กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : กะเหรี่ยงหูใหญ่
  • ชื่อเรียกตนเอง : กะยอ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : กะเหรี่ยงหูยาว/กะเหรี่ยงหูใหญ่/คะยอ/กะยอ
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูด ภาษากะเหรี่ยงหูใหญ่ จัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ตระกูลภาษาย่อยทิเบต-พม่า สาขากะเหรี่ยง ภาษาเขียน ไม่มี
  • มิติทางประวัติศาสตร์ :

    ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ เป็นชนกลุ่มน้อยมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศพม่า ในสมัยก่อนเกิดการสู้รบครั้งใหญ่ระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยงกับรัฐบาลทหารพม่า ทำให้ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ได้รับผลกระทบจากสงคราม จึงพากันอพยพหนีภัย สงครามเข้ามาอาศัยตามตะเข็บแนวชายแดน และบางส่วนได้เข้ามาอาศัยในเขตประเทศไทยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่เกือบทั้งหมดอพยพลี้ภัยจากบริเวณอำเภอเดโมโซ (Demoso District) เมืองลอยก่อ (Loikaw) รัฐคะเรนนี (Karenni State) ประเทศพม่า เมื่อประมาณปี 2528 โดยปัจจุบันวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีของชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จะเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ และหาของป่า เมื่อมาอยู่ในประเทศไทยจะอยู่ในสภานะผู้ลี้ภัยทางสงครามและจะไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง จึงปรับเปลี่ยนไปเป็นการทอผ้าและขายของที่ระลึก นอกจากนี้วัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ สูญหายและถูกกลืนกินวัฒนธรรมเนื่องจากเป็นประชากรจำนวนน้อยที่อยู่อาศัยร่วมกับชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาว กะเหรี่ยงแดง และไทใหญ่ ทำให้สูญเสียวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของตนเอง

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ว่าที่ ร.ต.มนตรี  วงษ์รีย์ อาจารย์ วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน

    เอกสารอ้างอิงอื่น 

    Eddie.Pacific World. , กะเหรี่ยงหูยาว หรือ ชาวคะยอ.(กะยอ). ,http://guideprasit.blogspot.com/2010/08/blog-post.html

    คลังเอกสารสารธารณะ , ชนเผ่ากะเหรี่ยง-ตำนานการเกิดของกะเหรี่ยง , http://www.openbase.in.th/node/3419

     ผู้ให้สัมภาษณ์

    นายหน่อง หมู่บ้านห้วยปูแกง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    นางหมี่แหมะ หมู่บ้านห้วยปูแกง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

    ดญ.เทเรซ่า หมู่บ้านห้วยปูแกง ต.ผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน

  • ประวัติ/ที่มา :

    ถิ่นฐานดั้งเดิมของกะเหรี่ยงหูใหญ่อยู่บริเวณมองโกเลีย เมื่อกว่า ๒๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาได้หนีภัยสงครามมาอยู่ที่ธิเบต และเมื่อถูกรุกรานจากกองทัพจีนก็ถอนลงมาทางใต้เรื่อยๆ จนกระทั่งลงมาถึงดินแดนลุ่มแม่น้ำสาละวินในเขตพม่า กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชนชาติพันธ์ที่อาศัยอยู่หนาแน่นในบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันตกของประเทศไทย

  • วิถีชีวิต :

    อัตลักษณ์  ใส่ต่างหูขนาดใหญ่ / การแต่งกาย / ภาษา

    อาชีพ ค้าขาย , ทำไร่ , ล่าสัตว์ , รับจ้าง , หาของป่า

              เนื่องจากชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ อพยพหนีสงครามเข้ามาทำให้ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่มีสถานะเป็นเพียง “ผู้อพยพหนีภัยสงคราม” ซึ่งเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ทางการไทยจึงไม่อนุญาตให้ครอบครองที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ที่ผ่านมาจึงไม่มีที่ดินทำกินผู้ชายส่วนมากจึงรับจ้างทั่วไป ล่าสัตว์และหาของป่ามาขาย และผู้ชายบางคนที่เก่งงานฝีมือก็อาจจะทำการแกะสลักตุ๊กตากะเหรี่ยงคอยาว ตุ๊กตาอื่นๆ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อจำหน่าย ส่วนผู้หญิงและเด็กก็จะทอผ้าพันคอรวมถึงจำหน่ายของที่ระลึก โดยจะซื้อด้ายมาจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แล้วนำมาทอเป็นผ้าพันคอ เสื้อ หรือสินค้าอื่นๆ นอกจากนี้บางหมู่บ้านจะได้รับค่าตอบแทนจากการเก็บค่าเข้าชมจากนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ในบางหมู่บ้านชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่บางคนเริ่มได้สัญชาติ เริ่มซื้อที่ดิน หรือแผ้วถางป่า ทำให้สามารถซื้อที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อสร้างบ้าน หรือเพื่อทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ภายในหมู่บ้านหรือบริเวณใกล้เคียง

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

    ครอบครัวชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วยพ่อ,แม่,และลูก ในบางครอบครัวอาจมีพ่อแม่ของฝ่ายหญิงหรือชายอาศัยอยู่ด้วย  การแต่งงานของกะเหรี่ยง ไม่นิยมแต่งงานกับคนนอกกลุ่ม เพราะประเพณีความเชื่อต่างกัน ในอดีตพ่อแม่จะเลือกคู่ครองให้ แต่ในปัจจุบันหนุ่มสาวมีอิสระในการเลือกคู่ครองของตนเอง เมื่อแต่งงานแล้วจะอยู่ด้วยกันแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้นตลอดไป การหย่าร้างแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น

  • การสืบผีและมรดก :

    ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่มีหลายตระกูลด้วยกัน เช่น จนนูชุ เยจูประ เคหุ โฟโมทิ เลประ บียา เป็นต้น ซึ่งก็จะมีการแต่งงานระหว่างตระกูลเป็นปกติ แต่เมื่อแต่งแล้วจะกลายเป็นตระกูลไหนก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างคู่สมรสและญาติพี่น้อง

  • การแต่งกาย :

    ลักษณะการแต่งกายของผู้หญิง จะสวมเสื้อผ้าที่ทอเอง กระโปรงสีดำสลับลายริ้วด้วยสีต่างๆ ใส่ตุ้มหูโลหะขนาดใหญ่ และสวมสร้อยข้อเท้า ข้อขา พันประดับ ด้วยทองเหลืองเพื่อเพิ่มความสวยงาม

              ลักษณะการแต่งกายของผู้ชาย จะสวมเสื้อทรงสอบ คอเสื้อเป็นรูปตัววี มีลายเป็นเส้นตรงตามแนวตั้ง ตรงแขนหรือชายเสื้ออาจติดพู่ห้อยลงมา และจะมีการโพกผ้าไว้บนศรีษะ

    สำหรับเด็กผู้หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จะเริ่มเจาะหูเมื่ออายุได้ประมาณ 4-5 ปี โดยจะใช้ไม้ไผ่มาเหลาให้ปลายแหลมหรืออาจจะใช้หนามของต้นไผ่ในการเจาะ และจะขยายขนาดของไม้ไผ่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทีละนิดๆ ไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะเจาะครั้งต่อไปเมื่อใด และจะเจาะเรื่อยๆ จนมีขนาดใหญ่และสามารถใส่ห่วงโลหะขนาดใหญ่ได้ตามความต้องการ โดยมีความเชื่อว่ายิ่งเจาะหูได้ใหญ่เท่าใดหรือยาวเท่าใด ผู้นั้นก็จะสวยมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าอีกด้วย

  • บ้าน :

    ที่อยู่อาศัยของชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่มักสร้างด้วยไม่ไผ่ ฝากั้นด้วยไม้ขัดแตะ หรือพื้นอาจเป็นไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็งที่หาได้ในพื้นที่ ทุกบ้านจะมีชานบ้านหรือเฉลียง ไว้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ เช่น จักสาน ทอผ้า ห้องครัวจะอยู่ทางด้านข้างหรือด้านหลังของบ้าน ห้องน้ำจะแยกออกไปจากตัวบ้าน หลังคามุงด้วยตองตึง หรือใบตองก๊อ ส่วนมากในปัจจุบันนิยมใช้ใบตองตึงเพราะหาง่ายกว่า โดยในการใช้ใบตองตึงจะมีการทำเป็นเย็บเข้าด้วยกัน มีทั้งแบบ 1 ใบ หรือ 2 ใบซ้อนกัน โดยหากใช้ 2 ใบซ้อนกันและเย็บอย่างประณีต และเรียงบนหลังคาแบบถี่ๆ ก็สามารถอยู่ได้ถึง 4 ปี

              บ้านจะเป็นแบบยกพื้นสูงมีใต้ถุนบ้าน ไว้สำหรับเก็บฟืนและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ  และจะมีห้องน้ำเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับตัวบ้าน  บริเวณด้านหน้าจะเป็นลานกว้างสำหรับทำกิจกรรมหรือตั้งเป็นร้านค้าสำหรับจำหน่ายสิ่งของที่ระลึกต่างๆ

  • อาหาร :

    ข้าวเบ๊อะ

              ข้าวเบ๊อะเป็นอาหารของชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจุดกำเนิดนั้นเป็นของชนเผ่าใดกันแน่ ข้าวเบอะจะเป็นการรวบรวมอาหาร พืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ที่มีอยู่ เท่าที่หาได้ใส่รวมกันลงไปในหม้อ พร้อมด้วยข้าวสารเล็กน้อย ต้มจนเดือดแล้วใส่เครื่องปรุงชนิดต่างๆ ที่มีในไร่ เช่น หอม พริก กระเทียม

              ในส่วนของข้าวเบ๊อะนั้น ชนเผ่าปกาเกอะญอ จะมีตำนานความเป็นมาของข้าวเบ๊อะ ที่เล่าถึงชีวิตในอดีตที่ลำบากของปกาเกอะญอว่า การประกอบอาชีพนั้นจะปลูกข้าวไร่ ปลูกพืชผักต่างๆ ลงไปในไร่ของตนเองด้วย เมื่อผลผลิตออกดอกออกผลก็จะมีสัตว์ต่างๆ เช่น นก หนู หมูป่าเข้ามาขโมยผลผลิตของชาวบ้าน ในบางปีก็เกิดโรคระบาดพืชผลเสียหายเกือบหมด เพื่อให้มีข้าวพอกินและได้กินอิ่มกันทุกคนทุกมื้อ ชาวบ้านจึงมีความคิดว่าต้องเก็บรวบรวมพืชผักผลไม้ที่หาได้ใส่รวมกันลงไปในหม้อเพื่อทำอาหาร จึงเกิดเป็นข้าวเบ๊อะขึ้นมา

  • การเกิด :

    ก่อนคลอด

              กะเหรี่ยงหูใหญ่ไม่มีธรรมเนียมข้อห้ามหรือการปฏิบัติก่อนคลอด ยังสามารถทานอาหารหรือทำงานได้ตามปกติ

    การคลอดบุตร

    เมื่อก่อนการคลอดของผู้หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่นั้นจะต้องคลอดภายในบ้านของตนเองเท่านั้น โดยจะใช้ไม้ไผ่ตัดสายรก แต่ปัจจุบันด้วยวัฒนธรรมและประเพณีที่เปลี่ยนไป หลายๆ คนจึงนิยมหันไปคลอดที่โรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก

    หลังคลอดบุตร

              หลังจากคลอดแล้วชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ต้องนอนหน้าเตาไฟอย่างน้อย 1 เดือน โดยฝ่ายสามีต้องเป็นคนคอยดูแล คอยต้มน้ำ และคอยอาบน้ำให้แม่และเด็ก ส่วนอาหารนั้นสามารถรับประทานได้ทุกอย่าง นอกจากนี้ก็จะมีการนำด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อมือให้กับเด็กเพื่อเป็นการรับขวัญอีกด้วย

  • การแต่งงาน :

    การแต่งงานของชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่นั้นเรียบง่าย เมื่อชาย-หญิงชอบพอกัน ก็จะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ฝ่ายชายมาสู่ขอ เมื่อตกลงกันได้แล้วก็จะหาฤกษ์ยามที่เหมาะสมโดยดูกระดูกไก่เป็นหลัก โดยจะไปปรึกษาบาทหลวง และพิธีก็จะเป็นแบบตามประเพณีโบราณผสมผสานกับการจัดงานแบบศาสนาคริสต์ในโบสถ์ โดยเชิญบาทหลวงหรือผู้เผยแพร่ศาสนามาเป็นเจ้าพิธี

              สำหรับสินสอดนั้นก็จะมีการแบ่งออกเป็นส่วนๆ ได้แก่

    • สินสอดสำหรับให้แม่เจ้าสาว ถือเป็นค่าน้ำนม ค่าเลี้ยงดู ได้แก่ เงิน และเหรียญเงินไว้ประดับร่างกาย หรือตกแต่งเสื้อผ้า โดยจะมีประมาณ 100-200 เหรียญ
    • สินสอดสำหรับให้พ่อเจ้าสาว ได้แก่ วัว หรือ ไก่
    • สินสอดสำหรับให้เจ้าสาว ได้แก่ ทอง เงิน และแหวน

              สำหรับพิธีกรรมก็จะร้องเพลงพระคริสต์ก่อน จากนั้นบาทหลวงกล่าวพิธีอวยพร และประกาศทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน จากนั้นทั้งสองจะผลัดกันสวมแหวนให้กัน จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ของแต่ละฝ่ายจะอวยพรให้ จากนั้นแขกที่มาร่วมงานร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว

  • การตายและการทำศพ :

    การตายและการทำศพจะเป็นแบบเรียบง่ายตามวิธีของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

  • การขึ้นปีใหม่ :

    คริสต์มาส

  • เทศกาลเพาะปลูก :

    ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดำทำกิน จึงไม่มีเทศกาลเกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเฉพาะ นอกจากนี้ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่หลายคนเริ่มหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้พิธีกรรมต่างๆ สูญหายไป

  • เทศกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต :

    ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่มีที่ดำทำกิน จึงไม่มีเทศกาลเกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเฉพาะ นอกจากนี้ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่หลายคนเริ่มหันไปนับถือศาสนาคริสต์ ทำให้พิธีกรรมต่างๆ สูญหายไป แต่สำหรับในประเทศพม่ายังคงมีประเพณี Laytkyohto festival  ซึ่งจะมีการเต้นรำแบบดั้งเดิมและเป็นการขอบคุณสำหรับการเก็บเกี่ยวที่ดี ชีวิตที่ปลอดภัย และสภาพอากาศที่ดี

  • ศาสนาและความเชื่อ :

    ศานาคริสต์

    หูยิ่งใหญ่ยิ่งยาวยิ่งสวย

              สำหรับเด็กผู้หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จะเริ่มเจาะหูเมื่ออายุได้ประมาณ 4-5 ปี โดยจะใช้ไม้ไผ่มาเหลาให้ปลายแหลมหรืออาจจะใช้หนามของต้นไผ่ในการเจาะ และจะขยายขนาดของไม้ไผ่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทีละนิดๆ ไม่มีกำหนดชัดเจนว่าจะเจาะครั้งต่อไปเมื่อใด และจะเจาะเรื่อยๆ จนมีขนาดใหญ่และสามารถใส่ห่วงโลหะขนาดใหญ่ได้ตามความต้องการ โดยมีความเชื่อว่ายิ่งเจาะหูได้ใหญ่เท่าใดหรือยาวเท่าใด ผู้นั้นก็จะสวยมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าอีกด้วย

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ :

    ห้ามนึ่งข้าวเหนี่ยวหรือทำข้าวต้มมัด

              ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่บ้านห้วยปูแกงจะไม่นึ่งข้าวเหนียวหรือทำข้าวต้มมัด เนื่องจากเมื่อนานมาแล้วมีคนนึ่งข้าวเหนียวแล้วเผลอหลับไปทำให้ไฟไหม้บ้าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ก็จะไม่นึ่งข้าวเหนียวและไม่ทำข้าวต้มมัดกันอีกเลย หากคราใดที่ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่อยากกินข้าวเหนียว หรืออยากกินข้าวต้มมัดก็จะจ้างหรือขอให้ชนเผ่าอื่นๆ ที่อยู่บ้านใกล้เคียงกันนึ่งข้าวเหนียวหรือทำข้าวต้มมัดให้กิน

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธี :

    บาทหลวง

  • พิธีกรรมสำคัญ :

    คริสต์มาส

              กะเหรี่ยงหูใหญ่ในปัจจุบันไม่หลงเหลือประเพณีดั้งเดิมของชนเผ่า เนื่องจากการถูกกลืนกินทางวัฒนธรรม คงเหลือไว้แต่เพียงการจัดงานวันคริสต์มาส ตามวัฒนธรรมและประเพณีของศาสนาคริสต์เท่านั้นโดยจะมีการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงการประสูติของพระเยซู ซึ่งจะมีการจัดงานร่วมกับชนเผ่าอื่นๆ และหมู่บ้านอื่นๆ เป็นประจำทุกปี 

    ก่อนจะถึงวันคริสมาสต์จะมีขบวนเด็กและเยาวชนร่วมเดินทางออกไปร้องเพลงตามบ้านต่างๆ ผลัดเปลี่ยนไปตามหมู่บ้าน เพื่อขอรับบริจาคเงินร่วมสนับสนุนการจัดงานคริสต์มาสวันคริสต์มาส ก็อาจจะมีการจัดงานรวมกันที่ใดที่หนึ่ง และอาจมีการจัดแยกออกไปต่างหากเพื่อเฉลิมฉลองและระลึกถึงการประสูติของพระเยซู ต่างร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส

  • การทำนาย โหราศาสตร์/ไสยศาสตร์ :

    ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ยังคงมีการทำนายอนาคตหรือเหตุการณ์ล่วงหน้าด้วยการดูกระดูกไก่เหมือนดังเช่นกะเหรี่ยงในหลายๆ เผ่า ทั้งนี้มีการผูกโยงกับคริสต์ศาสนา ว่าพระเจ้าได้มอบหนังสือมาให้ แต่ไก่ได้จิกกินหนังสือเล่มนั้นจนหมด ดังนั้นความรู้และปัญญาต่างๆ จึงอยู่ในไก่ และจะอยู่ในกระดูกไก่ เวลาจะทำอะไรจึงต้องถามหรือดูกระดูกไก่ก่อน

  • นิทาน :

    ประกวด

              เมื่อก่อนนั้นกะเหรี่ยงชนเผ่าต่างๆ ยังเป็นพี่น้องกัน ทุกคนแต่งตัวเหมือนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งมีการประกวด ว่าใครจะสวยงามกว่าใคร ซึ่งจากการประกวดนั้น ชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาวก็ไปหาห่วงมาใส่คอเอาผ้ามาผูกผม เอาห่วงมาใส่แขนใส่ขา แต่ไม่ได้เน้นเสื้อผ้า เสื้อผ้าเลยเป็นสีขาว ส่วนเผ่าอื่นๆ ก็ต่างพยายามแต่งตัวให้สวยที่สุด หาวิธีต่างๆ เพื่อให้ตัวเองดูสวยที่สุด กะเหรี่ยงหูใหญ่ก็เจาะหูแล้วเอาห่วงมาใส่ตุ้มหู แต่ละคนต่างก็แต่งตัวแตกต่างกันออกไป แต่ผู้ชายไม่ค่อยได้ใส่ใจเลยแต่งตัวเหมือนๆ กัน ซึ่งจากการใส่ห่วงที่คอทำให้กระเหรี่ยงคอยาวชนะการประกวดในครั้งนั้น และทำให้เกิดชนเผ่าต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยผู้หญิงแต่ละเผ่าจะแต่งกายแตกต่างกัน แต่ผู้ชายจะแต่งกายคล้ายๆ กัน

  • ตำนาน :

    ตำนานการเกิดของกะเหรี่ยง

    สมัยก่อนมีนางฟ้า มีสวรรค์ ครั้งหนึ่งดินที่โลกอบอวลหอมฟุ้ง นางฟ้าได้กลิ่นทนไม่ไหวลงมากินดินที่โลกมนุษย์ กินแล้วฤทธิ์เสื่อมบินกลับสวรรค์ไม่ได้ ต่อมาท้องเกิดลูก 7 คน กะเหรี่ยงเป็นพี่ชายคนโต น้อง ๆ มี เจ๊ก ฝรั่ง มอญ ฯลฯ  วันหนึ่งเมื่อพ่อเจ้า (Father-God) ใกล้จะตาย ได้เรียกลูกทั้งหลายเข้าไปใกล้เตียงนอนเพื่อมอบคัมภีร์ให้ พี่น้องมากัน 6 คน คนโตที่สุดคือกะเหรี่ยงไม่ได้มา เพราะมัวยุ่งกับงานคือถางหญ้าในไร่ เมื่อพี่น้อง 6 คน มาถึงพ่อเจ้าก็ตายและมอบคัมภีร์ไว้ โดยมอบให้ลูกคนเล็กเก็บรักษาและนำไปให้พี่ชายคนโต ลูกชายคนเล็กสุดเห็นว่าคัมภีร์มีค่ามากและสามารถรู้เหตุการณ์เบื้องหน้าได้ จึงอยากได้ไว้เป็นของตน จึงลอกคัมภีร์อีก 1 ชุด ทำด้วยหนังสัตว์ ส่วนของพี่ชายคนโตที่เขาเก็บต้นฉบับไว้เป็นแผ่นทำด้วยทองคำ เขาบอกให้พี่ชายรับคัมภีร์ไป แต่พี่ชายมัวยุ่งกับการถางหญ้าเลยบอกให้น้องชายวางคัมภีร์โดยแขวนไว้บนกิ่งไม้ น้องชายคนสุดท้องจึงวางคัมภีร์โดยแขวนไว้บนกิ่งไม้ดังพี่ชายสั่ง และเขาก็กลับไปด้วยความดีใจ
              ในตลอดฤดูฝนพี่ชายคนโตก็ลืมคัมภีร์คงทิ้งแขวนไว้บนต้นไม้ จนกระทั่งสิ้นสุดฤดูฝนจึงจำได้ว่าเขาทิ้งให้คัมภีร์แขวนไว้บนต้นไม้จึงรีบไปดูคัมภีร์ที่ต้นไม้แต่คัมภีร์แผ่นหนังสัตว์นั้นอักษรบนคัมภีร์ชำรุดหมดแล้ว เพราะพวกนกได้ลากทึ้งลงสู่พื้นล่างและถูกสุนัขกัดจนเละ เขาโกรธแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงโค่นต้นไม้นำมาเผาเป็นถ่าน ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าพวกเขาได้รับพรสวรรค์ในการทำนายอนาคต เขาจึงใช้การอ่านจากรอยข่วนในถ่าน พบว่าการทำนายเหตุการณ์ในอนาคตบางส่วนถูกต้อง ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นว่าการอ่านของเขามีเหตุผลอย่างถูกต้องถ้าเขาใช้กระดูกไก่ เพราะรอยเขี่ยของไก่คล้ายรอยข่วนในถ่าน และตัวอักษรที่เห็นในคัมภีร์ก่อนเผาก็คล้ายรอยเขี่ยของไก่ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มฆ่าไก่เพื่อเอากระดูกไก่มาทำนายอนาคต

     

    ร้อยหู

              เมื่อก่อนมีศึกสงครามเกิดขึ้น มีการสู้รบและชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ก็แพ้สงครามและโดนจับได้ ทางข้าศึกก็กลัวว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จะหนี จึงเจาะหูและร้อยด้วยเชือกเพื่อที่จะหนีไม่ได้ ทำให้ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ต้องเจาะหูมาจนทุกวันนี้

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ :

     กฎระเบียบของโรงเรียนที่เข้มงวด

              เมื่อชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาแล้ว หลายๆ โรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาจะไม่อนุญาตให้เด็กนักเรียนใส่ต่างหู โดยไม่ได้คำนึงถึงเอกลักษณ์หรือวัฒนธรรมประเพณีของเด็กนักเรียน ซึ่งหากชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ไม่ได้ใส่ต่างหูแล้ว หูก็จะห้อยลงมำให้ดูน่าเกลียด ซึ่งเมื่อเพื่อนเห็นก็จะรังเกียจและมีการล้อเลียน ทำให้เด็กชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่บางคนเลือกที่จะศึกษาต่อใน กศน. หรือเลือกที่จะเย็บหูของตนเอง ทำให้ปัจจุบันชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ที่เจาะหูของตนเองลดจำนวนลง

    สิทธิเสรีภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐาน

              ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่หลายคนยังอยู่ในสถานะ “ผู้อพยพหนีภัยสงคราม” ซึ่งเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ยังไม่ได้สัญชาติไทย ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ถูกกำหนดให้อยู่ในพื้นที่ ที่จำกัดเท่านั้น การจะเดินทางไปต่างจังหวัดมีระเบียบวิธีการที่ยุ่งยากมาก อีกทั้งสิทธิต่างๆ ยังไม่เท่าเทียมกับคนไทย หรือชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ด้วยกันที่ได้สัญชาติไทยแล้ว

    วัฒนธรรม ประเพณีสูญหาย เปลี่ยนแปลง หลงลืมวัฒนธรรม

              ด้วยจำนวนประชากรที่มีจำนวนไม่มาก ประกอบกับการอพยพย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ และมีแต่ศึกสงครามเรื่อยมา ทำให้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่ไม่ได้จัดประเพณีต่างๆ ประกอบกับหลายคนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก และบางส่วนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปแตสแตนท์ ทำให้ความเชื่อเรื่องภูติ ผี และวิญญาณลดลงไป ทำให้ปัจจุบันไม่หลงเหลือประเพณี จะมีก็เพียงแค่จัดงานวันคริสต์มาสในวันคริสมาสต์เท่านั้น แต่ก็จะร่วมประเพณีปอยต้นธี และปอยข้าวต้มร่วมกับชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาวเป็นประจำทุกปี ทำให้วิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีเปลี่ยนไปจากเดิม

    ตกเป็นสินค้า

              ในปัจจุบันชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่เริ่มออกจากพื้นที่ กระจายไปอยู่เชียงใหม่ เชียงราย เพื่อไปอยู่ยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ บางครอบครัวจะกระจัดกระจายกันออกไป พ่อไปอยู่ที่แห่งหนึ่ง แม่ไปอยู่ที่แห่งหนึ่ง ลูกสาวไปอยู่ที่แห่งหนึ่ง และลูกชายก็ไปอยู่อีกที่หนึ่ง การจะมาพบกันพร้อมหน้าพร้อมตาถือเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งที่นายจ้าง ซึ่งจะเรียกกันว่าแม่เลี้ยงอนุญาตให้ลูกจ้างลางานได้เพียงแค่เดือนละ 1 วันเท่านั้น

    การย้ายกลับถิ่นฐานเดิม

              ชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่บางส่วนได้มีการเดินทางไปมาระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า โดยหลายคนมีที่ดินและญาติพี่น้องอยู่ที่ประเทศพม่า และจากการที่สงครามในประเทศพม่าเริ่มสงบ หลายคนจึงเริ่มเดินทางกลับไปยังประเทศพม่า เพื่อไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมที่ไม่ต้องถูกกดขี่ หรือเอารัดเอาเปรียบ แถมทางการพม่ายังเรียกร้องให้ผู้ลี้ภัยสงครามเดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศให้เข้าไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ในประเทศ

     

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

    เนื่องจากประชากรกะเหรี่ยงหูใหญ่ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มาก เครือข่ายของชนเผ่ากะเหรี่ยงหูใหญ่จึงเป็นเครือข่ายในลักษณะของญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ยังไม่มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายที่ชัดเจน โดยที่ผ่านมาจะอิงอยู่กับชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาวตลอดมา

Access Point
No results found.