส่เสื้อขาว และพาดสไบสีขาวไว้ที่ไหล่ซ้ายเหมือนการพาดแบบผู้ชาย  และผ้าพาดไหล่สไบเฉียงนี้เรียกว่า “กะเหริ่มโต๊” เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้ ปักแบบลายปักริม ผ้าปูโต๊ะซึ่งหญิงชาวมอญจะมีคนละหลายผืนและหลากสีสัน

              สรุปคือ ภาพที่ผู้ชายทั้งอายุน้อยและอายุมากยังนุ่งโสร่ง ผ้าขาวม้าคาดพุง บ้างก็พาดบ่า ก็ ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในบ้านม่วง และการทอผ้าก็ยังคงเป็นงานที่ทํากันอยู่ในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะในตําบลบ้านม่วงนั้น ยังมีการทอผ้ากี่ตามใต้ถุนบ้านยังไม่หมดเสียทีเดียว แต่ก็เหลือน้อยแล้ว คาดว่าทั้งตําบลบ้านม่วงเหลือคนทออยู่ไม่มาก จากบทสัมภาษณ์ของ  (ศิริศักดิ์ คุ้มรักษา, 2541, หน้า 335-339) มีหมู่บ้านที่อยู่ในหมู่ 5 ที่ยังมีการทอผ้ามอญอยู่ เขาได้ไป สัมภาษณ์ป้าฝนว่า ในช่วงที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ ปี พ.ศ. 2531-2536 นั้น มีคนจากนอกพื้นที่มาหา ซื้อผ้าขาวม้าบ้าง โสร่งบ้าง คนในหมู่บ้านเองก็หันกลับมาใช้ผ้าในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น  จึงมีการทอผ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนทอก็ไม่มีมาก และผ้าทอส่วนมากจะเป็นโสร่งกับผ้าขาวม้าก่อน ซึ่งเป็นผ้ามอญของผู้ชายมอญ    ส่วนผ้าขอผู้หญิงก็ไม่มีอะไรมาก และในสมัยก่อนนิยมนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขน กระบอกเหมือนหญิงไทยทั่วไป ไม่ค่อยได้ทอเท่าไร และก็มีทออย่างอื่นบ้าง เช่น ย่าม มุ้ง ผ้าปู ที่นอน ผ้าขาวม้ากับโสร่งจะเป็นพระเอกของผ้ามอญมากกว่า เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เพราะผ้าขาวม้ามอญจะต่างจากผ้าขาวม้าที่ซื้อตามตลาด คือ ผ้าของมอญจะยาวกว่า เพราะคนมอญ ที่นี่ นิยมเอาผ้าขาวม้ามาห่มเฉียงเวลาไปวัด มีลายผ้าเป็นหมากรุกเล็ก ๆ แบ่งเป็นสองแบบคือ  แบบสีขาว-ดํา กับแบบ “ผ้าสี” คือมีสีต่าง ๆ สลับกันไป ที่นิยมมีสีแดง สีเหลือง สีขาว สีนํ้าเงิน  คนมอญหนุ่ม ๆ จะนิยมใส่สีสันมากกว่าในส่วนของลักษณ์ของผ้าโสร่งจะยาวกว่าผ้าขาวม้า ไม่มีคอ หัวและชาย เช่น ผ้าขาวม้าโสร่งมีลายเป็นตาหมากรุก เช่นเดียวกับผ้าขาวม้าก็จริง แต่ขนาดของตา หมากรุกจะใหญ่กว่าผ้าขาวม้า มีสองลายคือ ลายลูกตาลกับลายตะแกรง ต่างกันตรงเส้นคู่ที่เป็น

              กรอบตาหมากรุกนั้น ถ้าเป็นลายลูกตาลเส้นคู่นี้จะใหญ่กว่าลายตะแกรง และลายลูกตาลนิยมเป็นสี นํ้าเงิน ส่วนลายตะแกรงนิยมใช้สีแดงกับสีเหลือง   การแต่งกายของเด็ก ซึ่งเด็ก ๆ ชาวมอญก็มีการแต่งกายคล้ายกับเด็กไทยทั่ว ๆ ไป ก็ใส่ เสื้อผ้าทั่ว ๆ ไป แต่ในอดีตนั้นชาวมอญก็จะทอผ้านุ่ง ทําเป็นผืนเล็กพอดีตัวเด็ก เพื่อใช้เป็นผ้าคลุม และทําเป็นเสื้อผ้าให้กับเด็ก ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปการแต่งกายก็เป็นแบบสมัยนิยมมากขึ้นเหมือน คนไทยทั่วไป และจะแต่งกายแบบมอญก็ต่อเมื่อพ่อแม่จัดชุดให้ใส่เพื่อไปงานบุญ หรืองานประเพณี มอญต่าง ๆ ที่จัดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างไปจากเด็กไทยในปัจจุบัน คือ เด็ก ๆ ที่เกิดในพื้นที่ และมีเชื้อสายมอญนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 7 ขวบ จะนิยมไว้ผมที่เป็น ลักษณะ 2 แบบคือ เด็กผู้หญิงจะไว้จุกโดยจะไว้ผมปล่อยให้ยาวและมัดจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม ค่อนมาทางด้านหน้า ส่วนบริเวณอื่นนั้นจะโกนทิ้ง ส่วนเด็กชายจะไว้ผมจุกเฉพาะ ตรงขวัญ แต่ค่อนไปทางด้านหลังเรียกว่า “เปีย”

              ซึ่งสมัยก่อนนั้นเด็กผู้หญิงจะมีแผ่นโลหะถักด้วยเงินเป็นรูปห้าเหลี่ยม โดยทิ้งมุมมา ทางด้านล่างเพื่อปกปิดอวัยวะเพศเรียก “ตะปิ้ง” และเด็กชายจะมีดอกจําปีเล็ก ๆ ห้อยไว้ที่เอว เรียกว่า “ลูกพริก” โดยเชื่อว่าป้องกันเคี้ยวเล็บจากสัตว์ต่าง ๆ ได้ ปัจจุบันตะปิ้งและลูกพริกไม่มีให้ เห็นแล้ว แต่การไว้จุกและเปียยังคงมีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป (วดีพร จิตต์สถาพร, 2549, หน้า 18-19)   พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงมีส่วนสําคัญทั้งในทางตรงและทางอ้อม ทําให้การทอผ้าที่ บ้านม่วงนั้นได้กลับมากระเตื้องขึ้นอีกครั้ง ทางตรงคือ คนชราในหมู่บ้านที่กําลังจะเลิกทอผ้าหัน กลับมาทอผ้า เพื่อจะได้ฝากขายที่พิพิธภัณฑ์ ทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทอดศาสตร์การทอผ้าพื้นบ้าน ด้วย ส่วนในทางอ้อมคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ได้ปลูกจิตสํานึกทางชาติพันธุ์ของชาวบ้านมอญบ้านม่วงที่เข้มข้นอยู่แล้วให้กลับมาทวีขึ้นอีก ถึงแม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปความเจริญได้เข้ามาชาวบ้าน ในหมู่บ้านก็มีการแต่งกายที่เปลี่ยนไป ไปแต่งกายตามสมัยนิยมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการทอผ้า ของพื้นที่บ้านม่วงแห่งนี้ก็ไม่ได้สูญหายไปชาวมอญก็ยังคงทอกันอยู่ เหตุเพราะชาวมอญเองก็ยัง มีการแต่งกายเพื่ออนุรักษ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนในเทศกาลต่าง ๆ ดังนั้นวิถีชีวิตเรื่องการแต่ง กายของชาวมอญไม่เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร ถึงแม้ว่าชาวมอญจะมีการแต่งกายแบบสมัยนิยม ทั่ว ๆ ไปอย่างไรเมื่อถึงงานประเพณีต่าง ๆ ชาวมอญก็จะร่วมใจกันแต่งกายแบบมอญเพื่อ ความธํารงไว้ในชาติพันธุ์ของตนเองให้คงอยู่สืบไป

    ชุดประจำชาติมอญ

              สำหรับชุดประจำชาติของผู้หญิงมอญนั้น ผู้หญิงต้องนุ่ง “ ผ้าถุงแดง ” ลายดอกบนพื้นแดงมีเชิง  ส่วนเสื้อจะนิยมสวมเสื้อตัวในเป็นคอกลม แขนกุด เล็กพอดีตัว สีสด สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก คอกลม ผ่าหน้าผูกเชือกจะเป็นผ้าลูกไม้หรือผ้าเนื้อบางสีอ่อนก็ได้ มองเห็นเสื้อตัวใน ถ้ายังสาวอยู่แขนเสื้อจะยาวถึงข้อมือ หากมีครอบครัวแล้วก็จะเป็นแขนสามส่วน  ชายเสื้อค่อนข้างยาวปิดสะโพกเพื่อให้แตกต่างจากเสื้อผู้หญิงพม่า

              ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า การแต่งกายที่จัดว่าเป็นชุดประจำชาติของมอญทั้งชายและหญิงนั้น เป็นผลมาจากความพยายามของคนมอญในพม่าที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง และต่อต้านนโยบายกลืนชาติของพม่าที่พยายามแสดงออกว่าพม่ากับมอญเป็นชนชาติเดียวกัน โดยพม่ารับอารยธรรมมอญไว้แทบทุกด้าน รวมทั้งวัฒนธรรมการแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจำแนกแยกแยะระหว่างชาวมอญกับชาวพม่าได้  ด้วยเหตุนี้  ในปี พ.ศ. 2513 คนมอญจึงคิดค้นชุด “ ประจำชาติ ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายมอญขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากพวกพม่าโดยเน้นสีแดงเป็นหลัก  นำโดยนายอองมู นักศึกษาแพทย์สังกัดชมรมนิสิตนักศึกษามอญในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในขณะนั้นที่ลงพื้นที่กระจายกันเก็บข้อมูล สำรวจลวดลายผ้ามอญพื้นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลายที่เลิกทอกันไปแล้วบ้าง ไม่ได้รับความนิยมบ้าง รวมทั้งผ้าในหีบห่อผ้าผี ซึ่งสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพชนไม่เปลี่ยนแปลง  เมื่อได้ข้อมูลและตัวอย่างผ้ามอญโบราณมาแล้ว กลุ่มนักศึกษาจึงได้ประมวลทั้งลายและสีที่ใช้กันมากที่สุด และปรับปรุงให้เป็นชุดมอญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและนำอัตลักษณ์นี้มาใช้เพื่อแบ่งแยกความเป็นมอญกับพม่าได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น(องค์ บรรจุน, 2549; หน้า 225 )

              “ ผ้าสไบ ” นับเป็นอัตลักษณ์สำคัญของเครื่องแต่งกายชาวมอญอีกประเภทหนึ่ง โดยใช้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  สำหรับผู้ชาย ผ้าสไบเรียกได้ว่าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์เทียบเท่ากับผ้าขาวม้าของคนไทย แต่มิได้ใช้ประโยชน์แบบผ้าขาวม้าและจะไม่ใช้ผลัดอาบน้ำเป็นอันขาด เพราะสไบจะถูกนำมาใช้ในวาระโอกาสสูงและใช้ในพิธีรรมสำคัญ อย่างใช้โพกหัว ใช้หนุนนอน ใช้พาดไหล่ เมื่อประกอบพิธีกรรมโดยพาดไหล่ซ้าย พาดปล่อยชายผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลังยามไปงานรื่นเริง หรือพาดเฉลียงบ่าเมื่อเข้าวัดหรือร่วมงานพิธีการ และเมื่อจะใช้เป็นผ้าปูรองกราบก็จะปล่อยชายจากไหล่ลงข้างหนึ่ง โดยคนมอญเรียกผ้านี้ว่า “ หญาดอะบัว ” สำหรับผู้หญิงจะเรียกผ้าพาดไหล่สไบเฉียงนี้ว่า “ หญาดหะเหริ่มโตะ ” หรือ “ หญาดหมิ่นโตะ ” เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้ ปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ อีกเหตุผลหนึ่งเชื่อกันว่า แต่เดิมมา หญิงมอญมักใช้ผ้าลักษณะนี้พันรอบอกต่างเสื้อ  โดยผู้หญิงแต่ละคนจะมีคนละหลายผืน หลายสี ในสมัยโบราณผู้หญิงแต่ละคนจะเย็บและปักผ้าเอง แต่ในปัจจุบัน หาไม่ทำเองก็จะมีผู้ผลิตมาขายสนนราคาตั้งแต่ผืนละ 400 – 800 บาท ตามแต่ความละเอียดสวยงามของลวดลายริมผ้า  อย่างไรก็ตาม สำหรับสไบมอญที่เป็นผ้าปักของชาวมอญน้ำเค็มแถบจังหวัดสมุทรสาครจะมีลวดลายโดดเด่นไม่เหมือนใคร  รวมทั้งชุมชนที่อพยพไปจากสมุทรสาคร เช่น บางกระดี่ ลาดกระบัง (กรุงเทพ ฯ ) บางเลน ( นครปฐม ) หรือไทรน้อย ( นนทบุรี ) ด้วย  โดยสไบจะมีขนาดกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 200 – 250 เซนติเมตร  เมื่อเวลาใช้จะพับเป็นสี่ทบตามแนวยาว ที่ขอบสไบปักเป็นลายดอกพิกุล  ส่วนกลางผืนปักเป็นลายดอกมะเขือ ( ดอกไม้ 5 กลีบ ) สอดสลับสีตัดกับพื้นของสไบอย่างดงาม สีที่นิยม เช่น สีบานเย็น สีตอง สีจำปา และสีเหลือง เป็นต้น  ผ้าสไบชนิดนี้ ปัจจุบันถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของการแต่งกายของหญิงชาวมอญในชุมชนบางกระดี่

              อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยอิทธิพลของนโยบายผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของรัฐไทยกระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำรงชีพของชาวมอญรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในเมืองมากกว่าชนบท  ส่งผลทำให้ชาวมอญในปัจจุบันไม่กล้าแสดงอัตลักษณ์ความเป็นมอญผ่านเครื่องต่างกาย และนิยมแต่งกายด้วยชุดสากลนิยมในชีวิตประจำวันเฉกเช่นคนไทยมากกว่า มีเพียงผู้สูงอายุบางส่วนที่ยังคงนิยมแต่งกายด้วยชุดมอญในชีวิตประจำวัน รวมทั้งแต่งกายไปวัด หรืองานสำคัญในโอกาสต่าง ๆ  อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า การขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยกลุ่มองค์กรและเครือข่ายของชาวมอญในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนกระตุ้นให้คนมอญรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมอญ และมีความมั่นใจที่จะแต่งกายด้วยชุดมอญไปวัดหรือเข้าร่วมงานประเพณี พิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น (Thai PBS, 31 พฤษภาคม 2016)

  • บ้าน :

              เมื่อชาวมอญอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย ทางการไทยมักจะพาชาวมอญไปตั้งหลักแหล่งในจุดที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่บริเวณที่จัดให้มักจะเป็นริมน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับภูมิประเทศแบบเดิมในเมืองมอญที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน เช่นในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือกรุงเทพ ฯ ขึ้นไป  ปัจจุบัน ชาวมอญจำนวนมากก็ยังคงอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งตามสถานที่ที่ราชการจัดไว้ให้แต่เดิมเหมือนครั้งแรกที่อพยพเข้ามา โดยนิยมอยู่อาศัยด้วยกันภายในกลุ่มชาวมอญเอง กล่าวคือ เมื่อสมัยอยู่ที่เมืองมอญเคยอยู่ในหมู่บ้านใด เมื่ออพยพเข้ามาไทยก็จะอยู่ร่วมกับผู้คนในหมู่บ้านแห่งเดิม   ลักษณะการตั้งหมู่บ้านของชาวมอญจะเหมือนกับการตั้งคุ้มของชาวเหนือหรือหมู่บ้านตามภาคอีสานของไทย กล่าวคือ ปลูกบ้านอย่างหนาแน่นติด ๆ กันในที่หนึ่ง แล้วถัดออกไปจากหมู่บ้านจึงจะเป็นสถานที่ทำกินเช่นเทือกสวนไร่นา บ้านเรือนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำในหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าจะมีการขยับขยาย โยกย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนออกไป  บ้านเรือนในที่ใหม่ก็จะยังคงเอกลักษณ์อยู่ริมน้ำเช่นเดิม  นอกจากนั้น จุดเด่นที่สำคัญของชุมชนมอญอีกประการหนึ่ง คือ ทุกชุมชนจะต้องมีวัดในพระพุทธศาสนาเป็นวัดประจำชุมชนอย่างน้อยหนึ่งวัด ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 130 - 131 )

              ลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

              งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, หน้า 130 - 131 ) ได้สัมภาษณ์ชาวมอญจากชุมชนต่าง ๆ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ล้วนระบุตรงกันว่า ลักษณะของบ้านเรือนที่ชาวมอญอยู่อาศัยเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะเป็นเพียงเพิงพักหรือบางท่านให้คำนิยามว่า “ กระต๊อบ ” หลังคามุงจาก ฝาขัดแตะ และปลูกเพียงหลังเล็ก ๆ พออาศัยเท่านั้น เนื่องจากสมัยก่อนชาวมอญมีฐานะยากจน  ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้นจึงปรับปรุงให้เป็นบ้านทรงไทยขึ้นมา  แต่ยังคงลักษณะของบ้านทรงไทยใต้ถุนสูง เพราะต้องเตรียมไว้รับกับสภาพน้ำขึ้นน้ำลง เนื่องจากบ้านชาวมอญส่วนใหญ่จะอยู่ติดริมแม่น้ำ และเพื่อใช้พื้นที่ในส่วนของใต้ถุนไว้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวด้วย  ลักษณะของหมู่บ้านมอญส่วนใหญ่จึงเป็นลักษณะหมู่บ้านยาวไปตามริมแม่น้ำ 

              บ้านเรือนส่วนใหญ่มีลักษณะและใช้วัสดุในการปลูกบ้านคล้ายคลึงกับเรือนของคนไทยทั่วไปในสมัยนั้น ๆ คือ เป็นเรือนไม้เครื่องผูกคาดว่า ช่วงแรกเครื่องผูกก็จะใช้วัสดุที่หาได้ตามท้องถิ่น  ตัวบ้านยกพื้นสูง หลังคาทรงจั่ว ใช้ทั้งไม้ไผ่และไม้เนื้อแข็ง มีปั้นลมแหลม ใช้ฝาเฟี้ยมและมุงหลังคาด้วยจาก ซึ่งในปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นทั้งมุงด้วยสังกะสีและมุงด้วยกระเบื้อง ซึ่งการปลูกบ้านของชาวมอญในสมัยก่อนจะต้องสอดคล้องกับหลักความเชื่อเรื่องการปลูกบ้านตามคัมภีร์โละสิทธิของมอญ ตลอดจนมีการดูฤกษ์ยาม มีเกณฑ์และโฉลกตามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เริ่มตั้งแต่การเลือกเวลาที่จะปลูก เลือกที่ดิน เลือกตำแหน่งที่จะปลูก การขุดเสาเรือน การตั้งเสาเรือน ต้องให้ถูกต้องตามขนาดและสัดส่วนที่กำหนด (สุจริตลักษณ์ ดีผดุงและคณะ, 2542 ; สรัญญา ชูชาติไทย, 2543, หน้า 40)  

              ส่วนประกอบของตัวบ้านมักจะประกอบด้วยนอกชาน ระเบียง ที่สำคัญที่สุด คือ จะตั้งเสาเรือน ซึ่งเป็นเสาหลักต้นหนึ่งในบ้านเป็นที่ตั้งหิ้งบูชาผีเรือน  เครื่องเรือนที่สำคัญ ได้แก่ เสื่อ ซึ่งทอกันเองภายในหมู่บ้านและหมอน ไม่ค่อยมีโต๊ะหรือเก้าอี้ เพราะชาวมอญมักจะนิยมนั่งรับรองแขกด้วยเสื่อ   ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 80 )  และการปลูกบ้านของชาวมอญมักจะสร้างและหันหน้าเรือนไปทางทิศเหนือ เหตุเพราะชาวมอญอพยพมาจากทิศเหนือ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งหลักแหล่งมั่นคงถาวรแล้วจึงปลูกบ้านหันไปทางทิศเหนือ และเพราะเหตุที่แม่น้ำสายต่าง ๆ ในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มีแนวจากเหนือไปใต้ทั้งสิ้น  ดังนั้น เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ชาวมอญก็ยังคงนิยมปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองและหันหน้าไปทางทิศเหนือ จึงกลายเป็นต้องปลูกบ้านขวางแม่น้ำ อันเป็นที่มาของคำเรียกว่า “ มอญขวาง ” ( สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 10 ) การปลูกบ้านขวางแม่น้ำของชาวมอญสันนิษฐานว่ามีที่มาจากความเชื่อสองประการ กล่าวคือ ประการแรก เชื่อว่าการปลูกเช่นนี้เป็นการถูกต้องตามสุขลักษณะและสุขสบาย  และประการที่สอง เชื่อว่าปลูกเพื่อให้สะดวกกับการประกอบพิธีศพ ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 133 ) กล่าวคือ ตามประเพณีการเคลื่อนศพออกจากบ้านของชาวมอญจะต้องเอาศพออกทางทิศเหนือของตัวเรือนเสมอ  ถ้าทางทิศเหนือไม่มีประตูก็จะต้องทะลุฝาบ้านออก เมื่อประเพณีเป็นเช่นนี้จึงทำให้ชาวมอญจึงสร้างบ้านเผื่อเอาไว้  อย่างไรก็ตาม ชาวมอญซึ่งนิยมปลูกบ้านตามริมแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวจากทิศเหนือลงใต้ ซึ่งถ้าหากจะปลูกบ้านตามริมแม่น้ำ คือ ให้ขนานกับแม่น้ำแล้ว เวลาจะเอาศพออกต้องทะลุฝาออกด้านข้าง ซึ่งไม่สะดวกเพราะไม่มีประตู  ดังนั้น จึงต้องปลูกเรือนขวางคลองหรือหันหน้าเรือนไปทางเหนือ (ส.พลายน้อย, 2544,หน้า 247)

              นอกจากนี้ ชาวมอญยังมีความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยอีกว่า คนมอญเมื่อแต่งงานแล้วจะอยู่หลังคาเดียวกับเรือนใหญ่ไม่ได้  หากฝ่าฝืนเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย จะทำกินไม่ขึ้น หรือเกิดการเสื่อม เพราะถือเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่  ทั้งนี้ ห้องนอนของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือแขกผู้ใหญ่ต้องให้อยู่ทางทิศตะวันออก หรือทางทิศใต้  ส่วนครัวให้อยู่ทางตะวันตกของบ้าน  ลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนให้อยู่ห้องติดกับผู้ใหญ่ แต่อยู่ทางทิศตะวันตกอันแสดงถึงความอ่อนอาวุโส  ส่วนลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็ให้มากั้นห้องใหม่อยู่ทางทิศตะวันตกหรืออยู่ในส่วนของเรือนครัว ซึ่งแบ่งเรือนครัวแห่งนี้เป็นสามส่วน ได้แก่ ส่วนของการทำอาหาร ส่วนเก็บของ และห้องนอน  ทั้งนี้ ชาวมอญมีความเชื่อด้านที่อยู่อาศัยประการหนึ่งที่แตกต่างกับคนไทยโดยสิ้นเชิง คือ เรื่องทิศของหัวนอน โดยมีคำพูดติดปากว่า “ มอญทิศใต้ ไทยทิศเหนือ ” กล่าวคือ คนไทยนิยมหัวหัวนอนไปทางทิศเหนือ  ส่วนคนมอญจะหันหัวนอนไปทางทิศใต้  อย่างไรก็ตาม คนไทยเชื้อสายมอญในปัจจุบันมิได้เคร่งครัดในเรื่องนี้นัก (ธีระ ทรงลักษณ์, สัมภาษณ์ 16 มกราคม 2553 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 133)

              คติในการปลูกบ้านที่มีเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวมอญ คือ การหันเรือนให้ห้องที่มีเสาผี (เสาเอก) ของบ้านอยู่ด้านทิศตะวันออก ให้เป็นจุดแรกที่รับแสงยามอรุณรุ่งก่อนห้องอื่น ๆ ทำให้เงาของคนที่อาศัยอยู่ในบ้านจะได้ไม่ทาบทับเข้ากับเสาผีที่คนมอญเคารพสูงสุดรองจากพระพุทธเจ้า  นอกจากเหตุผลในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับผีแล้ว ยังสามารถอธิบายได้แบบวิทยาศาสตร์ ในแง่ที่ว่า ห้องที่มีเสาผีนั้นเป็นห้องเจ้าบ้าน ซึ่งก็คือ ห้องพ่อแม่อันเป็นประมุขของครอบครัว จึงควรที่จะได้รับแสงยามเช้าก่อนใคร นอกจากแสงแดดยามเช้าเป็นแดดอ่อนที่มีวิตามินดีซึ่งมีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว  ประโยชน์ที่แท้จริงอีกประการหนึ่ง คือ แสงแดดช่วยสาดส่องฆ่าเชื้อโรคภายในห้อง และในตอนเย็นห้องดังกล่าวก็จะเย็นก่อนใคร เพราะไม่ถูกแดดบ่ายซึ่งร้อนจัดแผดเผายาวนาน  พ่อกับแม่จึงเข้านอนได้สบาย  ส่วนลูก ๆ ในวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรงอยู่แล้วย่อมหาเวลานอนที่เหมาะสมได้เอง  ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากบ้านใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพ่อแม่แล้ว เมื่อลูกหลานต้องการแยกเรือนออกไปก็จะต้องไม่ปลูกเรือนขวางตะวันให้เงาบ้านลูกทับบ้านพ่อแม่อีกด้วย  มิเช่นนั้น เชื่อกันว่าจะทำให้ลูกหลานทำมาหากินไม่ขึ้น (องค์ บรรจุน, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม, กุมภาพันธ์ 2549, หน้า 50 - 53)

              สำหรับจุดเปลี่ยนในเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของชาวมอญนั้นสันนิษฐานว่า ในยุคเริ่มอพยพ บ้านเรือนของชาวมอญยังมีลักษณะเป็นเรือนไม้เครื่องผูกหลังเล็ก ๆ ก่อนและอาศัยอยู่รวม ๆ กัน  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเริ่มเปลี่ยนแลงเป็นบ้านแบบเรือนไทยภาคกลาง แต่ใช้หลักการปลูกตามความเชื่อเรื่องการปลูกบ้านตามแบบคัมภีร์โลกะสิทธิของมอญ  สำหรับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในช่วงแรกของชาวมอญยังมีที่ดินรวมเป็นอาณาเขตเดียวกัน  ต่อมา เมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ( ตามแผนที่ระวาง ร.ศ.112 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ) ทำให้ลักษณะการจับจองต่างกันไปตามฐานะและขนาดครอบครัว ส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างของขนาดที่ดิน จากเดิมที่คาดว่ามีขนาดที่ดินไม่แตกต่างกันมากนัก (สรัญญา ชูชาติไทย, 2543, หน้า 40)  นอกจากนี้ ชุมชนมอญส่วนใหญ่ยังคงเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่มีการขยายตัวไม่มาก แต่หากขยายตัวก็จะกระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่นในแถบสถานที่ราชการและตลาด  ส่วนชุมชนที่พักอาศัยก็ยังคงมีการตั้งถิ่นฐานแบบเดิม ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 134)

              ปัจจุบัน เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญก้าวหน้าขึ้น ชาวมอญจำนวนมากจึงเปลี่ยนจากการตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำมาเป็นสร้างบ้านริมถนนแทน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวัน  สำหรับความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบบ้านของชาวมอญในปัจจุบันนั้น กรณีของชุมชนมอญบางขันหมากซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในบริบทกึ่งชนบทกึ่งเมือง และมีหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง แม้ว่าชาวมอญจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ แต่ก็มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ  อย่างไรก็ตาม บ้านของชาวมอญแบบเดิมที่เป็นบ้านไม้หลังคาทรงจั่ว ใต้ถุนสูง คล้ายบ้านทรงไทยของคนไทยก็ยังคงมีอยู่ แต่มีจำนวนน้อยลง เพราะส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนเป็นบ้านแบบทันสมัย  แต่กระนั้น ความเชื่อเรื่องการสร้างบ้านเรือนและรูปแบบบ้านมอญแบบเดิมบางส่วนยังคงยึดถือปฏิบัติกัน โดยพบว่า ชาวมอญยังคงสร้างห้องที่เป็นที่อยู่ของผีเรือน หรือหากเป็นบ้านของต้นผีหรือหัวหน้าต้นตระกูลก็จะใช้เป็นห้องเก็บเครื่องผีของตระกูลด้วย ( Thailand Science Research and Innovation , 6 เม.ย.2015 ) 

              ในขณะที่งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, หน้า 254 - 255) ได้ศึกษาอัตลักษณ์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวมอญในชุมชนมอญที่ถือว่าอยู่ในบริบทความเป็นเมืองทั้งหมด อันได้แก่ ชุมชนมอญพระประแดง ชุมชนมอญปากเกร็ด และชุมชนมอญบางกระดี่ พบว่า ชุมชนมอญบางกระดี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางด้านที่อยู่อาศัยไว้ได้มากที่สุด ในขณะที่ชุมชนมอญพระประแดงและชุมชนมอญปากเกร็ดไม่ได้สืบทอดความเชื่อทางด้านที่อยู่อาศัยที่สำคัญ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1.) การปลูกบ้านตามคัมภีร์โลกะสิทธิ์  (2.) การมีอะลกห้อยประจำบ้าน และ (3.) การมี “ เสาผี ” หรือการมีเสาบูชาผีเรือนในบ้าน  ทั้งนี้ เนื่องจากความเชื่อเรื่องผีมีการกลืนกลายไปมากแล้ว อีกทั้งขาดผู้อาวุโสในชุมชนที่จะคอยควบคุมการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวด้วย  สำหรับประเด็นอัตลักษณ์ด้านที่อยู่อาศัยที่สูญหายมากที่สุดจากทั้ง 3 ชุมชน มี 2 ประเด็น ได้แก่ (1.) การรับแขกด้วยเสื่อ  (2.) การมีเสื่อและหมอนที่ทำขึ้นเอง เนื่องจากทุกชุมชนอยู่ในบริบทความเป็นเมือง  สภาพบ้านเรือนมีความทันสมัย ผู้คนสามารถหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านได้เอง  ดังนั้น วิถีปฏิบัติในการรับรองแขกด้วยเสื่อและการทำของใช้เองภายในบ้านจึงสูญหายไปในปัจจุบัน 

     

  • อาหาร :

              ชาวมอญมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาหารที่มีลักษณะเฉพาะของตน การที่ชาวมอญอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำนวนมากเป็นเวลาหลายร้อยปี ส่งผลทำให้วัฒนธรรมอาหารหลายอย่างของชาวมอญได้ถูกผสมผสานอยู่ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง อันปรากฏอย่างชัดเจนว่า อาหารมอญหลายประเภทเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีการปรุงและรับประทานกันอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (พิสัณห์ ปลัดสิงห์, 2530 อ้างถึงใน พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 41)  โดยองค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014) อธิบายว่า วัฒนธรรมอาหารมอญมีความดั้งเดิมมากกว่าอาหารไทยเป็นอย่างมาก ดังที่ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุด คือ วัฒนธรรมการรับประทานปลาร้า อันเป็นภูมิปัญญาอาหารดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์เก่าแก่ในเอเชียตะวันออกเฉียงได้ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลออสโตร - เอเชียติก ได้แก่ ชาวมอญ เขมร และเวียดนาม ซึ่งได้ส่งต่อภูมิปัญญาเก่าแก่มายังคนรุ่นหลังในปัจจุบันและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์อาหารไทย  ส่วนวัฒนธรรมอาหารมอญแบบใหม่ เช่น ขนมจีนและข้าวแช่ ก็ถูกผสมกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยในปัจจุบันเช่นกัน

              วัฒนธรรมอาหารที่ชาวมอญยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท อันได้แก่ อาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน  อาหารที่ใช้ในพิธีกรรมและประเพณี และอาหารของชาวมอญในแต่ละท้องถิ่น  โดยอาหารพื้นบ้านมอญเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงทางโภชนาการ เนื่องจากมักประกอบด้วยผักสมุนไพร ปลา และเครื่องเทศ  ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่หาได้ตามธรรมชาติ  พิชอาหารหลักของคนมอญส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเมือกลื่น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย ได้แก่ ลูกมะตาด ( เป็นผลไม้ประจำชาติมอญ คนไทยเรียกว่า “ แอปเปิ้ลมอญ ”)  กระเจี๊ยบ (รับประทานทั้งใบ ผลอ่อน และฝัก)  มะส้าน  ผักปลัง  พุทราป่า อาหารที่พบมากในสำรับอาหารของชาวมอญในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่เป็นแกง หรือที่ชาวมอญเรียกว่า “ คว่ะ ” มี 2 ประเภท คือ ประเภทแรก คือ แกงใส่กะทิและแกงส้ม  แกงส้มของชาวมอญ นิยมใส่กระชายและผิวมะกรูด และใส่ผักพื้นบ้านหรือผักที่มีรสออกเปรี้ยว เช่น กระเจี๊ยบ มะตาด มะสั้น ส่วนแกงกะทิที่นิยม ได้แก่ แกงเลียง แกงบอน กับประเภทที่สอง ได้แก่ น้ำพริก และเครื่องจิ้ม มักใช้ปลาร้าเป็นส่วนประกอบ มีทั้งที่ใส่กะทิและไม่ใส่ นิยมใส่เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นจำนวนมาก เช่น หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด และใส่เนื้อปลา อาจเป็นปลาสดหรือปลาย่างตามความนิยมในแต่ละพื้นที่ (องค์ บรรจุน , 28 ตุลาคม 2014 ; ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ, 2556, หน้า 38) 

              อย่างไรก็ตาม อาหารมอญในปัจจุบันก็มีความแตกต่างจากอาหารมอญแบบดั้งเดิม  โดยองค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014) ได้อธิบายว่า ในสังคมดั้งเดิมของชาวมอญจะไม่นิยมรับประทานแกงกะทิในชีวิตประจำวันแบบคนไทย  ส่วนใหญ่จะถือว่า แกงกะทิเป็นอาหารที่ดี จึงนิยมทำถวายพระ  แต่ในช่วงหลังที่รับอิทธิพลทางด้านอาหารจากพม่าหรืออินเดีย  อาหารมอญในช่วงหลังจึงเริ่มใส่เครื่องเทศที่กลิ่นแรงและใส่น้ำมันเยอะ  แกงกะทิมอญเหล่านี้มักใส่เนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ  โดยเพจรามัญคดี – Mon Studies ( 10 พฤษภาคม ; 10 มิถุนายน 2563) ได้อธิบายถึงวัฒนธรรมการรับประทานเนื้อสัตว์ของชาวมอญในอดีตที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ และไม่ได้รับประทานเป็นชิ้นใหญ่แบบชาวตะวันตก  วิถีการกินดังกล่าวสอดคล้องกับพระรามัญนิกายที่จะไม่ฉันกุ้งหอยปูปลาที่เห็นรูปลักษณ์เป็นตัวตนชัดเจน ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนำมาประกอบอาหาร  วัฒนธรรมการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ของชาวมอญในระยะหลังน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากชาวมุสลิมหรือชาติตะวันตก  นอกจากนี้ อาหารมอญดั้งเดิมจะต้องใส่กระชายในแกงแทบทุกชนิด เพราะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน โดยเฉพาะในแกงส้ม ทำให้แกงส้มมอญมีกลิ่นและรสชาติที่ต่างจากแกงส้มของไทย  ทว่าคนมอญในปัจจุบันกลับไม่นิยมใส่กระชายในแกงส้มเท่าใดนัก เหลือเพียงใส่เฉพาะในแกงขี้เหล็กและน้ำยาที่รับประทานกับขนมจีนเท่านั้น (เว้นแต่ชุมชนมอญราชบุรีที่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้มาก )  เหตุผลหลักประการหนึ่งอาจเป็นเพราะคนมอญต้องออกนอกชุมชนและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนเชื้อสายอื่น ๆ จึงเกิดการประนีประนอมรสชาติอาหารให้กลุ่มคนชาติอื่น ๆ รับประทานได้

              งานศึกษาของ อิมธิรา อ่อนคำ (2560, หน้า 190 - 197) อธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารของชุมชนบ้านม่วง จ.ราชบุรี ดังต่อไปนี้

              ชาวมอญที่มีวิถีชีวิตตามลุ่มแม่นํ้าแม่กลองในจังหวัดราชบุรี ได้ประกอบอาชีพ หลักคือ การทํานาเหมือนกับคนไทย อาหารหลักก็มาจากแหล่งนํ้าที่ตนอาศัยอยู่ พวกพืชผักต่าง ๆ  ก็สามารถปลูกและนํามาประกอบอาหารได้ตามฤดูกาล ดังที่ อําไพ มัฆมาน (2552, หน้า 229-235) ได้กล่าวไว้ว่า พืชผักที่ชาวมอญได้นํามาใช้ทําอาหารนั้นมีอยู่หลากหลาย และนํามาประกอบอาหาร ได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ส่วนต่าง ๆ ของพืชผักที่นํามาใช้รับประทาน ได้แก่ ใบ ดอก ยอด ผล ฝัก เมล็ด ต้น หน่อ หัว ราก ซึ่งรับประทานผักเหมือนคนกับไทย ส่วนอาหารที่ประจําครัวเรือนของ มอญส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยว เพราะปรุงมาจากพื้ชผักที่มีรสชาติเปรี้ยว ได้แก่ กระเจี๊ยบมอญ ใบมะขาม อ่อน พุทรา มะตาด มะซ่าน มะม่วงอ่อน กระท้อน กะลิงปิง เป็นต้น และชาวมอญในแต่ละท้องถิ่น ที่มีพืชผักที่แตกต่างกันตามสภาพทางภูมิศาสตร์ การทําอาหารในครัวเรือนจึงมีความหลากหลาย อาหารมอญที่ปัจจุบันยังมีการรับประทานกันอยู่ในท้องถิ่นบริเวณลุ่มแม่นํ้าแม่กลอง

              การตั้งที่อยู่อาศัยของชาวมอญทั้งอําเภอ บ้านโป่ง วมไปจนถึงชาวมอญอําเภอโพธาราม ได้สร้างบ้านเรือนให้ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าแม่กลองตลอด ทั้งสองชายฝั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ชาวมอญตําบลบ้านม่วงที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ริมนํ้าแม่กลองมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงได้เห็นว่าชาวมอญมีวิถีชีวิตของชาวมอญที่เรียบง่าย และพื้นที่ตําบลบ้าน ม่วงนั้นเป็นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งนํ้า ดังนั้น ชาวมอญตําบลบ้านม่วงส่วนใหญ่จึงมีอาชีพทํานา และยังได้ ข้อมูลว่าอาหารหลัก ๆ คือ ข้าว และพวกกับข้าวต่าง ๆ ที่ได้จากสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามแหล่งนํ้า ธรรมชาติ อย่างเช่น ปลา หอย กุ้ง และโดยเฉพาะปลาตัวใหญ่รวมถึงปลาตัวเล็ก หรือชาวมอญ เรียกว่า ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาพวกนี้จะหาได้ตามแหล่งนํ้าที่มีอยู่ทั่วไป  

              วิถีชีวิตในเรื่องของอาหารการกินของชาวมอญ ตําบลบ้านม่วงแห่งนี้ เนื่องจากในชุมชน นี้ตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ความเจริญจากเมืองกรุง จึงเข้ามาอย่างง่ายดาย รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทําให้ชุมชนได้มีการผสมกลมกลืนไปกับคน ไทยและโดยเฉพาะเรื่องของอาหาร ผู้คนในชุมชนมอญก็มีวิถีชีวิตเช่นเดียวกับคนไทยการหุงหา

              อาหารก็มีความคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น บางครอบครัวก็มีการปรุงอาหารเป็นเหมือนกับคนไทย กล่าวคือ เป็นอาหารทั่ว ๆ ไปที่คนไทยรับประทานกัน    แต่ถึงอย่างไรก็ตามอาหารในแต่ละมื้อของชาวมอญที่นี่ถึงแม้ว่าจะรับประทานกัน เหมือนกับคนไทย  แต่ด้วยชุมชนมอญบ้านม่วงแห่งนี้มีทั้งพิพิธภัณฑ์ มีทั้งกลุ่มคนสูงอายุที่ยังคงมี วิถีชีวิตเป็นแบบมอญ ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจํานวนมาก รวมทั้งชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงประกอบ อาชีพทํานากันเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้นี่เองก็ไม่ได้ทําให้อาหารมอญของตําบลบ้านม่วงแห่งนี้นั้น อาหารรูปแบบเดิมเช่นในอดีตไม่ได้หมดสิ้นไปสักทีเดียว และอาหารมอญที่ชาวมอญตําบล บ้านม่วงแห่งนี้ยังจัดหามาปรุงมารับประทานกันก็มีหลากหลายเมนู ดังที่ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ ชาวมอญตําบลบ้านม่วง พบว่า อาหารมอญในปัจจุบันชาวมอญที่นี่ก็ยังคงทํารับประทานกันภายใน ครอบครัว วัตถุดิบต่าง ๆ ในการปรุงอาหารชาวมอญก็ยังคงหาจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของชาวมอญ เอง เช่น พวกปลาที่อยู่ในนา หรือแม้กระทั่งพวกพืชผักต่าง ๆ ชาวมอญเองก็ยังคงปลูกกินกัน ตามท้องนา หรือตามบริเวณบ้าน ชาวมอญที่บ้านม่วงแห่งนี้ ยังมีวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม เรื่องอาหาร การกินก็ยังคงกินกันแบบเดิมอยู่  และข้อมูลการสัมภาษณ์ยังทําให้ผู้วิจัยทราบว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมอญ ในเรื่อง ของอาหาร ไม่ว่าจะตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ชาวมอญยังคงรับประทานอาหารแบบดั่งเดิมของ ตนเอง ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีความเจริญจากเมืองกรุงเข้ามายังชุมชนก็ตาม แต่ชาวมอญที่นี่ก็ยังคง ดํารงชีวิตในเรื่องของอาหารการกินของตนเองมาโดยตลอด อาหารมอญได้รับการอนุรักษ์ไป โดยอัตโนมัติเพราะคนมอญที่นี่นําอาหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน   กล่าวคือ อาหารมอญได้อยู่ในชีวิตประจําวันตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ชาวมอญหาอาหารมา รับประทานกันอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงใช้ดําเนินชีวิตเช่นเดิมคือ หาปลาเล็กปลาน้อยตามท้องไร่ท้อง นา เพื่อนํามาประกอบอาหารบ้าง หาพวกพืชผักจากตามท้องไร่ท้องนา และปลูกผักไว้ในบริเวณ บ้านเพื่อบริโภค หรือแม้แต่พืชผักเฉพาะที่จะต้องปลูกให้ต้นเติบใหญ่ จึงจะกินผลของมันได้ ชาว มอญที่นี่ก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ยังรับประทานอาหารพืชผักตามฤดูกาลที่หาง่ายตามท้องถิ่นของ ตนเอง ช่วงไหนถึงเวลาก็จะเอาพืชผักนั้นนํามาปรุงอาหาร เป็นต้น  

              อาหารในวิถีชีวิตของชาวมอญที่ได้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่ กลองแห่งนี้ อําไพ มัฆมาน. (2552, หน้า 229-235) ได้แบ่งประเภทของอาหารมอญออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้   ประเภทที่ 1 คือ อาหารคาว ซึ่งเป็นอาหารประจําครัวเรือนมีดังนี้ “แกงเผ็ด” ได้แก่ 

              แกงกล้วยดิบ (ฟะ-ปร่าด-กรอง), แกงหัวตาล (ฟะกะ-ด็อบ-ตา), แกงใบยอ (ฟะ-ตะ-นะฮ-เมี่ยะ-โญะ), แกงมันเทศหรือมันพวง (ฟะ-วึ่น) “แกงส้ม” ได้แก่ แกงมาซ่าน (ฟะ-คะ-ล็อด), แกงมะตาด (ฟะ-คะเปรา), แกงดอกงิ้วกับพุทรา (ฟะ-กาว-เกริจ-กอ-ซ็อด-เพี่ยะ-โต่), แกงดอกสันตะวากับพุทรา  (ฟะ-ตะ-นะฮ-เกี่ยะ-เจบ-กอ-ซะ-เน-กู่), แกงบอน (ฟะ-ทาญ-กราว), แกงผักปลัง (ฟะ-ฉลอน), แกงใบ ส้มป่อยกับกล้วยดิบ (ฟะ-กะ-โม-เลี่ยะ-โป-กอ-ปร่าด-กรอง), แกงหยวกกล้วยกับใบมะขามอ่อน (ฟะ-ตะ-นอม-ปร่าด-กอ-กะ-โม-แม่ง-โกล่น), แกงใบหมักกับมะม่วงอ่อน (ฟะ-ตะ-นะฮ-กะ-ซอนกอ-คะ-ตัว-เกริก) “แกงเลียง” ได้แก่ แกงหัวปลี (ฟะ-คะ-โต่ะ-ปร่าด), แกงผักปลัง (ฟะ-ฮลอน),  แกงมันมือเสือ (ฟะ-เชีย), แกงฟักทอง (ฟะ-คะ-ปอย-ทอ), แกงใบอัญชัญ (ฟะ-ตะ-นะฮ-โย่น), แกง ใบกะเพรา (ฟะ-ว่าญ-เกี่กะ-เพรา), แกงเผือก (ฟะ-กะ-ดอบ-กราว), แกงกระทือ (ฟะ-คะ-มาจ), แกง นํ้านมข้าวโพดฟักอ่อน (ฟะ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-โก่น)) “แกงคั่ว” ได้แก่ แกงใบมะรุม (ฟะ-ตะ-นะฮ-คะนาย-เดิง), แกงหัวปลี (ฟะ-คะ-โต่ะ-หร่าด), แกงผักบุ้งนา (ฟะ-ตะ-เนิง-วุ่น-เวี่ย) “แกงจืดหรือแกง ซด” ได้แก่ ต้มปลาย่างใบมะขามอ่อน (ฟะ-กะ-เกี่ยะ-เต่อ-กอ-กะ-โม-แม่ง-โกล่น), ต้มนํ้าเต้า  (ฟะ-เล่อ) “ยํา” ได้แก่ ยํามะม่วง (กะ-วอจ-เกริก), ยําขนุน (กะ-วอจ-ปะ-นอฮ), ยําลูกยอ (กะ-วอจเมี่ย-โญ่ะ), ยําหัวปลี (กะ-วอจ-คะ-โต่ะ-ปร่าด) “นํ้าพริกหรือเครื่องหลนหรือเครื่องจิ้ม”  ได้แก่ (นํ้าพริกปลาย่าง (ตาจ-เมี่ย-ร่อจ-กะ), ปลาร้าหลน (ปะ-ร็อก-กะ-เซียก), นํ้าปลายําหรือนํ้าปลา ทรงเครื่อง (ดาจ-กะ-วอจ-กะ-จอม), นํ้าพริกมะเขืออ่อน (ดาจ-เมี่ย-ร่อจ-คะ-โดง), นํ้าพริกมะขาม อ่อน (ดาจ-เมี่ยะ-ร่อจ-แม่ง-โกล่น-ซะ-เนียก)  

              ประเภทที่ 2 คือ อาหารหวาน ชาวมอญนั้นจะทําขนมตามฤดูกาลของพืชผล มักจะทํา ในช่วงตอนเย็นของวันโกนเพื่อนําไปทําบุญตักบาตรที่วัดในวันพระ อาหารหวานของชาวมอญบ้าน โป่ง มีดังนี้ ขนมตาล (หวาญตา), ขนมข้าวต้มลูกโยน (กวาญ-คะ-โล่ม-เอิจ-เกลิจ), ขนมด้วง  (กวาญ-ตอ-กะ-นะฮ), ขนมข้าวตอกนํ้ากะทิ (กวาญ-เปีย-กะ-กอ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เพรี่ย), ขนมข้าวเม่า นํ้ากะทิ (กวาญ-ปะ-งาน-กอ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เปรี่ย), ขนมข้าวตอกคลุกมะพร้าว (กวาญ-เปี่ย-กะ-คะลาว-ซะ-เปรี่ย), ขนมข้าวเม่าคลุกนํ้าตาล (กวาญ-ปะ-งาน-คะ-ลาว-กอ), ขนมต้ม (กวาญ-เพลิ่บ-ดาจ), ขนมเม็ดแมงลักนํ้ากะทิ (กวาญ-เมี่ย-กะ-แจะ-กอฺ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เปรี่ย), ขนมดอกโสน (กวาฐ-กาวกะ-ล็อย), ขนมกล้วย (กวาญ ปร่าด), ขนมงวงช้าง (กวาญ-ดอฮ-เจิญ)   ประเภทที่ 3 คือ อาหารเทศกาล เนื่องจากชาวมอญเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่าง เคร่งครัด เทศกาลที่สําคัญจะเกี่ยวกับศาสนาได้แก่ วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา ตักบาตรนํ้าผึ้ง  ออกพรรษา เป็นต้น อาหารที่ทําขึ้นจะนําไปทําบุญที่วัด และส่งให้ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือ อาหารเทศกาลของชาวมอญบ้านโป่งมีดังนี้ ข้าวต้มเครื่อง “ข้าวหลาม (เปิง บอฮ คะ ลาม)” นําไป ทําบุญถวายวัดในเวลาเช้าตรู่ของวันมาฆบูชา เดือน 3 อากาศหนาวชาวบ้านเผาฟืนถวายความอบอุ่น

              พระสงฆ์นั่งฉันรอบกองไฟ อาหารมื้อนี้เรียกว่า เปิง ปะ เยอ “ข้าวแช่ (เปิงซันกราน)” รับประทาน กับปลาป่นหวาน ยําขนุน ยํามะม่วง หัวผักกาดหวานผัดไข่ กระเทียมดอง ผัดไข่ จะรับประทานกัน ในวันสงกรานต์ “ขนมกาละแม (กวาญ กระ ยา ซาด)” จะจัดทําในเทศกาลออกพรรษา เดือน 11 “ข้าวยาคู (เยี่ย กุ่)” จัดทําในเดือน 12 เมื่อต้นข้าวตั้งท้อง จํานําไปถวายพระทุกวัดในชุมชน “ขนมจีน (คะ นอม)” จัดทําขึ้นช่วงเวลาที่มีงานในชุมชน เช่น งานบวชรับประทานกับนํ้ายา นํ้าพริก มีผักเคียง ได้แก่ ใบแมงลัก ยอดกระถิน ถั่วงอก เป็นต้น “ขนมทอด (กวาญ ก็อก จ่าง ก็อก ตัว)” จัดทําในงาน พิธีเช่น ทําขวัญโกนผมจุก ผมเปีย และบวชนาค    ประเภทที่ 4 คือ อาหารว่าง เป็นอาหารที่รับประทานระหว่างมื้อ มักทําในโอกาสพิเศษ เช่น เลี้ยงแขก หรือมีเวลาว่างจากงานเป็นต้น อาหารว่างของชาวบ้านโป่งมีดังนี้ “ข้าวต้มกะทิ  (เปิง คะ ด็อจ)” รับประทานกับปลาเค็มหรือนํ้าตาลทราย “ข้าวมัน (เปิง กลอญ)” รับประทานกับ ส้มตํามอญ หรือปลาเค็ม “ส้มตํามอญ (กะ ว็อจ ก็อด จี)” รับประทานกับข้าวเหนียว แกล้มผักเคียง ได้แก่ ใบขนุนอ่อน ใบทองหลาง ใบคูน ใบชะพลู ใบมะยม ยอดกระถิน ยอดผักบุ้ง เป็นต้น    ประเภทที่ 5 คือ อาหารผู้ป่วย  ในช่วงเวลาที่การแพทย์ยังไม่เจริญรุดหน้า และการ คมนาคมยังไม่สะดวกดังเช่นในปัจจุบัน หากมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย ไม่สบายก็ต้องพึงพาหมอ ในชุมชน ทําการรักษาด้วยยาสมุนไพร ควบคู่ไปกับคาถาอาคมซึ่งทําให้จิตใจของผู้ป่วยเข้มแข็งหาย เร็วขึ้น การรบประทานอาหารจึงต้องระวังและต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่ทําให้แสลง อาการ เจ็บป่วยอาจจะทรุดหนักลงไป อาหารที่ชาวมอญบ้านโป่งทําให้ผู้ป่วยรับประทาน เป็นอาหารจาก ข้าวเจ้า ปรุงรสชาติอ่อน ๆ ด้วยเกลือกับนํ้าตาล มีดังนี้ “ขนมเบื้องมอญ (กวาญ กะ เวียก)” ใช้แป้ง ข้าวเจ้าปรุงรส ทอดให้เป็นแผ่น “ข้าวปิ้ง (เปิง บอฮ)” ใช้ข้าวเจ้าต้มให้เปื่อย ปรุงรสอ่อน ๆ ด้วยเกลือ อาจจะผสมนํ้าตาลทรายเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น    สภาพสังคมของชาวมอญบ้านโป่งปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป เหตุเพราะมีความ เจริญก้าวหน้าด้านต่าง ๆ เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ จึงทําให้ชึวิตของชาวบ้านได้รับความสะดวกสบาย ทั้งทางอนามัยก็มีการบริการทงด้านการแพทย์มาสู่ชุมชนทุกแห่ง ดังนั้น จึงทําให้ผู้ป่วยไม่ต้อง ระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินดังเช่นในสมัยก่อน ดังนั้น จึงทําให้อาหารของผู้ป่วยแทบจะไม่มี อยู่ในชุมชนมอญบ้านโป่งอีกต่อไป ส่วนอาหารคาว อาหารหวาน อาหารตามเทศกาล และอาหาร ว่างนั้น ก็ยังคงมีอยู่ในวิถีชีวิตของชาวมอญบ้านโป่งอย่างโดดเด่น และยังเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ของตนเองในสังคมไทย เช่น การปรุงอาหารมอญก็ยังมีความคล้ายคลึงกับ อาหารไทย แต่พืชผักบางชนิดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะอาหารคาวของชาวมอญ ส่วนใหญ่จะมีรสชาติเปรี้ยว เป็นต้น 

              จากการสัมภาษณ์ชาวมอญยังทราบข้อมูลว่า ในอดีตชาวมอญไม่ค่อยนิยมที่จะ รับประทานเนื้อสัตว์จากหมู ไก่ หรือเนื้อสักเท่าไร เหตุเพราะมันมีราคาแพง ชาวมอญจึงนิยมที่จะ รับประทานจําพวกปลาที่หาได้ตามท้องไร่ท้องนามากกว่า และยังสามารถนํามาถนอมอาหารได้และ ยังเเก็บไว้ได้นาน ถือว่าเป็นภูมิปัญญาในเรื่องของการถนอมอาหารของชาวมอญได้เป็นอย่างดี  อาหารที่ชาวมอญตําบลบ้านม่วงที่ยังกินกันอยู่ ก็จะมี นํ้าพริกปลาย่าง (อะร่าจ-กะ-ฮะเต้อ) นํ้าปลายําหรือนํ้าปลาทรงเครื่อง (ดั๊ด-อาจอม) กินกับขนุนอ่อนต้มดังภาพที่ 4-8 แกงส้ม  (ฟะ-ฮะ-จ๊ะห์) ใบมะขามอ่อนใส่ปลาย่าง แกงบอน (ฟะ-กราว) ภาพที่ 4-9 แกงส้มมะตาด  (ฟะ-ฮะ-เปร๊า) แกงลูกสั้น (ฟะ-อะ-ล่อด) แกงใบมะรุมกับถั่วเขียว (ฟะ-ฮะ-น่ะฮ์-ฮะ-หน่าย-เดิง-บ่อดกอ-แหมะ-บัว) ใส่เนื้อปลาและผักต้ม ภาพที่ 4-10 เป็นต้น  

    เรื่องของการถนอมอาหารของชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ ชาวมอญที่นี่ยังมีการถนอม

              อาหารมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ในเรื่องของการทํานํ้าปลาไว้กินเอง หรือเมื่อถึงเวลา หน้าแล้งชาวมอญก็จะหาปลาไว้ล่วงหน้าและจะนํามาย่าง เพื่อเก็บไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะถึงเวลา หน้าแล้ง เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งก็นําปลาย่างที่ตนเองได้ถนอมอาหารเอาไว้นํามาปรุงอาหาร  หรือกับพืชผักสวนครัวที่ขึ้นตามฤดูกาล บุปผา ดีสุข (2541, หน้า 150-151) ได้กล่าวถึงเรื่องของ การถนอมอาหารของชาวมอญว่า การถนอมอาหารนั้นในอดีตชาวมอญจะเตรียมแลกข้าวกับเกลือ จากชาวนาเกลือในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งนํามาแลกกันถึงในหมู่บ้านทางเรือ ชาวมอญนั้นจะนําเกลือใส่ในไหใบเล็ก และจะใส่ไว้ในกระพ้อมใบใหญ่ด้วยเพื่อเก็บเกลือไว้ใช้ในการถนอม อาหาร เช่น การทําผักดอง การทําหนอไม้ดอง เพราะในอดีตมีต้นไผ่บริเวณบ้านม่วงมีจํานวนมาก  และยังทําปลากตากแห้ง ดังภาพที่ 4-11 หรือทําปลาข้าวสุก ปลาข้าวคั่ว หรือทํานํ้าปลาใส่โอ่ง    โดยการทํานํ้าปลานั้น ชาวมอญจะหมักปลา โดยจะปิดให้มิดชิดไม่ให้นํ้าฝนเข้าโอ่งได้ และจะตั้งโองหลาย ๆ ใบเรียงรายไว้กลางแดด การหมักปลาเพื่อทํานํ้าปลานั้นจะใช้ระยะเวลา 1-3 ปี จึงจะเปิดฝานํานํ้าปลามาใช้ในปีที่ 3 และยังมีการถนอมอาหารอื่น ๆ เช่น นําถั่วเขียว พริกแห้ง รวมถึงปลาย่างรมควันมาใส่ปี๊บไว้เพื่อเก็บไว้กินได้ และยังมีการนําซี่โครงวัวทาเกลือทั้งแผ่น แล้วร้อยเชือก แขวนกับเสาไม้ไผ่สูงเพื่อตากแดดจนแห้งสนิท แล้วจึงนํามาแขวนไว้ในบ้าน แล้วตัดแบ่งได้สะดวกในการทําอาหาร   ชาวมอญยังมีการนํามะขามเปียกมาใส่ในโอ่งหรือไห และนําปลาข้าวสุก ปลาข้าวคั่ว  มาหมักใส่ในไหเล็ก ๆ ปิดปากไหด้วยใบตองแห้งและไม้ไผ่ให้มิดชิด แล้ววางไว้ที่ชานบ้านไม่ให้ โดนฝนด้วย และมีการนําหัวปลาช่อนมาใส่เกลือตากแห้งแล้วร้อยเป็นพวงแขวนไว้ในการทําอาหาร ได้ต่อไปอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวมอญ ทั้งสิ้นและทําให้ชาวมอญได้เนินชีวิตกันมารุ่นต่อรุ่นได้จนถึงปัจจุบันนี้

              แต่เมื่อกาลเวลาได้หมุนเวียนผ่านไปยุคสมัยก็เปลี่ยนตามกาลเวลา เนื่องจากปัจจุบันชาว มอญมีการย้ายถิ่นออกไปอาศัยอยู่นอกหมู่บ้านบ้าง หรือมีคนภายนอกย้ายเข้ามาอาศัยภายในพื้นที่ บ้าง จึงทําให้อาหารมอญกับคนรุ่นใหม่เริ่มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คนรุ่นใหม่ก็กินอาหารมอญกันไม่มาก ดังนั้น จากการที่ผู้วิจัยลงสัมภาษณ์ในพื้นที่ตําบลบ้านม่วงครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เข้า ไปสัมภาษณ์ครูในโนรงเรียนวัดม่วง ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่อยู่ภายในพื้นที่ของวัดม่วง  ตําบลบ้านม่วง อําเภอบ้านโป่ง และโรงเรียนวัดม่วงแห่งนี้ได้มีการสืบสาน การอนุรักษ์วิถีชีวิต  และการสืบสานอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์มอญ เช่น เรื่องของอาหารมอญให้คงอยู่สืบไป    ทั้งนี้ผู้บริหารและครูในโรงเรียนมีความพยายามที่จะปลูกฝังเด็ก ๆ นักเรียน เรื่องของ อาหารมอญ โดยจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนเพื่อให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และการสืบสาน วัฒนธรรมของตนเองให้คงอยู่สืบไป จากบทสัมภาษณ์ คุณครูจิตอารีย์ กระเครือ (สัมภาษณ์, 28 ธันวาคม 2559) “การเรียนในระดับมัธยมจะมีสาระเพิ่มเติมเหมือนกัน อาหารพื้นบ้าน พวกขนมก็ทํา อยู่ในรูปโครงงานอะไรแบบนี้ พยายามเน้นให้เขาช่วยดู ช่วยสืบสาน ช่วยอนุรักษ์ ทําเป็นโครงงาน ขนมปลากริมเผือก และให้เขาทําโดยมีการเชิญวิทยากรมาช่วยสอน ปลากริมเผือกนี่เป็นของ ชุมชนที่นี่ เป็นขนมของที่นี่เลย และการเรียนอาหารพื้นบ้านที่นี่ก็จะเป็นชั้น ม. 2 แต่ชั้นอื่น ก็จะสอดแทรกอย่างการทําอาหารก็จะมีตําส้มตํามอญ ส้มตํามอญก็ใส่ปลาย่าง แล้วก็มีลูกยอด้วย  เราก็จะมีสอดแทรก แต่ที่หลัก ๆ ก็คืออาหารพื้นบ้านก็เปิดเป็นสาระเพิ่มเติม บ้านม่วงเขาก็เคยมาตํา นะ งานพวกเทศกาลมอญเช่น งานสงกรานต์ ก็จะให้แต่ละตําบล 3 ตําบล มีอะไรก็มาทําอาหารกัน เป็นการช่วยสืบสาน และทําให้เด็กได้รู้จักอาหารมอญ ช่วยส่งเริมความเป็นมอญทุกอย่าง เท่าที่ทําได้

              ปัจจุบัน  สำรับอาหารทั่วไปรับประทานในชีวิตประจำวัน ส่วนมากจะเป็นอาหารมอญที่รับประทานปนกับอาหารไทยทั่วไป โดยประกอบอาหารแต่ละชนิดตามฤดูกาลและวัตถุดิบในท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม การจำแนกระหว่างอาหารมอญกับอาหารไทยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะอาหารมอญได้ถูกผสมกลมกลืนไปกับอาหารไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่คล้ายกัน วิธีการปรุงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก (สัมภาษณ์ จิรศักดิ์ กาสรศิริ,29 มิถุนายน 2563 )  ในขณะที่งานศึกษาขององค์ บรรจุน (2559, หน้า 252 - 253) ได้บ่งชี้ว่า ในกรณีของชุมชนมอญบ้านทุ่งเข็น จ.พรรณบุรี แม้ว่าอาหารที่รับประทานทั่วไปในชีวิตประจำวันมีแนวโน้มไปทางอาหารร่วมสมัยทั่วไป  ส่วนอาหารในเทศกาลมีการหดหายหรือปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ รวมทั้งการเสื่อมความนิยมและความเหินห่างในการเข้าร่วมงานเทศกาล แม้กระทั่งในบางกรณีก็เกิดการสูญหายไปทั้งเทศกาลและอาหารสำหรับเทศกาล  ทว่าอาหารในพิธีกรรมกลับแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุสุดวิสัยก็มักจะมีการบอกกล่าวขออนุญาตต่อผีบรรพชนด้วย  เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการนับผีบรรพบุรุษหรือผีบ้านเรือน และการธำรงไว้ซึ่งความเป็น “ ลูกหลานมอญที่ดี ” ในการปฏิบัติตามขนบจารีตในการนับถือผีตามคัมภีร์มอญโบราณโดยเคร่งครัดทุกประการ  ดังนั้น สมาชิกในตระกูลผีเดียวกันจึงมักจะเข้าร่วมพิธีกรรมเซ่นไหว้เลี้ยงผีบรรพบุรุษ ด้วยอาหารมอญแบบดั้งเดิมที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ  ขณะที่อาหารสำหรับใช้ในประเพณี พิธีกรรมทางพุทธศาสนา หรือแม้แต่ประเพณีเกี่ยวกับการจัดการศพกลับสามารถงดเว้น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบรายละเอียด ตลอดจนช่วงเวลาได้ตามความสะดวกหรือเหมาะสม  ดังนั้น ระบบความเชื่อในการนับถือผีจึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการธำรงรักษาอัตลักษณ์อาหารมอญตามแนวขนบดั้งเดิม

              งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง (หน้า 252 - 253) อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางด้านอาหารของชาวมอญชุมชนพระประแดง เกาะเกร็ด และบางกระดี่ ว่า  เมนูอาหารที่ทั้งสามชุมชนยังใช้ในเทศกาลหรือพิธีกรรมสำคัญนั้นจะได้รับการสืบทอดมาถึงปัจจุบันมากที่สุด  โดยได้รับการสืบทอดมาครบทุกชนิดในทั้ง 3 ชุมชน ได้แก่ ข้าวแช่หรือเปิงซงกราน ขนมกาละแม ข้าวเหนียวแดง และข้าวเหนียวแก้ว ซึ่งคนในชุมชนระบุว่าเป็นเมนูที่จำเป็นต้องมีในเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ หากไม่ได้ทำเองก็มักจะสั่งซื้อหรือสั่งทำ  แต่ในปัจจุบันมักเป็นการซื้อมากกว่าเนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว เพราะทั้งกาละแม ข้าวเหนียวแดง และข้าวเหนียวแก้วนั้นต้องใช้เวลากวนนาน  แต่ยกเว้นเมนูข้าวแช่ที่แม่ครัวประจำงานมักจะลงมือทำเอง เพราะต้องใช้ความประณีตและฝีมือละเอียดอ่อน 

              ส่วนอัตลักษณ์ด้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับลักษณะการบริโภคนั้น เป็นประเด็นที่มีการสูญหายมากที่สุด  โดยสูญหายไปถึง 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การมีน้ำพริกเป็นอาหารประจำสำรับ (2) แกงส้มแบบที่ใส่กระชายและผิวมะกรูด (3) การทำขนมจีนไว้ขายและกินเอง (4) การทำน้ำปลาและปลาร้าไว้กินเอง  โดยพบว่า ทั้ง 4 ประเด็นนี้ได้ถูกผลกระทบจากการดำรงชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์กลืนกลายเป็นไทยไปมากแล้ว  เนื่องจากทั้งลักษณะการรับประทานอาหารและเมนูอาหารส่วนใหญ่ของชาวมอญทั้ง 3 ชุมชนจะกลืนกลายใกล้เคียงกับอาหารไทยทั่วไป  ลักษณะของการต้องมีน้ำพริกผักจิ้มเป็นอาหารประจำสำรับก็ไม่ได้รับการสืบทอดอีกต่อไปแล้ว  ส่วนแกงส้มก็นิยมแกงเป็นรสชาติแบบไทย ๆ ที่ไม่ใส่ทั้งกระชายและผิวมะกรูดเช่นกัน  ส่วนเรื่องการทำขนมจีนและการทำน้ำปลานั้น เนื่องจากคนสมัยปัจจุบันทำงานในระบบสำนักงานมากกว่าที่จะอยู่ในระบบเกษตรกรรม จึงไม่สามารถจะทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านีรับประทานเองได้ อีกทั้งการซื้อจากห้างสรรพสินค้าก็จะสะดวกและประหยัดกว่าการทำเอง

              อย่างไรก็ตาม สำหรับเมนูอาหารในชีวิตประจำวันที่ยังได้รับการสืบทอดอยู่มากจากทั้ง 3 ชุมชน คือ เมนูแกงบอน แกงกระเจี๊ยบ และแกงมะตาด ซึ่งนอกจากจะถูกระบุว่าจะทำรับประทานในครัวเรือนแล้วยังนิยมทำถวายพระในช่วงเทศกาลสำคัญ และในช่วงต้นฤดูของวัตถุดิบดังกล่าวอีกด้วย  สำหรับเมนูในชีวิตประจำวันที่เป็นเมนูแบบอาหารมอญนี้ ชุมชนมอญบางกระดี่ยังคงเก็บรักษาเมนูอาหารมอญไว้ได้มากที่สุด ทั้งเมนูอาหารในชีวิตประจำวนและเมนูอาหารในเทศกาลสำคัญ  รวมถึงเป็นชุมชนที่เก็บรักษาอัตลักษณ์ด้านอาหารไว้มากที่สุด

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญ :

    ประเพณีสิบสองเดือน

                            ขนบธรรมเนียมประเพณีมอญส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งในแต่ละเดือน นอกจากจะมีวันพระประจำเดือนที่ชาวมอญจะต้องไปตักบาตรทำบุญเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว  แต่ละเดือนในรอบ 1 ปีก็จะมีประเพณีสำคัญเรียกว่า “ ประเพณีสิบสองเดือน ” โดยสุกัญญา เบาเนิด ได้รวบรวมไว้เรียงตามการนับเดือนแบบไทย ดังต่อไปนี้ (สุกัญญา เบาเนิด สัมภาษณ์, 31 ตุลาคม 2553 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 157 - 159 )

                           เดือนห้า (เดือนเมษายน) “ กิเต๊าจอว์ ” เทศกาลสำคัญ คือ สงกรานต์ หรือ “อะต๊ะสัง กรานต์” เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับวันที่ 13 – 15 เมษายนของทุกปี เทศกาลสงกรานต์เริ่มต้นจากวันต้อนรับสงกรานต์ เรียกว่า “ตะงัวอะต๊ะจิ” วันระหว่างปีใหม่กับปีเก่า เรียกว่า “ ตะงัวกราบนาม” มีการทำพิธีทอดสะพาน ค้ำต้นโพธิ์ และก่อพระเจดีย์ทราย วันมหาสงกรานต์ จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูปและสรงน้ำพระสงฆ์ ส่วนหนุ่มสาวมีการเล่นสาดน้ำและเล่นสะบ้า นอกจากนี้ยังมีการทำข้าวแช่ทำบุญถวายพระ ญาติผู้ใหญ่ และรับประทานในครอบครัวตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วย

                           เดือนหก (เดือนพฤษภาคม) “ กิเต๊าปะซาจก์ ” ในเดือนนี้มีวันสำคัญทางศาสนา คือ วันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีการทำบุญตักบาตร และพิธีกรรมสำคัญ คือ การสร้างน้ำต้นโพธิ์ หรือรดน้ำต้นโพธิ์  คนมอญจะเตรียมธูปเทียนไปที่วัด พระสงฆ์จะสวดมนต์และรดน้ำที่ต้นโพธิ์ก่อน จากนั้นชาวบ้านจะนำน้ำที่เตรียมไว้มารดต้นโพธิ์ด้วย  ส่วนตอนค่ำจะทำการเวียนเทียนรอบเจดีย์ในวัด  คนมอยจะดูแลต้นโพธิ์เป็นอย่างดี เพราะเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทวา

                           เดือนเจ็ด (เดือนมิถุนายน) “ กิเต๊าจิห์ ” ในเดือนนี้ไม่ค่อยมีประเพณีสำคัญเท่าไหร่นัก นอกจากวันพระประจำเดือน ซึ่งคนมอญจะไปทำบุญตักบาตรเป็นประจำ และจัดเวรกันไปเปลี่ยนดอกไม้บูชาพระที่วัดในช่วงเย็นก่อนวันพระ  เหตุที่ไม่ปรากฏประเพณีสำคัญเพราะในช่วงนี้เป็นฟดูกาลทำนา ทำสวน

                           เดือนแปด (เดือนกรกฎาคม) “กิเต๊าะฮะเกิ่น” ในเดือนนี้มีเทศกาลสำคัญทางศาสนา คือ วันอาสาฬหบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) และวันเข้าพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 8)  วันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญที่พระสงฆ์จะต้องอยู่ประจำวัด  ส่วนผู้คนจะไปทำบุญตักบาตรโดยนำต้นเทียน ผ้าอาบน้ำฝน เครื่องไทยทานไปถวายพระ  ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็จะถือศีล  ในช่วงนี้จะมีการทำขนมชนิดหนึ่งเรียกว่า “ กกฮะเต่อ ” คล้ายกับขนมเทียน  นอกจากนี้ คนมอญจะต้องเตรียม “ จอง ” หรือต้นผ้าป่า ประกอบด้วยอัฐบริขารสำหรับพระสงฆ์

                          เดือนเก้า ( เดือนสิงหาคม ) “ กิเต๊าขะดัวซอยว์ ” มีงานพิธีสำคัญเรียกว่า “ หล่องเนิ่งลิฐิ ” ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เป็นงานบุญระหว่างเข้าพรรษา หรือเรียกอีกอย่างว่า “ งานบุญหม้อเงินหม้อทอง ” ซึ่งสมัยก่อนใช้หม้อดิน  แต่ในปัจจุบัน หม้อดินเผาหายากจึงใช้กาละมังขนาดใหญ่หรือหม้ออลูมิเนียมแทน  โดยใส่มะพร้าว ข้าวสาร พริกแห้ง กะปิ น้ำปลา ผงซักฟอก สบู่ ทราย เงิน ธูปเทียน  โดยจะนำสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ถวายพระ โดยเชื่อว่าเป็นการสะสมเอาไว้ใช้ในชาติหน้า 

                          เดือนสิบ (เดือนกันยายน) “ กิเต๊าพ่อด” มีพิธีสำคัญ คือ “ เปาะห์ฮะมอดปาง ” หรือการลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานพระไตรปิฎก และมีพิธีตักบาตรน้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

                          เดือนสิบเอ็ด (เดือนตุลาคม) “ กิเต๊าเหวาะ” วันสำคัญ คือ วันออกพรรษา ( แรม 1 ค่ำ เดือน 11) มีพิธีตักบาตรเทโว และการจัด “ จองสลาก ” มาถวายพระ  คนมอญจะให้ความสำคัญกับวันออกพรรษาเป็นอย่างมาก และมีการจัดพิธีตักบาตรเทโว พิธีล้างเท้า และตักบาตรดอกไม้

                          เดือนสิบสอง (เดือนพฤศจิกายน) “ กิเต๊าอะทอน ” มีการทอดกฐิน ตักบาตรพระร้อย และลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุต

                          เดือนอ้าย (เดือนธันวาคม) “ กิเต๊าะเล่กะซอ” ในเดือนนี้ไม่ค่อยมีพิธีหรือธรรมเนียมอะไรมากนัก เพราะอยู่ในช่วงการเก็บเกี่ยว และตั้งแต่นี้เป็นต้นไปมักจะจัดพิธี “ รำผี ” กันทั่วไป

                          เดือนยี่ (เดือนมกราคม) “ กิเต๊าโป๊ะ ” ในช่วงเดือนนี้ยังอยู่ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวและยังไม่มีกิจกรรมอะไร มีการจัดพิธีรำผีอยู่ทั่วไป

                         เดือนสาม (เดือนกุมภาพันธ์) “ กิเต๊ามาฆก์ ” หรือ เดือนมาฆะ มีวันสำคัญทางศาสนา คือ วันมาฆบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3)

                         เดือนสี่ (เดือนมีนาคม) “ กิเต๊าเพ่อระเกิ่น ” คนมอญจะนิยมให้บุตรหลานบวชเณรและบวชพระกันในเดือนนี้

              ประเพณีแห่หงส์ – ธงตะขาบ

              เสาหงส์และธงตะขาบ เป็นสัญลักษณ์บูชาพระพุทธเจ้าของชาวมอญ ตามที่มีตำนานเล่าขานกันมา  เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ในวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ชาวมอญชุมชนต่าง ๆ จะร่วมมือกันทำธงตะขาบและจัดขบวนแห่  เมื่อถึงวันงานจะจัดขบวนแห่น้ำหวาน นก ปลา และแห่ธงตะขาบเพื่อนำไปถวายวัด  โดยภายในขบวนแห่จะประกอบด้วยสาวงามภายในหมู่บ้านเป็นผู้ถือหงส์ ( ผู้ที่ถือหงส์ถูกเรียกว่า “ นางหงส์ ” ) ชาวมอญจึงนิยมเรียกประเพณีนี้ว่า “ ประเพณีแห่หงส์ - ธงตะขาบ ” นั่นเอง  เมื่อขบวนแห่ถึงที่วัดก็จะนำธงตะขาบไปแขวนไว้ที่เสาหงส์ จึงถือว่าเป็นการบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 1 มิถุนายน 2017)

              ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์    

              ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ จัดขึ้นในเดือน 10 ของทุกปี  ประเพณีนี้จัดขึ้นตามตำนานการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่เมืองศรีลังกาของพระมหาเถรพุทธ  พระมอญที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีสติปัญญาและบารมีสูงส่ง ซึ่งชาวมอญเชื่อว่า ท่านเป็นเทพบุตรจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาถือกำเนิดในมนุษยโลก  โดยพระมหาเถรพุทธได้ออกเดินทางด้วยเรือจากเมืองสุธรรมวดี (เมืองสะเทิมในปัจจุบัน) สมัยพระเจ้าธรรมะปาละ ไปยังประเทศศรีลังกาในปี พ.ศ. 943 และกลับถึงเมืองสุธรรมวดี ใน ปี พ.ศ. 956 พร้อมด้วยพระไตรปิฎก ทักษิณสาขา ( กิ่งไม้โพธิ์ด้านใต้ ) พระธาตุ และอื่น ๆ กลับมายังเมืองสุธรรมดี  พระมหาเถรพุทธโฆษาเป็นผู้คัดลอกพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีที่จารึกด้วยตัวอักษรลังกาเป็นตัวอักษรมอญในยุคเริ่มแรก โดยจารึกลงในคัมภีร์ใบลาน  ณ ขณะที่ท่านอยู่ระหว่างการเดินทางจากศรีลังกากลับมาเมืองมอญ  ชาวมอญที่เมืองสุธรรมวดีจึงริเริ่มจัดงานทำบุญลอยเรือสะเดาะเคราะห์เพื่อขอพรให้ท่านเดินทางกลับมาถึงเมืองมอญด้วยความปลอดภัย  นับตั้งแต่นั้นมา การลอยเรือสะเดาะเคราะห์ในวันเพ็ญเดือนสิบ จึงกลายเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวมอญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อรำลึกถึงบุญคุณของพระมหาเถรพุทธโฆษา (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 6 กันยายน 2017)

              ประเพณีลอยเรือสะเดาะเคราะห์ของชาวมอญ วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี ตรงกับวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ เพื่อสืบสานประเพณีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ รวมทั้งเพื่อบูชาเทวดาที่อยู่ในน้ำ ป่า และบนบกด้วย  ก่อนถึงวันพิธี ชาวมอญจะนำไม้ไผ่มาบ้านละ 1 ลำ เพื่อสร้างเรือจำลอง ณ บริเวณลานเจดีย์พุทธคยา วังวังก์วิเวการาม และประดับตกแต่งเรือด้วยกระดาษหลากสี  ในยามหัวค่ำจนถึงเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ ชาวบ้านจะทยอยพากันนำธงตะขาบหรือ “ โน่ ” ตุง ร่มกระดาษ มาประดับตกแต่งเรือ และบริเวณปะรำพิธี พร้อมทั้งนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น กล้วย อ้อย ขนม ข้าว ดอกไม้ ไปวางไว้ในลำเรือ จุดอธิษฐานให้สิ่งไม่ดีและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ไปให้พ้นจากชีวิตตน พร้อมทั้งรับฟังบทสวดอิติปิโส 108 จบ และบทสวดสะเดาะเคราะห์จากภิกษุสงฆ์  เมื่อถึงเช้าวันแรม 1 ค่ำ ชาวบ้านก็จัดตั้งขบวนแห่ มีการเล่นโคม ปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่ ร้องรำทำเพลง และช่วยกันลากเรือไปปล่อยกลางน้ำบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำสามประสบ (travel.kapook.com วันที่ 6 กันยายน 2559)

              การตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีเก่าแก่ของมอญที่มีมาแต่สมัยพุทธกาล โดยจะทำกันในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10  ตามตำนานกล่าวว่า พระปักเจกโพธิรูปหนึ่งอาพาธ จึงต้องการได้น้ำผึ้งมาผสมโอสถ เช้าวันหนึ่งได้บิณฑบาตผ่านไปยังชายป่า ปรากฏว่ามีชายชาวป่าผู้หนึ่งนำน้ำผึ้งมาใส่บาตรด้วยจิตกุศลอันแรงกล้า จึงเกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ น้ำผึ้งเพิ่มพูนจนล้นบาตร ฝ่ายหญิงชาวป่าผู้หนึ่งนั่งทอผ้าอยู่และเห็นเหตุการณ์โดยตลอด จึงรีบนำผ้าที่ทอเสร็จแล้วมาถวายพระ เพื่อใช้ซับน้ำผึ้งที่ล้นบาตรนั้น  อานิสงค์ดังกล่าว ส่งผลทำให้ชายหนุ่มไปเกิดในภพภูมิใหม่ เป็นพระราชาปกครองเมืองอันรุ่งเรืองเกรียงไกร  ส่วนหญิงสาวไปเกิดเป็นพระธิดาของกษัตริย์อีกเมืองหนึ่งที่มีความเข้มแข็งและมั่งคั่งเช่นกัน  จากพุทธประวัติดังกล่าว จึงเกิดประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งขึ้น รวมทั้งเกิดการถวายผ้ารองบาตรน้ำผึ้งคู่กันด้วย (เพจรามัญคดี – Mon Studies, วันที่ 8 กันยายน 2014) ก่อนถึงเทศกาลตักบาตรน้ำผึ้ง บรรดาหญิงสาวจะช่วยกันทอผ้าปักผ้าอย่างประณีตสวยงามเพื่อถวายพระ  ในวันงาน ช่วงเช้ามีการเข้าวัดทำบุญตักบาตรตามปกติ นอกเหนือจากอาหารหวานคาวแล้ว ชาวบ้านยังเตรียมน้ำผึ้งมาและรินน้ำผึ้งจากภาชนะที่เตรียมมาลงในบาตร เช่นเดียวกับการตักบาตรทั่วไป  ชาวมอญเชื่อว่า การตักบาตรด้วยน้ำผึ้งจะได้อานิสงค์มาก  โดยลุงจันทร์ เขียวพันธุ์ ชาวมอญบ้านหนองดู่ - บ่อคาว จ.ลำพูน (สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation,วันที่ 11 ธันวาคม 2014) อธิบายว่า น้ำผึ้งถือเป็นหนึ่งใน “เภสัชทั้ง 5 ” ถือเป็นของบำรุงของพระสงฆ์ อันได้แก่ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เพราะของบำรุงเหล่านี้ พระสงฆ์สามารถเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบปรุงยาเมื่อยามจำเป็นได้  ปัจจุบัน น้ำผึ้งเริ่มหายากและมีราคาแพงมากขึ้น  กรรมการวัดบางวัดจึงเตรียมน้ำผึ้งไว้ให้ ชาวบ้านก็บริจาคค่าน้ำผึ้งให้วัดตามกำลังศรัทธา  ขณะที่บางชุมชนทำความตกลงกันระหว่างวัดและชาวบ้าน โดยขอให้ชาวบ้านเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายแทน เพราะหาได้ง่ายและใช้ประโยชน์ได้มากกว่า (เพจรามัญคดี – Mon Studies, วันที่ 8 กันยายน 2014)

  • การเกิด :

    พิธีกรรมการเกิด

              ชาวมอญมีความเชื่อและข้อห้ามหลายอย่างเกี่ยวกับหญิงตั้งครรภ์ เช่น ห้ามบ้านที่มีคนตั้งครรภ์ทำพิธีมงคล ห้ามหญิงตั้งครรภ์นั่งพิงเสาบ้าน โดยเฉพาะเสาเอก เสาผี ฯลฯ และเมื่อผู้ที่เป็นภรรยาตั้งท้องได้ 2 – 3 เดือน สามีต้องตัดฟืนมา 9 ท่อนใหญ่แล้วตั้งเป็นรูปกระโจมตากแดดไว้  ผู้ที่ผ่านไปมาเมื่อเห็นกระโจมนี้จะทราบทันทีว่า บ้านนี้จะมีการคลอดลูกในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในปัจจุบัน แม้ว่าการคลอดของชาวมอญส่วนใหญ่จะกระทำในโรงพยาบาลแล้วก็ตาม  งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, หน้า 150) พบว่า ความเชื่อและการปฏิบัติเหล่านี้ก็ยังพบเห็นได้ในชุมชนมอญบางชุมชน เช่น ชุมชนมอญบางกระดี่ โดยผู้ที่ทำพิธีระบุว่าเพื่อให้เกิดความสบายใจ  ส่วนชุมชนมอญพระประแดงและชุมชนมอญเกาะเกร็ดไม่ได้ปฏิบัติแล้ว

              สำหรับรายละเอียดการปฏิบัตินั้นในวันที่เด็กคลอดทันทีที่ได้ยินเสียงเด็กร้อง ผู้เป็นพ่อต้องล้มฟืนที่กระโจมทันที เพื่อนำไปเป็นเชื้อไฟ แล้วจึงไปขุดดินก้อนใหญ่มา 9 ก้อน เพื่อทำก้นเตาสำหรับการอยู่ไฟของผู้เป็นแม่ ที่มุมทั้งสี่ของก้นเตาวางก้อนข้าวสุกไว้เป็นการเซ่นสรวงผีสางเทวดาให้ช่วยปกปักรักษา ข้างๆ ก้นเตามีกระดานสำหรับแม่นอน บางแห่งนำกิ่งพุทราที่มีหนามแหลมมากั้นไว้ โดยรอบก้นเตาและกระดานไฟ เชื่อว่าเป็นการป้องกันผีกระสือ บนหัวนอนยังมีหวดนึ่งข้าวเหนียวกับเคียว 1 เล่ม เพื่อป้องกันผีร้ายมารังควาน บางแห่งมีแต่เคียวเท่านั้น

              เมื่อหมอทำคลอดตัดรกเด็กออกแล้ว ผู้เป็นพ่อต้องนำรกไปฝังยังที่ที่ขุดดิน 9 ก้อนนั้น  เวลาฝังต้องใส่ข้าวเปลือกลงไป 1 กะลา  ส่วนเด็กเมื่อหมอทำคลอดทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะให้นอนในกระด้งใช้ผ้าผูกเป็นกระโจมต่างมุ้ง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะวางสมุดดินสอลงไปด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่า เมื่อเจริญวัยขึ้นจะได้เก่งในการศึกษาเล่าเรียน ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะวางเข็มด้ายไว้ให้ เป็นเคล็ดว่าจะได้เก่งทางด้านการบ้านการเรือนเมื่อเติบโต

              ขณะที่แม่ยังอยู่กระดานไฟต้องมีผู้ช่วยดูแลให้ท่อนฟืนคุกกรุ่นอยู่เสมอ การอยู่ไฟดังกล่าวนี้ หากแม่เพิ่งคลอดเป็นท้องแรกจะอยู่ไฟ 7 หรือ 9 วัน  แต่ถ้าเป็นท้องรองลงไปก็จะอยู่ไฟเพียง 5 วันเท่านั้น วันสุดท้ายที่แม่จะออกจากกระดานไฟ เรียกว่า “ หย่าไฟ ” ต้องนำสุ่มมีผ้าพันโดยรอบมาคลุมไว้ ผู้เป็นแม่นั่งอังไฟในสุ่มนั้น  ต่อจากนั้นจึงอาบน้ำที่ต้มด้วยใบมะขาม ใบส้มป่อย และรักษาผิวด้วยการทาขมิ้น เสร็จแล้วจึงรื้อก้นเตา นำกระดานไฟออก อัญเชิญเทวดาผู้รักษาเตาไฟให้กลับมา สิ่งต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับก้นเตาต้องเอากลับไปทิ้งให้ไกลบ้าน

              สำหรับการโกนผมไฟนั้นจะกระทำเมื่อทารกเกิดได้ประมาณ 1 – 2 เดือน บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่จะจัดพิธีโกนผมไฟ อันเป็นผมแรกเกิด  โดยการโกนผมไฟจะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ข้อห้ามเกี่ยวกับการนับถือผี หากมีคนในวงศ์ตระกูลเดียวกันเสียชีวิตในปีนั้น จะโกนผมไฟบุตรไม่ได้ และถ้ามีคนในวงศ์ตระกูลกำลังตั้งท้อง เด็กในตระกูลเดียวกันจะโกนผมไฟไม่ได้ ต้องรอให้หญิงนั้นคลอด และโกนพร้อมกันเลยทีเดียว  ในกรณีที่ยังโกนผมไฟไม่ได้ บิดามารดาจะต้องรักษาผมไฟนั้นไว้ โดยอาจจะเก็บไว้ทั้งศีรษะแบบผมเปีย ผมจุก หรือผลแกละ และห้ามโกนทิ้งเมื่อถึงเวลาอันสมควร ผู้ฝ่าฝืนจะทำให้เกิดอัปมงคลต่อเด็ก ครอบครัว และวงศ์ตระกูล  การโกนผมไฟนี้ห้ามทำในวันพระ และต้องทำก่อนเวลาเพล

              สมัยโบราณถ้าโกนผมไฟบุตรเป็นจำนวน “ คี่ ” ถือว่า ดี  แต่ถ้าเป็นจำนวน “ คู่” ถือว่าไม่ดี เป็นอัปมงคลต่อครอบครัว เด็กอาจเจ็บป่วยในภายหลัง  แต่ถ้าต้องการโกนและให้เป็นมงคลอาจใช้สัตว์เลี้ยงภายในบ้าน สมมติเป็นตัวแทนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง เช่น ถ้ามีเด็กโกนผมไฟ 2 คน อาจใช้แมวเพิ่มสมมติเป็น 3 คน และของเครื่องสังเวยจะต้องใช้ตามจำนวนคน

  • การตายและการทำศพ :

    พิธีกรรมงานศพ

              ชาวมอญให้ความสำคัญกับพิธีกรรมเกี่ยวกับความตาย

    เป็นอย่างมาก โดยยึดมั่นตามหลักจารีตและวัตรปฏิบัติที่จารึกในคัมภีร์โลกสมมติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากมีความเชื่อว่า หากไม่ทำให้ถูกต้องตามจารีตประเพณีดั้งเดิม ผีประจำตระกูลหรือผีบ้านผีเรือนอาจนำความวิบัติมาสู่ผู้อยู่ได้ (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 11 พฤษภาคม 2018)  นอกจากความเชื่อเรื่องผีแล้ว ความเชื่อทางพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลต่อวัตรปฏิบัติของชาวมอญเกี่ยวกับพิธีกรรมงานศพเช่นกัน  โดยชาวมอญมีธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า หากบ้านไหนมีผู้เสียชีวิต ชาวมอญที่อยู่ในชุมชนเดียวกันหรือรู้จักกันก็จะร่วมใจกันไปช่วยเหลืองานศพกัน เพราะเชื่อว่าการได้ไปช่วยเหลืองานศพนั้นจะได้บุญ (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560, หน้า 91)  ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ยังคงมีอยู่ในชุมชนคนไทยเชื้อสายมอญที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในปัจจุบัน

              ตามธรรมเนียมการจัดพิธีศพของชาวมอญนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาถึงสถานะของผู้ตาย เช่น เด็ก ผู้ใหญ่ พระสงฆ์ หรือฆราวาส ( ซึ่งหากเป็นพระผู้ใหญ่จะจัดงานยิ่งใหญ่มาก ) แล้ว ยังต้องพิจารณาถึงลักษณะการตายของผู้นั้นด้วย กล่าวคือ ถ้าเป็นการตายดี คือ ตายแบบธรรมดา เพราะโรคชราหรือป่วยมานานก็นิยมใช้การเผาเช่นเดียวกับไทย  แต่ถ้าเป็นการตายแบบไม่ดี คือ โรคปัจจุบัน เช่น อหิวาตกโรค ฝีดาษ หรือประสบอุบัติเหตุ เช่น ถูกยิง จมน้ำตาย ถูกฟ้าผ่า งูกัด ฯลฯ รวมทั้งศพเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ศพเหล่านี้จะไม่มีการประกอบพิธีสวดพระอภิธรรม และจะไม่มีการเผา เพราะเกรงว่าผีร้ายจะลอยขึ้นมาในอากาศเวลาเผา แต่จะต้องเร่งต่อโลงบรรจุศพที่วัดทันที ห้ามเก็บไว้ค้างคืน และนำไปฝังโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี จึงขุดกระดูกขึ้นมาทำพิธีเผา แต่ถ้าศพนั้นตายด้วยโรคติดต่อ จะไม่มีการขุดขึ้นมาเผาอีกเลย เพราะศพที่ตายไม่ดีเหล่านี้ ถือว่าเป็นผีร้าย เกรงจะเป็นโรคติดต่อ จึงต้องรีบฝังทันที

              เมื่อมีคนตาย ชาวมอญจะจัดพิธีศพทางพุทธศาสนาเช่นเดียวกับคนไทย กล่าวคือ หากเป็นศพที่ทำพิธีกรรมที่บ้านจะตั้งศพที่บ้านประมาณ 3 – 5 วัน ในตอนแรกจะยังไม่บรรจุศพลงในโลง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวให้ศพแล้ว จึงจะนำศพลงบนเตียงที่ต่อขึ้นโดยเฉพาะ โดยทำจากไม้ไผ่ประกับขัดกัน 4 ชั้น เตียงมี 6 เสา ปูด้วยไม้ยาว 8 สั้น 8 ส่วนเพดานใช้ไม้ 20 แผ่น เรียกว่า “ จองแหนะ ” หรือเตียงชนะ มีเครื่องประกอบการตั้งศพวางไว้  ไม่มีการปิดศพไว้ในโลง มีเพียงผ้าคลุมศพเท่านั้น (เพจรามัญคดี – Mon Studies (2 พฤศจิกายน 2015)  จากนั้นจึงนิมนต์พระ 4 รูป มาสวดพระอภิธรรมที่บ้านด้วยภาษามอญ หรือเชิญผู้มีความรู้มาอ่านหนังสือต่าง ๆ ได้แก่ พุทธประวัติ นิบาตชาดก เพื่ออยู่เป็นเพื่อนศพ ซึ่งในระหว่างคืนที่สวดศพ ผู้ที่มาเฝ้าศพซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายจะนิยมเล่นการละเล่นชนิดหนึ่งของชาวมอญที่เรียกว่า “ อะแช ” เพื่อไม่ให้เบื่อหรือง่วงนอน หรือบางครั้งก็ชวนกันเล่นหมากรุกด้วย  เมื่อครบเวลาจะนำศพไปวัดจึงยกศพลงจากบ้าน และใส่โลง ซึ่งโลงศพแบบมอญนั้นจะมีลักษณะปากบานก้นสอบ  ตามธรรมเนียมของมอญ ผู้คนที่ไปร่วมงานศพจะสวมใส่เสื้อผ้าสีอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแต่งดำ  สำหรับประเพณีการทำศพแบบมอญนับว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง ขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ตายและบุตรหลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ตายเป็นพระสงฆ์หรือสมภาร งานศพก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก เป็นงานระดับหมู่บ้านและตำบล  โลงศพจะถูกสร้างอย่างวิจิตร ทำเป็นยอดคล้ายปราสาทและยังมีการเจาะช่องข้าง ๆ โลงศพทั้งสองด้านไว้ให้มองเห็นศพผู้ตายข้างในด้วย  โลงศพอันงดงามนี้จะถูกเผาไปพร้อม ๆ กับศพบนเชิงตะกอน  งานศพจะสิ้นสุดด้วยพิธีเผาและเก็บกระดูก โดยเชื่อว่า พิธีกรรมทางศาสนาจะช่วยส่งวิญญาณคนตายได้เดินไปในทางที่ดี เป็นกำลังใจให้บรรดาญาติ ๆ ได้คลายความเศร้าโสก และวิตกกังวลเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของผู้ตาย และยังช่วยคลายความหวาดกลัวเกี่ยวกับวิญญาณตามสัญชาติญาณของมนุษย์

              ธรรมเนียมที่เคร่งครัดของมอญอีกอย่างหนึ่ง คือ ห้ามไม่ให้เอาโลงศพขึ้นบนบ้าน เพราะถือว่าเป็นเสนียดจัญไร ถ้าจะทำพิธีนำศพลงโลงที่บ้านจะต้องทำโลงที่ใดที่หนึ่งนอกตัวเรือน ทำโลงเสร็จต้องรดน้ำขมิ้น ซึ่งเทออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ ตามด้วยกระบอกน้ำบริสุทธิ์ราดตามหลัง แล้วโยนกระบอกน้ำทั้งสองทิ้งไป จึงเอาโลงศพขึ้นบนบ้านได้  ตามปกติการเอาศพลงจากเรือน ห้ามเอาลงทางทิศตะวันออก แต่ให้ลงทางทิศตะวันตก ซึ่งไม่ใช่ทางที่มีบันไดบ้าน  ดังนั้น ต้องรื้อฝาบ้านออก แล้วหย่อนศพลงมา โดยมี “ บันไดผี ” ทำด้วยไม้ไผ่อันเล็ก ๆ นำไปพาดที่ดินตรงที่จะนำศพลง ฝาบ้านที่จะต้องรื้อออกนั้น ส่วนใหญ่มักจะตีด้วยไม้แผ่นใหญ่ โดยตามธรรมเนียมแล้วตั้งแต่เริ่มสร้างบ้าน เมื่อนำศพลงไปที่วัดแล้ว เลิกงานกลับมาจึงสามารถตีกลับเข้าไปใหม่ได้สะดวก ซึ่งเมื่อประเพณีมีอยู่เช่นนี้ การปลูกบ้านของชาวมอญจึงต้องเผื่อไว้สำหรับนำคนตายออกจากบ้านด้วย

              ประเพณีที่นิยมทำกันอีกอย่างหนึ่ง คือ การฉลองพระ ตามปกติหลังจากการเผา เมื่อเก็บกระดูกแล้ว บรรดาเครือญาติของผู้ตายจะทำพิธีฉลองพระ คือ การนำพระพุทธรูปมาทำพิธีฉลองและถวายวัด เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความผูกพันในสายเครือญาติที่ต้องการให้ผู้ตายได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ อันจะส่งผลทำให้ชีวิตหลังความตายดำเนินไปในทางที่ดี เกิดความสบายใจแก่พ่อแม่พี่น้อง รวมถึงลูกหลานที่ยังอยู่  หากในปีเดียวกันมีคนในตระกูลตายอีก ศพใหม่จะยังไม่ทำพิธีฉลองพระ ต้องรอในปีถัดไป

              ปัจจุบัน แม้ว่าชาวมอญยังคงพยายามสืบทอดประเพณีงานศพแบบดั้งเดิมให้เหมือนในอดีตให้มากที่สุด แต่ก็จำเป็นต้องลดทอนหรือปรับเปลี่ยนขั้นตอนหรือพิธีกรรมบางประการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของครอบครัว หรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้สะดวกในทางปฏิบัติมากขึ้น เพราะสมาชิกในครอบครัวชาวมอญบางส่วนจำเป็นต้องย้ายไปศึกษาต่อหรือทำงานต่างถิ่น ซึ่งอาจไม่สะดวกที่จะร่วมจัดงานหรือเข้าร่วมงานศพที่มีขั้นตอนและพิธีกรรม มากมาย (อิมธิรา อ่อนคำ, 2562, หน้า 12)  ด้วยเหตุนี้ ชาวมอญส่วนใหญ่จึงนิยมจัดสวดพระอภิธรรมที่วัดมากกว่าบ้าน เพราะสะดวก ลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนความยุ่งยากในการจัดเตรียมเครื่องใช้ต่าง ๆ  นอกจากนี้ ชาวมอญยังสืบสานประเพณีการทำโลงมอญเฉพาะกับศพเก็บหรือศพแห้งเท่านั้น  ส่วนศพเผาจะนิยมใช้โลงศพที่มีขายตามร้านขายหีบศพทั่วไปมากกว่า เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ปัจจุบัน ช่างทำโลงศพมอญมีแต่พระสงฆ์และอดีตพระ เมื่อมีผู้มาติดต่อให้ทำโลงศพมอญก็ไม่ได้เรียกราคา ตามแต่ผู้มีจิตศรัทธาจะบริจาคให้แก่วัด  ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านธรรมดาจึงไม่นิยมทำโลงศพมอญเป็นอาชีพ เพราะไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ( แต่ละปีจะมีผู้สั่งทำโลงมอญไม่เกิน 4 – 5 ใบหรือบางปีไม่มีเลย ) (นพวรรณ กรุดเพชร, 2556, หน้า 93)

              สำหรับงานศพของพระสงฆ์มอญจะมีการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ โดยโสภณ นิไชยโยค (2547, หน้า 215) อธิบายไว้ว่า หากผู้ตายเป็นพระผู้ใหญ่จะต้องจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพราะถือว่าจะได้บุญ ทั้งยังเป็นการส่งพระที่มรณภาพขึ้นสวรรค์ ซึ่งในพิธีกรรมจะมีการสร้างเมรุลอยปราสาท และโลงศพมอญปลายบานก้นสอบ มีฝาครอบเป็นยอดปราสาท ประดับตกแต่งด้วยกระดาษสี ตัดทำลวดลายฉลุอย่างสวยงาม การจัดงานศพนั้นจะมีมหรสพสมโภชน์ 7 วัน 7 คืน และมีปี่พาทย์มอญประโคม มีการแสดงมอญรำ มอญร้องไห้ จุดดอกไม้ไฟ รวมถึงการการจุดลูกหนู  โดยมอญร้องไห้และการจุดลูกหนู กลายเป็นอัตลักษณ์ทางด้านพิธีกรรมงานศพที่โดดเด่นของชาวมอญ และเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างแพร่หลายในสังคมไทย 

  • ประเพณีเลี้ยงผี :

              พิธีเลี้ยงผีเป็นการบูชาเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษของชาวมอญ จัดขึ้นทุกปีในเดือน 6 ข้างขึ้น ยกเว้นวันเสาร์และวันพระ โดยทำพิธีเลี้ยงผีที่เสาเอกหรือเสาผีของบ้านต้นผี  ของที่เซ่นไหว้นิยมใช้ปลาย่าง ขนมทอดต่าง ๆ กล้วย มะพร้าว ฟักทอง เป็นต้น และจัดอาหารที่เป็นสัญลักษณ์ของผีบรรพบุรุษประจำตระกูลมาเซ่นไหว้ เช่น นับถือผีเต่าก็นำยำเต่า 1 จาน พร้อมข้าวสวย 1 จาน มาเซ่นไหว้  วัตถุประสงค์ที่สำคัญของการจัดพิธีเลี้ยงผี ได้แก่ ประการแรก ชาวมอญถือว่า เดือน 6 เป็นเดือนขึ้นปีใหม่จะเริ่มทำนาปลูกข้าว จึงจัดพิธีเลี้ยงผีเพื่อบอกกล่าวให้บรรพบุรุษทราบ อีกทั้งแสดงถึงความเคารพด้วยการเซ่นไหว้ให้กินอิ่ม เพื่อที่ลูกหลานจะได้มีความอบอุ่นใจ พืชผลอาหารอุดมสมบูรณ์ ลูกหลานสามารถทำมาหากินได้ดี  อีกประการหนึ่ง เป็นการรวมสมาชิกของตระกูลเพื่อประชุมจัดทำพิธีกรรมต่าง ๆ เนื่องจากคนในสายตระกูลเดียวกันสามารถจัดพิธีกรรมบางอย่างได้เพียงละครั้งเท่านั้น  การจัดพิธีเลี้ยงผีจึงช่วยเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่สมาชิกของตระกูลด้วย

  • ประเพณีอื่น ๆ :

    พิธีรำผีมอญ มักจะจัดขึ้นเพื่อขอขมาและแก้บนจากสาเหตุต่าง ๆ ที่เชื่อกันว่าจะทำให้ผีบรรพบุรุษไม่พอใจ จึงต้องจัดพิธีรำผีเพื่อแก้ไขความไม่เป็นมงคลดังกล่าวอย่างเร่งด่วนด้วย สาเหตุที่ทำให้ต้องเกิดพิธีรำผี มีดังต่อไปนี้

              - เมื่อมีผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลฝ่าฝืนข้อห้ามหรือผิดผี ทำให้คนในตระกูลเดียวกันต้องมีเหตุเป็นไปหรือเจ็บป่วยปางตาย

    - ต้นผีต้องทำพิธีรำผี โดยที่คนในสายตระกูลต้องมาร่วมกันทำพิธีที่บ้านของต้นผี

    - เมื่อครอบครัวใดไม่มีลูกชายสืบทอดรับเป็นต้นผี ถือว่าหมดผีตระกูล ก่อนจะถอนเสาเอกไปถวายวัดต้องทำพิธีรำผี

    - บางครั้งมีการทำพิธีเพื่อต้อนรับลูกชายคนหัวปี เป็นการแสดงความดีใจของสมาชิกในตระกูล รวมทั้งผีบรรพบุรุษที่ได้ลูกชายสืบสกุล

              พิธีรำผีนิยมทำกันในเดือนคู่ คือ เดือน 4, 6 และ 8 อันเป็นเดือนเต็ม  ชาวมอญเชื่อว่าจะทำสิ่งใดก็จะเต็ม แต่ถ้าทำเดือนขาด ทำการสิ่งใดก็จะขาด ส่วนเดือนคู่อื่น ๆ อยู่ในระหว่างการทำนาจึงไม่สะดวก  วันที่ทำพิธีรำผีจะเป็นวันใดก็ได้ ยกเว้นเสาร์และวันพระ ซึ่งเชื่อกันว่า ผีจะไม่กินเครื่องเซ่น  การประกอบพิธีใช้เวลาประมาณ 1 วันเต็ม  พิธีรำผีบางที่เรียกว่า “ กินทั้งยืน ” เนื่องจากในพิธีนั้นมีช่วงเวลาที่ผู้ร่วมประกอบพิธีลุกขึ้นรำและกระโดดโลดเต้น  ในขณะที่ถือจานใส่อาหาร ขนม เครื่องเซ่น กินไปด้วย อันเป็นการแสดงว่า ผีบรรพบุรุษได้เข้ามาสิงแล้วและมาร่วม “กินทั้งยืน”

  • ศาสนาและความเชื่อ :

    ความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนา

              ชาวมอญยอมรับนับถือศาสนาพุทธแบบเถรวาทมาช้านาน ตั้งแต่อาณาจักรสุธรรมวดีหรือสะเทิม ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรกของชาวมอญ ชาวมอญนับถือศาสนาพุทธอย่างเคร่งครัด มีข้อปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนาพุทธอยู่มากมาย เช่น ห้ามใส่รองเท้าเข้าบริเวณวัด ห้ามผู้หญิงเข้าในพระอุโบสถ มีการฟังเทศน์ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรมในวัดพระ และเมื่อถึงวันสำคัญในเทศกาลต่าง ๆ จะพากันไปทำบุญที่วัดอย่างพร้อมเพรียง และนิยมที่จะบริจาคเงินให้แก่วัด ด้วยเชื่อมั่นว่า การทำบุญอุทิศเพื่อศาสนานั้นจะเป็นผลอานิสงส์ส่งให้วิญญาณไปสู่สวรรค์  นอกจากนี้ ชาวมอญยังให้ความเคารพต่อพระสงฆ์เป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ซึ่งกล่าวกันว่า หากเป็นสิ่งที่คนมอญนับถือบูชาแล้วเป็นต้องถึงขั้นถวายหัว แม้แต่เงาก็ไม่เหยียบลบหลู่  ดังนั้น จึงเป็นธรรมเนียมโดยทั่วไปว่า เมื่อเห็นพระสงฆ์เดินสวนทางมาจะต้องสังเกตเงาของพระว่าทอดไปทางใด แล้วรีบไปอยู่ยังฝั่งตรงกันข้าม ไม่เหยียบไปบนเงาของพระสงฆ์เด็ดขาด พร้อมกับทรุดนั่งลงพนมมือจนกว่าพระสงฆ์จะเดินผ่านหน้าไป (องค์ บรรจุน, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม, กุมภาพันธ์ 2549, หน้า 53) ซึ่งในปัจจุบัน คนมอญในเมืองไทยไม่ค่อยได้ทำเช่นนี้แล้ว แต่เมื่อเดินผ่านพระสงฆ์ก็ยังคงรักษากิริยาอาการด้วยความเคารพนอบน้อมอยู่เสมอ แต่อาจพบเห็นภาพนี้อยู่บ้างในหมู่ผู้สูงอายุในหมู่บ้านมอญต่างจังหวัด เช่น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น

              ความเชื่อเกี่ยวกับผี

              ชาวมอญนับถือผีอย่างเหนียวแน่น ผีในทัศนะของชาวมอญแบ่งเป็นผีดีและผีร้าย ผีดีก็จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องเดือดร้อนต่าง ๆ ให้ความคุ้มครองรักษา และในขณะเดียวกันก็อาจให้โทษได้  หากได้รับการกระทำที่ไม่พึงพอใจอันแสดงถึงความไม่เคารพ ลบหลู่ดูหมิ่น ชาวมอญจึงต้องมีการเซ่นไหว้ หรือทำพิธีต่าง ๆ เพื่อแสดงความเคารพบูชา หรือเพื่อขอขมาลาโทษอยู่เสมอ  ทั้งนี้ จุดกำเนิดการนับถือผีของชาวมอญไม่มีหลักฐานชัดเจน นอกจากตำนานที่กล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล เศรษฐีผู้หนึ่งมีภรรยา 2 คน ภรรยาน้อยมีลูกก่อน ภรรยาหลวงอิจฉา จึงฆ่าลูกภรรยาน้อยตาย เมื่อทั้งคู่ตายไปก็พยาบาทจองเวรฆ่าลูกของอีกฝ่ายสลับกันไปทุกชาติ ชาติสุดท้าย ฝ่ายหนึ่งเกิดเป็นผี อีกฝ่ายเกิดเป็นมนุษย์ ฝ่ายผีไล่ตามกินลูกนางมนุษย์ นางมนุษย์จึงหนึไปพึ่งพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ ณ วฬุวันมหาวิหาร พระองค์ทรงทราบความเป็นมาโดยตลอดด้วยพระอภิญญาณ จึงทรงเทศนาแก่นางผีให้เห็นกรรมดีกรรมชั่ว และผลร้ายของการพยาบาทจองเวรซึ่งกันและกัน จนนางผีและมนุษย์คิดได้ เลิกจองเวรต่อกัน  ต่อมา นางผีได้ไปอยู่กับมนุษย์ ช่วยเหลือนางมนุษย์และชาวเมืองทั้งหลายในการทำไร่นา บังเกิดผลดีมีโภคทรัพย์สมบูรณ์มั่งคั่ง จึงกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมาของชาวมอญในการนับถือผีบรรพบุรุษ โดย รศ. ปราณี วงษ์เทศ (สัมภาษณ์ ใน ituibook 5 มิถุนายน 2019) ได้แบ่งประเภทผีบรรพบุรุษของชาวมอญ เป็น 3 ระดับ ได้แก่

              ผีประจำตระกูล, ผีบรรพบุรุษ หรือผีเรือน ถือว่าเป็นผีดีของชาวมอญอีกสายหนึ่ง โดยชาวมอญโดยทั่วไปมีผีประจำตระกูลที่ปรากฏอยู่ในรูปของสัญลักษณ์เป็นพืช สัตว์ และสิ่งของหลายอย่าง เป็นต้นว่า ผีมะพร้าว ผีกระบอกไม้ไผ่ ผีข้าวเหนียว ผีงู ผีเต่า ผีม้า ผีไก่ และผีผ้า  ผีบรรพบุรุษสิงอยู่ที่เสาเอกของเรือน เรียกว่า เสาผี  สัญลักษณ์ของผีแต่ละอย่างจะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่า มอญแต่ละกลุ่มอพยพมาจากที่ใด เช่น มอญเติ้ง คือ พวกที่อาศัยอยู่ในแคว้นพะสิม ( Bassein ) เป็นพวกที่นับถือผีมะพร้าว มอญเตี๊ยะ คือ พวกที่อาศัยอยู่ในแคว้นหงสาวดี ( Pegu ) เป็นพวกที่นับถือผีมะพร้าว มอญเตี๊ย คือ พวกที่อาศัยอยู่ในแคว้นหงสาวดี ( Pegu ) เป็นพวกที่นับถือผีผ้า  มอญญะ คือ พวกที่อาศัยอยู่ในแคว้นสะเทิม ( Thaton ) เป็นพวกที่นับถือผีกระบอกไม้ไผ่ สุเอ็ด คชเสนี, 2527, หน้า 51 - 52)

              ผีประจำหมู่บ้าน ส่วนใหญ่มักเป็นผีของผู้นำหมู่บ้านที่นำพาผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในชุมชนใหม่  เมื่อระดับความเชื่อมีมากขึ้น บางหมู่บ้านก็ยกระดับเรียกผีของผู้นำว่า “เจ้าพ่อ” หลายชุมชนจะมีพิธีเซ่นไหว้บูชาเจ้าพ่อที่สิงสถิตประจำหมูบ้านด้วย

              ผีประจำเมือง หรือ “ ผีเมือง ” หรือ ผี “ มเหสักข์หลักเมือง ” เป็นเจ้าพ่อที่ครอบคลุมมีอำนาจ เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนหลายหมู่บ้านในชุมชนที่ใหญ่ขึ้น มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น อาทิเช่น กรณีของชาวมอญบ้าน “ เว่ขะราว ” ต.บางพึ่ง อ.พระประแดง สมุทรปราการ และหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงที่นับถือ “ เจ้าพ่อเจ้าแม่แห่งบ้านเว่ขะราว ” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านเดิมที่บรรพชนได้อัญเชิญรูปสลักของเจ้าพ่อเจ้าแม่มายังประเทศไทยด้วย เพื่อปกป้องคุ้มครองและเพื่อความเป็นสิริมงคลระหว่างการเดินทาง  ชาวมอญบ้านจะจัดพิธีรำบูชาและเซ่นไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่บ้านเว่ขะราวในท้ายวันสงกรานต์ของทุกปี

              การสืบทอดการนับถือผี

              งานศึกษาขององค์ บรรจุน (2559, หน้า 121 - 122) ได้อธิบายถึงการสืบทอดการนับถือผีของชาวมอญ กรณีศึกษาชุมชนมอญบ้านทุ่งเข็น จ.สุพรรณบุรี ดังต่อไปนี้

              โดยทั่วไปชาวมอญเชื่อว่า คนมอญทุกคนจะมีผีบรรพชนติดตัวมาแต่แรกเกิดตามเชื้อสาย เพราะลูกหลานมอญย่อมมีสายเลือดมอญสืบทอดจากบรรพชนปู่ย่าตายายในตัว  คนมอญทุกคนจึงต้องนับถือผีมอญตามคตินี้  ระหว่างที่ยังอาศัยอยู่ในครอบครัวในลักษณะครอบครัวขยาย หรือแม้แต่แยกออกไปสร้างเรือนอยู่ต่างหากแล้ว  แต่หากยังไม่ได้ทำพิธีแยกผีบรรพชนไปอยู่ยังเสาผีหรือเสาเอกของเรือนก็ถือว่ายังนับถือผีเดียวกัน  ส่วนลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็จะนับถือผีตามสามี ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกของตระกูลผีในครอบครัวเดิม  ผู้ที่รับผิดชอบดูแลผีจะเป็นหน้าที่ของประธานของตระกูลหรือเจ้าบ้าน ซึ่งก็คือ หัวหน้าครอบครัว ( ปู่ ) โดยสมาชิกทุกคน ซึ่งประกอบด้วยภรรยา ( ย่า )  ลูกชาย  ลูกสะใภ้  ลูกสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน และหลาน ๆ ทุกคน จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดซึ่งเป็นขนบจารีตโดยเคร่งครัด ต่อเมื่อประธานของบ้านหรือหัวหน้าครอบครัว ( ปู่ ) เสียชีวิตลง หน้าที่ดูแลผีจะตกเป็นของลูกชายคนโตของตระกูล ( เว้นเฉพาะชุมชนมอญในจังหวัดสมุทรสาคร แถบตำบลบ้านเกาะ ท่าทราย และเจ็ดริ้ว รวมทั้งชุมชนมอญอื่น ๆ ที่อพยพโยกย้ายไปจากตำบลเหล่านี้ ที่หน้าที่การดูแลผีเป็นของลูกชายคนเล็ก ) หากยังไม่ได้ทำพิธีแยกผีออกไป ซึ่งผูกพันความรับผิดชอบในกรณีที่หากเกิดการกระทำผิดผี ถูกผีลงโทษ ทุกคนในตระกูลจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในกรณีที่จัดพิธีรำผีขึ้นเพื่อขอขมาก็จะต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย  แม้ว่าบางครอบครัวจะแยกบ้านเรือนไปอยู่ต่างจังหวัดแล้วและไม่ได้มีส่วนในการกระทำผิดผีก็ตาม และด้วยเหตุผลของการต้องรับผิดชอบร่วมกันนี้ รวมทั้งกรณีที่มีการแยกครอบครัวออกไปตั้งบ้านเรือนไกลออกไป จึงนิยมทำพิธีแยกผี เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องรับผิดชอบความผิดร่วมกัน หากยังอยู่ในตระกูลใหญ่เช่นเดียวกับชาวบ้านทุ่งเข็นที่แยกผีออกมาจากชุมชนดั้งเดิมของตนที่ราชบุรี เนื่องจากระยะทางเป็นอุปสรรคในการเดินทางเข้าร่วมพิธีกรรม รวมทั้งเพื่อให้ขาดจากความรับผิดชอบร่วมกับตระกูลใหญ่ แต่ก็มีข้อสังเกตว่า การที่แต่ละครอบครัวต่างแยกผีออกมาจากตระกูลใหญ่ ทำให้โอกาสในการพบปะสังสรรค์กันและความสัมพันธ์ของคนภายในตระกูลลดน้อยถอยลงตามไปด้วย

              นอกจากประเด็นเรื่องผีแล้ว ในวิถีชีวิตของคนมอญตั้งแต่เกิดจนตายล้วนผูกพันธ์อยู่กับความเชื่อทุกขั้นตอนของชีวิต  ความเชื่อหลายสิ่งหลาย ๆ สิ่งที่ยังคงสืบทอดต่อกันมาจากบรรพชน คนมอญก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามีที่มาอย่างไร เหตุใดจึงต้องเชื่อเช่นนั้น เช่น ชาวมอญพระประแดงและชาวมอญเกาะเกร็ด ก็ยังคงมีความเชื่อเรื่องการห้ามนำตุ๊กตาเข้าบ้านหรือห้ามให้ลูกหลานเล่นตุ๊กตา เพราะเชื่อว่าจะนำพาวิญญาณร้ายเข้ามาสิงในตุ๊กตา และอาจทำให้เด็กไม่สบาย นอกจากนี้ยังห้ามเล่นตุ๊กตารูปช้าง ม้า วัว ควาย เพราะเชื่อว่า ผีไม่ชอบ แต่สำหรับชาวมอญพระประแดงให้เหตุผลในส่วนนี้ว่า เป็นพาหนะของเจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำหมู่บ้าน ถือเป็นของสูง ไม่ควรนำมาเล่น ซึ่งถ้าเล่นแล้วก็อาจเกิดอาการไม่สบายได้เช่นกัน  นอกจากนี้ยังมีการห้ามคนนอกผีเข้าเรือนชั้นในและความเชื่อในตำราการดำเนินชีวิตต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ตำราโลกสิทธิ ตำราโลกสมมุติ ตำราทำนายฝัน และตำราฤกษ์ยาม เป็นต้น

              สำหรับคนมอญทั้งในอดีตและปัจจุบันมีตำราหลักประกอบการดำเนินชีวิตทางโลกด้วยกัน 4 เล่ม แม้ว่าคนมอญในปัจจุบันอาจไม่ได้เคร่งครัดปฏิบัติตามโดยครบทุกเล่มก็ตาม แต่ก็ยังถือว่า ตำราเหล่านี้มีความสำคัญกับการดำเนินชีวิตของชาวมอญเป็นอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะชาวมอญในเมืองไทยที่อยู่ห่างไกลจากความเป็นเมือง เช่น ชาวมอญราชบุรี และชาวมอญสังขละ ฯ ซึ่งตำราดังกล่าว ได้แก่

              1.โลกะสิทธิ เป็นตำราหลักที่คนมอญยึดเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวัน คล้ายกับตำราพรหมชาติของไทย กล่าวคือ เป็นตำราที่ประกอบด้วยวิชาโหราศาสตร์ ( เช่น การดูฤกษ์งามยามดี, ชะตาชีวิต )  ไสยศาสตร์ ( เช่น การทำพิธีเสียกบาล ทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือต่อชะตาชีวิต ) และวิชาการเช่น ( เช่น การปลูกบ้าน )  คนที่จะศึกษาตำรานี้มักเป็นผู้ที่มีความรู้สูง เช่น สมภาร มัคนายกวัด เป็นต้น

              2.โลกะวัชชะ คือ ตำราที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ มารยาททางสังคมในชีวิตประจำวัน และการใช้ชีวิตคู่

              3.โลกสมมุติ คือ ตำราว่าด้วยการทำศพตามลักษณะการป่วยและการตาย

              4.โลกภาษา คือ ตำรากวีนิพนธ์ขั้นสูงของมอญ มีตัวอย่างของร้อยกรองที่ใช้ศัพท์ภาษาในระดับสูงแบบต่าง ๆ เช่น คำสดุดี คำอวยพร เพลงทะแยมอญ

              ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่ยุคแห่งโลกาภิวัตน์แล้วก็ตาม แต่คนไทยเชื้อสายมอญยังยึดมั่นปฏิบัติกัน อยู่ทั่วไปไม่น้อย นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญและภาคภูมิใจในวัฒนธรรมชนชาติ จะเห็นได้ว่าใน ภาพรวมชาวมอญมีขนบธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อมาซึ่งมีทั้งประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิต คือ  ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการตาย และประเพณีที่เกี่ยวกับชุมชน เช่น ประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น  ซึ่งชาวมอญยังคงอนุรักษ์ประเพณีเหล่านี้ไว้ได้ โดยควบคู่ไปกับการนับถือพุทธศาสนา เพราะพุทธ ศาสนากับชาวมอญนับว่ามีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน และสิ่งหนึ่ง ที่แสดงถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวมอญได้เป็นอย่างดีคือ การมีความรู้ในอักษรศาสตร์ และความสนใจในพระไตรปิฎก รวมถึงการคัดลอกเรื่องราวอันเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาลงบนสมุด ข่อยใบลาน เพื่อเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ชาวมอญมีความผูกพันกับวัดไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการ ทําบุญ รวมถึงวัดยังมีบทบาทกับชาวมอญในเรื่องของการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้อ่านออกและ เขียนภาษามอญได้พร้อมกับการเรียนรู้ในเรื่องของศาสนามาตั้งแต่วัยเด็ก (อมาวสี ยิ้มอํานวย, 2536, หน้า 225) 

              สิ่งเหล่านี้ทําให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าชาวมอญนอกจากจะมีการรักษาวัฒนธรรมประเพณี ของตนแล้ว ชาวมอญยังคงเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนามากที่สุดชาติพันธุ์หนึ่ง วิถีชีวิต ของชาวมอญ ตําบลบ้านม่วงแห่งนี้นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันชาวมอญยังมีความเชื่อเรื่อง การนับถือศาสนาอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด ในวิถีชีวิตของชาวมอญนั้น ศาสนาถือเป็นสิ่งสําคัญ อย่างหนึ่งที่เป็นที่เคารพนับถือและยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวมอญตําบลบ้านม่วงแห่งนี้ ภายในตําบลบ้านม่วงนั้นได้มีวัดที่ตั้งอยู่ในตําบลจํานวน 3 วัดคือ วัดบัวงาม ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 วัดม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 และวัดรับนํ้า (วัดขุนสีห์) ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ซึ่งทั้ง 3 วัดนี้มีความสําคัญกับชาวมอญ ในพื้นที่เป็นอย่างมากและชื่อของวัดทั้ง 3 วัดนี้ยังเป็นชื่อเดียวกับวัดที่รามัญประเทศด้วย   ชาวมอญมีข้อปฏิบัติและความเคร่งครัดเกี่ยวกับศาสนา ดังเช่น การมีกฎข้อห้ามมิให้ ผู้หญิงเข้าในพระอุโบสถ ห้ามใส่รองเท้าเข้าบริเวณวัดนี่ถือเป็นกฎเกณฑ์ในอดีตแต่ปัจจุบันได้ เปลี่ยนไปคือ ใส่รองเท้าเข้าวัดได้เหมือนดังวัดไทยทั่ว ๆ ไป และเมื่อถึงวันที่สําคัญต่าง ๆ เช่น  มีการฟังเทศน์ สวดมนต์ หรือการปฏิบัติธรรมในวันพระ รวมถึงเทศกาลต่าง ๆ ชาวมอญบ้านม่วง แห่งนี้ก็จะมาทําบุญที่วัดโดยพร้อมเพรียงกัน หรือในเวลาที่มีงานประเพณีต่าง ๆ ชาวมอญก็จะมาร่วมกันจัดกิจกรรมที่วัด โดยเฉพาะวัดม่วง ในหมู่ที่ 5 ถือเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชนตําบลบ้านม่วง ทั้งทางด้านพุทธศาสนาและการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของชาติพันธุ์มอญไว้เป็นอย่างดี ( อิมธิรา อ่อนคำ, 2560, หน้า 74 - 75)

  • การรักษา :

    การรักษาโรคโดยใช้พิธีกรรมการเสียกบาลหรือการเทาะฮะแนม

              ผู้ประกอบพิธีหรือหมอผีจะเป็นผู้ทำพิธีดทาะฮะแนม  โดยชาวมอญเชื่อว่า การประกอบพิธีกรรมนี้ก็เพื่อขอขมาลาโทษผีต่าง ๆ และนำอาหารมาเซ่นไหว้ผี เมื่อผีกินอิ่มแล้วก็จะหยุดทำร้ายผู้ป่วย อาการเจ็บป่วยก็จะค่อย ๆ หายไป  ทั้งนี้ การเทาะฮะแนมของชาวมอญ บ้านบางกระดี่ จะประกอบในช่วงก่อนตะวันตกดินเท่านั้น และงดทำพิธีในวันพระ เนื่องจากมีความเคารพศรัทธาในศาสนาพุทธ จึงถือว่าพระต้องมาก่อนผีเสมอ  หากหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือผู้ป่วยมีอาการรุนแรงโดยหาสาเหตุไม่ได้ หมอผีหรือผู้ประกอบพิธีก็จะมีวิธีหลีกเลี่ยง โดยประกอบพิธีที่เรียกว่า พิธีเสียกบาลแบบฝากไว้หรือเทาะฮะแนมแบบผัดผ่อนอีกพิธีกรรมหนึ่ง หมายถึง การประกอบพิธีในวันพระ แต่จะฝากไว้ให้ผีต่าง ๆ มากินในวันรุ่งขึ้น  ขั้นตอนการประกอบพิธีเริ่มจากหมอผู้ทำพิธีจะเริ่มจากวินิจฉัยอาการผู้ป่วยก่อน โดยซักประวัติในอดีตช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมาว่า ผู้ป่วยไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เกิดอาการเจ็บป่วยเมื่อใด อาการเป็นอย่างไร ประวัติการกินยา พร้อมทั้งสังเกตใบหน้า แววตา คำพูดของผู้ป่วย  จากนั้นหมอผู้ทำพิธีจะใช้มือคลำตามมือ เท้า และส่วนที่เกิดอาการเจ็บป่วย  หากส่วนที่เกิดเจ็บป่วย เช่น มือเท้าเย็น หมอผู้ทำพิธีจะบอกว่าเป็นผลมาจากผีเข้ามาทำร้ายในตัวผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยไปทำสิ่งที่ไม่ดี เช่น หยิบของผู้อื่นกิน พูดจาหรือกระทำการล่วงเกิน ลบหลู่ผี  เมื่อหมอผู้ทำพิธีประเมินสาเหตุและอาการของการเจ็บป่วยแล้วก็จะสั่งให้ผู้ป่วยหรือญาติไปเตรียมอุปกรณ์ในการประกอบพิธีกรรม อันได้แก่ ฝาละมีหรือฝาหม้อข้าว และมีดพร้า 1 เล่ม รวมทั้งอาหารเซ่นไหว้ผี อันได้แก่ กล้วย น้ำตาลปี๊บ ข้าวสวยปากหม้อ ขนมหรือผลไม้  โดยมีความเชื่อว่า อาหารเหล่านี้เป็นอาหารของขวัญด้วย เพื่อให้เรียกให้ขวัญเข้ามาในตัวผู้ป่วยด้วย

              ช่วงใกล้ค่ำหมอผู้ประกอบพิธีจะเตรียมอุปกรณ์ประกอบพิธี โดยใช้ฝาละมีหรือฝ้าหม้อเป็นภาชนะ ใส่ข้าวสวยปากหม้อ กล้วย น้ำตาลปี๊บ และขนม  โดยแบ่งเป็น 3 กอง ๆ ละเท่า ๆ กัน  จากนั้นให้ผู้ป่วยนั่งยืดเท้าหันปลายเท้าไปทางทิศตะวันตก  หมอผู้ทำพิธีนำภาชนะใส่อาหารเข้ามานั่งข้าง ๆ ผู้ป่วย พร้อมกับทูนอาหารขึ้นไล้ไปตั้งแต่ศีรษะผู้ป่วย เลียบตัวผู้ป่วยไปหาปลายเท้าอย่างช้า ๆ พร้อมกับนำภาชนะใส่อาหารไปวนรอบ ๆ จุดที่เกิดอาการป่วย เช่น ปวดท้อง ก็ให้วนที่ท้องจนครบ 3 ครั้ง  ขณะที่ทำนั้น หมอผู้ประกอบพิธีเรียกชื่อผีต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่เจ้าพ่อบางกระดี่ เจ้าแม่หัวละหาน และบริวารผีบรรพบุรุษหรือปะโหนก พร้อมบริวาร รวมทั้งผีชั่วร้ายต่าง ๆ ซึ่งหมอต้องเรียกให้มากที่สุดเท่าที่จำได้ว่ามีผีอะไรบ้าง ให้มากินเครื่องเซ่นสังเวยที่จัดไว้บนฝาละมีนี้ให้อิ่ม พร้อมกับพูดขอขมาแทนตัวผู้ป่วยว่า “ ขอขมาลาโทษที่ล่วงเกินไป โดยมิได้ตั้งใจแต่อย่างใด ” จากนั้นก็พูดขอให้หายป่วยโดยเร็ว เมื่อกล่าวเสร็จก็จะถามลอย ๆ ว่า “ อิ่มหรือยัง ” 3 ครั้ง แล้วจบด้วยการพูดว่า “ อิ่มแล้วนะ จะไปแล้วนะ เอาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ของผู้ป่วยไปด้วย ... ไป ” เป็นเสร็จพิธี ผู้เป็นหมอก็จะหันมาพูดกับผู้ป่วยว่า “ หายแล้ว ”  หลังจากนั้น หมอประกอบพิธีนำฝาละมีใส่อาหารไปทิ้งนอกเขตบ้าน หรือริมทางแยก  โดยคว่ำฝาละมีทิ้งไว้แล้วเดินกลับและห้ามหันหลังกลับไปมอง  จากนั้นหมอจะนำมีดพร้ามาทำท่าสับหรือฟัน ไล่ตั้งแต่ศีรษะผู้ป่วยลงไปจนถึงปลายเท้า 3 ครั้ง พร้อมกับพูดว่า “ แประละ” แปลว่า หายแล้วไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบ 3 ครั้ง พอครบ 3 ครั้งก็โยนมีดออกไปทางปลายเท้าให้เกิดเสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำให้ผู้ป่วยตกใจ หมอผีก็จะได้บอกว่าผีต่าง ๆ ออกไปจากตัวเราแล้ว เป็นการเสร็จพิธี  หลังจากประกอบพิธีครบถ้วนแล้ว หมอก็ให้ญาติผู้ป่วยไปดูฝาละมีใส่อาหารที่ทิ้งไว้ว่ามีสุนัขหรือมดมากินอาหารดังกล่าวหรือไม่  หากพบว่ามีมดขึ้นมากินหรือสุนัขขึ้นมากินก็แสดงว่า อาการเจ็บป่วยจะหายเร็วขึ้น

              ในส่วนของการทำพิธีกรรมเสียกบาลหรือเทาะฮะแนมในวันพระจะมีความแตกต่างจากพิธีปกติในเรื่องของอุปกรณ์ประกอบพิธีกรรม โดยใช้ผ้าดำ 1 ผืน ข้าวสาร 1 หยิบมือ ถ่านหุงข้าว 1 ก้อน เงินเหรียญ และขนมหรือผลไม้  แม้ว่าขั้นตอนการประกอบพิธีกรรมจะคล้ายคลึงกัน แต่ส่วนที่แตกต่างจากการทำเทาะฮะแนมแบบทั่วไป คือ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ทำพิธีจะนำห่อผ้าไปเหน็บไว้ที่ชายคาบ้านผู้ป่วย แล้ววันรุ่งขึ้นให้ผู้ป่วยหรือญาตินำเงินในห่อผ้าดำไปซื้ออาหารเพื่อตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีต่าง ๆ ต่อไป เป็นอันเสร็จพิธี  ส่วนค่าตอบแทนหมอผีจะไม่เรียกร้องค่าครูหรือค่าตอบแทนใด ๆ โดยถือว่าเป็นการช่วยเหลือและการทำบุญ รวมทั้งเป็นสื่อกลางระหว่างผีและผู้ป่วยหรือชาวบ้าน เพื่อขอขมาลาโทษและให้หายจากอาการเจ็บป่วยเท่านั้น

              การรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการทรงเจ้าผีบรรพบุรุษและผีประจำหมู่บ้าน

              แนวทางการรักษานี้จะอาศัยความเชื่อเรื่องผีมอญทั้ง 2 ประเภท คือ ผีบรรพบุรุษ หรือ “ ปะโหนก ” และผีประจำหมู่บ้าน หรือ “ ปะจุ ” มาเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการแก้ไขอาการเจ็บป่วย  ดังนั้น การติดต่อสื่อสารขอความช่วยเหลือระหว่างผู้ป่วยและผีที่นับถือจึงจำเป็นต้องผ่านสื่อกลางในการติดต่อ คือ หมอผีหรือคนทรง  ขั้นตอนแรกของการประกอบพิธีกรรม คือ ญาติผู้ป่วยจ้องนัดหมายกับคนทรงว่า ต้องการให้ผู้ใดเป็นผู้รักษาการเจ็บป่วย ซึ่งตามปกติแล้วญาติผู้ป่วยหรือตัวผู้ป่วยจะให้ผีบรรพบุรุษหรือ “ ปะโหนก ” เป็นผู้ชี้แนะในการรักษาเป็นอันดับแรก เมื่อนัดหมายกับคนทรงแล้ว คนทรงก็จะบอกวันเวลาที่จะไปเข้าทรง ตามปกติแล้วการทำพิธีเข้าทรงเซ่นไหว้ผีต่าง ๆ จะต้องทำพิธีให้เสร็จสิ้นก่อนพระภิกษุฉันภัตราหารเพล หรือ 11.00 น.และไม่ทำพิธีในวันพระ  เมื่อเสร็จสิ้นการนัดหมายกับคนทรงแล้ว ญาติต้องทำพานค่าครูเพื่อไปไหว้คนทรง ประกอบด้วยธูปเทียน ดอกไม้ หมากพูล และเงินค่าครู 12 บาท  ในวันเข้าทรง ตอนเช้ามืด ญาติผู้ป่วยในบ้านเรือนต่างช่วยกันจัดหาเครื่องเซ่นไหว้บูชาปะโหนก พร้อมกับทำความสะอาดห้องผีเรียน รวมทั้งปัดกวาดทำความสะอาดหีบหรือกระบุงที่ใส่เสื้อผ้าและเครื่องประดับของปะโหนก อันประกอบด้วย ผ้าโพกศีรษะ 2 ผืน (ผ้าแดง, ผ้าขาว)  ผ้าคล้องคอสีแดง ผ้านุ่งสีแดง ผ้าขาวม้า  ดาบ เกราะ กระบอกน้ำ  (4.) มะพร้าว (มะพร้าวแห้งมีขั้วอยู่ครบ)  ต่อจากนั้น ญาติผู้ป่วยต้องช่วยกันเตรียมเครื่องเซ่นไหว้หรืออาหารที่ใช้ในพิธี ได้แก่ มะพร้าวอ่อน  กล้วยน้ำว้า  เหล้าขาว  กวาญหะโตนะหิ ( ขนมทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมัน คล้ายขนมด้วงของไทย )  กวาญหะโตเจิญ ( ขนมทำจากแป้งข้าวเจ้า ลักษณะม้วนครึ่งวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว นำไปทอดให้เหลือง)  กวาญป๊อก (ขนมรูปร่างคล้ายไม้ง่าม มี 4 แฉก)  กวาญก๊อกเก ( ขนมรูปร่างคล้ายตะขอ)  กวาญอะลก (มี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นแผ่นกลมแบบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ชนิดที่ 2 เหมือนชนิดแรก แต่จับจีบที่ขอบคล้ายฝาเบียร์)  กวาญอะลากะออ ลักษณะคล้ายข้าวเหนียวปีก แต่สีจะออกน้ำตาลเรื่อ ๆ เพราะใช้น้ำตาลปี๊บ  กวาญอะลก (ขนมชนิดนี้เป็นแผ่นกลมแบนทำด้วยแป้งข้าวจ้าวและใช้แป้งข้าวเหนียวผสมน้ำตาลปี๊บ ทำเป็นขอบโดยรอบแผ่นกลมอีกครั้งแล้วนำไปทอด)  เต่าต้ม (ไม่จำกัดจำนวน)  ไก่ต้ม (ไม่จำกัดจำนวน)  ผลไม้ (ตามแต่จะหาได้) น้ำเปล่า 1 ขันอาหารเซ่นไหว้เหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องผี โดยชาวมอญถือว่า มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า เหล้าขาวนั้นเป็นเครื่องสังเวยผี  ส่วนคำว่า “ กวาญ ” เป็นภาษามอญ แปลว่า ขนม ซึ่งขนมทุกชนิดประกอบขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องสังเวยผี เช่นเดียวกับความเชื่อที่คนไทยใช้ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง ( ชโลมใจ กลั่นรอด, 2541, หน้า 109 - 110)  โดยอาหารเซ่นไหว้ปะโหนกทั้งหมดนี้จะต้องจัดไว้ 3 – 4 ชุด หรือเรียกว่า 3 – 4 หาบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตระกูลของผู้ป่วยว่าเคยใช้เครื่องเซ่นไหว้ปะโหนกที่เคยปฏิบัติกันมาจำนวนกี่ชุด

              เมื่อญาติผู้ป่วยจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้จัดไว้หน้าเสาปะโหนก ( ผีเรือนหรือผีบรรพบุรุษ ) บุคคลภายในครอบครัวพร้อมทั้งผู้ป่วยเข้ามานั่งอยู่ภายในห้องปะโหนกครบทุกคน  จากนั้นคนทรงหรือหมอผีตรวจดูว่าของเซ่นไหว้ครบถ้วนหรือไม่ หากครบถ้วนก็จะเริ่มพิธี โดยให้ผู้ป่วยจุดธูปเทียนบูชาพระแล้วนำพานค่าครู อันประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู และค่าครู 12 บาท มามอบให้คนทรง จากนั้นคนทรงจึงยกพานค่าครูพร้อมกับกล่าวเป็นภาษามอญ  มีใจความว่า ขอขมาปะโหนกและขอให้ปะโหนกเข้ามาในร่างของตน  เมื่อกล่าวจบจึงจุดธูปจำนวน 9 ดอก บูชาที่เสาปะโหนก รวมทั้งให้ผู้ป่วยและญาติพี่น้องจุดธูป 9 ดอก ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า ธูป 9 ดอกเป็นเครื่องหมายที่ใช้สำหรับบูชาผีบรรพบุรุษที่เคารพนับถือมาบูชาเสาปะโหนกด้วย  หลังจากนั้นคนทรงจะใช้น้ำอบประพรมเสาปะโหนกและเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ เมื่อเรียบร้อยแล้วจะนั่งพนมมือกล่าวเป็นภาษามอญอีกครั้ง มีใจความว่า ขอให้วิญญาณปะโหนกที่สิงสถิตอยู่ที่เสาผีเรือนมาเข้าที่ร่างตน เพื่อช่วยเหลือลูกหลานที่เดือดร้อน เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น  เมื่อกล่าวเสร็จคนทรงจะนั่งเฉยๆ ครู่หนึ่ง โดยวางมือทั้งสองข้างไว้บนเข่า จากนั้นคนทรงจะเริ่มสูดหายใจลึก มีอาการมือเท้าสั่นอย่างรุนแรงตลอดเวลา เป็นการแสดงให้เห็นว่า ปะโหนกได้เข้ามาอยู่ในร่างแล้ว จากนั้นร่างทรงปะโหนกก็จะเริ่มต้นวินิจฉัยอาการเจ็บป่วย หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณใดก็จะเข้าไปจับบีบนวดบริเวณดังกล่าว  ต่อมา ร่างทรงปะโนกก็จะอธิบายสาเหตุของการเจ็บป่วยและชี้แนะวิธีการรักษาผู้ป่วย  โดยปะโหนกมีแนวทางการรักษาตามสาเหตุของการเกิดโรคและอาการเจ็บป่วย ดังต่อไปนี้

              1.การแนะนำให้ปรับสภาพร่างกาย เมื่อร่างทรงปะโหนกวินิจฉัยอาการป่วยว่า สาเหตุเกิดจากการใช้ร่างกายไม่สมดุลกัน เช่น ทำงานหนัก ก็จะให้หยุดพักผ่อน หรือกินอาหารผิดสำแลงก็แนะนำให้ใช้ยารักษา เป็นต้น โดยร่างทรงปะโหนกเป็นผู้บอกรายละเอียด ข้อแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตาม รวมทั้งบอกระยะเวลาด้วยว่าอาการจะดีขึ้นเมื่อใด หลังจากที่ร่างทรงปะโหนกแนะนำวิธีรักษาให้ผู้ป่วยแล้ว ก็พรมน้ำมนต์ที่ทำขึ้นให้ผู้ป่วยและให้ผู้ป่วยกินอาหารเซ่นไหว้ อาทิเช่น กล้วย เหล้าขาว หรือของเซ่นไหว้อื่น ๆ โดยบอกว่าเป็นยาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วยด้วย  เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติตามที่ร่างทรงปะโหนกชี้แนะแล้วก็จะกราบขอบคุณปะโนหกที่ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยให้  จากนั้นร่างทรงปะโหนกจะกล่าวว่า “ อั่วอาละ ” เป็นภาษามอญแปลว่า “ ฉันไปละนะ ... ” แล้วร่างทรงจะนั่งหมอบลงบนพื้นหรือไม่ก็นั่งหมอบลงบนตักผู้ป่วยและนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง  ร่างทรงจะเงยหน้าขึ้น แสดงว่า ผีปะโหนกได้ออกจากร่างทรงแล้ว  จากนั้นผู้เป็นร่างทรงก็จะกราบ 3 ครั้ง ที่เสาปะโหนกหรือเสาผีเรือน เป็นอันเสร็จพิธี  

              2.การแนะนำการรักษาโดยการแก้บนและการขอขมาลาโทษ เมื่อร่างทรงปะโหนกวินิจฉัยสาเหตุการเจ็บป่วยว่าเกิดขึ้นจากการที่ผู้ป่วยไปละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่กระทำล่วงเกินผี หรือตัวผู้ป่วยเองไปบนบานขอความช่วยเหลือไว้ เมื่อสมหวังแล้วก็ลืมไปแก้บน  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งผีต่าง ๆ จึงลงโทษให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น  กรณีนี้ปะโหนกจะแนะนำให้ผู้ป่วยไปขอขมาลาโทษหรือแก้บน อาการเจ็บป่วยจึงจะหายเป็นปกติ  โดยวิธีการแก้บนและการขอขมาลาโทษของปะโหนกมี 2 วิธี แล้วแต่สาเหตุของการเกิดโรคว่าไปลบหลู่หรือลืมแก้บนไว้กับใคร ผีประเภทใด ดังต่อไปนี้

                        (2.1) การแก้บน

                                  ปกติร่างทรงปะโหนกมักทราบว่า ตัวผู้ป่วยไปบนบานไว้กับใคร แล้วไม่ยอมไปแก้บน  ปะโหนกก็จะบอกให้ผู้ป่วยนำของแก้บนที่ได้สัญญาไว้พร้อมกับนำพานดอกไม้ หมากพูล ไปขอขมา พร้อมทั้งจุดธูปบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไปบนว่า ได้มาแก้บนแล้ว อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ก็จะทุลงเลา

                        (2.2) การทำพิธีเทาะฮะแนมใหญ่

                                  หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากถูกผีกระทำหรือถูกผีสิง เมื่อร่างทรงปะโหนกทราบว่า ผีที่กระทำเป็นผีประเภทใดก็จะแจ้งให้ผู้ป่วยและญาติพี่น้องทราบว่า ควรต้องทำพิธีเทาะฮะแนมใหญ่หรือการทำพิธีเสียกบาลใหญ่  โดยญาติผู้ป่วยต้องไปติดต่อนัดหมายกับผู้ประกอบพิธีซึ่งเป็นคนทรงหรือหมอผีที่มีประสบการณ์สูง และเป็นผู้มีดวงแข็งมาก ทราบวิธีการเรียกผีที่ถูกต้องจึงจะทำพิธีได้ เพื่อส่งผลให้ขับไล่ผีต่าง ๆ ได้ตรงกับชื่อหรือประเภทของผีที่เข้ามาสิงอยู่ในตัวผู้ป่วยและเข้ามาทำร้ายผู้ป่วยให้เกิดอาการเจ็บป่วย  เพราะหากหมอผีไม่มีความรู้และประสบการณ์มากพอก็จะถูกผีทำร้ายได้  ทั้งนี้ การประกอบพิธีกรรมเทะฮะแนมใหญ่ ผู้ประกอบพิธีจะต้อมาทำพิธีในตอนเช้าและต้องเสร็จสิ้นพิธีก่อนช่วงเพล หรือก่อน 11.00 น. และจะไม่ประกอบพิธีในวันพระ  ขั้นตอนการประกอบพิธีเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ประกอบพิธี อันประกอบด้วย กระด้งขนาดใหญ่ 1 ใบ  กล้วยน้ำว้า  ข้าวใส่ชามหรือถ้วย  น้ำตาลปี๊บ  ผลไม้ 4  - 7 อย่าง  ขนม  เหล้าขาว หมากพูล และดอกไม้ ธูป เทียน  เมื่อหมอผีตรวจดูอุปกรณ์เซ่นไหว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยก็จะทำพานไหว้ครู อันประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพูล และเงินค่าครู (ตามจำนวนที่หมอผีกำหนด) มามอบให้กับหมอผี  จากนั้นหมอผีจะขึ้นไปจุดธูปเทียนบูชาเสาผีเรือนหรือเสาปะโหนกบนเรือนของผู้ป่วย และเรียกผู้ป่วยออกมานั่งในบริเวณบ้านที่มีพื้นที่กว้าง ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยนั่งยืดขาไปทางทิศตะวันตก เพราะชาวมอญมีความเชื่อว่าจะทำให้สิ่งที่ไม่ดีตกตามทิศหรือตกไปพร้อมกับตะวันตกดิน  จากนั้นให้ญาติผู้ป่วยนำภาชนะใส่เครื่องเซ่นไหว้ (ผู้ประกอบพิธีเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้กระด้งหรือแพต้นกล้วย หรือขึ้นอยู่กับปะโหนกชี้แนะตามประเภทของผีที่ทำร้ายผู้ป่วย  หากผีชั่วร้ายหรือผีตายโหงมักจะใช้ต้นกล้วยแทนกระด้ง) นำมาวางไว้ที่ปลายเท้าของผู้ป่วย  ผู้ประกอบพิธีใช้มือจับที่ศีรษะผู้ป่วยแล้วค่อย ๆ ลูบลงมาตามส่วนที่สำคัญของร่างกาย พร้อมกับพูดเรียกชื่อผีต่าง ๆ โดยเฉพาะผีที่ร่างทรงปะโหนกบอกไว้ว่าเป็นผีที่เข้ามาทำร้ายผู้ป่วย โดยจะมีการบอกกล่าวขอขมาและเชิญผีเหล่านั้นมากินของเซ่นไหว้  เมื่อกินอิ่มแล้วก็ขอให้ผีต่าง ๆ ออกไปจากร่างกายผู้ป่วย หรืออ้อนวอนให้เลิกทำร้ายผู้ป่วย  หมอผีพูดซ้ำอยู่ 3 ครั้ง พร้อมกับใช้มือลูบผู้ป่วยตั้งแต่ศรีษะจนถึงปลายเท้า 3 ครั้งเช่นกัน  เมื่อครบ 3 ครั้งแล้ว หมอผีจะพูดเป็นภาษามอญใจความว่า “เจี๊ยะ - พอ - ละ” แปลว่า “กินอิ่มแล้วนะ เอาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ไปด้วยและออกจากร่างผู้ป่วยไป ... ไป” เป็นอันเสร็จพิธี  จากนั้น หมอผีจะให้ญาติผู้ป่วยทำภาชนะใส่เครื่องเซ่นไหว้ผี หากเป็นแพต้นกล้วยก็จะให้เอาไปลอยน้ำ  แต่ถ้าเป็นกระด้งก็ให้ไปวางไว้ตามทางแยกหรือทางสามแพร่งนอกชายคาบ้าน

                        (2.3) การรักษาโดยประกอบพิธีรำผี

                                  พิธีรำผี จัดให้มีขึ้นต่อเมื่อบุคคลในครอบครัวประพฤติผิดข้อห้าม หรือ “ ผิดผี ” ทำให้ผีเรือนไม่พอใจ จึงดลบันดาลให้ครอบครัวไม่เป็นสุข มีปัญหาเดือดร้อนเกิดขึ้นเนือง ๆ เช่น เจ็บป่วยโดยหาสาเหตุไม่ได้ รักษาไม่หาย ก็จะต้องจัดพิธีรำผีขึ้นเพื่อสะเดาะห์เคราะห์และขอขมาโทษต่อปะโหนก (ผีเรือน) (สุวรณะ เย็นสุข, 2544, หน้า 96) โดยเพจรามัญคดี – Mon Studies ( 18 กุมภาพันธ์ 2563 ) อธิบายถึงขั้นตอนการประกอบพิธีรำผี ดังต่อไปนี้

                                  เมื่อเจ้าบ้านหรือหัวหน้าครอบครัวไปหา “ โต้ง ” (ผู้อำนวยการพิธี) ให้ทำนายสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น หากผลการทำนายบ่งบอกว่า เหตุอาเพศนั้นเป็นเพราะผีทำก็จะต้องจัดพิธีรำผีเพื่อเป็นการขอขมา  โดยโต้งจะกำกับดูแลขั้นตอนตามตำราของแต่ละตระกูลที่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปลูกโรงพิธีและการเตรียมสิ่งของประกอบพิธี  พิธีรำผีมักทำกันในช่วงฤดูแล้งรายเดือน 4 – 6 เช่นเดียวกับการเซ่นไหว้ผี  และข้อห้ามในการจัดพิธีรำผี คือ ห้ามจัดในวันพระ (เพราะต้องเข้าวัดทำบุญถือศีลฟังธรรม) ในการจัดพิธีรำผีนี้ต้องบอกกล่าวญาติทุกคนในตระกูลที่เป็นผีเดียวกันให้มาร่วมพิธีทั้งหมด และการจัดงานภายในตระกูลเดียวกันนี้ห้ามจัดงานเกินปีละ 1 ครั้ง  งานในที่นี้รวมตั้งแต่โกนจุก งานบวช งานแต่ง และงานศพ รวมทั้งต้องไม่มีคนในตระกูลตั้งครรภ์ในเวลาที่จัดงาน  ในวันสุกดิบก่อนวันทำพิธีให้ปลูกโรงหรือปะรำพิธีขึ้นภายในบริเวณบ้านของตน จัดเตรียมเครื่องเซ่นอุปกรณ์รำผีและอาหารไว้เป็นชุด ตามจำนวนสมาชิกในตระกูล พร้อมทั้งวงปี่พาทย์มอญบรรเลงประกอบพิธีตลอดทุกขั้นตอน 

  • เครื่องดนตรี :

              วงดนตรีประเภทปี่พาทย์นั้น นิยมเรียกว่า ปี่พาทย์มอญ ( บางแห่งนิยมเรียกว่า ปี่พาทย์นางหงส์ ด้วยเหตุที่มีฆ้องมอญ อันเป็นเครื่องดนตรีเอกและมีลักษณะเด่นประจำวงเป็นรูปโค้งแกะสลักลวดลายเป็นรูปกินนรกินรีอ่อนช้อยงดงาม ผิดกับฆ้องวงของไทยที่วางตามแนวนอน) เป็นวงดนตรีที่นิยมเล่นทั้งงานมงคลและงานอวมงคลทั่วไป ได้แก่ งานขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค แต่งงาน งานศพ รำผีมอญ เป็นต้น   แต่เดิมวงปี่พาทย์มอญเป็นวงเครื่องห้า ประกอบด้วย ฆ้องมอญ ระนาดเอก ปี่มอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก ฉิ่ง และกร่าบ หรือ ฮะบ่าบ ( คนไทยเรียกว่า ตะขาบ ) ซึ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะที่สำคัญ และเป็นเอกลักษณ์ของวงปี่พาทย์มอญ  ต่อมาเมื่อชาวมอญได้นำวงปี่พาทย์เข้ามายังราชอาณาจักรไทย จึงเกิดการแลกเปลี่ยนทางดนตรีซึ่งกันและกัน ได้แก่ วงปี่พาทย์ของไทยได้รับแบอย่างเครื่องดนตรีไทยบางชิ้นไปใช้พร้อมทั้งปรับระดับเสียงให้สามารถเล่นเพลงได้ทั้งทางมอญและไทย  จากการพัฒนาเครื่องดนตรีและทางดนตรีมอญดังกล่าวข้างต้น ปัจจุบันได้มีการแบ่งรูปวงปี่พาทย์มอญออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่ วงเครื่องห้า วงเครื่องคู่ และวงเครื่องใหญ่

                        วงเครื่องห้า ประกอบด้วย ฆ้องมอญวงใหญ่ ระนาดเอก ปี่มอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ และกร่าบ ( ฮะบ่าบ )

                        วงเครื่องคู่ ประกอบด้วย ฆ้องมอญวงใหญ่ ฆ้องมอญวงเล็ก ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ปี่มอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก โหม่ง ฉาบเล็ก ฉาบใหญ่ ฉิ่ง ฉาบ และกร่าบ ( ฮะบ่าบ )

                        ปี่พาทย์มอญ เดินทางเข้าสู่เมืองไทยพร้อมกับการอพยพของชาวมอญ มีหลักฐานว่า มีการบรรเลงเพลงมอญด้วยวงปี่พาทย์มอญมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว เพลงที่มีรายชื่อปรากฎอยู่ในบัญชีเพลงปี่พาทย์มอญในสมัยอยุธยา เช่น “ เชิญต่างไม่ ” ( ปัจจุบัน มอญเรียกว่า เจิ้นหางไหม้ ) “ แประมังพลูทะแบ ” ( ปัจจุบัน มอญเรียกว่า แป๊ะมังพลู )  “ กชาสี่บท ” ( ปัจจุบันมอญเรียกว่า สี่บท )  ฉิ่งหงสา ( ปัจจุบันมอญเรียกว่า ฉิ่ง ) ซึ่งเป็นเพลงที่พวกลิเกใช้เป็นหลักในการเดินทำนองประกอบร้องรำ  ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการนำวงปี่พาทย์มอญไปบรรเลงในงานพระศพของสมเด็จพระศิรินทรามาตย์ พระบมราชินีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริว่า สมเด็จพระศิรินทรามาตย์นั้น เป็นเชื้อสายมอญโดยตรง จึงโปรดเกล้า ฯ ให้นำวงปี่พาทย์มอญมาบรรเลงภายในงานพระราชทานเพลิงศพด้วย และภายหลังจากงานพระศพดังกล่าวจึงได้กลายเป็นความเชื่อและยึดถือกันมาโดยตลอดว่า ปี่พาทย์มอญนั้นใช้บรรเลงเฉพาะในงานศพเท่านั้น โดยในยุคแรกนิยมกันในหมู่ศพของผู้ดีในรั้วในวัง ต่อมาการแสดงปี่พาทย์มอญได้รับการบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงชั้นสูงของราชสำนักสยาม เช่นเดียวกับการแสดงมอญรำที่จะต้องบรรเลงปี่พาทย์มอญควบคู่กันไปทั้งครั้ง  ในยุคต่อมาการแสดงปี่พาทย์มอญจึงแพร่ขยายออกมาสู่สังคมสามัญชน

  • การเต้นรำ :

              มอญรำ เป็นนาฏศิลป์ชั้นสูง มักแสดงในงานสำคัญ เช่น รำถวายในราชสำนัก

    รับแขกบ้านแขกเมือง รำหน้าศพพระ  มอญเรียกการแสดงนี้ว่า “ ปัวฮะเปิ่น ”  คำว่า “ ปัว ” แปลว่า มหรสพ  “ ฮะเปิ่น ” แปลว่า ตะโพน  อันหมายถึง งานแสดงมหรสพที่อาศัยตะโพนเป็นหลัก  ในการแสดงนั้น นักดนตรีและผู้นำจะต้องเข้าใจกัน  โดยผู้รำจะต้องทิ้งมือให้ลงกับจังหวะของตะโพน

              สตรีมอญในอดีตจึงมักขวนขวายหาวิชามอญรำไว้ติดตัว เพราะนอกจากการเป็นแม่บ้านแม่เรือน มีวิชาการครัว เย็บปักถักร้อยแล้ว  การรำมอญยังเป็นวิชาหนึ่ง ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นกุลสตรีมอญ ด้วยลีลาอ่อนช้อยอ้อยอิ่ง แลดูท่ารำที่เรียบง่าย ทว่าแฝงไปด้วยความประณีตในการยักย้ายร่ายรำ เน้นการใช้สะโพก การพลิกพลิ้วของข้อมือ
              ประวัติ “ มอญรำ ” ในเมืองไทย โดยเฉพาะสายปากเกร็ด นนทบุรี มีที่มาต่างจากสายสามโคก ปทุมธานี ซึ่งเชื่อกันว่าเข้ามาพร้อมกับการอพยพของคนมอญตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏอยู่ในจัดหมายเหตุชุดการแสดงในงานเฉลิมฉลองพระแก้วมรกตเมื่อครั้งสมัยธนบุรี  โดยพิศาล บุญผูก ชาวมอญเกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี กล่าวว่า ย่าของตนชื่อนางปริก ชาวเรือหัก เกิดเมื่อ พ.ศ. 2410 มีพี่ชายชื่อเดช เป็นนักดนตรีปี่พาทย์มอญ  พื้นเพเดิมอยู่ที่บ้านเกาะ สมุทรสาคร รับจ้างเล่นปี่พาทย์ที่บ้านกะมาวัก เมืองมะละแหม่ง ประเทศพม่า ( ช่วงก่อนหน้านั้น ชาวมอญถูกพม่ากวาดล้างและพยายามกลืนชาติ ไม่ให้มอญได้แสดงออกในศิลปวัฒนธรรมของตน นาฏศิลป์ ปี่พาทย์ มอญรำ จึงเลือนหายไปมาก หลังจากที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่าได้เปิดโอกาสให้ชนชาติต่าง ๆ ในพม่าได้แสดงโอกาสในศิลปวัฒนธรรมของตน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างเสรี ชาวมอญจึงมีการรวมตัวกันฟื้นฟูนาฏศิลป์ดนตรีของตนขึ้น  ทว่ามีส่วนที่เลือนหายไปมาก จึงจำต้องติดต่อมายังมอญเมืองไทย นำปี่พาทย์มอญไปเป็นแบบปรับปรุง)  นายเดชได้พบท่ารำมอญโบราณ และนำมาถ่ายทอดให้กับน้องสาว ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับปู่ทอเจ่าะ ชาวไทยน้อย นนทบุรี และที่สุดได้ย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เกาะเกร็ด ทำการถ่ายทอดวิชามอญรำให้กับลูกหลานสืบมาจนทุกวันนี้   อย่างไรก็ตาม ท่ามอญรำของชาวมอญในประเทศไทยก็รับเอาท่ารำแบบไทยเข้าไปผสมผสานด้วย  กล่าวคือ ท่ามอญรำเดิม มีทั้งหมด 10 ท่า  เมื่ออพยพมาถึงเมืองไทยก็มีการประดิษฐ์เพิ่มอีก 2 ท่า เพื่อให้สอดคล้องกับการแสดง 12 ภาษาของไทย  ทุกท่ามีชื่อและเพลงเฉพาะ  ส่วนของชุมชนสามโคก มีทั้งหมด 14 ท่า ซึ่งมีท่าที่แตกต่างจากชุมชนปากเกร็ดราว 3 – 4 ท่า  รวมทั้งการตั้งวงมือที่กว้างกว่า

              นอกจากมอญรำจะเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญของกลุ่มชาวมอญในไทยแล้ว ราชสำนักไทยก็ให้ความสำคัญต่อรำมอญเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูง  ในงานราชพิธีสำคัญ งานเฉลิมฉลองของไทยนับจากอดีตจนปัจจุบัน จึงมักโปรดฯให้มีการแสดงมอญรำด้วยทุกครั้ง
    ดังเช่น จารึกที่วัดปรมัยยิกาวาส ที่กล่าวถึงมหรสพในงานฉลองสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยรัลกาลที่ 5 โปรด ฯ ให้จารึกไว้ ดังต่อไปนี้

                        มหรสพ ครบเครื่องฟ้อน ประจำงาน

                        โขนหุ่น ละครขาน พาทย์ฆ้อง

                        มอญรำ ระบำการ จำอวด เอิกเอย

                        ครึกครื้น กึกปี่ก้อง จวบสิ้นการฉลอง

              ปัจจุบัน มอญรำยังคงเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ชาวมอญรุ่นหลังภาคภูมิใจที่จะเรียนรู้และสืบสานต่อไป  โดยชุมชนมอญเกาะเกร็ดและชุมชนมอญหลายแห่ง ได้เชิญครูมอญรำเกาะเกร็ดไปถ่ายทอดวิชามอญรำให้เยาวชนในท้องถิ่นตน  นอกจากนี้ มอญรำยังเป็นศิลปะการแสดงที่สำคัญที่ชาวมอญมักจัดแสดงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ อาทิเช่น งานประเพณี เทศกาล หรืองานรำลึกบรรพชนมอญ เป็นต้น

     

  • การละเล่น :

    ทะแยมอญ

              ชโลมใจ กลั่นรอด (2541) อธิบายถึงวัฒนธรรมการเล่นทะแยมอญของชุมชนวัดบางกระดี่ ดังต่อไปนี้

              ทะแยมอญเป็นการละเล่นของมอญที่มีการด้นกลอนเป็นคำร้องประกอบดนตรีซึ่งมี 2 รูปแบบคือ รูปแบบโบราณ และรูปแบบใหม่ ในด้านองค์ประกอบพบว่าบทร้องที่เป็นภาษามอญโบราณ และคำบาลีทำให้จำกัดผู้ชมอยู่ในกลุ่มมอญผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนมอญหนุ่มสาวไม่ให้ความสนใจเนื่องจากไม่เข้าใจภาษาในบทร้อง จำนวนผู้แสดงลดน้อยลง เพราะขาดการสืบทอดทำให้เพลงเก่าจำนวนหนึ่งต้องสูญไป อีกทั้งในปัจจุบัน การละเล่นทะแยมอญได้กลายมาเป็นการแสดงที่มีผู้จ้างวาน มีการประยุกต์เพลงสมัยใหม่เข้าไปใช้ร้อง มีทั้งเนื้อร้องที่เป็นภาษามอญ และภาษาไทย ส่วนดนตรีที่ใช้บรรเลงเรียกว่า "โกรจยาม" นั้น เป็นการบรรเลงคลอไปกับเสียงของคนร้อง เสียงของดนตรีมีลักษณะทุ้มต่ำ เพลงมีลักษณะเป็นทำนองสั้นๆ มีการซ้ำทำนองในขณะที่เนื้อร้องเปลี่ยนไป สำหรับด้านความสัมพันธ์กับดนตรีไทยนั้นพบว่า โกรจยามมีพื้นฐานการผสมวง และการบรรเลงคล้ายเครื่องสายไทย มีการนำทำนองเพลงไทยบางเพลงไปใช้ อีกทั้งในด้านเครื่องดนตรียังมีการพัฒนารูปร่างลักษณะของ "จยาม" ให้มีลักษณะเหมือนจะเข้ของไทย สำหรับทะแยมอญแล้วนั้น ผู้วิจัยได้เสนอว่า ทะแยมอญถือว่ามีบทบาทต่อชุมชนบางกระดี่ร่วมด้วย โดยทำหน้าที่ให้ความบันเทิงและขัดเกลาทางสังคม จากเนื้อร้องที่แฝงไว้ด้วยการอบรมสั่งสอนศีลธรรมจรรยาขนบประเพณี และการเกี้ยวพาราสีของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทะแยมอญยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อีกทั้งยังไม่ได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งอาจมีผลต่อการสูญสิ้นของวัฒนธรรมการดนตรีมอญด้านเครื่องสายแหล่งสุดท้ายของมอญในประเทศไทยก็เป็นได้ (หน้า 241 - 247)

              การเล่นทะแยมอญในปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) พบว่าแตกต่างจากสมัยก่อนทั้งในด้านรูปแบบการแสดงและบทบาทต่อสังคม รูปแบบการแสดงที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นสืบเนื่องมาจากการสืบทอดเพลงโบราณขาดช่วง หานักร้องที่จะร้องเพลงโบราณไม่ได้ นอกจากนี้บทร้องทะแยมอญดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา ใช้คำมอญโบราณและคำบาลีที่ยากที่คนมอญรุ่นใหม่จะเข้าใจ จึงกลายเป็นสาเหตุของการนำเพลงประยุกต์มาใช้เพื่อเอาใจคนฟังในที่สุด สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดแนวคิดสวนทางกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ดังนั้น ภาพลักษณ์ของทะแยมอญในขณะนี้ จึงเป็นการก้ำกึ่งระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา (หน้า 244) จะพบว่าทะแยมอญในปัจจุบัน (พ.ศ. 2540) ได้มีการลดบทบาทลง เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และเทคโนโลยี ตลอดจนวัฒนธรรมภายนอกที่ได้หลั่งไหลเข้ามาทำให้วิถีชีวิตชาวบางกระดี่เปลี่ยนไป ประกอบกับผู้เล่นในปัจจุบันต่างมีอาชีพที่กำหนดเวลาแน่นอน ไม่มีเวลาที่จะทุ่มเทฝึกฝนทะแยมอญได้เต็มที่ดังแต่ก่อนอีกด้วย (หน้า 244) ผู้วิจัยได้เสนออีกว่า สภาพของทะแยมอญที่มีการพัฒนาจากการละเล่นสู่ระบบการจัดการแสดง มีผลทำให้เกิดการประเมินคุณค่าของศิลปะการเล่นเป็นการตอบแทน การแสดงส่วนใหญ่แทบทุกครั้งที่มีผู้หามาแสดงจะมีค่าจ้างตอบแทน ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้แสดง ถึงแม้จะไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหลัก แต่ก็ยังถือว่าเป็นรายได้เสริม ดังนั้น สภาพของการเล่นที่ผู้ขับร้อง และนักดนตรีทุ่มเทแสดงด้วยใจสนุกสนานเป็นสิ่งมอบให้สังคมนั้น ได้กลายมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อผลตอบแทน ย่อมมีผลทำให้การแสดงมุ่งพัฒนาเพื่อเอาใจผู้ชมและนำมาซึ่งความก้าวหน้า และการยกระดับทะแย มอญขึ้นเป็นอาชีพในที่สุด และในส่วนของผู้ชมเองในปัจจุบันโดยเฉพาะมอญรุ่นหลังๆ มีผู้รู้ภาษามอญน้อยลง ดังนั้นการแสดงทะแยมอญซึ่งเคยใช้ภาษามอญในการร้อง จึงเป็นข้อจำกัดผู้ชมให้อยู่เฉพาะมอญที่รู้จักภาษามอญเท่านั้น ในการพัฒนารูปแบบการแสดง จึงมีการนำบทร้องภาษาไทยเข้าไปสอดแทรกเพื่อเอาใจผู้ชม ซึ่งทำให้ภาพของการพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของทะแยมอญปรากฏเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งการสืบทอดทะแยมอญที่ขาดช่วง จากเดิมซึ่งมีการสืบทอดกันจากครอบครัว และการที่มอญบางกระดี่ได้สัมผัสกับทะแยมอญอยู่ตลอดทั้งปี ทำให้ทะแยมอญถูกซึมซับเข้าไปในจิตใจของพวกเขาตลอดเวลา เมื่อทะแยมอญลดบทบาทความสำคัญของตัวเองลง โอกาสในการแสดงมีน้อย ชาวบ้านสัมผัสทะแยมอญน้อยลง จึงทำให้ระบบการสืบทอดขาดช่วงนั่นเอง (หน้า 245) จากผลการวิจัยพบว่าวัฒนธรรมที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวบางกระดี่หลายอย่าง มีการพัฒนารูปแบบไปตามสภาพทางสังคม เช่น - วัฒนธรรมการแต่งกายของหนุ่มสาวในปัจจุบัน ซึ่งมีการแต่งกายตามสมัยนิยมมากขึ้น เห็นได้จากในยามปกติซึ่งเดิมเคยนุ่งผ้านุ่ง เกล้ามวย ก็เปลี่ยนมาเป็นนุ่งยีนส์ ปล่อยผม ทำทรงผมตามแฟชั่นสมัยใหม่ - วัฒนธรรมการแต่งงานซึ่งเดิมมีพิธีหลั่งน้ำที่เรียกว่า "ท๊อบตัว" เป็นพิธีที่ให้ผู้ทำพิธีและพ่อแม่เป็นผู้หลั่งน้ำเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2540) มีการจัดพิธีหลั่งน้ำโดยให้ญาติและเพื่อนๆ สามารถหลั่งน้ำอวยพรได้ - วัฒนธรรมการไว้จุกและเปียในเด็กๆ ที่พบในปัจจุบันมีการไว้จุกผมน้อยลง เนื่องจากเด็กๆ ต้องเข้าโรงเรียนเร็วขึ้น จึงตัดจุกกันตั้งแต่เข้าโรงเรียนอนุบาล จากเดิมจะทำพิธีการตัดจุกได้เมื่ออายุ 7 ปี จะเห็นได้ว่าลักษณะดังกล่าวเป็นการปรับเปลี่ยนตามหลักการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม (Culture Change) นั่นเอง (หน้า 245) นอกจากนี้ในด้านความสัมพันธ์ของวงโกรจยาม กับเครื่องสายไทยนั้น นับเป็นปกติวิสัยที่มอญเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย ย่อมหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะรับเอาวัฒนธรรมบางอย่างไปจากไทยบ้าง ในขณะที่คนไทยเองก็รับเอาวัฒนธรรมของมอญเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันหลายอย่าง จนบางครั้งไม่สามารถแยกได้ว่าใครหยิบยืมใครมา แต่จากการวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้ศึกษามาทั้งหมดในงานวิจัยนี้พอสรุปได้ว่า เป็นความสัมพันธ์ที่มีมูลฐานของการเป็นรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมดนตรีเดียวกัน ของ กลุ่มมอญ-เขมร ที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการดนตรีไทยทางด้านเครื่องสาย โดยมีการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมภายใต้กรอบแห่งทฤษฎีการสังสรรค์ทางวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นปกติของชนชาติต่างๆ ในโลกที่ย่อมมีการเปลี่ยน และผสมผสานทางด้านวัฒนธรรมของชาติใกล้เคียงกับวัฒนธรรมเดิมของตน มีการสั่งสมพัฒนาจนเป็นรูปแบบเฉพาะของตน โดยปรากฏเค้าโครงเดิมที่บ่งบอกถึงความเป็นรากเหง้าเดียวกันได้ (หน้า 246)

    การเล่นลูกช่วง

              การละเล่นของชาวมอญตําบลบ้านม่วงแห่งนี้ ที่ยังมีปรากกฎให้เห็นคือ การละเล่นของ ชาวมอญจะเล่นที่เรียกว่า “ลูกช่วง” ลูกช่วงนี้จะทําด้วยห่อผ้า โดยใส่ผ้าที่ไม่ใช้แล้วม้วนเป็น ลูกกลม ๆ แล้วใช้ผ้าห่ออีกชั้นหนึ่งแล้วมัดให้มีพู่ไว้ ชาวมอญเรียกกันว่า ลูกช่วง วิธีเล่นลูกช่วงมี  2 อย่างคือ ลูกช่วงรําอย่างหนึ่ง ลูกช่วงเอาของอย่างหนึ่ง การละเล่นลูกช่วงทั้ง 2 อย่าง จะต้องแบ่ง เป็นพวกกัน พวกละ 3-5 คน   ผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะมีทั้งหญิงและชาย ยืนห่างกันพอสมควร แล้วจากนั้นก็โยนลูกช่วงส่ง ให้ฝ่ายตรงกันข้าม หากฝ่ายใดรับได้ก็จะใช้ลูกช่วงนั้นปาฝ่ายตรงข้ามให้ถูกตัว ถ้าปาถูกก็จะตกลง เล่นช่วงรํากัน โดยผู้ที่ปาถูกกับผู้ที่ถูกปาโดนตัวจะต้องออกมารํากันที่กลางวง ในมือถือลูกช่วงไว้ ด้วย โดยมีทีมทั้งสองฝ่ายมาร้องเพลงเป็นลูกคู่ร่วมกันทั้งหมด โดยมาร้องเป็นเพลงรําวงและพอจบ เพลงก็รีบแยกย้ายเข้าหาฝ่ายของตนเองไปตั้งต้นปาหรือโยนลูกช่วงกันต่อไป แต่ถ้าปาลูกช่วงไม่โดย อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องโยนช่วงให้อีกฝ่ายหนึ่ง หากตกลงกันเป็นช่วงปาเอาของ   ถ้าปาถูกผู้ใดผู้นั้นต้องเอาของปลดให้ เช่นเป็นเครื่องแต่งตัว กําไลข้อมือ สร้อยคอ นาฬิกา แหวน ผ้าขาวม้า หรือผ้าเช็ดหน้าก็ได้ ดั้งนั้น ฝ่ายที่ถูกปาลูกช่วงจะต้องเตรียมหลบให้ดี  อย่าให้ถูกลูกช่วงได้เพราะถ้าถูกตัวก็ต้องเสียของให้กับผู้ปาถูก จะเล่นกันอย่างนี้ ฝ่ายที่ถูกยึดของไป จนหมดแล้วจะต้องออกมาจากวงไม่มีสิทธิที่จะเล่นต่อไป จะต้องเป็นผู้ดูอยู่ข้างนอกจนกว่าจะเลิก เล่น และเมื่อเลิกเล่นแล้วจึงคืนของให้กัน หากเป็นหญิงสาวที่เพื่อนหนุ่มหมายตาไว้ การคืนของให้ กันก็มักจะอ้อยอิ่งแง่งอนกันบ้าง และนี่คือการละเล่นที่สาธิตขึ้นในวันสงกรานต์ที่วัดม่วง  ตําบลบ้านม่วง อําเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560, หน้า 68)

    สะบ้ามอญ

             “ การละเล่นสะบ้า” ที่ชาวมอญจะเล่นกันในวันสงกรานต์เพื่อเป็นการอนุรักษ์การละเล่น มอญให้คงอยู่ ซึ่งการละเล่นสะบ้านั้น ผู้วิจัยเคยได้ชมแล้วแต่เคยชมการเล่นสะบ้าของชาวมอญ สมุทรปราการในวันสงกรานต์ และการละเล่นสะบ้าทอยนั้นจะจัดเป็นสนามทอยลูกสะบ้าโดยเฉพาะ สะบ้าทอยเป็นสะบ้าลูกใหญ่ที่ได้จากต้นสะบ้าก็มีหรือทําเองด้วยไม้จริง ๆ  ก็มีขนาดของ สะบ้าทอยใหญ่ประมาณเท่าฝ่ามือ สนามดินที่ปรับจนเรียบ หัวสนามทั้ง 2 หัว จะใช้ลูกสะบ้าขนาด เล็ก ตั้งแถวกลาง 3 ลูก และตั้งข้างตรงกับลูกกลางเป็นปีกข้างละ 1 ลูก รวมเป็น 5 ลูก   ผู้ทอยสะบ้าจะต้องทอยลูกสะบ้าที่ตั้งไว้ 5 ลูกให้กระเด็นออกไปจึงจะเป็นฝ่ายชนะ  โดยผลัดกันทอยฝ่ายละครั้ง จนกว่าลูกสะบ้าทั้งหมดจะล้มหรือประเด็นไปหมด ความยาวของ สนามยาวไว้พอสมควรทีเดียว กว่าจะจบเกมลงนั้นจะใช้เวลามาก   นอกจากการละเล่นสะบ้าที่เล่นกันตามปกติแล้ว ยังมีการละเล่น “สะบ้าเล็กยิงกัน”  การเล่นสะบ้าเล็กยิงกัน เป็นสะบ้าประเภทรําซึ่งใครทําเสียทําเน่าจะต้องเป็นฝ่ายรํา การละเล่นนี้ จะเล่นกันเป็นทีมเป็นทีมชายหญิงผสมกัน โดยจัดทีมให้เป็นทีมละ 4 คน หรือ 6 คน ชายหญิงเป็น คู่กันทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายตั้งจะต้องตั้งเป็นแถวเรียงหน้ากระดานกัน ให้ระยะห่างกันพอสมควร โดยมี เส้นขีดไว้ที่ดินเป็นแนว ฝ่ายผู้ยิงจะต้องขึ้นสะบ้าก่อนวิธีขึ้นคือ ต้องล้อสะบ้าไป สะบ้าประเภทนี้ โดยมากจะทําด้วยงา กระดูก หรือไม้ก็ได้ ทําเป็นวงกลมเล็ก ๆ มีขนาดผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว จะต้องล้อสะบ้าให้วิ่งล้อไปตามสนามดิน ให้หยุดภายในเขตเส้นที่กําหนดตั้งสะบ้าของฝ่ายที่ตั้งไว้ จึงจะใช้ได้ หากเลยเส้นที่กําหนดไว้ถือว่าฝ่ายขึ้นสะบ้า ถือว่าฝ่ายขึ้นสะบ้าเป็นฝ่ายเสียหรือเน่า จะต้องไปเป็นฝ่ายตั้งสะบ้าแทน ฝ่ายที่ตั้งอยู่ก่อนก็จะเป็นฝ่ายขึ้นสะบ้าบ้าง หากขึ้นสะบ้าแล้ว ไปหยุดลงพอดีก็จะเป็นผู้ได้ยิงสะบ้าที่ตั้งไว้ จะยิงที่พื้นดิน หรือวางที่เข้ายิงก็ได้ วิธีการยิงจะ ต้องใช้นิ้วชี้ติดสะบ้าของตนให้ไปถูกลูกสะบ้าของฝ่ายที่ตั้ง หากยิงถูกลูกทั้งหมดก็ขึ้นเล่นตาใหม่ กระดานใหม่ต่อไป  และหากยิงถูกหรือถูกไม่หมดก็ต้องเป็นฝ่ายไปตั้งสะบ้าแทน หากได้เล่นกระดานใหม่ก็ จะต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นสะบ้าใหม่ซึ่งมีหลายแบบ เช่น ขึ้นด้วยมือ ขึ้นด้วยหลังเท้า ลูกข้อเท้า  ลูกเข่าลูกงีบ เป็นต้น การละเล่นสะบ้าแบบนี้บางทีก็เล่นรําไปด้วย คือ ผู้แพ้จะต้องตั้งวงรํากันกลาง วง เมื่อจบเพลงแล้วก็เริ่มเล่นสะบ้ากันใหม่ ซึ่งสะบ้าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาวเล่นกัน (อิมธิรา อ่อนคำ, 2560, หน้า 69)

  • เรื่องเล่า/ตำนาน/วรรณกรรม :

    ตำนานการสร้างเมืองหงสาวดี

              ตำนานการสร้างเมืองหงสาวดี คัดมาจากพงศาวดารมอญ พม่า ( คัดมาจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1) (2520, หน้า 3 ) ความว่า

              “ เมื่อจุลศักราชในปฐมปริเฉทได้ 522 ปี เดือน 5 แรม 9 ค่ำ วันพุธ  สมเด็จพระโคตมสัมสัมมาพุทธเจ้า ได้ตรัสแล้ว 8 พรรษา ในพรรษาเป็นที่ครบ 8 นั้น เสด็จเที่ยวจาริกมาถึงภูเขาสุทัศนมรังสิต ซึ่งบัดนี้เป็นที่ตั้งเมืองหงสาวดี ในประเทศรามัญ  ครั้งนั้นประเทศซึ่งจะเป็นที่ตั้งเมืองหงสาวดี ยังเป็นทะเลอยู่  แต่ภูเขาสุทัศนนั้นเมื่อน้ำแห้งงวดลงไปผุดขึ้นสูงประมาณยี่สิบสามวา แลดูแต่ไกลเหมือนพระเจดีย์  ครั้นน้ำขึ้นเปี่ยมฝั่งเห็นพอกระเพื่อมน้ำอยู่ เพราะเหตุนั้น พวกรามัญจึงเรียกว่า สุทัศนบรรพต  ครั้นกาลล่วงมาภายหลัง ไม้รกฟ้างอกขึ้นบนยอดเข้านั้นต้นหนึ่ง เรียกว่า เขาสุทัศนมรังสิตผุดขึ้นมา คำที่ว่าผุดขึ้นมานั้น  ครั้นนานมาก็เปลี่ยนแปลงไป พวกรามัญทั้งหลายเรียกว่า มุตาว จนทุกวันนี้  เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงประเทศที่จะตั้งเมืองหงสาวดีนั้น พระองค์ผินพระพักตร์ตรงไปข้างทิศตะวันออก ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นหงส์ทองสองตัวลงเล่นน้ำอยู่  พระองค์จึงทรงทำนายว่า กาลสืบไปภายหน้า ประเทศที่หงส์ทองทั้งสองลงเล่นน้ำนั้นจะเป็นมหานครขึ้น ชื่อว่า เมืองหงสาวดี และจะเป็นที่ตั้งพระธาตุสถูปเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ พระศาสนาคำสั่งสอนของเราจะรุ่งเรืองตั้งอยู่ในที่นี้  พระองค์ทรงทำนายไว้ดังนี้  ครั้นสมเด็จพระพุทธเจ้านิพพานล่วงไปแล้วได้ 1,000 ปี หาดทรายที่ภูเขาสุทัศนมรังสิตนั้นตื้นขึ้นมาประมาณได้สิบสามวา  ข้างทิศใต้นั้นเมื่อน้ำขึ้นเปี่ยมฝั่งแล้วลึกได้แต่สามวา...” .

              ตำนานการสร้างเสาหงส์

              หงส์ คือ สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติมอญ ปรากฏอยู่ในตำนานการเมืองหงสาวดี เมื่อจุลศักราชในปฐมปริเฉทได้ 22 ปี เดือน 5 แรม 9 ค่ำ วันพุธ  สมเด็จพระพุทธโคดมสัมมาสัมพุธเจ้าเสด็จจาริกถึงภูเขาสุทัศนะ  พระองค์ผินพระพักตร์ตรงไปทางทิศตะวันออกได้ทอดพระเนตรเห็นหงส์ 2 ตัว ลงเล่นน้ำอยู่  พระองค์จึงทรงทำนายว่า การสืบไปภายหน้า  แผ่นดินที่หงส์ทอง 2 ตัวลงเล่นน้ำนั้นจะเป็นมหานครขึ้น ชื่อว่า หงสาวดี และจะเป็นที่ตั้งสถูปพระเจดีย์พระศรีมหาโพธิ์  พระพุทธศาสนาจะเจริญอยู่ ณ ที่นี้  หงส์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดี อดีตเมืองหลวงของชนชาติมอญ  เมื่อชาวมอญอพยพมาที่ใดจึงต้องสร้างเสาหงส์ประจำวัดเพื่อเป็นการระลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอน พิมพ์กาญจน์ ชัยจิตร์สกุล และคณะ, 2558, หน้า 45)

              ลักษณะของหงส์มอญ เป็นลักษณะหงส์สองตัวซ้อนกัน หมายถึง หงส์ในตำนานการสร้างเมืองหงสาวดี มีความหมายในเชิงการเมืองมากที่สุด อันปรากฏอยู่ในผืนธงชาติ มอญในมุมของทางการพม่ายอมรับที่คนมอญใช้หงส์เป็นสัญลักษณ์ แต่ต้องเป็นหงส์ยืนนิ่งๆ เท่านั้น  หากทำเป็นรูปหงส์พม่าก็จะถือว่าเป็นศัตรู  หงส์ยกเท้ามีความหมายในเชิงการเมือง สืบเนื่องจากทางการพม่า ห้ามไม่ให้ใช้รูปหงส์บิน กลุ่มนักศึกษามอญในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งจึงได้ออกแบบหงส์ขึ้นมาใหม่โดยยกเท้า กำลังก้าวขาข้าง กำลังจะก้าวไปข้างหน้า อันมีความหมายว่า คนมอญจะไม่หยุดการเคลื่อนไหวเรื่องชาติชาติและพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าเสมอ (มนธิรา ราโท, 252, หน้า 203)

              หงส์ของมอญก่อนที่จะมาเป็นหงส์ไทยยืนตัวเดียว  ในปัจจุบันเคยเป็นหงส์คู่ซ้อนกันอยู่ เพราะมาจากตำนานการสร้างหงสาวดี คนมอญอพยพเข้ามาในระยะแรกที่สร้างเสาหงส์ยังเป็นเสาหงส์ที่มีหงส์สองตัวซ้อนกันอยู่บนยอดเสา  เมื่อทุกอย่างผ่านกาลเวลาได้มีการเปลี่ยนแปลง เกิดความคลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรมเชื่อว่า หงส์สองตัวไม่มีที่ยืน จึงกลายเป็นหงส์ตัวเดียวที่ยืนกางปีกหันหน้าไปทางเมืองหงสาวดี มีความหมายว่า มอญอยากกลับบ้าน เพื่อให้หวนนึกถึงถิ่นฐานของชาวมอญที่จากมา (ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ , 2561, หน้า 30)

              จากข้อมูล หงส์ของมอญนั้นจะมีลักษณะ คือ 1. หงส์สองตัวซ้อนกัน 2. หงส์บิน 3. หงส์ยกเท้า  ทั้ง 3 ลักษณะจะมีความหมายและโอกาสที่ใช้แตกต่างกัน ดังนี้  1. หงส์สองตัวซ้อนกัน เป็นสัญลักษณ์ที่ได้มาจากตำนานการสร้างเมืองหงสาวดี  หงส์ตัวที่หนึ่งยืนในท่านิ่งเฉยและมีหงส์อีกตัวเหยียบหลังซ้อนกัน สามารถเห็นได้จากรูปปั้น  2.หงส์บิน เป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับการเมืองมีลักษณะเป็นหงส์กำลังบิน แต่ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของพม่า  3. หงส์ยกเท้า มีความหมายในเชิงการเมือง เนื่องจากพม่าบังคับให้ใช้สัญลักษณ์เป็นหงส์ยืนนิ่งๆ เท่านั้น จึงได้มีการออกแบบหงส์ขึ้นใหม่โดยให้ยกเท้าหนึ่งข้างเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าแทนความหมายที่ว่า คนมอญจะไม่หยุดการเคลื่อนไหว (ประวิทย์ ฤทธิบูลย์ , 2561, หน้า 30)

              ตำนานธงตะขาบ

              บริเวณอันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ชเวดากอง เดิมชื่อว่า ดอยสิงพุตต์ เป็นที่อาศัยของตะขาบยักษ์  ตะขาบตัวนี้เที่ยวจับสัตว์น้อยใหญ่บนดอยมากินเป็นอาหาร จนมีงาช้างเกลื่อนกลาดบนดอย  ต่อมามีเจ้าชายต่างแดนแล่นเรือผ่านมาจึงได้ขนงาช้างใส่เรือล่องออกทะเลไป  ตะขาบกลับมาจากการหากินก็โกรธแล้วออกตามเรือสำเภาไปกลางทะเลจนไปเจอกับปูยักษ์ที่อาศัยอยู่กลางทะเล  ปูยักษ์ใช้ก้ามอันใหญ่โตหนีบตะขาบยักษ์จนตาย  ครั้นต่อมา พระพุทธเจ้าได้พระราชทานพระเกศาธาตุให้พ่อค้าสำเภา 2 นายที่แล่นเรือผ่านมา ทั้งคู่ก็นำกลับมายังบ้านเมืองของตัวเองในแผ่นดินสุวรรณภูมิ แล้วเที่ยวหาพื้นที่สำหรับสร้างพระเจดีย์ประดิษฐานพระเกศาธาตุจนมาเจอดอยสิงพุตต์ จึงได้สร้างพระเจดีย์ที่เรียกขานในเวลาต่อมาว่า เจดีย์ชเวดากอง และเพื่อเป็นการระลึกถึงเจ้าของดอยสิงพุตต์ จึงได้จัดทำธงตะขาบ เป็นการถวายพระไว้เป็นอนุสรณ์จนถึงทุกวันนี้ (พิมพ์กาญจน์ ชัยจิตร์สกุล และคณะ, 2558, หน้า 47)

              ตำนาน "การสิ้นกรุงหงสาวดี"

              ตำนานการสิ้นกรุงหงสาวดี คัดมาจากพงศาวดารมอญ พม่า ( คัดมาจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 1) (2520, หน้า 75 - 77 ) ความว่า

                        “ ลุศักราช 1119 ปี ณ วันศุกร์ เดือน 6 แรม 5 ค่ำ  เพลาสองยามเศษ เมืองหงสาวดีแตกแก่อองไชยะมังลอง ครั้นพวกกองทัพอองไชยะมังลองเข้าเมืองได้แล้วก็เที่ยวริบราชบาตรชาวบ้านชาวเมือง ฆ่าฟันเก็บเอาพัสดุเงินทองสิ่งของต่าง ๆ มารวบรวมไว้เป็นอันมาก  ขณะนั้น ทหารอองไชยะมังลอง จึงจับเจ้าพระยาหงสาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละทั้งสามคนนี้เข้าไปถวายแก่อองไชยะมังลอง ”

                        “...อองไชยะมังลองตรัสสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงประชุมกันให้ปรึกษาโทษพระเจ้าหงสาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละ ว่าทั้งสามคนนี้เป็นขบถ ประทุษร้ายต่อพระเจ้าอังวะผู้มีพระคุณ ชวนกันไปชิงราชสมบัติของพระองค์ จนกรุงรัตนอังวะเป็นราชธานีใหญ่พินาศฉิบหายเสียฉะนี้ โทษทั้งสามคนจะเป็นประการใด  ขุนนางทั้งปวงปรึกษากันพร้อมแล้วกราบทูลว่า โทษคนทั้งสามนี้เป็นมหันตโทษใหญ่หลวงนัก ควรจะตัดศีรษะเสียบประจานไว้ ณ ประตูเมืองหงสาวดี อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างได้  อองไชยะมังลองจึงตรัสว่า โทษคนทั้งสามนี้ก็ถึงที่ตายอยู่แล้ว ก็แต่ว่าคนทั้งสามนี้เป็นแต่ปลายเหตุ เดิมนั้นมะยุวุ่นมังสาอ่องเป็นขบถ แซงมูคือเจ้าเมืองหงสาวดีคนนี้ ได้ให้หนังสือลับขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าอังวะ ๆ จึงแต่งแม่ทัพลงมาจับมังสาอ่องฆ่าเสีย แล้วจึงตั้งมังรายองเนินขึ้นครองราชสมบัติ  มังรายองเนินก็หยาบช้าเบียดเบียนราษฎรแล้วเป็นขบถขึ้นอีก  แซงมูจึงกลับฆ่ามังรายองเนินเสียยกสมบัติให้สมิงธอกวย ๆ ตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วตั้งให้สัสดีแซงมูเป็นตะละมหาเสนาบดี ๆ ก็กำจัดสมิงธอกวยเสีย จึงตั้งตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินในภายหลัง จึงได้ขึ้นไปตีเมืองอังวะรับพระเจ้าอังวะลงมาเลี้ยงไว้โดยดี ไม่ทำอันตรายแก่พระองค์  เราพิเคราะห์เห็นว่า พระยาสามคนพี่น้องนี้ เป็นแต่ชิงสมบัติของผู้ขบถต่อ ๆ กันมา  แต่ว่ามีความผิดที่ไม่ถวายรามัญประเทศแก่พระเจ้าอังวะ แล้วกลับขึ้นไปตีเมืองอังวะอีกเล่า แต่ก็ยังมีอัชฌาสัยไว้ตนเป็นคนมีกตัญญูบ้าง ไม่ทำอันตรายชีวิตพระเจ้าอังวะ ทำนุบำรุงเลี้ยงพระเจ้าอังวะไว้โดยสุจริต ซึ่งข้อผิดนั้นเราจะขอไว้ก่อน และคนทั้งสามนี้ทำแก่พระเจ้าอังวะฉันใด เราก็จะทำให้เหมือนฉะนั้นบ้าง จะส่งคนทั้งสามนี้ขึ้นไปไว้ ณ เมืองมุกโซโบ จึงจะควรแก่โทษ แล้วอองไชยะมังลองจึงสั่งให้มองระผู้บุตรนำเอาคนทั้งสามนั้นไปคุมไว้ให้จงดี

                        “ ขณะนั้น อองไชยะมังลองโกรธพระสงฆ์รามัญนัก ว่าพระสงฆ์รามัญทั้งปวงทำมงคล ทำประเจียด ทำตะกรูด ลงเลขยันต์กันอาวุธให้แก่รามัญทั้งปวง จึงต่อสู้กล้าหาญในการสงคราม ฆ่าฟันกันตายเสียเป็นอันมาก เพราะพระสงฆ์ทำเครื่องให้จึงเต็มใจทำศึกมาช้านานถึงเพียงนี้ พระสงฆ์เหล่านี้ไม่เป็นสมณะ ขาดจากศีลขันธ์แล้วโดยแท้  อองไชยะมังลองจึงให้ทหารพม่าเที่ยวฆ่าพระสงฆ์เสียประมาณพันเศษ  ครั้งนั้น พระสงฆ์รามัญทั้งปวงแตกตื่นหนีไปในทิศต่าง ๆ  บางพวกข้ามไปซ่อนตัวอยู่ในป่า แขวงเมืองกระเทิงบ้าง บางพวกก็หนีไปเมืองไทย เมืองเชียงใหม่ เมืองทวาย จึงได้รอดชีวิต ”

                        “ ในศักราช 1119 ปี เดือน 8 อองไชยะมังลองจึงให้คุมพระเจ้าหงสาวดี อุปราชา พระยาทะละ และญาติวงศ์ทั้งปวง กับพระราชวงศ์ของพระเจ้าอังวะและขุนนางพม่า ขุนนางรามัญทั้งปวง พาครอบครัวชาวเมืองทั้งปวงลงเรือนำขึ้นไปไว้ ณ เมืองมุกโชโบ  ครั้นถึง ณ วันศุกร์ เดือน 9 แรม 5 ค่ำ เกิดแผ่นดินไหว ฉัตรยอดพระเจดีย์มุตาวในเมืองหงสาวดีหักลงมา  องค์พระเจดีย์นั้นทลายลงมาเพียงคอระฆัง  ครั้นภายหลังพระเจ้าอองไชยะมังลอง จึงจัดให้ขุนนางพม่ากับไพร่พม่าพอสมควรอยู่รักษาเมืองหงสาวดี  แล้วพระเจ้าอองไชยะมังลองจึงยกกลับขึ้นมาเสวยราชสมบัติ ณ เมืองมุกโชโบ ได้พระนามว่าอลองพะราญี แปลว่า พระเจ้าหน่อพุทธรางกูรใหญ่ จึงเลี้ยงพระเจ้าพงสาวดี พระยาอุปราชา พระยาทะละ และพระราชวงศ์ของพระเจ้ามังลาวะมินทั้งปวงนั้นไว้ในเมืองมุกโชโบ ”

  • นิทาน :

    แหม็ะอ๊อกเค (ศรีธนญชัย)

              พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) ได้แปลและเรียบเรียงนิทานมอญเรื่อง “แหม็ะอ๊อกเค” (ศรีธนญชัย) จากเอกสารมอญ โดยมีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ในกาลวันหนึ่ง อมาตย์ 4 คนคิดจะกำจัดแหม็ะอ๊อกเคเสีย จึงเข้ากราบ

    ทูลต่อพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าทาสบริพาร 500 คนต้องออกไปจากพระราชมณเฑียรโดยหาความผิดมิได้เลย แต่เป็นเพราะแหม็ะอ๊อกเคใส่ร้ายใคร่ความให้ พวกเขาเหล่านั้นจึงต้องออกไป  ด้วยเหตุนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงขอพระบรมราชานุญาต หากพระองค์พระราชทานอนุญาต เหล่าข้าพเจ้าก็จะไปรับข้าทาสบริพารมาสู่พระราชวังอีก หากพระองค์ไม่พระราชทานอนุญาต เหล่าข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะรับตัวคืนมาได้ ฯ

              พระราชาได้พระราชทานอนุญาต เหล่าอมาตย์จึงได้ไปรับข้าทาสทั้ง 500 คนกลับคืนมา แล้วกราบทูลกับพระราชาอีกว่า ไข่ไก่จมอยู่ในแม่น้ำ หากใครคนใดคนหนึ่งงมได้ก็จะรับเครื่องบำเหน็จเงินทองเป็นจำนวนมาก ถ้างมไม่ได้ก็จะถูกลงโทษทัณฑ์  พระราชาได้สดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ความคิดของท่าอมาตย์ ถ้าเป็นจริงดังนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่งนัก

              อมาตย์ทั้ง 4 คนจึงสั่งให้เหล่ามหาดเล็กตีฆ้องร้องเป่าทั่วพระนคร แต่ไม่มีผู้ใดรับอาสาเลย มหาดเล็กจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าพระองค์ไปประกาศทั่วพระนคร แต่ไม่มีผู้ใดรับอาสาเลย พระเจ้าค่ะ  พระราชาจึงรับสั่งให้เรียกแหมะอ๊อกเคมา แล้วพระราชาตรัสว่า แน่ะ เจ้าแหม้ะอ๊อกเค บัดนี้เราจะใช้ท่านพร้อมกับทาสสาวจำนวน 6 คน ให้ไปงมเอาไข่ไก่ในแม่น้ำมาให้จงได้  ถ้างมได้เราจะปูนบำเหน็จเงินทองเป็นจำนวนมากให้ ถ้างมไม่ได้เราจะลงโทษทัณฑ์แก่เจ้า 

    ในเวลาจะลงงมไข่ไก่ ทาสสาวจำนวน 6 คนนั้นอยู่ในอาณัติคำสั่งของอมาตย์ทั้ง 4  อมาตย์ได้ให้ซ่อนไข่ได้ไว้คนละฟอง แหม็ะอ๊อกเคไม่รู้เรื่องเลย

              เมื่อถึงเวลาทั้ง 7 คนก็ได้ดำน้ำลงไป ทาสสาวทั้ง 6 คนนั้น พอดำลงไปเท่านั้นก็ได้นำไข่ไก่ขึ้นมาคนละฟอง ส่วนแหม็ะอ๊อกเค งมตั้งแต่เช้าจนเย็นก็ไม่ได้ไข่ไก่สักฟอง ทีนั้น เขาจึงปฏิภาณขึ้นด้วยการพอดำลงไป เมื่อโผล่ขึ้นมาก็ขันดังไก่ตัวผู้ว่า “ เอิก เอเอ โอก ” ขึ้น 3 ครั้ง แล้วกลับขึ้นมา

              พระราชารับสั่งให้เรียกคนทั้ง 7 มา ตรัสถามว่า ใครงมไข่ไก่ได้บ้าง ถ้างมได้เอามาแสดงให้เราดู ทีนั้น เหล่าทาสสาวทั้ง 6 จึงแสดงให้ดูคนละฟอง

              ส่วนแหม็ะอ๊อกเค ได้หรือไม่ได้ ก็ไม่กราบทูล นั่งนิ่งใช้ปัญญาอยู่ พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า แน่ะ เจ้าแหม็ะอ๊อกเค เจ้างมได้ไข่ไก่กี่ฟองหรือ ถ้างมได้เอามาแสดงให้เราดู ถ้าเจ้างมไม่ได้ล่ะก็ เราจะลงโทษทัณฑ์แก่เจ้า  แหม็ะอ๊อกเคจึงกราบทูลขึ้นว่า ข้าแต่พระราชา ธรรมดาเราซึ่งเป็นผู้ชายนั้น ก็เหมือนกับไก่ตัวผู้ไม่มีไข่แน่นอน ธรรมดาผู้หญิงนั้นก็เหมือนกับไก่ตัวเมีย  ไก่ตัวเมียนั้นต้องอาศัยไก่ตัวผู้ถึงจะได้ไข่  ธรรมดาของผู้ชายที่จะได้ไข่นั้นหามีไม่เลย  ข้าแต่พระราชา ถ้าควายตัวผู้ออกลูกได้ ข้าพเจ้าก็สามารถงมไข่ไก่ได้เหมือนกัน พระเจ้าค่ะ

              ครั้นแหม็ะอ๊อกเคกราบทูลอย่างนั้นแล้ว พระราชาทรงสดับแล้วทรงดำริในใจว่า เราต้องการจะกำจัดเขานั้น แต่เอาโทษเขาไม่ได้เลย มิหนำซ้ำยังจะต้องยอมแพ้เขาอีกวาระหนึ่ง ฉะนี้แล

  • สำนวน - สุภาษิต :

    จะครบร้อยได้ ต้องเริ่มต้น ตั้งแต่หนึ่ง

    เป็นการสอนให้เรารู้จักวางแผน และกำหนดขั้นตอนการทำงานตั้งแต่แรกเริ่ม และเมื่อเราดำเนินไปตามแต่ละขั้นตอนของงานอย่างช้า ๆ และมั่นใจ ย่อมจะสามารถก้าวถึงขั้นสูงสุดได้อย่างไม่เป็นอันตราย

    ปลาโมโหน้ำ กระโดดขึ้นบนบก

    เป็นการสอนให้เรารู้จักกำพืดตนเอง ตระหนักถึงรากเหง้า บรรพบุรุษของตนเอง และให้พอใจกับสิ่งที่เราเป็นให้มีความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ เป็นปลาก็ให้พอใจกับน้ำ เป็นนกก็ให้พอใจกับอากาศ จะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงชีวิต ชีวิตจะสงบสุขได้ถ้าพอใจกับสิ่งที่เป็น

    ควายถึกเชื่อในพละกำลังของตน

    สำนวนนี้ใช้ในสถานการณ์ที่บุคคลทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่มีใครยอมใคร และเข้าห้ำหั่นประหัตประหารต่อกัน ด้วยเชื่อในศักยภาพความสามารถของตน ผลสุดท้ายก็มีแต่เสียหายทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดชนะ

  • สถานการณ์ปัจจุบัน :

    สถานการณ์ปัจจุบันและสภาพปัญหา 

              ด้วยอิทธิพลของนโยบายผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมของรัฐไทยได้ส่งผลทำให้ชาวมอญในปัจจุบันมีการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมกับคนไทยไปค่อนข้างมาก ประกอบกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคสมัยใหม่ทำให้คนมอญรุ่นใหม่ส่วนมากใช้ชีวิตในเมืองมากกว่าชนบท  จึงห่างไกลจากการเติบโตมาในบริบทสภาพแวดล้อมในครอบครัวและชุมชนที่ยังคงแสดงอัตลักษณ์ความเป็นมอญในวิถีชีวิตประจำวัน  พวกเขาจึงไม่ได้รับการถ่ายทอดความเป็นมอญจากคนรุ่นเก่ามากเท่าที่ควร  สำนึกในอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ความเป็นมอญของคนรุ่นใหม่จึงลดน้อยลง  และไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นมอญ รวมถึงขาดความสนใจที่จะเรียนรู้อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะภาษามอญ ยิ่งส่งผลทำให้สถานการณ์ทางด้านภาษาและวัฒนธรรมของชาวมอญอยู่ในสภาวะวิกฤติ  สภาพปัญหาดังกล่าวนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับคนมอญรุ่นเก่าที่ยังคงมีจิตสำนึกในความรักชาติพันธุ์สูงว่า หากภาษามอญสูญหาย ความเป็นชาติมอญจะสูญหายโดยแท้จริง (อ.โสภณ นิไชยโยค อุปนายกสมาคมไทย - รามัญ, สัมภาษณ์ ใน Thai PBS, 31 พฤษภาคม 2016)

              นอกจากอัตลักษณ์ความเป็นมอญจะถูกกระทำจากนโยบายการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมของรัฐไทยในอดีต ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มกระบวนการสร้างรัฐชาติไทยแบบสมัยใหม่นั้น  ความเป็นมอญยังถูกกระทำอีกครั้งจากรัฐไทยสมัยใหม่ที่พยายามแปรสภาพทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของมอญให้กลายเป็นทุนเศรษฐกิจ มิใช่ความพยายามฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อช่วยธำรงความเป็นมอญไว้โดยแท้จริง  ไม่ว่าจะเป็นด้วยผลของการผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) ที่เลือกจุดเด่นทางวัฒนธรรมมอญเข้ามาชูเป็นจุดขายการท่องเที่ยว แต่จุดขายที่ดึงขึ้นมาก็ผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิมที่ชาวมอญเคยเป็นอยู่  หรือผลของการดำเนินนโยบายการปกครองส่วนท้องถิ่นและนโยบายประชานิยมโดยนักการเมืองท้องถิ่นและแนวร่วมที่เป็นเจ้าหน้าที่องค์กรส่วนท้องถิ่นที่พยายามเข้ามาจัดการทางวัฒนธรรมในชุมชน อาทิเช่น โครงการสินค้า OTOP  การสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านในชุมชน การจัดการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้กับกลุ่มผู้รู้เดิมในชุมชน จนนำไปสู่การแบ่งขั้ว เป็นฝักฝ่ายตามมา  ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นผลเสียต่อความพยายามของชุมชนในการรักษาและฟื้นฟูอัตลักษณ์ของตนเอง ( องค์ บรรจุน , 2551)

              อย่างไรก็ตาม องค์ บรรจุน (2551) มีความเห็นว่า  นโยบายการผสมกลืนกลายของรัฐไทยก็ยังไม่ได้ทำให้มอญมีความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์  ชาวมอญมีลักษณะของการปรับตัวตนของตนเองให้เข้ากับวิถีชีวิต  และกระแสความเจริญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค แต่ละสมัย  แต่ชาวมอญก็ยังคงตระหนักในความเป็นมอญอยู่เสมอ  ทุกวันนี้ กระบวนการฟื้นฟูทางวัฒนธรรมของคนมอญจึงเริ่มมีการผลักดันจากข้างล่าง โดยคนมอญที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมจริง ๆ ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในกระบวนการดังกล่าว ดังจะพบได้ว่า กลุ่มคนมอญรุ่นใหม่ในหลาย ๆ พื้นที่มีความตื่นตัวที่จะรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ของตนเองไว้ เพื่อจะได้มีพื้นที่ยืนในประวัติศาสตร์ในสังคมไทย อันนำไปสู่การรวมตัวในเชิงองค์กรและเครือข่ายของชาวมอญซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักถึงความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของชาวมอญ และกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ในการทำกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อทำให้ภาษา ประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิมยังคงยึดโยงกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนที่เจ้าของวัฒนธรรม รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนคนมอญเอง  ความเป็นมอญจึงถูกปลุกให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง  แต่กระนั้น ความพยายามที่จะรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของชาวมอญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ล้วนเป็นวัฒนธรรมมอญที่มีวัฒนธรรมไทยไปผสมผสานด้วย ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยดั้งเดิม  

              ทั้งนี้ แม้ว่ากระแสการตื่นตัวที่จะฟื้นฟูอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ดี  แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดกระแสความคิดที่น่ากังวลในหมู่คนมอญรุ่นใหม่ที่ยังขาดความเข้าใจที่แท้จริงต่อรากเหง้าความเป็นมาของตน และแก่นแท้ของความเป็นมอญที่เชื่อมโยงกับการอยู่ร่วมกับชาติพันธุ์อื่น ๆ ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่แน่นพอ  ชาวมอญรุ่นใหม่จึงไปนำสิ่งที่เป็นเพียงกะพี้ขึ้นมาชูเป็นแก่นของวัฒนธรรมและประเพณีมอญ เมื่อขาดความรู้เกี่ยวกับรากเหง้าดั้งเดิมของตนเอง จึงเกิดการเหมารวมว่า วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในสังคมไทยล้วนเป็นวัฒนธรรมมอญ และมอญคือเจ้าของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในภูมิภาคนี้ เท่ากับว่าเริ่มสร้างความคิดที่จะนำความเป็นมอญไปกดทับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยอยู่ร่วมกับมอญอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมมาโดยตลอด  ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำให้การอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (องค์ บรรจุน, 2551)

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

         งานศึกษาของ สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, 317 – 341) ได้อธิบายเกี่ยวกับการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายของชาวมอญในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

          องค์กรหลักของชาวมอญในประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในการธำรงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นมอญให้ดำรงอยู่ได้ในกระแสโลกภิวัตน์และเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างเป็นทางการของชาวไทยเชื้อสายมอญตามถิ่นที่อยู่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 องค์กร ได้แก่ สมาคมไทยรามัญ และชมรมเยาวชนมอญกรงเทพ ฯ ซึ่งทั้งสององค์กรต่างมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวมอญ  ทั้งสององค์กรต่างมีรูปแบบการดำเนินงานและมีคณะกรรมการของตนเองในการช่วยดูแลติดต่อประสานงานด้านต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบการทำงานของทั้งสององค์กรมอญนี้ บางครั้งทำงานแบบสอดประสานกัน แต่ในบางกิจกรรมก็แยกตัวกันทำงานอย่างเป็นอิสระ  แต่โดยภาพรวมแล้วความแตกต่างสำคัญของแนวการทำงานของสมาคมไทยรามัญ (ก่อตั้งปี พ.ศ.2500) มักจะเน้นเรื่องกิจกรรมและการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีมอญเป็นหลัก โดยสนับสนุนการจัดกิจกรรมงานทำบุญตามประเพณี รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภาษา และหนังสือมอญ  และภารกิจการสร้างพื้นที่และเครือข่ายให้เกิดการรวมตัวของคนมอญในประเทศไทย  รูปแบบกิจกรรมมักจะมีความเป็นพิธีการและเป็นทางการ  สมาชิกขององค์กรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย  ส่วนทางชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ ฯ (ก่อตั้ง พ.ศ.2518) ในยุคแรกเริ่มจะเน้นกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์หลักในเรื่องการเมืองเพื่อส่งเสริมการต่อสู้เพื่อเอารัฐมอญคืน โดยมีการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพรรคมอญใหม่ในฝั่งรัฐมอญ ประเทศพม่า แต่ในระยะหลังเมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไป จึงยุติกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และเริ่มหันมาเน้นการทำกิจกรรมและการสร้างสื่อที่เกี่ยวข้องกับการทำนุบำรงศิลปวัฒนธรรมมอญมากขึ้น แต่ในปัจจุบันก็ให้ความสำคัญกับภารกิจการสื่อสารเผยแพร่ในประเด็นการเมืองของมอญในเมืองมอญและการต่อสู้ช่วยเหลือเรื่องสิทธิเสรีภาพของชาวมอญจากประเทศพม่าที่เข้ามาเป็นแรงงานในประเทศไทย รวมทั้งเป็นแกนนำในการจัดกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมอญเมืองไทยและมอญเมืองมอญในประเทศพม่าปัจจุบันด้วย   รูปแบบกิจกรรมของชมรมจะเน้นการทำงานเชิงรุกกับชาวบ้านในท้องถิ่นมากกว่าสมาคมไทยรามัญ  สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยกลางคนที่ไฟแรง มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารแบบสมัยใหม่มากกว่าสมาชิกของสมาคมไทยรามัญ  

Access Point
No results found.