กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : จีนฮกจิว
  • ชื่อเรียกตนเอง : จีนฮกจิว , จีนฟุโจว
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : จีนฮกจิว , จีนฟุโจว
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูด : ภาษาไทยท้องถิ่นใต้ , ภาษาไทยกลาง , ภาษาจีนฮกจิว , ภาษาจีนกลาง ภาษาเขียน : ภาษาไทย , ภาษาจีนกลาง
  • มิติทางประวัติศาสตร์ :

              จากการศึกษาชาวจีนฮกจิวของปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา [1] พบว่า ก่อนที่ชาวจีนฮกจิวจากเมืองฝูโจวจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนสยาม ชาวจีนกลุ่มนี้ได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในมลายาก่อน ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวจีนฮกจิวในมลายาปรากฏหลักฐานว่าในพ.ศ.2445 (ค.ศ.1902) ได้มีชาวจีนฮกจิวจำนวนหนึ่งอพยพครั้งใหญ่เข้าไปสู่เมืองซีเทียวัน (Sitiawan) รัฐเประ (Parak) ดินแดนมลายา [2] ภายใต้โครงการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในเมืองซิเทียวัน โดยมีสำนักข้าหลวงอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มโครงการ มอบหมายให้คณะบาทหลวงคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์รับเป็นผู้ดำเนินการ ลักษณะการดำเนินโครงการได้มีการจัดสรรที่ดินแรกเริ่มจำนวน 200 เอเคอร์ หรือประมาณ 500 ไร่ [3] และได้มีการชักชวนหรือจ้างแรงงานชาวจีนฮกจิวจากฝูโจวเข้ามาทำงานโดยมีการแบ่งที่ดินให้ครอบครองทำกิน [4]

              เมื่อแรกเริ่มโครงการตั้งเป้าหมายไว้ในการเพาะปลูกข้าว ทว่าผลผลิตข้าวกลับไม่ได้น่าพึงพอใจ ต่อมาจึงเริ่มให้มีการปรับเปลี่ยนที่ดินไปปลูกยางพารา พืชเศรษฐกิจตัวใหม่แทนในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งในระหว่างการรอการเก็บเกี่ยวผลผลิตชาวฮกจิวต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมาก เนื่องจากยางพาราต้องใช้เวลาประมาณ 6- 7 ปี กว่าต้นจะโตพอกรีดเก็บน้ำยางได้ ซึ่งในระหว่างนั้นพวกเขาต้องอาศัยการปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์เพื่อประทังชีวิต

              จนในราวพ.ศ.2458 ยางพาราเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชุมชนชาวจีน    ฮกจิวในบริเวณนั้นต่างเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามไป และคงมีการชักชวนชาวจีนฮกจิวให้เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองนี้ ย่อมทำให้มีชาวจีนฮกจิวจำนวนเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

              ทว่าการเพิ่มจำนวนขึ้นของกลุ่มชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองซีเทียวัน ต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนที่ดินทำกิน เนื่องจากรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษสงวนที่ดิน[5] สำหรับชาวมลายูซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศ ประกอบกับอาจด้วยเหตุผลเริ่มแรกของการเปิดโครงการพัฒนาที่ดินเมืองซิเทียวันนี้ตั้งแต่เริ่มแรกก็มีเนื้อที่ดินโครงการจำนวนจำกัด การถือครองที่ดินสำหรับชาวจีนฮกจิวจึงถูกจำกัดไปในตัว

              ชาวจีนฮกจิวส่วนหนึ่งจึงเริ่มแสวงหาโอกาสให้กับชีวิตในดินแดนใหม่อีกครั้ง ซึ่งพวกเขามีเฉพาะแรงกายมาใช้แรงงานแลกค่าตอบแทนเพื่อความหวังในชีวิตที่ดีกว่า ชีวิตในการบุกเบิกสวนยางพาราในซีเทียวัน วันเวลาของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้ทำให้พวกเขาเป็นชาวสวนยางพาราที่มีทักษะ ความชำนาญ และสิ่งนี้จะเป็นสิ่งสำคัญนำพาเขาสู่การบุกเบิกพื้นที่ทำกินใหม่บนดินแดนแห่งใหม่อีกครั้ง

     

    [1] ปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา.  (2553).  ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวในภาคใต้ของประเทศไทย : กรณีศึกษาชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช.

    [2]S.H. Khoo, G. Cho, and K.E. Chan. SPATIAL ASPECTS OF FOOCHOW SETTLEMENT IN WEST MALAYSIA WITH SPECIAL REFERENCE TO SITIAWAN, PERAK, SINCE 1902. In Asian Studies. Vol.X No.1, April 1972.  p.77. , Lim Teck Ghee.  (1977).  Peasants and their Agricultural Economy in Colonial Malaya, 1874-1941. p. 79. , สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ.  (2544).  จีนทักษิณ : วิถีและพลั.  หน้า 258.   

    [3]1 เอเคอร์(Acres) = 2 ไร่ครึ่ง = 2 ไร่ 200 ตารางวา

    [4]http://ing-expressionsherenthere.blogspot.com/2011/02/foochows-of-sitiawan-1.html.

    [5]อังกฤษก็มีความต้องการให้ชาวมลายูดำรงชีพด้วยการประกอบอาชีพแบบดั้งเดิม เห็นได้จากการออกกฎหมายคุ้มครองและสงวนที่ดินให้แก่ชาวมลายู ค.ศ.1913 (Reservation Enactment) กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ชาวมลายูผูกติดอยู่กับที่ดินในชนบทและประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยอังกฤษตระหนักถึงปัญหาการสูญเสียที่ดินให้แก่ชาวต่างชาติกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวก็เป็นการสงวนที่ดินซึ่งยังไม่มีผู้ถือครอง หรือเป็นที่ดินใหม่ซึ่งมีสภาพเป็นป่ารกร้างและไม่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังยกเว้นที่ดินซึ่งมีแร่ธาตุให้จัดอยู่นอกการสงวน (ชาวอังกฤษและชาวจีนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้) แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ในการคุ้มครองและสงวนที่ดินให้แก่ชาวมลายู แต่ก็เป็นที่ดินที่มิได้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก  (กรุณา กาญจนประภากูล.  (2537).  วิวัฒนาการของความคิดเห็นเกี่ยวกับคําว่า เมอลายูในประวัติศาสตร์มลายู. หน้า 57.) /นโยบายสงวนที่ดินสำหรับคนพื้นเมืองมลายู และกีดกันคนชาติอื่นๆ ของรัฐบาล มลายานั้น การสัมภาษณ์บอกว่ากำหนดให้ชาวจีนถือครองที่ดินได้ไม่เกินคนละ 7 ไร่ (นายเมธา เอื้อนนทัช, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 397/1 ม.2 ต.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2553.)

  • อื่น ๆ :

    ภาษาจีนกลางจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาจีน-ธิเบต เป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไปของชาวฮั่น ขณะที่อาณาเขตของแผ่นดินจีนกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบด้วยประชากรที่มีภาษาถิ่นเฉพาะท้องถิ่นตน ซึ่งใช้ติดต่อสื่อสารเฉพาะพื้นที่ ภาษาถิ่นของชาวจีนฮกจิวซึ่งอาศัยบริเวณมณฑลฝูเจี้ยนเรียกว่า ภาษาหมิ่น [1] ภาษาถิ่นเป็นภาษาที่ซับซ้อนมาก ภาษาถิ่นแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันด้านสำเนียง การใช้คำศัพท์ และไวยากรณ์ จึงมีการใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษามาตรฐานของชาวจีน [2]

    ในที่นี้ขอยกตัวอย่างตารางเปรียบเทียบคำอ่านภาษาไทยกลาง ภาษาไทยท้องถิ่นใต้ และภาษาจีนฮกจิว ให้เห็นพอสังเขป [3] ดังนี้

     

    ภาษาไทยกลาง

    ภาษาไทยท้องถิ่นใต้

    ภาษาจีนฮกจิว

    พ่อ

    พ่อ

    อะป๊า

    แม่

    แม่

    อะแน , อะม้า

    ปู่

    ปู่

    อะกุ๊ง

    ย่า

    ย่า

    อะม่า

    ตา

    พ่อเฒ่า

    งวยฮุ้ง

    ยาย

    แม่เฒ่า

    ม้วยมา

    พี่ชาย

    พี่บ่าว

    อะก๊อ

    พี่สาว

    พี่สาว

    อะจี

    น้องชาย

    น้องบ่าว

    อะเตี๋ย

    น้องสาว

    น้องสาว

    อะม่วย

    กินข้าว

    กินข้าว

    เสี๊ยะป๋วง

    อาบน้ำ

    อาบน้ำ

    เจิ่งจือ

    นอน

    นอน

    คงมิ๊ง

    ไป

    ไป

    เคื่อ

    มา

    มา

    ลี

     

    [1]ภาษาหมิ่น เป็นภาษาถิ่นบริเวณมณฑลฝูเจี้ยน เขตแต้จิ๋วและซัวเถาของมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำ และไต้หวัน

    [2] วิทยาลัยภาษาจีนปักกิ่ง , มหาวิทยาลัยครูหนานจิง , มหาวิทยาลัยครูอันฮุย.  (2550).  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศจีน. หน้า 282-283.

    [3]นายเสริมศักดิ์ ถาวรวงศา เป็นผู้ให้ข้อมูลคำอ่านภาษาจีนฮกจิว, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 184 ม.4 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2561

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย  สิรีธร  ถาวรวงศา  นักศึกษาปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

    ปีงบประมาณ 2560, วันที่อัพโหลด : 24 กันยายน 2561, แก้ไขข้อมูล : 6 สิงหาคม 2562 

     

    บรรณานุกรม

    กรุณา กาญจนประภากูล.  (2537).  วิวัฒนาการของความคิดเห็นเกี่ยวกับคําว่าเมอลายูใน

    ประวัติศาสตร์มลายู. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. อักษรศาสตร์ (ประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้) มหาวิทยาลัยศิลปากร.

    ปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา. (2553). ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวใน

    ภาคใต้ของประเทศไทย : กรณีศึกษาชุมชน ชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ:  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม.

    ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2535).  ทุนสิงคโปร์ : การผูกขาดตลาดยางพาราและดีบุกไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2546).  ทุนจีนปักษ์ใต้ : ภูมิหลังเบื้องลึกทุนใหญ่โพ้นทะเล. กรุงเทพฯ : ทิปปิ้ง พอยท์.

    วิทยาลัยภาษาจีนปักกิ่ง , มหาวิทยาลัยครูหนานจิง , มหาวิทยาลัยครูอันฮุย.  (2550).  ความรู้ทั่วไป

    เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเทศจีน. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.

    สุรชาติ ชื่นโชคสันต์.  (2544).  อนุสรณ์ฉลองครบรอบ 10 ปี สมาคมฟุโจวประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย.

    สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์; ดิลก วุฒิพาณิชย์; และประสิทธิ์ ชิณการณ์.  (2554).  จีนทักษิณ : วิถีและพลัง. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

    แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย.  (2554).  กตัญญูในกงเต๊กและกงเต๊กในกตัญญู : พิธีกงเต๊กในสังคมไทยและสังคมโลก.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลตำบลนาบอน พ.ศ.2560-2564. สืบค้นจาก https://www.naboncity.go.th/index.php

    Lim Teck Ghee.  (1977).  Peasants and their Agricultural Economy  in Colonial Malaya, 1874-1941. Oxford University Press, Kuala Lumpur

    S.H. Khoo, G. Cho, and K.E. Chan. SPATIAL ASPECTS OF FOOCHOW SETTLEMENT IN  

    WEST MALAYSIA WITH SPECIAL REFERENCE TO SITIAWAN, PERAK, SINCE 1902.  In Asian Studies. Vol.X No.1, April 1972.  

     เอกสารอ้างอิงอื่น ๆ

    ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ.  (2536).  แลใต้สี่ทศวรรษ : การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมและ

    พัฒนาการทางการเมือง (ในช่วงเวลา 2490-2536). เอกสารประกอบการประชุมวิชาการประจำปี 2536 ปัญหาท้าทายของสังคมไทย : ใครจะได้อะไร อย่างไร.

    ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และพูนศักดิ์ ชานิกรประดิษฐ์.  (2540).  เศรษฐกิจหมู่บ้านภาคใต้ฝั่งตะวันออกในอดีต. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. 

    ชลิตา บัณฑุวงศ์ และอนุสรณ์ อุณโณ.  (2546).  พลวัตเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ตอนบนฝั่งตะวันออก : กรณีศึกษา 4 พื้นที่. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

    ดรุณี แก้วม่วง และคณะ.  (2542).  “จีน : ผู้คนและวัฒนธรรมในภาคใต้” ใน สารานุกรมภาคใต้ เล่ม 4. กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ธนาคารไทยพาณิชย์.

    ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2519).  นโยบายของรัฐบาลที่มีต่อชาวจีนในประเทศไทย (พ.ศ. 2475-2500). กรุงเทพฯ : แผนกวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.

    วิชิต กาฬกาญจน์.  (2528).  นโยบายการผลิตและการค้ายางพาราในภาคใต้ของไทย. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

    สกินเนอร์, จี. วิลเลียม.  (2548).  สังคมจีนในประเทศ ไทย : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์. แปลโดย

    พรรณี ฉัตรพลรักษ์ และคณะ. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

    สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย.  (2554). กรุงเทพฯ: สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย. 

    สงบ ส่งเมือง.  (2546).  เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านภาคใต้ในรอบห้าทศวรรษที่ผ่านมา. กรุงเทพฯ: สถาบันวิถีทรรศน์.

    สุวรรณ ทิพยกุล และคณะ.  (2512).  สถานการณ์ยางธรรมชาติของประเทศไทยในปัจจุบัน. กรุงเทพฯ:  กองเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร.

    สุรชาติ ชื่นโชคสันต์.  (2553).  ตำนานเสื่อผืนหมอนใบ: สุดยอดหัวใจคนสู้ชีวิต.  กรุงเทพฯ: สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย.

    หลิน ปัน.  (2540).  อึ่งตี่เกี้ย : เรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลก. แปลโดย เกษียณ เตชะพีระ.  กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

    Dibble, Charles Ryder.  (1983).  The Chinese in Thailand against the background of Chinese-Thai relations. Ann Arbor, Mich. : University Microfilms International.

    Purcell, Victor.  (1960).  The Chinese in modern Malaya. Singapore : D. Moore.

    _______.  (1965).  The Chinese in Southeast Asia. London : Oxford University Press.

    ผู้ให้สัมภาษณ์

    นายไชยยงค์ ศานติตานนท์, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 396 ม.11 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 6 และ 12 เมษายน พ.ศ.2554

    พระครูอรรถธรรมวัฏร (อภิพงศ์ ปุณฺณธมฺโม), สัมภาษณ์ที่วัดพิศิษฐ์อรรถาราม ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 13 ‎พฤษภาคม ‎พ.ศ.2561     

    นายเมธา เอื้อนนทัช, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 397/1 ม.2 ต.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมพ.ศ.2553

    นายวิทวัส หวังธนานุรักษ์, สัมภาษณ์ที่ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 13 ‎พฤษภาคม ‎พ.ศ.2561  

    นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์, สัมภาษณ์ที่ศาลเจ้าไซกง,  เมื่อวันที่ 10-11 เมษายน พ.ศ.2554, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 178 ม.3 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2554  และสัมภาษณ์ที่ สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ต.นาบอน อ.นาบอน จ. นครศรีธรรมราช, เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2554

    นายเสริมศักดิ์ ถาวรวงศา, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 184 ม.4 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2561       

    นางสุดซึ้ง ผกาวรรณ. อายุ 68 ปี. สัมภาษณ์ที่โบสถ์คริสต์นาบอน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2560.

    นายอุดม วัชรวิจิตร, สัมภาษณ์ที่โรงเรียนสหมิตรบำรุง ต.นาบอน อ.นาบอน จ. นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2561  

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ได้สัญชาติ ไม่ได้สัญชาติ ละติจูด ลองติจูด ลิงก์
นครศรีธรรมราช นาบอน นาบอน นาบอน10832774277408.270512199.5893378
  • ประวัติ/ที่มา :

    ประวัติและที่มา        

              จากการศึกษาชาวจีนฮกจิวของปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา[1] พบว่า ก่อนที่ชาวจีนฮกจิวจากเมืองฝูโจวจะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนสยาม ชาวจีนกลุ่มนี้ได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนมลายา[2]ก่อน ถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของชาวจีนฮกจิวในดินแดนมลายาปรากฏหลักฐานว่าในพ.ศ.2445 (ค.ศ.1902) ได้มีชาวจีนฮกจิวจำนวนหนึ่งอพยพครั้งใหญ่เข้าไปสู่เมืองซีเทียวัน (Sitiawan) รัฐเประ (Parak) ดินแดนมลายา[3] ภายใต้โครงการบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในเมืองซิเทียวัน โดยมีสำนักข้าหลวงอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มโครงการ มอบหมายให้คณะบาทหลวงคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์รับเป็นผู้ดำเนินการ ลักษณะการดำเนินโครงการได้มีการจัดสรรที่ดินแรกเริ่มจำนวน 200 เอเคอร์ หรือประมาณ 500 ไร่[4] และได้มีการชักชวนหรือจ้างแรงงานชาวจีนฮกจิวจากฝูโจวเข้ามาทำงานโดยมีการแบ่งที่ดินให้ครอบครองทำกิน[5]

              เมื่อแรกเริ่มโครงการตั้งเป้าหมายไว้ในการเพาะปลูกข้าว ทว่าผลผลิตข้าวกลับไม่เป็นที่น่าพึงพอใจ ต่อมาจึงเริ่มให้มีการปรับเปลี่ยนที่ดินสำหรับปลูกยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แทน จนในราวพ.ศ.2458 ยางพาราให้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ ทำให้ชุมชนชาวจีนฮกจิวในบริเวณนั้นต่างเริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงมีการชักชวนชาวจีนฮกจิวให้เข้ามาทำสวนยางพาราเพิ่มมากขึ้น ทว่าการเพิ่มจำนวนขึ้นของชาวจีนฮกจิวที่อาศัยอยู่ในเมืองซีเทียวันต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนที่ดินทำกิน เนื่องจากรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษสงวนที่ดิน[6] สำหรับชาวมลายูซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเท่านั้น เพราะถือว่าเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ในประเทศ ประกอบกับอาจด้วยเหตุผลเริ่มแรกของการเปิดโครงการพัฒนาที่ดินเมืองซีเทียวันนี้ตั้งแต่เริ่มแรกก็มีเนื้อที่ดินโครงการจำนวนจำกัด การถือครองที่ดินสำหรับชาวจีนฮกจิวจึงถูกจำกัดไปในตัว ต่อมาเมื่อมีข่าวแพร่สะพัดว่ารัฐบาลสยามเปิดโอกาสให้ชาวจีนสามารถจับจองที่ดินทำกินเพื่อเกิดประโยชน์ต่อแผ่นดินสยาม ชาวจีนฮกจิวจึงอพยพและบุกเบิกพื้นที่ทำกินในดินแดนใหม่อีกครั้ง

     

    [1] ดูรายละเอียดเพิ่มใน ปิยชาติ สึงตี และสิรีธร ถาวรวงศา.  (2553).  ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกลุ่มชาวจีนฮกจิวในภาคใต้ของประเทศไทย : กรณีศึกษาชุมชนชาวจีนฮกจิว อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช.

    [2] ดินแดนมลายา (Malaya) เป็นคำที่ใช้เรียกรัฐบนคาบสมุทรมลายู ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมอังกฤษ ปัจจุบันหมายถึงประเทศมาเลเซีย

    [3]S.H. Khoo, G. Cho, and K.E. Chan. Spatial Aspects of Foochow Settlement in West Malaysia with Special Reference to Sitiawan, Perak, since 1902. In Asian Studies. Vol.X No.1, April 1972.  p.77. , Lim Teck Ghee.  (1977).  Peasants and their Agricultural Economy in Colonial Malaya, 1874-1941. p. 79. , สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ.  (2544).  จีนทักษิณ : วิถีและพลัง.  หน้า 258.   

    [4]1 เอเคอร์(Acres) = 2 ไร่ครึ่ง = 2 ไร่ 200 ตารางวา

    [5]http://ing-expressionsherenthere.blogspot.com/2011/02/foochows-of-sitiawan-1.html.

    [6]อังกฤษก็มีความต้องการให้ชาวมลายูดำรงชีพด้วยการประกอบอาชีพแบบดั้งเดิม เห็นได้จากการออกกฎหมายคุ้มครองและสงวนที่ดินให้แก่ชาวมลายู ค.ศ.1913 (Reservation Enactment) กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ชาวมลายูผูกติดอยู่กับที่ดินในชนบทและประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยอังกฤษตระหนักถึงปัญหาการสูญเสียที่ดินให้แก่ชาวต่างชาติกลุ่มอื่น อย่างไรก็ตามกฎหมายดังกล่าวก็เป็นการสงวนที่ดินซึ่งยังไม่มีผู้ถือครอง หรือเป็นที่ดินใหม่ซึ่งมีสภาพเป็นป่ารกร้างและไม่มีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังยกเว้นที่ดินซึ่งมีแร่ธาตุให้จัดอยู่นอกการสงวน (ชาวอังกฤษและชาวจีนจึงมีสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้) แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ในการคุ้มครองและสงวนที่ดินให้แก่ชาวมลายู แต่ก็เป็นที่ดินที่มิได้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเท่าใดนัก  (กรุณา กาญจนประภากูล.  (2537).  วิวัฒนาการของความคิดเห็นเกี่ยวกับคําว่า เมอลายูในประวัติศาสตร์มลายู. หน้า 57.) /นโยบายสงวนที่ดินสำหรับคนพื้นเมืองมลายู และกีดกันคนชาติอื่นๆของรัฐบาลมลายานั้น ข้อมูลการสัมภาษณ์บอกว่ากำหนดให้ชาวจีนถือครองที่ดินได้ไม่เกินคนละ 7 ไร่ (นายเมธา เอื้อนนทัช, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 397/1 ม.2 ต.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2553)

     

    ภาพที่ 1 แผนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มา : กรมทรัพยากรธรณี.  (2550).  การจำแนกเขตเพื่อการจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดนครศรีธรรมราช. กรุงเทพฯ : กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. หน้า 7.

    ภาพที่ 1 แผนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ที่มา : กรมทรัพยากรธรณี.  (2550).  การจำแนกเขตเพื่อการจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี จังหวัดนครศรีธรรมราช.

    กรุงเทพฯ : กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. หน้า 7.

    มิติทางประวัติศาสตร์

              การอพยพของชาวจีนฮกจิวกลุ่มแรกเข้าสู่ดินแดนสยามเริ่มต้นขึ้นในราวพ.ศ.2468 ภายหลังการสร้างทางรถไฟสายใต้เสร็จสิ้นลงแล้ว การอพยพโยกย้ายเข้าสู่สยามของชาวจีนฮกจิวจากเมืองซีเทียวันมายังชุมชนนาบอนในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ นโยบายจำกัดการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ หมายรวมถึงชาวจีนไม่ให้ครอบครองที่ดินเกินกว่า 7 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลอาณานิคมมลายาสงวนไว้ให้กับชาวมลายูซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินมลายา และนโยบายการสร้างทางรถไฟสายใต้ของสยามเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายเหนือของมลายาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1[1] จากปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้นประกอบกับนโยบายการพัฒนาของสยามประเทศขณะนั้น ที่เกิดขึ้นร่วมกับการพัฒนาและทางรถไฟ อันต้องการให้มีการบุกเบิกที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่ทำการเพาะปลูก ด้วยการให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือครองที่ดินได้คนละประมาณ 50 ไร่[2] หากต้องการมากกว่านั้นสามารถหาซื้อเพิ่มเองได้

              เมื่อข่าวเรื่องรัฐบาลสยามอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินได้คนละ 50 ไร่ แพร่สะพัดไปจนถึงดินแดนใกล้เคียง สิ่งนี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันจูงใจให้ชาวจีนฮกจิวอพยพเดินทางจากมลายาเข้ามาในยังดินแดนสยาม จากการศึกษาข้อมูลพบว่าชาวจีนฮกจิวกลุ่มแรกเข้าสู่ดินแดนสยามในราวพ.ศ.2468 นำโดยนายลิ่งจื๊อป้อ นายลาวฮวาลิ่ง นายพ้างมิงอู้ และนายกงกว่างจั๊ว[3] ขณะที่กลุ่มชาวจีนฮกจิวถัดมาได้เดินทางมายังชุมชนนาบอนในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในราวพ.ศ.2473 ประกอบด้วย นายอุนจิว แซ่ผ่าง นายหว่าเจง แซ่เล่า นายจุงเกือ แซ่อึ่ง นายเค้งฮุย แซ่อึ่ง นายเจี้ยกุ่ย แซ่ติ่ง นายเจี๊ยะเซียว แซ่ติ่ง นายอีคุ้ง แซ่ติ่ง นายแป๊ะซือ แซ่ฮู่ นายกุงไท้ และนายเรืองลึก[4]  

              การเดินทางเข้าสู่ดินแดนสยามของชาวฮกจิวกลุ่มแรกๆนั้น เดินทางโดยทางรถไฟจากมลายาเข้ามาลงสถานีรถไฟหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขึ้นรถไฟอีกขบวนมายังสถานีชุมทางทุ่งสง (จังหวัดนครศรีธรรมราช) และนั่งรถไฟต่อไปยังสถานีคลองจัง และเดินเท้าต่อจากสถานีคลองจังเข้าไปสำรวจพื้นที่และเริ่มตั้งถิ่นฐานในชุมชนนาบอน ด้วยสภาพภูมิประเทศของชุมชนนาบอนเป็นพื้นที่ราบซึ่งเหมาะแก่การทำสวนยางพารา ชาวจีนฮกจิวซึ่งมีทักษะและความรู้ในการทำสวนยางพาราจากมลายามาก่อน จึงได้ลงหลักปักฐานจับจองพื้นที่และบุกเบิกการทำสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช และก่อเกิดเป็นชุมชนชาวจีนฮกจิวโพ้นทะเลในดินแดนสยาม

              หลังจากชาวจีนฮกจิวกลุ่มแรกๆได้ตั้งถิ่นฐานในชุมชนนาบอน ชาวจีนฮกจิวกลุ่มต่อๆมาก็อพยพจากดินแดนมลายาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในชุมชนจันดี (ปัจจุบันคือ บ้านคลองจันดี ตำบลจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเป็นชุมชนที่มีพื้นที่รอยต่อติดกับชุมชนนาบอน ประกอบกับมีเส้นทางรถไฟตัดผ่าน ชาวจีนฮกจิวรุ่นต่อๆมาจึงเดินทางด้วยรถไฟเพื่อมาจับจองพื้นที่ในชุมชนจันดีเช่นเดียวกับชาวจีนฮกจิวที่อพยพมาจับจองพื้นที่อยู่ก่อนแล้วในชุมชนนาบอน กระทั่งเมื่อกาลเวลาผ่านไปลูกหลานชาวจีนฮกจิวขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ทำกินมีอยู่จำกัด ประกอบกับในพ.ศ.2503 สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 และตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวในการผลิตพืชพาณิชย์ยางพาราอย่างเข้มข้น ลูกหลานของชาวจีน ฮกจิวจากชุมชนนาบอนและชุมชนจันดีจึงกระจายตัวไปจับจองพื้นที่เพื่อทำสวนยางพารายังพื้นที่แห่งใหม่ ในต้นทศวรรษ 2500 ลูกหลานของชาวจีนฮกจิวจากชุมชนนาบอนและจันดีกระจายตัวไปยังพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร , บ้านมาบอำมฤต อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และจังหวัดระยอง ก่อเกิดเป็นชุมชนชาวจีนฮกจิวแห่งใหม่ ซึ่งลูกหลานของชาวจีนฮกจิวเหล่านี้ล้วนแต่ใช้ทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ในการทำสวนยางพารามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ประกอบกับการเล็งเห็นโอกาสในการสร้างตัวจากการทำสวนยางพาราจึงเคลื่อนย้ายครัวเรือนเข้าไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินยังพื้นที่แห่งใหม่ นอกจากนี้ลูกหลานชาวจีนฮกจิวก็ยังกระจายตัวอาศัยยังพื้นที่ต่างๆทั่วภาคใต้ อาทิ จังหวัดสุราษฎร์ธานี , จังหวัดภูเก็ต , จังหวัดตรัง และกรุงเทพฯ รวมถึงพื้นที่ที่การทำสวนยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคเหนือ

              แม้ว่าชาวจีนฮกจิวจะกระจายตัวออกไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศไทย แต่ก็ยังมีการสานสัมพันธ์ผ่านระบบ “ความสัมพันธ์เครือญาติและเครือญาติเสมือน” ระหว่างกันทั้งภายในชุมชนและกับชุมชนชาวจีนฮกจิวที่นาบอน นอกจากนี้ชุมชนแห่งใหม่ที่ชาวจีนฮกจิวเข้าไปอาศัยอย่างเหนียวแน่นก็ได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งสมาคมจีนของชาวจีนฮกจิวขึ้นแต่ละสาขาอีกด้วย

     

    [1]ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2546).  ทุนจีนปักษ์ใต้: ภูมิหลังเบื้องลึกทุนใหญ่โพ้นทะเล. หน้า 21.

    [2]นายเมธา เอื้อนนทัช , สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 397/1 ม.2 ต.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช, เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2553

    [3]สุรชาติ ชื่นโชคสันต์.  (2544).  อนุสรณ์ฉลองครบรอบ 10 ปี สมาคมฟุโจวประเทศไทย. หน้า 88.

    [4]สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ และคณะ.  (2544). เล่มเดิม.  หน้า 258.

  • วิถีชีวิต :

    อัตลักษณ์

              ท่ามกลางบริบทสังคมโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ชาวจีนฮกจิวมีการปรับตัวเข้ากับสังคมวัฒนธรรมไทย จึงมีการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์จาก “ชาวจีนต่างด้าว” เป็น “ชาวไทยเชื้อสายจีน” และขานรับนโยบายต่างๆของรัฐไทยเพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองชาติไทย อาทิ การเปลี่ยนชื่อ แซ่ สัญชาติ การเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐไทย ฯลฯ รวมถึงการปฏิสัมพันธ์กับชาวไทยท้องถิ่นใต้ทั้งในชุมชนและต่างชุมชน จึงมีการใช้ภาษาไทยท้องถิ่นใต้และภาษาไทยกลางในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามการดำรงอัตลักษณ์ความเป็น “ชาวไทยเชื้อสายจีน” ปรากฏให้เห็นจากภาษาพูด ชาวจีนฮกจิวมีการสื่อสารภาษาจีนฮกจิวภายในครอบครัว เครือญาติ และเครือญาติเสมือน ทว่าปัจจุบันเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้รับการปลูกฝังและสื่อสารภาษาจีนฮกจิวในชีวิตประจำวันลดลง เนื่องจากเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐไทย และสัมพันธ์กับผู้คนภายนอกชุมชนมากขึ้น    

    อาชีพ

              ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนสยามด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลสยามต้องการให้ชาวจีนเป็นผู้เปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจด้วยการหักร้างถางพงป่ารกเพื่อทำสวนยางพารา และประสงค์จะใช้ทุนจีนโพ้นทะเลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสกัดกั้นอิทธิพลของทุนอังกฤษไม่ให้ขยายตัวเข้ามาบุกเบิกที่ดินสองข้างทางรถไฟสายใต้ ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ชาวจีนฮกจิวเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และอนุญาตให้จับจองพื้นที่สองข้างทางรถไฟบุกเบิกสวนยางพาราได้คนละไม่เกินคนละ 50-100 ไร่[1] ชาวจีนฮกจิวจึงบุกเบิกพื้นที่ป่าและขยายพื้นที่ทำสวนยางพาราในบริเวณอำเภอนาบอนและชุมชนโดยรอบอย่างแพร่หลาย

              ในช่วงแรกของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกพื้นที่ทำสวนยางพาราของชาวจีนฮกจิว ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในการทำสวนยางพารา ทำสวน ทำไร่ รับจ้างทั่วไป และค้าขาย กระทั่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำสวนยางพาราอย่างจริงจัง โดยการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เมื่อพ.ศ.2503 และออกพระราชกฤษฎีกาองค์การสวนยางพารา พ.ศ.2504 ทำให้ชาวจีนฮกจิวได้รับความรู้ด้านการทำสวนยางพาราจากรัฐมากขึ้น และสัมพันธ์กับตลาดที่กว้างไกลขึ้น ส่งผลให้ชาวจีนฮกจิวสามารถผันตนเองเป็นผู้ประกอบการค้ายางพาราที่หลากหลาย ทั้งการเป็นผู้ประกอบการร้านค้ารับซื้อยางพารา ผู้ประกอบการร้านค้าวัสดุการเกษตรเคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการโรงงานยางพาราแปรรูป เป็นต้น กระทั่งปัจจุบันพื้นที่อำเภอนาบอนได้พัฒนาเป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรมยางพาราที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดนครศรีธรรมราช

     

    [1]ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2535).  ทุนสิงคโปร์ : การผูกขาดตลาดยางพาราและดีบุกไทย. หน้า 70-71.

     

     อาชีพ

              ชาวจีนฮกจิวอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนสยามด้วยเงื่อนไขที่รัฐบาลสยามต้องการให้ชาวจีนเป็นผู้เปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจด้วยการหักร้างถางพงป่ารกเพื่อทำสวนยางพารา และประสงค์จะใช้ทุนจีนโพ้นทะเลเป็นเครื่องมือสำคัญในการสกัดกั้นอิทธิพลของทุนอังกฤษไม่ให้ขยายตัวเข้ามาบุกเบิกที่ดินสองข้างทางรถไฟสายใต้ ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ชาวจีนฮกจิวเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และอนุญาตให้จับจองพื้นที่สองข้างทางรถไฟบุกเบิกสวนยางพาราได้คนละไม่เกินคนละ 50-100 ไร่[1] ชาวจีนฮกจิวจึงบุกเบิกพื้นที่ป่าและขยายพื้นที่ทำสวนยางพาราในบริเวณอำเภอนาบอนและชุมชนโดยรอบอย่างแพร่หลาย

              ในช่วงแรกของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกพื้นที่ทำสวนยางพาราของชาวจีนฮกจิว ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในการทำสวนยางพารา ทำสวน ทำไร่ รับจ้างทั่วไป และค้าขาย กระทั่งรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการทำสวนยางพาราอย่างจริงจัง โดยการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เมื่อพ.ศ.2503 และออกพระราชกฤษฎีกาองค์การสวนยางพารา พ.ศ.2504 ทำให้ชาวจีนฮกจิวได้รับความรู้ด้านการทำสวนยางพาราจากรัฐมากขึ้น และสัมพันธ์กับตลาดที่กว้างไกลขึ้น ส่งผลให้ชาวจีนฮกจิวสามารถผันตนเองเป็นผู้ประกอบการค้ายางพาราที่หลากหลาย ทั้งการเป็นผู้ประกอบการร้านค้ารับซื้อยางพารา ผู้ประกอบการร้านค้าวัสดุการเกษตรเคมีภัณฑ์ และผู้ประกอบการโรงงานยางพาราแปรรูป เป็นต้น กระทั่งปัจจุบันพื้นที่อำเภอนาบอนได้พัฒนาเป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรมยางพาราที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

     

    [1]ภูวดล ทรงประเสริฐ.  (2535).  ทุนสิงคโปร์ : การผูกขาดตลาดยางพาราและดีบุกไทย. หน้า 70-71.

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

              สังคมจีนเป็นระบบ “สังคมชายเป็นใหญ่” การสืบสายโลหิตจะใช้โคตรตระกูลฝ่ายชายเป็นตัวกำหนด “แซ่” ซึ่งแซ่จะเป็นตัวกำหนดการมีบรรพบุรุษร่วม ชาวจีนฮกจิวจะให้ความสำคัญกับแซ่อย่างมาก เนื่องจากยึดถือว่าคนที่มีแซ่เดียวกันจะมีความสัมพันธ์กันทางเครือญาติและเครือญาติเสมือน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมที่ยึดโยงความเป็นพวกพ้องเดียวกัน

              ระบบครอบครัวของชาวจีนฮกจิวมีลักษณะเป็น “ระบบกงสี” ซึ่งระบบกงสีในอดีตเป็นระบบการผลิตในวิถีครัวเรือน โดยในกงสีจะประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ลูกสะใภ้ และหลาน สังคมชายเป็นใหญ่ของครอบครัวจีน พ่อจะเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุด มีหน้าที่สำคัญคือการทำมาหาเลี้ยงชีพเพื่อหารายได้ดูแลสมาชิกในกงสี โดยมีลูกชายเป็นกำลังสำคัญ ขณะที่แม่จะเป็นผู้มีหน้าที่ทำงานบ้านและดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน ทุกคนในกงสีจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน รายได้ที่มาจากการทำงานต่างๆของทุกคนถือเป็นผลผลิตส่วนรวมของกงสี และสมาชิกในครอบครัวจะได้รับการแบ่งสรรจากกงสี สำหรับการสืบทอดมรดก ชาวจีนฮกจิวจะให้มรดกแก่ลูกชายคนโตมากที่สุด เนื่องจากถือว่าเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล

              ปัจจุบันรูปแบบความสัมพันธ์ของครอบครัวชาวจีนฮกจิวเปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากเป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น โดยมีการแยกครอบครัวออกจากระบบกงสีแบบเดิม มีการแต่งงานทั้งกับชาวจีนฮกจิวด้วยกันและชาวไทย รวมถึงมีการขยายตัวออกไปอาศัยยังพื้นที่อื่นๆมากขึ้น ระบบกงสียังคงมีให้เห็นอยู่บ้างบางครอบครัว โดยเฉพาะกงสีที่มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้สมาชิกในครอบครัวมาบริหารงานในกงสีร่วมกัน

  • การแต่งงาน :

              การแต่งงานของชาวจีนฮกจิวในอดีตจะมีพ่อชักแม่ชัก (พ่อสื่อแม่สื่อ) เป็นผู้ชักนำให้ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงทำความรู้จักกัน โดยผ่านการเห็นชอบจากผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย เมื่อทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงอุปนิสัยใจคอเข้ากันได้และชอบพอกันก็จะตกลงร่วมหอลงโรงเข้าพิธีการแต่งงานกัน ในอดีตชาวจีนฮกจิวมักจะให้ลูกหลานของตนแต่งงานกับชาวจีนฮกจิวด้วยกัน เนื่องจากถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์จีนเดียวกัน แต่หากฝ่ายชายและฝ่ายหญิงที่ชอบพอกันมีแซ่เดียวกันก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้คบหาหรือแต่งงานกัน เพราะถือว่าเป็นเครือญาติกัน ทว่าในปัจจุบันคติ ค่านิยม ความคิดความเชื่อ และธรรมเนียมต่างๆที่ค่อนข้างเคร่งครัดเริ่มจางหายไปตามยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปในสภาวการณ์ปัจจุบัน หนุ่มสาวชาวจีน   ฮกจิวสมัยปัจจุบันสามารถคบหาชอบพอกับชาวจีนกลุ่มอื่นๆหรือชาวไทยได้ และสามารถคบหากับคนที่มีแซ่เดียวกันได้ หากมิได้มีการสืบเชื้อสายโลหิตที่ใกล้กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว

              สำหรับพิธีกรรมในงานแต่งงาน นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์[1] เป็นผู้ให้ข้อมูลว่า จะมีการให้คู่บ่าวสาวคำนับผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย โดยผู้ที่คู่บ่าวสาวคำนับจะนั่งบนเก้าอี้และคู่บ่าวสาวยืนคำนับ การเรียงลำดับการคำนับให้นับจากผู้อาวุโสกว่าตั้งแต่ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ฯลฯ ทั้งนี้ฝ่ายใดที่เป็นเจ้าภาพก็จะให้ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายนั้นนั่งให้คู่บ่าวสาวคำนับก่อน กล่าวคือ หากฝ่ายชายเป็นเจ้าภาพ ก็จะให้คู่บ่าวสาวคำนับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายก่อน แล้วจึงคำนับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง ขั้นตอนการคำนับมีทั้งหมด 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่การคำนับบรรพบุรุษ คำนับฟ้าดิน และคู่บ่าวสาวคำนับกันและกัน ระหว่างที่คู่บ่าวสาวคำนับญาติผู้ใหญ่ก็จะได้รับเงินขวัญถุงหรือของขวัญ เช่น สร้อย แหวน กำไล ฯลฯ จากญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายตน และเมื่อเสร็จขั้นตอนคู่บ่าวสาวก็ต้องคำนับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานพิธีด้วย อนึ่ง พิธีกรรมงานแต่งงานของชาวจีนฮกจิวจะไม่มีการยกน้ำชา มีเฉพาะการคำนับ และไม่มีฤกษ์ยามในการรับตัวเจ้าสาว มีเพียงการยึดถือว่าวันใดเป็นวันดีเหมาะแก่การมีงานมงคลเท่านั้น

             ภายหลังพิธีกรรมในการคำนับญาติผู้ใหญ่ของคู่บ่าวสาวก็เป็นพิธีการจัดเลี้ยงแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน อาจมีการจัดเลี้ยงในช่วงเที่ยงหรือช่วงเย็น ทั้งนี้แล้วแต่เจ้าภาพเป็นผู้จัด การจัดงานส่วนใหญ่ของชาวจีนฮกจิวนิยมจัดที่สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน , ศาลาประชาคมอำเภอนาบอน หรือสมาคมคลองจัง พิธีการจัดเลี้ยงแขกผู้มีเกียรติของชาวจีนฮกจิวในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนที่เรียบง่ายและเป็นกันเอง

     

    [1] นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 178 ม.3 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2554. 

  • การสืบผีและมรดก :

              สังคมจีนเป็นสังคมชายเป็นใหญ่ พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีบทบาทมากที่สุด สำหรับการสืบทอดมรดก ชาวจีนฮกจิวจะให้มรดกแก่ลูกชายคนโตมากที่สุด เนื่องจากถือว่าเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล ส่วนลูกสาวถือว่าเมื่อแต่งงานออกจากครอบครัวแล้วก็กลายเป็นคนของตระกูลฝ่ายชาย

  • การแต่งกาย :

              การแต่งกายในชีวิตประจำวันของชาวจีนฮกจิวแปรเปลี่ยนตามสมัยนิยมแบบไทย แต่เมื่อมีการจัดงานในพิธีกรรมหรือประเพณีสำคัญของชาวจีน เช่น งานแต่งงาน งานตรุษจีน ฯลฯ ชาวจีนฮกจิวนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดง ซึ่งตามวัฒนธรรมจีนเชื่อว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล

  • บ้าน :

    อาคารไม้ห้องแถว และอาคารปูนห้องแถว 2 ชั้น มีลักษณะเป็นห้องแถวยาวติดกัน   

       

         

    ภาพที่ 2 และ 3 อาคารไม้ห้องแถว 2 ชั้น มีลักษณะเป็นห้องแถวยาวติดกัน     

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

  • อาหาร :

              ปัจจุบันชาวจีนฮกจิวยังคงมีการทำอาหารสูตรจีนฮกจิวทั้งอาหารคาวและหวานบริโภคในชีวิตประจำวัน ทว่าอาหารบางชนิดก็เริ่มถูกกลืนกลายในรสชาติของอาหารสูตรจีนฮกจิวแท้ แต่ก็ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่ยังคงอนุรักษ์อาหารสูตรนี้ไม่ให้สูญหายไปจากชุมชนชาวจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน หนึ่งในนั้นคือ นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์[1] เป็นพ่อครัวฝีมือเยี่ยมที่ยังคงถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการทำอาหารสูตรจีนฮกจิวให้แก่คนรุ่นหลัง ซึ่งมิได้หวงความรู้เรื่องสูตรอาหารดังกล่าว นายสว่างยังเป็นผู้รับเหมาและพ่อครัวในการทำอาหารในงานสำคัญต่างๆของชุมชนนาบอน เนื่องด้วยฝีมือการทำอาหารสูตรจีนฮกจิวรสชาติเยี่ยมจึงทำให้เขาได้รับการเชิญเป็นพ่อครัวในงานสำคัญต่างๆของชุมชนนาบอนแทบทุกงาน

              อาหารคาวสูตรจีนฮกจิวที่ขึ้นชื่ออย่างมาก ได้แก่ ขาหมูตุ๋น หมี่เหลืองผัด และน้ำจิ้มสูตรฮกจิว ซึ่งนายสว่าง ตันติพิสิทธิ์ เป็นผู้ให้ข้อมูลสูตรอาหารพร้อมกรรมวิธีการทำ ดังนี้

              ขาหมูตุ๋น

              ส่วนผสม คือ ขาหมู ปลาหมึกกรอบ เห็ดหอม

              วิธีการทำ ตุ๋นขาหมูเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง โดยใช้ไฟแรงและต้องเร่งไฟให้สุด ด้านล่างขาหมูจะรองด้วยปลาหมึกกรอบและเห็ดหอม ความเค็มของปลาหมึกกรอบจะช่วยชูรสชาติให้ขาหมูตุ๋นมีความเข้มข้นและอร่อยกลมกล่อม เมื่อตุ๋นขาหมูได้ที่เนื้อขาหมูจะยุ่ยรับประทานง่าย น้ำซุปที่ปรุงไว้จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อขาหมู เมนูขาหมูตุ๋นนี้เป็นอาหารจีนสูตรฮกจิวที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวจีนฮกจิวด้วยกันและชาวจีนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่ไม่เหมือนขาหมูของชาวจีนกลุ่มอื่นเพราะส่วนใหญ่จะเป็นแบบพะโล้

     

    ภาพที่ 4 ขาหมูตุ๋น

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

              หมี่เหลืองผัด

              ส่วนผสม คือ เส้นหมี่เหลือง/เส้นหมี่ หมู ผักกวางตุ้ง

              วิธีการทำ นำหมูและผักกวางตุ้งผัดในกระทะและปรุงรสให้เข้ากัน หลังจากนั้นจึงนำเส้นหมี่เหลือง/เส้นหมี่ ลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน อาหารจานนี้เครื่องเคียงอาจมีการปรับเปลี่ยนใส่อะไรแทนเนื้อหมูก็ได้

     

    ภาพที่ 5 หมี่เหลืองผัด

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

              น้ำจิ้มสูตรฮกจิว

              ส่วนผสม คือ กระเทียม หัวหอมแดง พริกสดสีแดง น้ำมะขามเปียก ซอสพริก

              วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดบดรวมกับน้ำมะขามเปียก แล้วละลายเอาแต่น้ำ หลังจากนั้นใส่ซอสพริก แล้วนำทั้งหมดใส่เครื่องปั่น ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล หลังจากนั้นนำไปเคี่ยวไฟในหม้อจากเต็มหม้อให้เหลือค่อนหม้อจนเหนียว ต้องเคี่ยวให้นานเพราะถ้าเคี่ยวไม่นานเวลาจิ้มของจะไม่ติด หลังจากเคี่ยวเสร็จก็ใส่ซอสพริก เกลือ และน้ำตาล เพื่อให้รสชาติกลมกล่อม

     

    ภาพที่ 6 น้ำจิ้มสูตรฮกจิว

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

              ส่วนอาหารหวานหรือขนมสูตรจีนฮกจิวต่างๆ มีชาวจีนฮกจิวเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถทำได้ในปัจจุบัน ชาวจีนฮกจิวคนสำคัญที่ยังคงสืบทอดกิจการทำขนมสูตรจีนฮกจิวมาจากรุ่นปู่คือ นายไชยยงค์ ศานติตานนท์ ปัจจุบันนายไชยยงค์เปิดร้านทำขนมสูตรจีนฮกจิวในอำเภอนาบอน ชื่อร้านเฉินซังไท้ ตั้งอยู่ติดกับศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง อำเภอนาบอน อุปกรณ์ในการทำขนมเริ่มแรกนำมาจากประเทศจีน ต่อมาอุปกรณ์บางอย่างเริ่มเสียหายตามกาลเวลา จึงต้องมีการสั่งทำขึ้นมาใหม่ เช่น ที่นวดแป้ง ที่ตักขนม ที่คีบขนม ฯลฯ ส่วนเตาสำหรับทำขนมในปัจจุบันก็นำมาจากประเทศจีน แต่สภาพก็เริ่มเก่าตามกาลเวลา ทว่ายังคงสามารถใช้งานได้ ปัจจุบันร้านเฉินซังไท้ทำขนมสูตรจีนฮกจิวจำหน่ายหลายชนิด ได้แก่ ขนมก่งเปียน/กวงปิ่ง จิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง อูลีงู้ และแหล่เปี้ยง ซึ่งนายไชยยงค์ ศานติตานนท์[2] เป็นผู้ให้ข้อมูลสูตรขนมพร้อมกรรมวิธีการทำ ดังนี้ 

     

              ขนมก่งเปียน/กวงปิ่ง และจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง

              ขนมก่งเปียน/กวงปิ่งและจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง มีชื่อเรียกต่างกัน เนื่องจากขนมก่งเปียน/กวงปิ่ง มีรสชาติเค็ม ส่วนขนมจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง มีรสชาติหวาน แต่กรรมวิธีการทำเหมือนกัน ขนมชนิดนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขนมโอ่ง เนื่องจากใช้เตาอบขนาดใหญ่คล้ายโอ่งในการอบ ส่วนผสมที่ใช้ในการทำ คือ แป้งหมี่ (แป้งสาลี)

              วิธีการทำ นำแป้งหมี่มานวดให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไปชั่งน้ำหนักให้ได้ขนาดพอเหมาะ แล้วแบ่งเป็นก้อนเล็ก ปั้นเป็นก้อนกลมและกดให้เป็นแผ่นแบน จากนั้นจึงนำเข้าไปแปะไว้ในเตาไฟ ถ้าเป็นแผ่นแบบนิ่มจะใช้ไฟร้อนจัด แป้งจะไม่ติดกับเตาเพราะเตาร้อนจัด ทำให้ร่อนแป้งออกได้ง่าย บางครั้งต้องพรมน้ำเพื่อให้คลายความร้อน เมื่อแป้งสุกได้ที่ก็ใช้อุปกรณ์คีบขนมขึ้นมาวางในถาดเพื่อให้คลายความร้อน จากนั้นก็สามารถวางจำหน่ายได้ บางครั้งอาจมีการใส่งาผสมด้วย ขนมแบบนิ่มถ้ารับประทานหลังจากเอาออกจากเตาใหม่ๆจะนิ่มน่ากิน แต่ถ้าเก็บไว้นานจนเย็นหรือลมเข้า ขนมจะเหนียวหนืดบางครั้งกัดลำบาก ส่วนการทำแบบกรอบ จะต้องนำแป้งไปอบในเตา 2 ครั้ง โดยใช้ไฟอ่อน (เป็นขี้เถ้าอ่อน) การอบครั้งแรกจะได้ขนมที่กรอบพอประมาณ แต่ส่วนกลางของขนมมีความนิ่มนิดหน่อย เนื่องจากยังมีความชื้นอยู่ ต้องนำไปอบอีกครั้งจึงจะได้ขนมแบบกรอบ ซึ่งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานกว่าแบบนิ่ม ขนมก่งเปียน/กวงปิ่งและจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง ทั้งแบบนิ่มและแบบกรอบ ถ้าได้รับประทานหลังจากเอาออกจากเตาใหม่ๆจะได้กลิ่นหอมของการรมควันในเตาอบ ซึ่งช่วยชูรสชาติให้อร่อยและได้กลิ่นไอความโบราณของขนม

              ขนมก่งเปียน/กวงปิ่ง และจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยชาวเมืองฝูโจว ในประเทศจีน ทำขนมชนิดนี้ขึ้นเพื่อรำลึกถึงแม่ทัพชีจี้กวง เมื่อครั้งเป็นนายพลปราบโจรสลัดญี่ปุ่นในมณฑลฝูเจี้ยนและเจ้อเจียง ได้มีการคิดค้นนำแป้งหมี่ทำขนมเป็นรูปกลมเจาะรูตรงกลาง เพื่อเป็นอาหารแห้งให้กับกองกำลังทหาร เนื่องจากไม่ต้องการให้กองกำลังทหารของตนทำอาหาร เพราะจะมีควันลอยฟุ้งในอากาศ ซึ่งจะทำให้โจรสลัดญี่ปุ่นรู้ได้ว่ากองกำลังทหารจีนตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่ใด ต่อมาชาวเมืองฝูโจวจึงได้ทำขนมชนิดนี้ขึ้นอย่างแพร่หลาย

     

    ภาพที่ 7 ขนมก่งเปียน/กวงปิ่ง และจิ่งตุ๊งเปียน/เจิงตงปิ่ง

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

             

              ขนมอูลีงู้

              ขนมอูลีงู้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าข้าวซอยตัด เนื่องจากมีลักษณะเหมือนข้าวซอย ส่วนผสมที่ใช้ในการทำ คือ แป้งหมี่

              วิธีการทำ เอาแป้งหมี่ที่นวดเข้ากันแล้วมารีดเป็นแผ่น หลังจากนั้นใช้มีดหั่นเป็นเส้น จึงนำไปทอด เมื่อทอดเสร็จนำแป้งที่ทอดใส่ในกระทะที่เคี่ยวน้ำตาลเดือด และคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้ขนมอูลีงู้ที่มีลักษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายข้าวซอย รสชาติขนมชนิดนี้จะมีความหวานของน้ำตาลผสมอยู่

     

    ภาพที่ 8 ขนมอูลีงู้

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

     

              ขนมแหล่เปี้ยง

              ขนมแหล่เปี้ยงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขนมสินสอด เนื่องจากเป็นขนมที่ใช้ในพิธีกรรมสำคัญของการแต่งงานในอดีต กล่าวคือ ฝ่ายชายจะต้องนำขนมชนิดนี้ใส่ในภาชนะขนาดใหญ่หาบไปให้ญาติพี่น้องฝ่ายหญิง ตามแต่ฝ่ายหญิงจะเรียกร้อง เพื่อเป็นการสู่ขอและเป็นการเชิญญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงให้ไปร่วมงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว ขนมแหล่เปี้ยงนี้เปรียบเหมือนบัตรเชิญที่ใช้ในการเชิญให้แขกไปร่วมงานแต่งงานตน

              ส่วนผสมที่ใช้ในการทำขนมแหล่เปี้ยง คือ แป้งหมี่ และมันหมู

               วิธีการทำ นำมันหมูเคี่ยวให้ได้ที่ หลังจากนั้นห่อด้วยแป้งให้มีขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส แล้วนำไปอบในเตาด้วยความร้อนพอเหมาะ ไส้มันหมูของขนมแหล่เปี้ยงจะมีรสชาติค่อนข้างหวานและมัน

     

    ภาพที่ 9 ขนมแหล่เปี้ยง

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

     

     

    [1]นายไชยยงค์ ศานติตานนท์, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 396 ม.11 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 6 และ 12 เมษายน พ.ศ.2554

    [2] นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์, สัมภาษณ์ที่ศาลเจ้าไซกง,  เมื่อวันที่ 10-11 เมษายน พ.ศ.2554 และสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช, เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2554     

    [1]นายไชยยงค์ ศานติตานนท์, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 396 ม.11 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 6 และ 12 เมษายน พ.ศ.2554

     

  • การตายและการทำศพ :

              นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์[1] เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกรรมงานศพว่า พิธีกรรมงานศพเป็นงานที่จัดขึ้นเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรม  บรรดาญาติพี่น้องก็จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อให้ผู้ถึงแก่กรรมได้รับความสุขในปรภพและเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากญาติพี่น้องของชาวจีนฮกจิวถึงแก่กรรมจะมีการเช่าแพะและหมูที่เพิ่งถูกฆ่าจากเขียงหมูหรือโรงฆ่าสัตว์มาทำพิธี หลังทำพิธีเสร็จก็จะนำแพะและหมูไปคืนเขียงหมูหรือโรงฆ่าสัตว์นั้น ต่อมามีเรื่องเล่าว่าชาวจีนฮกจิวคนหนึ่งในชุมชนนาบอนได้บอกลูกหลานไว้ก่อนตายว่า ห้ามเอาแพะและหมูสดมาเซ่นไหว้ตน เพราะเมื่อตายแล้วไม่อยากกินเนื้อสัตว์สด ต่อมาเมื่อชายผู้นี้เสียชีวิตลงลูกหลานก็ไม่ได้นำแพะและหมูสดมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษตน หลังจากนั้นจึงกลายเป็นธรรมเนียมว่าจะไม่มีการนำแพะและหมูสดมาเซ่นไหว้ศพอีกต่อไป

              การตั้งศพสำหรับบำเพ็ญกุศลส่วนใหญ่กินระยะเวลาประมาณ 3-10 วัน โดยมีการเชิญซินแสมาดูและเลือกวันว่าควรตั้งศพเป็นระยะเวลาเท่าใด อาจ 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือ 10 วัน แล้วแต่ความเหมาะสมและเจ้าภาพสะดวก ในชุมชนนาบอนจะมีการตั้งศพที่ศาลาบำเพ็ญกุศลกิจ มูลนิธิบุญประทีป และสมาคมคลองจัง ส่วนการตั้งของเซ่นไหว้ศพในแต่ละวันจะใช้อาหารชนิดใดก็ได้แล้วแต่ลูกหลานผู้ตายเป็นผู้จัด บางงานลูกหลานผู้ตายอาจตั้งอาหารเซ่นไหว้ที่ผู้ตายชอบรับประทาน อาหารเซ่นไหว้ศพโดยส่วนมากมีประมาณ 3-4 อย่าง ประกอบด้วย ข้าว แกงเผ็ด ผัดผัก ฯลฯ ในการตั้งอาหารเซ่นไหว้ศพนี้จะตั้งเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็น ส่วนมื้อเที่ยงจะไม่มีการตั้งอาหารเซ่นไหว้ศพ โดยมีความเชื่อว่าถ้าลูกหลานผู้ตายนำอาหารเซ่นไหว้ศพทุกวันทุกเวลา ก็จะไม่เหลืออาหารให้ลูกหลานผู้ตายกิน ดังนั้นจึงต้องเว้นช่วงให้ลูกหลานผู้ตายได้รับประทานอาหารและพักผ่อน สำหรับถ้วยชามอาหารที่ใช้ในการเซ่นไหว้ศพจะใช้ชุดเดียวตลอดงาน ไม่มีการเปลี่ยนใหม่จนกว่าจะมีการออกศพ เมื่อออกศพแล้วก็จะไม่มีการนำถ้วยชามอาหารชุดนั้นออกมาใช้

              ระหว่างพิธีการบำเพ็ญกุศลศพ ลูกหลานผู้ตายต้องติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อ โดยลูกชายลูกสะใภ้ต้องติดผ้ากระสอบป่าน หลานใน (หลานที่เป็นลูกของลูกชาย) ติดผ้าสีเหลือง หลานนอก (หลานที่เป็นลูกของลูกสาว) ติดผ้าสีฟ้าหรือน้ำเงิน ส่วนลูกสาวและลูกเขยติดปลอกแขนสีดำ การติดผ้าไว้ทุกข์ที่แขนเสื้อนี้ ผู้ชายต้องติดที่แขนข้างซ้าย ส่วนผู้หญิงต้องติดที่แขนข้างขวา เนื่องจากชาวจีนฮกจิวเชื่อว่าด้านซ้ายมือจะใหญ่กว่าขวามือ ส่วนการไว้ทุกข์ของชาวจีนฮกจิวในอดีตกินระยะเวลานานกว่า 1-3 ปี โดยมีความเชื่อว่ายิ่งไว้ทุกข์นานเท่าไรก็จะดีต่อลูกหลานผู้ตาย ต่อมาความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนไป เนื่องจากเห็นว่าถ้าลูกหลานผู้ตายไว้ทุกข์นานเกินไป ผู้ตายจะลำบากและไปผุดไปเกิดยังภพภูมิอื่นได้ยาก จึงนิยมไว้ทุกข์เพียง 21 วัน 28 วัน หรือ 49 วัน ตามแต่ความเหมาะสม โดยเริ่มนับวันแรกตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรม นอกจากนี้ธรรมเนียมในอดีตยังห้ามลูกหลานผู้ตายตัดเล็บและผม รวมทั้งไม่สามารถเช็ดน้ำตาและน้ำมูกได้ แต่ต่อมาธรรมเนียมดังกล่าวก็เริ่มคลี่คลายลงไม่เคร่งครัดดังเดิม อีกทั้งในอดีตลูกหลานผู้ตายไม่สามารถออกไปต้อนรับแขกเหรื่อที่มาร่วมงานศพได้ ต้องนั่งเฝ้าหน้าศพเพียงอย่างเดียว ต่อมามีการปรับเปลี่ยนให้ลูกหลานผู้ตายสามารถออกไปต้อนรับแขกเหรื่อได้

              แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย[2] ได้ศึกษาพิธีกรรมงานศพของชาวจีนฮกจิวว่า ในอดีตจะมีการทำพิธีฮวงฮัว (หรือพิธีกงเต๊กในภาษาจีนแต้จิ๋ว) พิธีฮวงฮัวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพิธีวางดอกไม้หรือโปรยดอกไม้ หมายถึงการปลดปล่อยความทุกข์และอัปมงคลทั้งหมดออกไป เป็นกิจกรรมทางศาสนาของลัทธิจินคง (ผสมผสานความเชื่อของเต๋า ขงจื๊อ และพุทธศาสนามหายาน) ลักษณะพิธีกรรมในภาพรวมจะคล้ายกับพิธีกงเต๊กของชาวจีนกลุ่มอื่นๆ เช่น มีครูเป็นผู้สวดประกอบดนตรี ครูผู้สวดล้วนเป็นฆราวาสชายจำนวน 16 คน หัวหน้าพิธีเรียกว่า ไซฮู หรืออาจารย์เจ้าพิธี ลูกหลานต้องแต่งชุดกระสอบ มีการฆ่าหมูและไก่สังเวยในบริเวณมณฑลพิธีขณะสวดมนต์บทแรก เพื่อบูชาเจ้าลัทธิและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ บทสวดต่อไปกล่าวถึงความดีของผู้ตายและการไถ่บาปให้ผู้ตาย บทสี่ ห้า หก และเจ็ด ว่าด้วยหลักธรรมของลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และพุทธศาสนา บทที่แปดเป็นการให้ศีลให้พรญาติผู้ตาย บทที่เก้าเป็นการสวดส่งวิญญาณให้ผู้ตายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ (เทียบกับพิธีกงเต๊กทั่วไปคือการนำวิญญาณข้ามสะพาน แต่พิธีฮวงฮัวไม่มีการข้ามสะพาน) เป็นอันเสร็จพิธี รวมใช้ระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรมทั้งสิ้นประมาณ 6 ชั่วโมง สิ่งที่ควรสังเกตของพิธีฮวงฮัวคือ การฆ่าหมูและไก่แล้วนำมาวางเซ่นสังเวยหน้าแท่นบูชาในมณฑลพิธี และการโปรยหรือวางดอกไม้ ซึ่งไม่พบความหมายดังกล่าวในพิธีกงเต๊กของชาวจีนกลุ่มภาษาอื่นๆ

              สำหรับวันสุดท้ายก่อนที่จะมีการออกศพหรือนำศพไปฝังหรือเผา บรรดาญาติพี่น้องของผู้ตายจะเคารพศพเป็นครั้งสุดท้าย ในอดีตวันออกศพลูกชายและลูกสะใภ้ของผู้ตายต้องสวมใส่ชุดกระสอบป่าน แต่ปัจจุบันธรรมเนียมดังกล่าวไม่ค่อยได้รับความนิยม จึงมีเพียงการติดผ้ากระสอบป่านไว้ที่แขนเสื้อ ส่วนการเคารพศพจะเรียงตามลำดับดังนี้ ผู้เคารพศพชุดแรกได้แก่ ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกสาวที่ยังไม่แต่งงาน และหลานใน ผู้เคารพศพชุดที่สองได้แก่ ลูกสาวที่แต่งงานแล้ว ลูกเขย และหลานนอก ผู้เคารพศพชุดที่สามได้แก่ น้องชายและน้องสะใภ้ ส่วนญาติพี่น้องผู้ตายคนอื่นก็จะเคารพศพหลังจากผู้เคารพศพสามชุดแรกเรียงตามลำดับความใกล้ชิดลดหลั่นกันไป ระหว่างการประกอบพิธีกรรมดังกล่าวจะมีพิธีกรหรือผู้ทำหน้าที่พูดให้จังหวะในการเคารพศพ ซึ่งจะมีบทพูดทั้งภาษาจีนฮกจิวและภาษาไทย เป็นการสื่อให้เห็นว่าลูกหลานผู้ตายได้นำของเซ่นไหว้มาเคารพศพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการออกศพ โดยผู้ที่เคารพศพต้องถือธูปและผลัดกันยกอาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับเซ่นไหว้ผู้ตายระหว่างการโค้งคำนับศพ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพชนผู้ล่วงลับ 

              ส่วนอาหารสำหรับเซ่นไหว้ศพในพิธีกรรมก่อนออกศพประกอบด้วย ไก่ต้ม หมูต้ม หมูย่าง ไข่ หมี่เหลือง ผลไม้ ฯลฯ เดิมชาวจีนฮกจิวไม่นิยมใช้หมูย่างในการเซ่นไหว้ศพ แต่ปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในวันออกศพลูกเขย น้องเขย หรือหลานผู้ตาย จะนำหมูย่างทั้งตัวมาเคารพศพ โดยปักดอกไม้จีน (กิมฮวย) ตรงหูหมูย่างทั้งสองข้าง เมื่อเคารพศพเสร็จก็จะนำหมูย่างไปในครัวให้พ่อครัวสับหมูย่างส่วนกลางลำตัวเลี้ยงแขกเรื่อที่มาร่วมงาน ส่วนหัวหมูและก้นหมูก็จะคืนให้เจ้าของหมูย่างนำกลับไป หลังเสร็จพิธีกรรมเคารพศพก็จะมีการจัดเลี้ยงอาหารให้แก่แขกเรื่อที่มาร่วมงานในวันส่งศพ อาหารสำหรับจัดเลี้ยงในวันดังกล่าวเป็นอาหารโต๊ะจีนมีรายการอาหาร 5-6 อย่าง แล้วแต่เจ้าภาพเป็นผู้จัด อาทิ หมี่เหลืองผัด/หมี่ผัด แปดเซียน (ต้มจืดรวมมิตร) ราดหน้าไข่ กระเพาะปลา ลูกชิ้นหมูทอดสามรส และหมูย่างที่ได้จากผู้นำมาเคารพศพ ส่วนของหวานจะเป็นข้าวเหนียวนึ่งหน้าผลไม้ เมื่อแขกเรื่อที่มาร่วมงานในวันส่งศพรับประทานอาหารเป็นที่เรียบร้อย และได้เวลาสำหรับการออกศพจะมีการจุดประทัดและนำศพขึ้นบนรถที่ได้จัดเตรียมไว้ เพื่อนำศพไปยังสุสาน (ฮวงซุ้ย) หรือวัด (ในกรณีชาวจีนฮกจิวบางคนประสงค์ให้ลูกหลานนำร่างของตนไปเผาและเก็บเป็นอัฐิ) หลังจากนั้นลูกหลาน ญาติพี่น้อง และแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ก็จะส่งศพโดยร่วมเดินทางไปกับขบวนรถส่งศพเพื่อนำศพไปยังสุสานหรือวัด กระทั่งรอจนมีการประกอบพิธีกรรมเสร็จ และเป็นธรรมเนียมที่รับรู้กันว่าเจ้าภาพจะแจกผ้าขาวม้าให้กับแขกเหรื่อที่ร่วมเดินทางไปกับขบวนรถส่งศพด้วย

     

    [1] นายสว่าง ตันติพิสิทธิ์, สัมภาษณ์ที่บ้านเลขที่ 178 ม.3 ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2554 

    [2] แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย.  (2554).  กตัญญูในกงเต๊กและกงเต๊กในกตัญญู พิธีกงเต๊กในสังคมไทยและสังคมโลก. หน้า 60-61.

  • ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชน :

              พิธีกรรมการบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เป็นความคิดความเชื่อที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวได้รับอิทธิจากแนวคิดขงจื๊อ ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับการเคารพและกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ภายหลังจากบรรพบุรุษหรือบุพการีของตนล่วงลับไปแล้ว ลูกหลานจะต้องตั้งหิ้งสำหรับบูชา เพื่อแสดงความเคารพและกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ มีการนำรูปถ่ายหรือป้ายชื่อบรรพบุรุษและบุพการีผู้ล่วงลับตั้งไว้บูชา

              สำหรับประเพณีสำคัญที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษคือ ประเพณีเช็งเม้ง (ชิงหมิง) หรือการไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ  ตรงกับวันที่ 5 เดือน 3 ของจีน หรือประมาณวันที่ 5 เมษายนของทุกปี เป็นประเพณีที่มีหลักฐานปรากฏว่าถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น โดยได้รับอิทธิพลความเชื่อตามคำสอนของลัทธิขงจื๊อที่ให้ลูกหลานได้ระลึกถึงบรรพบุรุษ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นประเพณีสำคัญตามคำสอนของลัทธิขงจื๊อที่ชาวจีนทุกคนยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน  

              ก่อนเริ่มทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเช็งเม้ง ลูกหลานชาวจีนฮกจิวต้องเตรียมพื้นที่ในการไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยการร่วมกันทำความสะอาดสุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และตกแต่งด้วยกระดาษสีหรือธงสีให้มีความสวยงาม หลังจากนั้นจึงนำของเซ่นไหว้ต่างๆไหว้ทั้งเจ้าที่และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ประกอบด้วย อาหารคาว ได้แก่ หมูต้ม ไก่ต้ม ไข่ไก่ต้ม ไข่เป็ดต้ม หมี่เหลืองผัด และอื่นๆขึ้นอยู่กับลูกหลานนำมาไหว้ รวมถึงผลไม้ต่างๆ และเครื่องดื่ม อนึ่ง การไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับของชาวจีนฮกจิวในอดีตไม่นิยมใช้หมูย่างในการไหว้ แต่ต่อมาเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปบางครอบครัวก็มีการนำหมูย่างมาไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละครอบครัว นอกจากนี้ยังมีการเผากระดาษเงิน กระดาษทอง รวมถึงเครื่องกระดาษที่เป็นสิ่งของต่างๆ เช่น เสื้อผ้า บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วสามารถนำไปใช้ในปรโลกได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวจะจัดหามาไหว้

              ในเทศกาลเช็งเม้งนี้บรรดาลูกหลานของชาวจีนฮกจิวจะรวมตัวและพากันไปเซ่นไหว้ที่สุสานหรือฮวงซุ้ยของบรรพบุรุษในอำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยบางครอบครัวเริ่มไหว้บรรพบุรุษตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของลูกหลานชาวจีนฮกจิวที่จะเดินทางมาไหว้บรรพบุรุษของตน ในเทศกาลเช็งเม้งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ลูกหลานของชาวจีนฮกจิวกลับมาพบหน้าญาติพี่น้องรวมถึงมิตรสหายที่ไม่ได้พบเจอเป็นระยะเวลานาน ลูกหลานชาวจีนฮกจิวบางคนไปทำงานอยู่ต่างที่ต่างถิ่นก็ได้มีโอกาสพบเจอกันในขณะทำพิธีไหว้บรรพบุรุษที่สุสานหรือฮวงซุ้ย บางคนไม่เคยรู้จักก็ได้รู้จักกันจากการสนทนาและสืบสาวราวเรื่องว่าบรรพบุรุษของตนเป็นญาติพี่น้องหรือมิตรสหายกัน ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกสำนึกในความเป็นชาวจีนฮกจิวร่วมกัน

  • เทศกาลสำคัญ :

    งานประจำปีศาลเจ้าในชุมชน ศาลเจ้าสำคัญประจำชุมชน ได้แก่ ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง เป็นศาลเจ้าที่อยู่คู่กับชุมชนชาวจีนฮกจิวมาตั้งแต่เมื่อครั้งมีการตั้งถิ่นฐานในชุมชนนาบอน เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนฮกจิวที่ยังคงยึดถือคติความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าจีน

    งานวันสำคัญทางพุทธศาสนา ซึ่งจะมีการจัดขึ้นที่วัดพิศิษฐ์อรรถาราม เป็นศาสนสถานสำคัญของชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอนที่นับถือพุทธศาสนา

    งานวันสำคัญทางคริสต์ศาสนา ซึ่งจะมีการจัดขึ้นที่คริสตจักรนาบอน เป็นศาสนสถานสำคัญของชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอนที่นับถือศาสนาคริสต์

  • การขึ้นปีใหม่ :

              ตรุษจีนเป็นประเพณีเฉลิมฉลองการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสำคัญที่สุดของชาวจีนฮกจิว ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 (ตามปฏิทินทางจันทรคติของจีน) หรือกำหนดเอาวันสิ้นเดือน 12 คือ วันที่ 1 , 2 , 3 ค่ำเดือนอ้ายของจีน ซึ่งจะตรงกับประมาณปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ทางปฏิทินสุริยคติ โดยประเพณีตรุษจีนจะมีช่วงระยะเวลาของการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีไปจนถึงไม่เกินวันที่ 15 เดือน 1 ของจีน

              ในช่วงวันตรุษจีนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องของชาวจีนฮกจิวมารวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันทั้งการทำความสะอาดบ้าน การตกแต่งประดับประดาบ้านเรือนให้มีความสวยงาม การจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้ในการประกอบพิธี ในวันตรุษจีนนี้ชาวจีนฮกจิวจะหยุดงาน 1 วัน เพื่อพักผ่อนหรือไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ บางครอบครัวก็ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าต่างๆเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตน และจะนิยมสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ นอกจากนี้ผู้อาวุโสกว่าต้องเป็นผู้ให้อั่งเปา (ซองแดง) กับลูกหลาน ส่วนลูกหลานคนใดที่มีหน้าที่การงานมั่นคงแล้วก็ต้องให้อั่งเปาแก่บุพการี เพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณและแสดงความกตัญญูกตเวที สำหรับของเซ่นไหว้ที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวเตรียมไหว้ในวันตรุษจีนคือ ขนมอี๊ ขนมจันอับ ส้ม และน้ำชา ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับไหว้ทั้งเจ้าที่และบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ

  • ศาสนาและความเชื่อ :

              ลัทธิขงจื๊อและความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจีน

              อิทธิพลจากคติความเชื่อของลัทธิขงจื๊อได้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมวัฒนธรรมจีนมาอย่างยาวนาน หลักคำสอนจากแนวคิดขงจื๊อที่ให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณได้แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของชาวจีน ชาวจีนฮกจิวโพ้นทะเลต่างก็ได้รับอิทธิพลจากระบบความคิดความเชื่อดังกล่าวเช่นกัน ด้วยสำนึกดังกล่าวลูกหลานชาวจีนฮกจิวจึงแสดงออกถึงความเคารพในระบบอาวุโส และแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ด้วยการเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอน การมอบของขวัญแก่ผู้อาวุโสกว่าในวาระโอกาสต่างๆ และการบูชาป้ายวิญญาณบรรพบุรุษเมื่อครั้งล่วงลับไปแล้ว เป็นต้น

              ขณะที่ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจีนก็เป็นความเชื่อของชาวจีนที่มีมาอย่างช้านาน ซึ่งชาวจีนให้ความศรัทธาต่อเทพเจ้าจีนอย่างมากเนื่องจากเป็นเครื่องยึดเหยี่ยวจิตใจ เมื่อกลุ่มชาวจีนฮกจิวอพยพเข้าตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินไทยก็ได้มีการก่อตั้งศาลเจ้าขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมในชุมชน

              พุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา

              เมื่อชาวจีนฮกจิวได้เข้าตั้งถิ่นฐานยังชุมชนนาบอนอย่างถาวรได้มีการก่อตั้งศาสนสถานเพื่อเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาของคนในชุมชน ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนประกอบด้วยกลุ่มคนที่นับถือทั้งศาสนาพุทธและคริสต์ ซึ่งกลุ่มชาวจีนฮกจิวที่นับถือศาสนาพุทธมีจำนวน   ร้อยละ 95 ส่วนชาวจีนฮกจิวที่นับถือศาสนาคริสต์มีจำนวนร้อยละ 4

  • ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ :

    ข้อควรปฏิบัติ

              ธรรมเนียมปฏิบัติที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวยึดถือจนถึงปัจจุบันคือ การบูชาเทพเจ้าจีนและการบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ    

              การบูชาเทพเจ้าจีน

              การบูชาเทพเจ้าจีนเป็นแนวความคิดความเชื่อที่บรรพบุรุษของชาวจีนฮกจิวถ่ายทอดจากรุ่นตนสู่รุ่นลูกหลาน กระทั่งในปัจจุบันชาวจีนฮกจิวส่วนใหญ่ยังคงรับเอาแนวความคิดความเชื่อดังกล่าวมายึดถือปฏิบัติ โดยตามความคิดความเชื่อเดิมผู้คนในอดีตไม่มีที่พึ่งพิงและสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ดังนั้นจึงการประกอบพิธีกรรมต่างๆเพื่อบูชาบวงสรวงเทพเจ้าตามธรรมชาติต่างๆ เพื่อขอพรและให้เทพเจ้าต่างๆอำนวยผลสวัสดีบังเกิดแก่มนุษย์ ความคิดความเชื่อดังกล่าวนี้ได้รับการสืบทอดอย่างแพร่หลาย และมีการยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนจากการบูชาบวงสรวงเทพเจ้าตามธรรมชาติต่างๆมาเป็นเทพเจ้าที่มีลักษณะเฉพาะไป เช่น เทพเจ้าตี่จู้เอี้ย เทพเจ้าแป๊ะกง เทพเจ้ากวนอู เจ้าแม่กวนอิม เจ้าพ่อเสือ ฯลฯ การบูชาบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาในเทพเจ้าองค์นั้นๆของเจ้าของบ้าน แต่ที่นิยมบูชาเป็นพื้นฐานคือการบูชาเจ้าที่ (เทพเจ้าตี่จู้เอี้ย) โดยชาวจีนเชื่อว่าเจ้าที่หมายถึงเทพเจ้าประจำพื้นดิน ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่สูงสุดเหนือเทพเจ้าอื่นบนพื้นดิน การบูชาบวงสรวงเจ้าที่จึงต้องมีการจัดตั้งศาลเจ้าที่บนพื้นดิน ส่วนการบูชาบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆจะต้องจัดตั้งหิ้งบูชาให้อยู่เหนือกว่าศาลเจ้าที่ อนึ่ง ชาวจีนฮกจิวบางครอบครัวมีการบูชาบวงสรวงเทพเจ้าต่างๆร่วมกับพระพุทธรูปหรือพระเกจิอาจารย์ต่างๆควบคู่กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาของเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความผสมผสานกันระหว่างความเชื่อของพุทธศาสนาแบบมหายานและหีนยาน

                สำหรับการบูชาเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน ชาวจีนฮกจิวจะจัดเตรียมของเซ่นไหว้ในช่วงประเพณีและเทศกาลสำคัญต่างๆ หรืออาจทำได้บ่อยตามแต่เจ้าบ้านต้องการบูชา หรือไม่ก็บูชาบวงสรวงในวันพระ ของเซ่นไหว้หลักที่ใช้ในการบูชาเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านมีทั้งอาหารคาว อาหารหวาน ผลไม้ และเครื่องดื่ม นอกจากนี้อาจมีการตกแต่งประดับไฟศาลเจ้าที่หรือหิ้งบูชาเทพเจ้าต่างๆตามแต่ความสวยงามและความเหมาะสม รวมถึงการนำผลไม้ปลอมหรือผลไม้ที่มีความหมายมงคลตั้งไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าบ้าน

              การบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ    

              นอกจากการบูชาเทพเจ้าจีนแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวจะละเว้นการยึดถือปฏิบัติไม่ได้คือ การบูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ภายหลังจากบรรพบุรุษหรือบุพการีของตนล่วงลับไปแล้ว ลูกหลานจะต้องตั้งหิ้งสำหรับบูชา เพื่อแสดงความเคารพและกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ บางบ้านมีการนำรูปถ่ายบรรพบุรุษและบุพการีผู้ล่วงลับตั้งไว้บูชา แต่บางบ้านบูชาป้ายชื่อของบรรพบุรุษและบุพการีผู้ล่วงลับ หรือไม่ก็เป็นการบูชาเถ้าอัฐิของบรรพบุรุษและบุพการีผู้ล่วงลับ ในกรณีที่ร่างของเขาเหล่านั้นประกอบพิธีกรรมเผาศพ สำหรับของเซ่นไหว้และช่วงเวลาในการเซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษผู้ล่วงลับก็ไม่ต่างจากการบูชาเทพเจ้าจีน ส่วนใหญ่นิยมบูชาในช่วงประเพณีและเทศกาลสำคัญต่างๆ หรืออาจทำได้บ่อยตามแต่เจ้าบ้าน 

     

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธี :

              ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมในงานประจำปีศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง ได้แก่ ร่างทรงเทพเจ้าต่างๆ เทพเจ้าสำคัญในศาลเจ้าฮกฮั้วเก็งคือ เทพเจ้าแป๊ะกง เป็นเทพเจ้าที่ชาวจีนฮกจิวให้ความเคารพนับถืออย่างมาก

              ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมงานวันสำคัญทางพุทธศาสนา ในวัดพิศิษฐ์อรรถาราม ได้แก่ พระอาจารย์แดงหรือพระครูอรรถธรรมวัฏร (อภิพงศ์ ปุณฺณธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดพิศิษฐ์อรรถารามและเจ้าคณะตำบลนาบอน

              ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมในงานวันสำคัญทางคริสต์ศาสนา ได้แก่ อนุชนชาวคริสต์ในชุมชนนาบอน

  • พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ :

    พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาสนสถานสำคัญของชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอน ได้แก่ ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง วัดพิศิษฐ์อรรถาราม และคริสตจักรนาบอน

    ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน/ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง

              ในช่วงเริ่มต้นของบุกเบิกที่ทำกินของชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอน สภาพพื้นที่โดยรอบชุมชนเป็นป่ารกกร้าง แวดล้อมด้วยสัตว์ป่าดุร้าย เช่น เสือ ผู้คนเจ็บไข้ไม่สบายและขาดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวจีนฮกจิวจึงได้อัญเชิญกระถางธูปสักการะ “เทพเจ้าแป๊ะกงหรือตั่วแปะกง” จากศาลเจ้าแป๊ะกงในเมืองซีเทียวัน ซึ่งเป็นเทพเจ้าจีนและศาลเจ้าที่ชาวจีนฮกจิวเคารพศรัทธาเมื่อครั้งอาศัยอยู่ในดินแดนมลายา เพื่อปกปักษ์คุ้มครองให้ลูกหลานชาวจีนฮกจิวรอดพ้นจากสัตว์ร้ายและเป็นศูนย์รวมที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในยามจากบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลโพ้น และได้มีการก่อตั้งศาลเจ้าประจำชุมชนชาวจีนฮกจิวขึ้นแห่งแรก เรียกว่า “ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน” ช่วงเริ่มแรกของการก่อตั้งศาลเจ้าแวดล้อมไปด้วยที่อยู่อาศัยและสวนยางพาราของชาวจีนฮกจิว กระทั่งต่อมาเมื่อพื้นที่ทำกินของชาวจีนฮกจิวขยายตัวมากขึ้น เกิดศูนย์กลางของชุมชนขึ้นเป็นย่านร้านตลาด จึงมีการก่อตั้งศาลเจ้าแห่งใหม่บริเวณตลาด เรียกว่า “ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง” และได้อัญเชิญเทพแป๊ะกงจากศาลเจ้าแป๊ะกงในสวนมาเป็นเทพประธานประจำศาลเจ้าแห่งใหม่นี้

              เทพเจ้าแป๊ะกงหรือตั่วแปะกง ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง จึงเป็นเทพเจ้าจีนและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่ชาวจีนฮกจิวใช้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมตั้งแต่เมื่อครั้งอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในชุมชนนาบอน โดยปัจุบันชาวจีนฮกจิวให้ความเคารพศรัทธาต่อเทพเจ้าแป๊ะกงอย่างมาก และยังมีการจัดกิจกรรมงานประจำปีของศาลเจ้าทั้งสองแห่งอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยทุกวันขึ้น 29 ค่ำ เดือน 3 จะมีการจัดงานวันเกิดเทพเจ้าแป๊ะกงที่ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน และวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 จะมีการจัดงานวันไหว้พระจันทร์ที่ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง เป็นต้น ในช่วงงานเทศกาลประจำปีดังกล่าว ตอนกลางวันลูกหลานชาวจีนฮกจิวจะนำสิ่งของมาสักการะบูชาเทพเจ้าจีน ตอนกลางคืนจะมีการประมูลสิ่งของที่ลูกหลานชาวจีนฮกจิวนำมาบูชา เพื่อนำไปรับประทานหรือเก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล เงินที่ได้จากการประมูลก็ได้นำไปใช้ประโยชน์ในศาลเจ้าต่อไป[1]

    ภาพที่ 10 เทพเจ้าแป๊ะกง : ศาลเจ้าฮกฮั้วเก็ง

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

    วัดพิศิษฐ์อรรถาราม

              ในช่วงแรกของการตั้งถิ่นฐานยังชุมชนนาบอน ชาวจีนฮกจิวส่วนใหญ่ศรัทธาในเทพเจ้าจีนและอีกจำนวนหนึ่งศรัทธาในคริสตศาสนา กระทั่งกาลเวลาผ่านไปเมื่อชาวจีนฮกจิวได้รับอิทธิพลจากความเชื่อความศรัทธาพุทธศานาของสังคมไทย แต่ไม่มีศาสนสถานในการดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนา ในเดือนเมษายน พ.ศ.2500 นายอึ่งค่ายถ่ายซึ่งเป็นเศรษฐีจากเมืองนครศรีธรรมราช ได้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างที่พักสงฆ์ในระยะเริ่มแรก ต่อมาจึงมีการสร้างศาลาโรงธรรม กระทั่งเมื่อพ.ศ.2526 จึงมีการขึ้นทะเบียนก่อตั้งวัดพิศิษฐ์อรรถาราม วัดแห่งนี้จึงเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนเรื่อยมาถึงปัจจุบัน[2]

     

    คริสตจักรนาบอน

              การนับถือศาสนาคริสต์ของชาวจีนฮกจิวปรากฏให้เห็นเมื่อครั้งมีบาทหลวงชาวคริสต์นำพาชาวจีน ฮกจิวที่นับถือคริสต์ศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการเกษตรยังเมืองซีเทียวัน รัฐเประ มลายา ตั้งแต่พ.ศ.2445 (ค.ศ.1902)[3] กระทั่งก่อเกิดเป็นชุมชนคริสต์ มีศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรม แสดงให้เห็นร่องรอยการนับถือคริสต์ศาสนาของชาวจีนฮกจิวมาตั้งแต่เมื่อครั้งอาศัยอยู่จีนแผ่นใหญ่ ต่อมาชาวจีน  ฮกจิวในเมืองซีเทียวันเผชิญกับปัญหาการจำกัดการถือครองที่ดินในมลายาทำให้ต้องดิ้นรนอพยพเข้ามายังแผ่นดินสยาม และเลือกเข้ามาตั้งถิ่นฐานยังชุมชนนาบอน การอพยพเข้ามาในชุมชนนาบอนดังกล่าว ไม่ได้อพยพเข้ามาภายใต้การนำของบาทหลวงหรือนักบวชในคริสต์จักร ปรากฏมีเพียงครอบครัวชาวจีนฮกจิวประมาณ 10 ครัวเรือน ซึ่งเคยนับถือคริสต์ศาสนามาแต่เมื่อครั้งอาศัยอยู่ที่เมืองซีเทียวัน แต่กระนั้นเมื่อชาวจีนฮกจิวอพยพมายังชุมชนนาบอนตั้งแต่พ.ศ.2473 (ค.ศ.1930) ชีวิตการดิ้นรนต่อสู้และความเป็นอยู่เพื่อปากท้องย่อมสำคัญกว่าการนับถือศาสนาใด ห้วงระยะเวลาแรกของการจับจองพื้นที่หักร้างถางพงเพื่อทำสวนยางพาราชาวจีนกลุ่มนี้จึงไม่ได้มีการรวมตัวเพื่อประกอบพิธีกรรมทางคริสต์ศาสนา

              กระทั่งต่อมาเมื่อพ.ศ.2479 (ค.ศ.1936) หลินหงปิง บาทหลวงชาวจีนจากเมืองซีเทียวัน รัฐเประ ดินแดนมลายา ได้เข้ามาประกาศเกรียติคุณแก่ชาวจีนฮกจิวในพื้นที่นาบอน และชาวจีนฮกจิวจำนวนราว 25 คน เมื่อได้ฟังคำประกาศเกรียติคุณของพระเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและความชุ่มชื้นในหัวใจ หลังจากนั้นจึงหันมานับถือศาสนาคริสต์ กระทั่งลูกหลานของชาวจีนฮกจิวกลุ่มนี้ก็ได้สืบทอดนับถือคริสต์ศาสนาต่อมา[4]

     

    ภาพที่ 11 ประตูทางเข้าสุสานหรือฮวงซุ้ยชุมชนชาวจีนฮกจิวนาบอน

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

     

    [1] นายวิทวัส หวังธนานุรักษ์, สัมภาษณ์ที่ศาลเจ้าแป๊ะกงในสวน ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 13 ‎พฤษภาคม ‎พ.ศ.2561  

    [2] พระครูอรรถธรรมวัฏร (อภิพงศ์ ปุณฺณธมฺโม), สัมภาษณ์ที่วัดพิศิษฐ์อรรถาราม ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 13 ‎พฤษภาคม ‎พ.ศ.2561      

    [3] S.H. Khoo, G. Cho, and K.E. Chan. Spatial Aspects of Foochow Settlement in West Malaysia with Special Reference to Sitiawan, Perak, since 1902. In Asian Studies. Vol.X No.1, April 1972.  pp.77-94.

    [4] สุดซึ้ง ผกาวรรณ. อายุ 68 ปี. สัมภาษณ์ที่คริสตจักรนาบอน เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2560.

     

     

  • การทำนาย โหราศาสตร์/ไสยศาสตร์ :

              ชาวจีนฮกจิวจำนวนหนึ่งยังคงมีความเชื่อด้านจิตวิญญาณ เมื่อมีงานสำคัญประจำศาลเจ้าต่างๆ ชาวจีนฮกจิวจะสักการะเทพเจ้าต่างๆเพื่อขอพรและถามไถ่ปัญหาที่ตนเองเผชิญผ่านร่างทรงเทพเจ้าต่างๆ

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ :

              ความเปลี่ยนแปลงสำคัญของชุมชนนาบอนในสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ ประชากรชาวจีนฮกจิวมีการเคลื่อนย้ายไปสู่ต่างถิ่นมากขึ้น และประชากรต่างถิ่นเคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราในชุมชนนาบอนเพิ่มมากขึ้น อาทิ แรงงานต่างด้าว

              ปัจจุบันชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนได้รับการส่งเสริมด้านการศึกษามากขึ้น ทำให้ลูกหลานชาวจีนฮกจิวส่วนใหญ่เมื่อสำเร็จการศึกษาต่างหางานทำในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ ประชากรชาวจีนฮกจิวจึงกระจายตัวอาศัยอยู่ต่างถิ่นมากขึ้น

              ในทางกลับกันเมื่อชุมชนนาบอนได้พัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมยางพาราสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช โรงงานแปรรูปยางพารามีความต้องการแรงงานจำนวนมาก จึงมีการนำแรงงานต่างด้าว ทั้งแรงงานชาวเมียนมาร์และกัมพูชาเข้ามาทำงานในเขตพื้นที่โรงงานตน ทำให้ปัจจุบันชุมชนนาบอนมีประชากรเป็นแรงงานต่างด้าวเข้ามาอาศัยจำนวนมาก และกระตุ้นให้เกิดความคึกคักทางเศรษฐกิจในชุมชน ปรากฏให้เห็นจากการจับจ่ายซื้อของในตลาดนัดของชุมชน ซึ่งมีแรงงานต่างด้าวเป็นกลุ่มผู้บริโภคสำคัญ

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

    1. สมาคมจุงซันและสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย (Fuzhou Association of Thailand)  

              พัฒนาการการรวมกลุ่มเพื่อก่อตั้งขึ้นเป็นสมาคมในหมู่ชาวจีนฮกจิวเริ่มต้นขึ้นจากการจัดตั้งที่อ่านหนังสือชุมชน เป็นพื้นที่กลางของชุมชนที่ใช้ในการพบปะพูดคุยกันของคนในชุมชน ต่อมาได้พัฒนาเป็นห้องสมุดจุงซันหรือจุงซันเป้าเซ่อ ที่มีการบอกรับสมาชิก วัตถุประสงค์ ระเบียบปฏิบัติ และบริหารงานโดยคณะกรรมการ หากกล่าวไปก็เปรียบได้กับการรวมกลุ่มในรูปแบบ “สมาคม”

              “สมาคมจุงซัน”   สมาคมจุงซันเป็นองค์กรสาธารณกุศลแห่งแรก ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมการดำเนินกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมและเป็นตัวกลางระหว่างชาวจีนฮกจิวกับหน่วยงานราชการ ในการติดต่อประสานงานการแจ้งเกิด การแจ้งตาย การย้ายทะเบียนบ้าน การเสียภาษี การต่ออายุใบต่างด้าว การเกณฑ์ทหาร ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาข้อพิพาทเล็กๆน้อยๆในชุมชน

              ปัจจุบันสมาคมจุงซันได้ลดบทบาทของตนเองลง เนื่องจากผู้อาวุโสของสมาคมได้ล้มหายกันไปตามกาลเวลา ประกอบกับเกิดการรวมตัวก่อตั้งสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยขึ้น ซึ่งมีการดำเนินกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับภาครัฐและนานาชาติมากขึ้น การดำเนินกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมของชาวจีนฮกจิวจึงขับเคลื่อนผ่านสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยเป็นหลัก

              “สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย”   ชาวจีนฮกจิวมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายทางสังคมโดยใช้ชื่อว่า สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย (Fuzhou Association of Thailand)  มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2534 ส่วนสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ.2535 โดยนายอุดม วัชรวิจิตร เป็นคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน โดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่พ.ศ.2535-2560[1] และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการริเริ่มก่อตั้งสาขานาบอน 

              สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ได้ปฏิบัติภารกิจหลักภายใต้การดำเนินการตามนโยบายและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งสมาคม โดยเป็นองค์กรสาธารณกุศลจัดกิจกรรมต่างๆ ด้านสังคมวัฒนธรรม ทั้งการมอบทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสและมอบอั่งเปาให้ผู้สูงอายุในวาระโอกาสสำคัญต่างๆ และร่วมจัดกิจกรรมประจำปีกับหน่วยงานรัฐทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น

    ภาพที่ 12 สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

    2. เครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรม

              ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรมเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มตนเองกับรัฐไทย รัฐบาลจีน และชาวจีนฮกจิวในประเทศจีนและมาเลเซีย ผ่านการดำเนินกิจกรรมต่างๆของสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย ดังนี้

              เครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับรัฐไทย

              สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ดำเนินกิจกรรมประจำปีร่วมกับหน่วยงานรัฐทั้งระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ได้แก่ งานวันพ่อแห่งชาติ งานวันแม่แห่งชาติ งานวันปิยะมหาราช และงานปิดกรีด เป็นต้น

     

    เครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

              สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน มีการสานสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐบาลจีน อาทิ สถานเอกอัครราชฑูตจีนประจำประเทศไทยและสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำสงขลา ในการร่วมงานประจำปีต่างๆ ได้แก่ งานวันชาติจีน งานตรุษจีน งานกงสุลจีนประจำปี และการบริจาคเงินช่วยเหลือเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินกิจกรรมประจำปีต่างๆแสดงให้เห็นการธำรงอัตลักษณ์ความเป็นจีนผ่านกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน

     

    เครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับชาวจีนฮกจิวระดับนานาชาติ

              สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยได้มีการสร้างเครือข่ายทางสังคมวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับชาวจีน ฮกจิวในระดับนานาชาติ  โดยมีการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาพันธ์ฟุโจวนานาชาติในนาม “สมาคมฟุโจว นานาชาติ” (International Fuzhou Association) เมื่อพ.ศ.2534 และกระชับความสัมพันธ์ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมประจำปีของสมาพันธ์ฟุโจวนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศทั่วโลกที่มีชาวจีนฮกจิวอาศัยอยู่ โดยสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฟุโจวนานาชาติ ครั้งที่ 4 เมื่อพ.ศ.2539 ณ กรุงเทพฯ[2]

    สำหรับสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ได้มีการเครือข่ายความร่วมมือทางสังคมวัฒนธรรมกับประเทศจีนและมาเลเซียโดยตรง ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านพี่เมืองน้อง โดยมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ด้วยการต้อนรับการมาเยือนประเทศไทยของสมาคมกู่เถียน[3] ประเทศมาเลเซีย ซึ่งได้นำคณะเดินทางมาเยือนและสร้างความสัมพันธไมตรี ทั้งหมด 5 ครั้ง เมื่อพ.ศ.2551 และพ.ศ.2557[4]

    นอกจากนี้ชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนก็ได้มีการรวมตัวกันผ่านสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน เดินทางเยือนสมาคมกู่เถียน ประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 และในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 ก็มีกำหนดการเดินทางเยือนชุมชนกู่เถียน เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอน พร้อมการรับรองจากรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองกู่เถียนและสมาคมกู่เถียน ประเทศจีน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง นับเป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวจีนฮกจิวในนาบอนเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับชาวจีนฮกจิวในระดับนานาชาติ และมีนัยสำคัญทางสังคมวัฒนธรรมในการหล่อหลอมอัตลักษณ์ความเป็นจีนฮกจิวในเชิงอุดมคติและเชิงคุณค่าให้คงอยู่

     

    ภาพที่ 13 สมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน นำคณะชาวจีนฮกจิวในชุมชนนาบอนเดินทางเยี่ยมชมและเชื่อมความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างบ้านพี่เมืองน้อง

    ณ สมาคมกู่เถียน ประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561

    ที่มา : ถ่ายโดยนางสาวสิรีธร  ถาวรวงศา

     

    [1] ปัจจุบันนางดวงใจ เลิศพัฒนาไทย เข้ารับตำแหน่งประธานสมาคมฟุโจวแห่งประเทศไทย สาขานาบอน ต่อจากนายอุดม   วัชรวิจิตร และมีวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่พ.ศ.2561-2562

    [2] สุรชาติ ชื่นโชคสันต์.  (2544).  อนุสรณ์ฉลองครบรอบ 10 ปี สมาคมฟุโจวประเทศไทย. หน้า 31-36.

    [3] กู่เถียน (Gutian) เป็นชื่อชุมชนหน่วยย่อยของเมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

    [4] นายอุดม วัชรวิจิตร, สัมภาษณ์ที่โรงเรียนสหมิตรบำรุง ต.นาบอน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช,  เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2561  

     

Access Point
No results found.