กลุ่มชาติพันธุ์ : มอญ

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : มอญ
  • ชื่อเรียกตนเอง : มอญ, รมัน, รามัญ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ตะลาย, ตะเลง, มอญ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษามอญอยู่ในสายโมนิก (Monic branch) ของตระกูลมอญ - เขมร (Mon – Khmer family) ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic phylum) โดยตระกูลภาษาดังกล่าวมีอายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง คนมอญนิยมเรียกตนเองว่า “ มอญ ” (Mon) หรือ “รมัน” หรือ “ รามัญ ” (Rāmañ) ตามชื่อประเทศของตน คือ “ รามัญญเทส หรือ รามัญประเทศ (Rāmaññadesa ) อันเป็นคำเรียกขานประเทศมอญในตอนขึ้นต้นคาถาภาษาบาลี ตามที่ปรากฎในจารึกกัลยาณี (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกาญจนี ละอองศรี, 2541, หน้า 14 ; พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า8)  ส่วนฉบับภาษามอญก็มีคำว่า “ระฮ์รมัน” (Rah Rman) ซึ่งหมายถึงอาณาเขตของประเทศมอญทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ พะสิม (Bassein) หงสาวดี (Pegu) และเมาะตะมะ (Martaban)  คำว่า “มอญ” (Mon) นั้น ซี.โอ แบลกเดน (C.O. Blagden) นักปราชญ์ทางภาษาท่านหนึ่งกล่าวว่าเป็นคำ ๆ เดียวกับคำว่า “รามัญ” (Rāmañ) (Blagden, 1941, pp.59 – 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14 )  แต่ในจดหมายเหตุของมอญเช่นใน Pegu Chronicles จะใช้ Man ซึ่งเป็นรูปคำเก่าแทน และถ้าสืบกลับไปในจารึกสมัยกลางจะพบรูป Rman ตัว R ข้างหน้ารากคำเป็นอุปสรค (prefix) ชนิดหนึ่ง ซึ่งมาในภาษาปัจจุบัน อุปสรรคนี้ได้หายไป และเวลาอ่านคงจะออกเสียงเป็น Remán (รมัน)  โดยเน้นที่พยางค์ท้าย  และในที่สุดก็เพี้ยนมาเป็นมอญ  ส่วนคำว่า “ รามัญ ” (Rāmañña)  เป็นรูปที่บัญญัติขึ้นจากรูป Rman เพื่อใช้ในภาษาบาลีในสมัยที่ยังนิยมใช้ ñ ลงท้ายแทน n และดึงให้เข้าตามกฎภาษาบาลี (ที่ว่าด้วยตัวสะกด ตัวตาม) โดยการซ้อน ñ อีกตัวหนึ่งแล้วเติม a ข้างท้าย จึงได้รูป Rāmañña   ส่วนความหมายนั้นคงจะมี แต่ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด  ชาวมอญบางคนได้อธิบายว่า ชื่อประเทศของตนมีความหมายว่า เป็นที่หนึ่ง ในแง่ที่ว่าพวกเขาเป็นที่หนึ่งในมนุษยชาติ (the first of mankind) บางคนกล่าวว่า “ มอญ ” แปลว่า ผู้นับถือพระรามปางพระนารายณ์ เรียกกันว่า รามา แล้วเลือนเป็น “ รามัญ ” เรียกเร็วเป็น “ รามอญ ” ภายหลังตัดคำหน้าให้สั้นเข้าเป็น  “ มอญ ” (Blagden, 1941, p. 60 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 14 ) 

              ปัจจุบัน ชาวมอญที่อาศัยอยู่ในชุมชนมอญในประเทศไทยยังนิยมเรียกตนเองว่า“ชาวไทยรามัญ” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8, 22)  คำว่า “มอญ” ส่วนใหญ่คนมอญมักจะใช้ในการสื่อสารในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ หรือเป็นการสื่อสารกันภายในกลุ่ม  ส่วนคำว่า “รามัญ” หรือ “ไทยรามัญ” มักจะใช้ในการสื่อสารแบบทางการ โดยสังเกตได้อย่างชัดเจนจากชื่อของกลุ่มองค์กรของคนมอญ อาทิเช่น สมาคมไทยรามัญ สมาพันธุ์ชาวไทยเชื้อสายรามัญ จ.ปทุมธานี และมูลนิธิรามัญรักษ์ 

              ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ

              เงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทางวิชาการ

              นักวิชาการไทยและตะวันตกส่วนใหญ่กำหนดชื่อชาวมอญตามชื่อที่คนในกลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง คือ คำว่า “มอญ”  “ไทยรามัญ”  หรือ “ชาวไทยเชื้อสายรามัญ”

              ชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์โดยคนอื่น

              พม่าเรียกชาวมอญว่า “ ตะลาย ” หรือ “ ตะเลง ” (Taliang) หรือที่นักเดินทางชาวยุโรปคณะแรกซึ่งเดินทางมาถึงชายฝั่งทางตอนใต้ของพม่า ในช่วงปลายทศวรรษที่ 15 และช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เรียกว่า “ เปกวน ” (Peguans) หรือ “เพกวน” ตามชื่อเมืองหลวงของอาณาจักรมอญในช่วงเวลาดังกล่าวที่ชื่อว่า “ เปกู ” (Pegu) อันเป็นกลุ่มชนชาติมองโกลอยด์ ซึ่งเป็นชนชาติเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณตอนล่างของประเทศพม่ามานานหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล  (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8)

              อย่างไรก็ตาม คำว่า “ ตะเลง ” นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมากในหมู่นักภาษาศาสตร์และนักมานุษยวิทยาถึงที่มาและความหมาย  ทั้งเมย์ ออง (May Oung) และชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ (Charles Duroiselle) ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตามที่คนจำนวนมากเชื่อว่า พระเจ้าอลองพญาเป็นผู้เริ่มใช้คำว่า “ตะเลง” ในความหมายว่า (ผู้) ที่ถูกเหยียบย่ำ (down - trodden) เรียกพวกมอญหลังจากที่มีชัยชนะเหนือพวกมอญใน พ.ศ.2300 นั้น ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะคำว่า “ ตะเลง ” เป็นที่รู้จักของพม่ามานับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 – 21 ดังมีปรากฏอยู่ในงานเขียนของพม่าในช่วงเวลาดังกล่าว (M.O. ,1912, pp. 73 – 74 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15 ) และยังเป็นที่รู้จักของชาวจีนในต้นพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งคำนี้ใช้เรียกพลเมืองที่อาศัยในหงสาวดี (Pegu) อีกด้วย (C.D., 1912, p.100 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  นอกจากนี้ ชาร์ลส์ ดูรัวเซลล์ และมอง มยา (Maung Mya) ยังได้อ้างถึงจารึก พ.ศ. 1650 (ค.ศ.1107) และจารึก พ.ศ. 1625 (ค.ศ.1082) ตามลำดับว่ามีคำว่า “ตะเลง” ปรากฏอยู่ ซึ่งแสดงว่า พม่าใช้คำ ๆ นี้เรียกพวกมอญมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอนิรุธ (Anawrahta พ.ศ. 1587 - 1620) แล้ว (C.D., 1912, pp. 246  248 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  แต่ในเรื่องที่มานั้น นักภาษาศาสตร์ก็ยังมีความเห็นแตกแยกเป็น 2 ทฤษฎี ๆ หนึ่งบอกว่า Talaing กร่อนมาจาก Ita – lerm ซึ่งแปลว่า “ พ่อ – ทำลาย ” หรืออาจใช้ในความหมายว่า “ ลูกผสม ” (half - caste) เรียกพวกที่เกิดจากชาวมอญกับชาวเตลุคุ (Telugu) ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากแคว้นเตลิงคัน (Talingana) ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดีย (Cooper, 1913, p. 1 – 3 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15)  อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า Talaing มาจาก Telingana หรือ Talingana ซึ่งเดิมใช้เรียกพวกที่อพยพมาจากแคว้นเตลิงคน์หรือแคว้นกลิงค์ทางชายฝั่งตะวันออกของอินเดียที่เข้ามาตั้งหลักอยู่ตามชายฝั่งพม่าบริเวณเมืองสะเทิม หงสาวดี ร่างกุ้ง เป็นต้น แต่ต่อมาก็ใช้เรียกพลเมืองที่สืบเชื้อสายมาจากพวกนี้ทั้งหมด ( Phayre, 1873, p.32 ; Phayre, 1967,p.28 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16 )  อย่างไรก็ตาม คำว่า “ตะเลง” ที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะพม่าใช้เรียกพวกมอญในบริเวณพม่าตอนล่างในอดีตมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษดูจะเสื่อมความนิยมลงในปัจจุบัน  เช่นเดียวกับชื่อ “เปกวน” ที่ชาวตะวันตกมักใช้เรียกชาวมอญที่อาศัยในบริเวณนี้

              ปัจจุบันคำว่า “ ตะเลง ” เลิกใช้กันแล้ว เพราะชาวมอญไม่ชอบชื่อนี้และไม่เคยนับว่าชื่อนี้เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเอง ถึงแม้จะรับรู้ว่า ตะเลงหมายถึงมอญก็ตาม  โดยอ้างว่าเป็นการเรียกในลักษณะดูหมิ่นเหยียดหยาม อันเป็นที่เข้าใจกันในหมู่คนมอญว่า “ ตะเลง ” หมายถึง “ อิตะเลิม ” ที่แปลว่า “ พ่อแม่ฉิบหายหรือบ้านแตกสาแหรกขาด ” ( ฉวีวรรณ ควรแสวง, นายกสมาคมไทยรามัญ, สัมภาษณ์ 16 พฤศจิกายน 2553 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 113 ) หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นนัยแฝงการเหยียดหยามโดยแปลว่า “ เชื้อชาติอยู่ใต้ฝ่าเท้า ” (down – trodden race) ซึ่งชาวมอญถือว่าเป็นการข่มเหงย่ำยีทางเชื้อชาติอย่างถึงที่สุด ( จิรากรณ์ คชเสนี, 2552, หน้า 123 )  ยิ่งไปกว่านั้นยังพบคำว่า “ ตะเลง ” มิได้เคยปรากฏอยู่ในภาษามอญที่เป็นภาษาท้องถิ่นเดิมอีกด้วย (Phayre, 1884, หน้า 29 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 112.) ชาวมอญได้พยายามต่อสู้ต่อรองอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการเรียกชื่อชนชาติ (interpellation) ของตนเองมาตั้งแต่อดีต ด้วยการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ตนเองว่า “มอญ ” หรือ รามัญ และต้องการให้คนนอกกลุ่มเรียกชื่อกลุ่มตนเช่นนั้นด้วย (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 16)

              ส่วนไทยเรียกชนชาติมอญว่า “ มอญ ” หรือ “ ตะเลง ” (พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 8) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวพม่าและชาวต่างชาติใช้เรียกพวกมอญในบริเวณพม่าตอนล่างมานานหลายศตวรรษ ชาวล้านนาเรียกชาวมอญว่า “เม็ง”  โดยชาวเม็งและลัวะเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมในที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง  ตามตำนานจามเทวีวงศ์ (ตำนานของพระนางจามเทวี ปญมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวี อาณาจักรหริภุญชัย) เรียกชาติพันธุ์เม็งว่า “เมงคบุตร”  โดยศรีศักร วัลลิโภดม วิเคราะห์ว่า กลุ่มเมงคบุตร เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองที่เจริญเป็นพวกแรกในที่ราบเชียงใหม่ มีลักษณะการตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง จึงพบคำเก่าแก่ในภาษาเม็งที่เรียกแม่น้ำปิงว่า “แม่ระเม็ง” (มาจากคำว่า รเมญ ในภาษามอญโบราณ และกร่อนมาเหลือ เมญ หรือ เม็ง ในภาษาล้านนา) หรือแม่น้ำเม็ง หมายถึงแม่น้ำที่ชาวเม็งอาศัยอยู่ (เพจรามัญคดี – Mon Studies, 13 ธันวาคม 2018) นับตั้งแต่นั้นมา ชาวล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยจึงมักเรียกชาวมอญว่า “เม็ง” จนถึงปัจจุบัน

  • อื่น ๆ :

              ตระกูลภาษา ภาษามอญอยู่ในสายโมนิก (Monic branch) ของตระกูลมอญ - เขมร (Mon – Khmer family) ซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic phylum) โดยตระกูลภาษาดังกล่าวมีอายุประมาณ 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว (สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 13)  

              ภาษาพูด ชาวมอญมีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญ  ในอดีต กลุ่มที่พูดภาษามอญส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในปัจจุบัน มีผู้พูดภาษามอญตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศพม่าและประเทศไทย (ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)  ภาษามอญในประเทศไทยพูดกันในกลุ่มชาวไทยเชื้อสายมอญในจังหวัดต่าง ๆ ในทุกภาค โดยเฉพาะภาคกลางในบริเวณที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำ เช่น ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น  ชุมชนมอญในเขตต่าง ๆ มักมีการไปมาหาสู่ตลอดเวลา จึงมีการถ่ายเทภาษามอญของถิ่นต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้แม้จะมีภาษามอญหลายถิ่น แต่ก็สามารถใช้สื่อสารได้ เข้าใจกันดี (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541)

             ตัวเขียนของภาษามอญมีที่มาจากอักษรอินเดียตอนใต้ (South India type) ที่ชื่อว่า“ อักษรปัลลวะ” ซึ่งชาวมอญนำมาปรับประยุกต์เพื่อใช้เขียนภาษามอญ   (ทีฆายุ เจียมจวนขาว, 2553, หน้า 4)  หลักฐานตัวอักษรมอญที่เก่าแก่ที่สุดพบในประเทศไทย นั่นคือ จารึกวัดโพธิ์ร้าง พ.ศ. 1143 ซึ่งเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่พบว่ามีการใช้อักษรปัลลวะของอินเดียทางใต้ที่ยังไม่ได้ดัดแปลง และมีการเพิ่มอักษรบางตัวที่ไม่มีในระบบอักษรปัลลวะเพื่อใช้จารึกภาษามอญ (วัฒนา บุรกสิกร, 2541) โดย ดร.เพ็ญสุดา สุขคตะ ใจอินทร์ (สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)  นักประวัติศาสตร์ศิลปะได้อธิบายว่า เนื่องด้วยภาษาของคนมอญกับอินเดียต่างกัน เมื่อชาวมอญรับตัวอักษรปัลลาวะของอินเดียมาใช้  แต่ตัวอักษรของอินเดียไม่สามารถรองรับภาษามอญได้ทั้งหมด ชาวมอญจึงต้องประดิษฐ์ตัวอักษรของตนเองเพิ่ม  นอกจากนี้ ศิลาจารึกในสมัยทวาราวดียังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญในบริเวณอุษาอาคเนย์มาตั้งแต่สมัยพันกว่าปีก่อน โดยสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีและเลขาธิการชมรมเยาวชนมอญ กรุงเทพ ฯ (สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015)  ได้กล่าวว่า ศิลาจารึกในสมัยทวาราวดีที่ขุดค้นพบนั้น เกินครึ่งหนึ่งจารึกเป็นภาษามอญ ซึ่งปรากฏคำที่เชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นมอญได้ เช่น คำว่า “ โต้ง ” ที่ปรากฏในจารึกฉบับวัดโพธิ์ร้าง หมายถึง ผู้อำนวยการพิธีในการรำผีของมอญ 

              ต่อมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 – 17 ตัวอักษรที่มอญรับมาใช้จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนขนาดและมีการปรับรูปร่างตัวอักษรจากตัวอักษรปัลลวะมาเป็นตัวอักษรเหลี่ยมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อักษรมอญโบราณ และกลายมาเป็นอักษรรูปร่างกลมเหมือนอักษรมอญปัจจุบันในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเริ่มเปลี่ยนจากการจารึกตัวอักษรบนแผ่นหินมาเป็นจารึกลงบนใบลานแทน (วัฒนา บุรกสิกร, 2541)  ชาวมอญมีการบันทึกข้อมูลด้วยอักษรมอญในรูปแบบของงานวรรณกรรมและวรรณคดีมากมาย นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 

              ภาษามอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ลักษณะประโยคมีการเรียงลำดับในแบบประธาน – กริยา – กรรม ไม่มีการผันคำนาม คำกริยาไปตามความสัมพันธ์ที่คำนั้นมีกับคำอื่นหรือตามกฎบังคับทางไวยกรณ์ (นริศรา โฉมศิริ, 2547, หน้า 28 - 29)

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย   สกุลกร ยาไทย  นักวิจัยอิสระ 

    ปีงบประมาณ 2563  อัพโหลดข้อมูลวันที่  23  กันยายน  2563 

    เอกสารอ้างอิง

              C.D. (1912). “Note on the Word ‘Talaing‘” Journal of Burma Research Society (JBRS), II, pt.i,p.100

              Cooper, W.G. “ The Origin of the Talaings.” Journal of Burma Research Society (JBRS).1 (1913) : 1 - 11 

              Guillon, Emmanuel (1999). The Mons : A Civilization of southeast Asia. Bangkok : The SiamSociety.

              M.O. (1912) “ The Origin of the World ‘Talaing‘ ”. Journal of Burma Research Society (JBRS)2 pt.1, pp. 73 - 74

              Phayre, Arthur P., Sir. “ On the History of Pegu ”. Journal of the Royal Asiatic Society of Bengal 42 pt. 1

               Phayre, Arthur P., Sir. (1967). History of Burma. London : Susil Gupta

              MGR Online. (2550). “หงส์ฟ้ารามัญ” วงทะแยมอญหนึ่งเดียวในไทย เล่นด้วยใจสำนึกรักความเป็นมอญ. 31 สิงหาคม 2550. สืบค้นจาก https://mgronline.com/live/detail/9500000102471

              กาญจนา ชินนาค. (2543). การศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการรำผีมอญ บ้านวัดเกาะ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. ( รายงานการวิจัย ). ราชบุรี : คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

             จิรากรณ์ คชเสนี ( 2552 ). เสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวมอญในมุมมองของผู้สืบเชื้อสายมอญ. ใน มนธิราราโท และขนิษฐา คันธะวิชัย (บรรณาธิการ), มอญในแผ่นดินสยาม, หน้า 109 – 136. กรุงเทพมหานคร : สถาบันเอชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              จริยาพร รัศมีแพทย์ ( 2544 ). รูปแบบการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของชุมชนมอญบ้านบางกระดี่กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังเมือง บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2537). วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ

              จวน เครือวิชฌยาจารย์ (2548) ประเพณีมอญที่สำคัญ, พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพ ฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

              ชโลมใจ กลั่นรอด ( 2541) ทะแยมอญ : วัฒนธรรมการดนตรีของชาวมอญชุมชนวัดบางกระดี่.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล

              ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ (2551). มอญ เขมรศึกษา (เอกสารวิชาการ โครงการตลาดวิชามหาวิทยาลัยชาวบ้าน หมายเลข 3 / 2551) พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพ ฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

              ชุติมา สังคะหะ (2561). อาหารกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนชาวมอญ กรณีศึกษาชุมชนชาวมอญเทศบาลตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นายเรืออากาศ ปีที่ 6 ธันวาคม 2561

              ฑีฆายุ เจียมจวนขาว (2553). การปรับเปลี่ยนทางเสียงของคำยืมทับศัพท์ภาษาบาลีและสันสกฤตในภาษามอญ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาภาษาศาสตร์ ภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              ณัฐวิทย์ พิมพ์ทอง (2012) “ แกะกล่อง : รำโรง วิถีมอญ”. สืบค้นจาก https://www.sarakadee.com/2012/12/18/rammorn/

              ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม. (2509). สมเด็จพระนางเรือล่ม. พระนคร : โอเดียนสโตร์

              ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ. (2556) ความสำนึกในชาติพันธุ์มอญของชาวมอญในอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี. กรมศิลปากร:กรุงเทพฯ.

              ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร และคณะ ( 2547 ). ชื่อลำนำแม่กลอง วินิจฉัยนาม ใน ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “ เครือญาติมอญ ”. กรุงเทพ ฯ : มติชน

               นพวรรณ กรุดเพชร ( 2556 ) การศึกษาและการถ่ายทอดภูมิปัญญาลวดลายที่ใช้ประดับตกแต่งโลงมอญของชุมชนชาวมอญในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร. ปริญญานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒ

              นริศรา โฉมศิริ. การศึกษาบริบททางภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของชื่อชาวมอญ กรณีศึกษาชาวมอญ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ ศิลปศา -สตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ บันฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2547, หน้า 28 - 29

              นริศรานุวัตติวงศ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยา และ ดำรงเดชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยา. (2505) สาสน์สมเด็จ. เล่ม 20. พระนคร : คุรุสภา

              นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์. (2547). มอญศึกษา. ใน ลุ่มน้ำแม่กลอง ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ “เครือญาติ”มอญ (หน้า 36 -39). กรุงเทพ: มติชน.

              ปริญญา กุลปราการ (2007). “ โลงมอญ (อะลาบ๊อก) ”. วารสาร Voice of Mon No.12, พฤศจิกายน –ธันวาคม 2007. สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/files/voiceofmon12.pdf

              พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) “ คติคำสอนมอญ ”  สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9840

              พระมหาจรูญ ญาณจารี (2009) (แปลและเรียบเรียง) “นิทานมอญ เรื่อง แหม๊ะอ๊อกเค (ศรีธนญชัย)”สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/9992?fbclid=IwAR3B453dpyHfXK3AfzeZ-4DKxSoyQvMkKLLhH_PAOHwUmZQLLq64V0U4kYA 

              พัชรินทร์ สิรสุนทร (2558) การจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางสังคมเพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมมอญ กรณีศึกษาชุมชนบางกระดี่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2558

              พิสัณห์ ปลัดสิงห์ ( 2530 ). คนมอญ. กรุงเทพ ฯ : เคล็ดไทย. พิมพ์ครั้งแรก เมษายน 2530

              ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. (6 มีนาคม 2009) “ ทอดมันหน่อกะลา เอกลักษณ์อาหารมอญเกาะเกร็ด ” สืบค้นจาก http://www.openbase.in.th/node/10069

              (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง). (2009).  “ ทะแยมอญ (ซะมาแขวก)” .สืบค้นจาก www.monstudies.com อ้างถึงใน  http://www.openbase.in.th/node/10101

              (ไม่ปรากฎชื่อผู้แต่ง) (2559) “ประเพณีบุญเดือนสิบ ลอยเรือสะเดาะเคราะห์ ชาวมอญ สังขละบุรี” สืบค้นจาก https://travel.kapook.com/view128348.html. 6 กันยายน 2559. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 29 พฤษภาคม 2563

              วัฒนา บุรกสิกร (2541). ลักษณะคำไทยที่มาจากภาษามอญ : รายงานการวิจัย. กรุงเทพ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซิ่ง

              ส.พลายน้อย. (2544). เล่าเรื่องพม่ารามัญ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร : พิมพ์คำ

              สรัญญา ชูชาติไทย. (2543). แนวทางการอนุรักษ์หมู่บ้านมอญพระประแดง : กรณีศึกษาหมู่บ้านทรงคนอง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553 ). การสื่อสารเพื่อสร้าง ธำรงรักษา และต่อรองอัตลักษณ์ความเป็นมอญของกลุ่มชาวมอญพลัดถิ่นในประเทศไทยท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, วิจิตร เกิดวิสิษฐ์, สุเอ็ด คชเสนีย์ และ อรรถจินดา ดีผดุง (2542). มอญ : บทบาทด้านสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล

              สุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542)  สารานุกรมชาติพันธุ์มอญ. นครปฐม : สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท, หน้า 7 – 9

             สุภรณ์ โอเจริญ (2541). มอญในเมืองไทย. โครงการหนังสือชุด “ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.”. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 1

              สุภาวดี มิตรสมหวัง, ผศ.ดร. ( 2544 ). สถาบันครอบครัวของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตกรุงเทพมหานคร : ศึกษากรณีกลุ่มชาติพันธุ์ซิกข์ มอญ เขมร และไทย. รายงานวิจัย. ภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

              สุวรณะ เย็นสุข ( 2544 ) การรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านชาวมอญในประเทศไทยเปรียบเทียบระหว่างชาวมอญภาคกลางกับภาคเหนือ. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาไทยศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต. มหาวิทยาลัยรามคำแหง

              สุเอ็ด คชเสนี ( 2527 ). วัฒนธรรมประเพณีมอญ.เมืองโบราณ, 10 (3), 50 - 63

              สุเอ็ด คชเสนี (2547) “ วัฒนธรรมประเพณีมอญ ” ใน 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี : 88 ปี สมาคมไทยรามัญ, หน้า 80 – 83. โสภณ นิไชยโยค,บรรณาธิการ. กรุงเทพ ฯ : เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอดเวอร์ไทซซิ่ง, 2547

              โสภณ นิไชยโยค. (บรรณาธิการ) ( 2547 ). 80 ปี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุเอ็ด คชเสนี: 48 ปี สมาคมไทยรามัญ. กรุงเทพ ฯ : บริษัท เท็คโปรโมชั่น แอนด์ แอ็ดเวอร์ไทซซิ่ง จำกัด

              องค์ บรรจุน (2009). “ ประเพณีการสร้างเสาหงส์ – องค์ บรรจุน (2009). “ ประเพณีการสร้างเสาหงส์ –ธงตะขาบ”. สืบค้นจาก www.monstudies,com อ้างถึงใน http://www.openbase.in.th/node/10038.

              องค์ บรรจุน (2009). “ อาหารมอญ – ข้าวทิพย์มอญ”  สืบค้นจากhttp://www.openbase.in.th/node/10059?fbclid=IwAR2gxyh9xapeV__UwzO1CFfrnq5iDqN-PztXNoU8N9qrOivl_ADYjARyono

              องค์ บรรจุน (2549). ต้นทางจากมะละแหม่ง. กรุงเทพ ฯ : อัมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ป

              องค์ บรรจุน (2549). มอญขวาง. ใน ศิลปวัฒนธรรม. กุมภาพันธ์, 2549. 27 (4), หน้า 50 – 53

              องค์ บรรจุน (2550) สตรีมอญในราชสำนักสยามสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ.2325 – 2475. ปริญญานิพนธ์ สาขาประวัติศาสตร์ไทย หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

              องค์ บรรจุน (2558). “สะบ้า : เกมกีฬาของมอญ เขมร และอื่น ๆ ” ใน นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2558 อ้างถึงใน https://www.silpa-mag.com/culture/article_10854  (เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2563)

              องค์ บรรจุน (2559). “ บ้านทุ่งเข็น ” : ชุมชนชาติพันธุ์มอญร่วมสมัยแห่งสุพรณบุรี. ดุษฎีนิพนธ์หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( สหวิทยาการ ) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

              อิมธิรา อ่อนคำ (2560). มอญ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี : วิถีและพลัง. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยบูรพา

              อิมธิรา อ่อนคำ (2562). ประเพณีงานศพของชาวมอญกับความเชื่อที่สืบทอดอย่างเข้มแข็งในสังคมไทยใน วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปีที่ 2 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2562

     

    สัมภาษณ์

              นายจิรศักดิ์ กาสรศิริ (อายุ 29 ปี) ชาวไทยเชื้อสายมอญ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
กาญจนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ลพบุรี นครราชสีมา สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี เชียงใหม่ ลำพูน นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี อยุธยา ปราจีนบุรี กรุงเทพฯ เป็นต้น400000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

              ชาวมอญเป็นชนเผ่ามองโกลอยด์  ถิ่นฐานกำเนิดเดิมของชาวมอญคาดว่าน่าจะเป็นบริเวณทางตอนตะวันตกของจีนหรือบริเวณทางตอนใต้ของอินเดีย  ชาวมอญมีภาษาพูดของตนเอง คือ ภาษามอญ ในตระกูลมอญ - เขมร และมีตัวอักษรเขียนของตนเองที่ได้รับอิทธิพลมาจากอักษรปัลลาวะของชาวอินเดียตอนใต้ เมื่ออพยพมายังอุษาอาคเนย์ ชาวมอญได้ก่อตั้งอาณาจักรโบราณสองแห่ง ได้แก่ อาณาจักรทวาราวดี บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา กับอาณาจักรสะเทิม บริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีฝั่งตะวันออกทางตอนใต้ของพม่า  ทั้งสองอาณาจักรมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อารยธรรมมอญที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียสู่ชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  วัฒนธรรมมอญจึงยังคงปรากฎร่องรอยในภูมิภาคนี้จนถึงปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในแม่แบบวัฒนธรรมที่เข้มแข็งไม่แพ้วัฒนธรรมของชนชาติอื่น ๆ ในอุษาอาคเนย์  ต่อมา เมื่ออาณาจักรทวาราวดีเสื่อมสลายเพราะอิทธิพลของเขมร ชาวมอญทวาราวดีได้ถูกกลืนกลายเป็นคนไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในขณะที่อาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่ายังคงอัตลักษณ์ความเป็นมอญอย่างเข้มแข็ง จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่าในเวลาต่อมา ด้วยการทำสงครามต่อกันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้คนมอญมีการอพยพเข้ามาในสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ 

              เมื่อชาวมอญอพยพมาอยู่ในประเทศไทยก็ยังคงพยายามรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนอย่างเข้มแข็ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดของมอญ คือ ระบบความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษและความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายเถรวาทอย่างแรงกล้า ซึ่งกลายเป็นข้อปฏิบัติทางจารีตประเพณีที่ชาวมอญยึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด โดยสะท้อนผ่านพิธีกรรม ประเพณีสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ตลอดจนวิถีชีวิตในชีวิตประจำวันทั่วไป  ระบบความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษและความศรัทธาต่อพุทธศาสนายังมีส่วนสำคัญยิ่งในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมอญ รวมทั้งธำรงรักษาความเป็นมอญจวบจนปัจจุบัน  ทว่าชาวมอญส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมไทยหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ค่อนข้างมาก อันเป็นผลมาจากความพยายามปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่ได้ในสังคมที่มีความหลายหลายทางวัฒนธรรม รวมทั้งผลจากการดำเนินนโยบายการผสมกลืนกลายทางวัฒนธรรมของรัฐไทย 

  • ประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

    บริบททางสังคม-วัฒนธรรม 

     มิติทางประวัติศาสตร์

              ชาวมอญนับเป็นชนชาติพื้นเมืองเก่าแก่กลุ่มหนึ่งในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งนี้ ถิ่นฐานกำเนิดเดิมของชาวมอญก่อนที่จะอพยพมายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นข้อถกเถียงระหว่าง 3 แนวคิดที่สำคัญ กล่าวคือ แนวคิดแรก สันนิษฐานว่า ชาวมอญมาจากทางตะวันตกของประเทศจีน และเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แนวคิดที่สอง ชาวมอญมาจากภูเขาหิมาลัย ลงมาที่ลุ่มแม่น้ำคงคา - พรมบุตร เข้าสู่แคว้นอัสสัมของอินเดีย และแนวคิดที่สาม ชาวมอญมาจากอินเดียทางตอนใต้  โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

               แนวคิดแรก ชาวมอญมาจากทางตะวันตกของประเทศจีนก่อนที่จะเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้Nai Pan Hla นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมชาวมอญ ได้แสดงข้อสมมุติฐานว่า ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลมอญ - เขมรอาศัยอยู่เป็นเวลายาวนาน คือ หุบเขาแยงซีเกียง ( the valley of Yangtze Kiang (Chiang) ) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของประเทศจีน  ก่อนที่ชาวจีนซึ่งอพยพมาจากทางตอนเหนือจะเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้แทน (1992, หน้า 13)  โดยข้อสมมุติฐานของ Nai Pan Hla วางอยู่บนข้อวิเคราะห์ทางด้านภาษาศาสตร์เรื่อง “ Chinese and Indo – Europeans ” โดย E.G. Pulleyblank ศาสตราจารย์ทางด้านภาษาจีนจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งอธิบายถึงความเกี่ยวข้องทางด้านภาษาศาสตร์ระหว่างภาษาจีนในยุคแรกเริ่มกับภาษาดั้งเดิมของชนเผ่าหลากหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศจีนในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์  โดยปรากฏร่องรอยภาษามอญ - เขมร ในภาษาจีนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น คำว่า  “ Chiang ” ที่แปลว่า “ แม่น้ำ ” ภาษาจีนโบราณออกเสียงว่า “ karwn ”หรือ “ krawn ” ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการออกเสียงคำว่า แม่น้ำในภาษามอญ คือ “ Krun ” (1966 อ้างถึงใน Nai Pan Hla, 1992, หน้า 13)   

              แนวคิดที่ว่าชาวมอญอพยพมาจากทางตะวันตกของประเทศจีนได้รับการตอบรับจากนักวิชาการชาวจีนจำนวนหนึ่ง โดย You. Z. (1994, อ้างถึงใน L. Shi et al., 2010, หน้า 473) ได้แสดงข้อสมมุติฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิดของชาวมอญในงานศึกษาเรื่อง “ History of Yunnan Nationalities ” ว่า ชนเผ่าโบราณที่ชื่อ “ Baipu ” ซึ่งตั้งถิ่นฐานกระจายตัวทางตอนใต้หรือตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนานตั้งแต่ยุคหินใหม่ ได้พัฒนากลายมาเป็นชนเผ่าโบราณกลุ่มต่าง ๆ ที่พูดภาษาตระกูลมอญ – เขมร ในมณฑลยูนนาน  ต่อมาในช่วงปลาย 2000 ปีก่อนคริสตกาล  ชนเผ่าเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้อพยพลงมายังคาบสมุทรอินโดจีน แต่บางส่วนยังคงอาศัยอยู่ในมณฑลยูนนานตามเดิม โดยเฉพาะชนเผ่า Wa, Bulang และ Dean  จากข้ออธิบายทางด้านประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์ได้พัฒนาไปสู่การศึกษาความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างชนเผ่าที่พูดภาษาตระกูลมอญ - เขมร ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อันได้แก่ งานศึกษาของ L. Shi et.al (2010, pp.467 - 475) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการทางด้านชีววิทยาการแพทย์จากประเทศจีนและญี่ปุ่นได้วิเคราะห์ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรที่พูดตระกูลภาษาอื่น ๆ จะเห็นได้ว่า กลุ่มประชากรที่พูดภาษาตระกูลมอญ – เขมรที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ดังเช่น Bulang และ Wa ล้วนมีลักษณะทางพันธุกรรมแบบเดียวกัน (พิจารณาจากค่า Human leucocyte antigen (HLA) alleles และ haplotupes ) อันเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากต้นบรรพบุรุษ (primogenitor alleles) ซึ่งก็คือชนเผ่าโบราณ Baipu  หรืออาจกล่าวได้ว่า ชนเผ่าเหล่านี้ยังคงสามารถรักษาลักษณะทางพันธกรรมดั้งเดิมของตนไว้ได้ และมีระยะห่างทางพันธกรรม (genetic distance) จากกลุ่มประชากรอื่น ๆ เป็นอย่างมาก (อาจเป็นผลมาจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของชนเผ่าเหล่านี้ที่มีความโดดเดี่ยวห่างไกลจากประชากรกลุ่มอื่น ๆ)  ก่อนที่สมาชิกของชนเผ่าจำนวนมากจะแยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนอื่น ๆ   ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่า ชาว Bulang และ Wa น่าจะเป็นเป็นต้นบรรพบุรุษของกลุ่มประชากรที่พูดภาษาตระกูลมอญ – เขมรทั้งหมดด้วย อันสอดคล้องกับผลการทดลองของงานวิจัยที่ได้ทดสอบลักษณะการกระจายตัวของค่า HLA ในกลุ่มประชากรชนเผ่า Bulang ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เปรียบเทียบกับประชากรในประเทศเวียดนามและไทย ซึ่งพบว่า ประชากรทั้งสองกลุ่มล้วนมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอย่างใกล้ชิด   

              นอกจากนี้ นักโบราณคดีจำนวนหนึ่งยังได้ตั้งข้อสมมุติฐานจากหลักฐานทางโบราณคดีและข้อมูลภาษาศาสตร์ว่า บริเวณใจกลางหุบเขาแยงซี ( Yangtze Valley ) ประเทศจีนอาจเป็นถิ่นกำเนิดของกลุ่มชนที่พูดตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก (austroasiatic) ในช่วงก่อน 10,000 bp (Pejros and Shnirelman 1998; Bellwood 2005b as cited in RICCIO et. al, 2011, p.424 )  ต่อมาในสมัยยุคหินใหม่ได้เกิดการกระจายตัวของกลุ่มชนเหล่านี้ออกจากประเทศจีนไปทางทิศตะวันตก  บางส่วนอพยพยังภาคตะวันออกของอินเดีย ในขณะที่บางส่วนอพยพไปยังทิศใต้เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งนี้ นักโบราณคดีบางส่วนเชื่อว่า กลุ่มชนตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกในประเทศจีนเป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมการเพาะปลูกข้าว จากการค้นพบหลักฐานการเพาะปลูกข้าวในยุคแรกเริ่มที่แหล่งโบราณคดี Pengtoushan (บริเวณชายฝั่งทะเลสาบ Dongting ) และ Bashudang (ทางตอนเหนือของ Pengtoushan) และบริเวณใจกลางหุบเขาแม่น้ำ Yanzi ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีเก่าแก่ที่มีอายุประมาณ 9,000 bp  ดังนั้น การกระจายตัวของกลุ่มชนชาวออสโตรเอเชียติกที่ส่วนใหญ่เป็นชาวนาจึงย่อมก่อให้เกิดการเผยแพร่วัฒนธรรมการปลูกข้าวไปสู่อินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามมาด้วย (Blust 1996a; Blust 1996b; Diffloth 2005 as cited in RICCIO et. al, 2011, p.424 )

              แนวคิดที่สอง  ชาวมอญมาจากภูเขาหิมาลัย ลงมาที่ลุ่มแม่น้ำคงคา - พรมบุตร เข้าสู่แคว้นอัสสัมของอินเดีย  นักมานุษยวิทยากลุ่มแรก ๆ ที่ริเริ่มนำเสนอแนวคิดนี้ คือ Carleton S. Coon และEdward E. Hunt. Jr (1966 อ้างถึงใน ผาสุก อินราวุธ, 2548, หน้า 85 ) ผ่านงานเขียนเรื่อง “The Living Races of Man ” ซึ่งได้วิเคราะห์ที่มาของชนชาติมอญว่า เป็นชนเผ่าหนึ่งที่มีเชื้อสายมองโกลอยด์เช่นเดียวกับบรรพบุรุษของชนชาติพม่า ไทย และลาว โดยอพยพมาจากภูเขาหิมาลัย ลงมาที่แม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรมบุตร แล้วจึงอพยพเข้าไปในอินเดียบริเวณแคว้นพิหารและแคว้นอัสสัมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อย่างไรก็ตามงานศึกษาของ ผาสุก อินราวุธ (2548, หน้า 85) ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อขัดแย้งจากการอธิบายดังกล่าวในส่วนที่ว่า ชาวมอญและชาวพม่ามีสายบรรพบุรุษร่วมกัน เพราะหากวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์ด้านภาษาศาสตร์จะเห็นได้ว่า รากของภาษามอญและพม่าอยู่คนละกลุ่มภาษากัน กล่าวคือ ภาษาของชาวพม่าอยู่ในกลุ่มภาษา Sino – Tibetan Languages  ส่วนของชาวมอญอยู่ในกลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro – Asiatic Languages) หรือกลุ่มภาษามอญ - เขมร (Mon Khmer) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับภาษามุณฑะ (Munda) ของชนเผ่ามุณฑะ ซึ่งเป็นชนเผ่าเชื้อสายมองโกลอยด์กลุ่มหนึ่งที่เป็นต้นบรรพบุรุษของชาวพิหาร ชาวอัสสัม และชาวยะไข่ของพม่าในปัจจุบัน

              หลักฐานทางด้านภาษาศาสตร์ที่อธิบายว่า ภาษามอญ – เขมรและภาษามุณฑะในอินเดียควรจะจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกได้ถูกนำเสนอครั้งแรกในงานศึกษาเรื่อง “ The Talaeng Language ” ของ Francis Mason ในปี 1854 (as cited in Sidwell, 2007, pp.2 - 3) อันเป็นที่มาของแนวคิดที่ว่า ชาวมอญอาจจะสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่ามุณฑะ ชนเผ่าโบราณที่สันนิษฐานว่าเป็นลูกหลานของประชากรมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่อพยพจากแอฟริกามายังอินเดียในช่วงประมาณ 56,000 bp (Basu et al, 2003 ; Agrawal et al, 2008 as cited in Riccio et al. , 2011, p. 407) และได้กลายมาเป็นต้นบรรพบุรุษของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกในอินเดีย อันรวมถึงชนเผ่ามุณฑะด้วย (Risley, 1915 ; Pattanayak, 1998 ; Gadgil et al. 1998 ; Majumder, 2001; Roychoudhury et al. 2001 as cited in Riccio et al. , 2011, p. 407)  ต่อมาชนเผ่ามุณฑะได้อพยพมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงประมาณ 50, 000 bp  ภาษามุณฑะของชนเผ่ามุณฑะได้ก่อให้เกิดภาษาย่อยอื่น ๆ ซึ่งล้วนอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกเหมือนกัน อันได้แก่ ภาษา Khasi – Khumic ในรัฐเมฆาลัย (Meghalaya) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และภาษามอญ - เขมร ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Riccio et al. , 2011, p. 407)

              อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่าชาวมอญสืบเชื้อสายมาจากชาวมุณฑะในประเทศอินเดียได้ถูกโต้แย้งจากงานศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์และพันธุกรรมศาสตร์บางส่วน กล่าวคือ ในส่วนของงานศึกษาทางภาษาศาสตร์นั้น  Sir George Grierson (1904 : V. 2, p.2 ) เป็นนักวิชาการคนแรกที่แสดงข้อถกเถียงในหนังสือ “Linguistic Survey of India” ว่า แท้จริงแล้วควรจะจัดกลุ่มภาษามุณฑะกับภาษามอญ – เขมร ให้อยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันหรือไม่ เพราะภาษาพูดของทั้งสองกลุ่มต่างก็แสดงให้เห็นถึงระเบียบความคิดที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง  ข้อถกเถียงของ Sir George Grierson ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ต่ออย่างเป็นระบบในงานศึกษาของ Patricia Donegan (et. al, 1983, p.3) ที่ศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างทางภาษาระหว่างภาษามุณฑะกับภาษามอญ – เขมร พบว่า แม้ว่าทั้งสองภาษาจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างภาษากลับพบว่า มีความตรงกันข้ามกันในทุก ๆ ระดับ ดังนั้นแนวคิดที่ว่าชาวมอญสืบเชื้อสายมาจากชาวมัณฑุ เพราะมีภาษาพูดในตระกูลเดียวกันจึงยังคงเป็นข้อถกเถียงอยู่  สำหรับงานศึกษาทางพันธุกรรมศาสตร์ได้นำเสนอข้อถกเถียงที่สำคัญว่า แท้จริงแล้ว ชาวมุณฑะในประเทศอินเดียมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สันนิษฐานว่าสืบเชื้อสายมาจากชาวมุณฑะหรือไม่  โดยงานศึกษาของ Riccio et. al ( 2011, pp.405 – 406) ได้ศึกษาความหลากหลายของลักษณะทางพันธุกรรมของยีน HLA  (HLA - A, - B, and – DRB 1 loci) ที่พบในชาวมุณฑะที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับยีน HLA ที่พบในประชากรกลุ่มอื่น ๆ ในอนุทวีปอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่  ผลการศึกษาพบว่า ชาวมุณฑะมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับประชากรที่อาศัยอยู่ในอนุทวีปอินเดียมากกว่าประชากรกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกเช่นเดียวกับชาวมุณฑะ  จากผลการศึกษาดังกล่าวจึงทำให้ Riccio ไม่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ชาวมุณฑะอาจเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรที่สืบเชื้อสายมาจากต้นบรรพบุรุษของกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกในอินเดีย และอพยพไปทางทิศตะวันออกเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

              แนวคิดที่สาม ชาวมอญมาจากอินเดียทางตอนใต้  แนวคิดดังกล่าวอ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และความเชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรม นักวิชาการบางส่วนจึงมีข้อสมมุติฐานว่า ชาวมอญสืบเชื้อสายมาจากชาวอินเดียใต้ (ผาสุก อินทราวุธ , 2548, หน้า 85) กล่าวคือ ในส่วนของหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น งานศึกษาของ C.D. (1912 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 15) ได้เสนอให้พิจารณาจากร่องรอยของคำในภาษาพม่าที่ใช้เรียกคนมอญว่า “ เตลง ” ( Talaing ) ซึ่งปรากฏอยู่ในจารึกพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ.1650 สมัยพระเจ้าอโนรธา  โดยนักวิชาการบางส่วนคาดว่าเป็นคำที่คนพม่าใช้เรียกคนมอญทางตอนใต้ที่อาศัยปะปนอยู่กับชาวอินเดียที่มาจากตลิงคะ ( เตลิงคะนะ) หรือรัฐเตลังคานา ( Talangana ) ประเทศอินเดียในปัจจุบัน (G.H. Luce, 1969, อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 54 )  ในขณะที่งานศึกษาขององค์ บรรจุน (2559, หน้า 54) ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางด้านวัฒนธรรมระหว่างชาวมอญกับชาวอินเดียทางตอนใต้  อันสอดคล้องกับคัมภีร์พิธีรำผีมอญที่จะต้องมีขั้นตอนเซ่นไหว้เจ้าพ่อแห่งชมพูทวีป ( ตะละเหญียะฮ์เกาะเกรียง ) ในการประกอบพิธีทุกครั้ง ตลอดจนการรับวัฒนธรรมและตัวอักษรปัลลวะของอินเดียใต้มาพัฒนาขึ้นเป็นอักษรมอญในปัจจุบัน  รวมทั้งตำนานที่ตกทอดอยู่ในบทเพลงที่กล่าวถึงมอญ 3 กลุ่ม ซึ่งมีสัญลักษณ์ในการนับถือผี ( Totem ) ที่ต่างกัน ได้แก่ “ มอญตาง ” (สัญลักษณ์ ผ้า) อาศัยอยู่ในเมืองหาสาวดี มาจากลุ่มน้ำคงคา  “มอญเตี๊ยะ” ( สัญลักษณ์ มะพร้าว) อาศัยอยู่ในเมืองพะสิม มาจากแคว้นตลิงคะ และ “ มอญญะ ” (สัญลักษณ์ กระบอกไม้ไผ่) อาศัยอยู่ในเมืองเมาะลำเลิง (มะละแหม่ง) มาจากปากน้ำโคธาวาร (Nai Pan Hla, 1992, p.48 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า

    54 )

              ประวัติศาสตร์มอญที่ยาวนานนับพันปี สามารถอธิบายโดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา อันได้แก่ ประวัติศาสตร์อาณาจักรมอญโบราณ และประวัติศาสตร์คนมอญในเมืองไทยในฐานะผู้พลัดถิ่น  ดังต่อไปนี้

              1)ประวัติศาสตร์อาณาจักรมอญสมัยโบราณ  ที่ตั้งของอาณาจักรมอญยุคโบราณสามารถจำแนกออกเป็น 2 พื้นที่ คือ 1.) อาณาจักรมอญในประเทศไทย และอาณาจักรมอญในประเทศพม่า ทั้งนี้ การศึกษาร่องรอยของอาณาจักรมอญสมัยโบราณในช่วงแรกจะอ้างอิงจากหลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบจากประเทศไทยมากกว่าประเทศพม่า เพราะในช่วงเวลานั้น ทางประเทศพม่ายังมีการขุดค้นทางโบราณคดีและการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ไม่มากนัก  ดังนั้น นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงสันนิษฐานว่า อารยธรรมมอญยุคแรกเริ่มมีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  แต่ก็มีนักวิชาการบางส่วนที่เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ทั้งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและทางพม่าตอนล่างเป็นแหล่งอารยธรรมที่เจริญควบคู่กันมา (Emmanuel Guillon, 1999, pp. 72 – 73 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 56)

              2) อาณาจักรมอญโบราณในประเทศไทย สำหรับการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับอาณาจักรมอญโบราณในประเทศไทยนั้น จดหมายเหตุการณ์เดินทางของพ่อค้าและขุนนางราชวงศ์ถัง พ.ศ. 1132 – 1405 และบันทึกของพระถังซำจั๋ง พระภิกษุสงฆ์ชาวจีนที่เดินทางไปอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 ได้กล่าวถึงรัฐชาวพุทธแห่งหนึ่ง ชื่อ “ โตโลปี ” ( to – lo- po – ti ) ซึ่ง Samuel Beal นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันได้ตีความชื่อนี้เป็นภาษาสันสกฤตว่า “ ทวาราวดี ” และเสนอว่า อาณาจักรนี้อยู่ในภาคกลางของประเทศไทย  คำว่า “ ทวาราวดี ” มาจากคำจารึกภาษาสันสกฤตว่า “ ศรีทวาราวดี ศวรปุณยะ ” อันมีความหมายว่า “ พระเจ้าศรีทวาราวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ ” ( ธิดา สารยะ, 2545, หน้า 10) โดยปรากฏคำจารึกนี้บนเหรียญเงิน 2 เหรียญ ซึ่งพบที่พระปฐมเจดีย์ในจังหวัดนครปฐม และที่อินทร์บุรีใกล้จังหวัดลพบุรี  นอกจากนี้ ยังได้พบจารึกชื่อ “ ทวาราวดี ” บนฐานบัวศิลาทรายแดงรองรับพระพุทธรูปที่วัดจันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 1223 หลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้จึงสนับสนุนให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะเรียกชื่อศิลปะแบบมอญในช่วงเวลานี้ที่พบในประเทศไทยว่า “ ทวาราวดี ” ด้วย ( กรรณิการ์ วิมลเกษม และจิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา, 2542, หน้า 392)

              Paul Pelliot นักวิชาการชาวฝรั่งเศสเสนอสมมุติฐานว่า ประชากรของอาณาจักรเป็นมอญ  ข้อสมมุติฐานข้างต้นมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อมีการขุดค้นพบจารึกภาษามอญที่เก่าแก่ที่สุด คือ จารึกสองชิ้นพบที่วัดโพธิ์ร้าง อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่ง Emmanuel Guillon สันนิษฐานว่า ตัวอักษรที่ใช้ในจารึกมีแหล่งกำเนิดจากอักษรปัลลวะจากอาณาจักรปัลลวะในอินเดียใต้ และอักษรจากตอนกลางลุ่มแม่น้ำกฤษณาทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย  จารึกดังกล่าวยังปรากฎคำที่เชื่อมโยงกับสำนึกความเป็นมอญ คือ คำว่า “ โต้ง ” อันหมายถึงเจ้าพิธีในการรำผีของมอญด้วย  ต่อมาได้มีการค้นพบจารึกภาษามอญโบราณกระจายอยู่ตามบริเวณภาคกลางของประเทศไทย  นักประวัติศาสตร์จึงสรุปว่า ภาษามอญเป็นภาษาเดียวที่มีการจารึกในยุคนี้และบริเวณนี้ (Emmanuel Guillon, 1999, pp. 73,78 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 58 ; องค์ บรรจุน 28 ตุลาคม 2014)  นอกจากนี้ยังได้ปรากฎจารึกอักษรมอญโบราณดังกล่าวที่ฐานเจดีย์วัดเป่อแหละเหงี่ม หรือโบตาทอง ( Botahtaung) ในเมืองละเกิง ( ย่างกุ้ง ) และเสาสลักที่บ้านตลาดในบริเวณที่ราบเวียงจันทร์ของลาว รวมทั้งพระพุทธรูปยืนที่มีลักษณะจีวรและพระศกที่สัมพันธ์กับศิลปะทวาราวดีในที่ราบภาคกลางของไทย อันเป็นหลักฐานที่ยืนยันขอบเขตของอารยธรรมทวาราวดีซึ่งขยายพื้นที่ออกไปมาก (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 60)

              อาณาจักรทวาราวดีมีอำนาจทางการเมืองอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 และพุทธศตวรรษที่ 12 คาดว่าเป็นอาณาจักรที่อยู่บริเวณภาคกลางของประเทศไทย  นักวิชาการส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า เมืองหลวงของอาณาจักรทวาราวดีอยู่ที่บริเวณเมืองเมืองนครปฐมโบราณ ซึ่งมีพระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์กลางและมีเจดีย์พระประโทนเป็นองค์ประกอบอยู่ทางด้านตะวันออก ( ธิดา สาระยา, 2545, หน้า 24)  แต่ฌอง บวสเซอลิเยร์และควอริทซ์ เวลส์ (H.G. Quaritch Wales) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษมีความเห็นว่า อู่ทองน่าจะเก่าแก่กว่าและเป็นเมืองหลวงมากกว่า เพราะอู่ทองมีผังเมืองเป็นรูปวงรีแบบผังเมืองของมอญ และมีการค้นพบเครื่องมือหินใหม่ที่แสดงว่า เป็นแหล่งที่มีการตั้งถิ่นฐานมานานมากแล้ว นอกจากนี้ยังค้นพบแผ่นทองแดงจารึกชื่อกษัตริย์ 2 องค์ คือ พระเจ้าหรรษะวรมัน( Harshavarman ) และพระเจ้าอีศานวรมัน (Isanavarman) ซึ่งอาจจะแสดงถึงความเป็นเครือญาติกับราชวงศ์เขมรในยุคเดียวกัน  นอกจากนี้ยังพบจารึกไดอัง (Kdai Ang) ของเขมรซึ่งสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.1172 ร่วมยุคเดียวกัน กล่าวถึงมอญด้วยชื่อโบราณว่า “ รามัญ ” หรือ “ รมัญ ” (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 59)

              โครงสร้างของอาณาจักรทวาราวดีประกอบด้วย “ บ้านพี่เมืองน้อง ”ต่าง ๆ ซึ่งมีโครงสร้างวัฒนธรรมเดียวกันที่เป็นอารยธรรม “ ทวาราวดี ”  แต่ในขณะเดียวกัน อารยธรรมทวาราวดีก็ถูกผสมกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย จนกระทั่งเกิดเป็นอารยธรรมเฉพาะตนขึ้นในประเทศไทย (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 59)  ภาพถ่ายทางอากาศเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงขอบเขตของอารยธรรมทวาราวดีที่แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง  เพราะได้แสดงให้เห็นว่า ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีเมืองรูปวงรีแบบเดียวกันที่มีผู้คนอยู่อาศัยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 – 11 เป็นจำนวนมากกว่า 20 เมือง เมืองสำคัญในภาคกลาง เช่น เมืองอู่ทอง เมืองสุพรรณบุรี เมืองสังขละบุรี เมืองคูบัว เมืองราชบุรี เมืองซับจาปา เมืองลพบุรี เมืองนครปฐม เมืองดงศรีมหาโพธิ์ และเมืองศรีเทพ  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เมืองเสมา เมืองพุทไธสง เมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองนครจาปาศรีนาดูน และเมืองกันทรวิชัย  ในภาคเหนือ ได้แก่ เมืองหริภุญไชย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองพิษณุโลก  ส่วนทางภาคใต้ ได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองไชยา เมืองสะทิงพระ และเมืองยะรัง  กระทั่งในยุคต่อมา คือ พุทธศตวรรษที่ 13 – 14 พงศาวดารมอญฉบับปากลัดยังได้กล่าวถึงหัวเมืองมอญ 3 แห่ง คือ พะสิม (สิเรียม)  พะโค (หงสาวดี)  และเมาะตะมะ (ธิดา สาระยา, 2545, หน้า 24)

               นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า อาณาจักรทวาราวดีเป็นอาณาจักรของชาวมอญโบราณ โดยชาวมอญเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในอาณาจักรและเป็นชนชั้นผู้ปกครอง (ปภัสสร เธียรปัญญา, หน้า 20) และมีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ปะปนด้วย ได้แก่ ไทย (สยาม) เป็นหลัก นอกจากนั้นเป็นชาวต่างชาติ เช่น เปอร์เซีย จีน อินเดีย ซึ่งเข้ามาติดต่อด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม (ธิดา สาระยา, 2545, หน้า 183)  ทั้งนี้ เนื่องจากเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรทวาราวดีส่วนใหญ่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม เมืองเหล่านี้จึงมีความสำคัญในด้านการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกข้าว  ส่วนเมืองชัยภูมิอยู่ในศูนย์กลางของเส้นทางการค้า ทางบก และการค้าทางทะเล  นอกจากนี้ ในยุคที่อาณาจักรทวาราวดีรุ่งเรืองยังได้มีการหลั่งไหลแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับอารยธรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอารยธรรมจากอินเดีย ดังจะเห็นได้จากการขุดค้นพบโบราณวัตถุจำนวนมากที่มีอิทธิพลศิลปะอินเดียทั้งในศาสนาพุทธและฮินดู  โดยศิลปะทวาราวดีมีวิวัฒนาการต่อมาจนถึงประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ศึกษาได้จากการค้นพบเสมาหินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่มีรูปแบบและคติในการสร้างคล้ายคลึงกันกับของอาณาจักรสะเทิม (Thaton) ของมอญในพม่าตอนล่าง ซึ่งพิสูจน์ถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกัน รวมทั้งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเดียวกันระหว่างประชากรทั้งสองกลุ่ม (Emmanuel Guillon, 1999, p.78, 86 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 60)

              ต่อมา ศูนย์กลางของอาณาจักรทวาราวดีในบริเวณจังหวัดนครปฐมหรือสุพรรณบุรีเริ่มเสื่อมอำนาจลง  ศูนย์กลางของอำนาจจึงได้เคลื่อนไปยังเมืองหริภุญชัย (จ.ลำพูน) ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 และเมื่อเมืองทวาราวดีในบริเวณจังหวัดนครปฐมหรือสุพรรณบุรีตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเขมรที่ครอบครองอาณาจักรอีสานปุระ  ชาวมอญจำนวนหนึ่งจึงอพยพขึ้นทางเหนือสู่หริภุญชัยในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ( สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 40 )  โดยนักวิชาการต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสาเหตุของการสูญสิ้นของอาณาจักรทวาราวดี  กล่าวคือ ปิแอร์ ดูปอง (Pierre Dupont) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสให้เหตุผลการสูญสิ้นของรัฐทวาราวดีว่า เกิดจากการรุกรานของกองทัพพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ( ครองราชย์ พ.ศ.1544 - 1593) จากเขมร  ส่วนฌอง บวสเซอลิเยร์ (Jean Boisselier) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่ง เชื่อว่า กองทัพที่เข้ามารุกรานทวาราวดี เมื่อราว พ.ศ.1724 – 2267 คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ พ.ศ. 1724 - 1761)  แต่เอมมานูเอล จียอง (Emmanuel Guillion) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสร่วมสมัย มีความเห็นว่า น่าจะเป็นการค่อย ๆ ซึมซับทางวัฒนธรรม และกลืนกันไปในที่สุดมากกว่า ( ปภัสสร เธียรปัญญา, 2547, หน้า 16 – 17 ) อันสอดคล้องกับความเห็นของสุวิชญ์ รัศมิภูติ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอธิบดีกรมศิลปากรที่ระบุในคำนำหนังสือ “ ประวัติศาสตร์โบราณคดี - กัมพูชา ” เขียนโดย นิคม มุสิกะคามะ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรลำดับถัดมาว่า “ ความผูกพันใกล้ชิดนี้น่าเชื่อว่า ไทย - ลาว และขอม - มอญ นั้นมีส่วนร่วมโคตรเหง้าทางภาษาและวัฒนธรรมกันมาแต่โบราณในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ”  และความเห็นของชาร์ลส ไอแฮม คือ “ คนก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ สัมฤทธิ์ และสมัยเหล็กนั้นมี ‘Gene’ หรือหน่วยถ่ายพันธุ์ ถ่ายทอดปะปนคละเคล้ากันมาเป็นระยะเวลานานและผสมผสานถ่ายทอดมายังรุ่นลูกหลานที่เป็นคนไทยในผืนแผ่นดินไทยตราบทุกวันนี้ ” (ชาร์ลส ไฮแอม และ รัชนี ทศรัตน์, 2542, หน้า 218)

              สำหรับศูนย์กลางอำนาจของอารยธรรมทวาราวดีในภาคเหนือ ณ เมืองหริภุญชัย บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงนั้น  นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า แต่เดิมเมืองนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดี ซึ่งมีเมืองละโว้เป็นศูนย์กลางอำนาจและได้แผ่ขยายวัฒนธรรมมอญจากเมืองละโว้ขึ้นมาทางภาคเหนือ  โดยเมืองหริภุญชัยเป็นเมืองเหนือสุดที่รับวัฒนธรรมมอญจากละโว้  ต่อมาเมืองหริภุญชัยได้แยกตัวเป็นอิสระ และพัฒนาการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในภูมิภาคนี้  ต่อมาจึงรับวัฒนธรรมจากแหล่งอื่น ๆ เข้ามาผสมผสาน เช่น ศิลปะพุกาม ศิลปะอินเดียสมัยปัลลวะ จนสร้างเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น “ มอญหริภุญชัย ” (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 61)  การตั้งถิ่นฐานของเมืองหริภุญชัยตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงขยายตัวจนถึงเวียงฮอด (อ.ฮอด จ.ตาก) ซึ่งอยู่ใต้สุด โดยตั้งอยู่บนเส้นทางที่เชื่อมชุมทางการค้าระหว่างล้านนากับอยุธยา และยังสามารถตัดข้ามภูเขาไปยังเมืองหงสาวดีในเขตหัวเมืองมอญได้ ( สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 76 )

              ตำนานจามเทวีวงศ์และสังคีติยวงศ์กล่าวถึงการสร้างเมืองหริภุญชัยและการอัญเชิญพระนางจามเทวีจากละโว้ (ลพบุรี) มาครองเมืองหริภุญชัย เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 14 มีพระเถระ ขุนนาง ข้าราชการ และช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญศิลปวิทยาการแขนงต่าง ๆ ติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก พระนางจามเทวีจึงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวี  เอกสารโบราณของจีนเรียกเมืองหริภุญชัยว่า “หนี่หวังก๊ก” ซึ่งหมายถึง อาณาจักรที่มีกษัตริย์เป็นผู้หญิง (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 61) ประชากรในเมืองหริภุญชัยประกอบด้วยชาติพันธุ์ผสม คือ ชาวเม็ง (มอญ) และลัวะ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์เดิม ในภายหลังจึงปรากฎกลุ่มคนไทย  นอกจากนี้ยังมีชาวละโว้ซึ่งเชื่อกันว่า เป็นมอญที่มากับพระนางจามเทวี โดยมี “เม็ง” (คำเรียก “ มอญ ” ของชาวล้านนา) เป็นกลุ่มที่รับความเจริญมาจากมอญในแถบภาคกลางเป็นชนชั้นปกครอง  ( สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 83) สภาพบ้านเมืองของหริภุญชัยมีความสงบ ปราศจากสงคราม มีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา  กษัตริย์ที่สำคัญในสมัยนี้ คือ พญาอาทิตยราช ผู้ทรงสร้างพระธาตุหริภุญชัยเมื่อประมาณ พ.ศ.1700 และพญาสววาธิสิทธิ (สรรพสิทธิ์) ดังพบหลักฐานศิลาจารึกเป็นภาษามอญที่มีจารึกพระราชกรณียกิจของพระองค์ในด้านศาสนา (จำปา เยื้องเจริญ, 2532, หน้า 11 - 14)  ความเจริญด้านต่าง ๆ จากหริภุญชัยได้แพร่ไปสู่เมืองที่เกิดขึ้นในระยะต่อมา เช่น ล้านนา กล่าวคือ ตัวอักษรธรรมล้านนามีที่มาจากอักษรมอญหรือหริภุญชัย ด้านศิลปกรรมก็ยอมรับศิลปะหริภุญชัยอย่างเด่นชัด เช่น รูปทรงเจดีย์ รวมทั้งกฎหมาย “มังรายศาสตร์” ที่น่าเชื่อว่าจะได้รับอิทธิพลมาจากกฎหมายของมอญที่หริภุญชัย (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 131)

              ส่วนเมืองสุโขทัยซึ่งครอบครองดินแดนที่เคยเป็นของมอญในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและดินแดนบริเวณเหนือแม่น้ำโขงสืบแทนพวกเขมรนั้น (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 121)  ประชากรส่วนใหญ่ของสุโขทัยก็คงจะเป็นมอญและเขมร ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงคงได้ดัดแปลงตัวอักษรจากทั้ง 2 ชาติ (ประเสริฐ ณ นคร, 2534, หน้า 13 - 14) เป็นภาษาทางการเพื่อที่ประชากรในอาณาจักรสุโขทัยที่พูดภาษามอญและเขมรจะสามารถใช้ร่วมกันได้ (องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 62)

              อาณาจักรมอญโบราณในประเทศพม่า

              ปัจจุบัน ประเทศพม่าให้ความสำคัญกับการขุดค้นทางโบราณคดีมากขึ้น ทำให้เกิดการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่มีนัยยะสำคัญต่อการศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรมอญโบราณในประเทศพม่ามากยิ่งขึ้น ดังปรากฏรายชื่อแหล่งโบราณคดีในพิพิธภัณฑ์มอญเมืองเมาะลำเลิง (มะละแหม่ง) รัฐมอญ ประเทศพม่าหลายแห่ง เช่น แหล่งโบราณคดีในแขวงเมืองจย้าจก์แหมะโร่ะฮ์ (Kyail Mayaw) ย่านหมู่บ้านเกาะซั่วเกาะซ่าก ประกอบด้วยถ้ำธ่มแหมะสะ (Dhamathat Cave) ถ้ำเต่อคะราม (Khayone Cave) และถ้ำจะปาย (Sabae Cave) แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณเมาะตะมะ (Motama Ancient City) พระธาตุอินทร์แขวน (Kyaik htiyoe Pagoda) เมืองโบราณเว่คะราว (Wagaru Ancient City) แหล่งโบราณคดีในแถบเมียนมาใต้ (Lower Myanmar) เมืองพะสิม หรือเมืองสิเรียม (Bassein) และแหล่งโบราณคดีสำคัญเมืองย่านเก่าสุวรรณภูมิ คือ แหล่งโบราณคดีหมู่บ้านวังกะ (Win Ka Ancient City) และเมืองโบราณสุวรรณภูมิ (Suvanabumi ancient City) แหล่งโบราณคดีกำแพงเมืองเก่าสะเทิม หรือสุธรรมวดี (Kadike Gyi Fortress Thaton) (U San Win, 2012, pp.1-3 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, 56 -57) นอกจากนี้ยังมีแหล่งโบราณคดีในรัฐกะเหรี่ยง ประกอบด้วย ถ้ำโบราณ 2 แห่ง คือ ถ้ำเกาะกุ้น (Kaw – Goon Cave) และถ้ำยะตะบัน (Ya The Byan Cave) ซึ่งอยู่ใกล้กัน เป็นเขตอารยธรรมโบราณทวาราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 12 ( U Tun Aung Chain, 2013, p.18 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 56 -57) เช่นเดียวกับที่สเตทเนอร์ (Donald M.Stadtner) ยืนยันว่า หลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบทางตอนใต้ของประเทศพม่า ได้แก่ ชิ้นส่วนอิฐสร้างวัด ซากสถูป ภาชนะดินเผา จารึกคำอุทิศถวาย เหรียญเงิน รูปสลักในทางพุทธศาสนาและฮินดู รูปสำริด และจารึกภาษามอญ ล้วนแสดงให้เห็นถึงอารยธรรมมอญที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ช่วงพันปีแรก (Stadtner, 2011, p.25 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 57)

              อย่างไรก็ตาม ไมเคิล ออง ทวิน (Michael A.Aung Thwin) นักประวัติศาสตร์ชาวพม่า ได้แสดงข้อโต้แย้งในงานศึกษาของเขา คือ “ The Mists of Ramanna : The Legend that was Lower Burma ” ว่า แท้จริงแล้ว อารยธรรมทางตอนใต้ของพม่าเป็นของชาวพยู (Pyu) และเป็นการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจากพม่าตอนบน สู่พม่าตอนล่างแบบทางเดียว (Single Dominant) หรือการที่เอลิซาเบธ มอร์ (Elizabeth H.Moore) เลือกที่จะศึกษาเทียงเคียงรูปแบบทางศิลปะ “ มอญและพยู ” (Mon and Pyu) ที่เป็นต้นแบบของอารยธรรมพม่า  โดยแม้จะตัดขาดจากความเกี่ยวข้องทางภาษาและวัฒนธรรมออกไป  แต่มอร์ก็เชื่อว่าเป็นต้นแบบของอารยธรรมพม่า โดยแม้จะตัดขาดจากความเกี่ยวข้องทางภาษาและวัฒนธรรมออกไป  แต่มอร์ก็เชื่อว่า อย่างน้อยการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมก็มีความซับซ้อนและเกิดจากหลายกลุ่มวัฒนธรรม (Moore, 2007, pp. 129-131 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 57 )  ทว่า Stadtner ยังคงยืนยันว่า ไม่เพียงแค่ความมั่งคั่งและความแผ่กว้างของอารยธรรมทางตอนใต้ของพม่าในยุคต้นเท่านั้น แต่ยังเป็นคุณลักษณะอีกด้วยที่มาจากวัฒนธรรมมอญ (Stadtner, 2011, p.30 อ้างถึงใน องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 57)

              ประวัติการก่อตั้งอาณาจักรมอญโบราณได้ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารชนชาติมอญ (ฉบับอักษรมอญ) แปลโดยพระครูโชติธรรมสุนทร ที่ระบุว่า รัชสมัยของพระเจ้าติสสะได้ทรงก่อตั้งอาณาจักรมอญขึ้นที่แคว้นมณีปุระในชมพูทวีป มีเมืองหลวงชื่อ “ ทูปินะ ”  ต่อมาเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันขึ้น  พระราชโอกาสของพระเจ้าติสสะทั้ง 2 พระองค์ จึงได้รวบรวมไพร่พลลงเรือสำเภามายังสุวรรณภูมิ (2543, หน้า 13) พบทำเลบริเวณอ่าวเมาะตะมะเป็นที่ราบ ล้อมรอบด้วยภูเขาเกลาสะ ชัยภูมิเหมาะสมแก่การสร้างเมืองและเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องกันข้าศึกได้ดี  พระเจ้าสีหะราชา บุตรบุญธรรมของพระราชโอรสในพระเจ้าติสสะ จึงได้ก่อตั้งกรุงสุธรรมวดี (สะเทิม หรือสุวรรณภูมิ) สถาปนาอาณาจักรมอญขึ้นตั้งแต่ก่อนปีพุทธศักราช 241 (เรื่องเดียวกัน, หน้า 16)  ในขณะที่บันทึกของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ระบุว่า ชาวมอญค่อย ๆ ขยายอาณาเขตจากบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวินขึ้นไปในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดีและแม่น้ำสะโตง จนสามารถสถาปนาอาณาจักรแรกขึ้นได้โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสะเทิม (สมเด็จกรมพระยาดำรงเดชานุภาพ, 2999, หน้า 423)  ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการค้นพบจารึกโบราณทั้ง 3 ชิ้น ได้แก่ จารึกวัดโพธิ์ร้าง จ.นครปฐม ที่สร้างขึ้นราว พ.ศ.1143  จารึกปยู (Pyu)[1] พบบนโกศศพที่ศรีเกษตร สร้างขึ้นราว พ.ศ.1216 และจารึกไดอังของเขมร สร้างขึ้นราว พ.ศ.1172  จารึกเหล่านี้ได้กลายเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นของการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ร่วมสมัยชองชนชาติทั้ง 3 เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11 – 13  นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่า ชาวมอญได้ตั้งถิ่นฐานขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิรวดีในบริเวณพม่าตอนล่าง ร่วมสมัยกับเขมรและปยู ราวพุทธศตวรรษที่ 8 – 13 ก่อนที่บรรพบุรุษปัจจุบันของชาวพม่าจะเคลื่อนย้ายเข้ามา (กรมศิลปากร, 2529, หน้า 29) ซึ่งศูนย์กลางอำนาจในยุคนั้นเป็นลักษณะของรัฐอิสระที่ไม่ขึ้นตรงต่อกัน ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจน แน่นอน  บางครั้งจึงมีอาณาเขตที่ซ้อนทับกัน มีการเคลื่อนตัวไปมาของประชากรอยู่เสมอ เป็นไปตามสถานการณ์ทางการเมืองหรือสังคมในช่วงนั้น ๆ เช่น ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 16 อาณาจักรหริภุญชัยเกิดอหิวาตกโรคระบาดต้องอพยพไปอยู่อาณาจักรสะเทิมและหง สาวดี ราว 6 ปี ภายหลังจากโรคร้ายสงบลงก็อพยพกลับมาหริภุญชัยตามเดิม (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2543, หน้า 17)

              นักประวัติศาสตร์บางท่านนับว่า อาณาจักรสะเทิมเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอารยธรรมมอญ  นอกจากนี้ มอญยังสร้างอาณาจักรต่าง ๆ อีก 3 อาณาจักรที่อาจก่อรูปขึ้นและมีความเจริญไล่เลี่ยกับอาณาจักรทวาราวดี อันได้แก่ เมืองทวันเท (Twante), เมืองทะละ (Dala) และเมืองหงสาวดีหรือเมืองพะโค ซึ่งแต่ละอาณาจักรต่างเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน  (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 17)  ตามพงศาวดารชนชาติมอญระบุว่า เมืองสะเทิมนับเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากในยุคนั้น โดยมีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบเนื่องต่อกันมารวมทั้งสิ้น 57 พระองค์ เป็นเวลานานกว่า 1, 500 ปี (จิราภรณ์ คชเสนี, 2552, หน้า 117) อีกทั้งยังเป็นเมืองที่ร่ำรวยทั้งด้านภาษา ศาสนา ศิลปะ และการค้า  เนื่องด้วยความเป็นเมืองท่าชายทะเลทำให้เมืองสะเทิมกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญของภูมิภาคในยุคต้นประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ โดยเฉพาะกับอินเดีย อันส่งผลทำให้อารยธรรมมอญในสมัยเมืองสะเทิมได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียเป็นส่วนใหญ่  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เมืองสะเทิมจึงนับได้ว่า เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมต่าง ๆ ถึงขีดสุดยิ่งกว่าอาณาจักรใด ๆ ในบริเวณใกล้เคียง (สุกัญญา เบาเนิด,2549, หน้า 74) อาณาจักรสะเทิมมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาอีกหลายพันปีจนกระทั่งพม่าได้ก่อตั้งอาณาจักรพุกามขึ้น และได้ยกทัพเข้ามารุกรานอาณาจักรสะเทิมหลายครั้งจนกระทั่งอาณาจักรสะเทิมตกเป็นของพม่าอย่างสิ้นเชิงเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ในรัชสมัยของพระเจ้าอนิรุธหรืออโนระธามังช่อฝ่ายพม่าที่ได้กวาดต้อนเอานักปราชญ์ราชบัณฑิตและช่างศิลปะต่าง ๆ ของมอญกว่า 30,000 คน รวมทั้งพระไตรปิฏกและเจดีย์วัตถุและทรัพย์สินมีค่าต่าง ๆ มากมายไปไว้ที่เมืองพุกาม  พม่าได้หลอมรวมวัฒนธรรมมอญให้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติพม่า ดังจะเห็นได้จากการเกษตรกรรม การชลประทาน การสร้างและตกแต่งเจดีย์ต่าง ๆ ในสมัยนั้น รวมทั้งการดัดแปลงตัวหนังสือมอญไปใช้เป็นตัวเขียนของพม่าตลอดจนรับคำในภาษามอญไปใช้ในภาษาพม่าด้วย  ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมา ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นมอญในด้านต่าง ๆ ที่แม้จะยังคงอยู่ แต่ก็ถูกผสมผสานกลืมกลืนไปกับวัฒนธรรมของพม่าไปบ้าง (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 17 – 18 ; ไพโรจน์ โพธิ์ไทร, 2519, หน้า 18)

              ความพยายามของพม่าที่จะรวมมอญมอญเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่ายังมีอยู่ต่อเนื่อง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมอญก็สะสมกองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนอยู่เสมอ  จนมอญสามารถกอบกู้อิสรภาพและฟื้นตัวได้ถึง 2 ครั้ง  ครั้งที่สำคัญ คือ สมัยพระเจ้าฟ้ารั่ว (Wareru) หรือมะกะโทที่ได้สถาปนาราชวงศ์ชานตะเลงขึ้น เมื่อ พศ.1830 มีเมาะตะมะเป็นเมืองหลวง  ต่อมาในสมัยพระยาอู่ (Binnya U) ได้มีการย้ายเมืองหลวงจากเมาะตะมะมาที่หงสาวดี ในปี พ.ศ.1912 เพราะถูกโจมตีจากฝ่ายไทย (D. G.E. Hall, 1966 อ้างถึงใน พรพิมล ตรีโชติ, 2542, หน้า 114)  จนกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าราชาธิราช อาณาจักรมอญในพม่าตอนล่างสามารถรวมเป็นอาณาจักรเดียวกันได้เป็นครั้งแรก (สุจริตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 114)  สำหรับเหตุผลที่มอญสามารถสถาปนาอาณาจักรขึ้นมาได้ในครั้งนั้นก็เนื่องจากพม่ากำลังเสื่อมอำนาจ จึงเกิดการจลาจลและสู้รบกันเอง รวมทั้งต้องสู้รบกับชาวมองโกล ซึ่งแผ่ขยายอำนาจเข้ามารุกรานพม่าในตอนเหนือ จึงทำให้มอญมีโอกาสพัฒนาบ้านเมืองอย่างเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ในช่วง พ.ศ.1966 – 2082 เป็นเหมือนยุคทองของมอญ กษัตริย์ที่สำคัญ คือ พญาวารุ (พ.ศ.1989 - 1993) พระนางชินสอบู หรือมิจาวปุ (พ.ศ. 1996 - 2035) และพระเจ้าธรรมเจดีย์หรือธรรมปิฎกธร (พ.ศ.2015 - 2035) จึงทำให้ในช่วงนั้น มอญได้ทำการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอย่างมากมาย โดยมีเมืองท่าสำคัญ ได้แก่ สิเรียม พะสิม เมาะตะมะ และหงสาวดีประเทศที่มอญทำการค้าขายด้วย คือ อินเดีย มะละกา และหมู่เกาะมาเลย์ (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 21 ; เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์, 2549, หน้า 46)

              ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 เมืองพะโค (Pegu) หรือเมืองหงสาวดีได้กลายเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองท่าที่เป็นศูนย์กลางการค้ากับพ่อค้าต่างชาติ  โดยจากบันทึกของลูโดวิโก้ ดีวาร์ติมา (Ludovio di Varthema) พ่อค้าชาวอิตาเลียน ซึ่งเข้ามาในอาณาจักรมอญ พ.ศ.2048 ได้บันทึกถึงความมั่งคั่งของเมืองหงสาวดีว่า เมืองหงสาวดีเป็นเมืองใหญ่อยู่ใกล้ทะเลมีเรือเข้าออกมาก บ้านเรือนพระราชวังก็ก่อสร้างด้วยหินปูน มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีข้างเป็นจำนวนมาก พระราชาทรงเครื่องประดับทับทิมอันมีค่ามหาศาล สินค้าที่นำความมั่งคั่งมาสู่อาณาจักร ได้แก่ ครั่ง ไม้ ฝ้าย ไหม และทับทิม (สุจริตรา เปลี่ยนรุ่ง,2553, หน้า 116)  อาณาจักรมอญในยุคนี้ยังมีความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรมด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากการสร้างเจดีย์ชเวดากอง (เจดีย์พระเกศธาตุ) ที่มีความสูงถึง 302 ฟุต และปิดทองตลององค์ ในรัชสมัยของพระนางชินสอบู (Shinsawbu)  อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนสมณทูตกับลังกา และมีการแปลบัญญัติพระเจ้าฟ้ารั่วในสมัยพระเจ้าธรมเจดีย์ (เจือจันทร์ วงศ์พลกานันท์, 2549,หน้า 46) นอกจากนี้ วัฒนธรรมทางด้านการเมืองการปกครองก็มีความโดดเด่นเช่นกัน โดยเฉพาะในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์ที่ทรงร่างกฎระเบียบการปกครองที่เรียกว่า “ ธรรมเจดีย์พยัทตัน ” (Dammajedipyatton) ไว้เป็นแบบอย่าง อีกทั้งยังจัดทำประมวลกฎหมายใหม่ที่ดัดแปลงมาจากพระมนูธรรมศาสตร์แปลเป็นภาษาพม่า ซึ่งรู้จักกันดีในนาม “พระธรรมศาสตร์ฉบับพระเจ้าฟ้ารั่ว ” และรวบรวมกฎหมาย ประเพณีของพม่าเพื่อนำมาประยุกต์ใช้อีกด้วย (สุกัญญา เบาเนิด, 2549, หน้า 78 ; สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 21)

               อย่างไรก็ตาม อาณาจักรมอญในยุคนี้ได้เสื่อมอำนาจลงในสมัยราชวงศ์ชานตะเลง อันเนื่องมาจากการปราชัยในสงครามกับพม่าในสมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ แห่งราชวงศ์ตองอูของพม่า  พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ทรงรวมมอญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่าใน พ.ศ.2082 พร้อมทั้งทรงดำเนินนโยบายรวมมอญและพม่าเข้าเป็นชาติเดียวกัน โดยพม่ารับเอาอารยธรรมมอญไปใช้ ตลอดจนให้ชาวมอญรับราชการในตำแหน่งสำคัญ ๆ จึงทำให้ชาวมอญจึงอยู่อย่างสงบสุขได้  แต่เมื่อถึงรัชสมัยพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าองค์ต่อมาที่ทรงฝักใฝ่การทำสงครามแผ่พระราชอาณาเขตและสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ให้พม่า จึงมีการบังคับเกณฑ์ชาวมอญเข้ากองทัพโดยไม่เลือกฤดูกาล ทำให้ชาวมอญเกิดภาวะอดอยาก ประกอบกับกษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาก็ปกครองชาวมอญอย่างกดขี่  ทำให้ชาวมอญจึงก่อการจลาจลอยู่บ่อยครั้งและถูกทางการพม่าปราบปรามอย่างรุนแรง  ชาวมอญจึงเริ่มพากันอพยพเข้าสู่ประเทศไทย (พ.ศ.2172) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นั้นมา (สุจริตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า116 - 117)

              สงครามระหว่างพม่าและมอญดำเนินไปหลายครั้ง โดยชาวมอญสามารถประกาศอิสรภาพอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ.2283 ภายใต้การนำของสมิงทอพุทธเกษที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักผจญภัยชาวฮอลันดาและโปรตุเกสอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่ราชวงศ์ตองอูของพม่ากำลังเผชิญกับศึกสงครามทั้งกับไทยและจีนฮ่อ (สุภรณ์ โอเจริญ,2541, หน้า 25)  อย่างไรก็ตาม ชาวมอญสามารถดำรงสถานะความเป็นเอกราชในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น  โดยในปี พ.ศ. 2294 ในรัชสมัยของพระเจ้าอลองพญา ซึ่งเป็นต้นวงศ์กษัตริย์สุดท้ายของพม่ามีนโยบายที่จะย้ายราชธานี จากเมืองตองอูที่ลุ่มน้ำสะโตงลงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี ได้สถาปนาหมู่บ้านชเวโบเป็นเมืองรัตนสิงห์ และยกทัพไปตีเมืองอังวะได้ในปี พ.ศ.2296 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว อังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแผ่ขยายอำนาจอยู่  ในขณะที่อังกฤษสนับสนุนพม่า ฝรั่งเศสก็เข้าสนับสนุนมอญ แต่เนื่องจากพม่าเข้มแข็งกว่า จึงสามารถยึดเมืองหงสาวดีได้ในปี พ.ศ. 2300 ส่งผลทำให้ชาวมอญจำนวนมากถูกสังหาร บ้านเรือนที่อยู่อาศัยและวัดวาอารามถูกเผาทำลายลงจำนวนมาก ทำให้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวมอญเพื่อหลบหนีภัยสงครามเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน มอญได้สูญสิ้นอาณาจักรกลายเป็นชนชาติไร้แผ่นดินนับตั้งแต่นั้นมา ในช่วงยุคหลังอาณานิคมอังกฤษ มอญได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่า (ส.พลายน้อย (นามแฝง), 2544) 

               ประวัติศาสตร์ชาวมอญพลัดถิ่นในราชอาณาจักรไทย

              ชาวมอญจำนวนมากอพยพเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ร้อยกว่าปี นับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  ดังนั้น นอกเหนือจากรัฐมอญในพม่าแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์มอญจำนวนมากที่สุดในโลก เส้นทางอพยพของมอญที่สำคัญ ได้แก่ (1.) ด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี (2.) ด่านแม่ละเมา จังหวัดตาก (3.) ชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ และ (4.) ทางเมืองอุทัยธานี  โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ ( 2547 ) เสนอว่า การอพยพเข้ามาระลอกแรกของมอญ คือ เมื่อปี พ.ศ.2082 หลังจากกษัตริย์ในพม่าในราชวงศ์ตองอูเข้าตีเมืองเมาะตะมะ ชาวมอญอีกกลุ่มหนึ่งก็หนีตายเข้ามาในอยุธยาอีก  รัฐไทยในยุคนั้นมักดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับมอญ เพื่อใช้รัฐมอญเป็นเมืองหน้าด่านทำสงครามรบกับพม่า  ด้วยเหตุนี้ ทางทิศตะวันตกจึงมีการตั้งค่ายหน้าด่าน 7 ค่าย และกลายเป็นหัวเมืองรามัญ 7 หัวเมือง ส่งส่วยทองคำ รับเกณฑ์คนมอญเข้ากองทัพ ตั้งกองเสบียง และลาดตระเวนให้กรุงเทพ ฯ  โดยมีหลักฐานที่มีนัยยะสำคัญมากมาย เช่น วัดคงคาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีวัดเก่าที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีกู่อัฏฐิบรรพชนที่ลูกหลานเชื่อว่า เป็นผู้นำหัวเมืองรามัญทั้ง 7 (ศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์, ผอ.สถาบันเอเชียศึกษา จุฬา ฯ , สัมภาษณ์ ใน Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค. 2015 )

              เหตุผลสำคัญของการอพยพของชาวมอญเข้ามาอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันมี 5 ประการ คือ เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนา ลี้ภัยสงคราม การสมรส และการติดตามญาติพี่น้องเข้ามาตั้งหลักแหล่งหรือประกอบอาชีพ  การเคลื่อนย้ายของชาวมอญเข้ามาในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันจึงเกิดขึ้นเสมอ ๆ ด้วยเหตุผลข้างต้นตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน มีทั้งที่อยู่ในรูปของการอพยพด้วยความจำเป็นหรือการถูกบังคับ เนื่องจากภัยสงครามการบังคับกวาดต้อนเข้ามา กับการอพยพเข้ามาด้วยความเต็มใจ เช่น ทูตทางพุทธศาสนา แสวงหาที่ดินทำกินที่อุดมสมบูรณ์ และเพื่อทำมาค้าขายระหว่างกัน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง พบว่า การอพยพของชาวมอญเข้ามาในประเทศไทย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน กว่า 47 ปีแล้ว  โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2547, หน้า 12 - 17) ทรงค้นคว้าและสันนิษฐานว่า ชาวมอญมีการพลัดถิ่น 9 ระลอก โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

              ระลอกที่ 1 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2082 หลังจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีกรุงหงสาวดีแตก มีชนชั้นสูง ชาวมอญ ข้าราชบริพาร และข้าราชการจำนวนมาก อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา และอีกครั้งในปี พ.ศ.2084 เมื่อเมืองเมาะตะมะถูกกษัตริย์จากราชวงศ์ตองอูเข้าตีแตก ชาวมอญถูกทหารพม่าฆ่าจนล้มตายจำนวนมาก จึงอพยพหนีตายเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา

              ระลอกที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2127 หลังจากพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาประกาศแยกแผ่นดินกับกรุงหงสาวดี และเกลี้ยกล่อมชาวมอญจำนวนมากให้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอาณาจักรอยุธยา (พิสันห์ ปลัดสิงห์, 2530, หน้า 131 - 132)

              ระลอกที่ 3 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2138 เมื่อกรุงหงสาวดีแตก ชาวมอญอพยพเข้ามาทางตะวันออก เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา

              ระลอกที่ 4 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2156 เมื่อกองทัพพม่าเข้าปราบปรามมอญอย่างหนัก ทำให้ชาวมอญอพยพเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา

              ระลอกที่ 5 เกิดขึ้นในระหว่างปี พ.ศ.2202 – 2205 เมื่อชาวมอญในพม่าก่อกบฏและกองทัพพม่าปราบปรามอย่างหนัก ชาวมอญกลุ่มใหญ่จึงอพยพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์

             ระลอกที่ 6 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าเข้าตีกรุงหงสาวดี กดขี่ ทรมานชาวมอญ และทำลายล้างวัฒนธรรมมอญ ทำให้ชาวมอญจำนวนมากอพยพหนีเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา และบางส่วนหนีขึ้นเหนือไปอาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนา หรือที่เรียกว่า “” พวกเม็ง ”  บางส่วนอพยพหนีขึ้นไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน และบางส่วนหนีลงใต้เข้าไปอาศัยอย๋ในเทือกเขาตะนาวศรี

              ระลอกที่ 7 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2316 หลังจากการก่อกบฏของชาวมอญในเมืองย่างกุ้ง  กองทัพพม่าเข้าปราบปราม ฆ่า และเผาอย่างทารุณ ทำให้คนมอญจำนวนมาก อพยพเข้ามาในกรุงธนบุรีในสมัยพระเจ้าตากสิน ในช่วงเวลานี้ เกิดการก่อตัวของแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกันของมอญเก่า และมอญใหม่  โดยชาวมอญใหม่ที่อพยพเข้ามาในช่วงนี้ สืบเชื้อสายมาเป็นชาวไทยรามัญในปัจจุบัน  ในขณะที่ชาวมอญเก่าที่อพยพเข้ามาก่อนหน้านี้ ได้ถูกกลืนกลายเป็นไทยไปหมดแล้ว

              ระลอกที่ 8 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2336 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อรัชกาลที่ 1 เข้ายึดเมืองทวาย แต่รักษาเมืองเอาไว้ไม่ได้ ระหว่างที่ต้องถอยทัพกลับ จึงกวาดต้อนชาวมอญจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มหัวหน้า กลับเข้ามาด้วย

              ระลอกที่ 9 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2357 ในสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อพม่าเข้าปราบปรามกบฏชาวมอญที่เมืองเมาะตะมะ ทำให้ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามาในกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะนั้น เสด็จออกไปรับชาวมอญกลุ่มนี้ถึงชายแดน และอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณปากเกร็ดและพระประแดง

              สำหรับการเข้ามาอยู่อาศัยอย่างกลมกลืนภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรไทยนั้น องค์ บรรจุน (2550: 20) ได้วิเคราะห์ว่า เมื่อชาวมอญมีความเดือดร้อนเพราะถูกกดขี่ข่มเหงจากพม่าก็มักจะมีหนังสือลับเข้ามากราบบังคมทูล ฯ ต่อพระมหากษัตริย์ไทยก่อน เพื่อขออพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  นโยบายทางการของไทยที่มีต่อชาวมอญอพยพ คือ ยินดีต้อนรับ เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มแรงงานการผลิตในภาคเกษตรแล้ว ยังเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและสร้างอาณาจักรไทยให้เข้มแข็ง  ทางการไทยจะจัดเตรียมกองทัพพร้อมเสบียงอาหารออกไปรับครอบครัวมอญอพยพ  เมื่อชาวมอญเข้ามาอยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารแล้ว  พระมหากษัตริย์ไทยจะพระราชทานที่ดิน อุปกรณ์ก่อสร้างและจัดสถานที่ให้ปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัย โดยมากเป็นย่านริมน้ำและใกล้พระนครหรือชานพระนคร  เนื่องจากสะดวกต่อการสัญจรและมีความอุดมสมบูรณ์ในการดำรงชีวิต และให้สิทธิในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการประกอบอาชีพโดยอิสระ  ส่วนหัวหน้ามอญที่นำครอบครัวมอญเข้ามาก็มักได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองดูแลชาวมอญด้วยกันเอง  แต่จะทรงพระราชทานรางวัล ตำแหน่งบรรดาศักดิ์ตามที่ได้รับเมื่อครั้งอยู่ในเมืองมอญ เพื่อให้เกิดการกลืนกลายทางสังคม ( องค์ บรรจุน, 2550, หน้า 20 )

              งานศึกษาของสุจริตลักษณ์ ดีผดุง. (2542, หน้า 7 - 9) ได้อธิบายว่า บรรพชนชาวมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนมักจะได้รับการโปรดเกล้า ฯ จากพระมหากษัตริย์ไทยให้ตั้งถิ่นฐานบริเวณภาคกลางของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่  โดยชาวมอญจะถูกจัดให้อาศัยอยู่ตามลำน้ำหรือริมแม่น้ำทางตอนเหนือของกรุงเทพ ฯ  โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้   

              ถิ่นฐานชาวมอญในราชอาณาจักรไทย

              สมัยกรุงศรีอยุธยา  ส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแม่น้ำแม่กลอง อำเภอบ้านโป่งอำเภอโพธาราม ในจังหวัดราชบุรี  และอีกส่วนหนึ่งเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบชานพระนคร และบริเวณที่ติดต่อกับจังหวัดนนทบุรี

              สมัยกรุงธนบุรี  มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวมอญราว 30,000 คนเศษ  โดยหัวหน้าที่พาชาวมอญอพยพเข้ามา คือ พระยาเจ่ง หัวหน้ากบฏมอญในพม่า  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ครอบครัวชาวมอญไปอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี และที่สามโคก แขวงเมืองปทุมธานี

              สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการสร้างป้อมขึ้นที่ปากลัด แล้วกำหนดให้เป็นเมืองใหม่อีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า “ เมืองนครเขื่อนขันธ์ ” โดยรวมเอาเนื้อที่บางส่วนของแขวงเมืองสมุทรปราการและแขวงเมืองกรุงเทพมหานครเข้าด้วยกัน  และได้โปรดเกล้าให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี ซึ่งเป็นพวกพระยาเจ่งส่วนหนึ่งไปไว้ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์นี้  และโปรดเกล้า ฯ ตั้งสมิงทอมา บุตรพระยามหาโยธาขึ้นเป็นพระยาราม ให้เป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติ เสนาบดีศรีสิทธิสงครามผู้รักษาเมือง

              มอญที่เข้ามาหลังสุด โปรดเกล้า ฯ ให้ไปอยู่ที่เมืองนครเขื่อนขันธ์บ้าง ปทุมธานีบ้าง นนทบุรีบ้าง เพราะฉะนั้น บริเวณที่มีชาวมอญอยู่เป็นจำนวนมาก คือ ปากเกร็ด นนทบุรี, สามโคก ปทุมธานี และปากลัด หรือนครเขื่อนขันธ์ ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนามอำเภอพระประแดง ขึ้นกับจังหวัดสมุทรปราการ   

              แม้ว่าชาวมอญจะอพยพเข้ามาในไทยหลายระลอกใหญ่ ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  แต่หากพิจารณาจำนวนของพลเมืองมอญในกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในช่วงเวลาดังกล่าวนับว่ามีจำนวนไม่มากนัก  อย่างไรก็ตาม ปัญหาสงครามภายในพม่าที่ทวีความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งส่งผลทำให้ชาวมอญอพยพหนีภัยสงครามมาอาศัยอยู่กับญาติตามแนวตะเข็บชายแดนทางด้านตะวันตก  จำนวนประชากรชาวมอญในประเทศไทยจึงเพิ่มสูงขึ้น ดังพบว่าในปี พ.ศ. 2376 ประชากรที่อาศัยบริเวณจังหวัดราชบุรีเกือบทั้งหมดเป็นชาวมอญ (ดํารงราชานุภาพ และคณะ, 2547, หนา 16)  ทั้งนี้ พบเช่นกันว่า เมื่อบ้านเกิดในรัฐมอญมีความสงบสุข ชาวมอญในไทยก็อพยพกลับบ้าน คราวละหลายพันครอบครัว เช่น เมื่อคราวที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่า และมีการพัฒนาระบบการค้าข้าวจนมีความเจริญก้าวหน้าในหัวเมืองมอญต่าง ๆ ( พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 17)

              บทบาททางการเมือง

              เมื่อชาวมอญอพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรสยามก็ต่างเรียนรู้และปรับตัวตามบริบททางการเมือง จนสามารถเข้ากับวัฒนธรรมที่อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมถ์ของอาณาจักรสยามในอดีตได้เป็นอย่างดี ( พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 17) ขุนนางมอญที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ก็ตั้งใจรับราชการในสยามจนเจริญก้าวหน้า และมักมีธรรมเนียมถวายลูกหลานให้เข้ารับราชการฝ่ายในตามกลไกของระบบอุปถัมภ์ที่มีความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้ปกครองต้องการเครื่องประกันความจงรักภักดี  ส่วนฝ่ายขุนนางต้องการเครื่องประกันความมั่นคงและก้าวหน้าในชีวิตการงาน โดยอาศัยความสัมพันธ์อันโยงใยจากสตรี  สตรีมอญในราชสำนักสยามมีเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่นางพนักงานอยู่งาน กระทั่งพระมเหสีเทวี  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมวงศานุวงศ์จำนานมากที่ประสูติแด่สตรีมอญ ได้รับการอภิบาลจากสตรีมอญ จนทรงคุ้นเคยและนิยมในศิลปวัฒนธรรมแบบมอญ ทำให้ราชสำนักสยามมีความเป็นมอญเข้มข้น  นอกจากนี้ สตรีมอญในราชสำนักฝ่ายในทุกรัชกาลยังทรงมีอิทธิพลทางการเมืองโดยอ้อม โดยการกระชับสายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมอญตระกูลเดิมของตน หรือดำเนินการช่วยเหลือเครือญาติของตนให้เข้ารับราชการในตำแหน่งสำคัญ  หลายท่านยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีมอญสู่ราชสำนักสยาม ซึ่งแพร่ขยายต่อไปยังสังคมของสามัญชนอย่างกลมกลืน จนทำให้วัฒนธรรมมอญเป็นที่ยอมรับในสังคมไทย อาทิเช่น พุทธศาสนานิกายเถรวาท ที่มาพร้อมกับภาษามอญ  พิธีหุงข้าวเพื่อบูชาเทวดาตามพิธีกตตมมอญ การประยุกต์ข้าวแช่พื้นบ้านมอญจนกลายเป็นตำรับชาววัง  ศิลปะการแสดงของมอญที่ได้รับการบรรจุไว้ในงานมหรสพพิธีหลวง เป็นต้น (องค์ บรรจุน, 2550)

              สำหรับบทบาททางการเมืองของชาวมอญในฐานะที่เป็นราษฎรสามัญนั้น  รัฐไทยถือเป็นพลเมืองของประเทศ  โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2516 อ้างถึงใน สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2542, หน้า 67 - 80) ทรงบันทึกไว้ว่า ชายฉกรรจ์มอญมีหน้าที่ต้องรับราชการในฐานะพลเมืองของประเทศ คือ เมื่ออายุ 18 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ ไพร่สม ” เพื่อฝึกหัดงานกับมูลนาย เมื่อถึงอายุ 20 ปี ปลดจากไพร่สมไปเป็น “ ไพร่หลวง ” ซึ่งถือว่าเป็นการเข้ารับราชการ จนถึงอายุ 60 ปี จึงปลดชรา  แต่หากมีลูกชายเข้ารับราชการ 3 คน ก็สามารถปลดประจำการได้ก่อนอายุ 60 ปี โดยที่ทั้งไพร่สมและไพร่หลวงจะต้องสังกัดมูลนายให้แน่นอน  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไพร่หลวงรามัญจัดเป็นไพร่หลวงฝ่ายทหาร ซึ่งไม่มีหลักฐานว่า มีการแบ่งกรมกองรามัญอย่างชัดเจน  แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ แบ่งออกเป้น 5 กรม  ส่วนกองมอญที่ยกไปประจำตามเมืองต่าง ๆ เวลาสักก็จะสักรวมกับกรมทั้ง 5  นอกจากนี้ยังมีไพร่มอญอีกประเภท คือ “ ไพร่เจ้า ” สังกัดในกรมเจ้า มีหน้าที่ทำงานที่เจ้ากำหนดให้ทำในสมัยอยุธยา มีไพร่เจ้า  แต่ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี มีไพร่เจ้าได้แต่ในกรมพระราชวังบวรเท่านั้น ( มี 3 กรม ) ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสิ้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญแล้ว ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรถูกยกเลิกไป  โดยให้กรมมอญวังหน้าไปขึ้นกับกรมพระกลาโหม  ในปี พ.ศ. 2435 โปรดให้กองมอญไปเป็นพลตระเวน และโอนกองมอญทั้ง 8 กรม ไปเป็นทหารเรือในปี พ.ศ. 2436  มอญที่เป็นทหารเรือยังคงแยกสังกัดตามกรมกองเดิมและสักแขนต่างกันตามชื่อกรมที่สังกัด  งานโดยทั่วไปของไพร่หลวงสามัญ คือ ในยามสงครามจะถูกเกณฑ์ไปทัพหน้าเพื่อร่วมรบ  ส่วนยามสงบจะทำงานโยธา และงานทำนุบำรุงบ้านเมือง  แต่หน้าที่ที่สำคัญของไพร่หลวงรามัญ คือ การคอยสืบราชการความเคลื่อนไหวของพม่า และหาข่าวตามแนวชายแดนและในพม่า ซึ่งยังคงมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ให้ที่พักและให้ข่าว  ในด้านการศาล ไพร่หลวงรามัญจะถูกตัดสินคดีภายใต้ศาลและกฎหมายไทยเหมือนพลเมืองไทย ซึ่งต่างจากคนจีนและแขกที่รัฐไทยถือว่า เป็นคนต่างชาติ ไม่ได้เป็นไพร่หลวง และต้องขึ้นศาลต่างหากในกรมเจ้าท่า     

               สำนึกชาติพันธุ์ และการผสานเข้ากับสังคมไทย      

              ชาร์ล ไฮแอม (Charls Higham) มีความเห็นว่า ชาวมอญโบราณในดินแดนประเทศไทยคงได้กลืนกลายเป็นคนไทยอยู่ทั่วไป  ส่วนชาวมอญที่ยังรักษาความเป็นมอญของตนเองไว้ได้ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากประเทศพม่าด้วยปัจจัยทางการเมือง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ชาร์ลส ไฮแอม และรัชนี ทศรัตน์, 2542, หน้า 218 - 219) สอดคล้องกับความเห็นขององค์ บรรจุน นักวิชาการเชื้อสายมอญในประเทศไทยที่เห็นว่า คนมอญในเมืองไทย เท่าที่ยังมีสำนึกทางชาติพันธุ์ว่าตนเองเป็นคนมอญ คือ กลุ่มคนมอญที่อพยพมาจากประเทศพม่าตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ (องค์ บรรจุน , 28 ตุลาคม 2014) 

              สังคมมอญในสังคมไทยในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์นับว่า เป็นสังคมระดับหมู่บ้าน โดยทางราชการไทยได้จัดสถานที่อยู่อาศัยให้ชาวมอญตั้งหมู่บ้านในบริเวณลุ่มแม่น้ำอีกทั้งยังให้โอกาสชาวมอญในการปกครองตนเอง  ทำให้ชาวมอญสามารถอาศัยอยู่ในสภาพภูมิประเทศเดิมที่คุ้นเคย และอาศัยอยู่ในกลุ่มชาวมอญด้วยกันตั้งแต่ครั้งอาศัยอยู่ในพม่าตอนล่าง  ภายในหมู่บ้านมอญจะมีวัดประจำหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากเป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาแล้วยังเป็นสถานที่ให้การศึกษาอีกด้วย ซึ่งภาษาที่ใช้กันในหมู่บ้านตลอดจนในวัดทั้งบทสวดและบทเทศน์จะเป็นภาษามอญ และไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็จะสื่อสารด้วยภาษามอญอย่างเดียว นอกจากนี้ เนื่องจากหมู่บ้านของชาวมอญสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งปัจจัยการดำรงชีพจากภายนอก ประกอบกับยังคงมีอุปสรรคด้านภาษาและสภาพภูมิศาสตร์ที่กั้นการติดต่อกับภายนอก ทำให้มีการติดต่อกับสังคมภายนอกน้อยมาก  ปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลทำให้ชาวมอญในยุคแรกสามารถธำรงรักษาและสืบทอดอัตลักษณ์ของตนไว้ได้อย่างเต็มที่  (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 297 – 299 ; สุจริตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553 , หน้า 124)

              งานศึกษาของสุจริตรา เปลี่ยนรุ่ง (2553, หน้า 124) ได้วิเคราะห์ถึงอัตลักษณ์ความเป็นมอญที่ยังปรากฎอย่างชัดเจนแทบทุกด้านในช่วงยุคกรุงธนบุรีจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  ไม่ว่าจะเป็นอัตลักษณ์ด้านที่อยู่อาศัยนิยมอาศัยอยู่รวมกันในหมู่บ้านเดิมริมแม่น้ำ  การสร้างเรือนไม้ให้หันหน้าจั่วไปทางทิศตะวันออกที่ขวางแม่น้ำอันเป็นที่มาของคำว่า “ มอญขวาง ” และการมีเสาเอกที่เป็นเสาผีเป็นที่ประดิษฐานของผีบรรพบุรุษอยู่ในทุกหลังคาเรือน  เมื่อสร้างบ้านเรือนแล้วก็ยังนิยมสร้างวัดไว้เป็นศูนย์กลางของชุมชน เนื่องจากความเคร่งครัดและศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า การใช้ภาษาก็ยังคงใช้ภาษามอญล้วน ๆ ที่จะสื่อสารพูดจากันภายในกลุ่ม  การแต่งกายของชายและหญิงที่นุ่งสโร่งตาหมากรุกและนุ่งผ้าถุงแบบมอญ ก็ยังคงได้รับการสืบทอดเรื่อยมา และเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันทำให้วิถีชีวิตต่าง ๆ ของชาวมอญไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินต่าง ๆ รวมไปถึงการประกอบอาชีพ เช่น ทำนาและการปั้นเครื่องปั้นดินเผาจึงคงถูกสืบทอดไว้เป็นอัตลักษณ์สำคัญเหมือนเช่นเดิม  ที่สำคัญ คือ อัตลักษณ์ความเป็นมอญที่เกี่ยวกับประเพณีและความเชื่อที่ยังเก็บรักษาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้งความเชื่อที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและการนับถือผี

              อย่างไรก็ตาม การที่ชาวมอญอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดก็ถูกผสานเข้ากับสังคมไทย  โดยองค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014) และ พัชรินทร์ สิรสุนทร (2558, หน้า 25) วิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนมอญถูกผสานเข้ากับสังคมไทยอย่างกลมกลืน คือ ความใกล้เคียงกันทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยวัฒนธรรมมอญก็เป็นแม่แบบของหลายวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคนมอญและคนไทยตลอดเวลา เมื่อมอญที่เข้ามาใหม่จากฝั่งพม่าก็นำวัฒนธรรมใหม่เข้ามา  ในขณะที่ไทยก็รับวัฒนธรรมเดิมของมอญที่ทิ้งไว้มาตั้งแต่สมัยทวาราวดีจนวัฒนธรรมพัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่ง ซึ่งวัฒนธรรมทั้งสองแบบก็มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง รากของวัฒนธรรมมอญในด้านต่าง ๆ จึงผสมกลมกลืนในสังคมไทย แม้ว่าจะมีประเพณีและวิถีชีวิตหลายอย่างที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ผสมกลืมกลืนในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้  อิทธิพลทางวัฒนธรรมมอญที่ปรากฎเด่นชัดในสังคมไทย เช่น วัฒนธรรมอาหาร ศิลปะ ดนตรี กฎหมายตราสามดวงของไทยที่ได้แบบอย่างมาจากกฎหมายมนูญธรรมศาสตร์ของมอญที่ดัดแปลงมาจากกฎหมายของอินเดีย  ทางด้านภาษาพบว่า มีคำไทยเก่า ๆ เกือบ 700 คำ ที่มีรากฐานมาจากคำมอญ แม้ว่าในปัจจุบันคำเหล่านี้จะถูกกลืนกลายเป็นคำไทยไปหมดแล้ว  นอกจากนี้ยังพบว่า มีการแปลวรรณคดีมอญเป็นภาษาไทย เช่น เรื่องราชาธิราช ในด้านความเชื่อ พบความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทกับลังกาวงศ์รุ่นแรกที่รับมาจากนครพัน  อิทธิพลของธรรมยุตินิกายกับการตีความด้านพระวินับ และลิทธิความเชื่อเกี่ยวกับพระธาตุของมอญ เป็นต้น ( องค์ บรรจุน , 28 ตุลาคม 2014 ; พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 25)

              นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านความใกล้ชิดทางด้านวัฒนธรรมแล้ว งานศึกษาของสุภรณ์ โอเจริญ (2541, หน้า 257 - 297) ยังได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่เอื้อให้เกิดการผสมกลมกลืนชาวมอญเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย อันได้แก่ ความคล้ายคลึงกันในด้านรูปร่างหน้าตา อาชีพ การนับถือศาสนา และการแต่งงานกับคนไทย (ดังปรากฏหลักฐานว่ามีการแต่งงานระหว่างมอญกับไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย) รวมทั้งนโยบายของรัฐไทยในการปกครองชาวมอญอพยพตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำให้คนมอญมีฐานะเท่าเทียมกับคนไทยตามกฎหมายและระบบไพร่ ส่งผลทำให้คนมอญไม่สามารถดำรงความเป็นกลุ่มเชื้อชาติเป็นเอกเทศแยกออกไปจากคนไทยโดยเด็ดขาดได้  แต่ในขณะเดียวกันก็นับเป็นการเปิดโอกาสให้มีการผสมกลมกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยได้ง่าย  ประกอบกับเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคการพัฒนาไปสู่สภาวะความทันสมัย (modernization) สังคมมอญจึงจำเป็นต้องรับอิทธิพลความเจริญจากสังคมภายนอก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมมอญให้ทันสมัยยิ่งขึ้น  ชาวมอญจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับความเจริญสมัยใหม่ที่มีส่วนทำลายเอกลักษณ์ความเป็นมอญลง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชาวมอญจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีพมากขึ้น และใกล้ชิดกับสังคมไทยยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลทำให้กระบวนการผสมกลมกลืนเป็นไปอย่างเชื่องช้า  แต่ปัจจัยที่มีส่วนเร่งทำให้กระบวนการผสมกลมกลืนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ กระบวนการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ของรัฐไทย นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา  โดยเฉพาะนโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาโดยตรง ทำให้เด็กชาวมอญจำเป็นต้องเข้าเรียนในโรงเรียนหลวง และเรียนหนังสือด้วยภาษาไทยทั้งหมดตามหลักสูตรที่รัฐบาลกำหนด แทนการเรียนหนังสือที่วัดด้วยภาษามอญดังเช่นในอดีต  รวมทั้งนโยบายการปฏิรูปลักษณะการปกครองของคณะสงฆ์ ใน พ.ศ.2445 ที่นำไปสู่การยกเลิกสถานะที่เป็นเอกเทศของคณะสงฆ์รามัญนิกาย และยกเลิกการการศึกษาพระปริยัติธรรมแบบรามัญ  โดยให้พระภิกษุสามเณรรามัญในประเทศไทยศึกษาเล่าเรียนตามแบบพระภิกษุไทยแทน นโยบายดังกล่าวทำให้พระสงฆ์และวัดมอญบางแห่งแทบจะไม่มีความแตกต่างกับพระสงฆ์ไทยและวัดไทยเลย  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมอญจะมีแนวโน้มในการผสมผสานกลมกลืนเป็นไทยมากขึ้น  แต่ระดับขั้นของการผสมกลืมกลืนในแต่ละหมู่บ้านก็มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ลักษณะภูมิประเทศ และการประกอบอาชีพของแต่ละชุมชนด้วย   

     

    [1] ชนชาติในตระกูลธิเบต - พม่า

  • วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

              ชาวมอญเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่สำคัญอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมไทยในอดีต  แม้ว่าชาวมอญจะมีสถานภาพเป็น “ ไพร่หลวง ” ภายใต้ระบบไพร่นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์  แต่รัฐไทยก็ให้ความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจต่อชาวมอญพอสมควร ชาวมอญจึงสามารถเลือกประกอบอาชีพต่าง ๆ ตามความถนัดของตนเอง ตั้งแต่ช่วงแรกที่อพยพมาประเทศไทย ซึ่งแตกต่างจากแรงงานจีนที่เริ่มเข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างโดยตรง  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวมอญมีบทบาทเป็นผู้ประกอบการสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ผู้ผลิตและผู้ขาย อันมีส่วนขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนและไหลเวียนของสินค้าและเงินตราในระบบเศรษฐกิจ  แต่ชาวมอญไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญของประเทศไทยแบบคนจีน เพราะระบบเศรษฐกิจของชาวมอญมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจที่เลี้ยงตนเองได้  กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จึงหมุนเวียนอยู่ในระบบท้องถิ่นภายในหมู่บ้านของตนหรือบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น  ส่วนการค้าก็เป็นการรับซื้อสินค้าจากตำบลหนึ่งล่องเรือไปขายยังอีกตำบลหนึ่ง ไม่มีการค้ากับต่างประเทศโดยตรงดังเช่นชาวจีน ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 85, 207 )

              วิถีชีวิตในอดีต     

              อาชีพสำคัญของมอญในอดีต คือ การทำนา เหมือนกับที่เคยทำอยู่ในประเทศพม่าและคนไทยทั่วไป  กรรมวิธีในการทำนาของชาวนามอญก็ไม่ต่างไปจากชาวนาไทยนัก เครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพดังกล่าว ได้แก่ คันไถและคราด ใช้วัวและควายเป็นแรงงานสำคัญ ซึ่งนอกจากจะใช้ไถนาแล้วยังใช้ในการนวดข้าวเพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากรวงอีกด้วย  ในพื้นที่ไร่นาบางแห่งยังมีการปลูกพืชผลต่าง ๆ เช่น ผักและผลไม้ต่าง ๆ มันเทศ น้ำเต้า สัปปะรด อ้อย ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีการทำอุตสาหกรรมและหัตถกรรมต่าง ๆ แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น  อาชีพที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นความเชี่ยวชาญของชาวมอญและเป็นกิจการของชาวมอญ คือ อุตสาหกรรมครัวเรือนทำเครื่องปั้นดินเผาและการทำอิฐ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเก่าแก่ของบรรพชนชาวมอญตั้งแต่อาศัยอยู่ในพม่าและสืบทอดมายังคนรุ่นหลังที่อยู่ในไทยที่ทำเป็นอาชีพหลักด้วย  แหล่งสำคัญที่มีการทำเครื่องปั้นดินเผาที่รู้จักกันดี คือ ชุมชนมอญ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งทำเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นภาชนะที่ใช้ในครัวเรือนหลายชนิด ตั้งแต่ตุ่มใส่น้ำขนาดต่าง ๆ  ไห  หม้อ  อ่าง ครก  ตลอดจนถ้วยชามและอื่น ๆ  ในระยะแรกคงจะทำเป็นงานอดิเรกในครัวเรือนควบคู่กับการทำนาเป็นอาชีพหลัก  ต่อมาเมื่อสินค้าเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย และใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คือ ดินเหนียวในแถบเมืองนนทบุรี  มอญแถบนั้นจึงหันมาทำอาชีพนี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยสันนิษฐานว่าคงจะเป็นในสมัยกรุงธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งเป็นช่วงที่มีมอญอพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนที่ปากเกร็ดกันมาก  ภาชนะดินเผาเหล่านั้นเมื่อทำเสร็จแล้วจะมีมอญอีกพวกหนึ่งล่องเรือมารับซื้อแล้วนำไปขายทางภาคกลางและภาคเหนือ (สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 207)

              ส่วนการทำอิฐนั้นทำกันมากแถบสามโคก ปทุมธานี และคงจะทำกันมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาเช่นเดียวกับการทำเครื่องปั้นดินเผา  ส่วนมากมักทำเป็นงานอดิเรกในยามว่างจากฤดูทำนา  อิฐดังกล่าวมีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ผิวไม่เรียบ เรียกกันว่า “ อิฐมอญ ” ซึ่งอาจเพราะชาวมอญเป็นผู้นำเข้ามาและทำกันมากจนดูเหมือนจะเป็นผู้ผูกขาดการทำอิฐชนิดนี้ โดยเฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทางการได้เกณฑ์ไพร่หลวงรามัญไปตั้งเตาทำอิฐเพื่อใช้ในการก่อสร้างป้อมค่ายและกำแพงเมืองต่าง ๆ ในสมัยนั้น ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 208)

              นอกจากอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาและอิฐแล้ว  ชาวมอญจำนวนไม่น้อยที่หันมายึดอาชีพค้าขาย แม้มิใช่วิสัยของชาวมอญทั่วไปก็ตาม  อาชีพค้าขายของชาวมอญที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ การค้าเครื่องปั้นดินเผาที่ใช้เรือเป็นพาหนะขนส่งสินค้าของชาวมอญสามโคก ซึ่งคาดว่าเป็นอาชีพที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการทำเครื่องปั้นดินเผา  โดยพ่อค้ามอญจะเป็นเจ้าของเรือซึ่งมีขนาดต่าง ๆ กันตามแต่ฐานะของแต่ละคน และใช้เรือเป็นพาหนะรับซื้อสินค้าต่าง ๆ จากแหล่งผลิต อันได้แก่ เครื่องปั้นดินเผา พวกหม้อ ไห โอ่ง ฯลฯ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ก่อสร้างอื่น ๆ อาทิเช่น มุงหลังคา อิฐ ทราย หิน ซีเมนต์ ฯลฯ ล่องเรือไปตามแม่น้ำลำคลอง จากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางรอนแรมไปจนถึงพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ในภาคเหนือ เพื่อนำสินค้าไปขายต่อให้กับพ่อค้าคนกลาง  มอญชาวเรือจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเรือ  ดังนั้นจึงต้องปรับสภาพเรือให้มีลักษณะเป็นบ้านอยู่ในนั้นด้วย และเวลาไปค้าขายก็จะพากันไปหมดทั้งครอบครัว  มอญชาวเรือบางพวกเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะอยู่ทำไร่ตามตลิ่งในหัวเมือง กล่าวคือ ในฤดูแล้งจะซื้อสินค้าจากกรุงเทพ ฯ บรรทุกเรือไปขายตามหัวเมืองทางเหนือจนถึงอุตรดิตถ์  พอจะเข้าฤดูฝนก็จะถอยเรือลงมาจอดตามที่ว่างในลำน้ำแถวแควใหญ่ ถางตลิ่งทำไร่ปลูกแตงและยาสูบ  ครั้นถึงฤดูน้ำหลากก็เก็บของในไร่บรรทุกเรือล่องลงมาขายที่กรุงเทพ ฯ แล้วซื้อสินค้ากรุงเทพ ฯ กลับขึ้นไปอีก วนเวียนเช่นนี้ทุกปี (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพ, 270 – 271 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 210)

              การดำทรายเป็นอีกอาชีพที่สำคัญของชาวมอญ  ชาวมอญจะนำทรายที่ดำขึ้นมาไปขายเองหรืออาจมีพ่อค้าคนกลางมอญรับซื้อไปขายต่ออีกทีหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่า ชาวมอญเริ่มประกอบอาชีพนี้ตั้งแต่เมื่อใด เท่าที่สืบค้นได้คาดว่า ชาวมอญได้ทำอาชีพดำทรายอยู่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 5 แถบบางพูด นนทบุรี และคงทำกันเป็นกลุ่มใหญ่พอสมควรจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัด และทราบกันดีในสังคมไทย  จึงเป็นที่กล่าวถึงในตอนที่เกิดเหตุเรือพระประเทียบของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ล่มที่บางพูดว่า ขณะที่เกิดเหตุนั้นมีมอญดำทรายอยุ่แถบนั้นเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยกู้เรือ (ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม, 2509, หน้า 154 อ้างถึงใน สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 210 )

              อาชีพที่มาจากภูมิปัญญาเก่าแก่สำคัญที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวมอญ คือ การทำเส้นขนมจีนจำหน่าย  โดยขนมจีนเป็นอาหารที่ชาวมอญเป็นต้นตำรับและเป็นที่นิยมรับประทานทั่วไปในประเทศไทย  ชุมชนมอญสมัยก่อนที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเส้นขนมจีน ได้แก่ ชุมชนมอญ จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนมอญหนองดู่ จ. ลำพูน ชุมชนมอญแถบพระประแดง จ.สมุทรปราการ (เพจรามัญคดี – Mon studies (27 กรกฎาคม 2017)  นอกจากนี้ ยามเมื่อว่างเว้นจากฤดูการทำนา ชาวมอญก็มีการทำงานฝีมือต่าง ๆ ไว้ใช้สอยตามความจำเป็น เช่น ทอผ้า ทอเสื่อ สานตะกร้า กระบุง  ชุมชนมอญแถบอยุธยา สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี จึงอาศัยทักษะงานฝีมือเหล่านี้มารับจ้างเย็บและค้าจากซึ่งใช้มุงหลังคา จนกลายเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากงานประจำด้วย  ในขณะที่บางชุมชนประกอบอาชีพทำนาเกลือและตัดฟืนขาย  อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่มอญหันมาให้ความสนใจไม่น้อยในระยะหลัง คือ การรับราชการ เป็นขุนนาง และข้าราชการอยู่ในกรมกองต่าง ๆ ตั้งแต่นายหมวด นายกอง ตลอดจนเสมียน สารวัตร และท้ายที่สุดเป็นนายทหารในกรมทหารเรือ ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 85 – 86; สุจริตลักษณ์ ดีผดุง, 2542, หน้า 11 – 12)

              วิถีชีวิตในภาวะทันสมัย (modernization)

              นับตั้งแต่ พ.ศ. 2500 การดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศให้เข้าสู่ภาวะทันสมัย (Modernization) ของรัฐบาลไทย รวมทั้งกระแสโลกาภิวัตน์ที่ก่อตัวขึ้นได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตของชาวมอญหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ของวิถีการดำรงชีพทางเศรษฐกิจ  งานศึกษาของจริยาพร รัศมีแพทย์ (2544, หน้า 64) ได้ศึกษาความเปลี่ยนแปลงต่อวิถีการประกอบอาชีพของชาวมอญชุมชนบ้านบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน กทม. พบว่า ในระยะแรก คนในชุมชนทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่หลังจากช่วงปี พ.ศ. 2510 – 2512 ชาวบ้านเริ่มเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเย็บจากตัดฟืนขาย  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป รายได้จากการเย็บจาก ตัดฟืน ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ส่วนใหญ่จึงหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ประกอบกิจการวังกุ้ง วังปลา รวมไปถึงค้าขาย รับราชการ และเป็นลูกจ้างในโรงงาน  เมื่อชุมชนมีถนนและรถยนต์เข้ามาใช้ในหมู่บ้าน ทำให้การติดต่อกับภายนอกมีความสะดวกรวดเร็ว กิจการต่าง ๆ ในชุมชนจึงซับซ้อนยิ่งขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  ในขณะที่พื้นที่การเกษตรลดลงเป็นอย่างมาก  

              สำหรับกรณีของชาวมอญสามโคก จ.ปทุมธานี พบว่า อาชีพหลักที่ขึ้นชื่อของชาวมอญสามโคกในอดีตที่นิยมผลิตเครื่องปั้นเดินเผาและค้าขายเครื่องปั้นดินเผาและสินค้าอื่น ๆ ทางเรือนั้น ปัจจุบัน เมื่อถนนตัดเข้ามาถึงชุมชน วิถีชีวิตที่ใช้เส้นทางน้ำเป็นเส้นทางหลักก็ลดความสำคัญลง  แม้ว่าชาวบ้านบางส่วนยังคงประกอบอาชีพผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่บ้าง แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก  แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพล่องเรือขายเครื่องปั้นดินเผาอีกแล้ว เพราะชาวบ้านมักจะนิยมขนเครื่องปั้นดินเผาบรรทุกรถยนต์ไปขายชุมชนอื่น ๆ แทน  ส่วนเรือมอญก็ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นในชุมชน แม้ว่าจะลดบทบาทลงไปมาก บางครอบครัวเก็บรักษาเรือมอญไว้ในฐานะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญและความมั่งคั่งในอดีต  แต่ก็มีส่วนน้อยที่ยังคงใช้เรือมอญค้าขายสินค้าทางน้ำ อาทิเช่น ขายมะพร้าวและเตาถ่านใช้เวลาล่องเรือขายสินค้าเป็นอาทิตย์แล้วจึงจะกลับบ้าน  อาชีพในปัจจุบันของชาวมอญสามโคกส่วนใหญ่เป็นอาชีพใหม่ ๆ เช่น รับราชการ ทำงานเอกชน หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น ( ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ, 2556, หน้า 25 – 56 ; Thailand Science Research and Innovation , 20 ต.ค.2015)

              ในขณะที่ชาวมอญเกาะเกร็ด จ.นนทุบรี ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดี  เมื่อเครื่องปั้นดินเผาประเภทภาชนะสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ลดบทบาทลงไปมากในสังคมปัจจุบัน ช่างฝีมือเกาะเกร็ดจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเครื่องปั้นดินเผา โดยประยุกต์ให้ดูทันสมัยและสวยงาม เพื่อเน้นขายเป็นของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะเกร็ด( Thailand Science Research and Innovation, 20 ต.ค.2015 )

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

    งานศึกษาของสุภาวดี มิตรสมหวัง (2544, หน้า 130 - 144) ได้อธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างครอบครัวของชาวมอญ ดังต่อไปนี้

              โครงสร้างครอบครัว

              ครอบครัวของชาวมอญในอดีตมักจะเป็นครอบครัวขยาย เนื่องจากส่วนมากมีอาชีพเกษตรกรรม จึงต้องใช้แรงงานในครอบครัว รวมทั้งคนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับความกตัญญู ตอบแทนคุณบิดามารดา ปู่ย่าตายาย จึงไม่ทอดทิ้ง ไม่แยกบ้านไปอยู่ถิ่นอื่น  เมื่อบุตรคนต่อไปแต่งงาน  บุตรที่แต่งงานก่อนจะแยกไปปลูกบ้านเรือนใกล้ ๆ กับบ้านเรือนของบิดามารดา ซึ่งบิดามารดาจะยกที่ดินใกล้บ้านให้แก่บุตร นอกจากบุตรคนสุดท้องที่บิดามารดาจะยกบ้านและที่ดินที่บิดามารดาอยู่ให้เป็นมรดกของบุตรคนสุดท้อง เว้นแต่บิดามารดามีบุตรหลายคน และมีบุตรคนหนึ่งซึ่งสามารถอยู่เลี้ยงบิดามารดาได้ บุตรคนอื่นจึงจะสามารถแยกไปอยู่ที่อื่นได้  แต่ก็จะกลับมาเยี่ยมเยือนดูแลทุกข์สุขบุพการีเสมอ  ในปัจจุบัน กรณีศึกษาจากชุมชนมอญเกาะเกร็ด และชุมชนตำบลคลองควาย ในระหว่างปี 2542 – 2543 พบว่า รูปแบบครอบครัวของชาวไทยเชื้อสายมอญมีลักษณะที่ผสมผสานกัน ระหว่างครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวขยาย ในสัดส่วนที่ใกล้ ๆ กัน  โดยครอบครัวเดี่ยวมีสมาชิกอยู่น้อยกว่า 5 คน และครอบครัวขยายมีสมาชิกตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป จัดเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ และมีสมาชิกหลายชั่วอายุคนอาศัยอยู่ด้วยกัน  เนื่องจากส่วนใหญ่มีฐานะไม่ค่อยดี การออกไปปลูกบ้านเองหรือซื้อบ้านของตนเองทำได้ยาก จึงต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่  ส่วนมากฝ่ายชายย้ายเข้าไปอยู่กับฝ่ายหญิง  ครอบครัวที่สามารถแยกบ้านของตนเองได้ ส่วนมากจะมีฐานะดี ลูกมีการศึกษาดี เมื่อสำเร็จการศึกษามีครอบครัวแล้ว ก็มักจะซื้อบ้านแยกอยู่ต่างหาก หรือปลูกบ้านต่อเติมออกไปจากบ้านพ่อแม่ และมีครัวของตนเอง

              การกำหนดบทบาทและสถานภาพของสมาชิกในครอบครัวของชาวไทยเชื้อสายมอญในอดีตจะกำหนดโดยใช้เพศและระดับอายุเป็นสำคัญ  ผู้ชายจะมีบทบาทและสถานภาพสูงกว่าผู้หญิง  ผู้อาวุโสจะมีบทบาทและสถานภาพสูงกว่าผู้เยาว์  ผู้ชายมีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวและมีอำนาจในการตัดสินประเด็นในครอบครัว  ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก ปรนนิบัติสามี และมีหน้าที่ดูแลกิจกรรมภายในบ้านทุกเรื่อง รวมทั้งบริหารเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน บางครั้งภรรยาอาจทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเสริมแรงงานของสามีบ้าง  ส่วนผู้อาวุโสพบว่า ในอดีตมีบทบาทเป็นหมอตำแย เป็นหมอสมุนไพร สอนการรำละคร และเป็นที่ปรึกษาของคนในครอบครัว โดยผู้อาวุโสจะได้รับการเคารพจากคนในครอบครัวและชุมชนมาก  แต่ในยุคสมัยใหม่ การรักษาพยาบาลแผนโบราณไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป  หน้าที่หลักของผู้อาวุโสจึงเป็นการช่วยเหลือดูแลหลาน และการช่วยเหลืองานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

              ลักษณะโครงสร้างทางด้านอำนาจของครอบครัวมอญ เป็นโครงสร้างที่เน้นความเป็นใหญ่ของฝ่ายชาย แต่การแสดงออกถึงความเป็นใหญ่ของผู้ชายมอญเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้ชายแสดงออกผ่านทางสถานภาพและบทบาททางสังคมเท่านั้น  ในทางปฏิบัติ ผู้ชายจะใช้เหตุผลพูดคุยหรือถกเถียงปัญหาในครอบครัว  การตัดสินใจเรื่องสำคัญในครอบครัวจะตัดสินใจร่วมกัน ภรรยามักจะตัดสินใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ และเป็นเพื่อนคู่คิดของสามี  ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ลักษณะการจัดสรรอำนาจในครอบครัวชาวมอญ ฝ่ายชายและหญิงมีการใช้อำนาจในการตัดสินใจกิจกรรมของครัวเรือนร่วมกันมากขึ้น  ปัจจุบัน การแสดงบทบาทในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ชายและผู้หญิงมีเท่ากัน สามีชาวมอญให้การยอมรับบทบาทในการทำงานนอกบ้านของภรรยา และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมภายในบ้าน นอกจากนี้ ทั้งสามีและภรรยาชาวมอญยังถูกคาดหวังจากสังคมให้แสดงบทบาทในเรื่องความซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส ตามที่กฎหมายในปัจจุบันให้การรองรับ ประกอบกับหลักคำสอนในศาสนาพุทธและกฎจารีตในการนับถือผีล้วนสอนให้ชาวมอญไม่ประพฤติผิดในกามด้วย  

              ในส่วนของการแสดงบทบาทการเป็นพ่อแม่ที่ดีนั้น สังคมมอญคาดหวังให้พ่อแม่อบรมสั่งสอนลูกให้ปฏิบัติตามค่านิยมที่ชาวมอญให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การเคารพผู้อาวุโส รองลงมา คือ การศึกษา ความขยันเข้มแข็ง การยึดมั่นในคุณธรรม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว การรักษาเกียรติยศของครอบครัวและวงศ์ตระกูล ความมีระเบียบ ความรักในพวกพ้อง ความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งการสะสมวัตถุเงินทองและความสอดคล้องในชีวิต  พ่อแม่ชาวมอญมักแสดงบทบาทต่อลูกในเรื่องของการเป็นแบบอย่างที่ดีมากที่สุด รองลงมาคือการให้ขวัญกำลังใจ การดูแลทางด้านสุขภาพกายใจ และการอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนดี  ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูบุตรของชาวมอญมีลักษณะแบบกึ่งให้อิสระ คือ ให้อิสระในบางเรื่องและควบคุมบางเรื่อง กล่าวคือ ให้อิสระในเรื่องการเลือกเรียน อาชีพ คู่ครอง แต่จะควบคุมไม่ให้ลูกเที่ยวเตร่และคบเพื่อนที่ไม่ดี และกำกับดูแลให้ลูกช่วยงานบ้าน  โดยชาวมอญพยายามสอนลูกด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะให้ความสำคัญกับลูกมาก  ในอดีตพ่อแม่ชาวมอญมักจะอบรมสั่งสอนลูกในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการทำงาน เพื่อให้ลูกสามารถสืบทอดอาชีพจากพ่อแม่ได้ ลูกชายมักจะถูกสอนในเรื่องการรู้จักการดำรงชีวิต ลูกสาวมักจะได้รับการอบรมจากแม่เรื่องงานบ้านงานเรือน  ส่วนผู้สูงอายุมักจะอบรมสั่งสอนและถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ  ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทยเชื้อสายมอญในสมัยก่อนจึงมีความใกล้ชิดกันมาก 

              การที่สภาพสังคมได้เปลี่ยนไปจากสังคมแบบเกษตรกรรมมาเป็นสังคมแบบอุตสาหกรรมนั้น ได้ส่งผลทำให้ลักษณะครอบครัวมอญในหลายชุมชนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อทั้งพ่อและแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดี่ยวอาจจำเป็นต้องจ้างผู้เลี้ยงดูบุตร หรือนำไปให้บุพการีเลี้ยงดูแทน เมื่อลูกถึงวัยเข้าเรียน พ่อแม่ยิ่งต้องแสวงหารายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายที่จะตามมา  โอกาสที่ลูกจะอยู่ใกล้ชิดพ่อแม่ก็น้อยลง ประกอบกับความก้าวหน้าของนวัตรกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่ดึงดูดความสนใจของลูกให้ใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้  ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะแปลกแยกระหว่างพ่อแม่และลูกสูง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกขาดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ขาดที่ปรึกษา และนำไปสู่ปัญหาการใช้ยาเสพติด ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในชุมชนมอญในปัจจุบันค่อนข้างมาก  นอกจากนี้ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างผู้อาวุโสและบุคคลในครอบครัวในยุคปัจจุบัน พบว่า ผู้อาวุโสได้รับการปฏิบัติดูแลจากลูกหลานในเรื่องการดูแลเสือผ้า การพาไปเที่ยวนอกบ้านค่อนข้างน้อย แต่ยังมีการขอคำแนะนำบ้างในบางครั้งแต่ไม่บ่อย  ส่วนใหญ่ลูกหลานมักมาเยี่ยมเยือน ซื้อของให้รับประทานดูแลสุขภาพและให้ความเคารพ 

              ระบบเครือญาติ

              ระบบเครือญาติของชาวมอญมีความสัมพันธ์กับระบบการนับถือผีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากชาวมอญสมัยโบราณ (รวมทั้งชาวมอญในรัฐมอญ ประเทศพม่าในปัจจุบัน) ไม่มีระบบนามสกุลอย่างคนไทยหรือระบบแซ่ของชาวจีน จึงใช้สัญลักษณ์การนับถือผีของแต่ละตระกูลในการระบุความเกี่ยวดองเป็นเครือญาติ  ระบบเครือญาติของชาวมอญสามารถแบ่งได้เป็นญาติทางสายโลหิต และญาติที่เกิดจากการดองของสองตระกูลผ่านการแต่งงาน ซึ่งถือเป็นญาติตระกูลผีเดียวกัน  ส่วนลูกสาวและหลานสาวที่แต่งงานไปกับคนในตระกูลอื่น หรือเชื้อสายอื่น เรียกว่า “ ลูกหลวงตา ” (โกนสุ่มตา) ก็นับญาติเป็นผีตระกูลเดียวกับฝ่ายครอบครัวสามี  แต่ “ ลูกหลวงตา ” ก็ยังนับเป็นญาติกับครอบครัวเดิม เพียงแต่นับถือ “ คนละผี ” กับครอบครัวเดิมเท่านั้น (สุภาวดี มิตรสมหวัง, 2544; หน้า 132, 144 ; องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 133 - 135)

              ทั้งนี้ เนื่องด้วยระบบการนับถือผีทำให้เกิดข้อห้ามทางจารีต ซึ่งห้ามคนในตระกูลผีเดียวกันแต่งงานกันโดยเด็ดขาดขาด  อย่างไรก็ตาม กรณีของชาวมอญบ้านทุ่งเข็น จ.สุพรรณบุรีได้มีข้อยกเว้นสำหรับรุ่นหลานที่เป็นลูกของพี่หรือน้องชายกับลูกของพี่หรือน้องสาว เพราะถือว่า สายเลือดฝ่ายหญิงได้เปลี่ยนไปนับถือตามผีตามฝ่ายชายแล้ว จึงสามารถแต่งงานกันได้  โดยหลายตระกูลที่มีฐานะมักจะให้ลูกพี่ชายแต่งงานกับลูกน้องสาว เพื่อเป็นการรักษาสมบัติภายในตระกูลของตนไว้ หรือบางกรณีก็มีการแต่งงานระหว่างเครือญาติซึ่งไม่ห่างกันมากนัก  แต่กระนั้น ส่วนใหญ่ผู้คนในชุมชนต่างเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันโดยการแต่งงานไขว้ข้ามกันไปมาเป็นส่วนใหญ่  ในขณะที่หลายตระกูลก็มีการแต่งงานกับคนต่างกลุ่มชาติพันธุ์  ดังนั้น เมื่อสืบสาวเครือญาติชาวบ้านทุ่งเข็นรุ่นปัจจุบันจึงมักจะปรากฎสายเลือดผสม 3 – 4 ตระกูลอยู่ในตนเองเป็นอย่างน้อย ( องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 134 - 135)

              การที่ผู้คนในชุมชนส่วนใหญ่ล้วนมีความสัมพันธ์กันผ่านระบบเครือญาติ นับเป็นผลดีต่อการช่วยรักษาความสัมพันธ์ของชาวบ้านในชุมชน เพราะลูกหลานมักจะให้ความเกรงใจผู้อาวุโสของตระกูลหรือผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นผู้นำในการตัดสินใจหรือไกล่เกลี่ยประนีประนอมให้คนในตระกูลที่มีข้อพิพาทต่อกันกลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  ในปัจจุบัน ระบบอาวุโสยังสามารถรักษาความสัมพันธ์และภาลักษณ์ของคนภายในตระกูลไว้ได้ แต่มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความสัมพันธ์ของชาวบ้านในชุมชนลดน้อยลง ( องค์ บรรจุน, 2559, หน้า 137)  นอกจากนี้ สภาพสังคมแบบสมัยใหม่ในปัจจุบันยังได้ส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างญาติ โดยพบว่ามี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นครอบครัวเดี่ยวที่เกาะกลุ่มกันคล้ายครอบครัวขยาย เป็นครอบครัวที่มีลูกหลายคน เมื่อแต่งงานไปแล้วก็ยังอยู่บริเวณใกล้เคียงกันทำให้สามารถช่วยเหลือกันได้เป็นอย่างดี  ลักษณะที่สองเป็นลักษณะที่แยกมาอยู่เด็ดขาด ลักษณะนี้ความสัมพันธ์จะห่างมากขึ้น โอกาสพบหน้ากันมีเพียงวาระสำคัญเท่านั้น

  • การแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

          วัฒนธรรมการแต่งกายของมอญวัดบางกระดี่ ในยามปกตินั้นไม่แตกต่างจากคนไทยมากนักทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก การแต่งกายของผู้ชาย ทรงผม ผู้ชายมอญบางกระดี่จะไว้ทรงผมแบบชายไทยทั่วไป เสื้อชายมอญบางกระดี่ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งผู้สูงอายุ โดยทั่วไปจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม แต่ถ้ามีงานตามประเพณีหรือตามเทศกาลต่างๆ จะสวมเสื้อคอพวงมาลัย ซึ่งมีทั้งที่เป็นพื้นเรียบๆ และลายดอกหลากสีสวยงาม

              กางเกง ส่วนใหญ่นิยมนุ่งกางเกงขาก๊วย ซึ่งมีทั้งขาสั้นสามส่วน และขายาว สีที่นิยมคือ สีดำ น้ำตาล และน้ำเงิน ส่วนเด็ก ๆ และวัยรุ่นก็จะแต่งตามสมัยนิยม แต่ถ้ามีงานตามประเพณี หรือตามเทศกาลต่างๆ ผู้ชายมอญจะสวมผ้าโสร่งแบบพื้น และแบบลายตาหมากรุกหลากสี ลักษณะของการนุ่งโสร่งนั้นมอญบางกระดี่เรียกว่า "นุ่งลอยชาย" คือเป็นการนุ่งให้มีจีบอยู่ด้านหน้า แล้วปล่อยชายพกให้เป็นพู่ห้อยลงมา ลักษณะคล้ายการนุ่งผ้าตัวนางของละครไทยที่เรียกว่า "จีบหน้านาง" ผ้าพาดไหล่ หรือผ้าคล้องคอนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ผ้าขาวม้า เรียกว่า "หยาดอะบัว" ซึ่งจะมีวิธีพาดหรือคล้องอยู่ 3 แบบคือ แบบที่ 1 การห้อยพาดข้างเดียว จะเป็นข้างใดข้างหนึ่งก็ได้สำหรับชีวิตประจำวันธรรมดา แบบที่ 2 เป็นการพาดคล้องไหล่ทั้งสองข้าง สำหรับงานรื่นเริงต่างๆ โดยปล่อยให้ชายผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลัง แบบที่ 3 การพาดพันตัวเป็นสไบเฉียง การพาดแบบนี้จะปฏิบัติกันทุกคนเมื่อเวลาเข้าวัด เป็นการแสดงความสุภาพ และเคารพต่อพระภิกษุ ทั้งยังใช้เป็นผ้ากราบอีกด้วย

              การแต่งกายของผู้หญิง

              ทรงผม ปัจจุบันนี้สาวมอญบางกระดี่นิยมไว้ทรงผมแบบสมัยนิยมมากขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้คือ การเกล้ามวยผม โดยเฉพาะสตรีผู้สูงอายุทุกคน และที่มวยผมนั้นในยามปกติจะมีอุปกรณ์อยู่ 2 ชิ้น คือ ชิ้นหนึ่งมีลักษณะคล้ายเกือกม้า เรียกว่า "อะนดซก" ใช้เสียบแนวตั้ง อีกชิ้นหนึ่งมีลักษณะคล้ายใบไผ่ เรียกว่า "หะเลียงซก" ใช้เสียบแนวนอน แต่ถ้าไปงานบุญหรือไปงานต่างๆ จะประดับมวยผมด้วยดอกไม้หรือลูกปัดที่มีภู่ห้อยหลากสีสวยงาม เรียกว่า "แหมะแกวปาวซก"

              เสื้อ ในยามปกติผู้หญิงมอญจะสวมเสื้อตามสมัยนิยม ยกเว้นผู้สูงอายุมักจะใส่เสื้อชั้นในคอกระเช้าแบบหลวมๆ และแบบรัดทรงมีกระดุมด้านหน้า ผ้านุ่ง หญิงมอญบางกระดี่จะนุ่งผ้านุ่งไม่ว่าหญิงสาวหรือผู้สูงอายุ ยกเว้นหญิงสาวที่ไปธุระนอกบ้านจะแต่งกายตามสมัยนิยม ผ้าสไบเฉียง มีลักษณะการห่ม 3 แบบเช่นเดียวกับผู้ชาย คือ แบบพาดไหล่เพียงด้านเดียว แบบคล้องคอห้อยชายผ้าทั้งสองไว้ด้านหลัง และแบบสไบเฉียง เมื่อเวลาเข้าวัดทำบุญ ผ้าที่ใช้สไบเฉียงนี้จะเรียกว่า "หะเหริ่มโต๊ะ" เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้จะมีการปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ แต่ละคนจะมีด้วยกันหลากสีและหลากลาย ล้วนแต่เป็นงานที่ทำด้วยฝีมือทั้งสิ้น ผ้าหะเหริ่มโต๊ะนี้นับเป็นเอกลักษณ์ของบางกระดี่

              สำหรับการแต่งกายของเด็กมอญบางกระดี่ จะเหมือนกับเด็กไทย ต่างกันตรงที่เด็กเล็กมอญตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ขวบ จะนิยมไว้ทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์อยู่ 2 แบบคือ เด็กผู้หญิงไว้จุก ซึ่งจะไว้ผมโดยปล่อยให้ยาวและมัดจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม ค่อนมาข้างหน้า ส่วนบริเวณอื่นนั้นโกนทิ้ง ในเด็กชายก็เช่นกันจะไว้ผมจุกเฉพาะตรงขวัญ ซึ่งค่อนไปทางด้านหลัง เรียกว่า"เปีย" อีกทั้งสมัยก่อนนั้นเด็กหญิงจะมีแผ่นโลหะถักทำด้วยเงินเป็นรูปห้าเหลี่ยม โดยทิ้งมุมมาทางด้านล่างเพื่อปกปิดอวัยวะเพศ เรียกว่า "ตะปิ้ง" และในเด็กชายก็จะมีดอกจำปีเล็กๆ ห้อยไว้ที่เอวเรียกว่า "ลูกพริก" เพราะมอญมีความเชื่อว่า เพื่อป้องกันเขี้ยวเล็บจากสัตว์ต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันนี้ตะปิ้ง และลูกพริกไม่มีให้เห็นแล้ว แต่ยังเหลือไว้เฉพาะการไว้จุก และเปียที่มีให้เห็นในปัจจุบัน  ( ชโลมใจ กลั่นรอด, 2541, น.50 - 51  

              อิมธิรา อ่อนคำ (2560, หน้า 55 - 64) อธิบายถึงพลวัตรการแต่งกายของชาวมอญบ้านม่วง จ.ราชบุรี ในปัจจุบันว่า ในปัจจุบันนี้ในชีวิตประจําวันของชาวมอญมีการแต่งตัวตามสมัยนิยมแบบคนไทย แต่เมื่อถึงวาระที่สําคัญ ๆ คนมอญต่างก็จะพร้อมกันแต่งกายแบบชาวมอญ ซึ่งการแต่งกายของชาวมอญนั้นถือเป็นอัตลักษณ์ที่สําคัญที่แสดงถึงความเป็นชาวมอญ เพราะเมื่อถึงเวลามีการจัดงานประเพณีที่สําคัญ ๆ คนมอญก็จะมีการแต่งกายที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของพวกเขา เช่น งานประเพณีสงกรานต์ งานวันเข้าพรรษาที่คนมอญก็ต่างพากันมาทําบุญที่วัดพร้อมกับการแต่งกายประจําชาติของตนเองออกมาทุกครั้งไป และจากการลงพื้นที่พบว่าการแต่งกายของชาวบ้าน โดยทั่ว ๆ ไปก็จะเหมือนกับคนไทยเวลาออกไปทําธุระนอกบ้าน หรืออยู่ภายในบ้านจะแต่งกาย โดยจะใส่กางเกงทั้งขาสั้นและขายาว สวมเสื้อเชิ้ต สวมเสื้อยืด และสวมเสื้อผ้าตามสมัยนิยมทั่วไป แต่เมื่อเวลาประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีมอญก็จะแต่งกายแบบมอญ  

     

     สไบมอญ

     สถานที่  ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นไทยรามัญเจ็ดริ้ว ถ่ายภาพโดย ศิวพงษ์ วงศ์คูณ     วันที่  26 กุมภาพันธ์ 2563

     

              ในอดีตนั้นชาวมอญได้ทอผ้าเพื่อใช้สอยในครัวเรือน เช่น เป็นเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงใช้ สอยในรูปแบบต่าง ๆ และในอดีตชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ก็นุ่งโสร่ง นุ่งผ้าถุงกันในชีวิตประจําวัน และโดยเฉพาะยิ่งเป็นวันที่สําคัญ ๆ ทางประเพณีต่าง ๆ ของชาวมอญด้วยแล้วนั้น ชาวมอญจะแต่ง กายแบบมอญออกมาเพื่อเป็นเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของตนเองได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการอนุรักษ์เอกลักษณ์การแต่งกายในแบบชาติพันธุ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อ ชาวมอญได้กลืนกลายเข้าไปกับสังคมไทย จึงทําให้ชาวมอญมีการแต่งกายในแบบของคนไทย มากยิ่งขึ้น โดยชาวมอญมีการนุ่งกระโปรง นุ่งกางเกง เพื่อไปทํางานในบริษัทห้างร้าน รวมถึงทํางานที่ไร่นา ทําให้ทราบว่าในเวลาที่ชาวมอญได้ใช้ชีวิตตามปกติทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือทําไร่ทํานาก็ตาม ชาวมอญก็จะแต่งกายตามปกติเหมือนกับคนไทย โดยผู้หญิงก็จะใส่เสื้อตามสมัย นิยมและนุ่งผ้าถุง มวยผมแบบชาวมอญหรือบางคนก็มัดผมตามปกติทั่วไป และ ในส่วนของผู้ชายคือ เวลาอยู่บ้านก็จะนุ่งโสร่งอยู่บ้าน ถ้าไม่นุ่งโสร่งก็จะเห็นว่าใส่กางเกง  ซึ่งโดยรวมแล้วจากการลงพื้นที่นั้นชาวมอญจะแต่งกายเหมือนกับคนไทย เวลาที่ชาวมอญทําไร่ทํานาก็จะแต่งตัวด้วย นุ่งกางเกงขาสั้น บางคนกางเกงขาก๊วยยาว และบางคนก็ใส่ทั้งเสื้อแขนสั้น บางคนใส่เสื้อแขนยาวเพื่อไปประกอบอาชีพทําไร่ทําสวน  และใช้ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนกับคนไทยที่อยู่ตามต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป

              วันที่ชาวมอญจะแต่งกายแบบมอญคือ วันพระ ชาวมอญเมื่อเวลาที่จะไปทําบุญที่วัดก็จะแต่งกายแบบมอญไปทําบุญ ผู้หญิงจะต้องนุ่งผ้าถุง เสื้อแขนสั้นหรือแขนกระบอก และที่สําคัญคือ จะต้องมีสไบ ส่วนผู้ชายจะนุ่งโสร่ง ใส่เสื้อขายสั้นหรือแขนยาวและจะต้องมี ผ้าพาดบ่า เพื่อเข้าไปทําบุญที่วัดทุกครั้ง และยังได้ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นในหมู่บ้านเองก็ยังนุ่ง ผ้าถุง นุ่งโสร่งเข้าวัดมาทําบุญกันด้วย และชาวมอญจะมีวันที่เรียกว่าเป็นวันอนุรักษ์วัฒนธรรมที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าไปสัมผัสได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือวันสงกรานต์ ในวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี จะถือว่า 3 วันนี้เป็นวันที่มีความสําคัญของชาวมอญที่แห่งนี้อย่างมาก เพราะชาวมอญ ทุก ๆ บ้านจะต้องออกมาทําบุญใหญ่ให้กับบรรพบุรุษ และสงฆ์นํ้าพระ ชาวมอญเองก็ยังถือว่าเป็น วันวัฒนธรรมของพวกเขา โดยที่ทุกคนจะแต่งกายเป็นแบบมอญทั้งหมู่บ้าน และเมื่อภายในตําบล มีงานกิจกรรมเกี่ยวกับชาติพันธุ์มอญ ชาวมอญในพื้นที่ก็ต่างแต่งกายแบบมอญ ดังภาพที่ 2-25 โดย ทุกคนจะพร้อมใจกัน ร่วมใจกันที่จะแต่งกายเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นชาติพันธุ์ของ ตนเอง ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย อายุน้อย อายุมากทุกคนก็ร่วมใจกัน ถึงแม้ว่าจะมาการย้ายถิ่นมา จากเชื้อชาติอื่น เมื่อได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ตําบลบ้านม่วงนี้แล้ว ทุกคน ๆ ก็จะต้องมีเสื้อผ้าแบบมอญติดบ้านและร่วมใจกันแต่งกายแบบมอญมาประชันความสวยงามกันแทบทุกบ้าน 

              การแต่งกายแบบมอญที่ชาวมอญที่นี่นิยมแต่งไม่ใช่แค่เฉพาะวันสงกรานต์เท่านั้น แต่ยังมีวันอื่น ๆ ที่ชาวมอญแต่งกายแบบมอญ เช่น วันทางพุทธศาสนา วันประเพณีลอยกระทง  งานวันชาติ มอญ งานประเพณีต่าง ๆ ที่ชาวมอญที่นี่จัดขึ้นในอําเภอบ้านโป่ง ชาวมอญที่นี่ก็จะร่วมกันแต่งกาย แบบมอญออกมาอย่างสวยงามเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่า ชาวมอญนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในผืน แผ่นดินไทยแต่ก็ไม่เคยลืมเลือนวัฒนธรรมการแต่งกายของตนเองและยังร่วมใจกันเพื่ออนุรักษ์ให้ การแต่งกายคงอยู่ต่อไป จากการบันทึกข้อมูลของ บุปผา ดีสุข (2541, หน้า 106-110) ได้กล่าวถึง การแต่งกายของชาวมอญ อําเภอบ้านโป่งไว้ว่า การแต่งกายของสตรีมอญเชื้อสายมอญลุ่มแม่นํ้า แม่กลอง จังหวัดราชบุรี ทั่ว ๆ ไปในอดีตแรกเริ่มเมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้นส่วนมากจะ นุ่งผ้าถุงหรือผ้าซิ่นพื้นสีพื้น ๆ เช่น ดํา นํ้าตาล แดง เขียว ฟ้า ซึ่งทอด้วยมือ เรียกว่า ผ้ากะนินหรือ ผ้ากานิน (กานิ่น แปลว่า ผ้านุ่ง) เย็บริมผ้าติดกันซึ่งต่างกับคนมอญหรือชาวไทยเชื้อสายมอญที่อพยพมาก่อนที่ไม่เย็บริม ชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่กลองนุ่งผ้ายาวกรอมส้น ให้สูงจากเท้าประมาณ  1 ฝ่ามือ มีผ้าคาดอก บางคนเมื่อออกนอกบ้านจะสวมเสื้อลูกไม้ที่เย็บด้วยมือคอกลมไม่มีปก  ตัวเข้ารูป สะโพกผายออก แขนสามส่วน ผ่าหน้าตลอดทั้งตัวติดกระดุม   ต่อมาเมื่อมีผู้นิยมสวมเสื้อมากขึ้นจึงใช้ผ้าเย็บด้วยมือแบบเดิมแทนผ้าลูกไม้ เรียกว่า  “อะละเนิ่นเวิ่น” ใช้สวมกันทั่วไป โดยมีผ้าสไบพาดไหล ลักษณะการพาดสไบแล้วแต่เวลา และโอกาสต่าง ๆ เช่น เมื่อไปธุระทั่ว ๆ ไปใช้ผ้าสไบพาดไหลซ้ายลงมาตรง ๆ และเมื่อไปสถานที่ อันควรเคารพ เช่นไปวัดเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา หรือประกอบพิธีทางศาสนา เช่น มีพิธีสงฆ์ที่บ้าน ก็จะพาดสไบเฉียงไปทางไหลซ้าย โดยให้ช้ายผ้าด้านหนึ่งไปข้างหน้า ชายผ้าอีกด้านหนึ่งไป ข้างหลัง และเมื่อมีการละเล่นพื้นบ้าน เช่น รํามอญ มอญซ่อนผ้า ลูกช่วง เพลงพวงมาลับ สะบ้ามอญ การเล่นผีสาก ผีกระด้ง ฯลฯ จะใช้สไบคล้องคอห้อยชายผ้าทั้งสองไปด้านหน้า   สุดท้ายคือ เมื่อทําพิธีรําผีจะใช้สไบ 2 ผืน พาดตรง ๆ ลงมาทั้งไหล่ซ้ายและไหล่ขวา  ชาวมอญสตรีเมื่อโกนจุกแล้วนิยมไว้ผมยาวและเกล้ามวยตํ่า ๆ ด้านหน้าหวีเสยขึ้น ด้านบนเปิด หน้าผากกว้าง ใช้ปิ่นรูปเกือกม้าเหมือนกล้องยานัตถ์และปิ่นขัด นิยมทําด้วยโลหะ เช่น เงิน หรือทองคําเสียบไว้เพื่อช่วยในการเกล้าผมและประดับเพื่อความสวยงาม   การแต่งกายของผู้ชายชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่กลอง ในอดีตจะนุ่งโสร่งตาหมากรุก คนไทยเรียกผ้านี้ว่า ผ้าตาโก้งหรือผ้าตาโถง ชาวมอญเรียกว่า “เกลิ้ด” นุ่งในลักษณะลอยชาย กล่าวคือ เมื่อนุ่งแล้วจับชายผ้าที่เอวด้านหน้าทําเป็น 2 หู ไขว้แล้วก็ขมวด ลักษณะขมวดเรียบร้อยกว่าการขมวด ชายผ้าของพม่า ผู้ชายจะไม่สวมเสื้อ ในเวลาทํางานจะใช้ผ้าขาวม้าคาดเอวและโพกศีรษะ แต่ถ้าไม่ทํางานจะไม่โพกศีรษะ ส่วนทรงผมของชาวมอญที่นี่จะเหมือนกับคนไทย และไม่นิยมสักลายตาม ร่างกายเหมือนกับชาวมอญถิ่นอื่น และเมื่อไปวัดหรือสถานที่ต้องเคารพก็จะแต่งกายโดยการใส่เสื้อ นุ่งโจงกระเบน หรือนุ่งโสร่ง และมีผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่

              ชาวมอญที่ตําบลบ้านม่วงในอดีตนิยมทอผ้าขึ้นใช้เอง ชาวบ้านจะทอผ้าใช้เองเพื่อนํามาทําเป็นเครื่องแต่งกาย ทําเป็นผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งใช้ในการตกแต่งข้าวของภายในบ้าน โดยเฉพาะ เสื้อผ้าที่ชาวมอญได้สวมใส่ในอดีตนั้น เป็นเสื้อผ้าที่ชาวมอญทอขึ้นเอง เรียกว่า “ผ้ามอญทอมือ”   ถึงแม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทั้งจังหวัดราชบุรีก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลจาก กรุงเทพฯ สักเท่าไรจึงทําให้ความเจริญ ความสมัยนิยมเข้ามาอย่างรวดเร็ว  รวมไปถึงแฟชั่น การแต่งกายที่ทันสมัยเป็นแบบสมัยนิยมที่คนในเมืองเขาแต่งกายกัน  จึงทําให้ชาวมอญที่นี่ก็ได้เปลี่ยนแปลงการแต่งกายไปแบบสมัยนิยมไปบ้าง แต่เมื่อได้ลงไปสัมผัสกับชุมชนจริง ๆ ชาวมอญที่อยู่ตามบ้าน ชาวมอญทั้งหญิงหรือชาย ที่เป็นแม่บ้าน หรือชาวมอญที่มีอายุมากคนเหล่านี้จะอยู่ที่บ้านอยู่ในชุมชน และยังร่วมกันอนุรักษ์ การแต่งกายแบบมอญอยู่ ชาวมอญนั้นถ้าหากเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคนก็จะแต่งกายเป็นสมัยนิยม ทั่ว ๆ ไป ซึ่งต่างกับคนสูงอายุเมื่อเวลาอยู่บ้านผู้หญิงก็จะนุ่งผ้าถุง หรือผ้าซิ่น สวมเสื้อคอกระเช้า ส่วนผู้ชายที่อายุมากก็จะใส่เสื้อแขนสั้นนุ่งโสร่งอยู่กับบ้าน แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือ อัตลักษณ์ ความเป็นมอญจากการสัมภาษณ์ชาวมอญในชุมชนบ้านม่วงแห่งนี้ ว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ว่า ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลางานบุญใหญ่เช่น งานเข้าพรรษา ออกพรรษา วันพระ หรืองานประเพณีต่าง ๆ ชาวมอญไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยกลางคน วัยชรา ทั้งหญิงและชายก็จะร่วมใจ กันแต่งกายแบบมอญ เพื่อเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของตนเองไว้เป็นอย่างดี  

              การแต่งกายของชาวมอญนั้น ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของชาวมอญที่ยังสามารถพบเห็น อยู่บ้างก็คือ ผู้ชายจะไว้ผมทรงเดียวกับผู้ชายไทย ๆ ไป และสวมเสื้อผ้าตามสมัยนิยม สวมเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต บางคนนุ่งกางเกงขาก๊วยบางคนก็นุ่งโสร่ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครสะดวกอย่างไร แต่หากมีงาน ประเพณีที่สําคัญ ๆ หรืองานเทศกาลต่าง ๆ แล้วชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ก็จะแต่งกายแบบมอญ  โดยจะนุ่งโสร่งตาหมากรุกหลากสีสัน การนุ่งโสร่งของชาวมอญที่นี่จะต้องให้ชายโสร่งยาวถึงข้อ เท้า และใช้ผ้าขาวม้ามัดที่เอว และสวมเสื้อคอพวงมาลัยสีพื้นเรียบ ๆ หรือเป็นลายดอก ๆ ด้วย นอกจากนี้ยังใช้ผ้าขาวม้าพาดที่ไหล่ข้างใดข้างหนึ่งหรือพาดคล้องไหล่ทั้งสองข้าง โดยปล่อยให้ชาย ผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลัง และอีกแบบคือ การพาดพันตัวแบบสไบเฉียง ซึ่งผ้าที่ใช้ในงานเช่นนี้ เรียกว่า “หะเหริ่มโต๊ะ” และชาวมอญทุกคนจะต้องแต่งกายให้ถูกต้องเมื่อเวลาเข้าวัด เพื่อเป็น การแสดงถึงความสุภาพและเคารพต่อพระภิกษุและเคารพสถานที่และยังใช้เป็นผ้าปูรองเพื่อกราบ ด้วย  ส่วนอัตลักษณ์ของการแต่งกายของหญิงชาวมอญ คือ ซึ่งผู้วิจัยจะขอกล่าวถึงสมัยปัจจุบัน ก่อนกล่าวคือ ผู้หญิงชาวมอญปัจจุบันจะนิยมไว้ทรงผมตามแบบสมัยนิยมทั่ว ๆ ไป แต่ก็ยังมี บางส่วนอย่างเช่น คนที่มีอายุมากก็จะยังคงพยายามรักษาอัตลักษณ์ไว้ คือการเกล้าผมมวยตํ่า  เพราะผู้หญิงที่สูงอายุนั้นยังคงไว้ผมยาวกันอยู่และก็เกล้ามวยตํ่ากันทุกคน และที่มวยผมจะประดับ ด้วยเครื่องประดับ คือ ปิ่นปักผมที่คล้ายกับเกือกม้า ใช้เสียบเป็นแนวตั้ง และปิ่นปักผมอีกอันหนึ่ง เสียบแนวนอน เครื่องประดับนี้จะใช้ปักผมเมื่อไปงานเทศกาลต่าง ๆ หรือถ้าไม่ประดับด้วยปิ่นผู้หญิงมอญจะใช้ดอกไม้ในการประดับตกแต่งผม และการแต่งกายจะสวมเสื้อคอกระเช้าหรือเสื้อสี พื้นคอปก นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าปล่อยชายผ้าถุง มักใส่เสื้อคอปกส่วนมากจะเป็นสีขาว และหากจะต้อง ไปงานศพจะนุ่งผ้าถุงสีดําใส่เสื้อขาว และพาดสไบสีขาวไว้ที่ไหล่ซ้ายเหมือนการพาดแบบผู้ชาย  และผ้าพาดไหล่สไบเฉียงนี้เรียกว่า “กะเหริ่มโต๊” เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้ ปักแบบลายปักริม ผ้าปูโต๊ะซึ่งหญิงชาวมอญจะมีคนละหลายผืนและหลากสีสัน

              สรุปคือ ภาพที่ผู้ชายทั้งอายุน้อยและอายุมากยังนุ่งโสร่ง ผ้าขาวม้าคาดพุง บ้างก็พาดบ่า ก็ ยังมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในบ้านม่วง และการทอผ้าก็ยังคงเป็นงานที่ทํากันอยู่ในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผู้หญิง เพราะในตําบลบ้านม่วงนั้น ยังมีการทอผ้ากี่ตามใต้ถุนบ้านยังไม่หมดเสียทีเดียว แต่ก็เหลือน้อยแล้ว คาดว่าทั้งตําบลบ้านม่วงเหลือคนทออยู่ไม่มาก จากบทสัมภาษณ์ของ  (ศิริศักดิ์ คุ้มรักษา, 2541, หน้า 335-339) มีหมู่บ้านที่อยู่ในหมู่ 5 ที่ยังมีการทอผ้ามอญอยู่ เขาได้ไป สัมภาษณ์ป้าฝนว่า ในช่วงที่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ ปี พ.ศ. 2531-2536 นั้น มีคนจากนอกพื้นที่มาหา ซื้อผ้าขาวม้าบ้าง โสร่งบ้าง คนในหมู่บ้านเองก็หันกลับมาใช้ผ้าในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น  จึงมีการทอผ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนทอก็ไม่มีมาก และผ้าทอส่วนมากจะเป็นโสร่งกับผ้าขาวม้าก่อน ซึ่งเป็นผ้ามอญของผู้ชายมอญ    ส่วนผ้าขอผู้หญิงก็ไม่มีอะไรมาก และในสมัยก่อนนิยมนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขน กระบอกเหมือนหญิงไทยทั่วไป ไม่ค่อยได้ทอเท่าไร และก็มีทออย่างอื่นบ้าง เช่น ย่าม มุ้ง ผ้าปู ที่นอน ผ้าขาวม้ากับโสร่งจะเป็นพระเอกของผ้ามอญมากกว่า เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เพราะผ้าขาวม้ามอญจะต่างจากผ้าขาวม้าที่ซื้อตามตลาด คือ ผ้าของมอญจะยาวกว่า เพราะคนมอญ ที่นี่ นิยมเอาผ้าขาวม้ามาห่มเฉียงเวลาไปวัด มีลายผ้าเป็นหมากรุกเล็ก ๆ แบ่งเป็นสองแบบคือ  แบบสีขาว-ดํา กับแบบ “ผ้าสี” คือมีสีต่าง ๆ สลับกันไป ที่นิยมมีสีแดง สีเหลือง สีขาว สีนํ้าเงิน  คนมอญหนุ่ม ๆ จะนิยมใส่สีสันมากกว่าในส่วนของลักษณ์ของผ้าโสร่งจะยาวกว่าผ้าขาวม้า ไม่มีคอ หัวและชาย เช่น ผ้าขาวม้าโสร่งมีลายเป็นตาหมากรุก เช่นเดียวกับผ้าขาวม้าก็จริง แต่ขนาดของตา หมากรุกจะใหญ่กว่าผ้าขาวม้า มีสองลายคือ ลายลูกตาลกับลายตะแกรง ต่างกันตรงเส้นคู่ที่เป็น

              กรอบตาหมากรุกนั้น ถ้าเป็นลายลูกตาลเส้นคู่นี้จะใหญ่กว่าลายตะแกรง และลายลูกตาลนิยมเป็นสี นํ้าเงิน ส่วนลายตะแกรงนิยมใช้สีแดงกับสีเหลือง   การแต่งกายของเด็ก ซึ่งเด็ก ๆ ชาวมอญก็มีการแต่งกายคล้ายกับเด็กไทยทั่ว ๆ ไป ก็ใส่ เสื้อผ้าทั่ว ๆ ไป แต่ในอดีตนั้นชาวมอญก็จะทอผ้านุ่ง ทําเป็นผืนเล็กพอดีตัวเด็ก เพื่อใช้เป็นผ้าคลุม และทําเป็นเสื้อผ้าให้กับเด็ก ๆ และเมื่อเวลาผ่านไปการแต่งกายก็เป็นแบบสมัยนิยมมากขึ้นเหมือน คนไทยทั่วไป และจะแต่งกายแบบมอญก็ต่อเมื่อพ่อแม่จัดชุดให้ใส่เพื่อไปงานบุญ หรืองานประเพณี มอญต่าง ๆ ที่จัดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างไปจากเด็กไทยในปัจจุบัน คือ เด็ก ๆ ที่เกิดในพื้นที่ และมีเชื้อสายมอญนั้น ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 7 ขวบ จะนิยมไว้ผมที่เป็น ลักษณะ 2 แบบคือ เด็กผู้หญิงจะไว้จุกโดยจะไว้ผมปล่อยให้ยาวและมัดจุกไว้ตรงกลางกระหม่อม ค่อนมาทางด้านหน้า ส่วนบริเวณอื่นนั้นจะโกนทิ้ง ส่วนเด็กชายจะไว้ผมจุกเฉพาะ ตรงขวัญ แต่ค่อนไปทางด้านหลังเรียกว่า “เปีย”

              ซึ่งสมัยก่อนนั้นเด็กผู้หญิงจะมีแผ่นโลหะถักด้วยเงินเป็นรูปห้าเหลี่ยม โดยทิ้งมุมมา ทางด้านล่างเพื่อปกปิดอวัยวะเพศเรียก “ตะปิ้ง” และเด็กชายจะมีดอกจําปีเล็ก ๆ ห้อยไว้ที่เอว เรียกว่า “ลูกพริก” โดยเชื่อว่าป้องกันเคี้ยวเล็บจากสัตว์ต่าง ๆ ได้ ปัจจุบันตะปิ้งและลูกพริกไม่มีให้ เห็นแล้ว แต่การไว้จุกและเปียยังคงมีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป (วดีพร จิตต์สถาพร, 2549, หน้า 18-19)   พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงมีส่วนสําคัญทั้งในทางตรงและทางอ้อม ทําให้การทอผ้าที่ บ้านม่วงนั้นได้กลับมากระเตื้องขึ้นอีกครั้ง ทางตรงคือ คนชราในหมู่บ้านที่กําลังจะเลิกทอผ้าหัน กลับมาทอผ้า เพื่อจะได้ฝากขายที่พิพิธภัณฑ์ ทั้งยังเป็นสถานที่ถ่ายทอดศาสตร์การทอผ้าพื้นบ้าน ด้วย ส่วนในทางอ้อมคือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้ได้ปลูกจิตสํานึกทางชาติพันธุ์ของชาวบ้านมอญบ้านม่วงที่เข้มข้นอยู่แล้วให้กลับมาทวีขึ้นอีก ถึงแม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปความเจริญได้เข้ามาชาวบ้าน ในหมู่บ้านก็มีการแต่งกายที่เปลี่ยนไป ไปแต่งกายตามสมัยนิยมมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการทอผ้า ของพื้นที่บ้านม่วงแห่งนี้ก็ไม่ได้สูญหายไปชาวมอญก็ยังคงทอกันอยู่ เหตุเพราะชาวมอญเองก็ยัง มีการแต่งกายเพื่ออนุรักษ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนในเทศกาลต่าง ๆ ดังนั้นวิถีชีวิตเรื่องการแต่ง กายของชาวมอญไม่เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร ถึงแม้ว่าชาวมอญจะมีการแต่งกายแบบสมัยนิยม ทั่ว ๆ ไปอย่างไรเมื่อถึงงานประเพณีต่าง ๆ ชาวมอญก็จะร่วมใจกันแต่งกายแบบมอญเพื่อ ความธํารงไว้ในชาติพันธุ์ของตนเองให้คงอยู่สืบไป

    ชุดประจำชาติมอญ

              สำหรับชุดประจำชาติของผู้หญิงมอญนั้น ผู้หญิงต้องนุ่ง “ ผ้าถุงแดง ” ลายดอกบนพื้นแดงมีเชิง  ส่วนเสื้อจะนิยมสวมเสื้อตัวในเป็นคอกลม แขนกุด เล็กพอดีตัว สีสด สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวทรงกระบอก คอกลม ผ่าหน้าผูกเชือกจะเป็นผ้าลูกไม้หรือผ้าเนื้อบางสีอ่อนก็ได้ มองเห็นเสื้อตัวใน ถ้ายังสาวอยู่แขนเสื้อจะยาวถึงข้อมือ หากมีครอบครัวแล้วก็จะเป็นแขนสามส่วน  ชายเสื้อค่อนข้างยาวปิดสะโพกเพื่อให้แตกต่างจากเสื้อผู้หญิงพม่า

              ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า การแต่งกายที่จัดว่าเป็นชุดประจำชาติของมอญทั้งชายและหญิงนั้น เป็นผลมาจากความพยายามของคนมอญในพม่าที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง และต่อต้านนโยบายกลืนชาติของพม่าที่พยายามแสดงออกว่าพม่ากับมอญเป็นชนชาติเดียวกัน โดยพม่ารับอารยธรรมมอญไว้แทบทุกด้าน รวมทั้งวัฒนธรรมการแต่งกายที่คล้ายคลึงกัน ส่งผลทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจำแนกแยกแยะระหว่างชาวมอญกับชาวพม่าได้  ด้วยเหตุนี้  ในปี พ.ศ. 2513 คนมอญจึงคิดค้นชุด “ ประจำชาติ ” ที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายมอญขึ้นใหม่เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากพวกพม่าโดยเน้นสีแดงเป็นหลัก  นำโดยนายอองมู นักศึกษาแพทย์สังกัดชมรมนิสิตนักศึกษามอญในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งในขณะนั้นที่ลงพื้นที่กระจายกันเก็บข้อมูล สำรวจลวดลายผ้ามอญพื้นบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลายที่เลิกทอกันไปแล้วบ้าง ไม่ได้รับความนิยมบ้าง รวมทั้งผ้าในหีบห่อผ้าผี ซึ่งสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพชนไม่เปลี่ยนแปลง  เมื่อได้ข้อมูลและตัวอย่างผ้ามอญโบราณมาแล้ว กลุ่มนักศึกษาจึงได้ประมวลทั้งลายและสีที่ใช้กันมากที่สุด และปรับปรุงให้เป็นชุดมอญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและนำอัตลักษณ์นี้มาใช้เพื่อแบ่งแยกความเป็นมอญกับพม่าได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น(องค์ บรรจุน, 2549; หน้า 225 )

              “ ผ้าสไบ ” นับเป็นอัตลักษณ์สำคัญของเครื่องแต่งกายชาวมอญอีกประเภทหนึ่ง โดยใช้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  สำหรับผู้ชาย ผ้าสไบเรียกได้ว่าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์เทียบเท่ากับผ้าขาวม้าของคนไทย แต่มิได้ใช้ประโยชน์แบบผ้าขาวม้าและจะไม่ใช้ผลัดอาบน้ำเป็นอันขาด เพราะสไบจะถูกนำมาใช้ในวาระโอกาสสูงและใช้ในพิธีรรมสำคัญ อย่างใช้โพกหัว ใช้หนุนนอน ใช้พาดไหล่ เมื่อประกอบพิธีกรรมโดยพาดไหล่ซ้าย พาดปล่อยชายผ้าทั้งสองข้างทิ้งไปด้านหลังยามไปงานรื่นเริง หรือพาดเฉลียงบ่าเมื่อเข้าวัดหรือร่วมงานพิธีการ และเมื่อจะใช้เป็นผ้าปูรองกราบก็จะปล่อยชายจากไหล่ลงข้างหนึ่ง โดยคนมอญเรียกผ้านี้ว่า “ หญาดอะบัว ” สำหรับผู้หญิงจะเรียกผ้าพาดไหล่สไบเฉียงนี้ว่า “ หญาดหะเหริ่มโตะ ” หรือ “ หญาดหมิ่นโตะ ” เนื่องจากริมของผ้าสไบเฉียงนี้ ปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ อีกเหตุผลหนึ่งเชื่อกันว่า แต่เดิมมา หญิงมอญมักใช้ผ้าลักษณะนี้พันรอบอกต่างเสื้อ  โดยผู้หญิงแต่ละคนจะมีคนละหลายผืน หลายสี ในสมัยโบราณผู้หญิงแต่ละคนจะเย็บและปักผ้าเอง แต่ในปัจจุบัน หาไม่ทำเองก็จะมีผู้ผลิตมาขายสนนราคาตั้งแต่ผืนละ 400 – 800 บาท ตามแต่ความละเอียดสวยงามของลวดลายริมผ้า  อย่างไรก็ตาม สำหรับสไบมอญที่เป็นผ้าปักของชาวมอญน้ำเค็มแถบจังหวัดสมุทรสาครจะมีลวดลายโดดเด่นไม่เหมือนใคร  รวมทั้งชุมชนที่อพยพไปจากสมุทรสาคร เช่น บางกระดี่ ลาดกระบัง (กรุงเทพ ฯ ) บางเลน ( นครปฐม ) หรือไทรน้อย ( นนทบุรี ) ด้วย  โดยสไบจะมีขนาดกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาวประมาณ 200 – 250 เซนติเมตร  เมื่อเวลาใช้จะพับเป็นสี่ทบตามแนวยาว ที่ขอบสไบปักเป็นลายดอกพิกุล  ส่วนกลางผืนปักเป็นลายดอกมะเขือ ( ดอกไม้ 5 กลีบ ) สอดสลับสีตัดกับพื้นของสไบอย่างดงาม สีที่นิยม เช่น สีบานเย็น สีตอง สีจำปา และสีเหลือง เป็นต้น  ผ้าสไบชนิดนี้ ปัจจุบันถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของการแต่งกายของหญิงชาวมอญในชุมชนบางกระดี่

              อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยอิทธิพลของนโยบายผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของรัฐไทยกระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำรงชีพของชาวมอญรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในเมืองมากกว่าชนบท  ส่งผลทำให้ชาวมอญในปัจจุบันไม่กล้าแสดงอัตลักษณ์ความเป็นมอญผ่านเครื่องต่างกาย และนิยมแต่งกายด้วยชุดสากลนิยมในชีวิตประจำวันเฉกเช่นคนไทยมากกว่า มีเพียงผู้สูงอายุบางส่วนที่ยังคงนิยมแต่งกายด้วยชุดมอญในชีวิตประจำวัน รวมทั้งแต่งกายไปวัด หรืองานสำคัญในโอกาสต่าง ๆ  อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีว่า การขับเคลื่อนเพื่อฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยกลุ่มองค์กรและเครือข่ายของชาวมอญในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนกระตุ้นให้คนมอญรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมมอญ และมีความมั่นใจที่จะแต่งกายด้วยชุดมอญไปวัดหรือเข้าร่วมงานประเพณี พิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น (Thai PBS, 31 พฤษภาคม 2016)

  • บ้านของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

              เมื่อชาวมอญอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย ทางการไทยมักจะพาชาวมอญไปตั้งหลักแหล่งในจุดที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่บริเวณที่จัดให้มักจะเป็นริมน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับภูมิประเทศแบบเดิมในเมืองมอญที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน เช่นในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือกรุงเทพ ฯ ขึ้นไป  ปัจจุบัน ชาวมอญจำนวนมากก็ยังคงอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งตามสถานที่ที่ราชการจัดไว้ให้แต่เดิมเหมือนครั้งแรกที่อพยพเข้ามา โดยนิยมอยู่อาศัยด้วยกันภายในกลุ่มชาวมอญเอง กล่าวคือ เมื่อสมัยอยู่ที่เมืองมอญเคยอยู่ในหมู่บ้านใด เมื่ออพยพเข้ามาไทยก็จะอยู่ร่วมกับผู้คนในหมู่บ้านแห่งเดิม   ลักษณะการตั้งหมู่บ้านของชาวมอญจะเหมือนกับการตั้งคุ้มของชาวเหนือหรือหมู่บ้านตามภาคอีสานของไทย กล่าวคือ ปลูกบ้านอย่างหนาแน่นติด ๆ กันในที่หนึ่ง แล้วถัดออกไปจากหมู่บ้านจึงจะเป็นสถานที่ทำกินเช่นเทือกสวนไร่นา บ้านเรือนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำในหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าจะมีการขยับขยาย โยกย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนออกไป  บ้านเรือนในที่ใหม่ก็จะยังคงเอกลักษณ์อยู่ริมน้ำเช่นเดิม  นอกจากนั้น จุดเด่นที่สำคัญของชุมชนมอญอีกประการหนึ่ง คือ ทุกชุมชนจะต้องมีวัดในพระพุทธศาสนาเป็นวัดประจำชุมชนอย่างน้อยหนึ่งวัด ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 130 - 131 )

              ลักษณะบ้านเรือนที่อยู่อาศัย

              งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, หน้า 130 - 131 ) ได้สัมภาษณ์ชาวมอญจากชุมชนต่าง ๆ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ล้วนระบุตรงกันว่า ลักษณะของบ้านเรือนที่ชาวมอญอยู่อาศัยเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะเป็นเพียงเพิงพักหรือบางท่านให้คำนิยามว่า “ กระต๊อบ ” หลังคามุงจาก ฝาขัดแตะ และปลูกเพียงหลังเล็ก ๆ พออาศัยเท่านั้น เนื่องจากสมัยก่อนชาวมอญมีฐานะยากจน  ต่อมาเมื่อมีฐานะดีขึ้นจึงปรับปรุงให้เป็นบ้านทรงไทยขึ้นมา  แต่ยังคงลักษณะของบ้านทรงไทยใต้ถุนสูง เพราะต้องเตรียมไว้รับกับสภาพน้ำขึ้นน้ำลง เนื่องจากบ้านชาวมอญส่วนใหญ่จะอยู่ติดริมแม่น้ำ และเพื่อใช้พื้นที่ในส่วนของใต้ถุนไว้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัวด้วย  ลักษณะของหมู่บ้านมอญส่วนใหญ่จึงเป็นลักษณะหมู่บ้านยาวไปตามริมแม่น้ำ 

              บ้านเรือนส่วนใหญ่มีลักษณะและใช้วัสดุในการปลูกบ้านคล้ายคลึงกับเรือนของคนไทยทั่วไปในสมัยนั้น ๆ คือ เป็นเรือนไม้เครื่องผูกคาดว่า ช่วงแรกเครื่องผูกก็จะใช้วัสดุที่หาได้ตามท้องถิ่น  ตัวบ้านยกพื้นสูง หลังคาทรงจั่ว ใช้ทั้งไม้ไผ่และไม้เนื้อแข็ง มีปั้นลมแหลม ใช้ฝาเฟี้ยมและมุงหลังคาด้วยจาก ซึ่งในปัจจุบันก็มีการปรับเปลี่ยนเป็นทั้งมุงด้วยสังกะสีและมุงด้วยกระเบื้อง ซึ่งการปลูกบ้านของชาวมอญในสมัยก่อนจะต้องสอดคล้องกับหลักความเชื่อเรื่องการปลูกบ้านตามคัมภีร์โละสิทธิของมอญ ตลอดจนมีการดูฤกษ์ยาม มีเกณฑ์และโฉลกตามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เริ่มตั้งแต่การเลือกเวลาที่จะปลูก เลือกที่ดิน เลือกตำแหน่งที่จะปลูก การขุดเสาเรือน การตั้งเสาเรือน ต้องให้ถูกต้องตามขนาดและสัดส่วนที่กำหนด (สุจริตลักษณ์ ดีผดุงและคณะ, 2542 ; สรัญญา ชูชาติไทย, 2543, หน้า 40)  

              ส่วนประกอบของตัวบ้านมักจะประกอบด้วยนอกชาน ระเบียง ที่สำคัญที่สุด คือ จะตั้งเสาเรือน ซึ่งเป็นเสาหลักต้นหนึ่งในบ้านเป็นที่ตั้งหิ้งบูชาผีเรือน  เครื่องเรือนที่สำคัญ ได้แก่ เสื่อ ซึ่งทอกันเองภายในหมู่บ้านและหมอน ไม่ค่อยมีโต๊ะหรือเก้าอี้ เพราะชาวมอญมักจะนิยมนั่งรับรองแขกด้วยเสื่อ   ( สุภรณ์ โอเจริญ, 2541, หน้า 80 )  และการปลูกบ้านของชาวมอญมักจะสร้างและหันหน้าเรือนไปทางทิศเหนือ เหตุเพราะชาวมอญอพยพมาจากทิศเหนือ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งหลักแหล่งมั่นคงถาวรแล้วจึงปลูกบ้านหันไปทางทิศเหนือ และเพราะเหตุที่แม่น้ำสายต่าง ๆ ในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มีแนวจากเหนือไปใต้ทั้งสิ้น  ดังนั้น เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ชาวมอญก็ยังคงนิยมปลูกบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองและหันหน้าไปทางทิศเหนือ จึงกลายเป็นต้องปลูกบ้านขวางแม่น้ำ อันเป็นที่มาของคำเรียกว่า “ มอญขวาง ” ( สุจริตลักษณ์ ดีผดุง และคณะ, 2542, หน้า 10 ) การปลูกบ้านขวางแม่น้ำของชาวมอญสันนิษฐานว่ามีที่มาจากความเชื่อสองประการ กล่าวคือ ประการแรก เชื่อว่าการปลูกเช่นนี้เป็นการถูกต้องตามสุขลักษณะและสุขสบาย  และประการที่สอง เชื่อว่าปลูกเพื่อให้สะดวกกับการประกอบพิธีศพ ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 133 ) กล่าวคือ ตามประเพณีการเคลื่อนศพออกจากบ้านของชาวมอญจะต้องเอาศพออกทางทิศเหนือของตัวเรือนเสมอ  ถ้าทางทิศเหนือไม่มีประตูก็จะต้องทะลุฝาบ้านออก เมื่อประเพณีเป็นเช่นนี้จึงทำให้ชาวมอญจึงสร้างบ้านเผื่อเอาไว้  อย่างไรก็ตาม ชาวมอญซึ่งนิยมปลูกบ้านตามริมแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวจากทิศเหนือลงใต้ ซึ่งถ้าหากจะปลูกบ้านตามริมแม่น้ำ คือ ให้ขนานกับแม่น้ำแล้ว เวลาจะเอาศพออกต้องทะลุฝาออกด้านข้าง ซึ่งไม่สะดวกเพราะไม่มีประตู  ดังนั้น จึงต้องปลูกเรือนขวางคลองหรือหันหน้าเรือนไปทางเหนือ (ส.พลายน้อย, 2544,หน้า 247)

              นอกจากนี้ ชาวมอญยังมีความเชื่อเรื่องที่อยู่อาศัยอีกว่า คนมอญเมื่อแต่งงานแล้วจะอยู่หลังคาเดียวกับเรือนใหญ่ไม่ได้  หากฝ่าฝืนเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเสียหาย จะทำกินไม่ขึ้น หรือเกิดการเสื่อม เพราะถือเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่  ทั้งนี้ ห้องนอนของผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ปู่ย่าตายายหรือแขกผู้ใหญ่ต้องให้อยู่ทางทิศตะวันออก หรือทางทิศใต้  ส่วนครัวให้อยู่ทางตะวันตกของบ้าน  ลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนให้อยู่ห้องติดกับผู้ใหญ่ แต่อยู่ทางทิศตะวันตกอันแสดงถึงความอ่อนอาวุโส  ส่วนลูกสาวที่ออกเรือนแล้วก็ให้มากั้นห้องใหม่อยู่ทางทิศตะวันตกหรืออยู่ในส่วนของเรือนครัว ซึ่งแบ่งเรือนครัวแห่งนี้เป็นสามส่วน ได้แก่ ส่วนของการทำอาหาร ส่วนเก็บของ และห้องนอน  ทั้งนี้ ชาวมอญมีความเชื่อด้านที่อยู่อาศัยประการหนึ่งที่แตกต่างกับคนไทยโดยสิ้นเชิง คือ เรื่องทิศของหัวนอน โดยมีคำพูดติดปากว่า “ มอญทิศใต้ ไทยทิศเหนือ ” กล่าวคือ คนไทยนิยมหัวหัวนอนไปทางทิศเหนือ  ส่วนคนมอญจะหันหัวนอนไปทางทิศใต้  อย่างไรก็ตาม คนไทยเชื้อสายมอญในปัจจุบันมิได้เคร่งครัดในเรื่องนี้นัก (ธีระ ทรงลักษณ์, สัมภาษณ์ 16 มกราคม 2553 อ้างถึงใน สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 133)

              คติในการปลูกบ้านที่มีเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของชาวมอญ คือ การหันเรือนให้ห้องที่มีเสาผี (เสาเอก) ของบ้านอยู่ด้านทิศตะวันออก ให้เป็นจุดแรกที่รับแสงยามอรุณรุ่งก่อนห้องอื่น ๆ ทำให้เงาของคนที่อาศัยอยู่ในบ้านจะได้ไม่ทาบทับเข้ากับเสาผีที่คนมอญเคารพสูงสุดรองจากพระพุทธเจ้า  นอกจากเหตุผลในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับผีแล้ว ยังสามารถอธิบายได้แบบวิทยาศาสตร์ ในแง่ที่ว่า ห้องที่มีเสาผีนั้นเป็นห้องเจ้าบ้าน ซึ่งก็คือ ห้องพ่อแม่อันเป็นประมุขของครอบครัว จึงควรที่จะได้รับแสงยามเช้าก่อนใคร นอกจากแสงแดดยามเช้าเป็นแดดอ่อนที่มีวิตามินดีซึ่งมีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว  ประโยชน์ที่แท้จริงอีกประการหนึ่ง คือ แสงแดดช่วยสาดส่องฆ่าเชื้อโรคภายในห้อง และในตอนเย็นห้องดังกล่าวก็จะเย็นก่อนใคร เพราะไม่ถูกแดดบ่ายซึ่งร้อนจัดแผดเผายาวนาน  พ่อกับแม่จึงเข้านอนได้สบาย  ส่วนลูก ๆ ในวัยหนุ่มสาวที่แข็งแรงอยู่แล้วย่อมหาเวลานอนที่เหมาะสมได้เอง  ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากบ้านใหญ่ซึ่งเป็นบ้านพ่อแม่แล้ว เมื่อลูกหลานต้องการแยกเรือนออกไปก็จะต้องไม่ปลูกเรือนขวางตะวันให้เงาบ้านลูกทับบ้านพ่อแม่อีกด้วย  มิเช่นนั้น เชื่อกันว่าจะทำให้ลูกหลานทำมาหากินไม่ขึ้น (องค์ บรรจุน, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม, กุมภาพันธ์ 2549, หน้า 50 - 53)

              สำหรับจุดเปลี่ยนในเรื่องสภาพที่อยู่อาศัยของชาวมอญนั้นสันนิษฐานว่า ในยุคเริ่มอพยพ บ้านเรือนของชาวมอญยังมีลักษณะเป็นเรือนไม้เครื่องผูกหลังเล็ก ๆ ก่อนและอาศัยอยู่รวม ๆ กัน  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงเริ่มเปลี่ยนแลงเป็นบ้านแบบเรือนไทยภาคกลาง แต่ใช้หลักการปลูกตามความเชื่อเรื่องการปลูกบ้านตามแบบคัมภีร์โลกะสิทธิของมอญ  สำหรับการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในช่วงแรกของชาวมอญยังมีที่ดินรวมเป็นอาณาเขตเดียวกัน  ต่อมา เมื่อมีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ( ตามแผนที่ระวาง ร.ศ.112 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ) ทำให้ลักษณะการจับจองต่างกันไปตามฐานะและขนาดครอบครัว ส่งผลทำให้เกิดความแตกต่างของขนาดที่ดิน จากเดิมที่คาดว่ามีขนาดที่ดินไม่แตกต่างกันมากนัก (สรัญญา ชูชาติไทย, 2543, หน้า 40)  นอกจากนี้ ชุมชนมอญส่วนใหญ่ยังคงเป็นชุมชนเกษตรกรรมที่มีการขยายตัวไม่มาก แต่หากขยายตัวก็จะกระจุกตัวอยู่อย่างหนาแน่นในแถบสถานที่ราชการและตลาด  ส่วนชุมชนที่พักอาศัยก็ยังคงมีการตั้งถิ่นฐานแบบเดิม ( สุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง, 2553, หน้า 134)

              ปัจจุบัน เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญก้าวหน้าขึ้น ชาวมอญจำนวนมากจึงเปลี่ยนจากการตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำมาเป็นสร้างบ้านริมถนนแทน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวัน  สำหรับความเปลี่ยนแปลงต่อรูปแบบบ้านของชาวมอญในปัจจุบันนั้น กรณีของชุมชนมอญบางขันหมากซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในบริบทกึ่งชนบทกึ่งเมือง และมีหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง แม้ว่าชาวมอญจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ แต่ก็มีการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ  อย่างไรก็ตาม บ้านของชาวมอญแบบเดิมที่เป็นบ้านไม้หลังคาทรงจั่ว ใต้ถุนสูง คล้ายบ้านทรงไทยของคนไทยก็ยังคงมีอยู่ แต่มีจำนวนน้อยลง เพราะส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนเป็นบ้านแบบทันสมัย  แต่กระนั้น ความเชื่อเรื่องการสร้างบ้านเรือนและรูปแบบบ้านมอญแบบเดิมบางส่วนยังคงยึดถือปฏิบัติกัน โดยพบว่า ชาวมอญยังคงสร้างห้องที่เป็นที่อยู่ของผีเรือน หรือหากเป็นบ้านของต้นผีหรือหัวหน้าต้นตระกูลก็จะใช้เป็นห้องเก็บเครื่องผีของตระกูลด้วย ( Thailand Science Research and Innovation , 6 เม.ย.2015 ) 

              ในขณะที่งานศึกษาของสุจิตรา เปลี่ยนรุ่ง ( 2553, หน้า 254 - 255) ได้ศึกษาอัตลักษณ์ด้านที่อยู่อาศัยของชาวมอญในชุมชนมอญที่ถือว่าอยู่ในบริบทความเป็นเมืองทั้งหมด อันได้แก่ ชุมชนมอญพระประแดง ชุมชนมอญปากเกร็ด และชุมชนมอญบางกระดี่ พบว่า ชุมชนมอญบางกระดี่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางด้านที่อยู่อาศัยไว้ได้มากที่สุด ในขณะที่ชุมชนมอญพระประแดงและชุมชนมอญปากเกร็ดไม่ได้สืบทอดความเชื่อทางด้านที่อยู่อาศัยที่สำคัญ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1.) การปลูกบ้านตามคัมภีร์โลกะสิทธิ์  (2.) การมีอะลกห้อยประจำบ้าน และ (3.) การมี “ เสาผี ” หรือการมีเสาบูชาผีเรือนในบ้าน  ทั้งนี้ เนื่องจากความเชื่อเรื่องผีมีการกลืนกลายไปมากแล้ว อีกทั้งขาดผู้อาวุโสในชุมชนที่จะคอยควบคุมการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวด้วย  สำหรับประเด็นอัตลักษณ์ด้านที่อยู่อาศัยที่สูญหายมากที่สุดจากทั้ง 3 ชุมชน มี 2 ประเด็น ได้แก่ (1.) การรับแขกด้วยเสื่อ  (2.) การมีเสื่อและหมอนที่ทำขึ้นเอง เนื่องจากทุกชุมชนอยู่ในบริบทความเป็นเมือง  สภาพบ้านเรือนมีความทันสมัย ผู้คนสามารถหาซื้อเฟอร์นิเจอร์และของใช้ภายในบ้านได้เอง  ดังนั้น วิถีปฏิบัติในการรับรองแขกด้วยเสื่อและการทำของใช้เองภายในบ้านจึงสูญหายไปในปัจจุบัน 

     

  • อาหารของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ :

              ชาวมอญมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับอาหารที่มีลักษณะเฉพาะของตน การที่ชาวมอญอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยเป็นจำนวนมากเป็นเวลาหลายร้อยปี ส่งผลทำให้วัฒนธรรมอาหารหลายอย่างของชาวมอญได้ถูกผสมผสานอยู่ในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง อันปรากฏอย่างชัดเจนว่า อาหารมอญหลายประเภทเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีการปรุงและรับประทานกันอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (พิสัณห์ ปลัดสิงห์, 2530 อ้างถึงใน พัชรินทร์ สิรสุนทร, 2558, หน้า 41)  โดยองค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014) อธิบายว่า วัฒนธรรมอาหารมอญมีความดั้งเดิมมากกว่าอาหารไทยเป็นอย่างมาก ดังที่ปรากฏอย่างชัดเจนที่สุด คือ วัฒนธรรมการรับประทานปลาร้า อันเป็นภูมิปัญญาอาหารดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์เก่าแก่ในเอเชียตะวันออกเฉียงได้ คือ กลุ่มชาติพันธุ์ตระกูลออสโตร - เอเชียติก ได้แก่ ชาวมอญ เขมร และเวียดนาม ซึ่งได้ส่งต่อภูมิปัญญาเก่าแก่มายังคนรุ่นหลังในปัจจุบันและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์อาหารไทย  ส่วนวัฒนธรรมอาหารมอญแบบใหม่ เช่น ขนมจีนและข้าวแช่ ก็ถูกผสมกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยในปัจจุบันเช่นกัน

              วัฒนธรรมอาหารที่ชาวมอญยังคงสืบทอดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท อันได้แก่ อาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน  อาหารที่ใช้ในพิธีกรรมและประเพณี และอาหารของชาวมอญในแต่ละท้องถิ่น  โดยอาหารพื้นบ้านมอญเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์สูงทางโภชนาการ เนื่องจากมักประกอบด้วยผักสมุนไพร ปลา และเครื่องเทศ  ซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุดิบที่หาได้ตามธรรมชาติ  พิชอาหารหลักของคนมอญส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเมือกลื่น ซึ่งมีสรรพคุณช่วยดูดซับสารพิษออกจากร่างกาย ได้แก่ ลูกมะตาด ( เป็นผลไม้ประจำชาติมอญ คนไทยเรียกว่า “ แอปเปิ้ลมอญ ”)  กระเจี๊ยบ (รับประทานทั้งใบ ผลอ่อน และฝัก)  มะส้าน  ผักปลัง  พุทราป่า อาหารที่พบมากในสำรับอาหารของชาวมอญในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่เป็นแกง หรือที่ชาวมอญเรียกว่า “ คว่ะ ” มี 2 ประเภท คือ ประเภทแรก คือ แกงใส่กะทิและแกงส้ม  แกงส้มของชาวมอญ นิยมใส่กระชายและผิวมะกรูด และใส่ผักพื้นบ้านหรือผักที่มีรสออกเปรี้ยว เช่น กระเจี๊ยบ มะตาด มะสั้น ส่วนแกงกะทิที่นิยม ได้แก่ แกงเลียง แกงบอน กับประเภทที่สอง ได้แก่ น้ำพริก และเครื่องจิ้ม มักใช้ปลาร้าเป็นส่วนประกอบ มีทั้งที่ใส่กะทิและไม่ใส่ นิยมใส่เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นจำนวนมาก เช่น หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด และใส่เนื้อปลา อาจเป็นปลาสดหรือปลาย่างตามความนิยมในแต่ละพื้นที่ (องค์ บรรจุน , 28 ตุลาคม 2014 ; ดาริกา ธนะศักดิ์ศิริ, 2556, หน้า 38) 

              อย่างไรก็ตาม อาหารมอญในปัจจุบันก็มีความแตกต่างจากอาหารมอญแบบดั้งเดิม  โดยองค์ บรรจุน (28 ตุลาคม 2014) ได้อธิบายว่า ในสังคมดั้งเดิมของชาวมอญจะไม่นิยมรับประทานแกงกะทิในชีวิตประจำวันแบบคนไทย  ส่วนใหญ่จะถือว่า แกงกะทิเป็นอาหารที่ดี จึงนิยมทำถวายพระ  แต่ในช่วงหลังที่รับอิทธิพลทางด้านอาหารจากพม่าหรืออินเดีย  อาหารมอญในช่วงหลังจึงเริ่มใส่เครื่องเทศที่กลิ่นแรงและใส่น้ำมันเยอะ  แกงกะทิมอญเหล่านี้มักใส่เนื้อสัตว์ประเภทต่าง ๆ  โดยเพจรามัญคดี – Mon Studies ( 10 พฤษภาคม ; 10 มิถุนายน 2563) ได้อธิบายถึงวัฒนธรรมการรับประทานเนื้อสัตว์ของชาวมอญในอดีตที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ และไม่ได้รับประทานเป็นชิ้นใหญ่แบบชาวตะวันตก  วิถีการกินดังกล่าวสอดคล้องกับพระรามัญนิกายที่จะไม่ฉันกุ้งหอยปูปลาที่เห็นรูปลักษณ์เป็นตัวตนชัดเจน ต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนำมาประกอบอาหาร  วัฒนธรรมการรับประทานเนื้อสัตว์ใหญ่ของชาวมอญในระยะหลังน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากชาวมุสลิมหรือชาติตะวันตก  นอกจากนี้ อาหารมอญดั้งเดิมจะต้องใส่กระชายในแกงแทบทุกชนิด เพราะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน โดยเฉพาะในแกงส้ม ทำให้แกงส้มมอญมีกลิ่นและรสชาติที่ต่างจากแกงส้มของไทย  ทว่าคนมอญในปัจจุบันกลับไม่นิยมใส่กระชายในแกงส้มเท่าใดนัก เหลือเพียงใส่เฉพาะในแกงขี้เหล็กและน้ำยาที่รับประทานกับขนมจีนเท่านั้น (เว้นแต่ชุมชนมอญราชบุรีที่ยังคงเอกลักษณ์ของตนไว้มาก )  เหตุผลหลักประการหนึ่งอาจเป็นเพราะคนมอญต้องออกนอกชุมชนและปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนเชื้อสายอื่น ๆ จึงเกิดการประนีประนอมรสชาติอาหารให้กลุ่มคนชาติอื่น ๆ รับประทานได้

              งานศึกษาของ อิมธิรา อ่อนคำ (2560, หน้า 190 - 197) อธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารของชุมชนบ้านม่วง จ.ราชบุรี ดังต่อไปนี้

              ชาวมอญที่มีวิถีชีวิตตามลุ่มแม่นํ้าแม่กลองในจังหวัดราชบุรี ได้ประกอบอาชีพ หลักคือ การทํานาเหมือนกับคนไทย อาหารหลักก็มาจากแหล่งนํ้าที่ตนอาศัยอยู่ พวกพืชผักต่าง ๆ  ก็สามารถปลูกและนํามาประกอบอาหารได้ตามฤดูกาล ดังที่ อําไพ มัฆมาน (2552, หน้า 229-235) ได้กล่าวไว้ว่า พืชผักที่ชาวมอญได้นํามาใช้ทําอาหารนั้นมีอยู่หลากหลาย และนํามาประกอบอาหาร ได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ส่วนต่าง ๆ ของพืชผักที่นํามาใช้รับประทาน ได้แก่ ใบ ดอก ยอด ผล ฝัก เมล็ด ต้น หน่อ หัว ราก ซึ่งรับประทานผักเหมือนคนกับไทย ส่วนอาหารที่ประจําครัวเรือนของ มอญส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยว เพราะปรุงมาจากพื้ชผักที่มีรสชาติเปรี้ยว ได้แก่ กระเจี๊ยบมอญ ใบมะขาม อ่อน พุทรา มะตาด มะซ่าน มะม่วงอ่อน กระท้อน กะลิงปิง เป็นต้น และชาวมอญในแต่ละท้องถิ่น ที่มีพืชผักที่แตกต่างกันตามสภาพทางภูมิศาสตร์ การทําอาหารในครัวเรือนจึงมีความหลากหลาย อาหารมอญที่ปัจจุบันยังมีการรับประทานกันอยู่ในท้องถิ่นบริเวณลุ่มแม่นํ้าแม่กลอง

              การตั้งที่อยู่อาศัยของชาวมอญทั้งอําเภอ บ้านโป่ง วมไปจนถึงชาวมอญอําเภอโพธาราม ได้สร้างบ้านเรือนให้ตั้งอยู่ริมแม่นํ้าแม่กลองตลอด ทั้งสองชายฝั่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ชาวมอญตําบลบ้านม่วงที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ริมนํ้าแม่กลองมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงได้เห็นว่าชาวมอญมีวิถีชีวิตของชาวมอญที่เรียบง่าย และพื้นที่ตําบลบ้าน ม่วงนั้นเป็นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งนํ้า ดังนั้น ชาวมอญตําบลบ้านม่วงส่วนใหญ่จึงมีอาชีพทํานา และยังได้ ข้อมูลว่าอาหารหลัก ๆ คือ ข้าว และพวกกับข้าวต่าง ๆ ที่ได้จากสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามแหล่งนํ้า ธรรมชาติ อย่างเช่น ปลา หอย กุ้ง และโดยเฉพาะปลาตัวใหญ่รวมถึงปลาตัวเล็ก หรือชาวมอญ เรียกว่า ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาพวกนี้จะหาได้ตามแหล่งนํ้าที่มีอยู่ทั่วไป  

              วิถีชีวิตในเรื่องของอาหารการกินของชาวมอญ ตําบลบ้านม่วงแห่งนี้ เนื่องจากในชุมชน นี้ตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ความเจริญจากเมืองกรุง จึงเข้ามาอย่างง่ายดาย รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทําให้ชุมชนได้มีการผสมกลมกลืนไปกับคน ไทยและโดยเฉพาะเรื่องของอาหาร ผู้คนในชุมชนมอญก็มีวิถีชีวิตเช่นเดียวกับคนไทยการหุงหา

              อาหารก็มีความคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น บางครอบครัวก็มีการปรุงอาหารเป็นเหมือนกับคนไทย กล่าวคือ เป็นอาหารทั่ว ๆ ไปที่คนไทยรับประทานกัน    แต่ถึงอย่างไรก็ตามอาหารในแต่ละมื้อของชาวมอญที่นี่ถึงแม้ว่าจะรับประทานกัน เหมือนกับคนไทย  แต่ด้วยชุมชนมอญบ้านม่วงแห่งนี้มีทั้งพิพิธภัณฑ์ มีทั้งกลุ่มคนสูงอายุที่ยังคงมี วิถีชีวิตเป็นแบบมอญ ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจํานวนมาก รวมทั้งชาวบ้านที่นี่ก็ยังคงประกอบ อาชีพทํานากันเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้นี่เองก็ไม่ได้ทําให้อาหารมอญของตําบลบ้านม่วงแห่งนี้นั้น อาหารรูปแบบเดิมเช่นในอดีตไม่ได้หมดสิ้นไปสักทีเดียว และอาหารมอญที่ชาวมอญตําบล บ้านม่วงแห่งนี้ยังจัดหามาปรุงมารับประทานกันก็มีหลากหลายเมนู ดังที่ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ ชาวมอญตําบลบ้านม่วง พบว่า อาหารมอญในปัจจุบันชาวมอญที่นี่ก็ยังคงทํารับประทานกันภายใน ครอบครัว วัตถุดิบต่าง ๆ ในการปรุงอาหารชาวมอญก็ยังคงหาจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของชาวมอญ เอง เช่น พวกปลาที่อยู่ในนา หรือแม้กระทั่งพวกพืชผักต่าง ๆ ชาวมอญเองก็ยังคงปลูกกินกัน ตามท้องนา หรือตามบริเวณบ้าน ชาวมอญที่บ้านม่วงแห่งนี้ ยังมีวิถีชีวิตแบบดั่งเดิม เรื่องอาหาร การกินก็ยังคงกินกันแบบเดิมอยู่  และข้อมูลการสัมภาษณ์ยังทําให้ผู้วิจัยทราบว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมอญ ในเรื่อง ของอาหาร ไม่ว่าจะตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ ชาวมอญยังคงรับประทานอาหารแบบดั่งเดิมของ ตนเอง ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีความเจริญจากเมืองกรุงเข้ามายังชุมชนก็ตาม แต่ชาวมอญที่นี่ก็ยังคง ดํารงชีวิตในเรื่องของอาหารการกินของตนเองมาโดยตลอด อาหารมอญได้รับการอนุรักษ์ไป โดยอัตโนมัติเพราะคนมอญที่นี่นําอาหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน   กล่าวคือ อาหารมอญได้อยู่ในชีวิตประจําวันตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ชาวมอญหาอาหารมา รับประทานกันอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงใช้ดําเนินชีวิตเช่นเดิมคือ หาปลาเล็กปลาน้อยตามท้องไร่ท้อง นา เพื่อนํามาประกอบอาหารบ้าง หาพวกพืชผักจากตามท้องไร่ท้องนา และปลูกผักไว้ในบริเวณ บ้านเพื่อบริโภค หรือแม้แต่พืชผักเฉพาะที่จะต้องปลูกให้ต้นเติบใหญ่ จึงจะกินผลของมันได้ ชาว มอญที่นี่ก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม ยังรับประทานอาหารพืชผักตามฤดูกาลที่หาง่ายตามท้องถิ่นของ ตนเอง ช่วงไหนถึงเวลาก็จะเอาพืชผักนั้นนํามาปรุงอาหาร เป็นต้น  

              อาหารในวิถีชีวิตของชาวมอญที่ได้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของชาวมอญลุ่มแม่นํ้าแม่ กลองแห่งนี้ อําไพ มัฆมาน. (2552, หน้า 229-235) ได้แบ่งประเภทของอาหารมอญออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้   ประเภทที่ 1 คือ อาหารคาว ซึ่งเป็นอาหารประจําครัวเรือนมีดังนี้ “แกงเผ็ด” ได้แก่ 

              แกงกล้วยดิบ (ฟะ-ปร่าด-กรอง), แกงหัวตาล (ฟะกะ-ด็อบ-ตา), แกงใบยอ (ฟะ-ตะ-นะฮ-เมี่ยะ-โญะ), แกงมันเทศหรือมันพวง (ฟะ-วึ่น) “แกงส้ม” ได้แก่ แกงมาซ่าน (ฟะ-คะ-ล็อด), แกงมะตาด (ฟะ-คะเปรา), แกงดอกงิ้วกับพุทรา (ฟะ-กาว-เกริจ-กอ-ซ็อด-เพี่ยะ-โต่), แกงดอกสันตะวากับพุทรา  (ฟะ-ตะ-นะฮ-เกี่ยะ-เจบ-กอ-ซะ-เน-กู่), แกงบอน (ฟะ-ทาญ-กราว), แกงผักปลัง (ฟะ-ฉลอน), แกงใบ ส้มป่อยกับกล้วยดิบ (ฟะ-กะ-โม-เลี่ยะ-โป-กอ-ปร่าด-กรอง), แกงหยวกกล้วยกับใบมะขามอ่อน (ฟะ-ตะ-นอม-ปร่าด-กอ-กะ-โม-แม่ง-โกล่น), แกงใบหมักกับมะม่วงอ่อน (ฟะ-ตะ-นะฮ-กะ-ซอนกอ-คะ-ตัว-เกริก) “แกงเลียง” ได้แก่ แกงหัวปลี (ฟะ-คะ-โต่ะ-ปร่าด), แกงผักปลัง (ฟะ-ฮลอน),  แกงมันมือเสือ (ฟะ-เชีย), แกงฟักทอง (ฟะ-คะ-ปอย-ทอ), แกงใบอัญชัญ (ฟะ-ตะ-นะฮ-โย่น), แกง ใบกะเพรา (ฟะ-ว่าญ-เกี่กะ-เพรา), แกงเผือก (ฟะ-กะ-ดอบ-กราว), แกงกระทือ (ฟะ-คะ-มาจ), แกง นํ้านมข้าวโพดฟักอ่อน (ฟะ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-โก่น)) “แกงคั่ว” ได้แก่ แกงใบมะรุม (ฟะ-ตะ-นะฮ-คะนาย-เดิง), แกงหัวปลี (ฟะ-คะ-โต่ะ-หร่าด), แกงผักบุ้งนา (ฟะ-ตะ-เนิง-วุ่น-เวี่ย) “แกงจืดหรือแกง ซด” ได้แก่ ต้มปลาย่างใบมะขามอ่อน (ฟะ-กะ-เกี่ยะ-เต่อ-กอ-กะ-โม-แม่ง-โกล่น), ต้มนํ้าเต้า  (ฟะ-เล่อ) “ยํา” ได้แก่ ยํามะม่วง (กะ-วอจ-เกริก), ยําขนุน (กะ-วอจ-ปะ-นอฮ), ยําลูกยอ (กะ-วอจเมี่ย-โญ่ะ), ยําหัวปลี (กะ-วอจ-คะ-โต่ะ-ปร่าด) “นํ้าพริกหรือเครื่องหลนหรือเครื่องจิ้ม”  ได้แก่ (นํ้าพริกปลาย่าง (ตาจ-เมี่ย-ร่อจ-กะ), ปลาร้าหลน (ปะ-ร็อก-กะ-เซียก), นํ้าปลายําหรือนํ้าปลา ทรงเครื่อง (ดาจ-กะ-วอจ-กะ-จอม), นํ้าพริกมะเขืออ่อน (ดาจ-เมี่ย-ร่อจ-คะ-โดง), นํ้าพริกมะขาม อ่อน (ดาจ-เมี่ยะ-ร่อจ-แม่ง-โกล่น-ซะ-เนียก)  

              ประเภทที่ 2 คือ อาหารหวาน ชาวมอญนั้นจะทําขนมตามฤดูกาลของพืชผล มักจะทํา ในช่วงตอนเย็นของวันโกนเพื่อนําไปทําบุญตักบาตรที่วัดในวันพระ อาหารหวานของชาวมอญบ้าน โป่ง มีดังนี้ ขนมตาล (หวาญตา), ขนมข้าวต้มลูกโยน (กวาญ-คะ-โล่ม-เอิจ-เกลิจ), ขนมด้วง  (กวาญ-ตอ-กะ-นะฮ), ขนมข้าวตอกนํ้ากะทิ (กวาญ-เปีย-กะ-กอ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เพรี่ย), ขนมข้าวเม่า นํ้ากะทิ (กวาญ-ปะ-งาน-กอ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เปรี่ย), ขนมข้าวตอกคลุกมะพร้าว (กวาญ-เปี่ย-กะ-คะลาว-ซะ-เปรี่ย), ขนมข้าวเม่าคลุกนํ้าตาล (กวาญ-ปะ-งาน-คะ-ลาว-กอ), ขนมต้ม (กวาญ-เพลิ่บ-ดาจ), ขนมเม็ดแมงลักนํ้ากะทิ (กวาญ-เมี่ย-กะ-แจะ-กอฺ-ดาจ-ตอฮ-ซะ-เปรี่ย), ขนมดอกโสน (กวาฐ-กาวกะ-ล็อย), ขนมกล้วย (กวาญ ปร่าด), ขนมงวงช้าง (กวาญ-ดอฮ-เจิญ)   ประเภทที่ 3 คือ อาหารเทศกาล เนื่องจากชาวมอญเป็นผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่าง เคร่งครัด เทศกาลที่สําคัญจะเกี่ยวกับศาสนาได้แก่ วันมาฆบูชา วันเข้าพรรษา ตักบาตรนํ้าผึ้ง  ออกพรรษา เป็นต้น อาหารที่ทําขึ้นจะนําไปทําบุญที่วัด และส่งให้ญาติผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือ อาหารเทศกาลของชาวมอญบ้านโป่งมีดังนี้ ข้าวต้มเครื่อง “ข้าวหลาม (เปิง บอฮ คะ ลาม)” นําไป ทําบุญถวายวัดในเวลาเช้าตรู่ของวันมาฆบูชา เดือน 3 อากาศหนาวชาวบ้านเผาฟืนถวายความอบอุ่น

              พระสงฆ์นั่งฉันรอบกองไฟ อาหารมื้อนี้เรียกว่า เปิง ปะ เยอ “ข้าวแช่ (เปิงซันกราน)” รับประทาน กับปลาป่นหวาน ยําขนุน ยํามะม่วง หัวผักกาดหวานผัดไข่ กระเทียมดอง ผัดไข่ จะรับประทานกัน ในวันสงกรานต์ “ขนมกาละแม (กวาญ กระ ยา ซาด)” จะจัดทําในเทศกาลออกพรรษา เดือน 11 “ข้าวยาคู (เยี่ย กุ่)” จัดทําในเดือน 12 เมื่อต้นข้าวตั้งท้อง จํานําไปถวายพระทุกวัดในชุมชน “ขนมจีน (คะ นอม)” จัดทําขึ้นช่วงเวลาที่มีงานในชุมชน เช่น งานบวชรับประทานกับนํ้ายา นํ้าพริก มีผักเคียง ได้แก่ ใบแมงลัก ยอดกระถิน ถั่วงอก เป็นต้น “ขนมทอด (กวาญ ก็อก จ่าง ก็อก ตัว)” จัดทําในงาน พิธีเช่น ทําขวัญโกนผมจุก ผมเปีย และบวชนาค    ประเภทที่ 4 คือ อาหารว่าง เป็นอาหารที่รับประทานระหว่างมื้อ มักทําในโอกาสพิเศษ เช่น เลี้ยงแขก หรือมีเวลาว่างจากงานเป็นต้น อาหารว่างของชาวบ้านโป่งมีดังนี้ “ข้าวต้มกะทิ  (เปิง คะ ด็อจ)” รับประทานกับปลาเค็มหรือนํ้าตาลทราย “ข้าวมัน (เปิง กลอญ)” รับประทานกับ ส้มตํามอญ หรือปลาเค็ม “ส้มตํามอญ (กะ ว็อจ ก็อด จี)” รับประทานกับข้าวเหนียว แกล้มผักเคียง ได้แก่ ใบขนุนอ่อน ใบทองหลาง ใบคูน ใบชะพลู ใบมะยม ยอดกระถิน ยอดผักบุ้ง เป็นต้น    ประเภทที่ 5 คือ อาหารผู้ป่วย  ในช่วงเวลาที่การแพทย์ยังไม่เจริญรุดหน้า และการ คมนาคมยังไม่สะดวกดังเช่นในปัจจุบัน หากมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย ไม่สบายก็ต้องพึงพาหมอ ในชุมชน ทําการรักษาด้วยยาสมุนไพร ควบคู่ไปกับคาถาอาคมซึ่งทําให้จิตใจของผู้ป่วยเข้มแข็งหาย เร็วขึ้น การรบประทานอาหารจึงต้องระวังและต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่ทําให้แสลง อาการ เจ็บป่วยอาจจะทรุดหนักลงไป อาหารที่ชาวมอญบ้านโป่งทําให้ผู้ป่วยรับประทาน เป็นอาหารจาก ข้าวเจ้า ปรุงรสชาติอ่อน ๆ ด้วยเกลือกับนํ้าตาล มีดังนี้ “ขนมเบื้องมอญ (กวาญ กะ เวียก)” ใช้แป้ง ข้าวเจ้าปรุงรส ทอดให้เป็นแผ่น “ข้าวปิ้ง (เปิง บอฮ)” ใช้ข้าวเจ้าต้มให้เปื่อย ปรุงรสอ่อน ๆ ด้วยเกลือ อาจจะผสมนํ้าตาลทรายเล็กน้อยเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น    สภาพสังคมของชาวมอญบ้านโป่งปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป เหตุเพราะมีความ เจริญก้าวหน้าด้านต่าง ๆ เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ จึงทําให้ชึวิตของชาวบ้านได้รับความสะดวกสบาย ทั้งทางอนามัยก็มีการบริการทงด้านการแพทย์มาสู่ชุมชนทุกแห่ง ดังนั้น จึงทําให้ผู้ป่วยไม่ต้อง ระมัดระวังในเรื่องอาหารการกินดังเช่นในสมัยก่อน ดังนั้น จึงทําให้อาหารของผู้ป่วยแทบจะไม่มี อยู่ในชุมชนมอญบ้านโป่งอีกต่อไป ส่วนอาหารคาว อาหารหวาน อาหารตามเทศกาล และอาหาร ว่างนั้น ก็ยังคงมีอยู่ในวิถีชีวิตของชาวมอญบ้านโป่งอย่างโดดเด่น และยังเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ของตนเองในสังคมไทย เช่น การปรุงอาหารมอญก็ยังมีความคล้ายคลึงกับ อาหารไทย แต่พืชผักบางชนิดนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะอาหารคาวของชาวมอญ ส่วนใหญ่จะมีรสชาติเปรี้ยว เป็นต้น 

              จากการสัมภาษณ์ชาวมอญยังทราบข้อมูลว่า ในอดีตชาวมอญไม่ค่อยนิยมที่จะ รับประทานเนื้อสัตว์จากหมู ไก่ หรือเนื้อสักเท่าไร เหตุเพราะมันมีราคาแพง ชาวมอญจึงนิยมที่จะ รับประทานจําพวกปลาที่หาได้ตามท้องไร่ท้องนามากกว่า และยังสามารถนํามาถนอมอาหารได้และ ยังเเก็บไว้ได้นาน ถือว่าเป็นภูมิปัญญาในเรื่องของการถนอมอาหารของชาวมอญได้เป็นอย่างดี  อาหารที่ชาวมอญตําบลบ้านม่วงที่ยังกินกันอยู่ ก็จะมี นํ้าพริกปลาย่าง (อะร่าจ-กะ-ฮะเต้อ) นํ้าปลายําหรือนํ้าปลาทรงเครื่อง (ดั๊ด-อาจอม) กินกับขนุนอ่อนต้มดังภาพที่ 4-8 แกงส้ม  (ฟะ-ฮะ-จ๊ะห์) ใบมะขามอ่อนใส่ปลาย่าง แกงบอน (ฟะ-กราว) ภาพที่ 4-9 แกงส้มมะตาด  (ฟะ-ฮะ-เปร๊า) แกงลูกสั้น (ฟะ-อะ-ล่อด) แกงใบมะรุมกับถั่วเขียว (ฟะ-ฮะ-น่ะฮ์-ฮะ-หน่าย-เดิง-บ่อดกอ-แหมะ-บัว) ใส่เนื้อปลาและผักต้ม ภาพที่ 4-10 เป็นต้น 

              เรื่องของการถนอมอาหารของชาวมอญบ้านม่วงแห่งนี้ ชาวมอญที่นี่ยังมีการถนอมอาหารมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ในเรื่องของการทํานํ้าปลาไว้กินเอง หรือเมื่อถึงเวลา หน้าแล้งชาวมอญก็จะหาปลาไว้ล่วงหน้าและจะนํามาย่าง เพื่อเก็บไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะถึงเวลา หน้าแล้ง เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งก็นําปลาย่างที่ตนเองได้ถนอมอาหารเอาไว้นํามาปรุงอาหาร  หรือกับพืชผักสวนครัวที่ขึ้นตามฤดูกาล บุปผา ดีสุข (2541, หน้า 150-151) ได้กล่าวถึงเรื่องของ การถนอมอาหารของชาวมอญว่า การถนอมอาหารนั้นในอดีตชาวมอญจะเตรียมแลกข้าวกับเกลือ จากชาวนาเกลือในจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งนํามาแลกกันถึงในหมู่บ้านทางเรือ ชาวมอญนั้นจะนําเกลือใส่ในไหใบเล็ก และจะใส่ไว้ในกระพ้อมใบใหญ่ด้วยเพื่อเก็บเกลือไว้ใช้ในการถนอม อาหาร เช่น การทําผักดอง การทําหนอไม้ดอง เพราะในอดีตมีต้นไผ่บริเวณบ้านม่วงมีจํานวนมาก  และยังทําปลากตากแห้ง ดังภาพที่ 4-11 หรือทําปลาข้าวสุก ปลาข้าวคั่ว หรือทํานํ้าปลาใส่โอ่ง    โดยการทํานํ้าปลานั้น ชาวมอญจะหมักปลา โดยจะปิดให้มิดชิดไม่ให้นํ้าฝนเข้าโอ่งได้ และจะตั้งโองหลาย ๆ ใบเรียงรายไว้กลางแดด การหมักปลาเพื่อทํานํ้าปลานั้นจะใช้ระยะเวลา 1-3 ปี จึงจะเปิดฝานํานํ้าปลามาใช้ในปีที่ 3 และยังมีการถนอมอาหารอื่น ๆ เช่น นําถั่วเขียว พริกแห้ง รวมถึงปลาย่างรมควันมาใส่ปี๊บไว้เพื่อเก็บไว้กินได้ และยังมีการนําซี่โครงวัวทาเกลือทั้งแผ่น แล้วร้อยเชือก แขวนกับเสาไม้ไผ่สูงเพื่อตากแดดจนแห้งสนิท แล้วจึงนํามาแขวนไว้ในบ้าน แล้วตัดแบ่งได้สะดวกในการทําอาหาร   ชาวมอญยังมีการนํามะขามเปียกมาใส่ในโอ่งหรือไห และนําปลาข้าวสุก ปลาข้าวคั่ว  มาหมักใส่ในไหเล็ก ๆ ปิดปากไหด้วยใบตองแห้งและไม้ไผ่ให้มิดชิด แล้ววางไว้ที่ชานบ้านไม่ให้ โดนฝนด้วย และมีการนําหัวปลาช่อนมาใส่เกลือตากแห้งแล้วร้อยเป็นพวงแขวนไว้ในการทําอาหาร ได้ต่อไปอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารของชาวมอญ ทั้งสิ้นและทําให้ชาวมอญได้เนินชีวิตกันมารุ่นต่อรุ่นได้จนถึงปัจจุบันนี้

              แต่เมื่อกาลเวลาได้หมุนเวียนผ่านไปยุคสมัยก็เปลี่ยนตามกาลเวลา เนื่องจากปัจจุบันชาว มอญมีการย้ายถิ่นออกไปอาศัยอยู่นอกหมู่บ้านบ้าง หรือมีคนภายนอกย้ายเข้ามาอาศัยภายในพื้นที่ บ้าง จึงทําให้อาหารมอญกับคนรุ่นใหม่เริ่มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง คนรุ่นใหม่ก็กินอาหารมอญกันไม่มาก ดังนั้น จากการที่ผู้วิจัยลงสัมภาษณ์ในพื้นที่ตําบลบ้านม่วงครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เข้า ไปสัมภาษณ์ครูในโนรงเรียนวัดม่วง ซึ่งโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่อยู่ภายในพื้นที่ของวัดม่วง  ตําบลบ้านม่วง อําเภอบ้านโป่ง และโรงเรียนวัดม่วงแห่งนี้ได้มีการสืบสาน การอนุรักษ์วิถีชีวิต  และการสืบสานอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์มอญ เช่น เรื่องของอาหารมอญให้คงอยู่สืบไป    ทั้งนี้ผู้บริหารและครูในโรงเรียนมีความพยายามที่จะปลูกฝังเด็ก ๆ นักเรียน เรื่องของ อาหารมอญ โดยจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ในชั้นเรียนเพื่อให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และการสืบสาน วัฒนธรรมของตนเองให้คงอยู่สืบไป จากบทสัมภาษณ์ คุณครูจิตอารีย์ กระเครือ (สัมภาษณ์, 28 ธันวาคม 2559) “การเรียนในระดับมัธยมจะมีสาระเพิ่มเติมเหมือนกัน อาหารพื้นบ้าน พวกขนมก็ทํา อยู่ในรูปโครงงานอะไรแบบนี้ พยายามเน้นให้เขาช่วยดู ช่วยสืบสาน ช่วยอนุรักษ์ ทําเป็นโครงงาน ขนมปลากริมเผือก และให้เขาทําโดยมีการเชิญวิทยากรมาช่วยสอน ปลากริมเผือกนี่เป็นของ ชุมชนที่นี่ เป็นขนมของที่นี่เลย และการเรียนอาหารพื้นบ้านที่นี่ก็จะเป็นชั้น ม. 2 แต่ชั้นอื่น ก็จะสอดแทรกอย่างการทําอาหารก็จะมีตําส้มตํามอญ ส้มตํามอญก็ใส่ปลาย่าง แล้วก็มีลูกยอด้วย  เราก็จะมีสอดแทรก แต่ที่หลัก ๆ ก็คืออาหารพื้นบ้านก็เปิดเป็นสาระเพิ่มเติม บ้านม่วงเขาก็เคยมาตํา นะ งานพวกเทศกาลมอญเช่น งานสงกรานต์ ก็จะให้แต่ละตําบล 3 ตําบล มีอะไรก็มาทําอาหารกัน เป็นการช่วยสืบสาน และทําให้เด็กได้รู้จักอาหารมอญ ช่วยส่งเริมความเป็นมอญทุกอย่าง เท่าที่ทําได้

              ปัจจุบัน  สำรับอาหารทั่วไปรับประทานในชีวิตประจำวัน ส่วนมากจะเป็นอาหารมอญที่รับประทานปนกับอาหารไทยทั่วไป โดยประกอบอาหารแต่ละชนิดตามฤดูกาลและวัตถุดิบในท้องถิ่น  อย่างไรก็ตาม การจำแนกระหว่างอาหารมอญกับอาหารไทยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เพราะอาหารมอญได้ถูกผสมกลมกลืนไปกับอาหารไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่คล้ายกัน วิธีการปรุงก็ไม่แตกต่างกันมากนัก (สัมภาษณ์ จิรศักดิ์ กาสรศิริ,29 มิถุนายน 2563 )  ในขณะที่งานศึกษาขององค์ บรรจุน (2559, หน้า 252 - 253) ได้บ่งชี้ว่า ในกรณีของชุมชนมอญบ้านทุ่งเข็น จ.พรรณบุรี แม้ว่าอาหารที่รับประทานทั่วไปในชีวิตประจำวันมีแนวโน้มไปทางอาหารร่วมสมัยทั่วไป  ส่วนอาหารในเทศกาลมีการหดหายหรือปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ รวมทั้งการเสื่อมความนิยมและความเหินห่างในการเข้าร่วมงานเทศกาล แม้กระทั่งในบางกรณีก็เกิดการสูญหายไปทั้งเทศกาลและอาหารสำหรับเทศกาล  ทว่าอาหารในพิธีกรรมกลับแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุสุดวิสัยก็มักจะมีการบอกกล่าวขออนุญาตต่อผีบรรพชนด้วย  เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการนับผีบรรพบุรุษหรือผีบ้านเรือน และการธำรงไว้ซึ่งความเป็น “ ลูกหลานมอญที่ดี ” ในการปฏิบัติตามขนบจารีตในการนับถือผีตามคัมภีร์มอญโบราณโดยเคร่งครัดทุกประการ  ดังนั้น สมาชิกในตระกูลผีเดียวกันจึงมักจะเข้าร่วมพิธีกรรมเซ่นไหว้เลี้ยงผีบรรพบุรุษ ด้วยอาหารมอญแบบดั้งเดิมที่บันทึกอยู่ในคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ  ขณะที่อาหารสำหรับใช้ในประเพณี พิธีกรรมทางพุทธศาสนา หรือแม้แต่ประเพณีเกี่ยวกับการจัดการศพกลับสามารถงดเว้น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบรายละเอียด ตลอดจนช่วงเวลาได้ตามความสะดวกหรือเหมาะสม  ดังนั้น ระบบความเชื่อในการนับถือผีจึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการธำรงรักษาอัตลักษณ์อาหารมอญตามแนวขนบดั้งเดิม