กลุ่มชาติพันธุ์

  • ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ : เปอรานากัน
  • ชื่อเรียกตนเอง : บ้าบ๋า-ย่าหยา
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ภาษามลายูเรียกว่า เปอรานากัน/เพอนารากัน หรือ บาบ๋า-ย่าหยา
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ภาษาพูดใช้ภาษามลายูบ้าบ๋า เป็นภาษาถิ่นหนึ่งของภาษามลายู ชาวเปอรานากันในไทยใช้ภาษาไทยถิ่นใต้ ที่เจือไปด้วยคำศัพท์จากภาษามลายู, จีน และอังกฤษ ไม่มีภาษาเขียนของตนเอง ใช้ภาษาของรัฐชาติที่ชาวเปอนารากันอาศัยอยู่
  • มิติทางประวัติศาสตร์ :

              คําว่า เปอรานากัน และบ้าบ๋า-ย่าหยา เป็นคําถูกใช้เรียกลูกหลานชาวจีนเลือดผสมที่ถือกําเนิด และอาศัยอยู่ ณ ดินแดนคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยเมืองมะละกา (Malacca) และเมืองปีนัง (Penang)ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) และหมู่เกาะชวา (Java) ประเทศอินโดนีเซีย มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15  (Petitenyonya, 2009) นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติอื่นๆ ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ  คาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย ทําให้ก่อกําเนิดเปอรานากันที่มีสายเลือดลูกผสมระหว่างชนพื้นเมืองเดิมกับชาวต่างชาติมากมาย ดังนั้นจึงสามารถแบ่งชาวเปอรานากันตามเชื้อชาติผสมได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวจีนเปอรานากัน (Peranakan Chinese) กลุ่มชาวอาหรับเปอรานากัน (Peranakan Arabs) กลุ่มชาวดัชต์เปอรานากัน(Peranakan Dutch) และกลุ่มชาวอินเดียเปอรานากัน (Peranakan Indians) แต่ด้วยกลุ่มชาวจีนเปอรานากันเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และมีบทบาทสําคัญในสังคมทําให้คําว่า “เปอนารากัน”ถูกใช้อ้างถึงเฉพาะกลุ่มชาวจีนเปอรานากันเท่านั้น (Encyclopedia Britannica, 2012)     

              พจนานุกรมไทยฉบับสมบูรณ์ พ.ศ.2519 ได้ให้ความหมายของคําว่า บ้าบ๋า ว่า “ชายชาวจีนที่เกิดในมาเลเซีย พ่อเป็นจีน แม่เป็นมลายู ถ้าเป็นหญิงเรียก ย่าหยา” ส่วนคําว่า “Peranakan” เป็นภาษามลายู มีรากศัพท์มาจากคําว่า ‘ank’ มีความหมายว่า เด็ก เมื่อนํามารวมกับคําว่า ‘per-... ‘an’ เป็น peranakan หมายถึง ครรภ์, ถือกําาเนิดที่นี่ จนในที่สุดคํานี้ก็ถูกนํามาใช้เรียกสายเลือดลูกผสมที่ถือกําเนิด ณ ดินแดนคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย (Shamsul AB, 2011)

              พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 นิยาม "บาบ๋า" และ "ย่าหยา" ว่า "เรียกชายที่เป็นลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดในมลายูและอินโดนีเซีย ว่า บ้าบ๋า, คู่กับ ย่าหยา ซึ่งหมายถึงหญิงลูกครึ่งจีนกับมลายูที่เกิดใน มลายูและอินโดนีเซีย" อย่างไรก็ตามชาวเปอรานากันในประเทศไทย บริเวณจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันโดยเฉพาะภูเก็ตและตรังทั้งเพศชายและหญิง จะถูกเรียกรวม ๆ ว่า “บ้าบ๋า” หรือ “บาบา” ส่วน “ย่าหยา” เป็นเพียงชื่อของชุดสตรีเท่านั้น

              ส่วนในภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีกระจายตัวอยู่แถบพื้นที่โดยเฉพาะปัตตานี สงขลา นราธิวาส

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย ผศ. ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ

      เอกสารอ้างอิง

    • Encyclopedia Britannica. (2012). Peranakan. (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://www.britannica.com/EBchecked/topic/451004/Pat Hemasuk. (2014). วัฒนธรรม เปอรานากัน และเทศกาลกินเจของคนไทยเชื้อสายจีน. สืบค้นจาก: https://th-th.facebook.com/notes/ pat-hemasuk/วัฒนธรรม-เปอรานากัน-และเทศกาลกินเจของคนไทยเชื้อสายจีน/911176955592583/
    • Peranakan (2012). Peranakan. (ออนไลน์). ม.ป.ป. สืบค้นจาก http://www.docstoc.com/docs/118235819/Peranakan     
    • พุมรี อรรถรัฐเสถียร. (2556). “เปอนารากัน (Peranakan) สายเลือดลูกผสม.” วารสารกึ่งวิชาการ รูสะมิแล. ปีที่ 34 ฉบับที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน).หน้า 91-95. สืบค้นจาก https://www.tcithaijo.org/index.php/ rusamelae/article/view/62915/51696

      เอกสารอ้างอิงอื่นๆ

    • Petite nyonya (นามแฝง). (2009). Peranakan/ BabaNyonya – Its Historical Beginning and Culture at a Glance. (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://nyonyapendekmelaka.blogspot.com/2009/07/peranakan–Its-historical-beginning-culture
    • Shamsul AB. (2011). Discourses on “Peranakanness” with focus on The Peranakan Chinese Community in Contemporary Kelantan, Malaysia. (ออนไลน์). สืบค้นจาก: http://ukm.academia.edu/www.kitaukmmy/Papers/1127529/Discourses_on_Peranakanness_with_focus_on_The_Peranakan_Chinese_Community_in_Contemporary_Kelantan_Malaysia
    • Soeseno Kartomihardjo, (1981). “Ethnography of communicative codes in East Java Dept. of Linguistics”, Research School of Pacific Studies, Australian National University, Vol. 212 p. 96
    • นิสิต มโนตั้งวรพันธุ์ และปริวรรต ธรรมาปีชากร.(2553). เรียนรู้วัฒนธรรมเปอรานากัน (บ้าบ๋า ย่าหยา) จากเครื่องถ้วยนนยา. (ออนไลน์). สืบค้นจาก: htt://www.bu.ac.th/knowledgecenter/executive_journal/july_sep_10/pdf/aw8.pdf
    • ศรยุทธ์ เอี่ยมเอื้อยุทธ. (2553). “เรื่องเล่าผู้คน: เปิดโลก...เปอรานากัน” สยามใหม่ จากมุมมองท้องถิ่น.70 (ตุลาคม-พฤศจิกายน), หน้า 12-13.

     

  • บทนำ :

              คําว่า“Baba-Nyonya” (บ้าบ๋า-ย่าหยา) เป็นคําที่ชุมชนชาวจีนเลือดผสมในมะละกาเรียก ตนเอง ซึ่งคําาว่า “Baba” (บ้าบ๋า) เป็นคําที่มาเลย์ยืมมาจากภาษาเปอร์เซียแปลว่า การให้เกียรติบรรพบุรุษ และถูกนํามาใช้เรียกชาวจีนเลือดผสมที่เป็นเพศชาย ส่วนคําว่า “Nyonya” (ย่าหยา) ก็ถูกนํามาใช้เรียกชาวจีนเลือดผสมที่เป็นเพศหญิง เป็นคําที่ชาวชวายืมมาจากภาษาอิตาลี คือคําว่า “Nona” (grandma) แปลว่า ผู้หญิงต่างชาติที่แต่งงานแล้ว หรืออาจจะมาจากคําว่า “Donha” ซึ่งเป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่า คุณผู้หญิง เนื่องจากขณะนั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของชาวยุโรปทําให้มีหญิงชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยอยู่ในชวามาก ชาวชวาจึงเรียกหญิงเหล่านั้นว่า Nona ซึ่งใช้ในความหมายว่า คุณผู้หญิง

              บ้าบ๋า หรือ บาบ๋า (Baba) เป็นคำที่ภาษามลายูที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย โดยคำนี้เป็นคำให้เกียรติแก่ปู่ย่าตายาย โดยคำนี้จะใช้เรียกชาวเปอรานากันที่เป็นผู้ชาย โดยเริ่มจากการเป็นภาษาตลาด จากคนหาบเร่ และผู้ขาย จนสุดท้ายคำว่า บ้าบ๋า นี้ได้ใช้กันโดยทั่วไป

              ย่าหยา หรือ ญอญญา (Nyonya) เป็นคำภาษาชวาที่ยืมมาจากภาษาดัตช์ คำว่า Dona หมายถึงผู้หญิงต่างประเทศแต่งงาน เนื่องจากภาษาชวามีความโน้มเอียงเพื่อเน้นถึงผู้หญิงต่างประเทศ ภายหลังได้ใช้เรียกชาวเปอรานากันที่เป็นผู้หญิง แต่ชาวเปอรานากันในประเทศไทย ย่าหยาเป็นคำเรียกชุดสตรีชนิดหนึ่ง     

              ด้วยการรับเอาวัฒนธรรมอันหลากหลายเข้ามาคำเรียกของชาวเปอรานากันนั้นจึงแบ่งเป็นชายและหญิง โดยรับต่อภาษาต่างๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรม

     

  • ประวัติ/ที่มา :

              ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 เจิ้งเหอ (Zheng He) ได้รับคําสั่งจากกษัตริย์จีนให้ออกเดินทางมายังคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย พร้อมทั้งนําาเครื่องราชบรรณาการมามอบให้กับสุลต่านเมืองมะละกา ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัชสมัย Parameswara (Sultan Iskandar Shah ผู้ค้นพบเมืองมะละกา) ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับมะละกาจึงถือเกิดขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ.1459 กษัตริย์จีนได้ให้เจ้าหญิงฮัง ลิ  โป (Hang Li  Po) เดินทางมายังเมืองมะละกา เพื่อแต่งงานกับสุลต่าน Mansur Shah   หลังจากนั้นชาวจีนก็อพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกราก ณ เมืองมะละกามากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน (Hokkien) แล้วนําาไปสู่การแต่งงานข้ามเชื้อชาติจนถือกําาเนิดลูกหลานเลือดผสมระหว่างจีนกับมลายู และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของชาวจีนเปอรานากัน (Petite nyonya, 2009)

              อย่างไรก็ดี ชาวจีนที่อพยพมาทางภาคใต้ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยสมัยโบราณตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 5 ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนซึ่งจะกระจายอยู่แถบพื้นที่โดยเฉพาะปัตตานี สงขลา นราธิวาส ถ้าเป็นลูกครึ่งจีนหรือลูกจีนที่เกิดในพื้นที่ ก็จะเรียกว่า “บาบ๋า” หรือ “เปอรานากัน” ด้วยเช่นกัน โดยภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่ แม้แต่คนในระดับพระราชวงศ์ก็มีสัมพันธไมตรีระหว่างกันระหว่างสุลต่านมะละกากับจักรพรรดิราชวงศ์หมิง โดยในปี ค.ศ. 1460 สุลต่านมันโซชาห์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง และทรงประทับบนภูเขาจีน หรือ “บูกิตจีนา” (Bukit Cina) พร้อมเชื้อพระวงศ์อีก 500 พระองค์

              สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายูหากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า “บ้าบ๋า” หรือ “บ้าบ๋า” (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า “ย่าหยา” (Nyonya) และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของบรรพบุรุษโดยมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำวัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวมๆว่า “จีนช่องแคบ” (Straits Chinese; 土生華人) ต่อมาเมื่อสมัยอาณานิคมดัตช์ช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1800 ได้มีชาวจีนอพยพเข้ามามากขึ้น จนทำให้เลือดมลายูของชาวเปอรานากันจางลง จนรุ่นหลังแทบจะเป็นจีนเต็มตัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมผสมผสานของชาวเปอรานากันจืดจางลงไปเลย การผสมผสานนี้ยังมีให้เห็นในการแต่งกายแบบมลายูเช่น ซารุง กบายา และชุดย่าหยา ซึ่งถือเป็นการแต่งกายอันสวยงามที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและมลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิม อาหารแบบเฉพาะตัว และภาษาที่ผสมผสานคำทั้งมลายู จีน และอังกฤษไว้ด้วยกัน      

              กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยุคอาณานิคมที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ชาวเปอรานากันส่วนใหญ่จะได้รับการศึกษา และรับเอาวัฒนธรรมแบบตะวันตก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างปีนังและสิงคโปร์ ทําาชให้วัฒนธรรมเปอรานากันบางอย่างที่สืบทอดมาถูกปรับเปลี่ยน หรือหลงลืมไปตามกระแสการพัฒนาทางสังคม เช่น การแต่งกายกายแบบบ้าบ๋า-ย่าหยาก็หดหายไป หรือปรับเปลี่ยนจากการใช้ผ้าปักฉลุมาเป็นผ้าลูกไม้สําาเร็จรูปแทน หรือการดําาเนินชีวิตแบบครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดียวด้วยภาวะทางเศรษฐกิจ เป็นต้น อย่างไรก็ตามในเมืองมะละกา ปีนัง    สิงคโปร์ และภูเก็ตก็ยังคงปรากฏวัฒนธรรมเปอรานาอยู่ในรูปแบบของธุรกิจการค้า เช่น  การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีบ้านเรือนเปอรานากันให้กับนักท่องเที่ยวได้เข้าพักและเยี่ยมชม หรือสินค้าเชิงวัฒนธรรมแบบเปอรานากัน ได้แก่  เสื้อผ้าชุดบ้าบ๋า-ย่าหยา  เครื่องถ้วยนนยา รองเท้าสตรีปักลวดลายด้วยลูกปัดหลากสี เป็นต้น

     

  • วิถีชีวิต :

               สถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนแบบชิโนโปรตุกีสที่ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ และภาษาที่ชาวจีนเปอรานากันใช้พูดคุยกันมักจะผสมคําจีน มลายูและอังกฤษ เช่น   คําาว่า ยานัด หมายถึงสับปะรด มาจากคําาว่า lanas ซึ่งเป็นภาษามลายู หรือประโยคภาษามลายูที่มักจะพูดกันทั่วไปว่า “Dias dating sini sembang” แปลว่าเขาชอบมาที่นี่และพูดคุย นอกจากนี้อาหารก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานกัน โดยชาวเปอรานากันจะนําเครื่องปรุงของท้องถิ่นมาใช้ประกอบอาหาร อีกทั้งการแต่งกายของชาวเปอรานากันก็เป็นแบบมลายู เรียกว่า ชุดบ้าบ๋า-ย่าหยา ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและชาวมลายูเข้าด้วยกันอย่างสวยงาม โดยผู้หญิงจะสวมเสื้อผ้าหน้าตัวยาว มีแขนยาว และฉลุลายดอกไม้ พร้อมทั้งติดเข็มกลัดที่มีลวดลายงดงาม 3-4   ชิ้น/ตัว  แล้วนุ่งผ้าปาเต๊ะ ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองของมลายู และสวมรองเท้าที่ปักด้วยลูกปัดหลากสีเป็นลวดลายต่างๆ ส่วนผู้ชายแต่งกายคล้ายแบบจีนดั้งเดิมหรือแต่งกายด้วยสูทแบบตะวันตก รวมถึงเครื่องใช้ต่างๆ เช่น  เครื่องถ้วยนนยา (Nyonya Wares) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงระดับชนชั้นชาวเปอรานากัน ถ้าชนชั้นสามัญจะใช้เครื่องลายครามที่มีคุณภาพปานกลาง และมีลวดลายที่พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนเครื่องถ้วยนนยาที่มีคุณภาพดี ฝีมือการลงยาสีประณีตสวยงามแสดงให้เห็นถึงความหรูหราของชนชั้นสูงที่ร่ำรวย   (นิสิต    มโนตั้งวรพันธุ์ และปริวรรต ธรรมาปีชากร, 2553)

              ในส่วนการประกอบกิจการการค้าและธุรกิจมีกันหลายชั่วรุ่น เช่น ร้านทอง "หย่งยูฉ่าง" ต่อมา มี "ซินยูฉ่าง" จนถึง "ทวีสุวัณณ์"  4 รุ่นจากรุ่นคนเก่าคนแก่ของภูเก็ตนานนับ 80 ปี เป็นต้น

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติ :

              เป็นครอบครัวขยายแบบชาวจีน 

  • การสืบผีและมรดก :

              ฝ่ายบิดา (Patriachy) 

  • การแต่งกาย :

              เสื้อของสาวย่าหยาในภูเก็ตนั้นก็คือ ปั้วตึ่งเต้ ในภาษาฮกเกี้ยน หรือ  Kebaya ในภาษามาเลย์ เป็นวัฒนธรรมการแต่งกายที่ลูกสาวชาวจีนฮกเกี้ยนหรือคนบาบ๋ารับมาจากปีนัง

              เสื้อย่าหยาของอาม่าเป็นเสื้อยุคเก่าในสมัยที่ศักยภาพของจักรเย็บผ้ายังไม่ดีพอ เสื้อย่าหยาจึงตัดง่าย ๆ โดยการนำลูกไม้มาเย็บติดกับตัวเสื้อที่เป็นผ้าป่านลายดอก หรือ ผ้าโปร่ง ๆ  เสื้อย่าหยาสมัยก่อนไม่มีกระดุม ย่าหยาจะใช้เข็มกลัดทองรูปดอกไม้ ใบไม้ ที่โยงด้วยโซ่แทนกระดุม

              เสื้อย่าหยาของกิ่มโป๋ จากปีนัง เป็นเสื้อยุคถัดมาที่จักรเย็บผ้าสามารถทำอะไรได้มากขึ้น ผ้าที่ใช้ตัดเสื้อนี้เป็นผ้าพื้น สาวย่าหยาสมัยนั้นส่วนใหญ่จะปักลายของเสื้อเอง แม้ว่าจะปักด้วยจักรเย็บผ้า การเย็บเชื่อมชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเสื้อย่าหยายุคก่อน ๆ นั้นจะไม่เหมือนกับการเย็บเสื้อผ้าในปัจจุบัน และเสื้อย่าหยาสมัยก่อนนั้นก็ไม่ได้ตัดเข้ารูปพอดีตัวเหมือนเสื้อย่าหยายุคหลัง

              การนุ่งผ้าถุงหรือผ้าปาเต๊ะเป็นศิลปะที่สาวย่าหยาต้องศึกษา นอกจากการนุ่งผ้าปาเต๊ะให้สวยแล้ว สาวย่าหยาต้องรู้จักเลือกสีของผ้าปาเต๊ะให้เข้ากับสีเสื้อย่าหยา นุ่งให้โชว์สีและลายของผ้าที่แตกต่างกันตรงด้านหลังอย่างเหมาะเจาะ สาวย่าหยายังต้องเรียนรู้ถึงการร้อยผ้าปาเต๊ะหรือการใช้เข็มสอยผ้าปาเต๊ะที่เป็นชิ้นให้เป็นผ้าถุง การพับผ้าปาเต๊ะที่ถูกต้องตามลายของผ้า  การดูแลรักษาผ้าปาเต๊ะของตนให้มีสีสวยสดไปนาน

     

  • บ้าน :

              กลางบ้านของชาวบาบ๋า เปิดโล่ง รับแดดรับลม  บ้านของชาวบาบ๋า เป็นบ้านที่ยาวมาก มีประตูแบ่งออกเป็นช่วง ๆ มี "ฉิมแจ้" หรือบ่อน้ำกลางบ้าน ที่ภูเก็ตมักมีการสร้างบ่อน้ำ ในบริเวณช่องเปิดโล่งมักนิยมอยู่กลางบ้าน ให้แสง และลม สามารถผ่านเข้ามาในบ้านได้ 

  • อาหาร :

    อาหารเปอรานากันเป็นอาหารลูกครึ่งจีน–มลายู เนื่องจากการแต่งงาน ข้ามเชื้อชาติกันทำให้เกิดการผสมผสานจนเกิดเป็นวัฒนธรรมการในใช้ชีวิตรวมถึงการทำอาหารที่เรียกกันว่า อาหารเนียงยา (Nyonya cuisine) มีลักษณะผสมระหว่างสองวัฒนธรรม ซึ่งหารับประทานได้ในประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ เหล่าสาวย่าหยาจึงนำส่วนดีที่สุดของอาหารทั้งสองชาติมารวมกัน คล้ายกับอาหารมลายูตรงที่มีวิวัฒนาการแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อย่าง ละก์ซา (Laksa) เป็นอาหารต้นฉบับย่าหยา มีสองแบบ คือ แบบมะละกาจะเป็น ละก์ซา ลมะก์ (แกงละก์ซา) ประกอบด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว กุ้ง และเครื่องอื่นๆในน้ำแกงที่เข้มข้น ส่วนอาซัม ละก์ซา เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของชาวย่าหยาในปีนัง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากไทย เป็นก๋วยเตี๋ยวปลาน้ำใส โรยหน้าด้วยแตงกวาดิบ และใบสะระแหน่

              มีส่วนประกอบของอาหารจีน เช่น หมู ซีอิ๊ว เต้าหู้ยี้ มาปรุงกับเริมปะห์ (Rempah) เครื่องผัดของชาวมลายู กะทิ และอาจใส่น้ำมะขาม ด้วยความที่ชาวเปอรานากันไม่ใช่มุสลิม จึงมีหมูเป็นส่วนประกอบของอาหารด้วย อาหารที่นิยมได้แก่ แกงหมูน้ำมะขาม (บาบีอาซัม) และหมูสะเต๊ะ น้ำจิ้มถั่วลิสงใส่สับปะรดเพื่อเพิ่มรสชาติ เป็ดซึ่งชาวมลายูไม่นิยมกิน แต่สำหรับอาหารเปอรานากันนั้นกลับเป็นที่นิยม โดยนำเป็ดมาตุ๋นทั้งตัว ใส่แกงหรือต้มส้ม (อีตะก์ ซีโย) ส่วนไก่นั้นใช้รับประทานทั่วไป โดยสามารถทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ไก่ต้มกะทิรสจัด (กาปีตันไก่) และไก่ทอดพร้อมน้ำจิ้ม (เอินจิก์ กาบิน)

              ความโดดเด่นที่บ่งบอกถึงความเป็นเปอรานากันอย่างชัดเจนคือ การปรุงด้วย “เครื่องเทศ”ซึ่งหากดูจากประวัติศาสตร์แล้ว ปีนังเป็นแหล่งค้าขายเครื่องเทศมานานเป็นร้อยๆ ปีทำให้อาหารเปอรานากันเข้มข้นด้วยเครื่องเทศกว่าที่คนไทยคุ้นเคย โดยเน้นเครื่องเทศที่หาได้ในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น ยี่หร่า ข่า ตะไคร้ มะกรูด ขมิ้นแต่จะใช้ในจำนวนที่มากกว่าและใช้เวลาปรุงที่นานกว่าของไทย มีความหอมและรสชาติเครื่องเทศแบบเปอรานากัน เปรี้ยวหอมรสเผ็ดและสมุนไพร

              นับเป็นอาหารที่อร่อย และใช้เวลาปรุงนาน บ้านเปอรานากันแบบเก่าจะมีคนรับใช้มาก และสาวย่าหยาจะใช้เวลาในการปรุงอาหารให้ถูกใจหนุ่มบ้าบ๋า โดยจะมีหญิงย่าหยาสูงวัยคอยกำกับอยู่   

     

  • การแต่งงาน :

              การแต่งงานแบบบาบ๋าย่าหยาเป็นอีกประเพณีหนึ่งที่มีสีสันและสนุกสนาน และยึดมั่นในแบบแผนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของคนไทยเชื้อสายจีน  แม้ว่าทุกวันนี้คนบาบ๋าในภูเก็ตจะไม่ได้จัดงานแต่งงานที่บ้านเหมือนในอดีต แต่ทุกครอบครัวยังคงปฏิบัติตามธรรมเนียมสำคัญตามแบบโบราณ นับตั้งแต่การทาบทาม การสู่ขอ การรับไหว้ด้วยน้ำชา การไหว้เทวดาเจ้าที่ การไหว้บรรพบุรุษ การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดภูเก็ต

              ก่อนจะถึงวันแต่งงาน “แม่สื่อ” หรือ “อึ่มหลาง” กับผู้ใหญ่ของฝ่ายชายจะต้องทำพิธีสู่ขออย่างเป็นทางการ  โดยนำแหวนเพชร เครื่องทอง ห่อกระดาษแดงใส่ “เสี่ยหนา” หรือ ตระกร้าสานด้วยไม้ทาสีแดงกับดำ นำไปมอบให้พ่อแม่ฝ่ายหญิง เมื่อถึงกำหนดแต่งงาน  ในตอนเช้าวัน ญาติ ๆ ของเจ้าสาวจะเตรียมบุหรี่ไว้ต้อนรับเจ้าบ่าวตามประเพณี  บุหรี่ที่เตรียมไว้ต้อนรับเจ้าบ่าว  ตกแต่งด้วยกระดาษแดงที่ตัดเป็นลวดลายสวยงามตามแบบจีน เมื่อขบวนเจ้าบ่าวนำโดย “แม่สื่อ” หรือ “อึ่มหลาง” กับผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบ่าว และเจ้าบ่าวมาถึงบ้านเจ้าสาว บุหรี่ที่เตรียมไว้จะถูกส่งให้เด็กน้อยจากครอบครัวของเจ้าสาวเป็นผู้ยื่นให้เจ้าบ่าว ซึ่งเจ้าบ่าวจะต้องยื่น “อั่งเปา” หรือซองสีแดงใส่เงินให้กับเด็กน้อย ตอนนี้จะเป็นตอนที่สนุกสนาน เพราะเด็กน้อยบางคนไม่ยอมเปิดทางให้เจ้าบ่าว แต่จะขอ “อั่งเปา” เพิ่ม หลังจากนั้นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย  และเจ้าบ่าว ก็จะนั่งคุยกันเล็กน้อย แล้วก็ได้เวลาที่เจ้าบ่าวจะได้พบกับเจ้าสาวในห้องนอนของเจ้าสาวซึ่งจะตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เพื่อนำเจ้าสาวออกจากบ้านไปไหว้บรรพบุรุษที่บ้านเจ้าบ่าว โดยก่อนจะไปทำพิธีที่บ้านเจ้าบ่าวนั้น คู่บ่าวสาวจะต้องไหว้เทวดาเจ้าที่ และบรรพบุรุษที่บ้านของเจ้าสาวก่อน เริ่มต้นกับการไหว้เทวดาเจ้าที่ และการไหว้รูปภาพหรือป้ายชื่อบรรพบุรุษ (ซินจู้) จากนั้นการ "ผ่างเต๋" ก็จะเริ่มขึ้นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องนำผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาปัดฝุ่นที่เก้าอี้

              ซึ่งเตรียมไว้สำหรับ พ่อ แม่ และญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายนั่ง เป็นการเตือนใจให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวระลึกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อนเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่เรียกขานพ่อ แม่  ญาติผู้ใหญ่แต่ละท่านพร้อมคู่ชีวิต  มานั่งดื่มน้ำชาที่เจ้าบ่าว เจ้าสาวรินให้ โดยคู่บ่าวสาวจะต้องทำหน้าที่ในการมองหาและไปจูงท่านมา “ผ่างเต๋” คือการไหว้ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายด้วยการรินน้ำชาให้ดื่ม แล้วท่านรับไหว้ด้วยการมอบ “อั่งเปา” ซึ่งจะมีเงินหรือทองอยู่ในซองสีแดงนั้น    

     

  • การตายและการทำศพ :

              เป็นไปตามแบบประเพณ๊ของชาวจีน        

     

  • ประเพณีเซ่นไหว้บรรพชน :

              เป็นไปตามแบบประเพณ๊ของชาวจีน        

     

  • การขึ้นปีใหม่ :

              เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป และเป็นไปตามแบบประเพณ๊ของชาวจีน    

     

  • ศาสนาและความเชื่อ :

              ชาวเปอรานากัน แม้จะมีเชื้อสายมลายูแต่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่นับถือลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อ และศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในส่วนของบริเวณรัฐกลันตันก็จะนับถือเถรวาทควบคู่ไปกับความเชื่อดั้งเดิมทที่นับถือ เวลามีกิจกรรมทางศาสนาก็จะไปวัดไทยบ้าง และมีการไหว้บรรพบุรุษเหมือนคนจีนทั่วไป แต่มีบางส่วนได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ชาวเปอรานากันได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมตามถิ่นที่ตั้งถิ่นฐาน อย่างอิทธิพลของโปรตุเกส ดัตช์ มลายู อังกฤษ และอินโดนีเซีย 

     

  • พิธีกรรมสำคัญ :

              มีข้อสันนิษฐานว่า วัฒนธรรมของเปอรานากันนั้นผสมกันระหว่างพุทธมหายานและฮินดูจนแยกกันไม่ออก มีการเอาเทพต่างๆของฮินดูมาผสมกับเทพทางมหายานจีนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน จะเห็นว่าการกินเจของคนจีนกับการไม่กินเนื้อสัตว์ของคนฮินดูนั้นคล้ายกัน เทศกาลกินเจที่จัดขึ้นมาเวลาเดียวกับเทศกาลนวราตรี (Navarathri) ของฮินดู มีแต่ในหมู่ชาวเปอรานากันเท่านั้น

              วัฒนธรรมการกินเจในช่วงเวลาเดียวกับที่ฮินดูมีเทศกาลนวราตรีก็ได้แพร่ออกไปจากชาวเปอรานากันไปสู่ชาวจีนในเมืองไทยโดยทั่วไป จากภูเก็ตลามขึ้นมาภาคใต้ขึ้นมาภาคกลางและไปสุดที่นครสวรรค์ ทางอีสานก็ไปถึงโคราช พื้นที่ในเมืองไทยที่มีการจัดงานกินเจไหว้เจ้าใหญ่โต จนชาวจีนทุกเชื้อชาติ ทั้ง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ ฯลฯ ต่างก็รับเอาเทศกาลกินเจเข้ามา และที่ขาดไม่ได้คือโรงเจและศาลเจ้าใหญ่ของจังหวัด รวมถึงม้าทรงที่มีการทรมานตัวเองไม่ต่างกับฮินดูในช่วงนวราตรี

     

  • ตำนาน :

              ตำนานของชาวเปอรานากันเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อหกร้อยปีก่อนสุลต่านมันโซชาห์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง และทรงตั้งรกรากอยู่แถบนี้พร้อมคนจีนอีกห้าร้อยคน  แล้วกระจายตัวออกไปทั่วคาบสมุทรมาลายู  จนถึงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนมีคนจีนเข้ามาอีกจำนวนมากนับแสนคนไล่ๆกับที่คนจีนเข้ามาอยู่ในเมืองไทยในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เลือดมาลายูของชาวเปอรานากันที่หนักไปทางแขกฮินดูจางลงจนเกือบจะเป็นจีนแบบเต็มร้อย

     

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบัน :

              ปัจจุบันชาวจีนเปอรานากันพยายามที่จะรักษาวัฒนธรรมเปอรานากันด้วยการรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมเปอรานากัน (Peranakan Association) ขึ้นในมะละกา ปีนัง กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และภูเก็ต ประมาณ 7 สมาคม ซึ่งสมาคมแต่ละแห่งมีการประสานงานติดต่อกัน และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่ เพื่อให้ชาวจีนเปอรานากันรุ่นใหม่ทุกคนได้รู้จัก และไม่หลงลืมรากเง้าของตนเอง นอกจากนี้ในประเทศสิงคโปร์มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานปอรานากันขึ้น เพื่อเก็บรวบรวมวัตถุต่างๆ ที่แสดงถึงศิลปะอันเป็นสัญลักษณ์ของเปอรานากัน และจัดแสดงวัฒนธรรมเปอรานากันด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยเป็นที่น่าสนใจสําหรับผู้เข้าเยี่ยมชม นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์ในปีนัง และมะละกาก็มีการจัดแสดงวัฒนธรรมเปอรานากันไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนในจังหวัดภูเก็ตมีพิพิธภัณฑ์เพอรานากันและพิพิธภัณฑ์บาบ๋าภูเก็ตซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่ปรากฏเรื่องราวประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวจีนเปอรานากันเนื่องด้วยบรรพชนชาวภูเก็ตสืบเชื้อสายมาจากชาวจีนเปอรานากันในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

     

Access Point
No results found.