ชุมชนชาติพันธุ์ : ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ลาวเวียง
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลาวเวียง, ไทยเวียง, ลาวตี้
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลไท-กะได
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              ลาวเวียง เป็นคำใช้เรียกกลุ่มคนที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว คำว่า “ลาว” ไม่ได้แปลว่า คนเฉย ๆ หากแต่หมายความถึง “ชนผู้เป็นนาย” ข้อสังเกตนี้ได้มาจากการพิจารณานามกษัตริย์ของอาณาจักรเงินยาง ที่มีคำว่า ลาว นำหน้าทุกพระองค์ เริ่มตั้งแต่ ลาวจก ลาวเก้าแก้ว ลาวเลา ลาวตัน เรื่อยลงมาทั้งหมดกว่า 30 ลาว ต่อมาในยุคหลังจึงค่อยเปลี่ยนมาใช้ ขุน นำหน้ากษัตริย์ (จิตร ภูมิศักดิ์, 2535, หน้า 386)  ทั้งนี้ ลาวเวียง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการจำแนกอยู่ในชนชาติลาวลุ่ม เช่นเดียวกับ ลาวครั่ง ลาวพวน และลาวโซ่ง นั่นเป็นเพราะ กลุ่มชนเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ราบต่ำ มีรูปแบบทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองด้วยวิถีทางการเกษตร เช่น เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และหัตถกรรม โดยแต่ละชาติพันธุ์ต่างมีอัตลักษณ์เฉพาะของตนเอง  (จตุพล อังศุเวช, 2555, หน้า 25) ในบางครั้งชาวลาวเวียง ยังถูกเรียกขานว่า ไทยเวียง หรือ ลาวตี้ เนื่องจากกลุ่มชนเหล่านี้มักพูดลงท้ายประโยคว่า “ตี้” นั่นเอง  (วันดี พินิจวรสิน, 2555, หน้า 25)

              ภาษาลาวเวียงอยู่ในตระกูลไท-กะได ที่มีความสำคัญมากตระกูลหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้สื่อสารครอบคลุมพื้นที่บริเวณประเทศไทย ลาว เมียนมาร์ แคว้นอัสสัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เวียดนามเหนือ และทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีชื่อเรียกขานต่างกันไปตามชื่อเผ่าพันธุ์หรือตามที่ชาติอื่นใช้เรียก เช่น ภาษาไทย (Thai) ในประเทศไทย และภาษาลาว (Laos) ในประเทศลาว ภาษาถิ่นตระกูลไทย ที่ใช้พูดในประเทศไทย นอกจากภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาราชการแล้ว ยังมีภาษาไทยถิ่นอื่นอีกมากมายที่สำคัญเช่น ภาษาลาว (Laos) ใช้กันมากในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของไทย และกระจายตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางและภาคตะวันออก เช่น จังหวัดลพบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เป็นต้น (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 1-2)

              กลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียงใช้ภาษาลาวเวียงสื่อสารกันในครอบครัว ชุมชน และผู้ที่พูดภาษาลาวเวียง แต่ใช้ภาษาไทยกลาง (ไทยมาตรฐาน) ในโรงเรียนและสถานที่ราชการ ทั้งนี้ไม่พบว่ามีการใช้ภาษาเขียนในการติดต่อสื่อสาร สันนิษฐานว่าเมื่ออพยพมาอยู่ในประเทศไทย ชาวลาวเวียงใช้การสื่อสารด้วยการพูดเป็นหลักจึงไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรหลงเหลืออยู่ (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, หน้า 54) เช่นเดียวกับชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ที่มีการสื่อสารกันในชุมชนเป็นภาษาลาวเวียง ซึ่งก็มีลักษณะคำคล้ายคลึงกับภาษาอีสาน และภาษาลาวแต่จะมีสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งยังคงสื่อสารกันจนถึงปัจจุบันนี้ (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              ภาษาเขียนของลาวเวียงมีการค้นพบ จารในสมุดข่อยและใบลานด้วยอักษรไทยน้อย ณ วัดหนองแหน ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ยังพบอักษรธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานว่า เมื่อเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในตอนแรก ๆ คงไม่มีผู้รู้หนังสือไทย จนกระทั่งมีวัดเป็นศูนย์รวมชุมชน ผู้มีความรู้ความสามารถในการอ่านเขียนจึงได้จารหนังสือขึ้นด้วยตัวอักษรลาวเวียง เพื่อใช้เทศน์และอ่านให้ฟังในโอกาสต่าง ๆ (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 28)  เอกสารโบราณเหล่านั้นเป็นเรื่องในวรรณคดีที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น มหาชาติ สุทธนู และเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ได้แก่ การฉลองต่าง ๆ เช่น ฉลองศพ ฉลองกฐิน ฉลองดอกไม้ ฉลองบวช ฯลฯ เห็นได้ว่าการศึกษาเรื่องคำในภาษาลาวเวียงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอ่านเอกสารโบราณของลาวเวียงเป็นอย่างยิ่ง (วรรณา รัตนประเสริฐ, 2528, หน้า 3) อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวลาวเวียงได้ศึกษาเล่าเรียนในสภาพแวดล้อมที่ใช้อักษรไทยเป็นหลัก จึงทำให้ในปัจจุบันการสื่อสารผ่านการเขียนของชาวลาวเวียงมีเพียงอักษรไทยเท่านั้น เช่นเดียวกับชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ที่ในอดีตจะใช้ตัวอักษรธรรมหรือตัวไทยน้อย ในการเขียนหรือจานลงในลาน เป็นหนังสือเทศน์ ตำรายา และตำราทางโหราศาสตร์ ต่อมาเมื่อการศึกษาจากส่วนกลางเข้าไปยังชุมชน ชาวบ้านได้รับการศึกษาและใช้ตัวเขียนภาษาไทย ส่งผลให้คนรุ่นปัจจุบันไม่สามารถเขียนหรืออ่านตัวธรรมและตัวไทยน้อยเช่นบรรพบุรุษได้ นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย  นางสาวโสภา ศรีสำราญ  นักวิจัยอิสระ 

    ปีงบประมาณ 2563 ,วันที่อัพโหลด : 14 กันยายน  2563 

    เอกสารอ้างอิง

    • กิตติภัต นันท์ธนะวานิช. (2545). การศึกษามานุษยวิทยาวัฒนธรรมของชุมชนลาวเวียง กรณีศึกษา หมู่บ้านหาดสองแคว ตำบลหาดสองแคว อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์. นครปฐม: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
    • จตุพล อังศุเวช. (2555). เข้านอก...ออกใน...เรือนไท-ลาว : การปรับตัวของการใช้ที่ว่างภายในเรือนพื้นถิ่นไทยลาว. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด บี.บี. การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์.
    • จิตร ภูมิศักดิ์. (2535). ความเป็นมาของคำ สยาม ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ. กรุงเทพฯ: ดวงกมล.
    • ชนิดา ตั้งถาวรสิริกุล. (2541). สื่อสัญลักษณ์ผ้าลาวเวียงจันทน์. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
    • นิตินันท์ พันทวี. (2544). การศึกษาพิธีกรรมท้องถิ่นในฐานะทุนวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชุมชน: กรณีศึกษาพิธีกรรมบายศรีสูขวัญอีสาน. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .
    • บังอร ปิยะพันธุ์. (2541). ลาวในกรุงรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
    • มานะชัย วงศ์ประชา. (2556). พาขวัญ พานบายศรี. กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
    • รัชฎา สุขแสงสุวรรณ. (2547). ผ้าไทคั่ง ไทเวียง. กรุงเทพฯ: ภูมิปัญญา.
    • วันดี พินิจวรสิน. (2555). สองสถาน...บ้าน-เรือนลาวเวียง. กรุงเทพฯ: อุษาคเนย์.

        11.2 สัมภาษณ์

    • สัมภาษณ์ กุล หมวดแก้ว (70 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 18 ธันวาคม  พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ หงส์เวียงจันทร์, ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 18 ธันวาคม  พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ ใจ หงษ์เวียงจันทร์ (79 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ น้อย บุญดอนคา (72 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ บังอร นนท์แก้ว, ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ บัวลา ผาตลอด (75 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ ประคอง หงษ์เวียงจันทร์, ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ ประสิทธิ์ เจตนาเสน (71 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ พลวัต แก้วพงศา (21 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ ร่วย หงษ์เวียงจันทร์, ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ วลัยภรณ์ บุญศรีสุทธิ, ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562
    • สัมภาษณ์ วัน หงษ์เวียงจันทร์ (81 ปี), ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562
แสดง 1-7 จากทั้งหมด 7 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านดอนคาหัวตาล   
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านดอนคา   
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านโนนหอ (โนนหอ บ้านโนนหัวนา บ้านโนนก่าม)   
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านโนน  
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านหนองหมู - โนนแดง   
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านหนองทราย  
สุพรรณบุรี อู่ทอง ดอนคา บ้านห้วย (บ้านยาว)  

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคา ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ถือเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีทั้งหมด 20 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มีชาวลาวเวียงแทรกตัวอยู่ถึง 7 หมู่บ้าน ประกอบด้วยหมู่ 1 บ้านดอนคาหัวตาล หมู่ 2 บ้านดอนคา หมู่ 6 บ้านโนนหอ (โนนหอ บ้านโนนหัวนา บ้านโนนก่าม) หมู่ 10 บ้านโนน หมู่ 17 บ้านหนองหมู - โนนแดง หมู่ 18 บ้านหนองทราย และหมู่ 19 บ้านห้วย (บ้านห้วย บ้านยาว)  โดยมีบ้านดอนคาเป็นหมู่บ้านดั้งเดิมที่บรรพบุรุษพาลูกหลานอพยพตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นชุมชนเช่นในปัจจุบัน

              นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาทำการเกษตรเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้า ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ทางฝั่งตะวันออกของตำบลหรือรอบ ๆ ชุมชนบ้านดอนคาในปัจจุบัน ส่วนที่รองลงมา คือ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และพืชไร่อื่น ๆ นิยมปลูกกันมากในฝั่งตะวันตกของตำบลเนื่องจากเป็นที่สูงและมีภูเขา

              ด้านอาหารการกิน ยังคงวัฒนธรรมลาวอย่างฝังแน่นและเป็นเอกลักษณ์ สังเกตได้จากวัตถุดิบหลักที่ทุกครัวเรือนต้องมี นั่นคือ ปลาร้า ชาวบ้านนิยมนำมาปรุงในอาหารเกือบทุกชนิด เพราะช่วยให้รสชาติกลมกล่อม มีน้ำพริกปลาร้าและผัก เป็นอาหารหลักประจำบ้าน และอาหารอื่น ๆ ที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ แกงผำ ด้านของหวานที่มีมาตั้งแต่โบราณ คือ ขนมก้นกระทะ ล้วนมีความผูกพันกับชาวลาวเวียงบ้านดอนคาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนที่มีกลุ่มคนต่างเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันทั้งชาวไทยและชาวจีน ก่อเกิดการผสมกลมกลืนและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางอาหาร เมื่อชาวลาวเวียงนำสูตรต้นตำรับแบบไทยมาประยุกต์ในรูปแบบของตนเอง เช่น นำแกงบอน แกงหอยขมซึ่งต้องใส่กะทิ มาเปลี่ยนเป็นน้ำปลาร้า กลายเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนซึ่งอร่อยอย่างลงตัว

              ปัจจุบันรูปแบบการดำเนินชีวิตของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทั้งการแต่งกาย อาหารการกิน การเข้ารับการศึกษา รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชุมชน ผู้คนจากสังคมชนบทกลายเป็นคนในสังคมเมือง เมื่อถนนสายหลักตัดผ่านตัวตำบล การเดินทางสะดวกสบาย เข้าถึงอำเภออู่ทองในระยะทางเพียง 12 กิโลเมตร เป็นเหตุให้บ้านดอนคาพัฒนาอย่างรวดเร็วตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ชาวลาวเวียงบ้านดอนคายังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี การดำรงชีวิต ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชน เช่น บุญบั้งไฟ บุญข้าวจี่ บุญเบิกบ้าน และพร้อมถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้จัก เพื่อส่งต่อความภูมิใจที่มีต่อบรรพบุรุษและวางรากฐานขนบธรรมเนียมอันดีงามไว้ให้สืบสานความเป็นชาติพันธุ์ลาวเวียงไว้มิให้สูญหาย

              ชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคา กำเนิดขึ้นเมื่อพ่อคุณหงส์ – แม่คุณอ่ำ พาลูกหลานมาสร้างบ้านเรือนบริเวณทิศเหนือห่างจากหมู่บ้านปัจจุบันประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกว่า “โนนบ้านเก่า” ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ดอนล้อมรอบด้วยพื้นที่ราบลุ่ม ชาวลาวเวียงแต่ละครอบครัวจึงเข้าไปจับจองที่ทำกิน       ต่อมาพ่อคุณหงษ์ พบพื้นที่เป็นเนินดินเหมาะแก่การปลูกบ้านสร้างเรือน เพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและใกล้แหล่งน้ำใช้ จึงพาลูกหลาน ย้ายจากโนนบ้านเก่า มาอยู่ในพื้นที่ชุมชนบ้านดอนคาและตั้งมั่นอยู่จนปัจจุบัน

              ชาวลาวเวียงมักสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในสายตระกูล แต่ละกลุ่มบ้านประกอบขึ้นรวมเป็นชุมชน การเชื่อมต่อระหว่างบ้านเรือนแต่ละหลังหรือแต่ละคุ้มเรือนค่อนข้างอิสระ นิยมปลูกเรือนและหันหลังคาเรือนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่หันมุมบ้านเข้าหากัน เพราะเชื่อว่าจะทิ่มแทงกันในหมู่เครือญาติ ผู้คนในชุมชนรู้จักมักคุ้นกันอย่างดี การปิดกั้นขอบเขตด้วยรั้วจึงไม่ปรากฏชัดเจน หากมีการแบ่งอาณาเขตมักเป็นรั้วเตี้ย ๆ แนวต้นไม้หรือกองวัสดุต่าง ๆ แทนการก่อรั้วทึบ ทางสัญจรภายในหมู่บ้านมีลักษณะเป็นอิสระ ประกอบด้วยทางหลักและทางรองที่คดล้อมลัดเลาะไปตามกลุ่มบ้านต่าง ๆ ลักษณะคล้ายใยแมงมุมแบบหลวม ๆ อีกทั้งยังแบ่งแยกพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินออกจากกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อชุมชนเริ่มแออัด ชาวบ้านบางกลุ่มเริ่มขยับขยายที่อยู่อาศัยออกไปรอบนอก เช่นลักษณะของชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคาในทุกวันนี้ นอกจากนี้ ในแต่ละหมู่บ้าน ยังมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อประโยชน์ใช้สอยให้ตรงกับความต้องการของผู้คนที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น เปลี่ยนสระน้ำจากที่เคยใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภคบริโภค กลายมาเป็นลานสาธารณะหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ดังเช่น สระหนองเบน ถูกปรับบริบทของพื้นที่ โดยทำเป็นสระคอนกรีตมีแนวทางเดินโดยรอบให้ชาวดอนคาเข้าไปใช้เดิน วิ่งเพื่อออกกำลังกาย ใกล้ ๆ กันเป็นที่ตั้งของเครื่องออกกำลังกายและลานเต้นแอโรบิค สถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังมีบางครัวเรือนนำน้ำไปใช้รดต้นไม้ นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณสระหนองไผ่เดิมปัจจุบันได้ถมจนกลายเป็นลานกว้างสำหรับใช้ตากข้าวและพื้นที่สาธารณะเพื่อทำประโยชน์อื่น ๆ ให้แก่ชุมชน (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

    กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่อาศัยร่วมอยู่ในชุมชน

              กลุ่มชาวไทยเชื้อสายจีน เริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านดอนคา เพื่อหวังผลทางการค้าขาย จากคำบอกเล่าของป้าบัวลา คนเก่าแก่ในชุมชน กล่าวไว้ว่า “พอคนลาวเวียงเข้ามาสร้างบ้านจนเกิดเป็นชุมชน ทำการเกษตร จนมีผลผลิตเป็นข้าวและพืชไร่อื่น ๆ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด เมื่อฤดูฝนมาถึงถนนหนทางกลายเป็นสายน้ำ ชาวบ้านต้องปรับตัว การค้าขายก็เหมือนกัน พืชผลเกษตรที่ได้ชาวบ้านเอาไปใส่เรือออกขายที่อำเภออู่ทอง พอขายได้ก็เอาเงินไปซื้อน้ำตาล เกลือ พืชผักผลไม้ต่าง ๆ กลับเข้ามา” การติดต่อกับชุมชนภายนอกเริ่มขึ้นด้วยหนทางเช่นนี้  จากนั้นจึงเริ่มมีชาวไทยเชื้อสายจีนเข้ามาในชุมชน เปิดกิจการร้านค้าขายสินค้าต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า เสริมสวย ขายสังฆภัณฑ์ เขียงเนื้อ เป็นต้น เมื่อกิจการรุ่งเรือง จึงเกิดโรงสีของชาวไทยเชื้อสายจีนขึ้นในชุมชน ได้แก่ โรงสีบ้วนฮง รับซื้อข้าวเปลือก รับจ้างสีข้าว และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (นางบัวลา ผาตลอด, สัมภาษณ์ 2562) ในอีกด้านหนึ่ง ป้าน้อย เล่าให้ฟังว่า “นอกจากคนจีนจะเข้ามาขายของแล้วยังปล่อยเงินกู้ในกับคนลาวเวียงที่ต้องการนำเงินไปใช้จ่ายอันเนื่องมาจากความยากจนเพราะปัญหาทางการเกษตรและเพื่อใช้ในการยังชีพเนื่องจากครอบครัวมีลูกหลายคน โดยเก็บดอกเบี้ยเป็นข้าวเปลือก” (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562) อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวไทยเชื้อสายจีนเข้ามาอยู่ในชุมชนลาวเวียงนานวันเข้า ความสัมพันธ์และสนิทชิดเชื้อย่อมมีมากขึ้นเป็นลำดับ ก่อเกิดความผูกพันฉันท์เครือญาติผ่านการแต่งงานและกลายเป็นคนในชุมชนลาว ขณะที่หลายครอบครัวตัดสินใจขยายกิจการเปิดโรงสีข้าวหรือย้ายไปอยู่ในอำเภออู่ทองรวมถึงหรือพื้นที่อื่น ๆ จากอดีตที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันนับได้ว่าชาวไทยเชื้อสายจีนและลาวในบ้านดอนคาเป็นเสมือนหนึ่งพี่น้องกัน

              1.ประวัติชุมชนชาติพันธุ์

              เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับความเป็นมาของชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคา คงต้องย้อนไปถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรี ที่มีชัยชนะเหนือเจ้าอนุวงศ์ จากนครหลวงเวียงจันท์ แห่งราชอาณาจักรลาว เมื่อคราวคิดก่อกบฏตั้งตนเป็นใหญ่จนถูกปราบลงที่ทุ่งสัมฤทธิ์ เมื่อได้รับชัยชนะเหนือเวียงจันทน์กษัตริย์แห่งกรุงสยาม จึงมีพระราชประสงค์กวาดต้อนชาวลาวให้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาตั้งฐานบ้านเรือนแถบจังหวัดลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ จนเกิดเป็นชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคาที่มีตำนานเล่าถึงบรรพบุรุษ ไว้ดังนี้

              เมื่อครั้งอดีตพ่อคุณหงษ์ - แม่คุณอ่ำ พ่อคุณผา - แม่คุณชา พ่อคุณเหม – พ่อคุณปลัด ได้นำพาลูกหลาน ช้างม้า วัวควาย มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อุดมสมบูรณ์หมาะแก่การเพาะปลูก หรือหมู่บ้านสมอลม ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน แต่พื้นที่แห่งนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชนชาวเขมรอยู่ก่อน ทำให้กลุ่มลาวเวียงโดนรบกวนรังแกอยู่ไม่เป็นสุข ด้วยความรักอิสระ มุ่งมั่นความสงบ จึงได้ชักชวนลูกหลาน ถอยร่นลงมาเพื่อหาแหล่งที่อยู่อาศัยและทำกินใหม่โดยแยกออกเป็น 2 สาย ได้แก่

              สายที่ 1 แยกย้ายไปอยู่ทางจังหวัดจันทบุรี

              สายที่ 2 ซึ่งเป็นกลุ่มของพ่อคุณหงษ์ - แม่คุณอ่ำ พร้อมด้วยลูกหลาน ได้อพยพ ช้างมา วัวควาย มาทางตำบลจรเข้สามพัน จนพบพื้นดินอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงเข้าจับจองเพื่อแบ่งปันกันทำมาหากินและตั้งหลักมั่น ณ หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มคนบางส่วนแยกย้ายไปอยู่ตำบลบางพลับ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

              ชื่อ “ดอนคา” มาจาก พ่อคุณหงษ์ เดินทางมาพบดอนหญ้าคา ปัจจุบันเรียกว่า “โนนบ้านเก่า” ที่มองเห็นหนองปล้อง และรางคักเค้ามีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและอุปโภค บริโภค จึงลงหลักตั้งชุมชน ต่อมาได้ย้ายหมู่บ้านเข้ามาด้านทิศตะวันออกของวัด (วัดเก่า) ชาวลาวเวียงร่วมใจกันสร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง มีหลวงพ่อธรรม (บุตรพ่อคุณหงษ์) เป็นสามเณรจำพรรษาอยู่ ดังนั้น เมื่อว่างเว้นจากการทำนาพ่อคุณหงส์จึงมักจะไปสอนหนังสือขอมให้สามเณรธรรมเป็นประจำจนได้อุปสมบท แล้วย้ายกุฏิมาอยู่ที่วัดเก่า

              ความเป็นมาเกี่ยวกับการสืบเชื้อสายผ่านวงศ์ตระกูลของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา จากคำบอกเล่าที่สืบต่อกันมาในอดีต มีความน่าสนใจและได้ความ ดังนี้  

              ตระกูล “กุลวงศ์” ของพ่อคุณปลัด ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าอนุวงศ์แห่งเมืองเวียงจันทร์ เป็นผู้รักสงบ จึงแยกย้ายจากจากญาติพี่น้องและอพยพมาถึงบ้านดอนคา ด้วยความเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จึงได้เป็นผู้ปกครองหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข วางแผนพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญรุ่งเรืองจนได้เป็นปลัดหมู่บ้านและปลัดแขวง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งราชวงศ์จักรี ทรงกำหนดให้ชาวไทยทุกคนมีนามสกุลใช้กันทุกครอบครัว ลูกหลานของพ่อคุณปลัดจึงเป็นต้นกำเนิดของนามสกุล “ กุลวงศ์ ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา

              ตระกูล “หงษ์เวียงจันทร์” สืบสายโลหิตมาจาก พ่อคุณหงษ์ - แม่คุณอ่ำ มีเครือญาติที่สืบทอดต่อกันมาคือครอบครัวของพ่อคุณผา – แม่คุณชา ซึ่งเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านดอนคา

              ตระกูล “เหมเวียงจันทร์” สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากเวียงจันทร์เช่นตระกูลอื่น ๆ และยัง เป็นตระกูลที่มั่งคั่ง นับเป็นคหบดีมีผู้คนในชุมชนนับหน้าถือตา ประกอบอาชีพนายฮ้อยค้าขาย ช้างม้า วัวควาย

              ตระกูล “นนท์ช้าง” สืบสายโลหิตมาจากคนในตระกูลหงษ์เวียงจันทร์สมรสกับคนในตระกูลอื่น ลูกหลานที่เกิดมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นปลัดนนท์ช้าง จึงใช้เป็นต้นตระกูล “นนท์ช้าง” สืบมา

              ตระกูลอื่น ๆ เช่น  ยศวิชัย, ตุ่มศรียา, ปลัดม้า, นนท์แก้ว, และพันธ์จันทร์ ล้วนเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติสืบทอดกันมา ต่างเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีจนได้รับแต่งตั้งให้มียศมีตำแหน่งในสมัยก่อน เมื่อทางการกำหนดให้มีนามสกุลใช้ ลูกหลานจึงนำตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นอนุสรณ์และความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษของตน

              วิถีชีวิตของผู้คนในอดีตเช่นการแต่งกาย ผู้ชายจะนุ่งกางเกงหัวปก เสื้อสีดำ ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบน ( ผ้าเตี่ยว) ผ้ารัดอก มีบางคนที่สวมเสื้อคอกระเช้า เมื่อไปวัดจะเลือกใช้เสื้อผ้าที่สะอาด เด็กนิยม ๆ ไว้ผมจุก ผมโก๊ะ ผมแกละ คนสูงอายุเคี้ยวหมากกันเป็นเรื่องปกติ โดยนำใบพลูแห้งหรือสดแล้วแต่ชอบมาทาปูน ใส่หมากที่ตะบันแล้วลงไปพร้อมใบยาสูบ เมื่อเคี้ยวไปสักระยะก็นำออกมาถูฟัน คล้ายการใช้ใบข่อยแทนการแปรงฟันเช่นทุกวันนี้ หากมีงานประเพณีหรือเทศกาลต่าง ๆ ในช่วงเช้าคนทุกวัยจะไปทำบุญตักบาตรกันที่วัด ถึงเวลาสายจะมารวมตัวกันทำขนม เช่น ขนมลอดช่อง ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมเปียกปูน ขนมครก ขนมขี้หนู ข้าวต้มมัด กล้วยแขก และขนมเทียน ทุกอย่างล้วนใช้ใบตองเป็นภาชนะบรรจุ สำหรับการละเล่นของเด็ก ๆ มีอยู่หลายอย่าง เช่น รถม้าชาวเสียม กระโดดเชือก แข่งตะขาบ มอญซ่อนผ้า ตี่จับ เสือกินวัว งูกินหาง รีรีข้าวสาร ลูกช่วง วิ่งช้างศึก กาฟักไข่ วิ่งชิงธง (วิ่งวัว) เล่นฟันดาบ เล่นขายของ และเล่นซ่อนหา เป็นต้น 

              การสัญจรของผู้คนในภาวะปกติจะใช้เส้นทางเดินเท้า ต่อเมื่อฤดูฝนมาเยือน น้ำไหลท่วมบ้านเรือน ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนไปใช้เรือในการโดยสาร หากจำเป็นต้องเกี่ยวข้าวจะใช้เรือพายลงแขกเก็บผลผลิตให้ทันก่อนเสียหาย แต่ก่อนนี้น้ำท่วมแต่ละครั้งจะขังนานเป็นสัปดาห์ เด็ก ๆ จึงมักเจ็บป่วย หยูกยาหายากต้องพึ่งหมอชาวบ้านใช้ยาสมุนไพรในการรักษา

              ความเจริญเข้ามาสู่บ้านดอนคา เมื่ออาจารย์ประทีป เสร็จกิจ นำไฟฟ้ามาสู่ชุมชน เมื่อพ.ศ.2521 จากนั้นจึงก่อสร้างโรงเรียนวัดโภคารามขึ้น ส่งผลให้เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาและมีความรู้ เริ่มมีการใช้กระเป๋งตักน้ำแทนชะลอม ต่อมาไม่นานโทรทัศน์ขาว – ดำ เข้ามาสู่ชุมชนเฉพาะในบ้านผู้มีฐานะ ถนนหนทางมีการปรับปรุงให้มีความสะดวกสบาย บ้านเรือนเพิ่มจำนวน การทำนาลดการใช้แรงงานควายมาพึ่งแรงงานเครื่องยนต์เช่นรถไถ การชลประทานพัฒนาชาวบ้านจึงทำนาปีละ 2 ครั้ง คือ นาปีและนาปรัง ดังที่นายกุล หมวดแก้ว เล่าให้ฟังว่า

              “สมัยนั้นสบาย ข้าวสารก็ไม่ได้ตำกินเองเพราะมีโรงสีข้าวเปลือก อาหารการกินก็ดีขึ้น เพราะมีคนจีนเข้ามาอยู่ นำเอาหมู เห็ด เป็ด ไก่ เข้ามาขาย ตั้งร้านค้าขายแบบถูก ๆ อย่าง หมูราคาตัวละ 2 บาท ชาวบ้านเองก็เริ่มเลี้ยงสัตว์พวก หมู ไก่ เป็ด เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว เศรษฐกิจก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เสื้อผ้าตามสมัยนิยมเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงการแต่งกายของผู้คน” (นายกุล หมวดแก้ว, สัมภาษณ์ 2562)  

              2.บุคคลสำคัญในชุมชน

              บุคคลที่ถือได้ว่าเป็นคนสำคัญของชาวบ้านดอนคา ได้แก่ พ่อคุณหงษ์ – แม่คุณอ่ำ (หรือพ่อคุณหงษ์ แม่คุณตา) จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเชื่อกันว่า ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้ที่นำพาชาวลาวเวียงกลุ่มบ้านดอนคา อพยพมาตั้งหมู่บ้านครั้งแรกที่บ้านสมอลม (พื้นที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี) แต่เนื่องด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีผู้คนอาศัยอยู่แล้ว จึงพาลูกหลานย้ายมาหาพื้นที่ใหม่ จึงมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านดอนคาแห่งนี้ และได้นำพาลูกหลานสร้างบ้านแปลงเรือน นำพาชาวบ้านสร้างวัดขึ้นเป็นศาสนสถานที่แสดงออกถึงความเคารพนับถือในพุทธศาสนา สร้างศาลเจ้านายโนนหอที่เป็นสถานที่รำลึกถึงบรรพบุรุษชาวเวียงจันทน์ นำชาวบ้านจัดประเพณีรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมที่แสดงออกถึงความเป็นชาวลาวเวียงจันทน์ และเป็นแบบอย่างที่ดีในความอดทนและมานะในการทำหน้าที่ผู้นำชาวบ้าน ลูกหลานจึงตั้งสกุล “หงษ์เวียงจันทร์” เพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อคุณหงษ์จากเมืองเวียงจันทน์ ที่เป็นผู้วางรากฐานความมั่นคงให้กับชุมชนบ้านดอนคาในปัจจุบัน (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักตั้งแต่ยุคอดีต โดยต้องอาศัยแรงงานจากควาย ดังนั้น ใต้ถุนเรือนทุกหลังจึงมีพื้นที่บางส่วนกันไว้ใช้เลี้ยงควาย เมื่อฤดูการทำนามาถึง ชาวนาจะนำควายออกไปยังท้องทุ่งตั้งแต่ไก่โห่เพื่อให้ไถนา เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจจึงนำควายกลับบ้าน นอกจากงานไถ ควายยังเป็นพาหนะสำหรับเทียมเกวียนขนส่งผลิตทางการเกษตรอีกด้วย

              การปลูกข้าวของชุมชนในยุคก่อนเก่าจะทำกันปีละครั้ง เรียกว่า นาปีหรือนาน้ำฝน เริ่มตั้งแต่ไถนาเตรียมดินโดยใช้แรงงานจากควาย ส่วนการหว่านดำ ตลอดถึงการเก็บเกี่ยวใช้วิธีลงแขกรวมแรงจากคนในชุมชน หลังเก็บเกี่ยวเสร็จใช้ควายเหยียบย่ำเมล็ดข้าวออกจากรวง โดยใช้คันสายเขย่าให้เมล็ดหลุดออกมา กวาดเป็นกองใช้กาบสาดให้เมล็ดที่ลีบๆ หลุดออกเหลือแต่เมล็ดที่สมบูรณ์ไว้ เสร็จแล้วใช้เกวียนเข็นเข้ายุ้ง เก็บข้าวไว้กินและเพาะพันธ์ในฤดูถัดไป นอกจากนี้ บางครัวเรือนยังปลูกฝ้าย ละหุ่ง เพื่อนำไปขายเอาเงินมาใช้จุนเจือครอบครัว สำหรับฝ้ายที่ไม่ขายจะนำมาปั่นเป็นเส้นด้าย เพื่อทอเป็นผ้านุ่งห่ม          

              การกินอยู่ของชาวลาวเวียงบ้านดอนคานิยมกินปลาร้า ปลาส้ม น้ำพริก ผักต้ม รอบ ๆ บริเวณบ้านปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงเป็ด ไก่ ฤดูฝนหาปูและปลานำมาใส่เกลือตากแดดสำหรับกินตอนหน้าแล้ง ในขณะนั้นประชากรมีน้อย บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกัน ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าซ น้ำมันละหุ่ง เป็นแหล่งให้แสงสว่างยามค่ำคืน การหุงข้าวยังใช้พลังงานจากฟืนหรือถ่าน ส่วนเตาและหม้อนั้นปั้นจากดินเหนียว ช้อนใช้เปลือกหอยกาบ นำกะลามะพร้าวหรือไม้ไผ่สานทาน้ำมันจากต้นยางทำเป็นชะลอมตักน้ำ สำหรับภาชนะใส่น้ำใช้กระบอกไม้ไผ่หรือน้ำเต้านำเอาเมล็ดออกปล่อยให้แห้งไว้ใส่น้ำนำติดตัวไปไร่นา ส่วนอาหารใช้ใบตองห่อเพราะในสมัยนั้นไม่มีปิ่นโตใช้

              ในสมัยก่อน การจับจองเป็นเจ้าของที่ดิน สามารถทำได้โดยบุกป่าถางดง ใครถางได้มากก็จะเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น แรงงงานลูกหลานและคนในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ

              วิถีชีวิตที่เรียบง่ายปรับเปลี่ยนไปเมื่อพื้นที่ในหมู่บ้านมีการจับจองมากขึ้น ที่ทำกินไม่เพียงพอ ชาวบ้านบางส่วนจึงย้ายไปจับจองพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ราบสูงเพื่อใช้ทำการเกษตร เช่น สับปะรด มะละกอ อ้อย มัน เพื่อบริโภคภายในครอบครัวและส่งขายที่ตลาดอู่ทอง รวมถึงปลูกบักหุ่งเทศ (ละหุ่ง) เพื่อแกะเมล็ดนำไปขายยังตลาดอู่ทองเช่นเดียวกัน

              แม้การเกษตรยังคงเป็นอาชีพหลักของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา แต่ชาวบ้านเริ่มหารายได้เสริมจากอาชีพอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น เย็บผ้า ค้าขาย ขับรถรับจ้าง ฯ นอกจากนี้ การพัฒนาทางการด้านศึกษา ส่งผลให้ลูกหลานในชุมชนได้เรียนในระดับสูง จึงออกไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ทั้งในและนอกชุมชน กล่าวได้ว่า สังคมบ้านดอนคาในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากการประกอบอาชีพเพื่อใช้บริโภคในครอบครัวและแลกเปลี่ยนกันในชุมชน สู่การประกอบอาชีพเพื่อหารายได้เป็นทุนทรัพย์ในการเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไป นั่นคือ ลูกหลานลาวเวียงไม่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง ยังคงอดออมและประหยัด รู้จักปลูกพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์เอาไว้บริโภคเพื่อลดค่าใช้จ่าย (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)       

              ภูมิปัญญาลาวเวียงบ้านดอนคา โดดเด่นในเรื่องการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษผ่านการรู้จักทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะทำขึ้นจาก ไม้ไผ่ นำมาจักสานเป็นอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กระบุง ตะกร้า ตะแกรง กระด้ง กระเซอ ฯ สำหรับใช้ในเรือน นอกจากนี้ยังมีการประดิษฐ์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เช่น สุ่มดักปลา คันเบ็ดตกปลา ไซ ค้อง อีโง่(ลอกดักปลา) ฯ ตลอดจนอุปกรณ์ในการทอผ้า เช่น กวัก และ กี่ทอผ้า เป็นต้น

              ปัจจุบัน ชาวบ้านดอนคาหลายคนยังคงนำเอาไม้ไผ่มาใช้ประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้และพัฒนากลายเป็นสินค้าของชุมชน เช่น ตะกร้า กระบุง กระจาด กระด้ง ซึ่งพ่อค้าแม่ขายจากต่างถิ่นจะเข้ามารับซื้อถึงหน้าบ้าน (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชาวลาวเวียงบ้านดอนคา นิยมอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ดังเช่นในอดีตหากมีการแต่งงาน คู่สามีภรรยาใหม่จะนิยมออกมาสร้างบ้านเรือนของตนเองใกล้บ้านของพ่อแม่ โดยมีลูกคนสุดท้องหรือลูกผู้หญิง อยู่ดูแลพ่อและแม่ที่เรือนเดิม ทำให้เรือนนั้นตกเป็นของลูกหลานคนสุดท้องสืบต่อกันเรื่อยไป

              ลำดับการเรียกคนในครอบครัวของชาวลาวเวียงจะแตกต่างจากการคนไทย ได้แก่ “โซ่น” ในภาษาลาวเวียงบ้านดอนคาคือ ทวด หากเป็นผู้ชายจะเรียกว่า “พ่อโซ่น” ผู้หญิงจะเรียกว่า “แม่โซ่น” นอกจากนี้ ยังใช้เป็นคำเรียกผู้เฒ่าผู้แก่ภายในชุมชนอีกด้วย คำว่า โซ่น ยังใช้เรียกตาและยาย โดยตาจะเรียกว่า “โซ่นใหญ่” และยายจะเรียกว่า “โซ่นน้อย” หรือเรียกว่า “คุณใหญ่คุณน้อย” ก็ได้เช่นกัน (คุณมาจากคำว่าพ่อคุณ แม่คุณ) น้าชายน้าหญิงจะเรียกว่า “น้าบ่าว” หรือ “บ่าว” แทนน้าผู้ชาย และ “น้าสาว” หรือ “สาว” อา(น้องของพ่อ) อาหญิงเรียกว่า “อา” ส่วนอาชายจะเรียกว่า “อาว” พี่เขยเรียกว่า “พี่อ้าย” พี่สะใภ้เรียกว่า “พี่นาง” พี่ชายของตนเองหากได้บวชเรียนมาแล้วจะเรียกว่า “อ้ายทิด” พี่ชายเรียกว่า “อ้าย” พี่สาวเรียกว่า “เอื้อย” ส่วนบุคคลอื่นๆ ก็เรียกเช่นเดียวกับลำดับญาติของไทย (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของระบบเครือญาติของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา เนื่องด้วยการอาศัยอยู่ที่บ้านดอนคาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรือนของลูกหลานจะนิยมตั้งเรือนใหม่ไม่ห่างจากเรือนดั้งเดิมที่เป็นเรือนของพ่อแม่ รวมถึงการติดต่อกันของญาติยังคงดำเนินไปอย่างปกติ ชาวลาวเวียงจะถือเครือญาติมีความสำคัญมาก โดยการเรียกญาติก็จะมีวิธีการเรียกที่ต่างจากชุมชนอื่น ๆ โดยรอบ โดยชาวลาวเวียงจะดูตั้งแต่บรรพบุรุษว่าเป็นพี่หรือเป็นน้อง หากเป็นพี่ลูกหลานรุ่นต่อมาก็จะถือเป็นเชื้อสายฝ่ายพี่ โดยฝ่ายพี่จะถูกเรียกจากญาติว่าเป็นลุงหรือป้า และหากเป็นเชื้อสายฝ่ายน้อง ก็จะถูกเรียกจากญาติว่า น้าบ่าว น้าสาว อาว อา จะสังเกตได้ว่า แม้ในบางครั้ง ญาติที่เกิดก่อนพ่อและแม่แต่เป็นลูกฝ่ายน้อง ปกติจะต้องเรียกแทนด้วยคำว่าป้าหรือลุง แต่ชาวลาวเวียงก็จะเรียกว่าน้าตามศักดิ์ฝ่ายน้อง โดยลักษณะดังกล่าวแสดงออกให้เห็นว่า ลูกหลานถือบรรพบุรุษเป็นใหญ่และให้ศักดิ์ความเป็นญาติตามบรรพบุรุษ ปัจจุบันก็ยังคงสืบทอดการเรียกตามศักดิ์ให้กับลูกหลานเช่นเดิม

              ผีบรรพบุรุษ หรือ ผีประจำตระกูล ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกหลานให้ความเคารพมากที่สุดในบรรดาผีต่าง ๆ เรียกอีกอย่างว่าของรักษา เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของตนเอง และเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกสืบทอดมายาวนานตั้งแต่ครั้งอดีต โดยของรักษามีความเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาและดูแลลูกหลาน ให้รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ รวมถึงคอยช่วยเหลือลูกหลานในยามที่มีเรื่องเดือนร้อน ลูกหลานก็จะบูชาคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลเพื่อให้ของรักษาช่วยเหลือ หากลูกหลานกระทำผิดผีหรือผิดข้อคลำก็ต้องมีการสมมาคารวะ ปรับไหม ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา การสืบสายตระกูลของชาวลาวเวียงมีความสำคัญมาก โดยส่วนใหญ่แล้วลูกสาวคนเล็กของครอบครัว จะเป็นผู้ดูแลพ่อและแม่และเป็นคนที่ติดต่อกับญาติผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ รวมถึงพี่ๆของตนเองด้วย นอกจากนี้ลูกสาวคนสุดท้องยังมีหน้าที่ดูแลรักษาหอของรักษาประจำตระกูลซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น คุณพระ ฮ้านน้อย ศาลของรักษา เป็นต้น เนื่องจากลูกสาวคนสุดท้องอยู่ที่เรือนดั้งเดิมและสืบทอดให้กับลูกคนสุดท้องไปเรื่อย ๆ จึงสังเกตได้ว่าเรือนใดเป็นที่ตั้งของหอของรักษาเรือนนั้นจะเป็นเรือนดั้งเดิมของตระกูล ส่วนผู้ชายจะเป็นกวนจ้ำหรือผู้สื่อสารกับของรักษา ทั้งนี้การบูชาของรักษาจะมีขึ้นทุกปีโดยมีพิธีกรรมแตกต่างกันไปของแต่ละสายตระกูล แม้ในปัจจุบันลูกหลานชาวลาวเวียงแต่ละตระกูลจะมีความใกล้ชิดทางเครือญาติน้อยลง แต่ก็ยังคงรักษาและปฏิบัติเช่นเดิมเพื่อรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามที่แสดงออกถึงความกตัญญูและความเป็นญาติสายโลหิตเดียวกัน (นางประคอง หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

  • การแต่งกายของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีต ผู้หญิงจะทำหน้าที่ทอผ้าเพื่อนำมาใช้ในครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการปลูกฝ้ายเอาไว้เพื่อนำมาผ่านกระบวนการจนกลายเป็นเส้นด้าย และนำมาทอด้วยกี่ทอผ้า ออกมาเป็นผ้าสีขาวเรียกว่า “ผ้าด้ายดิบ” ชาวลาวเวียงจะนิยมใช้ฝ้ายในการนำมาทอผ้า จะไม่นิยมใช้เส้นไหมเนื่องจาก การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานพื้นที่ภาคกลาง ไม่มีวัตถุดิบในการนำมาทำ ร่วมถึงฝ้ายเป็นผ้าที่มีคุณสมบัติระบายความร้อนได้ดี สามารถใส่ในการทำไร่ไถนา ใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี

              นอกเหนือจากฝ้ายที่ถือเป็นวัตถุดิบหลักในการนำมาผลิตเป็นผืนผ้าใช้ในครอบครัวแล้ว ชาวบ้านจึงนำเอาผ้าด้ายดิบที่ได้มาทำการตัดเย็บเป็นเสื้อ กางเกงสำหรับผู้ชายที่เรียกว่า “กางเกงหัวขาว” โดยนำเอาผ้าขาวมาย้อมด้วย “คราม” ซึ่งเป็นพืชที่ให้สีน้ำเงินคราม โดยชาวบ้านจะปลูกครามไว้บริเวณหัวไร่ปลายนาของตนเอง จากนั้นเมื่อครามได้อายุที่เหมาะสมชาวบ้านก็จะตัดต้นครามมาผ่านกระบวนการผลิตเนื้อคราม และน้ำเอาเนื้อครามนั้นมาเลี้ยงในหม้อเลี้ยงครามเรียกว่า “หม้อนิล” เมื่อเลี้ยงครามได้ประมาณ 7 – 15 วัน ก็จะนำเอาผ้าขาวที่ต้องการย้อม ลงจุ่มในหม้อครามและนำไปซักล้างน้ำเปล่า ก็จะได้ผ้าฝ้ายย้อมครามมาตัดเย็บด้วยมือเป็นเสื้อ กางเกง ให้กับคนในครัวครัว (นางบังอร นนท์แก้ว, สัมภาษณ์ 2562)

              ผ้าลาวเวียงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งนั้นคือ “ผ้าซิ่นตีนจก” ที่ผู้หญิงลาวเวียงนิยมนุ่งในงานบุญประเพณีสำคัญของชุมชน โดยผ้าซิ่นตีนจกประกอบด้วยผ้า 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่หนึ่งคือ “ตีนซิ่น” คือส่วนที่อยู่ด้านล่างสุดของผ้าซิ่น เป็นผ้าทอมือที่มีลวดลาย “การจก” คือการสอดด้ายสีสันต่าง ๆ นอกเหนือจากการทอผ้าธรรมดา โดยชาวลาวเวียงนิยมการจกด้วยด้ายสี ได้แก่ สีเหลือง สีเขียว สีขาว สีน้ำเงินคราม จึงเกิดเป็นลวดลายที่มีความสวยงาม ปราณีต แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของผู้หญิงลาวเวียง โดยผ้าตีนซิ่นนี้จะมีสีแดงเป็นเอกลักษณ์ มีขนาดเล็กจนไปถึงขนาดใหญ่ตามความสามารถของผู้ทอ

              ส่วนที่สองคือ ตัวซิ่น เป็นส่วนที่อยู่ถัดขึ้นมาจากตีนซิ่น ตัวซิ่นนี้มักจะเป็นผ้ามัดหมี่ที่ทอด้วยความสวยงาม โดยผ้าเก่าที่พบในชุมชนพบว่า ผ้าซิ่นของชาวลาวเวียงในอดีตจะเป็นผ้าฝ้ายมัดหมี่ และย้อมสีด้วยคราม จากนั้นจึงนำมาทอเป็นผ้าลายมัดหมี่ต่าง ๆ เช่น ลายอึ่งยัน ลายดอกผักแว่น ลายนาคน้อย ลายนาคใหญ่ โดยจะนิยมทอลายล่องไม่เหมือนล้านนาที่นิมทอผ้าซิ่นลายขวาง โดยชาวลาวเวียงจะนิยมทอผ้าซิ่นด้วยกัน 2 แบบคือ ผ้าซิ่นหมี่ลวด คือ ผ้าซิ่นที่ทอด้วยลายมัดหมี่ โดยจะสลับกับการสอดสีพื้นคั่นระหว่างลำหมี่ ผ้าซิ่นหมี่คั่น คือผ้าซิ่นที่ทอลวดลายมัดหมี่ และคั่นด้วยสีสั่นต่าง ๆ มักนิยมทอหนึ่งผืนมีหลายลวดลายสลับกัน ตามความสามารถของผู้ทอ นอกจากผ้าซิ่นที่เป็นผ้าฝ้ายมัดหมี่แล้ว ยังพบกับผ้าซิ่นไหมซึ่งชาวบ้านซื้อจากชาวอีสานที่มาเร่ขายผ้าไหมในอดีต

              ส่วนที่สาม คือ หัวซิ่น เป็นส่วนที่อยู่ด้านบนสุดของผ้าซิ่น หัวซิ่นนี้จะมีความกว้างประมาณ 1 คืบเท่านั้น โดยใช้นำมาต่อกับตัวซิ่นเพื่อเพิ่มความยาวให้กับผ้าซิ่น หัวซิ่นของลาวเวียงบ้านดอนคานิยมทอโดยการใช้สีคล้ายกับการจกตีนซิ่น มาสอดสลับสีให้ได้ความยาวตามต้องการ หรือหัวซิ่นอาจจะเป็นผ้าขาวก็ได้ ทั้งนี้หากผ้าซิ่นยาวพอดีก็จะไม่นิยมนำหัวซิ่นมาต่อ จึงเป็นส่วนที่ใช้เสริมตัวซิ่น (นางบังอร นนท์แก้ว, สัมภาษณ์ 2562)

              ผ้าซิ่นตีนจกถือได้ว่าเป็นผ้าที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของหญิงสาวลาวเวียงบ้านดอนคา โดยในอดีตหากผู้หญิงผู้ใดเก่งเรื่องงานบ้านงานเรือน และสามารถทอผ้าเป็น ก็จะเป็นที่หมายปองของผู้ชายลาวเวียง ปัจจุบันเสื้อผ้าสามารถหาซื้อได้ง่าย มีราคาถูก ความนิยมในการแต่งกายของชาวบ้านในปัจจุบันจึงเป็นไปตามสมัยนิยม ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยนุ่งผ้าซิ่นก็ยังรักษาเอกลักษณ์ของตนเองเอาไว้ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการทอผ้าเกิดขึ้นในชุมชนเหลือไม่มาก แต่ผู้หญิงชาวลาวเวียงยังคงนิยมการนุ่งผ้าซิ่นตีนจกในงานบุญประเพณีต่าง ๆ และผ้าซิ่นตีนจกยังเป็นสินค้าที่แสดงออกถึงความเป็นลาวเวียงบ้านดอนคาด้วย (นางบังอร นนท์แก้ว, สัมภาษณ์ 2562)

              นอกจากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มแล้ว การทอผ้ายังนำเอาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นำมาใช้กับเครื่องใช้ในครัวเรือนด้วย เช่น การทอผ้าขิดหมอนที่มีลวดลายที่สวยงาม การทอผ้าปูที่นอน ซึ่งมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน

  • บ้านของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              เรือนแบบดั้งเดิมของชาวลาวเวียง มีทั้งเรือนเครื่องผูกและเรือนเครื่องสับ ทั้งหมดเป็นเรือนยกพื้นสูง  โดยเรือนไม้จริงหรือเรือนเครื่องสับเป็นเรือนของครอบครัวที่มีฐานะพอตั้งตัวได้แล้ว   ปัจจุบันเรือนดั้งเดิมที่เก่าแก่ อายุมากกว่าร้อยพบเฉพาะเรือนไม้จริงและเหลืออยู่จำนวนไม่มาก อีกทั้งมีการต่อเติมเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอยบางส่วนเพื่อให้เหมาะแก่วิถีชีวิตการอยู่อาศัยในปัจจุบัน

              ในเบื้องต้นขออธิบายลักษณะเรือนลาวแบบประเพณี จะประกอบด้วยพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ได้แก่

              1. ส่วนเรือนใหญ่ เป็นเรือนสามห้อง กั้นฝาสองห้องใช้เป็นห้องนอนเรียกว่า “ส่วม” และเปิดโล่งหนึ่งห้องเรียกว่า “เปิง” สำหรับตั้งหิ้งบูชาบรรพบุรุษหรือหิ้งพระ ส่วนนี้ทำเป็นหลังคาจั่วและเป็นส่วนที่สูงสุดของกลุ่มเรือน สัดส่วนจั่วเป็นลักษณะสามเหลี่ยมด้านเท่า ไม่สูงชะลูดแบบจั่วเรือนไทยภาคกลาง ระดับพื้นส่วนนี้ส่วนนี้มีระดับสูงทีสุดในเรือน

              2. ส่วนระเบียงหรือเกย เป็นส่วนต่อเนื่องจากเรือนใหญ่ทางด้านยาวของเรือน ลดระดับลงมาประมาณ 15 เซนติเมตร ใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนในเวลากลางวัน หรือดัดแปลงใช้เป็นที่นอนแขกได้ ส่วนนี้ทำเป็นหลังคาปีกนก หากพื้นที่เกยมีขนาดใหญ่ก็จะทำเป็นหลังคาจั่ว ดูภายนอกจึงเห็นเป็นหลังคาจั่วแฝดโดยมีขนาดต่ำกว่าจั่วเรือนใหญ่นิดหน่อย ระเบียงที่พบอีกในเรือนที่สำรวจ มีลักษณะต่างจากแบบประเพณีคือการการต่อระเบียงทางด้านสกัดของเรือน

              3. ส่วนนอกชานหรือชานแดด เป็นส่วนต่อเนื่องจากเกยหรือระเบียง ลดระดับลงมาประมาณ 15 เซนติเมตร ในอดีตเป็นพื้นที่เปิดโล่งของเรือน ปัจจุบันทุกเรือนจะต่อโครงสร้างทำหลังคาคลุม เป็นหลังคาปีกนกที่มีความลาดเอียงต่ำ

              4. ส่วนครัว เป็นเรือนสองห้อง กั้นฝาแบบโปร่ง ทำหลังคาจั่วที่มีความสูงต่ำกว่าเรือนใหญ่ ส่วนหนึ่งของครัวต่อเป็นชานเล็ก ๆ สำหรับใช้ซักล้างและผึ่งภาชนะ

              5. บันได ในเรือนลาวเวียงที่สำรวจพบว่ามีการทำชานละลงมาอีกระดับหนึ่งจากชานแดด แล้วต่อบันไดขึ้นบริเวณนี้ บันไดแบบโบราณเป็นแบบเข้าสลักไม่ติดตั้งถาวร สามารถยกเก็บได้ในเวลาจะเข้านอน

              6. ใต้ถุนเรือน ใช้งานอเนกประสงค์ เป็นที่เก็บเครื่องมือในการทำเกษตรกรรม ตลาดจนการกั้นเป็นคอกสัตว์ รวมถึงเป็นที่ทำงานอดิเรกในเวลากลางวัน ได้แก่การทอผ้าของสตรี หรือการจักสานของบุรุษ เป็นต้น พื้นที่ใต้ถุนนี่เองที่เป็นพื้นที่พักผ่อนคลายร้อนยามเที่ยงรวมถึงใช้พบปะสนทนากับผู้คนเหล่าเครือญาติที่ไปมาหาสู่กัน

              จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่าบ้านเรือนชาวลาวเวียงแบบดั้งเดิมในเขตตำบลดอนคา มีลักษณะสามแบบ คือ แบบเรือนจั่วเดี่ยว แบบเรือนจั่วแฝด แบบเรือนขยาย

              แบบที่ 1. เรือนเดี่ยว ลักษณะที่ปรากฏชัดจากภายนอกคือเห็นจั่วเดียว คือจั่วเรือนใหญ่เป็นอาคารประธาน มีระเบียงล้อมสองด้าน ทำเป็นหลังคาคลุมลาดเอียงต่ำ ส่วนครัวต่อทางด้านสกัดของเรือนใหญ่ ลดระดับพื้นลงมาจากระเบียง  ส่วนชานใช้หลังคาปีกนกที่ต่อเนื่องจากระเบียงคลุมพื้นที่ใช้งานทั้งหมด

              แบบที่ 2. เรือนแฝด ลักษณะที่ปรากฏชัดจากภายนอกคือเห็นจั่วคู่กัน คือจั่วที่คลุมเรือนใหญ่และจั่วที่คลุมระเบียง โดยทำโครงสร้างพื้นและหลังคาต่อเนื่องกัน ดูจากภายนอกจะเห็นว่าจั่วทั้งสองมีขนาดใกล้เคียงมากและภายในมีการใช้งานระดับพื้นที่ต่อเนื่องกัน เกิดเป็นโถงขนาดใหญ่ในเรือน ส่วนพื้นที่ชานและครัวมีลักษณะต่อแบบเรือนเดี่ยว คือทางด้านขวางและด้านสกัดของเรือนใหญ่ใช้หลังคาปีกนกคลุมทั้งหมด  บ้านแบบเรือนแฝดนี้เป็นเรือนที่ได้รับความนิยม พบได้หลายหลังในชุมชน

              แบบที่ 3. เรือนขยายหรือเรือนหมู่ เป็นการทำเรือนใหม่ประกอบขึ้นเชื่อมกับกลุ่มเรือนเดิม เรือนที่ขยายอาจเป็นเรือนเดี่ยวหรือเรือนแฝดก็ได้  เชื่อมกันโดยใช้ชานกลางเป็นพื้นที่ร่วม เมื่อดูจากภายนอกจะเห็นว่าเรือนหมู่เป็นเรือนที่มีจั่วตั้งแต่สองจั่วขึ้นไป ซึ่งแตกต่างจากเรือนแฝดที่จั่วนั้นไม่ติดกัน เมื่อเข้าภายในจึงพบว่าในหมู่เรือนมีเรือนนอนอย่างน้อย 2 เรือน หรืออาจมีส่วนครัว 2 แห่งด้วยก็ได้

              โครงสร้างเรือนลาวเวียงที่สำรวจ มีพัฒนาการและรับระบบการก่อสร้างแบบเรือนไทยมาผสมผสานบ้าง แต่ยังคงเอกลักษณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบแผนเฉพาะของเรือนลาวปรากฏอยู่ อาทิ

              1. โครงสร้างหลังคา ในเรือนจั่วแฝด มีชุดเสาที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักหลังคาแต่ละชุดเฉพาะ บางแห่งมีการใช้ขื่อคัดแบบเรือนไทยภาคกลาง

              2. โครงสร้างพื้น พบว่าการเปลี่ยนระดับพื้นอยู่ที่ประมาณ 15 เซนติเมตร แตกต่างจากเรือนไทยภาคกลางที่เปลี่ยนระดับประมาณ 30-40 เซนติเมตร ในส่วนการรับน้ำหนักพื้นพบว่ามีการใช้ตงสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางเฉลี่ยเป็นระยะ ไม่ใช้ราแบบเรือนไทยภาคกลาง

              ลักษณะฝาเรือนและตกแต่งหน้าจั่ว

              ฝาเรือนที่เป็นแบบมิชิดแน่นหนา จำพวกฝาประกน ฝาลูกฟักกระดานดุนหรือฝาสำรวจ พบว่าใช้กับเรือนนอนโดยเฉพาะ ส่วนอื่น ๆ จะใช้ฝาแบบโปร่ง ประเภทช่องลม ลูกกรง และฝาไหล ส่วนที่ต้องการความมิดชิดมากขึ้นจึงกั้นด้วยฝาไม้กระดานนิยมทางนอน มีลักษณะเรียบง่ายกว่าฝาเรือนนอนมาก

              กรอบหน้าจั่วมีความสูงไม่ชันเท่าจั่วเรือนไทย นิยมลายจั่วใบปรือ กรอบหน้าจั่วไม่พบการใช้ปั้นลมแบบเรือนไทยภาคกลาง นิยมทำปั้นลมแบบเรียบง่าย พบว่ามีการตกแต่งด้วยแท่งเสาสรไน ที่กึ่งกลางจั่วและปลายปั้นลม

              เนื่องด้วยวัสดุและการก่อสร้างแบบสมัยใหม่ ประกอบกับค่านิยมแบบเมือง นำให้ความนิยมในการอยู่อาศัยแบบเรือนดั้งเดิมน้อยลง ในชุมชนจึงปรากฏบ้านแบบสมัยปัจจุบันที่นิยมทำหลังคาต่ำและสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กมากขึ้น ผู้ที่อาศัยอยู่ในเรือนแบบดั้งเดิมก็มีปรับปรังปรุงให้เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยมากขึ้น โดยทำหลังคาคลุมส่วนชานเพื่อให้เกิดประโยชน์พื้นที่สูงสุด และตัดปัญหาเรื่องไม้ที่ผุพังจากการตากแบบ หลังคาส่วนนี้เป็นหลังคาความลาดเอียงต่ำมาก เนื่องจากวัสดุมุงสมัยใหม่จำพวกสังกะสีและกระเบื้องซีเมนต์ลอนคู่สามารถมุงแบบองศาน้อย ๆ ได้โดยน้ำไม่รั่ว ในส่วนพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดคือส่วนเรือนนอน ยังคงพบวัสดุและการแบ่งพื้นที่แบบดั้งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือการแบ่งห้องเป็นส่วม (ห้องนอนมีฝากั้นมิดชัด) และเปิง (ห้องพระมีฝาด้านหนึ่งเปิดโล่ง) ยังปรากฏตามเดิม คือในเรือนแบบโบราณหรือเรือนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปยังคงแบ่งห้องตามลักษณะนี้  ในเรือนที่อายุต่ำลงมายังคงพบอยู่แต่แบบแผนและทิศทางเรือนไม่เคร่งครัดมาก  ปัจจัยความเปลี่ยนแปลงอีกประการคือพฤติกรรมผู้ใช้งาน อาทิผู้เฒ่าสูงอายุมักออกมานอนที่ส่วนระเบียงหรือนอกชานแทน เพราะถือความเหมาะกับวิถีชีวิตประจำวัน สะดวกในการขยับเคลื่อนย้ายร่างกาย เป็นต้น

     

  • อาหารของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              การผลิตและการเข้าถึงอาหารชาวลาวเวียงบ้านดอนคาเริ่มต้นเมื่อเข้ามาอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันก็ได้ตั้งบ้านเรือนและพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นอาชีพหลักในการเลี้ยงชีพในอดีตได้ผลผลิตที่สำคัญที่เป็นอาหารยังชีพให้กับทุกครอบครัว ได้แก่ ข้าวเจ้า นอกจากนี้พื้นที่รอบ ๆ บ้านของตนเองชาวลาวเวียงก็จะปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้กินภายในครอบครัว ส่วนใต้ถุนบ้านหรือใต้ถุนยุ้งฉางจะเลี้ยงสัตว์ เช่น ไก่ หมู ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำไปขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว นอกเหนือจากการผลิตอาหารของชาวเวียงแล้ว ในอดีตพื้นที่บ้านดอนคามีการเข้ามาอาศัยของชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นจำนวนมาก โดยชาวไทยเชื้อสายจีนได้เข้ามาเปิดตลาดเพื่อทำการค้าขายและมีสินค้าต่าง ๆ มากมาย เช่น ร้านขายหมู ร้านขายข้าวสาร ร้านขายเครื่องอุปโภคบริโภค นอกเหนือจากชาวไทยเชื้อสายจีนที่เข้ามาทำการค้าขายแล้ว ยังมีเรือสินค้าที่เดินทางมาจากอำเภออู่ทองนำผลผลิตทางการเกษตรมาขายในชุมชนบ้านดอนคาอีกด้วย เมื่อเวลาผ่านไปพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านมีเจ้าของจับจองและเป็นที่นาชาวลาวเวียงบ้านดอนคาจึงเริ่มขยายอาณาเขตออกไปยังทิศใต้และทิศตะวันตกของหมู่บ้านซึ่งแผนที่ในฝั่งตะวันตกเป็นพื้นที่ที่ราบสูงภูเขาไม่เหมาะแก่การทำนา ชาวบ้านจึงใช้พื้นที่ดังกล่าวในการปลูกพืชไร่ เช่น สับปะรด มะละกอ มัน เผือก อ้อย นอกจากนี้ยังมีการปลูกละหุ่งเพื่อแกะเมล็ดและนำไปขายที่ตลาดอู่ทองให้กับคนไทยเชื้อสายจีนที่รับซื้ออีกด้วย จะเห็นได้ว่าแหล่งอาหารของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีตนอกเหนือจากการผลิตและปลูกไว้ภายในครัวเรือนของตนเองแล้วยังมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายภายในชุมชนและภายนอกชุมชนร่วมกับพื้นที่อื่น ๆ ด้วย แบบแสดงออกให้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารโดยชาวบ้านสามารถจัดการกลับพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการทำการเกษตรอีกด้วย

              วัฒนธรรมของชาวลาวเวียงในเรื่องของการกลุ่มและบริโภคอาหารนั้นอาหารที่สำคัญและบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ด้านการบริโภคอาหารของชาวลาวเวียงที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นคือ ปลาร้าซึ่งเป็นการถนอมอาหารของชาวลาวและชาวอีสานรวมถึงชาวเวียงในพื้นที่บ้านดอนคาด้วยโดยปลาร้าถือเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารหลากหลายชนิด ซึ่งในอดีตพื้นที่ชุมชนบ้านดอนคาค่อนข้างที่จะมีความอุดมสมบูรณ์จึงสามารถจับปลาได้เป็นจำนวนมาก จากนั้นชาวบ้านจะนำปลามาคัดเลือกชนิดในการผลิตเป็นปลาร้าและทำการครัวปลาทำความสะอาดจากนั้นนำมาตำใส่กับเกลือและรำข้าวแนะนำลงใส่ในไหเก็บไว้ครบ 1 ปี จึงนำออกมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ชาวบ้านดอนคาทุกครัวเรือนมีความสามารถในการปรุงอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อมตามฉบับอาหารลาวเวียงแต่เนื่องจากการอพยพเข้ามาในพื้นที่ที่มีชาวไทยล้อมรอบหมู่บ้านวัฒนธรรมด้านอาหารจึงเกิดการผสมผสานกันขึ้นระหว่างอาหารไทยที่นิยมใส่กะทิและอาหารลาวที่นิยมใส่ปลาร้ากลายเป็นอาหารของชาวลาวเวียงที่มีทั้งกะทิและปลาร้าในเมนูเดียวกัน ซึ่งถือเป็นอิทธิพลด้านการปรุงอาหารที่ส่งผลให้กับการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นเมนูอาหารของชาวบ้านดอนคาในปัจจุบัน แต่ก็เป็นการผสมผสานกันที่ลงตัวและเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีชุมชนใดเหมือน

              สูตรความอร่อยฉบับลาวเวียงบ้านดอนคา

              น้ำพริกปลาร้า อาหารที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาและต้องติดครัวเอาไว้ นั่นคือ น้ำพริกปลาร้า

              ส่วนประกอบ

              ปลาช่อน         100     กรัม

              พริกชี้ฟ้า         150     กรัม

              หัวหอม          100     กรัม

              กระเทียม        100     กรัม

              น้ำปลาร้า มะนาว น้ำปลา สำหรับปรุงรสตามใจชอบ

              วิธีการทำ

              1. นำปลาช่อนมาผ่านกรรมวิธีการทำความสะอาด

              2. หั่นปลาเป็นท่อน ๆ

              3. นำลงไปต้มในน้ำปลาร้า เมื่อปลาสุกแล้วพักไว้

              4. นำหัวหอม กระเทียม พริกชี้ฟ้า เสียบไม้และนำไปย่างไฟให้หอม

              5. นำหัวหอมและกระเทียมมาแกะเปลือกออก ใส่ลงในครกหิน

              6. ตำหัวหอม กระเทียม และพริกให้ละเอียด จากนั้นแกะเนื้อปลาใส่ลงไปในครก

              7. ตำเนื้อปลาให้ละเอียดและเข้ากับวัตถุดิบต่าง ๆ แล้วจึงตักน้ำปลาร้าในหม้อที่ผ่านการต้มใส่ลงในครกปรุงรสตามต้องการ

              8. ตักใส่ถ้วยพร้อมกิน

               น้ำพริกปลาร้าของชาวลาวเวียงจะนิยมทานคู่กับผักลวกที่หาได้จากริมรั้ว อาหารดังกล่าวถือเป็นพื้นฐานที่ทุกครัวเรือนนิยมกินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

             

              ขนมก้นกระทะ นับเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านดอนคา ที่ได้ชื่อว่า ขนมก้นกระทะ เนื่องจากต้องใช้กระทะในการทำ            

               ส่วนประกอบ

              1. แป้งข้าวเจ้า  500     กรัม

              2. กะทิ           500     กรัม

              3. เกลือ          เล็กน้อย

              4. น้ำเปล่า

              5. เนื้อมะพร้าวอ่อน

              วิธีการทำ

              1. นำแป้งข้าวเจ้ากับกะทิมากวนให้เข้ากัน

              2. เติมน้ำลงไปเพื่อไม่ให้แป้งข้น เพราะหากแป้งข้นจะทำให้ขนมไม่กรอบอร่อย

              3. นำกระทะมาตั้งไฟบนเตาถ่านจนร้อน แนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทาลงไปที่กระทะเพื่อป้องกันแป้งติด

              4. ตักเอาส่วนผสมเทลงไปในกระทะ ใช้มือหมุนกระทะให้ส่วนผสมกระจายไปทั่วจนเป็นแผ่นบาง ๆ

              5. ใช้ฝาหม้อปิดกระทะเอาไว้รอจนขนมสุกกรอบ

              6. ใช้ตะหลิวตักขนมออกมา โรยหน้าด้วยมะพร้าวอ่อน ได้ขนมหน้าตาคล้ายขนมครก สามารถกินได้ทันที แต่หากใครต้องการความหวาน สามารถโรยน้ำตาลลงไปเล็กน้อย จะได้รสหวาน มัน เค็ม

              ขนมก้นกระทะที่เป็นขนมโบราณที่อยู่คู่กับชาวลาวเวียงบ้านดอนคามายาวนาน เนื่องจากอดีตชาวบ้านในพื้นที่เป็นครอบครัวใหญ่มีลูกหลายคน การจะทำขนมให้ลูก ๆ กินในครัวเรือนจึงต้องเป็นขนมที่มีวิธีการทำง่ายๆและได้ปริมาณเยอะ รวมถึงมีวัตถุดิบในครัวของตนเองเนื่องจากในอดีตไม่นิยมซื้อเพราะไม่มีเงิน เพื่อเป็นการประหยัดเงินไว้ใช้ในช่วงยามฉุกเฉิน ขนมก้นกระทะถึงเป็นขนมที่ลูกหลานชาวลาวเวียงหลายคนเมื่อได้กินแล้วต้องย้อนคิดถึงสมัยที่ตนเองเป็นเด็กอย่างแน่นอน (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

  • ประเพณีและเทศกาลสำคัญของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านดอนคาในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงนำเอาเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ด้านวิถีชีวิตของตนเองมาปรับใช้ในพื้นที่ภาคกลางของไทย นอกจากการปรับตัวในการดำรงชีพให้เข้ากับสภาพแวดล้อมแล้ว ชาวลาวเวียงยังคงนำเอาวัฒนธรรมด้านประเพณี พิธีกรรมความเชื่อดั้งเดิม มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนในชุมชน และยังคงมีการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี พิธีกรรมความเชื่อดั้งเดิมให้คงอยู่ โดยการสืบทอดจากบรรพบุรุษในอดีตสู่ชาวบ้านดอนคาในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวที่แตกต่างจากชุมชนอื่น ๆ โดยรอบ ซึ่งประเพณี พิธีกรรมความเชื่อ ของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน จะมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ การนับถือผีบรรพบุรุษ และความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของคนในชุมชน

              ประเพณี/เทศกาล/พิธีกรรมสำคัญในรอบปี หรือประเพณี 12 เดือน

              ประเพณีบุญข้าวจี่ จัดขึ้นในวันขึ้น 14 – 15 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านดอนคาเรียกอีกชื่อ “บุญเดือนสาม” จัดอยู่ในบุญ 12 เดือน ตามฮีต 12 ของชาวลาวและชาวอีสานในประเทศไทย

              วันแรกของประเพณีบุญข้าวจี่ คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 3 จะมีพิธีกรรม อัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากน้ำ โดยจะมีการดูตามหลักโหราศาสตร์ว่าแต่ละปีพระอุปคุตจะอยู่ทางทิศใด เมื่อถึงวันชาวบ้านจะไปรวมตัวกันบริเวณสระน้ำที่จะมีการเชิญพระอุปคุต กราบนมัสการพระภิกษุสงฆ์ 1 รูปให้ศีลแก่ชาวบ้านที่มีร่วมในพิธี จากนั้นผู้นำทางศาสนาทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตและกราบอาราธนาพระภิกษุสงฆ์นั่งบนเสลี่ยง นักดนตรีพื้นบ้านบรรเลงเพลงแห่ ชาวบ้านที่มาร่วมในงานฟ้อนรำกันอย่างสนุกสนานเพื่อแห่พระอุปคุตสู่วัดโภคาราม เมื่อมาถึงวัดเป็นที่เรียบร้อย ผู้นำทางศาสนาทำพิธีอัญเชิญพระอุปคุตประดิษฐาน ณ บริเวณหอพระอุปคุตที่ชาวบ้านได้จัดตั้งขึ้นโดยมีความเชื่อว่า การจัดงานครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จไม่มีมารมาผจญหรือเกิดเหตุร้ายต่าง  ๆ ภายในงาน เนื่องจากพระอุปคุตมีอิทธิฤทธิ์สามารถปราบมารได้ จึงมีพิธีอัญเชิญพระอุปคุตในงานประเพณีบุญข้าวจี่เป็นประจำทุกปี จากนั้นพระภิกษุสงฆ์วัดโภคารามสวดเจริญพระพุทธมนต์เป็นอันเสร็จพิธีในวันแรก ช่วงเย็นมีมหรสพสมโภชน์ งานบุญข้าวจี่นี้ชาวบ้านจะถือเป็นงานปิดทองหลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปคู่บ้านสมัยอยุธยา ที่ชาวบ้านได้อัญเชิญมาจากเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ในสมัยของหลวงพ่อเหมือน ปิติธัมโม เจ้าอาวาสรูปที่ 3 ของวัดโภคาราม พระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านดอนคาและชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

              วันที่สองของงาน คือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในช่วงเช้าชาวบ้านจะนำอาหารหวานคาวต่าง ๆ รวมถึงข้าวจี่มาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ และเป็นการทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชาด้วย ในอดีตการทำข้าวจี่ชาวบ้านจะต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อจี่ข้าวจี่นำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ข้าวจี่ที่นำมาถวายจึงมีจำนวนมากและไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้นาน ปัจจุบันจึงมีการทำข้าวหลามมาถวายพระภิกษุสงฆ์แทน ทั้งนี้เพื่อความสะดวก ความสะอาด และสามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน

              “ข้าวจี่” หรือ “ข้าวกี่” คือ การนำข้าวเหนียวมานึ่งให้สุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนทาเกลือ เคล้าให้ทั่วเอาไม้เสียบย่างไฟ เมื่อข้าวสุกเกรียมแล้วชุบทาด้วยไข่ที่ตีแล้วย่างซ้ำกลายเป็นไข่เคลือบข้าวเหนียวเสร็จแล้วถอดไม้ออกนำไปถวายพระภิกษุสามเณรฉันตอนเช้า  (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, หน้า 33-34)  ซึ่งเป็นภูมิปัญญาในการประดิษฐ์อาหารของชาวลาว ถ่ายทอดให้กับลูกหลานมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงวิถีการดำรงชีวิตและเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ข้าวหลามที่เหลือจากถวายแด่พระสงฆ์ ส่วนหนึ่งชาวบ้านนำไปแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านในชุมชน รวมถึงคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในชุมชนด้วย เนื่องจากในช่วงเทศกาลการไหว้ต่าง ๆ ชาวไทยเชื้อสายจีนก็จะนำเอาอาหารมาให้กับชาวลาวเวียง เมื่อถึงเทศกาลงานบุญของชาวลาวเวียงก็จะนำเอาอาหารไปให้แลกเปลี่ยนกันเป็นประจำทุกครั้ง ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมที่แม้จะต่างเชื้อชาติศาสนา แต่ก็ยังรักใคร่ปรองดองสมานฉันท์กันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              บุญผะเหวด (สูญหาย)

              ประเพณีบุญผะเหวด ถือเป็นประเพณีหนึ่งในฮีต 12 ของชาวลาวและชาวอีสาน ในอดีตชาวลาวเวียงบ้านดอนคาก็เคยมีการประเพณีบุญผะเหวดขึ้น จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และจากหลักฐานใบลานที่มีการจารกัณฑ์เทศนาพระเวสสันดรที่พบที่วัดโภคาราม ก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ประกอบกับคำบอกเล่าของชาวบ้านได้ว่า ชาวบ้านดอนคาเคยจัดประเพณีบุญผะเหวดขึ้น แต่เนื่องด้วยผู้ที่มีความรู้ในการจัดเครื่องบูชากัณฑ์เทศน์บุญผะเหวดได้เสียชีวิตลง ไม่มีผู้สืบทอดที่จะทำต่ออย่างถูกต้องได้ รวมถึงมีเหตุการณ์ที่ลมพายุพัดเข้าหมู่บ้านในช่วงที่มีการแห่ผะเหวดเข้าเมือง จึงทำให้ยกเลิกการจัดงานและสูญหายไปจากชุมชนนานกว่า 70 ปี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการรื้อฟื้นประเพณีดังกล่าว เนื่องจากมีผู้ที่สามารถจัดทำเครื่องผะเหวดได้อย่างถูกต้อง และคงต้องศึกษาจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยเห็นและจำได้ว่าประเพณีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างไร เพื่อการรื้อฟื้นจะเป็นไปตามเค้าโครงเดิมมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการอนุรักษ์เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาตามแบบของตนเองให้ได้มากที่สุด (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              สงกรานต์

              ประเพณีสงกรานต์ของลาวเวียงบ้านดอนคา ถือเป็นเทศกาลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งต่อชาวลาวเวียงบ้านดอนคา เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูของลูกหลานต่อญาติผู้ใหญ่และบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และรวมถึงเป็นขึ้นปีใหม่ของไทยด้วย

              วันที่ 13 เมษายน ชาวบ้านจะมีพิธีแห่พระพุทธรูปลงประดิษฐาน ณ หอสรงของวัดโภคารามเพื่อสรงน้ำขอพร เมื่อสรงน้ำพระพุทธรูปที่วัดเสร็จเรียบร้อย แต่ละบ้านจะอัญเชิญพระพุทธรูปประจำบ้านลงสรงน้ำด้วย ถือเป็นการเริ่มต้นเทศกาลสงกรานต์ของชาวบ้านดอนคา (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              วันที่ 14-15-16 เมษายน ถือเป็น “วันเนาว์” หรือ “วันเน่าวันเหม็น” ช่วงเช้าจะมีพิธีทำบุญตักบาตรเพื่อความเป็นสิริมงคลตอนรับปีใหม่ตลอดทั้งสามวัน ในช่วงนี้ชาวบ้านทุกคนจะเว้นจากการทำงาน และมีความเชื่อที่ว่า “ใครไม่หยุดทำงานจะมีหนังหมาเน่ามาคลุมที่ศีรษะ” ชาวบ้านจะนำเอาหนามมาปกอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเพื่อแสดงออกถึงการหยุดงาน เมื่อไม่ได้ทำงานก็ถือว่าเป็นวันพักผ่อนอยู่กับครอบครัว และถือโอกาสนี้ในการรดน้ำดำหัวญาติผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อขอพร และสรงน้ำอัฐิกระดูกของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              วันที่ 17-18-19 เมษายน เป็นวันเล่นน้ำสงกรานต์ โดยปกติแล้วเทศกาลวันสงกรานต์ของคนไทยจะสิ้นสุดในวันที่ 15 เมษายน แต่สำหรับชาวลาวเวียงแล้วเทศกาลการละเล่นน้ำสงกรานต์ต่าง ๆ พึ่งจะเริ่มขึ้นเรียกว่า “หวิดเน่าหวิดเหม็น” เด็ก ๆ จะออกมาเล่นสาดน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีประเพณีการทอดผ้าป่าผีแก่พระภิกษุสงฆ์เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ ในช่วงบ่ายของทั้ง 3 วัน โดยผ้าป่าผีจะประกอบด้วย เครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้าที่ต้องการจะอุทิศหาผู้ล่วงลับ (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              นอกจากการทอดผ้าป่าผีแล้วยังมีประเพณีการทอดถวาย “ปราสาทผึ้ง” โดยปราสาทผึ้งคือการจำลองปราสาทเพื่อใส่ข้าวของอุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งชาวบ้านจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อประดิษฐ์ปราสาทผึ้ง ผู้ชายจะทำโครงสร้างด้วยไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยกาบกล้วย ผู้หญิงจะมีหน้าที่จุ่มดอกผึ้ง โดยการนำเอาขี้ผึ้งมาต้มแล้วใช้มะละกอจุ่มในขี้ผึ้งและมาจุ่มน้ำให้ขี้ผึ้งเย็นตัว จากนั้นนำมาติดที่ตัวปราสาท เมื่อตัวปราสาทผึ้งเสร็จเรียบร้อยชาวบ้านจะนำเอาข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ที่ร่วมกันนำมาใส่ลงในปราสาทผึ้ง และนำไปทอดถวายแด่พระสงฆ์ โดยการรวมตัวทำปราสาทผึ้งนี้ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันในลักษณะของเครือญาติที่ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายในอดีต ปัจจุบันในบ้านดอนคามีประมาณ 5 กลุ่มที่ยังคงรักษาประเพณีดังกล่าว ปราสาทผึ้งไม่จำกัดขนาด จำนวนการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและจำนวนที่เคยทำเพื่อทอดถวายของแต่ละกลุ่ม ถือเป็นการทำบุญรวมญาติที่ส่งผ่านวัฒนธรรมการทำปราสาทผึ้งอันสวยงาม และเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำเอาวัสดุธรรมชาติมาสร้างสรรค์งานศิลปะในประเพณีของตนเองอีกด้วย (นางสมจิตร คงสนั่น, สัมภาษณ์ 2562)

              การแห่ดอกไม้สงกรานต์

              หลังจากที่เล่นน้ำสงกรานต์ในช่วงเช้า ทอดผ้าป่าเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปในช่วงบ่าย ช่วงเย็นชาวบ้านจะพากันจัดเตรียมดอกไม้และธูปมาถวายแด่พระสงฆ์ พร้อมด้วยดอกไม้ของตนเองคนละหนึ่งชุด เพื่อร่วมประเพณี “แห่ดอกไม้สงกรานต์” ประเพณีนี้เป็นการสร้างความสนุกสนานให้กับคนในชุมชน โดยพระสงฆ์จะนำพาชาวบ้านแห่ดอกไม้รอบ ๆ หมู่บ้าน พร้อมทั้งมีการฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน นอกจากแห่ดอกไม้ในหมู่บ้านของตนเองแล้ว ก็มีการแห่ดอกไม้ไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อสรงน้ำพระและทำกิจกรรมร่วมกันด้วย ถือได้ว่าเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนสองชุมชนให้มีความปรองดองเสมือนเป็นญาติพี่น้องกัน (นางเฉลา นนท์ช้าง, สัมภาษณ์ 2562)

              ไต้พระทราย หรือ ไต้ปะทาย

              “พระทราย” หรือ “ปะทาย” คือ เจดีย์ทรายสัญลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ของทุก ๆ ชุมชน โดยในอดีตชาวบ้านดอนคาจะช่วยกันขนทรายในจุดที่มีทรายของหมู่บ้าน นำมาก่อเจดีย์ทรายเพื่อถวายให้กับวัดโภคารามในการนำไปใช้ทำนุบำรุงศาสนสถานภายในวัด นอกจากการก่อเจดีย์ทรายรูปทรงต่าง ๆ และ ชาวบ้านจะร่วมกันก่อทรายเป็นรูปหงส์ เพื่อระลึกถึงพระคุณของพ่อคุณหงษ์ บรรพบุรุษของชาวลาวเวียงดอนคา ที่ได้นำพาลูกหลานมาตั้งบ้านเรือนและอยู่อย่างมีความสุขมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นช่วงค่ำชาวบ้านจะออกมาไต้พระทราย คือ การจุดธูปบูชาและปักตามเจดีย์ทราย ในอดีตจะมีการละเล่นต่าง ๆ เช่น การโยนลูกช่วง มอญซ้อนผ้า ข้าวหลามตัด ตี่จับ ฯ ที่ลานของวัด เป็นโอกาสที่ชายหญิงลาวเวียงจะได้พบปะพูดคุยกัน และถือเป็นช่วงผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการทำงานที่ผ่านมาของคนในชุมชน นอกจากการละเล่นในชุมชนแล้ว ผู้ชายวัยรุ่นในอดีตยังถือโอกาสนี้เดินทางไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีการละเล่นในช่วงสงกรานต์ เพื่อพูดคุยพบปะกับเพื่อน ๆ ต่างบ้าน รวมทั้งสาว ๆ อีกด้วย ปัจจุบันการละเล่นของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาพบเห็นได้น้อยเพียงบางกลุ่มและกลายเป็นเพียงความทรงจำของคนในชุมชนเท่านั้น (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              บุญเบิกบ้าน

              ประเพณีบุญเบิกบ้าน หรือ ประเพณีทำบุญกลางบ้าน จัดขึ้นในพุธและวันพฤหัสบดีแรกของเดือน 6 ณ บริเวณศาลเจ้านายโนนหอ ซึ่งเป็นศาลที่เดิมพ่อคุณหงษ์ได้เป็นผู้นำสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่มีการย้ายที่ตั้งหมู่บ้านจากโนนบ้านเก่ามาอยู่ที่บ้านดอนคาในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านดอนคาให้ความเคารพนับถือ ที่ให้ชื่อว่าศาลเจ้านายนั้นเกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ภายในศาลตามความเชื่อของชาวลาวเวียง คือ ชนชั้นปกครองเดิมที่เคยทำคุณประโยชน์ให้แก่อาณาจักร และชาวเมืองให้ความเคารพนับถือ เมื่อท่านเหล่านั้นถึงแก่ความตายชาวเมืองจึงพร้อมใจกันอัญเชิญดวงวิญญาณให้คอยคุ้มครองรักษาบ้านเมืองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ศาลเจ้านายโนนหอเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นบรรพบุรุษตั้งแต่ครั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ เมื่อชาวลาวเวียงอพยพมาอยู่ที่บ้านดอนคาก็ได้ทำพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวลาวเวียงเคารพนับถือมาสถิตย์ ณ ศาลแห่งนี้ด้วย (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              ในอดีตสถานที่ที่เป็นที่ตั้งของศาลเจ้านายโนนหอนี้เป็นพื้นที่ดอน และเป็นที่ตั้งของหอเจ้านาย จึงเรียนพื้นที่ดังกล่าวว่า “โนนหอ” ฝั่งตะวันออกของศาลเจ้านายเดิมเป็นที่นาของพ่อคุณหงษ์ ศาลเจ้านายในอดีตมีทั้ง 2 ศาลด้วยกัน มีลักษณะเป็นศาลทรงจั่วจำนวน 6 เสา หันหน้าไปทางทิศตะวันตก บริเวณดังกล่าวมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมทั้งพื้นที่ พื้นที่ดังกล่าวถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวกันว่าห้ามนำควายไปผูกในบริเวณดังกล่าวเพราะจะทำให้ควายตายโดยไม่มีสาเหตุ และหากใครขับเกวียนหรือรถผ่านไม่ทำความเคารพหรือบีบแตร เกวียนหรือรถก็จะมีเหตุทำให้ไปต่อไม่ได้  ต้องให้จ้ำเป็นผู้สื่อสารกับหอเจ้านายมาจุดธูปบอกกล่าวจึงจะสามารถไปต่อได้ นอกจากนี้สถานที่ดังกล่าวยังเป็นที่ทิ้งซากสัตว์ในอดีต จึงทำให้มีแร้งจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว นอกเหนือจากศาลเจ้านายโนนหอแล้ว ด้านหลังยังมีศาลของชาวบ้านอีก 3 หลังที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก คาดว่าเป็นศาลประจำตระกูลของชาวบ้าน 2 หลัง และศาลเจ้าพ่อขุนตาหมื่นอีก 1 หลัง (นายใจ หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้านาย จึงทำให้เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน หากมีความเดือดร้อนก็จะมากราบไหว้ขอพรบนบานกับศาลเจ้านาย หากประสบความสำเร็จก็กลับมาแก้บนด้วยไก่ต้ม พวงมาลัย และหนังตลุง โดยมีจ้ำ เป็นผู้ที่นำเครื่องสังเวยถวายแก่ศาลเจ้านาย ชาวบ้านเชื่อว่าศาลเจ้านายชอบหนังตะลุง หากบนหนังตะลุงมักจะประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถพบเห็นการแก้บนได้เป็นประจำ ปัจจุบันศาลเจ้านายโนนหอที่ชาวบ้านเคารพบูชา มีพื้นที่เพียงแค่จุดที่ตั้งศาลเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ้าน แต่ก็ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพ (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              พิธีเบิกบ้านจะจัดขึ้น 2 วัน คือวันพุธแรกของเดือน 6 ชาวบ้านจะร่วมกันทำความสะอาดศาลเจ้านาย ก่อเจดีย์ทราย ประดับตกแต่งศาลด้วยกระดาษและธงทิวอย่างสวยงาม ในช่วงเย็นชาวบ้านจะกราบอาราธนาพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และมีมหรสพสมโภชในช่วงค่ำ (นายใจ หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              เช้าวันพฤหัสบดี กราบอาราธนาพระสงฆ์รับภัตตาหารเช้า ชาวบ้านจะจัดทำกระทงหน้าวัว มีลักษณะคือกระทงที่นำเอากาบกล้วยมันประดิษฐ์เป็นทรงสามเหลี่ยม หรือ สี่เหลี่ยม พร้อมปักธงแดงรอบกระทงทุกทิศ และใช้กาบกล้วยแกะเป็นรูปคน ใช้ผ้าห่อแทนเสื้อผ้าเป็นตัวแทนของคนในครอบครัวทุกคน แกะรูปวัวควายแทนวัวควายที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ใส่ลงในกระทง พร้อมทั้งใส่พริกแห้ง เกลือ ปลาร้า หัวหอม กระเทียม ข้าวสุก หมากพลู และตัดผมตัดเล็บใส่ลงไปด้วย เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ชาวบ้านจะนำเอากระทงไปปล่อยโดยมีความเชื่อว่าเพื่อปล่อยทุกข์โศกโรคภัย และเพื่อให้คนในครอบครัวมีความสุขตลอดทั้งปี ถือเป็นการเปิดฤดูการเพาะปลูกอย่างเป็นทางการ (นายใจ หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              พิธีเบิกบ้านศาลเจ้านายโนนหอ ยังคงมีการปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และถือเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวลาวเวียงในชุมชน และลูกหลานชาวลาวเวียงที่ย้ายไปอยู่พื้นที่ต่าง ๆ ที่ยังให้ความศรัทธาเคารพนับถือ และระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีต ประเพณีเบิกบ้านจึงเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งที่ชาวบ้านดอนคาไม่เคยละทิ้งและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (นายใจ หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              บุญบั้งไฟ

              ประเพณีบุญบั้งไฟ จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เรียกอีกชื่อว่า “บุญเดือนหก” เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีความยาวนานคู่บ้านดอนคา ไม่ทราบว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นที่บ้านดอนคาครั้งแรกเมื่อใด แต่มีคำบอกเล่าว่าในสมัยหลวงพ่อเหมือน ปิติธัมโม เจ้าอาวาสรูปที่สามของวัดโภคารามได้นำพาชาวบ้านทำ "หมื่อ" หรือดินปืน และอัดลงในกระบอกไม้ไผ่ ผูกหางไม้ไผ่ติดกัน และนำไปจุดที่ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ในอดีตนั้นไม่มีการทำฐานจุดบั้งไฟ แต่จะใช้ต้นไม้เป็นฐานแทน บั้งไฟถือเป็นเครื่องบูชาแถน เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล และบั้งไฟยังถือเป็นบุญของศาลเจ้านายโนนหอด้วย

              ปัจจุบันประเพณีบุญบั้งไฟจัดขึ้นทุกปี โดยจะจัดขึ้นในวันขึ้น  14 ค่ำเดือน 6 เป็นวันโฮมโดยจะมีขบวนแห่บั้งไฟของแต่ละหมู่บ้านมายังวัดโภคาราม และเช้าวันรุ่งขึ้น วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ช่วงเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรที่วัดโภคาราม เสร็จเรียบร้อยแล้วชาวบ้านจะนำบั้งไฟไปจุด ณ ฐานบั้งไฟที่จัดเตรียมไว้  ถือได้ว่าประเพณีบุญบั้งไฟบ้านดอนคาเป็นบุญบั้งไฟแห่งเดียวในภาคกลาง และมีการสืบทอดมานานหลายทศวรรษ

              สารทลาว

              ประเพณีสารทลาว ประเพณีบุญเดือน 10 หรือที่ชาวบ้านดอนคาเรียกว่า “บุญข้าวสาก” ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 เป็นประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยชาวบ้านจะกวนกระยาสารท หรือ "ข้าวตอกแตก" ในอดีตเมื่อถึงเดือน 10 เป็นช่วงที่ชาวบ้านลงมือทำนาเรียบร้อยแล้ว เมื่อว่างเว้นจากการทำนาทำไร่ชาวบ้านจึงนำเอาธัญพืชต่าง ๆ ที่ปลูกไว้ และมีมากในช่วงนั้นมากวนเป็นกระยาสารท ถือได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่มีความอุดมสมบูรณ์ในรอบปี จึงเกิดนึกคิดถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นจุดกำเนิดของประเพณีสารทลาวขึ้น

              ในอดีตช่วงเทศกาลเดือน 10 ในพื้นที่ภาคกลางหลาย ๆ ชุมชนมีการจัดประเพณีสารทแต่ก็จะมีความแตกต่างในเรื่องของวันเวลาในการจัด รวมถึงทำเนียมการปฏิบัติที่แตกต่างกันด้วย ในอดีตจะมีเรือขนสินค้าเข้ามาขายในหมู่บ้านดอนคา โดยจะบรรทุกสินค้าจำพวก กล้วยไข่ อ้อย ส้มโอ และพืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ ชาวบ้านจะแลกซื้อเพื่อนำเอาไปถวายพระพร้อมกับนำกระยาสารทที่ทำไว้ไปถวายพระด้วยเช่นกัน นอกจากข้าวของดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านจะนำเอาใบตองมาห่ออาหารต่าง ๆ ที่พ่อแม่และบรรพบุรุษชอบเรียกว่า “ห่อข้าวน้อย” เพื่อนำไปอุทิศให้กับบรรพบุรุษโดยมีความเชื่อว่า “เมื่อถึงเดือน 10 ประตูนรกจะเปิด ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะเดินทางมายังโลกมนุษย์เพื่อรอวันที่ลูกหลานจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ พร้อมกับรอรับอาหารที่ลูกหลานนำมาทำบุญให้ เมื่อรับเสร็จแล้วก็จะอวยพรให้กับลูกหลานให้อยู่เย็นเป็นสุขพร้อมทั้งเดินทางกลับ หากลูกหลานผู้ใดไม่มาทำบุญ บรรพบุรุษก็จะกลับไปโดยไม่ได้รับอาหาร” ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวลาวเวียงทุกครัวเรือนจะมาทำบุญในประเพณีสารทลาว จึงถือเป็นประเพณีที่สำคัญประเพณีหนึ่งของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาด้วย

              พิธีกรรมเกี่ยวกับประเพณีสารทลาว เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ช่วงเช้าจะมีพิธีทำบุญตักบาตรที่วัดโภคาราม เมื่อเสร็จพิธีชาวบ้านจะเดินกลับเพื่อไปนำเอากระยาสารท พืชพันธุ์ต่าง ๆ ขี้ไต้ และห่อข้าวน้อยที่ได้เตรียมไว้มาถวายแด่พระสงฆ์ จากนั้นพระสงฆ์เทศนาแจกแจงอานิสงฆ์ของการทำบุญข้าวสากและให้พร เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ชาวบ้านจะนำเอาห่อข้าวน้อยที่เตรียมมาไปพาดตามต้นไม้ภายในบริเวณวัด ส่วนแรกเพื่ออุทิศให้กับพ่อแม่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ส่วนที่สองอุทิศให้กับบรรดาสัมภเวสี ส่วนที่สามที่ชาวบ้านเหลือไว้และนำไปวางที่หัวนาของตนเองเพื่อเลี้ยงตาแฮก จะทำให้พื้นที่นามีความอุดมสมบูรณ์  นอกจากนี้กระยาสารทที่นำไปถวายพระสงฆ์แล้วชาวบ้านจะนำไปแจกจ่ายแลกเปลี่ยนให้กับญาติและเพื่อนบ้านอีกด้วย ถือเป็นประเพณีที่แสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา

              นอกจากการทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ประเพณีบุญข้าวสากในช่วงค่ำในอดีต จะมีการละเล่นของหนุ่มสาวชาวลาวเวียงบ้านดอนคาที่เรียกว่า “สากข้าวเอ้ สากข้าวห่อ” เป็นการพูดคำผญาเกี้ยวพาราสี โดยหนุ่มสาวจะรวมตัวกันที่ลานวัด สากข้าวเอ้นี้ จะเป็นการพูดถึงลักษณะของชายหญิงแต่ละคน โดยผู้ชายจะกล่าวถึงผู้หญิงและคนอื่น ๆ ก็จะขานรับพร้อมกัน เช่น

              ผู้ชาย : “สากข้าวเอ้”

              ผู้ชายทุกคน : “สาวได๋เอ้”

              ผู้ชาย : “สาวเจ้าเอ้คือนางงามรูปค่อง คิ้วคาดค้องคือจังคันศร” 

              จากนั้นฝ่ายหญิงก็จะกล่าวเอ้กลับ ตอบโต้กันไปมาและผลัดเปลี่ยนผู้เอ้ไปเรื่อย ๆ ส่วนสากข้าวห่อ เป็นการพูดเพื่อแสดงออกถึงความรักใคร่ โดยจะพูดในลักษณะว่าชายหญิงคู่หนึ่งชอบพอกัน โดยอาจจะชอบหรือไม่ชอบกันก็ได้ ลักษณะคล้ายการแซวหญิงสาวแต่ไม่มีคำที่หยาบคาย แสดงออกถึงความสามารถของชาวลาวเวียงได้ว่า เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านวาทศิลป์ในการเปรียบเปรย คล้องจองและไพเราะ สากข้าวเอ้ สากข้าวห่อนี้สามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้ที่ร่วมเล่นและผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งชมได้ไม่น้อย หลังจากจบการละเล่นแล้วทุกคนจะไม่โกรธเคืองกันจากการพูดหยอกล้อกันในวงละเล่น เพราะถือว่าเป็นการเล่นเพื่อความสนุกผ่อนคลาย (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562) ปัจจุบันการละเล่นดังกล่าวหายไปจากชุมชนไม่น้อยกว่า 70 ปีแล้ว อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางสังคมหลาย ๆ ด้าน จึงทำให้วัฒนธรรมการละเล่นถูกกลืนกินไปกับเทคโนโลยีความบันเทิงที่เข้ามาแทนที่ รวมถึงวัฒนธรรมการพูดคุยของหนุ่มสาวในปัจจุบันมีความสะดวกมากกว่าในอดีต อันเกิดจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย จึงไม่แปลกที่ภูมิปัญญาการละเล่นดังกล่าวจะหายไป และเป็นที่น่าเสียดายที่อาจจะไม่มีผู้จำได้ว่าเคยมีการละเล่น “สากข้าวเอ้ สากข้าวห่อ” เกิดขึ้นในชุมชนลาวเวียงบ้านดอนคา หากไม่มีการรื้อฟื้นและอนุรักษ์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาภูมิปัญญาการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่คู่กับกับวัฒนธรรมของชาวลาวเวียง และถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป

              ออกพรรษา ไต้ประทีป

              เทศกาลออกพรรษาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ถือเป็นเทศกาลทางพระพุทธศาสนาและวันที่สิ้นสุดการจำพรรษาของพระสงฆ์ในอาวาส ประเพณีของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาที่นับถือศาสนาพุทธ ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามเพื่อทำนุบำรุงพุทธศาสนาอยู่เป็นประจำ เมื่อถึงวันออกพรรษาชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารและตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ที่วัดโภคาราม

              ช่วงค่ำจะมีการจัดงานวัดชาวลาวเวียงเรียกว่า "งันวัด" โดยชาวบ้านจะนำข้าวสาร ดอกไม้ธูปเทียนมาถวายพระสงฆ์ที่วัด จากนั้นพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จพิธีชาวบ้านจะนำดอกไม้ธูปเทียนจุดบูชา "ฮ้านประทีป" เรียกว่า "ไต้ประทีป" เพื่อบูชาการเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และระลึกถึงพระคุณของพ่อคุณหงษ์ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งบ้านดอนคา โดยหอประทีปมีลักษณะเป็นโครงไม้ มีเสาไม้ 4 ต้น ด้านบนชาวบ้านนำเอาตะแกรงลวดมาดัดทำรูปร่างคล้ายหงส์ ประดับด้วยต้นอ้อยและกระถางธูปทั้งสี่ทิศ ทั้งนี้การจุดบูชาประทีปจะกระทำ 3 วัน ตามทำเนียมปฏิบัติที่ชาวบ้านทำสืบทอดกันมานับร้อยปี (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              นอกจากการจุดประทีปบูชาที่หอประทีปของวัดแล้ว ช่วงหัวค่ำชาวบ้านจะจุดเทียนที่หัวบันไดบ้าน หรือหน้าประตูบ้านของตนเอง โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า “จะมียักษ์ลงมาสอดส่องมองลงมายังโลกมนุษย์ หากบ้านเรือนใดไม่ทำการจุดเทียนบูชาที่หัวบันไดบ้าน ยักษ์ตัวดังกล่าวจะจับคนในบ้านกิน” เรื่องดังกล่าวนี้เป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา ประเพณีการจุดเทียนหน้าบันไดในช่วงเทศกาลออกพรรษาจะกระทำเป็นเวลา 3 วันเช่นเดียวกับการจุดประทีปบูชา และถือเป็นขนบธรรมเนียมที่แสดงออกถึงความศรัทธาในพุทธศาสนาของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาที่สืบมาจนถึงปัจจุบัน (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

  • การแต่งงานของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              การแต่งงาน คือการออกเรือนของชายหญิงที่มีความรักและมีความต้องการที่จะสร้างครอบครัวร่วมกัน ในอดีตการจะพบปะพูดคุยของชายหนุ่มหญิงสาวชาวลาวเวียงนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่ไม่ทันสมัยเหมือนดังปัจจุบัน อีกทั้งข้อห้ามหรือข้อคลำต่าง ๆ ถือเป็นข้อเคร่งครัดที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นความรักของคู่รักลาวเวียงบ้านดอนคานอกเหนือจากการเชื่อมความสัมพันธ์ของชายหญิงจากการพูดคุยและพัฒนาสู่การเป็นแฟน หรือ “ผุบ่าวกับผุสาว” ก่อนจะแต่งงานจึงต้องดำเนินควบคู่กับประเพณีที่บรรพบุรุษสั่งสมสืบทอดมาด้วย

              ในอดีตเมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจการทำไร่ไถนาในช่วงเวลาเช้าแล้ว ทุกครอบครัวจึงเดินทางกลับมายังเรือนของตนเอง อาบน้ำล้างตัวจากการทำงานมาตลอดทั้งวันก็ถึงเวลาค่ำ เมื่อไม่มีไฟฟ้าเหมือนในปัจจุบันจึงพึ่งได้แค่ตะเกียงเจ้าพายุที่ทุกครัวเรือนมีประจำไว้ให้แสงสว่าง ผู้หญิงมีหน้าที่หุงข้าวปลาอาหารและพร้อมหน้ากันกินข้าวเย็น เมื่อกินข้าวกินปลาเสร็จเรียบร้อย ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เข้านอนก่อนด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงาน สาวลูกอ่อนจุดตะเกียงทอผ้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ในครอบครัวพร้อมทั้งเลี้ยงลูกไปด้วย เด็ก ๆ เข้านอนแต่หัวค่ำเนื่องจากพรุ่งนี้เช้าต้องตื่นขึ้นตักน้ำไว้ใช้อาบกินตั้งแต่เช้าตรู่ เหลือเพียงวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ยังไม่นอนแม้จะเหนื่อยล้าจากงานที่ทำมาทั้งวัน ผู้ชายกล่าวบอกพ่อกับแม่ก่อนจะลงจากเรือนตามที่ได้นัดกับเพื่อนเอาไว้ จากนั้นจึงออกเดินไปยังเรือนของหญิงสาวที่ตนเองถูกใจอยากจะเชื่อมความสัมพันธ์ เรียกว่า “ไปเล่นสาว” เมื่อถึงเรือนของฝ่ายหญิง หากมีไฟตะเกียงติดอยู่แล้วมีเสียงตอบรับว่าเรือนนี้ยังไม่นอนเชิญขึ้นมาได้ จึงล้างเท้าเดินขึ้นเรือนพร้อมกับเพื่อน สาวก็ออกมานั่งคุยอยู่ที่ชานบ้านด้วย บางครั้งฝ่ายหญิงตำข้าวอยู่ ฝ่ายชายเมื่อมาถึงก็ช่วยตำข้าวให้ ทั้งนี้หากเจ้าของเรือนยังไม่ขึ้นเรือน ฝ่ายชายจะไม่ขึ้นเรือนโดยเด็ดขาดเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของบ้าน โดยที่จะไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกันเพราะถือว่าผิดผีผิดข้อคลำ หากหญิงสาวพอใจในชายหนุ่มก็จะนั่งคุยด้วยจนถึงเวลาเข้านอน แต่หากไม่ชอบก็จะขอเข้านอน ฝ่ายชายก็จะลงจากเรือนทันที (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562) บางครั้งเมื่อมีกิจกรรมลงข่วงเข็ญฝ้ายของกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่ลานข่วง กลุ่มผู้ชายก็จะพากันไปเล่นสาวเช่นกัน หลายคู่คุยกันเช่นนี้หลายวัน หลายเดือน หรืออาจจะเป็นหลายปี หากตกลงปลงใจเป็นแฟนกันแล้วก็จะนำเรื่องไปบอกพ่อแม่เพื่อขอแต่งงานตามขนบธรรมเนียมประเพณี (นางหยิบ หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              การขอแต่งงานของชาวลาวเวียงดอนคา เมื่อทางพ่อแม่ไม่มีข้อขัดค้องจึงส่งญาติผู้ใหญ่ฝ่ายตนไปสู่ขอหญิงสาวเพื่อตกลงค่าสินสอดทองหมั้นกับทางฝ่ายหญิง โดยทางฝ่ายชายจะให้ราคาสินสอดกับทางญาติผู้ใหญ่ที่ไปสู่ขอเพื่อต่อรอง เมื่อไปถึงเรือนฝ่ายหญิงก็กล่าวขออนุญาตขึ้นเรือน จากนั้นจึงเริ่มพูดคุยสู่ขอ หากตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายแล้ว ฝ่ายหญิงจะยกขันหมากให้กับกับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเคี้ยว เพื่อเป็นการแสดงพันธสัญญาที่มีต่อกันว่าจะมาเป็นทองแผ่นเดียวกันในอีกไม่ช้านี้ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายชายจะลงเรือนและมาปรึกษาหารือกันเพื่อกลับมาสู่ขออีกครั้งตามความประสงค์ของฝ่ายชาย (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาณ์ 2562)

              การแต่งงานในช่วงเช้า เจ้าสาวจะต้องเข้าพิธีสู่ขวัญเรียกว่า “สู่ขวนน้อย” โดยหมอสู่ขวัญจะเป็นผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ จากนั้นจะมีพิธีขันมากของฝ่ายชายมายังเรือนของเจ้าสาว จากนั้นจะมีการกั้นประตูเงิน ทอง นาก (ประตูเดียว คือการเอาเข็มขัดเงิน ทอง นาก จับด้วยกัน) ก่อนจะขึ้นบนเรือนเจ้าสาว เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องกราบไหว้พระภูมิเจ้าที่ และบรรพบุรุษที่ด้านนอกของบ้านเสียก่อน เพื่อเป็นการขออนุญาติให้เจ้าบ่าวซึ่งเป็นบุคคลนอกตระกูลเข้ามายังพื้นที่บ้านของเจ้าสาว เสร็จแล้วเจ้าสาวจะกลับขึ้นเรือนไป เจ้าบ่าวเมื่อผ่านประตูเงินประตูทองแล้ว ก่อนจะขึ้นเรือนจะต้องล้างเท้าโดยเหยียบบนหินฝนมีดที่รองด้วยหญ้าแพรกและหางใบตองโดยมีน้องสาวของเจ้าสาวเป็นผู้ล้างเท้าให้ และจะมีหมอสู่ขวัญเป็นผู้ “ลำขึ้นเรือน” แสดงถึงว่ามีความประสงค์จะมาเป็นขอเพื่อเป็นทองแผ่นเดียวกัน กล่าวถึงคุณงามความดีต่าง ๆ จากนั้นจึงขึ้นเรือนทำพิธีสู่ขวัญและผูกข้อต่อแขน จึงเข้าเรือนหอเป็นเสร็จพิธี ปัจจุบันธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งได้รับวัฒนธรรมจากชุมชนไทยโดยรอบด้วย ทั้งนี้เพราะปัจจุบันหนุ่มสาวหลายคู่มาจากหลายพื้นที่นอกเหนือจากคนในชุมชน จึงนำเอาวัฒนธรรมของตนเองมาผสมผสานกับประเพณีของชาวลาวเวียงจึงเกิดเป็นประเพณีแต่งงานในปัจจุบันแต่ก็คงยังรักษาประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการแต่งงานในหลายด้านเอาไว้เพื่อคงเอกลักษณ์ความเป็นลาวเวียงเช่นกัน (นายกุล หมวดแก้ว, สัมภาษณ์ 2562)

  • การตายและการทำศพของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ประเพณีและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา จะแบ่งออกเป็น 2 พิธีด้วยกัน คือก่อนทำพิธีเผาศพ และหลังพิธีเผาศพ

              พิธีกรรมก่อนทำพิธีเผาศพ เมื่อคนในครอบครัวเกิดล้มป่วยและเสียชีวิตลง ลูกหลานจะมีพิธีกรรมเกี่ยวกับการปลงศพ โดยเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เมื่อมีคนตายเกิดขึ้นในเรือนของตนเองเจ้าของเรือนจะมอบหน้าที่ให้กับสัปเหร่อเป็นผู้จัดการนำศพ โดยชาวบ้านจะทำพิธีอาบน้ำศพ และแต่งตัวให้ศพเป็นครั้งสุดท้าย การแต่งกายให้ศพจะแตกต่างจากการสวมใส่เสื้อผ้าของคนปกติ คือจะสวมเสื้อติดกระดุมด้านหลังศพ ส่วนกางเกงหรือผ้าซิ่นก็จะใส่ไปด้านหลังเช่นกัน หลังจากนั้นจะตัดเสื้อผ้าให้ขาด จากนั้นลูกหลานจะทำการขออโหสิกรรมเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อไม่ให้ผู้ตายมีความห่วงใยในครอบครัว ทรัพย์สิน และ กิจการต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ จากนั้นสัปเหร่อจะทำพิธีมัดตราสัง และนำศพลงในโลง กราบอาราธนาพระสงฆ์ 5 รูป (ธรรมเนียมประเพณีของบ้านดอนคานิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป) สวดมาติกาบังสุกุลเพื่อเป็นการส่งผู้ตายให้ไปสู่สุขคติ จากนั้นชาวบ้านจะตัดหน่อกล้วยเพื่อทำต้นดอกผึ้ง โดยนำขี้ผึ้งมาปั้นเป็นแผ่นลักษณะกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว เสียบด้วยไม้และหั่นขมิ้นกั้นดอกผึ้งเอาไว้   ทำดอกผึ้งทั้งหมด 8 ดอก และดอกจำปาลาว 8 ดอก เสียบลงที่ต้นกล้วย และตั้งไว้ข้างโลงศพให้กับผู้ตาย และทำบันได 4 ขั้น ด้วยต้นอ้อให้กับผู้ตายด้วย (นางขาว หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562) และจะมีพิธีสวดอภิธรรม 3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะและระยะเวลาที่เหมาะสม รวมถึงความเชื่อเกี่ยวกับวันห้ามเผาด้วย โดยที่ชาวลาวเวียงห้ามหรืองดการเผาศพ คือ วันอังคาร (หากมีความจำเป็นต้องทำพิธียกศพให้พระสงฆ์) วันศุกร์ วันสิ้นเดือน (แรม 14 หรือ 15 ค่ำ) และวันหมายปากเดือน (วันขึ้น 1 ค่ำ) ช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันที่ตรงกับวันเกิดของผู้ตาย และไม่เก็บศพข้ามปี (ขึ้นอยู่กับความจำเป็น) เหล่านี้ล้วนเป็นวันที่ห้ามเผาศพ เมื่อถึงวันที่จะทำการเผาศพ ในอดีตจะมีการเรี่ยไรฟืนของชาวบ้านเพื่อใช้ในการก่อกองฟอนเผาศพ จากนั้นช่วงเช้าจะทำพิธีทางศาสนา ช่วงบ่ายจึงนำเอาศพลงจากบ้าน เมื่อศพลงจากเรือนแล้ว ลูกหลานจะเทน้ำในโอ่งหน้าบ้าน และพลิกบันไดหรือเอาหนามมาปิดบันไดไว้ จากนั้นจึงนำศพออกไปยังป่าช้า เมื่อผ่านทางสามแยกหรือสะพาน จะมีการหว่านข้าวตอกและเงินเหรียญเพื่อนำทางให้กับดวงวิญญาณผู้ตาย เมื่อถึงป่าช้าพระสงฆ์ทำพิธีชักผ้าบังสุกุล และทำพิธีเผาศพ ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีเมื่อวางธูปเผาศพแล้ว จะประพรมน้ำมนต์ที่พระสงฆ์ทำใส่ถังน้ำเอาไว้ สัปเหร่อทำพิธีตัดเชือกมัดตราสังและล้างหน้าศพด้วยน้ำมะพร้าว จากนั้นใช้ไม้ยาว 2 ท่อน พาดโลงทั้งสองข้างเรียกว่าไม้ข่มเหง พระสงฆ์จุดไฟเพื่อเผาศพเป็นอันเสร็จพิธี ปัจจุบันมีการสร้างเมรุเผาศพขึ้น จึงไม่มีการเรี่ยไรฟืนจากชาวบ้านและนำศพไปเผาที่เมรุแทน (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

              พิธีกรรมหลังเผาศพ เมื่อทำการเผาศพเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ช่วงเย็นกราบอาราธนาพระสงฆ์ 5 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์ โดยจะจัดเครื่องบูชาในการสวดเจริญพระพุทธมนต์ เรียกว่า "คายมงคล" หรือ "คายมงคุล" ประกอบด้วย กรวยกระดาษซึ่งใส่ใบพลู 5 ใบ หมาก เปลือกไม้ ธนบัตร 20 บาท 1 ใบ ดอกไม้และธูป 1 คู่  ทำทั้งหมด 6 กรวย (พระพุทธรูป และ พระสงฆ์ 5 รูป) วางลงในถาดข้าวสาร และมีกล้วย 1 ลูก และข้าวต้มมัด 1 กลีบประกบกับกรวยทั้ง 6 กรวยด้วย และตั้งขันน้ำมนต์ไว้ตรงกลาง นอกจากคายมงคุลแล้วจะต้องมีพานขันธ์ห้าอีกหนึ่งบ้านเพื่ออาราธนาพระสงฆ์สวดจุลชัยยะมงคลคาถา ซึ่งเป็นบทสวดที่มีสำเนียงลาว ซึ่งในอดีตจะประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์  3 วันด้วยกัน เช้าวันที่สี่จะมีพิธีตักบาตรสาดน้ำ เพื่อทำบุญส่งส่วนกุศลให้กับผู้ตาย หลังจากนั้นจึงทำพิธีเก็บอัฐิกระดูกส่วนนึงเก็บไว้ในเจดีย์เก็บอัฐิของครอบครัว ส่วนที่เหลือจะนำไปฝังหรือลอยอังคาร

              เมื่อครบ 1 ปี หลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนา ลูกหลานจะจัดพิธีทำบุญอัฐิขึ้น เพื่อเป็นการส่งผลบุญให้กับผู้ล่วงลับ โดยจะจัดข้าวของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค พร้อมด้วยจัดทำปราสาทผึ้ง ถวายแก่พระสงฆ์ ปัจจุบันพิธีทำบุญอัฐิชาวบ้านได้ร่วมกันจัดขึ้นช่วงเดือน มีนาคมของทุกปี เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศให้กับผู้ล่วงลับรวมถึงครอบครัวที่ไม่มีเงินจัดงานจำนวนมากก็สามารถทำบุญให้กับญาติได้ ถือเป็นพิธีกรรมที่แสดงออกถึงความกตัญญูของลูกหลาน

  • ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชนของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    คุณพระ

              "คุณพระ" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญ อันเป็นทำเนียมปฏิบัติของลูกหลานชาวลาวเวียงบ้านดอนคา สืบทอดความเชื่อและความสัมพันธ์ระหว่างญาติสายโลหิตที่นับถือบรรพบุรุษ ปู่ ตา ย่า ยาย เดียวกัน ผ่านวัฒนธรรมการบูชาคุณพระ ของรักษา อันเป็นความเชื่อที่สืบทอดมายาวนานหลายนับหลายศตวรรษ

    พิธีกรรมการบูชาคุณพระ จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีแรกหรือสอง (ขึ้นอยู่กับความพร้อม ถ้าปีใดตรงกับวันพระก็จะจัดทำขึ้นในวันพุธ) เดือน 6 ลูกหลานที่เคารพนับถือในคุณพระก็จะนำเอา ข้าวสาร งาดำ เทียน ฝ้ายผูกแขน และขนมต่าง ๆ มารวมกันที่บ้านที่เป็นที่ตั้งของหิ้งคุณพระ จากนั้นจ้ำจะทำเป็นผู้ทำพิธีโดยนำเอาเครื่องสักการะ ประกอบด้วย ขันธ์ 5 ขันธ์ 8 ข้าวสุก น้ำ พวงมาลัยดอกจำปา ปอยฝ้าย และข้าวของที่ลูกหลานนำมารวมกัน ไม่นานนักเมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้ว จ้ำจะทำพิธีผูกแขนให้กับผู้ที่มาร่วม และนำเอาสิ่งของต่าง ๆ ที่นำมาแจกจ่ายให้กับลูกหลาน ส่วนของข้าวสารและงาดำถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ จ้ำจะแบ่งให้กับทุกครัวเรือนนำไปหว่านบ้านเรือนของตนเองเพื่อความเป็นสิริมงคล (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

    ความจริงแล้ว หิ้งคุณพระนี้จะประจำอยู่ที่บ้านใดบ้านหนึ่ง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดิมของผู้รักษา โดยจะสืบทอดผ่านลูกสาวคนเล็กทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล ส่วนผู้ชายจะเป็นจ้ำทำหน้าที่ทำพิธีในโอกาสต่าง ๆ และจะสืบทอดผ่านลูกสาวคนเล็กของบ้านนั้นไปเรื่อย ๆ หรืออีกกรณีคือ สืบทอดให้กับผู้ที่อยู่ดูแลพ่อแม่ในบ้านนั้น โดยหิ้งคุณพระจะไม่มีรูปเคารพ หรือแทนด้วยพระพุทธรูป คุณพระของแต่ละสายตระกูลก็จะมีพิธีที่แตกต่างกันและมีสถานที่ตั้งสืบตามเชื้อสายดังกล่าวข้างต้น เมื่อมีโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น บุตรหลานจะเข้าพิธีอุปสมบท แต่งงาน สิ่งที่จะลืมไม่ได้คือการบอกเล่าบอกกล่าวให้กับคุณพระได้รับทราบ เพื่อความราบรื่นและประสบผลสำเร็จในกิจกรรมทุกกิจกรรม อีกกรณีคือ การกระทำอันผิดข้อคลำ จนมีเหตุให้เกิดขึ้น ก็ต้องถูกปรับไหมตามทำเนียมปฏิบัติของแต่ละสายตระกูล และถือได้ว่าคุณพระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิพลทางความเชื่อสูงสุดของคนในชุมชนบ้านดอนคาจากอดีตสู่ปัจจุบัน และยังคงสืบทอดต่อเนื่องให้กับลูกหลานต่อไป (นางประคอง หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

    ศาลประจำตระกูล

              ศาลประจำตระกูล เป็นศาลที่ลูกหลานชาวลาวเวียงให้ความเคารพนับถือ โดยชาวลาวเวียงเชื่อว่าศาลดังกล่าวเป็นที่สถิตของวิญญาณบรรพชนตั้งแต่อดีตที่และลูกหลานในปัจจุบันคือสายเลือดของบรรพชนดังกล่าว ดังนั้น ศาลประจำตระกูลจะมีจุดที่ตั้งหลายแห่ง ส่วนชาวบ้านที่นับถือเป็นเครือญาติกันตั้งแต่อดีต เรียกศาลดังกล่าวว่า "ฮ้านน้อย" โดยศาลประจำตระกูลนี้ก็จะมีผู้รักษานั่นคือกวนจ้ำ เป็นผู้ดูแลและคอยให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาล โดยกวนจ้ำก็จะสืบทอดทางสายเลือดเช่นกัน เมื่อถึงช่วงเดือน 4 วันพฤหัสบดีแรก ลูกหลานจะจัดพาข้าวคาวหวาน ไก่ต้ม เหล้าขาว ไปขึ้นศาลโดยมีกวนจ้ำทำหน้าที่จุดธูปบอกเล่าว่าผู้ใดเป็นผู้นำมาถวาย และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองครอบครัวให้อยู่เย็นเป็นสุข ถือเป็นพิธีกรรมประจำปีที่ลูกหลานจะกระทำด้วยกันเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและรำลึกถึงคุณและคำสอนของบรรพบุรุษที่ทำให้ลูกหลานมีปัจจุบันนี้ได้ นอกเหนือจากพิธีกรรมประจำปีแล้ว หากมีความเดือนร้อนไม่สบายใจ ลูกหลานจะเดินทางมาหากวนจ้ำและให้กวนจ้ำจุดธูปบอกเล่าแก่ศาล บางครั้งอาจพนมมือขึ้นและระลึกถึงศาลประจำตระกูลเพื่อให้บรรพบุรุษช่วยเหลือตามความเชื่อของชาวลาวเวียง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ หากเรื่องที่เดือดร้อนไม่สบายคลายไปได้ ก็จะจัดพาอาหารหวานคาว ไก่ต้ม เหล้าขาว มาถวายแก่ศาล โดยจะนิยมนำมาถวายในวันพุธ หรือวันพฤหัสบดี และไม่ตรงกับวันพระ และไม่อยู่ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาด้วย ถือเป็นธรรมเนียมที่ยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน ฮ้านน้อยจึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกหลานให้ความเคารพนับถือ และยังมีการประกอบพิธีกรรมความเชื่อนี้เป็นประจำทุกปี (นายร่วย หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

    พระภูมิ เจ้าที่

              พระภูมิ คือ เทวดาที่ปกปักรักษาสถานที่ต่าง ๆ โดยมีอยู่หลายองค์ ร่วมถึงพระภูมิประจำบ้านเรือนที่ชาวลาวเวียงให้ความเคารพนับถือด้วยนอกจากพระภูมิแล้วยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งอย่างก็คือเจ้าที่ มีความเชื่อว่าเจ้าที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประจำอยู่ในพื้นที่ ชาวบ้านจึงตั้งศาลให้กับพระภูมิ และศาลเจ้าที่โดยหันหน้าด้านทิศตะวันออก แต่ประเพณีการตั้งศาลนี้ไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่ทุกครัวเรือนในชุมชนบ้านดอนคาทุกหลังคาเรือนจะมีศาลพระภูมิ เจ้าที่ ประจำทุกหลัง โดยการจัดตั้งศาลจะเชิญหมอตั้งศาลมาพิธียกศาล นิยมทำในวันพุธหรือพฤหัสบดีแรกของเดือน 6 จากนั้นเมื่อครบรอบปี (พุธหรือพฤหัสบดีแรกของเดือน 6) ก็จะจัดเครื่องสังเวยเพื่อบูชาพระภูมิ เจ้าที่ด้วย เรียกว่า "เลี้ยงปี"  โดยเครื่องสังเวยจะมี อาหารคาวหวาน มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า ผ้าสามสีและดอกไม้ ธูป เทียน นอกจากการเลี้ยงปีแล้ว ทุกวันพระก็จะนำอาหารหวานคาว น้ำ และดอกไม้ธูป เทียน บูชาเพื่อให้พระภูมิ เจ้าที่ ปกปักรักษาคุ้มครอง ให้เจ้าของบ้านเรือนมีความสงบสุขและอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อมีงานในบ้านมักจะจุดธูปเพื่อบอกเล่าพระภูมิ เจ้าที่ เพื่อขออนุญาตและให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองงานดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

    เจ้าพ่อปู่

              เจ้าพ่อปู่ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านดอนคาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน โดยความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าพ่อปู่นี้ไม่มีช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร คล้ายเจ้าป่าเจ้าเขา โดยจุดเริ่มต้นของการนับถือและเรียกขานนามเจ้าพ่อปู่เกิดขึ้นเมื่อชาวลาวเวียงเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านดอนคาในปัจจุบัน เมื่อเริ่มการตั้งบ้านเรือนชาวบ้านจึงได้ไปตัดไม้ในพื้นที่ป่าทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อเรื่องเจ้าป่าเจ้าเขาและเทวดาที่รักษาต้นไม้ใหญ่ของชาวลาวเวียง จึงทำการบูชาและขอขมาก่อนจะทำการตัดไม้ ในการอยู่ในพื้นที่ป่านั้นชาวบ้านไม่ทราบได้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่นั้นชื่อว่าอะไร จึงเรียกว่า “เจ้าพ่อปู่” มาจนถึงปัจจุบัน โดยภูเขาลูกหนึ่งที่ชาวบ้านเคยไปตัดไม้มาสร้างบ้านเรือนก็ยังคงมีชื่อว่าเขาเจ้าพ่อปู่จนถึงปัจจุบัน (นายประสิทธิ์ เจตนาเสน, สัมภาษณ์ 2562)

              ในอดีตครั้งหนึ่งชาวบ้านเกิดมีควายหายไปและไม่รู้ว่าจะตามหาที่ใด จึงได้เรียกชื่อเจ้าพ่อปู่กลางแจ้ง พร้อมกับบนบานหากพบควายของตนเอง จะนำเอาหัวหมูและเหล้าขาวถวายแด่เจ้าพ่อปู่กลางแจ้งเช่นกัน หลังจากนั้นเพียงไม่นานควายที่หายก็เดินกลับมาถึงบ้านทันที จึงเป็นเหตุแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านมักจะเรียกขานชื่อเจ้าพ่อปู่ในคราวที่มีข้าวของ สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งคนหาย ก็จะบนบานด้วยหัวหมูและเหล้าขาว ซึ่งก็จะพบข้าวของ สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งคนหายในไม่ช้า (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562) ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เล่าขานสืบความเชื่อสู่ลูกหลานชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในปัจจุบัน

  • ประเพณีอื่น ๆ ของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    บวช

              การบวชถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญของชายลาวเวียงที่มีอายุครบ 20 ปีทุกคน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และหลักธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงเพื่อส่งผลบุญผลกุศลจากการบวชให้แก่บรรพบุรุษผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว และพ่อแม่ของตนด้วย ชายชาวลาวเวียงเมื่อมีอายุครบ 20 ปี ในอดีตพ่อแม่จะพาไปเข้าวัด โดยจะนำเอาขันธ์ 5 ถวายแด่เจ้าอาวาสเพื่อแสดงตนว่าพร้อมที่จะเข้าศึกษาตำราทางพุทธศาสนาและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเข้าพิธีอุปสมบท โดยการเข้าวัดนี้โดยมากจะไปวันพฤหัสบดี ข้างขึ้นของเดือนคู่ และเมื่อเข้าวัดแล้ว จะเรียกว่า "เซียง" และต้องโกนหัวด้วย การเข้าวัดนี้ในสมัยก่อนจะอยู่ก่อนที่จะบวชนานถึง 6 เดือนหรือบางคนอาจจะเป็นปี โดยช่วงเช้าหลังจากที่ช่วยเหลือภารกิจภายในวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะขออนุญาตมาช่วยเหลือไร่นาของพ่อแม่ ตกเย็นเซียงจะกินข้าวจากบ้านและกลับวัดเพื่อเรียนหนังสือทางพระและนอนที่วัดอย่างนี้ทุก ๆ วันจนกว่าจะถึงวันอุปสมบท

              เมื่อลูกชายเข้าวัดแล้ว พ่อแม่ก็จะจัดเตรียมเครื่องบวช และข้าวของที่ต้องใช้ในงานบวชเอาไว้ให้พร้อม โดยเครื่องบวชชาวบ้านก็จะไปซื้อที่ตลาดห้องแถวของคนจีนที่อยู่ในพื้นที่ หรือไม่ก็เดินทางเข้าไปซื้อที่ตลาดอู่ทอง และจะต้องซื้อไว้ในข้างขึ้นเดือนคู่เท่านั้น และทำการกำหนดวันพร้อมทั้งบอกแขกที่จะเรียนเชิญมาร่วมในงานด้วย

              เมื่อถึงวันงานชาวบ้านจะออกมาช่วยงานบวชตั้งแต่เช้าตรู่ โดยผู้หญิงจะเป็นฝ่ายดูแลอาหารภายในงานและผู้ชายจะมีหน้าที่จัดโต๊ะต้อนรับแขกที่จะมาร่วมงาน เมื่อถึงเวลาชาวบ้านจะออกไปรับนาคที่อยู่ที่วัด เพื่อมาทำพิธีที่บ้าน เมื่อนาคมาถึงบ้านก็จะแต่งตัวนาค คือ นุ่งผ้านุ่งสวมเข็มขัด และเบี่ยงผ้าไหล่ซ้าย (ปัจจุบันก็นิยมใส่ชุดคลุมนาค) จากนั้นก็จะทำพิธีขอขมาพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ และล้างมือล้างเท้าให้กับพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ด้วย จากนั้นเข้าสู่พิธีอาบน้ำนาค โดยน้ำที่อาบให้นาคนั้นจะผสมขมิ้น เมื่อแขกที่มาร่วมงานได้อาบน้ำนาคแล้ว ก็จะเข้าสู่พิธีผูกข้อต่อแขนให้กับนาค พ่อแม่และผู้เฒ่าแก่จะนำพาเจ้านาคไปจุดธูปบอกเล่าพระภูมิ เจ้าที่ และผีบรรพบุรุษ เพื่อบอกเล่าให้ทราบว่าจะอุปสมบทในวันรุ่งขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และให้ทุกท่านอนุโมทนาบุญครั้งนี้ด้วย จากนั้นจะเดินทางมาคารวะศาลเจ้านายโนนหอ (หากไม่มาหลายนาคที่ต้องมีเหตุทำให้บวชไม่ได้และต้องมาจุดธูปบอกเล่าก่อนจึงจะสามารถบวชได้) ศาลประจำตระกูลของตนเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบครัวนับถือ รวมถึงคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ที่ครอบครัวนับถือแต่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ จากนั้นช่วงบ่ายจะนำนาคแห่ยังวัดโภคารามเพื่อเข้าพิธีสู่ขวัญร่วมกับนาคอื่น (ในอดีตการบวชมักจะจัดพร้อมกันหลายบ้านแต่ปัจจุบันมักจัดบวชเดี่ยวพิธีสู่ขวัญจึงจัดทำที่บ้าน) หมอสู่ขวัญจะจุดเทียน เรียกว่า "เทียนหัวคาคิง" และเริ่มพิธีสู่ขวัญ และจบด้วยการเวียนเทียนเบิกบานศรี เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นช่วงเย็นจะเรียนเชิญแขกเข้าร่วมรับประทานอาหาร (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              เช้าวันต่อมาถือเป็นวันอุปสมบท จะมีพิธีอาบน้ำนาคอีกครั้ง จากนั้นก็จะนำนาคออกไปอุปสมบทที่วัดโภคาราม  โดยชาวบ้านที่ร่วมงานจะสนุกสนานกับการฟ้อนรำกลองยาว หรือแตรวง (ปัจจุบันนิยมใช้แตรวงเนื่องจากมีความสนุกสนานและมีอยู่ในชุมชน) เมื่ออุปสมบทแล้ว ชาวบ้านจะมีพิธีตักบาตรพระใหม่ โดยจะใส่ธูปดอกไม้และเงินปัจจัย มีความเชื่อว่าจะได้บุญมาก เมื่อใส่บาตรพระใหม่เสร็จสิ้น จะเข้าสู่พิธีกรรมสู่ขวัญพระใหม่ และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์และพระบวชใหม่ เรียกพิธีดังกล่าวว่า การฉลองพระใหม่ ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีบวช (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              จากนั้นพระใหม่ก็จะอยู่วัดเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนทางศาสนาพุทธ และปฏิบัติหน้าที่พระสงฆ์เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป เมื่อมีความต้องการที่จะสึกเพื่อมาทำสัมมาชีพช่วยเหลือครอบครัว จะมีพิธีสึกและเรียกผู้สึกจากพระว่า "ทิด" ในช่วงเช้าหลังจากสึกเรียบร้อยแล้ว พ่อและแม่จะหาเด็กผู้หญิงเป็นผู้จูงทิดออกจากวัดและทิดสึกใหม่จะจุดเทียนถือออกจากวัด ถือเป็นการเสร็จสิ้นการสึก และถือเป็นผู้ชายสุก คือผ่านการบวชเรียนมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะมีครอบครัว (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

     

  • ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชาวลาวเวียงส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งนับว่ามีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยทำหน้าที่เป็นกลไกในการกล่อมเกลาโน้มน้าวจิตใจ และสร้างจิตสำนึกในแง่ศีลธรรมจรรยาเพื่อให้เกิดความประพฤติที่ถูกต้องให้กับชาวบ้านมาตั้งแต่ในอดีต ด้วยการนำเอาหลักธรรมคำสั่งสอนสำคัญ ๆ เช่น เบญจศีล เบญจธรรม พรหมวิหาร 4 สังคหะวัตถุ 4 เป็นต้น มาเป็นแนวยึดถือปฏิบัติหรือเป็นตัวกระตุ้นประคับประคองเพื่อให้การดำเนินชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน ก่อให้เกิดความสงบสุข ความมีระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ยังนำเอาหลักธรรม คำสั่งสอนในระดับจริยธรรม ซึ่งเป็นคำสอนที่ว่าด้วยเกณฑ์ในการตัดสินคุณค่าทางจริยธรรมที่เกี่ยวกับความดีความชั่ว ความถูก ความผิด ความควรและไม่ควร มาเป็นแนวยึดถือปฏิบัติเพื่อใช้เป็นหลักหรือแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย เห็นได้จากผู้คนส่วนใหญ่มีแนวคิดพื้นฐานทางจริยธรรมโดยมีความเชื่อว่าสิ่งที่ดีที่สุดในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่คือการมีชีวิตอยู่ด้วยความสุขที่มีปัจจัยต่าง ๆ มาบำรุงชีวิตของตนเองและครอบครัวอย่างเพียงพอ ส่วนจุดมุ่งหมายปลายทางอันสูงสุดของชีวิตคือการพยายามปฏิบัติตนตามหลักอริยมรรค หรือทางอันประเสริฐที่ประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ประการโดยการเน้นชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์เพื่อให้บรรลุถึงอมตภาพที่เรียกว่า "นิพพานหรือความดับสนิทซึ่งความทุกข์ " นอกจากนี้ชาวลาวเวียงยังมีความเชื่อเรื่องบุญบาป กรรมเวร นรกสวรรค์ ชาติปางก่อนและชาติหน้า ทำให้ทุกคนพยายามทำความดีโดยการบำรุงศาสนาเช่น ทำบุญกฐิน ตักบาตรในตอนเช้าและวันสำคัญทางศาสนา พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลสำคัญในการควบคุมและกำหนดพฤติกรรมของชาวลาวเวียง และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนให้เกิดขึ้น (กิตติภัต นันท์ธนะวานิช, 2545, หน้า 200-201)

    ความเชื่อจากอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์

              บายศรีสู่ขวัญ เป็นพิธีกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ ในสังคมไทยพบร่องรอยว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คำว่า “บาย” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ข้าว” ข้าวที่เป็นศรีหรือเป็นสิริมงคลเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับเทพ ข้าวจึงเป็นส่วนประกอบในพิธีบายศรีสู่ขวัญตามความเชื่อของพราหมณ์ (มานะชัย วงศ์ประชา, 2556, หน้า 1) ขวัญเป็นคำโบราณที่ใช้มานานและยังเป็นความเชื่อของกลุ่มคนในภูมิภาคเอเชีย ชาวลาวเรียกขวัญว่า “ขวน” โดยเชื่อว่าร่างกายประกอบด้วยสิ่งที่มองเห็นเป็นรูปร่าง และสิ่งที่มองไม่เห็น คล้าย ๆ กับวิญญาณแต่ไม่ใช่วิญญาณ เป็นสิ่งสำคัญที่คน สัตว์ หรือแมกระทั่งสิ่งของบางชนิดต้องมีขวัญ โดยคนคนหนึ่งจะมีเพียงหนึ่งขวัญ ถ้าหากเวลาใดขวัญออกห่างจากร่างกาย จะส่งผลให้คนนั้นมีอาการอ่อนแอ เจ็บป่วยและอาจเสียชีวิตไปในที่สุด โดยเชื่อกันว่าการที่ร่างย้ายจากสถานะหนึ่งหรือย้ายจากที่หนึ่งไปอยู่อีกที่หนึ่งอย่างกะทันหัน เช่น การไปทำงานต่างถิ่น การไปเที่ยวสนุกสนานจนลืมตัว อาจทำให้ขวัญเหินห่างจากร่างได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ขวัญออกจากร่างกาย หรือให้ขวัญกลับเข้าสู่ร่างเดิม จึงมีพิธีเรียกขวัญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับขวัญ บำรุงขวัญให้กำลังใจ และถือเป็นการอวยพรให้ประสบความสุขความเจริญ (นิตินันท์ พันทวี, 2544, หน้า 153-154) 

              ความเชื่อเรื่องขวัญก่อให้เกิดพิธีสู่ขวัญ โดยชาวลาวเวียงนิยมบายศรีสู่ขวัญทุกช่วงเวลาของชีวิต เช่น  การสู่ขวัญนาค เพื่อเป็นสิริมงคล โดยมุ่งการสอนให้ยึดมั่นในพุทธศาสนา การปฏิบัติตนเมื่อเป็นพระภิกษุ และระลึกถึงคุณบิดามารดา

              การสู่ขวัญแต่งงาน เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดิ์โชคดีแก่คู่บ่าวสาว มีความมุ่งหมายเพื่อสอนเกี่ยวกับการครองเรือน แต่เดิมพิธีการสู่ขวัญจะจัดให้เฉพาะคู่บ่าวสาวที่ปฏิบัติตนตามธรรมเนียมไม่ชิงสุกก่อนห่ามเท่านั้น แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนไป โดยสามารถทำพิธีสู่ขวัญให้กับคู่บ่าวสาวในทุกกรณี

              การสู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ จัดขึ้นเมื่อมีการย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ จัดขึ้นเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าของเรือน ตามความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ที่ดินและไม้ที่นำมาสร้างบ้านมักมีเจ้าของรักษาอยู่ เมื่อจะเข้าพักอาศัยหรือประกอบกิจกรรมใด ๆ จึงต้องประกอบพิธีที่เป็นสิริมงคลเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีทั้งปวง

              การสู่ขวัญโชคชัย เป็นพิธีสู่ขวัญเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่มาเยือนหรือจากไปตามวาระโอกาสต่าง ๆ เช่น การสู่ขวัญเมื่อมีญาติผู้ใหญ่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นเข้ามาเยี่ยมเยียน เป็นต้น (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

              ก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเข้ามาเผยแผ่และมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ชาวลาวเวียงมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นพื้นฐานสำคัญ เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาจึงได้ถูกนำเอาความเชื่อในระดับ โลกียะไปผสมผสานให้กลมกลืนเข้ากับความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมานานจนก่อให้เกิดเป็นพุทธศาสนาในระดับชาวบ้านขึ้น ซึ่งระบบความเชื่อนี้นับเป็นสิ่งที่มีบทบาทและยังคงมีความสำคัญต่อจิตใจและพฤติกรรมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มของผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุ และกลุ่มผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน ความเชื่อและพิธีกรรมที่ยังคงมีอยู่ในหมู่บ้านชาวลาวเวียง มีลักษณะคล้ายกันกับระบบความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตของท้องถิ่นภาคอีสาน แต่อาจมีความแตกต่างกันที่รายละเอียดซึ่งในแต่ละชุมชนได้มีการปรับเปลี่ยนความเชื่อและพิธีกรรมเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นของตนเอง คติความเชื่อเรื่องผีเป็นคติความเชื่อที่มีอยู่ในปัจเจกชนแต่ละคนซึ่งพยายามหาคำตอบในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผีเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่อยู่เหนืออำนาจการควบคุมของมนุษย์  เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มนุษย์มีความผูกพันกันและได้แสดงพฤติกรรมร่วมกันเกิดเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผี ผีในทัศนคติของชาวบ้านเป็นผีที่มีความสำคัญต่อวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ผีเป็นผู้ให้ความหมายหรืออาจกล่าวได้ว่า ผีเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ผีเป็นสิ่งที่รู้สึกสัมผัสได้อาจจะไม่ใช้ด้วยระบบประสาททั้งห้า หากมันเกิดขึ้นด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ทำให้เกิดดุลยภาพในสังคมระดับชาวบ้าน แม้แต่ในราชสำนักไทยแต่เดิมพิธีกรรมต่าง ๆ ก็มีความเชื่อเรื่องผี เข้าไปปะปนอยู่มากความเชื่อเรื่องภูติผีนั้นฝังแน่นอยู่กับคตินิยมของคนไทยอย่างแน่นแฟ้นตั้งแต่สมัยอดีต แม้แต่ทางบ้านเมืองก็ยังมีพระราชพิธีเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องภูติผีอยู่ไม่น้อย ในรอบปีหนึ่ง ๆ เช่น การเซ่นสรวงพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองและหลักเมืองรวมทั้งพิธีสอบสวนคดีความสมัยอดีตโดยใช้พิธีลุยไฟ ดำน้ำ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวเป็นความเชื่อในภูติผีวิญญาณทั้งสิ้น การนับถือผีสางก็ยังนิยมกันอยู่ ปัจจุบันในท้องถิ่นลาวเวียงบางแห่งความเชื่อเรื่องผีก็ยังมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชุมชน

              สำหรับคนลาวเวียง ผีคือวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วหรือที่มีอยู่แล้วโดยไม่ทราบว่ามีมาแต่เมื่อใดหรือมีมาอย่างไร ผีเหล่านี้ประกอบด้วยผีประเภทต่าง ๆ เช่น ผีนา ผีป่า ผีเขา ผีบ้านผีหมู่บ้าน ผีปู่ย่าตายาย ผีฟ้า ผีแถน และผีอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งผีที่เกิดจากการกระทำของบุคคล เช่น ผีปอบ ความเชื่อเรื่องผีอันเป็นความเชื่อที่มีมาแต่เดิม ผสมผสานกับความเชื่อในพระพุทธศาสนาจนแทบจะแยกกันไม่ออกว่าพิธีกรรมใดเกิดจากความเชื่อในพระพุทธศาสนาหรือพิธีกรรมใดเกิดจากความเชื่อเรื่องผี ดังเช่น พิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษของชาวลาวเวียง ที่สะท้อนผ่าน “พิธีเบิกหอบ้าน” ซึ่งเป็นประเพณีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเพื่อแสดงความเคารพสักการะผีบรรพบุรุษ โดยจะทำพิธีหอผีบรรพบุรุษประจำชุมชน เป็นสื่อสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าชาวลาวเวียงในพื้นที่นั้น ๆ สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ชาวลาวเวียงเชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะเป็นผีที่ให้ความคุ้มครองชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ทั้งชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนและชาวบ้านที่เดินทางออกไปทำงานนอกชุมชน แต่เดิมนั้นเป็นเพียงพิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษโดยเฉพาะแต่เมื่อได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธ ชาวลาวเวียงจึงได้นำเอาพิธีทางศาสนาเข้ามาผสมผสาน โดยมีการนิมนต์พระมาสวดมนต์ในพิธี สะท้อนการผสมผสานระหว่าง ผีและพุทธในคราวเดียวกัน

              พิธีเบิกหอบ้านจะจัดขึ้นในเดือนเจ็ดของทุกปี เมื่อกำหนดวันที่จะทำพิธีได้แล้วจะนำพระสงฆ์มาสวดมนต์เย็น ณ บริเวณลานหน้าหอบ้าน ชาวลาวเวียงจะมาพร้อมกันในบริเวณลานพิธี ที่จัดที่มีการจัดเตรียม โดยมีขันน้ำสำหรับทำน้ำมนต์และฝ้ายมงคลสำหรับเข้าร่วมพิธีด้วย เพื่อรับการสวดให้เกิดความเป็นสิริมงคลและชาวบ้านจะนำไปไว้บริเวณบ้านเรือนของตน ต่อมาในช่วงเช้า ชาวลาวเวียงทุกหลังคาเรือนจำทำกระทงกล้วยสามเหลี่ยมที่เรียกว่า “กระทงหน้าวัว” พร้อมแต่งเครื่องสักการะบูชาเป็นต้นว่า ข้าวดำ ข้าวแดง แกงส้ม แกงหวาน เมี่ยง หมาก พริกเกลือ ปั้นรูปคนรูปสัตว์ในครัวเรือนของตนใส่ในกระทงนั้นด้วย เพื่อถวายบูชาแก่ท้าวมหาราชทั้งสี่ที่รักษาประจำทิศ เพื่อให้หายทุกข์โศกโรคภัยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ตามความเชื่อของชาวลาวเวียงที่ว่า ท้าวทั้งสี่จะนำความอัปมงคลออกไปจากครัวเรือน (วรรณพร บุญญาสถิตย์ และคณะ, 2559, หน้า 25-26) ความเชื่อเรื่องผีใจความสำคัญอาจจะไม่อยู่ที่ผีแต่อยู่ที่“  จิตสำนึกของมนุษย์   ”  ก็เป็นได้ ในปัจจุบันยังพบว่า แม้ชาวลาวเวียง ในตำบลดอนคา หันมานับถือศาสนาพุทธ แต่ชาวบ้านในชุมชนก็ยังเชื่อถือเรื่องของโชคลาภ ดวงชะตา ปีชง จึงทำให้มีการทำสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม และเสริมดวงชะตา มีอยู่และนิยมกันในชุมชน โดยจะมีการทำบุญควบครูรวมด้วยซึ่งจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัด และในเทศกาลงานบุญ ประเพณีต่าง ๆ (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    ข้อคลำ

              ข้อคลำ คือข้อห้ามในการดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมของชาวลาวเวียง ที่สืบทอดจากอดีตจนมาถึงปัจจุบัน เหตุที่ต้องมีข้อห้ามในการใช้ชีวิต เพื่อเป็นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตให้มีความสุขของคนในครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยมีหลักการดำเนินชีวิตตามหลักฮีต 12 คอง 14 โดยฮีต 12 คือประเพณีทั้งสิบสองเดือนที่ชาวบ้านดอนคายังคงปฏิบัติสืบทอดเป็นประจำ เพื่อทำนุบำรุงพุทธศาสนา แสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชุมชน คอง 14 คือ ครรลองการปฏิบัติของชาวบ้าน พระสงฆ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชน เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              “ธาตุ” ในภาษาของชาวลาวเวียงแปลว่า สถูปหรือเจดีย์ที่ใช้บรรจุอัฐิกระดูกของคนในอดีต หากเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระเถระ จะเรียกว่า “พระธาตุ” ดังนั้น “โนนธาตุ” หรือ “โพนธาตุ” จึงเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นซากโบราณสถานคล้ายฐานเจดีย์ จากข้อสังเกตุหลายประการเชื่อว่า โบราณสถานดังกล่าวน่าจะมีความเก่าแก่และอยู่ในยุคสมัยของทวารวดีที่พุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบนี้ โดยเจดีย์ลักษณะดังกล่าวกระจายตัวอยู่ในพื้นที่เขตอำเภออู่ทอง ส่วนพื้นที่บ้านดอนคานั้นปรากฎซากโบราณสถานที่มีลักษณะเป็นฐานเจดีย์อยู่ด้วยกันสามแห่ง คือ โนนธาตุหนองสองห้อง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้าน โนนธาตุ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้าน และหนองตาวงศ์ ที่พบซากฐานโบราณสถาน เศษหม้อดินเผา รวมถึงฐานโยนีที่ปัจจุบันอยู่ที่วัดโภคาราม พื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานของการอยู่อาศัยของคนโบราณก่อนที่ชาวลาวเวียงจะเดินทางเข้ามาตั้งชุมชน

              เมื่อชาวลาวเวียงได้เข้ามามีบทบาทและครอบครองพื้นที่บ้านดอนคาในปัจจุบัน จึงเริ่มการสร้างบ้านเรือนและจับจองพื้นที่ทำกิน เมื่อพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านเริ่มมีเจ้าของจับจองแล้ว ชาวบ้านจึงเริ่มขยายพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมออกไปอีกเพราะชาวลาวเวียงเป็นคนที่มีความมานะอดทนสูง จึงทำให้ไปพบกับซากเจดีย์ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ดอน ด้วยความที่ชาวลาวเวียงมีความเชื่อในสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ และความศักดิ์สิทธิ์ของโนนธาตุ ชาวบ้านจึงให้ความเคารพและเหลือพื้นที่ดังกล่าวเอาไว้

              ในอดีตชาวบ้านดอนคามีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อถึงเวลาเช้ามืดชาวบ้านจะนำควายออกไปยังพื้นที่นาของตนเอง โดยผู้ที่มีพื้นที่นาอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านก็จะต้องผ่านโนนธาตุด้วย เมื่อถึงยังพื้นที่ดังกล่าวควายที่ชาวบ้านจูงมาก็มีอาการตื่นกลัวคล้ายสัมผัสถึงสิ่งลี้ลับอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อผ่านพื้นที่ดังกล่าวไปก็ไม่มีการตื่นกลัวแต่อย่างใด (นางมุด ชัยมา, สัมภาษณ์ 2562) นอกเหนือจากการทำไร่ไถนาแล้วชาวบ้านจะออกหาปลาด้วยอุปกรณ์ทางภูมิปัญญา เช่น การหว่านแห การตกปลา การใช้ไซดักปลา เพื่อนำมาทำอาหารเลี้ยงคนในครอบครัว ตกเย็นหลังจากที่กินข้าวปลาเรียบร้อย ผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะออกไปนอนที่พื้นที่นาของตนเพื่อเฝ้าผลผลิตทางการเกษตร หรือไปเฝ้าไซที่นำไปวางเพื่อดักจับปลา ในคืนวันโกนวันพระชาวบ้านจะเห็นลูกไฟประหลาด วิ่งขึ้นจากโนนธาตุหนองสองห้องทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ไปยังโนนธาตุที่อยู่ทางทิศใต้ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร และวิ่งกลับไปมาระหว่างสองพื้นที่หลายครั้ง โดยลูกไฟดังกล่าวชาวบ้านเรียกกันว่า “ธาตุ” มีความเชื่อว่าลูกไฟดังกล่าวเป็นสิ่งลี้ลับที่สถิตอยู่เพื่อรักษาเจดีย์ทั้งสองแห่ง เมื่อเห็นลูกไฟดังกล่าวชาวบ้านจะไม่ทักท้วงหรือลบหลู่เพราะเชื่อว่าจะทำให้ของเข้าตัวได้ (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

              ต่อมาเมื่อความศักดิ์สิทธิ์ของโนนธาตุเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวบ้านดอนคา จึงเกิดประเพณีการไหว้พระธาตุขึ้นที่โนนธาตุ จัดขึ้นในเดือน 4 (นายกุล หมวดแก้ว, สัมภาษณ์ 2562) แต่ประเพณีนี้ก็จัดขึ้นได้ไม่กี่ปีก็มีเหตุให้ต้องหยุดลง และในช่วงระยะเวลาดังกล่าวส่วนกลางก็ได้พยายามส่งนักโบราณคดีมีสำรวจพื้นที่ถึงสองครั้งเพื่อลงทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการปรับปรุง แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาพื้นที่ จึงทำให้ต้องยกเลิกการสำรวจไป จากเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ ยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่า เจ้าของพื้นที่เดิมหวงพื้นที่ดังกล่าวและไม่อยากให้ย้ายสิ่งของที่อยู่บริเวณพื้นที่ออกจากจุดเดิม ปัจจุบันพื้นที่โนนธาตุโดยรอบเป็นที่นาของชาวบ้านและเว้นบริเวณฐานเดีย์เอาไว้ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามามีบทบาทในการปรับปรุงซากปรักหักพังดังกล่าว

  • การทำนาย โหราศาสตร์/ไสยศาสตร์ของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              การทำนายและความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ ในอดีตมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่สามารถให้คำตอบตามหลักทางวิทยาศาสตร์ได้ ชาวบ้านจึงอาศัยประสบการณ์จากการดำเนินชีวิต การสังเกต การเรียนรู้จากบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน เช่น “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮู้ขี่” การฟังเสียงฟ้าร้อง “มื้อออกใหม่ 3 ค่ำ” คือ วันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ชาวบ้านมีความเชื่อว่าวันดังกล่าว คือวันฟ้าเปิดประตูน้ำฝน ชาวบ้านดอนคาในอดีตจะฟังเสียงฟ้าร้องว่าอยู่ทางทิศใดในยามเช้ามืด และจะสามารถทำนายได้ว่าปีนี้ฝนจะดีหรือฝนจะแล้ง จากนั้นจะนำฝุ่นหรือขี้วัวขี้ควายไปใส่ลงในพื้นที่นาเพื่อปรับสภาพพื้นที่ ถือเป็นความรู้และความเชื่อในการทำนายฟ้าฝนของชาวลาวเวียงในอดีตอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้ที่สืบทอดความรู้ดังกล่าวเอาไว้ในชุมชน (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

  • การรักษาของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              การเจ็บป่วยถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมมีการเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ซึ่งในอดีตเทคโนโลยีพัฒนาการด้านการแพทย์ไม่มีความเจริญเทียบเท่าในยุคปัจจุบันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลายครั้งไม่สามารถรักษาให้หายได้เพราะความไม่เข้าใจของคนในอดีต ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีตเมื่อมีอาการเจ็บป่วยจะนิยมรักษากันภายในชุมชน เนื่องจากการเดินทางไปหาหมอค่อนข้างลำบากและต้องมีค่าใช้จ่าย จึงทำให้ชาวบ้านดอนคานิยมที่จะรักษากับหมอพื้นบ้านในชุมชนของตนเอง ซึ่งหมอพื้นบ้านในชุมชนบ้านดอนคาก็มีหลายคนและมีวิธีรักษาที่แตกต่างกัน (นางขาว หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              หมอยาฝน คือ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการฝนยา ซึ่งยาฝนจะได้จากความรู้ที่ถ่ายทอดบรรพบุรุษเกี่ยวกับรากไม้ในวัตถุดิบในธรรมชาติที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยที่มีอาการเป็นไข้ตัวร้อนเจ็บท้องหรือแพ้อักเสบต่าง ๆ เหลือการเจ็บป่วยต่าง ๆ โดยผู้รักษาจะเป็นผู้ตรวจดูอาการเบื้องต้นและทำการฝนยาให้ผู้ป่วยนำไปกินหรือทา ตามลักษณะอาการป่วย ในส่วนของค่ารักษาผู้ป่วยจะต้องกินยาที่ผู้รักษาทำให้เมื่อหายแล้วจึงจะกลับมาปลงคายค่ารักษา

              หมอน้ำมนต์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนายจากการดูน้ำมนต์ โดยหมอน้ำมนต์นี้จะเป็นที่นิยมในผู้ที่ป่วยและไม่สามารถรักษาให้หายด้วยวิธีการกินยาได้ จึงมารักษากับหมอน้ำมนต์ ด้วยการรักษาผู้รักษาจะนำน้ำใส่ในขันจากนั้นใช้เทียนหยดลงในน้ำและตรวจดูตามความรู้ที่ได้รับการสืบทอดการรักษาในลักษณะดังกล่าวต้องอาศัยความเชื่อโดยในการดูน้ำมนต์แต่ละครั้งผู้ป่วยจะต้องเสียค่าครู 6 สลึง

              หมอเป่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคที่เกิดบนผิวหนังเช่นเป่างูสวัด เริม เป็นต้น โดยผู้ป่วยจะเดินทางไปยังบ้านของหมอ หมอจะทำการตรวจดูเบื้องต้นว่าผู้ป่วยมีอาการใดสามารถเป่าได้หรือไม่ โดยการเป่าของหมอแต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปภาพความรู้ที่ได้เรียนมา โดยส่วนมากจะนิยมใช้เหล้าขาวในการเป่าโดยการเป่าจะมีการท่องมนต์คาถาเพื่อรักษาอาการดังกล่าวร่วมด้วย เราจากการเป่าด้วยเหล้าขาวแล้วหมอเป่าจะนำปูนแดงที่ผ่านการเป่าด้วยคาถาให้กับผู้ป่วยทารักษาการร่วมด้วยโดยการเป่าฐานนิยมเปล่าในช่วงเย็นและจะทำเป็นเวลา 3 วัน โดยผู้ป่วยจะต้องเดินทางไปที่บ้านหมอเป่าให้ครบทั้ง 3 วัน

              ต่อมาใน พ.ศ 2535 บ้านดอนคาได้เกิดมีเด็กชายผู้หนึ่งที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการชี้บอกตัวยาต่าง ๆ โดยเด็กชายผู้นั้นมีชื่อว่าหมอหลง โดยมีคนภายในชุมชนบ้านดอนคาและชุมชนอื่น ๆ โดยรอบต่างมารับยากับหมอหลงที่วัดโภคารามเพื่อนำกลับไปต้มดื่มกิน โดยมีความเชื่อว่ายาของหมอหลงจะสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งถือเป็นอีกยุคที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการรักษาด้วยหมอพื้นบ้านด้วย (นางขาว หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

              จนกระทั่งเทคโนโลยีการแพทย์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับการรักษาของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา โดยมีการจัดตั้งสถานีอนามัยบ้านดอนคาขึ้น ชาวบ้านจึงมารักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน เราจะสถานีอนามัยบ้านดอนคาแล้วชาวบ้านนิยมไปรักษาที่โรงพยาบาลอู่ทอง ซึ่งในปัจจุบันเส้นทางการคมนาคมสะดวกขึ้นและเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความทันสมัยและสามารถวินิจฉัยโรคต่าง ๆ มีความแม่นยำชาวบ้านในปัจจุบันจึงนิยมรักษากับแพทย์ของโรงพยาบาล แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังมีการรักษาด้วยหมอพื้นบ้านที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงหมอเป่าเท่านั้นเนื่องจากหมอยาฝนและหมอน้ำมนต์ไม่มีผู้สืบทอด

  • ดนตรีและศิลปะการแสดงของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    ลิเกลาว

              ลิเกลาว หรือ หมอลำเรื่องต่อกลอน เป็นการรับเอาวัฒนธรรมจากภาคอีสานมาสู่ชุมชนบ้านดอนคา เนื่องจากในอดีตนอกจากการตั้งถิ่นฐานของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาแล้ว ยังมีการเข้ามาอาศัยของชาวอีสานที่หนีความแห้งแล้งออกมาหาพื้นที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์และเดินทางมาถึงพื้นที่ชุมชนบ้านดอนคาในปัจจุบัน ชาวอีสานเมื่อเข้ามายังบ้านดอนคาแล้ว มีกลุ่มคนที่พูดภาษาที่คล้ายคลึงกัน จึงอาศัยอยู่ที่บ้านดอนคาและจับจ้องพื้นที่เพื่อทำการเกษตรและแต่งงานกับคนลาวเวียงในชุมชน

              ในสมัยของพระครูศุภการโกศล (เงิน สุภวโร, หงษ์เวียงจันทร์) เจ้าอาวาสรูปที่ 5 ของวัดโภคาราม ท่านมีความชอบในวัฒนธรรมหมอลำของชาวลาว แต่เนื่องด้วยบ้านดอนคาขาดการสืบทอดหมอลำและไม่มีหมอลำในชุมชนของตนเอง จึงนำหมอลำจากภาคอีสานมาทำการแสดงในงานบุญประเพณีที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงหมอลำเรื่องต่อกลอนด้วย ต่อมาท่านจึงได้จัดตั้งคณะลิเกลาวของบ้านดอนคาขึ้นเพื่อทำการแสดงในงานของชุมชน โดยอาจารย์สุนทร ชัยรุ่งเรือง ปราชญ์ด้านหมอลำของภาคอีสานเป็นผู้ถ่ายทอดและฝึกซ้อมให้กับชาวบ้านในขณะนั้น จึงถือเป็นการแสดงลิเกลาวคณะแรกที่เกิดขึ้นในชุมชน (นางน้อย บุญดอนคา, สัมภาษณ์ 2562)

              ปัจจุบันด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีความเจริญด้านความบันเทิงเจริญก้าวหน้ามากขึ้น การละเล่นที่มีความสำคัญในการสร้างความสนุกสนานของคนในอดีตจึงถูกลดความสำคัญลงและหายไปจากชุมชนในที่สุด เหลือเพียงภาพความทรงจำและความสนุกที่เกิดขึ้นในสมัยที่ผู้เฒ่าผู้แก่ยุคปัจจุบันกำลังเป็นหนุ่มสาว จึงเป็นเพียงเรื่องเล่าที่เล่าในลูกหลานฟังว่าบ้านดอนคาเคยมีลิเกลาวหรือการแสดงหมอลำเรื่องต่อ

  • เครื่องดนตรีของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    แคน

              แคน ถือเป็นเครื่องดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวลาว ไม่ว่าชาวลาวจะอยู่ที่ใดก็จะมีเครื่องดนตรีชนิดนี้อยู่ด้วยทุก ๆ พื้นที่ แคนถือได้ว่าเป็นเครื่องเป่าที่มีความไพเราะของเสียง สามารถเป่าเป็นทำนองเพลงต่าง ๆ ได้มากมายหลากหลาย และเป็นเครื่องดนตรีเก่าแก่ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

              ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีต แคนมีความสำคัญในวิถีชีวิตหลากหลายด้าน ในด้านพิธีกรรมมีการเป่าแคนเพื่อใช้ในพิธีกรรมการทรงเจ้าพ่อ ด้านกิจกรรมร่วมกันในสังคม แคนก็เป็นเครื่องดนตรีหลักในการรำวงของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีต ด้วยความที่ชาวลาวเวียงรักความสนุกสนานและผ่อนคลายจากการฟ้อนรำในทุก ๆ เทศกาล ปัจจุบันแคนก็ยังเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงดนตรีหลายวงของบ้านดอนคา เรียกว่า “วงแคนประยุกต์” ซึ่งในตำบลดอนคาถือได้ว่าเป็นชุมชนที่มีวงดนตรีมากที่สุดในประเทศไทย

    กลองยาว

              วัฒนธรรมการตีกลองยาวนี้ ชาวลาวเวียงบ้านดอนคาได้รับอิทธิพลจากชุมชนโดยรอบซึ่งเป็นชุมชนชาวไทยพื้นถิ่น ในงานบุญประเพณีต่าง ๆ จะมีการห้อนรำและแห่ด้วยกลองยาว วัฒนธรรมการตีกลองยาวจึงเกิดขึ้นในชุมชนบ้านดอนคา เพื่อนำมาสร้างความสนุกสนานให้กับประเพณีของชาวลาวเวียง

              ในอดีตหากนึกถึงกลองยาวในชุมชนบ้านดอนคาต้องนึกถึงคณะกลองยาวของนายมี บ้านโนน ซึ่งเป็นคณะกลองยาวที่มีอยู่ในชุมชน โดยรับจ้างตีกลองยาวสร้างความสนุกสนานให้กับคนในชุมชนและยังเป็นที่คณะกลองยาวที่ช่วยเหลืองานบุญในชุมชนเป็นประจำด้วย ด้วยความนิยมที่ลดน้อยลงและมีแตรวงเข้ามาแทนที่ปัจจุบันคณะกลองยาวเหลือเพียงกลุ่มผู้สูงอายุรวมกลุ่มกันตั้งวงกลองยาวเพื่อช่วยในกิจกรรมของวัดและชุมชน โดยมีกลุ่มอยู่ที่วัดโภคาราม

  • การเต้นรำของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    รำวงสมัยโบราณ

              รำวงสมัยโบราณ ชุมชนบ้านดอนคาเป็นชุมชนที่มีกิจกรรมประเพณีอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้นอกเหนือจากการจัดบุญประเพณีเพื่อรักษาและสืบทอดความเป็นเอกลักษณ์ของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาเอาไว้แล้วนั้น จะมีการละเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำไร่ไถนา จึงมีการจัดรำวงขึ้นบ่อยครั้ง โดยรำวงในอดีตไม่มีเครื่องดนตรีเป็นเพียงการเปิดเพลงจากแผ่นเสียงของวัดโภคาราม ชาวบ้านจะออกมาร่วมสนุกกันที่ลานวัด โดยมีเสาไฟตั้งตรงกลาง ในอดีตการจะรำวงได้นั้นผู้ชายจะต้องไปขอโค้งผู้หญิงเพื่อออกมารำด้วยกัน แต่หากผู้หญิงไม่รับโค้งจากฝ่ายชาย ฝ่ายชายก็จะไม่สามารถออกไปรำได้ ต่อมาชาวบ้านเริ่มมีการจัดตั้งวงดนตรีขึ้นมาแทนการเปิดแผ่นเสียง จนพัฒนามาเป็นวงดนตรีในชุมชนบ้านดอนคาในปัจจุบัน ส่วนการรำวงก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่ไม่มีการโค้งกันระหว่างชายหญิงเหมือนในอดีต (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

    การเซิ้งบั้งไฟ

              การเซิ้งบั้งไฟ เป็นการฟ้อนรำที่เกิดขึ้นคู่กับประเพณีบุญบั้งไฟของชาวลาวเวียงบ้านดอนคา โดยเมื่อมีการจัดบุญประเพณีบุญบั้งไฟขึ้น ก่อนวันงานหลายวันชาวบ้านดอนคาโดยการนำของชาวบ้านหมู่ที่ 2 จะรวมกลุ่มกันออกเซิ้งบั้งไฟเพื่อขอข้าวสาร ปัจจัย เพื่อนำมาถวายวัดโภคาราม เพื่อเป็นทุนในการจัดทำบั้งไฟและใช้ข้าวสารในการจัดโรงทานเพื่อเลี้ยงชาวบ้านในงานประเพณีด้วย โดยกลุ่มนางเซิ้งก็จะร้องกาพย์เซิ้งเพื่อเดินไปยังบ้านเรือนต่าง ๆ ชาวบ้านเมื่อได้ยินเสียงของคณะนางเซิ้งก็จะนำเอาข้าวสาร ปัจจัย ออกมาทำบุญร่วมกับนางเซิ้ง นางเซิ้งก็จะร้องกาพย์เซิ้งเพื่ออวยพรให้กับผู้ร่วมทำบุญอีกด้วย

              เมื่อถึงวันงานคณะนางเซิ้งก็จะออกมาร้องกาพย์เซิ้งในขบวนแห่บั้งไฟ เป็นการสร้างสีสันให้กับบุญประเพณีดังกล่าว ในกาพย์เซิ้งนั้นก็จะเป็นประวัติเรื่องเล่าเกี่ยวกับนิทานผาแดงนางไอ่ ที่มีความเกี่ยวข้องการจุดบั้งไฟ และแสดงออกถึงความเชื่อ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวลาวเวียงในอดีตที่ถ่ายทอดมาให้กับลูกหลานชาวลาวเวียงในปัจจุบัน โดยการเซิ้งบั้งไฟจึงถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในประเพณีบุญบั้งไฟบ้านดอนคา (นางวัน หงษ์เวียงจันทร์, สัมภาษณ์ 2562)

  • การละเล่นของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    นางด้ง

              ถือเป็นการละเล่นที่มีการเล่นมาอย่างยาวนาน พบการละเล่นนี้ทั่วไปในแถบภาคอีสานและตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีกลุ่มชาวลาวอพยพในพื้นที่ภาคกลาง ที่บ้านดอนคาก็มีการละเล่นนางด้งเช่นกัน นางด้ง คือ ที่อาศัยอยู่ในกระด้งตามความเชื่อ โดยชาวบ้านจะนำเอาสากตำข้าว 2 อัน กระดานไม้ยาว 1 แผ่นคั้นตรงกลาง จากนั้นคนทรงนางด้ง 2 คน จะนั่งทับกระดานและสากตำข้าวเอาไว้ หันหน้าเข้าหากันและประสานมือกันทั้งสองข้างเพื่อจับกระด้ง จากนั้นผู้เล่นคนอื่นจะร้องเพลงเพื่อเชิญนางด้ง ว่า

              “นางด้งเอ่ย เข้าป่าระหงส์ เข้าด้งไม้หมาก เข้าสากไม้แดง ตะแคงแมงเม่า กะด้งฝัดข้าวแล่นมาพรึบพรึบ แล่นมาผ่ายผ่าย เอาดินทรายเข้ามาขะเหยิบ”

              ร้องวนไปหลาย ๆ รอบเพื่อเชิญนางด้ง หลังจากนั้นเมื่อเมื่อนางด้งทรงแล้ว ชาวบ้านก็จะถามในเรื่องของฝนฟ้าอากาศว่าปีนั้น ฝนจะดีหรือจะแล้ง หรือบางครั้งมีข้าวของในชุมชนหายนางด้งก็จะไปหาให้ หลายครั้งที่พบข้าวของดังกล่าว จากนั้นผู้เล่นจะดึงเอาสากที่เป็นที่หวงแหนของนางด้งไป นางด้งจะวิ่งเอากระด้งฟาดผู้ที่ขโมยสากเอาไป หลังจากนั้นนางด้งจะตามสากเมื่อได้แล้วก็จะออกไป จึงถือเป็นการละเล่นที่มีทั้งความเชื่อและความสนุก ปัจจุบันยังมีการละเล่นดังกล่าวอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ช่วงเทศกาลสงกรานต์ (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              ลูกช่วง

              ลูกช่วง คือการละเล่นพื้นบ้านของชาวลาวเวียงบ้านดอนคาในอดีต สมัยก่อนเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ในช่วงเย็นหลังจากที่เล่นน้ำสงกรานต์แล้วนั้น หนุ่มสาวชาวลาวเวียงจะออกจากเรือนมายังลานกว้างในพื้นที่ชุมชนของตนเอง เพื่อมาพบปะพูดคุยกันเนื่องจากในช่วงเช้าก็งดการทำไร่ไถนา จึงสามารถอยู่เล่นกันในเวลาค่ำได้ หนุ่มสาวจะแบ่งกันคนละฝ่ายเป็นคู่ ๆ ผลัดกันโยนลูกช่วงที่ประดิษฐ์จากผ้าไปมา และพูดคุยกัน นิยมเล่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปัจจุบันไม่มีการละเล่นดังกล่าวแล้ว (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

              จ้ำมู่มี่

              การละเล่นจ้ำมู่มี่ เป็นการละเล่นของเด็กในชุมชนบ้านดอนคา มีลักษณะเดียวกันกับการละเล่นจ้ำจี้ของไทย แต่การร้องเพลงประกอบจะแตกต่างเป็นภาษาสำเนียงของชาวลาว โดยจะมีการร้องขณะเล่นว่า “จ้ำมู่มี่มู่มน สักคอคนใส่หน้านกกด หน้าลิงหน้าลาย หน้าผีพรายหย่างแหยะ ส้มตาแปะใส่ฟักใส่ฟัน ไทเวียงจันทร์ใส่แหวนข้างซ้าย ย้ายออกตอกปิ้ง” ปัจจุบันยังมีคนเฒ่าคนแก่หรือวัยกลางคนสามารถร้องเล่นได้ แต่วัยรุ่นและเด็กสมัยใหม่ไม่รู้จักและไม่เคยเล่น (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

  • สถานการณ์ปัจจุบันของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

              ชุมชนลาวเวียงตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี นับเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่ เพราะมีประชากรมากถึง 3,724 คน และจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 1,274 หลังคาเรือน ประชากรร้อยละ 90 ประกอบอาชีพเกษตรกรทำนา ทำไร่ รวมถึงรับจ้างเกี่ยวกับการเกษตรคิดเป็น ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพรับจ้างและค้าขายตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งออกไปรับจ้างในพื้นที่อื่น ๆ ภายในชุมชนมีระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และห้างร้านต่าง ๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-ELEVEN และ ร้าน CJ รวมถึงร้านค้าชุมชน เช่น ร้านดำรงพาณิชย์ขายเครื่องอุปโภคบริโภค ร้านศรีชัยการไฟฟ้า ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเกือบทุกชนิด ร้านโกวิทย์เกษตรยนต์และร้านโชคอัศวินขายอุปกรณ์การเกษตร ร้านเฮียกุ่ยขายอุปกรณ์ก่อสร้าง นอกจากชาวลาวเวียงบ้านดอนคาจะจับจ่ายใช้สอยสินค้าจากห้างร้านต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีชาวบ้านจากบริเวณรอบ ๆ เข้ามาซื้อหาสินค้าที่ตนเองต้องการอีกด้วย

    ปัญหาด้านเศรษฐกิจ  

              สำหรับปัญหาที่พบภายในชุมชนเกี่ยวกับเศรษฐกิจในครัวเรือน โดยเฉพาะครอบครัวเกษตรกรซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างในการดูแลและส่งเสริมราคาพืชผล เช่น สภาพอากาศ ปัญหาการจำหน่าย และปัญหาสินค้าล้นตลาดพืชผลราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ลดลงและทำให้อาชีพอื่น ๆ เช่น อาชีพรับจ้างเกี่ยวกับการเกษตรมีรายได้ที่ลดลงรวมถึงการค้าขายหรือจับจ่ายใช้สอยภายในชุมชนก็ลดลงตามด้วย ปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ชาวบ้านต้องดิ้นรนเพื่อหาทางออก โดยส่วนหนึ่งต้องประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเกษตรกรรมยังคงเป็นปัญหาหลักสำหรับชาวบ้านในปัจจุบัน

    ปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรม

              แม้ชุมชนบ้านดอนคาจะมีการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเอาไว้เป็นอย่างดี แต่เมื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ เข้ามาสู่ชุมชน เช่น ระบบเทคโนโลยี ระบบการศึกษา ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงระบบเศรษฐกิจภายในชุมชน ส่งผลให้วัฒนธรรมต่าง ๆ เปลี่ยนจากวิถีชนบทมาสู่วิถีเมือง การใช้ชีวิตที่มีความสะดวกสบายมากขึ้น ส่งผลให้วัฒนธรรมบางอย่างสูญหายไป เช่น การละเล่นลูกช่วงและจ้ำมู่มี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันชาวบ้านดอนคายังคงมีกลุ่มที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมโดยความร่วมมือจากชาวบ้านดอนคา วัดโภคาราม องค์การบริหารส่วนตำบลดอนคา และหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและร่วมกับชาวบ้านเพื่ออนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมให้คงอยู่คู่ชาวบ้านดอนคา และเพื่อให้การอนุรักษ์เป็นไปอย่างยั่งยืน คงต้องเป็นหน้าที่ของชาวบ้านดอนคาทุกคนที่จะต้องปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความหวงแหนและรักในอัตลักษณ์ของตนเอง และสร้างความร่วมมือภายในชุมชนและหน่วยงานอื่นเพื่อต่อยอดให้วัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์นี้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)      

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของชุมชนชาติพันธุ์ลาวเวียง (ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) :

    ศูนย์ฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี ลาวเวียงบ้านดอนคา

              ปัจจุบันลาวเวียงบ้านดอนคาถือเป็นคนไทยที่มีสัญชาติไทย แต่มีวัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตเป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติพันธุ์ลาวเวียง และชาวบ้านยังคงรักษาวัฒนธรรมดังกล่าวเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจังสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย บริบทพื้นที่และชุมชนโดยรอบที่มีวัฒนธรรมของไทยนำมาผสมกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านดอนคาในปัจจุบัน นอกจากนี้เพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่ยั่งยืนและส่งต่อให้ลูกหลานลาวเวียงรุ่นต่อไปได้สืบทอด จึงเกิดกลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมลาวเวียงบ้านดอนคา ที่ได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดอนคาและชาวลาวเวียงในชุมชน กลุ่มอนุรักษ์วัฒนธรรมลาวเวียงบ้านดอนคามีสมาชิกคือชาวบ้านดอนคา ซึ่งมีการจัดกิจกรรมในงานประเพณีของชุมชน รวมถึงติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียงและชาติพันธุ์อื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อเป็นแกนหลักในการรักษาวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละชุมชนให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป (นางวลัยภรณ์ บุญศรีสุทธิ, สัมภาษณ์ 2562)

    กลุ่มทอผ้าตีนจกหมู่ที่ 1 บ้านดอนคา

              กลุ่มทอผ้าตีนจกหมู่ที่ 1 บ้านดอนคา จัดตั้งขึ้นเนื่องจากคนในชุมชนเกรงว่าการทอผ้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจะสูญหาย เพราะคนรุ่นใหม่ต่างไม่สนใจสวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงอัตลักษณ์ของตนเอง แต่หันไปสวมใส่เสื้อผ้าตามสมัยนิยม นางจันทนา จุลโพธิ์ ประธานกลุ่มสตรี จึงเริ่มหารือกับผู้คนในชุมและจัดการหางบประมาณซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบ้านพักเด็กและเยาวชน ของจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นจึงก่อตั้งกลุ่มงาน เมื่อ พ.ศ. 2555 มีสมาชิกจำนวน 20 คน มีนางบางอร นนท์แก้ว เป็นผู้สอน โดยใช้ระยะเวลาในการเรียน 1 เดือน จากนั้นกลุ่มจะนำอุปกรณ์ไปให้คนในชุมชนไว้ที่บ้าน โดยให้ค่าแรงเป็นเงินตอบแทนสมาชิก กลุ่มจะนำผลผลิตที่ได้มาวางขายโดยการออกร้านตามงานชาติพันธุ์ต่าง ๆ รวมถึงขายให้คนในชุมชนและผู้สนใจ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสินค้า เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระเป๋า

              ปัญหาที่ประสบในปัจจุบันของกลุ่มทอผ้าตีนจกหมู่ที่ 1 บ้านดอนคา คือ สินค้าจำหน่ายได้ลดลง เป็นเพราะไม่มีการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์ หรือสรรหาวัตถุดิบที่มีความเฉพาะในท้องถิ่น เช่น รื้อฟื้นภูมิปัญญาการเลี้ยงคราม เพื่อย้อมผ้าและสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชน อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าที่ขายได้อย่างดี คือ ผ้าตีนจก เพราะยังมีผู้ผลิตน้อยราย (นายพลวัต แก้วพงศา, สัมภาษณ์ 2562)

Access Point
No results found.