ชุมชนชาติพันธุ์ : เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน)

  • ชุมชนชาติพันธุ์ : เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน)
  • ชื่อเรียกตนเอง : ลเวือะ, เลอเวือะ
  • ชื่อที่ผู้อื่นเรียก : ลัวะ, ละว้า
  • ภาษาที่ใช้พูดและเขียน : ตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) ในสาขาภาษาปะหล่อง (Palaungic language) สายตะวันตก ในสาขาย่อยภาษาว้า (Waic)
  • มิติทางประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ :

              คนภายนอกมักเรียก “ชาวเลอเวือะ” ที่บ้านป่าแป๋ว่า “ลัวะ” (เช่น จันทรบูรณ์ สุทธิ และคณะ, 2532) แต่ก็มีนักวิชาการบางคนเรียกเลอเวือะบ้านป่าแป๋ว่า “ละว้า” (Lawa) เช่น ในบทความเรื่อง Living With Thailand’s Gentle Lua ของปีเตอร์ กุนสตัดเตอร์ (Peter Kunstadter) ตีพิมพ์ใน National Geographic เมื่อปี ค.ศ.1966 ซึ่งเข้าใจว่า ปีเตอร์ กุนสตัดเตอร์ จะเรียกคนกลุ่มนี้ตามที่ชาวอังกฤษใช้เรียกละว้าในประเทศพม่า แต่จากบทความนี้เองทำให้เลอเวือะที่บ้านป่าแป๋และที่อื่นๆ ในประเทศไทยถูกเรียกชื่อว่า "ละว้า" ในวงกว้าง 
              สำหรับทางการไทยเรียกเลอเวือะบ้านป่าแป๋และหมู่บ้านอื่นๆ ว่า “ลัวะ” คำนี้เริ่มต้นใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2507 เมื่อมีการตั้งศูนย์วิจัยชาวเขาขึ้น (ซึ่งต่อมาศูนย์นี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันวิจัยชาวเขา) ทั้งนี้เพื่อสร้างความรู้ในการจัดกลุ่มชาวเขาให้ถูกต้อง (พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, 2551) ดังนั้น ทำให้ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา เลอเวือะบ้านป่าแป๋ และที่อื่นๆ จึงถูกทางการไทยเรียกรวมกันทั้งหมดว่าเป็น “ลัวะ” 
              จากการสอบถามเลอเวือะบ้านป่าแป๋หลายคน อธิบายว่า พวกตนเรียกชื่อตนเองว่า "เลอเวือะ" มานานแล้ว ส่วนชื่อเรียกว่า "ลัวะ" เป็นชื่อที่คนเมืองและทางราชการใช้เรียกกัน พวกตนก็ยอมรับคำนี้เพราะเป็นคำที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ไม่ได้มีความหมายในเชิงดูถูก ส่วนคำว่า "ละว้า" หรือ "ละวะ" ถือเป็นคำที่นักวิชาการใช้เรียกกัน แต่ก็ไม่ถูกต้อง และมีความหมายคล้ายกับละว้ากินคนในพม่า (สัมภาษณ์ นายคำรอง ผู้อภิบาล, 2555; นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556)  เมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา เลอเวือะบ้านป่าแป๋ได้เริ่มต้นทำงานวิจัยท้องถิ่นของตนเอง จึงเริ่มมีการใช้คำว่า “ละเวือะ” 
              อย่างไรก็ตาม  ในงานวิจัยบางชิ้นช่วงประมาณปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา มักมีการเรียกชื่อเลอเวือะโดยออกเสียงว่า "ลเวือะ" หรือ “ละเวือะ” (เช่น บือ ขจรศักดิ์ศรี, 2552) ทั้งนี้ เพราะนักวิชาการทางด้านภาษาศาสตร์ที่เข้าไปศึกษาได้เขียนจากเสียงที่ได้ยิน ซึ่งทำให้เกิดความผิดพลาด ด้วยคำหน้าออกเสียงค่อนข้างเร็วและสั้น ทำให้เสียงลดลงเมื่อฟังเผินๆ จึงคล้ายกับออกเสียงว่า "ละ" เลอเวือะบ้านป่าแป๋ที่ทำวิจัยก็เชื่อตามที่นักวิชาการแนะนำ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมากนี้ในปี พ.ศ. 2556 เลอเวือะบ้านป่าแป๋ได้ขอให้แก้ไขใหม่โดยเขียนเป็น "เลอเวือะ" เพราะเริ่มเข้าใจระบบการใช้อักษรไทยเพื่อแทนเสียงในภาษาเลอเวือะมากขึ้น  
              จากการสอบถามเลอเวือะในเขตแม่ฮ่องสอนและในเขตรอยต่อกับจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ที่อำเภอฮอด ก็พบว่าออกเสียงเรียกชื่อตนเองว่า "เลอเวือะ" ไม่ใช่ "ละเวือะ" และ "ลัวะ" (สัมภาษณ์ พระครูปริยัติธรรมพินิจ, 2556) 
              สำหรับคำแปลชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะ ค่อนข้างแตกต่างไปจากกลุ่มอื่นตรงที่ไม่ได้แปลว่า "คน" แต่ในภาษาเลอเวือะบ้านป่าแป๋แปลว่า "ประตู" (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2554) ในขณะที่ลัวะบ้านมืดหลอง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ให้ความหมายว่า “ลัวะ” หมายถึง “ละ” แปลว่า “ละทิ้งจากวัดละทิ้งจากเมือง” ซึ่งหมายถึงเมืองเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าแปลว่า “ละ” หรือไม่ เพราะในเมื่อกลุ่มเลอเวือะในเขตแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่บางส่วนกลับออกเสียงชัดเจนว่า “เลอเวือะ” แยกเสียงสองพยางค์อย่างชัดเจน 

     

  • อื่น ๆ :

    กลุ่มหมู่บ้านเมื่อจัดแบ่งตามความใกล้เคียงของภาษา
              ภาษาของเลอเวือะในแต่ละหมู่บ้านในเขตแม่ฮ่องสอนมีความแตกต่างกันมากพอสมควร บางหมู่บ้านแม้จะอยู่ใกล้กันก็อาจจะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เช่น เลอเวือะบ้านป่าแป๋มีเสียง ล เท่านั้นแต่ไม่มีเสียง ร หรือคำศัพท์บางคำก็แตกต่างกัน เช่น คำว่าเรือ บ้านป่าแป๋พูดว่า “โลง” แต่ถ้าเป็นอมพายใช้คำว่า “เรือ” บ้านเกาะใช้คำว่า “ฮาว” แปลว่าไป แต่ถ้าที่บ้านป่าแป๋จะแปลว่า “อาเจียน” ถ้าจะตรงกับคำว่าไป จะต้องออกเสียง “เฮา” ทำให้บางครั้งยากต่อการสื่อสาร 
              ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า สำหรับกลุ่มบ้านที่มีภาษาใกล้เคียงกับเลอเวือะบ้านป่าแป๋ ได้แก่ บ้านตูน บ้านละอาง บ้านสาม อยู่ห่างประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ไกลกว่านั้นคือบ้านช่างหม้อ (ยวงโฆง) หมู่บ้านนี้ถือเป็นเครือญาติสนิทกัน อยู่ห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร (ทางบนภูเขา) 
              ส่วนกลุ่มบ้านที่สำเนียงไม่เหมือนจนแทบคุยกันไม่รู้เรื่อง ได้แก่ บ้านออบหลวง บ้านมืดหลอง บ้านแป๊ะ บ้านของ บ้านกอกน้อย บ้านละอุบ และบ้านดง (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556; สัมภาษณ์ นายจันทร์ เครือซุย, 2556) 
              ดังนั้น ในอดีตเลอเวือะบ้านป่าแป๋หรือหมู่บ้านอื่นๆ อาจจะพูดภาษาเลอเวือะสำเนียงอื่นได้ด้วย ส่วนภาษากลางอาจใช้ภาษาไท (เมือง) หรือภาษากะเหรี่ยง ทำให้เลอเวือะโดยเฉพาะผู้ชายสามารถพูดได้หลายภาษา อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวได้เปลี่ยนไปหลังจาก ค.ศ.2001 เป็นต้นมาที่มีการพิมพ์ “พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาละว้า” โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย ผู้ที่แปลคัมภีร์จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาเลอเวือะเป็นชาวอเมริกันชื่อ ดอน ชลาเตอร์ ซึ่งได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านละอุบ อยู่ห่างจากบ้านป่าแป๋ประมาณ 9 กิโลเมตร จึงทำให้ภาษาเลอเวือะบ้านละอุบกลายเป็นภาษากลาง (ดอน ชลาเดอร์, 2001) 

     

  • เอกสารอ้างอิง :

    เนื้อหาโดย  อาจารย์พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    • กมล เครือซุย. เอกสารความรู้เรื่องสถานการณ์พืชพื้นบ้านลัวะ. แม่ฮ่องสอน: เอกสารใช้ประกอบการเรียนรู้สาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1-3) โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 10 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2549. (เอกสารอัดสำเนา)
    • กรมศิลปากร. ตำนานมูลศาสนา. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2519.
    • จันทรบูรณ์ สุทธิ และคณะ. วันเดือนปี ชาวเขา เล่ม 1: กะเหรี่ยงโปว์ ขมุ เย้า ลัวะ และอีก้อ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม, 2532.
    • ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ และคณะ. ปริศนาวงศาคณาญาติ “ลัวะ”. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2555. 
    • ดอน ชลาเตอร์. พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาษาละว้า (The Lawa Bible). กรุงเทพฯ: สมาคมพระคริสตธรรมไทย, 2001. 
    • บือ ขจรศักดิ์ศรี. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์รักษ์ละโพงละเวือะบ้านป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552.
    • พิพัฒน์ กระแจะจันทร์. การสร้างภาพลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ “ชาวเขา” ระหว่างทศวรรษ 2420 ถึง 2520. วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551. 
    • ศรีศักร วัลลิโภดม. “ลัวะ ละว้า และ กะเหรี่ยง: ชนเผ่าบนที่สูงกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองกับรัฐในที่ราบ”, วารสารเมืองโบราณ ปีที่ 1 ฉบับที่ 12 (มกราคม - มีนาคม 2529), หน้า 54-66. 
    • Condominas, Georges. From Lawa to Mon, from Saa’ to Thai: Historical and anthropological aspects of Southeast Asia social spaces. Canberra, Department of Anthropology in association with the Thai-Yunnan Project, Research School of Pacific Studies, the Australian National University, 114 p., 1990.
    • Kunstadter, Peter. Living With Thailand’s Gentle Lua. National Geographic, July, 1966. 

    สัมภาษณ์ 

    • พระครูปริยัติธรรมพินิจ, อายุ 42 ปี, (ชาวเลอเวือะ), วัดพระแวน บ้านบ่อหลวง ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่, สัมภาษณ์ วันที่ 19 มกราคม 2556. 
    • นางก้อน ผู้สรรเสริญ, อายุประมาณ 70 ปี (ชาวเลอเวือะบ้านละอุบ). บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 17 สิงหาคม 2555.
    • นายกมล เครือซุย, อายุประมาณ 45 ปี (ชาวเลอเวือะ). ครูโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16-18 สิงหาคม 2555; วันที่ 16-18 มกราคม 2556.
    • นางสาวขนิษฐา ไพรมีค่า, อายุ 21 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านอยู่ติดโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16-18 สิงหาคม 2555; วันที่ 16-18 มกราคม 2556. 
    • นายคำน้อย ลามอย, อายุ 83 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 7/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 18 สิงหาคม 2556. 
    • นายคำรอง ผู้อภิบาล, อายุ 59 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 8/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2555.
    • นายคำเซา ประสงค์สง, อายุ 52 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 35 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 18 สิงหาคม 2555.
    • นายจันทร์ เครือซุย, อายุ 52 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 9/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16-18 สิงหาคม 2555; วันที่ 16-18 มกราคม 2556. 
    • นางใจ ประสงค์สง, อายุ 70 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 35 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 17 สิงหาคม 2555.
    • นางเจ๊ะโฮ เหล่าหว่าง, อายุ 56 ปี (ลูกนางแมม) (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 27 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋     อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
    • นายตุน จันเปง, อายุ 58 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 36/2 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2555.
    • นางเทียมจัน ไผทเสริมบุญ, อายุ 41 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 7/1 (เป็นลูกเขยของลุงคำน้อย)  ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่
    • นายบุญสม เมืองงาม, อายุ 69 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 33 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 18 สิงหาคม 2556.
    • นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, อายุ 59 ปี (ชาวเลอเวือะ+ปกาญอ), อดีตกำนันตำบลป่าแป๋. บ้านเลขที่ 24/1 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16-18 สิงหาคม 2555; วันที่     16-18 มกราคม 2556. 
    • นางเบญวรรณ เกียเกย, อายุ 41 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 19/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 
    • นางเพ็ญพร ผู้ทรงสกุล, อายุ 45 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 44/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่
    • นางแมม นวลศรี, อายุ 80 กว่าปี อาจจะถึง 90 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 27 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 มกราคม 2556. 
    • นายเมอะ ปองอมรกุล, อายุ 62 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 46/1 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง     จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 18 มกราคม 2556. 
    • นางโรย ผู้อภิบาล, อายุ 58 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านอยู่ติดโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 15 สิงหาคม 2555.
    • นางสมจิต ไพรมีค่า, อายุ 46 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านอยู่ติดโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 15 สิงหาคม 2555.
    • นายส่างลา ไพรมีค่า, บ้านเลขที่ 5/2 หมู่ 3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง อายุ 50 ปี. บ้าน สัมภาษณ์    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556. 
    • นายสำเภา มหาศักดิ์สิทธิ์, อายุ 52 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 30/3 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 18 มกราคม 2556. 
    • นางอุ่นศรี ขจรศักดิ์ศรี, อายุ 56 ปี (ชาวเลอเวือะ), ภรรยานายบือ. บ้านเลขที่ 24/1 ม.3 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2555.
    • นางอรุณี จันเปง, อายุประมาณ 40 ปี (ชาวเลอเวือะ). ครูโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2555.
    • นางอัมพร เลิศบุญนิมิต, อายุ 41 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 35 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 17 สิงหาคม 2555.
    • นายเฮือง เครือซุย, อายุ 63 ปี (ชาวเลอเวือะ). บ้านเลขที่ 42/1 บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน. สัมภาษณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2555. 
แสดง 1-4 จากทั้งหมด 4 รายการ
จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร ละติจูด ลองติจูด
แม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง ป่าแป๋ บ้านป่าแป๋9445018.26247598.072051
เชียงใหม่ ฮอด บ่อหลวง บ้านบ่อหลวง18.15254198.354269
เชียงใหม่ อมก๋อย อมก๋อย บ้านดง17.80295498.375303
แม่ฮ่องสอน แม่ลาน้อย ห้วยห้อม บ้านละอูบ18.34218598.057251

ชุดข้อมูล : แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย

แสดง 1-1 จากทั้งหมด 1 รายการ
จังหวัดที่กระจายตัวตั้งถิ่นฐาน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน5000
ที่มา:

สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ. (2547). แผนที่ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ


  • บทนำ :

    ที่ตั้ง
              หมู่บ้านป่าแป๋ ตั้งอยู่ในเขตตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กตั้งอยู่ในหุบเขา มีแหล่งน้ำสายหลักคือห้วยอมลาน  เป็นลำห้วยที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี อยู่กลางหมู่บ้านแบ่งเขตระหว่างเขตตระกูลยวงจาอือกับตระกูลยวงโฆง นอกจากนี้ ยังมีห้วยมะกอก (โกลง ก็อก)  เป็นห้วยขนาดเล็กอยู่ทางเหนือของหมู่บ้าน ใกล้กับโบสถ์นักบุญเทเรซ่า 
              การเดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านป่าแป๋ยังจัดว่าค่อนข้างยาก โดยตั้งอยู่ห่างจากถนนสายหลักที่ผ่านตัวเมืองแม่สะเรียงประมาณ 25 กิโลเมตร ทางบางช่วงเป็นดิน บางช่วงเป็นถนนปูน สมัยก่อนในช่วงฤดูฝนเป็นเรื่องยากมากที่จะเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองแม่สะเรียง ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
              สภาพป่าไม้โดยรอบของบ้านป่าแป๋เป็นป่าดิบ ใบไม้จึงไม่ค่อยผลัดใบ ยกเว้นบนยอดเขาบางแห่งมีสภาพเป็นป่าเต็งรัง บางจุดอาจพบป่าเบญจพรรณบ้าง สภาพอากาศเย็นเกือบตลอดทั้งปี ป่ารอบหมู่บ้านเป็นป่าอนุรักษ์ตั้งแต่ดั้งเดิมชาวบ้านเรียกว่า "ป่าแก่" เป็นป่าที่ล้อมรอบหมู่บ้านเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า ถัดออกไปจากแนวป่าแก่จะเป็นไร่สำหรับปลูกข้าว  

     

              

                             แผนที่แสดงตำแหน่งของบ้านป่าแป๋                                                           แผนที่แสดงตำแหน่งของบ้านป่าแป๋

     

     

     
    สภาพหมู่บ้านป่าแป๋ในปัจจุบัน หมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ยและตามริมห้วย ล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่า
    และนาข้าว ซึ่งนาข้าวที่เห็นเป็นนาของสะมังบุญสม เมืองงาม พ้นไปจากแนวป่าจะเป็นพื้นที่ไร่ ชาวบ้านจะเก็บพื้นที่ป่าเอาไว้ เรียกว่า “ป่าแก่” เพื่อเป็นแนวกันไฟไม่ให้ไฟจากการเผาไร่ลามเข้าหมู่บ้าน

     

  • ประวัติ/ที่มาของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

    ประวัติหมู่บ้านป่าแป๋โดยสังเขป
              ระยะเวลาในการตั้งหมู่บ้านป่าแป๋ไม่แน่นอน จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในหมู่บ้าน ได้แก่ ขวานหินกะเทาะและขวานหินขัด ทำให้สามารถย้อนกลับไปได้หลายพันปี แต่ก็อาจไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับเลอเวือะบ้านป่าแป๋ 
              เลอเวือะบ้านป่าแป๋อาจตั้งถิ่นฐานที่บ้านป่าแป๋มานานพอควร สังเกตได้จากเงินตราที่ยังใช้กันในพิธีกรรมพบว่าเป็นเงินในสมัยล้านนา เช่น เงินเจียง และเงินในสมัยอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ เช่น เงินพดด้วง เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวบ้านเคยเล่าด้วยว่าก่อนที่ไฟจะไหม้หมู่บ้านครั้งใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหมู่บ้านเคยมีแผ่นตราหลาบเงิน ซึ่งปกติแผ่นตราหลาบเงินนี้ทำขึ้นในสมัยพระนางสุทธิเทวีในสมัยล้านนา 
              จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของชาวบ้าน เล่าว่าคนรุ่นปู่ย่าก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้มานานแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่า อย่างน้อยที่สุดก็มีการอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้กันมาตั้งแต่ 100 ปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์สมัยใหม่ที่ชาวบ้านจดจำกันได้ดีและยังคงมีคนที่มีประสบการณ์ตรง มีอยู่ 2 เหตุการณ์สำคัญ ดังนี้ เรื่องแรก การเกิดโรคฝีดาษระบาด เมื่อ พ.ศ.2488-2489 และเรื่องที่สองคือ ไฟไหม้หมู่บ้านในปี พ.ศ.2490 ทั้งสองเหตุการณ์เหลือคนจดจำได้น้อยแล้ว เพราะเสียชีวิตกันไปมาก 
              สำหรับเรื่องโรคระบาดนั้น นางแมม นวลศรี ได้เล่าให้ฟังโดยผ่านล่ามอีกทอดหนึ่ง สรุปความได้ว่า เมื่อตอนนางแมมอายุ 15 ปี ได้เข้าไปในเมืองแม่สะเรียงเพื่อซื้อฝ้ายมาทอผ้า โดยนำข้าวสารไปแลกฝ้าย อัตราการแลกในเวลานั้นคือข้าวสาร 15 ลิตรแลกฝ้ายได้ 1 มัด ซึ่งพอสำหรับทำผ้าซิ่น 1 ผืน และยังได้ซื้อสีย้อมสมัยใหม่ที่นั่นด้วย แต่ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งตนได้เข้าไปที่แม่สะเรียงแล้วเกิดสงครามกันขึ้น จึงได้หนีกลับมาที่หมู่บ้าน หลังจากเกิดสงครามฝ้ายหายากขึ้น และชาวบ้านต้องหันมาใช้สีย้อมตามธรรมชาติตามที่เคยใช้กันมาอีกครั้งหนึ่ง ทำให้นับจากนั้นมาทำให้สีของผ้าหม่นไม่สดใสเท่ากับสีย้อม ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวบ้านไปรับจ้างญี่ปุ่นขุดถนนและขนของไปส่งที่แม่ฮ่องสอนเพื่อแลกกับค่าจ้างกันหลายคน (สัมภาษณ์ นางแมม นวลศรี, 2556)
              ภายหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นตายเป็นจำนวนมาก ศพของทหารญี่ปุ่นบางคนถูกโยนทิ้งลงในบ่อน้ำ ไม่นานนักได้เกิดโรคระบาดขึ้น โดยเริ่มต้นจากบ้านแม่ริดก่อน แล้วมาที่บ้านรากไม้ใต้ แล้วมาที่บ้านป่าแป๋ ตอนนั้นนางแมม ติดโรคด้วยแต่ไม่ตาย (ระหว่างนี้นางแมมชี้ให้ดูแผลเป็นตามตัวที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยอยู่) ช่วงนั้นชาวบ้านตายกันหลายคน บางวันตาย 2-3 คน บางบ้านตายกันทั้งครอบครัวก็มี ในเวลานั้นศพเอาไปฝังกันที่หลังโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ นับรวมคนเสียชีวิตในครั้งนั้นได้ประมาณ 60 คน แต่มีบางคนไม่ตายก็ตาบอด โรคระบาดอยู่ประมาณ 3 อาทิตย์ จึงได้ยาฝรั่งมารักษากัน เป็นยาเม็ดเหลืองๆ ขมมาก และพวกฝรั่งมิชชันนารีได้เข้ามาช่วยเหลือ ทำให้ชาวบ้านให้ความนับถือฝรั่งกันมาก (สัมภาษณ์ นางแมม นวลศรี, 2556)

     

     
    นางแมม นวลศรี และหลานชาย    

    สภาพหมู่บ้านป่าแป๋ในกลุ่มบ้านยวงโฆง 

     

              หลังจากนั้นไม่นาน ในปีถัดมาราวเดือนเมษายน พ.ศ.2490 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ไฟเริ่มต้นจากเขตบ้านยวงโฆง โดยในเวลานั้นชาวบ้านกำลังเริ่มเตรียมที่ไร่เพื่อเพาะปลูกข้าว จึงออกไปนอกหมู่บ้านกันทั้งหมด บ้านต้นเพลิงเป็นบ้านของหมอผีมีอายุมากแล้ว ด้วยความจำไม่ดีอาจทำให้พลาดจุดไฟเผาบ้านตนเอง เมื่อไฟไหม้จนเป็นควันโขมงคนที่ไปทำไร่จึงเร่งกลับมาที่หมู่บ้าน เพื่อช่วยเหลือคนแก่ แต่ไฟลามไปมากแล้วไม่มีคนช่วยดับไฟได้ทัน เมื่อไฟสงบ ช่วงนั้นคนในบ้านยวงโฆงต้องไปอาศัยกับคนทางบ้านยวงจาอืออยู่ และบางส่วนก็ไปอยู่ที่แม่สะเรียง อยู่เกือบปีจึงสามารถฟื้นตัวได้ จนถึงปัจจุบันจึงมักมีคำล้อกันอยู่เสมอว่า “พวกยวงโฆงมาขออาศัยพวกยวงจาอืออยู่” เป็นคำล้อกันของพวกเด็กๆ ในสมัยนั้น นอกจากนั้น ไฟไหม้ในครั้งนั้นยังทำให้ “แผ่นตราหลาบเงิน” คือคำสั่งของเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่มอบให้กับชาวบ้านไหม้ไปพร้อมกับไฟด้วย (สัมภาษณ์ นางแมม นวลศรี, 2556; สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556)
              หลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา สถานการณ์คอมมิวนิสต์และการทำไร่เลื่อนลอยในภาคเหนือถือเป็นวาระแห่งชาติ ในเวลานั้นมีนักมานุษยวิทยาชาวเยอรมันคนหนึ่งชื่อว่า ปีเตอร์ กุนสตาร์ทเตอร์ (Peter Kundstadter) เดินทางเข้ามาเก็บข้อมูลภาคสนาม ทำให้พบว่า เลอเวือะบ้านป่าแป๋ประสบปัญหาเรื่องการเพาะปลูกข้าวไม่พอกิน จึงได้แจ้งเรื่องไปยังโครงการหลวง ในไม่ช้าเมื่อ พ.ศ.2513 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันจึงได้เสด็จฯ มา และตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกในประเทศไทยขึ้นที่หมู่บ้านป่าแป๋ นับแต่นั้นเป็นต้นมาระบบเศรษฐกิจของหมู่บ้านก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ชาวบ้านเริ่มเกิดการสะสมทุน มีเงินหมุนเวียน ไม่มีปัญหาเรื่องความอดอยากจากการขาดแคลนข้าว และเริ่มเข้าไปทำงานในโครงการหลวง เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เอง ทำให้ทุกปีชาวบ้านจะมีการจัดงานประจำปีวันครบรอบการก่อตั้งธนาคารข้าวทุกวันที่ 1 มีนาคม 

     

  • วิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

     อาชีพ 

              อาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านทั้งชายและหญิงคือ การทำไร่เพาะปลูกข้าว ที่ดินสำหรับการปลูกข้าวแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ พื้นที่ราบระหว่างหุบเขา และพื้นที่บนภูเขา 
              ในระบบจารีต การปลูกข้าวในพื้นที่ราบระหว่างหุบเขา ใช้ระบบเหมืองฝายช่วยในการผันน้ำ เป็นการปลูกแบบนาหว่าน และมีนาดำผสมบ้างในบางพื้นที่ ที่ดินในพื้นที่ราบที่อุดมสมบูรณ์จะตกเป็นของสะมัง (ขุน) เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละทำหน้าที่ในการปกครองหมู่บ้าน
              การปลูกข้าวในพื้นที่บนภูเขา เป็นการปลูกแบบไร่หมุนเวียน โดยทุกปีราวเดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านจะมีการประชุมเพื่อตกลงแบ่งที่ดินกัน โดยหน้าที่ในการตัดสินใจจะเป็นของสะมังและปุลำทั้ง 4 คน ซึ่งมาจากสายตระกูลสำคัญของหมู่บ้าน สมัยก่อนทุก 12 ปีจะมีการขยับไร่กันครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ 9 ปีขยับหมุนเวียนกันสักหนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะประชากรในหมู่บ้านลดลงทำให้การขยับไร่ง่ายขึ้น 
              บางปีข้าวที่ปลูกมักไม่พอกิน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนคือเดือนกันยายน ทำให้ชาวบ้านต้องไปยืมข้าวจากหมู่บ้านของกะเหรี่ยงที่อยู่ข้างเคียง อนึ่ง ในสมัยโบราณอาจเกิน 100-200 ปี เลอเวือะมีหน้าที่เก็บภาษีหรือส่วยข้าวและเงินจากกะเหรี่ยง ส่งไปให้เมืองเชียงใหม่ มีคำพูดว่า “โกวาออกะตี” แปลว่า ตวงข้าวของกะเหรี่ยง คือการเก็บส่วยจะใช้วิธีการตวงข้าวจากยุ้งข้าวของกะเหรี่ยงจำนวน 40 ลิตร ที่เลอเวือะได้ทำหน้าที่นี้ เพราะ “คนลัวะใกล้ชิดกับจาวไต” (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556)
              ในพื้นที่บางแห่งจะมีการปลูกผักเพื่อใช้กินภายในครัวเรือนเท่านั้น และเก็บผักตามฤดูกาล เลอเวือะไม่ค่อยมีนิสัยในการล่าสัตว์ และจับปลา อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นพืชผักมากกว่าจะเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ ในอดีตชาวบ้านเคยมีอาชีพเก็บของป่าไปแลกสินค้า เช่น ยางรัก น้ำผึ้ง โดยเอาไปขายที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
              ระบบเศรษฐกิจในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนอย่างจริงจังราว พ.ศ. 2521 เมื่อในหลวงทรงส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวให้กับชาวบ้าน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 ในหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีข้าราชการจากอำเภอเข้ามาอบรมยุวเกษตรกรในเรื่องการปลูกผัก เช่น สลัด กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา รวมทั้งกาแฟ อีกทั้งยังมีการนำข้าวไร่พันธุ์ กข.7 มาให้ปลูกด้วย ซึ่งได้ผลผลิตดีมาก ส่วนข้าวนาส่งเสริมพันธุ์ กข.13 โดยเริ่มมีการใช้รถไถนา ปุ๋ยเคมี และสารเคมีต่างๆ แต่ชาวบ้านไม่นิยมใช้ เพราะมองว่าเป็นอันตราย (สัมภาษณ์ นายกมล เครือซุย, 2549)
              ในปัจจุบัน ชาวบ้านทำไร่ข้าวแค่พอกินเท่านั้น ชาวบ้านบางคนมีแปลงปลูกผักในพื้นที่ของโครงการหลวง และส่งขายให้กับโครงการหลวงอีกทอดหนึ่ง 
              นอกจากอาชีพด้านการเกษตรแล้ว ผู้หญิงในหมู่บ้านยังมีอาชีพทอผ้าขาย อาชีพนี้เป็นอาชีพเก่าแก่ เพราะจากการสัมภาษณ์คนในหมู่บ้าน พบว่าทำกันมาแล้วตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2480 โดยผู้หญิงในหมู่บ้านจะนำข้าวสารไปแลกฝ้าย อัตราการแลกเปลี่ยนในเวลานั้นคือข้าวสาร 15 ลิตรแลกฝ้ายได้ 1 มัด ซึ่งพอสำหรับทำผ้าซิ่น 1 ผืน และยังได้ซื้อสีย้อมสมัยใหม่ที่นั่นด้วย 
              ต่อมาในราวปี พ.ศ. 2530 เริ่มมีการส่งเสริมให้เลอเวือะทอผ้ากันมากขึ้น เพื่อส่งขายให้กับทางโครงการหลวง และร้านค้าผ้าในเชียงใหม่ ทำให้ปัจจุบันผู้หญิงในวัยกลางคนและคนแก่เกือบทุกบ้านมีอาชีพทอผ้าขาย และยังมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มแม่บ้านในหมู่บ้านเพื่อรวบรวมสินค้าและกำหนดราคา 

    ขอบเขตของหมู่บ้านในตำนาน
              แนวคิดในการกำหนดขอบเขตที่ดินนั้นมีมานานมากแล้ว เหตุที่ต้องมีการแบ่งที่ดินให้ชัดเจน เพราะพื้นที่ราบและพื้นที่ทำไร่ในเขตภูเขามีอยู่น้อย เรื่องราวการแบ่งขอบเขตที่ดินของหมู่บ้านป่าแป๋มีเรื่องเล่า ดังนี้ นานมาแล้ว ผู้นำ (สะมัง) เลอะเวือะบ้านยวงจาอือ ตื่นแต่เช้าควบม้าไปหาคนตระกูลอื่นๆ เพื่อตกลงแบ่งที่ดินกัน เมื่อไปถึงบ้านของตระกูลยวงแป ปรากฏว่าผู้นำบ้านตระกูลยวงแปบอกว่า ยังไม่ได้อาบน้ำให้ช้าง จึงไม่ว่างจะไปแบ่งที่ดินด้วย จากนั้นผู้นำตระกูลยวงจาอือจึงควบม้าต่อไปที่บ้านของตระกูลยวงเพญ แต่ผู้นำบ้านยวงเพญไม่ว่างอีก เพราะกำลังนั่งผิงแดดและบี้เหาบนหัว เมื่อไม่มีใครว่าง ผู้นำตระกูลยวงจาอือจึงตัดสินใจควบม้าไปตามเส้นทางต่างๆ ดังนี้ “ขึ้นห้วยงูหลาม ถึงห้วยหน้าไม้ ไปทางด้านห้วยแม่แจ่ม ไปห้วยแดใกล้แม่แจ่ม ถึงห้วยเบียระหว่างแม่ลาน้อยกับแม่สะเรียง หักขึ้นบริเวณเครือเถาวัลย์ที่บิดเกลียวทางซ้ายคือห้วยอมก๊ะ และขึ้นกิ่วขี้ไทรซึ่งอยู่ระหว่างบ้านยวงจาอือกับยวงแป” เส้นทางการขี่ม้าข้างต้นได้ยึดถือกันว่าเป็นขอบเขตของบ้านยวงจาอือหรือบ้านป่าแป๋มาจนถึงทุกวันนี้ เส้นทางการควบม้านี้กล่าวเป็นภาษาเลอเวือะว่า “ฮาวกโกลงเกลิญ เญิญโกลงอัก ตุกตักลักแจม ฮาวกโกลงแด พูแพโกลงเบีย ฮาวกโกลงบุโซฮฮาวกเวะ ฮอยจเงียกไฮมจ” (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, นายกมล เครือซุย, นายเฮือง เครือซุย, 2556) 
              ยากที่จะคาดเดาว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใด แต่มีข้อสังเกตว่า ชื่อห้วยแม่แจ่ม น่าจะตรงกับชื่อเมืองแม่แจ่มในปัจจุบัน หลักฐานเก่าสุดที่พูดถึงเมืองแม่แจ่ม พบในตำนานมูลศาสนาตอนหนึ่งได้กล่าวถึงพระอานนท์เถระ ซึ่งได้ลาพระยากือนากลับไปศึกษาธรรมะที่เมืองพัน (มอญ) แต่ป่วยอาพาธมรณภาพที่เมืองแจ่มเมื่อ พ.ศ.1912 (กรมศิลปากร, 2519: 204) 
              ผู้เขียนมีความเห็นว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เรื่องการกำหนดขอบเขตที่ดินอย่างน้อยที่สุดอาจเริ่มก่อนหรือหลังจาก 600 ปีมาแล้ว การที่ตระกูลยวงจาอือต้องออกเดินทางเพื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ อาจเนื่องมาจากการตั้งเมืองแม่แจ่มโดยคนเมือง เพราะตามความเชื่อของคนเมืองในเขตแม่แจ่ม ถือกันว่าเมืองแม่แจ่มเป็นที่อยู่ของลัวะมาก่อน อนาคตคงต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมกันต่อไป

     


    สภาพหมู่บ้านป่าแป๋ในปัจจุบัน หมู่บ้านตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ยและตามริมห้วย ล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่าและนาข้าว ซึ่งนาข้าวที่เห็นเป็นนาของสะมังบุญสม เมืองงาม

    พ้นไปจากแนวป่าจะเป็นพื้นที่ไร่ ชาวบ้านจะเก็บพื้นที่ป่าเอาไว้ เรียกว่า “ป่าแก่” เพื่อเป็นแนวกันไฟไม่ให้ไฟจากการเผาไร่ลามเข้าหมู่บ้าน

     

    การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม
              ในช่วง พ.ศ.2499-2508 ได้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวต้องบริโภคข้าวโพดแทนข้าว โดยหุงผสมกับข้าวโพด หรือข้าวฟ่างขาวเพื่อเพิ่มปริมาณ หรือหัวผักหนามสับแล้วนำมาต้มกับข้าว ส่วนหัวกลอยนำมาหมักแช่น้ำไหลแล้วนำไปนึ่งแทนข้าว ชาวบ้านแก้ปัญหาด้วยการปลูกข้าวอายุสั้น และมองว่าต้องแก้ไขปัญหาระยะยาว จึงมีการบุกเบิกที่นาตามหุบเขาและลำห้วยเล็กๆ กันมาขึ้น (กมล เครือซุย, 2549)
              ด้วยสถานการณ์ของคอมมิวนิสต์ในพื้นที่สูงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้รัฐบาลไทยในเวลานั้นได้ตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้นในหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ.2503 เพื่อให้ชาวบ้านรู้จักภาษาไทยและรู้ว่าตัวเองอยู่ในประเทศไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมาทำให้เลอเวือะเริ่มพูดภาษาไทยได้ แต่เป็นภาษาไทยแบบล้านนา (ภาษาเมือง) และผลจากการรู้ภาษาเมืองนี้เองกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนในหมู่บ้านสามารถเดินทางออกไปทำงานยังพื้นที่ห่างไกลได้ง่ายขึ้น เช่น เชียงใหม่ เป็นต้น
              นอกจากนี้ เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจในหมู่บ้านเปลี่ยนเข้าสู่ระบบทุนนิยมก็คือ ราวปี พ.ศ.2507 นายปีเตอร์ กุนสตาร์ทเตอร์ ได้เข้ามาศึกษาทางด้านมานุษยวิทยาที่หมู่บ้านป่าแป๋ เพื่อทำเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก โดยนายเมอะ ปองอมรกุล ผู้ดูแลธนาคารข้าวแห่งแรกได้เล่าว่า ตอนนั้นปีเตอร์เข้ามาสำรวจชีวิตประจำวัน การกินอยู่ สำรวจข้าว สำรวจจำนวนที่นาของชาวบ้าน ถามเรื่องผลผลิต เรื่องข้าวเชื้อ ปริมาณการกินของแต่ละครอบครัวในแต่ละปี เมื่อรู้ว่าปกติแล้วข้าวจะไม่พอกินทุกปี จึงนำเรื่องไปแจ้งยังพระองค์เจ้าภีศเดช รัชนี  ซึ่งท่านได้นำความกราบบังคมทูลต่อพระบาทมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงมีพระราชดำริจะนำเงินมาพระราชทาน 20,000 บาท เพื่อเป็นทุนตั้งต้นของธนาคารข้าว นายเมอะเล่าว่า ชาวบ้านได้ประชุมกันว่าจะเอาธนาคารข้าวหรือไม่เอา และจะให้จัดการอย่างไรเพื่อกู้หมุนเวียนบรรเทาปัญหาเรื่องขาดแคลนข้าว ปีเตอร์และพระองค์เจ้าภีศเดช จึงได้เสนอการตั้งธนาคารข้าวขึ้นตามกระแสพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นธนาคารข้าวแห่งแรกของประเทศ 

     


     
     
    ธนาคารข้าวพระราชทานแห่งแรกของไทยที่บ้านป่าแป๋ ก่อตั้งวันที่ 1 มีนาคม 2513

     

              จากการประชุม ชาวบ้านต่างยอมรับ ดังนั้น ในปี พ.ศ.2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 20,000 บาท และให้เอาเงินไปซื้อข้าวจากหมู่บ้านข้างเคียง เช่น ละอุบ ห้วยผึ้ง เป็นต้น ให้ชาวบ้านกู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อปี (ซึ่งชาวบ้านยอมรับ เพราะก่อนหน้านั้นกู้ข้าวจากหมู่บ้านอื่นโดยเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 60) เมื่อครบปีให้ส่งต้นและดอกคืนธนาคารข้าว แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัย ให้ชี้แจงต่อคณะกรรมการของธนาคาร  ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านป่าแป๋ก็ไม่ขาดแคลนข้าวอีก อาจมีบ้างบางครัวเรือนที่ไม่พอแต่ก็บรรเทาไปได้มากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน (สัมภาษณ์ นายเมอะ ปองอมรกุล, 2556) 
              ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างได้เกิดขึ้นในหมู่บ้านนับตั้งแต่ในหลวงทรงตั้งธนาคารข้าวพระราชทานเมื่อ พ.ศ.2513 เช่น ทำให้ชาวบ้านเริ่มมีข้าวและเงินทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูก ชาวบ้านไม่เป็นหนี้สินกับคนในหมู่บ้านอื่น อยู่ดีกินดีขึ้น นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2518 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จเปิดโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 10 ขึ้น และทรงปลูกต้นลิ้นจี่ ไม่นานนักทางการได้เข้ามาสร้างถนนลูกรัง (ถนนลำลอง) ขึ้นเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จมาในปี พ.ศ. 2521 และ 2522 เพื่อส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาว ต่อมาในปี พ.ศ.2525 ในหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินมาอีกครั้งหนึ่งและได้ทรงรับสั่งให้ชาวบ้านรักษาป่าห้วยมะกอกเป็นป่าต้นน้ำ หลังจากนั้น ได้มีข้าราชการจากอำเภอเข้ามาอบรมยุวเกษตรกรในเรื่องการปลูกผัก เช่น สลัด กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา รวมทั้งกาแฟ อีกทั้งยังมีการนำข้าวไร่พันธุ์ กข.7 มาให้ปลูกด้วย ซึ่งได้ผลผลิตดีมาก ส่วนข้าวนาส่งเสริมพันธุ์ กข.13 และเริ่มมีการใช้รถไถนา ปุ๋ยเคมี และสารเคมีต่างๆ แต่ชาวบ้านไม่นิยมใช้ เพราะมองว่าเป็นอันตราย (สัมภาษณ์ นายกมล เครือซุย, 2549) 
              อาจกล่าวได้ว่าหมู่บ้านป่าแป๋ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการเสด็จมาของในหลวงมาก ทั้งนี้เพราะได้สร้างความเปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งในหมู่บ้าน โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจที่พัฒนาไปสู่การเกษตรเชิงพาณิชย์ ในช่วงเวลานี้เองที่ชาวบ้านเริ่มมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีความคิดในการปลูกบ้านด้วยวัสดุที่ถาวรตามมา ไม่ใช่เพราะต้องการบ้านแบบคนในเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเหตุผลจากความเร่งรัดทางเศรษฐกิจที่ทำให้ชาวบ้านมีเวลาดูแลบ้านน้อยลง ทำให้รูปแบบบ้านค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากเรือนเลอเวือะแบบเก่าที่มุงหลังคาด้วยหญ้าคามาเป็นหลังคามุงกระเบื้องสมัยใหม่ เพราะทนทานกว่าไม่ต้องเสริมหรือเปลี่ยนหญ้าคาทุกปี เมื่อมีถนนเข้ามาไม่นานนัก ก็มี “รถเครื่อง” (มอเตอร์ไซท์) คันแรกเข้ามาในหมู่บ้าน และเริ่มมีรถยนต์ในเวลาต่อมา ซึ่งช่วยทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปในเมืองได้สะดวกขึ้น  และขนส่งพืชผลทางการเกษตรออกไปได้รวดเร็ว จนกระทั่งมีไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ.2539 ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะแม้จะทำให้สะดวกสบายมากขึ้น แต่รายจ่ายก็สูงขึ้นตามมา อีกทั้งยังต้องหาเงินเพิ่มขึ้นเพื่อส่งลูกหลานเรียนในระดับที่สูงขึ้น ผลก็คือทำให้ชาวบ้านต้องเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และเข้าไปทำงานในเมือง (กมล เครือซุย, 2549; สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556) 

     

  • ครอบครัวและระบบเครือญาติของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

    โครงสร้างทางสังคม 
              การจัดระเบียบทางสังคมของเลอเวือะ ถือได้ว่ามีความซับซ้อนแตกต่างจากชาวเขาอีกหลายกลุ่ม โดยโครงสร้างทางสังคมของเลอเวือะสามารถแบ่งออกเป็นความสัมพันธ์ได้ดังนี้ เป็นระดับครอบครัว เครือญาติ (ตระกูล) กลุ่มหมู่บ้าน (ยวง/หย่วง) และกลุ่มทางสังคม/ชนชั้น กล่าวคือ ครอบครัวถือเป็นหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน โดยมีการนับถือเครือญาติข้างพ่อเป็นสำคัญ ทำให้ตำแหน่งสำคัญในสังคม เช่น สะมัง เป็นของผู้ชายโดยเป็นผู้ที่มีบทบาทในแง่ของพิธีกรรม รวมไปถึงผีบรรพบุรุษและผีเรือนที่นับถือก็มักเป็นผีเพศชายด้วย
              ในระดับเครือญาติคือ ในหมู่บ้านหนึ่งจะประกอบด้วยคนหลายตระกูล (เชื้อสายเดียวกัน) แต่ตระกูลหลักๆ ที่มีอำนาจมักจะเป็นตระกูลของผู้นำ เช่น ตระกูลเมืองงาม ซึ่งเป็นตระกูลของ “สะมัง” (ขุน) ตระกูลเครือซุยเป็นตระกูลของผู้นำหมู่บ้านยวงจาอือ ซึ่งมีตำแหน่งทางสังคมเป็น “ปุลำ” เสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้น 
              ในระดับหมู่บ้าน พบว่าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน เช่น ที่ป่าแป๋มักจะประกอบไปด้วยตระกูลหลายๆ ตระกูล ซึ่งมักเรียกตามชื่อหมู่บ้าน หรือเรียกว่า “ตระกูลหมู่บ้าน” หรือในภาษาเลอเวือะคือ “ยวง” (หย่วง) เช่น หมู่บ้านป่าแป๋ คือ ยวงป่าแป๋ สำหรับในหมู่บ้านป่าแป๋มีหมู่บ้านอยู่รวมกัน 4 หมู่บ้าน ยวงจาอือ, ยวงโฆง, ยวงเพญ, และ ยวงแป ผู้เขียนเคยสำรวจพบว่าบางหมู่บ้านมี 8 ยวงก็มี แต่บางหมู่บ้านมีเพียงยวงเดียวก็มี 
              ในหมู่บ้านแต่ละแห่งของเลอเวือะมีการจัดโครงสร้างทางสังคมโดยแบ่งคนออกเป็นชนชั้น (class) ตามความศักดิ์สิทธิ์ของเชื้อสายและตามบทบาทหน้าที่ ประกอบด้วยคน 4 กลุ่ม คือ สะมัง (ขุน), ปุลำ, กุมวิท (ผู้ช่วยปุลำ), และพาย (ไพร่) ในอดีตหมู่บ้านป่าแป๋จะปกครองโดยสะมัง โดยมีกลุ่มคนต่างๆ คอยช่วยและรับคำสั่งอีกทอดหนึ่ง ในอดีตเข้าใจว่าเคยมีทาสด้วย เพราะในภาษาเลอเวือะมีคำศัพท์ว่า “คยา” แต่ระบบการจัดแบ่งคนออกเป็น 4 ชนชั้นนี้ พบว่าบางหมู่บ้านก็มีแค่สะมังและพายเท่านั้น 
              ตามความเชื่อดั้งเดิม “สะมัง” เป็นที่นับถือของชาวบ้านมาก เพราะเป็นผู้สืบเชื้อสายอันศักดิ์สิทธิ์มาจากขุนหลวงวิลังคะ ถือว่าสะมังเป็นผู้เก็บจารีต หมายถึงเป็นผู้มีความรู้ เข้าใจวิธีการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีเลี้ยงผี เป็นต้น และยังมีหน้าที่ในการปกครองชาวบ้าน สามารถออกกฎระเบียบต่างๆ (กฎหมาย) ได้ ระเบียบสามารถถูกยกเลิกได้หากสะมังเห็นสมควร และมีหน้าที่ตัดสินคดีความต่างๆ ด้วย แต่จะต้องเป็นคดีความสำคัญเท่านั้นจึงจะถึงมือของสะมัง เช่น หากมีการผิดผีกรณีฉุดผู้หญิง เป็นต้น แต่ชาวบ้านมักไม่ให้คดีเล็กๆ น้อยๆ ไปถึงมือสะมัง เพราะถ้าสะมังตัดสินคดีจะต้องมีการเสียค่าปรับจำนวนมาก (ปรับหนัก) โดยฝ่ายชายจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 4 แถบ และต้องแบ่งให้สะมัง 2 แถบ ส่วนอีก 2 แถบจะให้กับฝ่ายที่ฟ้อง ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว ปุลำจะทำหน้าที่ตัดสินคดีและไกล่เกลี่ยคดีเสียก่อน หรือถ้าปุลำไม่สามารถตัดสินคดีได้ก็จะส่งคดีต่อให้กับสะมัง 
              นอกจากนี้ สะมังยังได้สิทธิประโยชน์หลายอย่างในหมู่บ้าน เช่น เรียกเก็บภาษี อีกทั้งในแต่ละปียังมีสิทธิในการเลือกผืนนาที่ดีที่สุดในหมู่บ้านก่อนชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ขาหน้าของสัตว์ทุกตัวที่ล่ามาได้ และได้เงินจากพิธีแต่งงานเป็นเงินพดด้วง 1 เหรียญ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับตำนานเรื่องหนึ่งมีชื่อว่า “ตำนานสะมังบ้านยวงจาอือ” ซึ่งจะเล่าถึงต่อไป

     

               

         นายบุญสม เมืองงาม สะมังบ้านป่าแป๋                            นายเฮือง เครือซุย ปุลำบ้านป่าแป๋

      

              รองลงมาคือ “ปุลำ” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของสะมัง มักเลือกคนสูงอายุ มีอยู่ 4 คน ซึ่งมาจากสายตระกูล 4 ตระกูล ของหมู่บ้านป่าแป๋ประกอบด้วยตระกูลยวงจาอือ ตระกูลยวงแป ตระกูลยวงโฆง และตระกูลยวงเพญ ทำหน้าที่คล้ายกับสะมังคือช่วยในการปกครอง ตัดสินคดีความ ไกล่เกลี่ยข้อผิดพลาดต่างๆ แต่จะทำงานชนิดหนึ่งที่ห้ามสะมังทำคือเป็นผู้ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพคล้ายสัปเหร่อ เพราะถือว่าเป็นงานไม่สะอาด คือต้องทำศพคนตาย
              ตำแหน่งถัดลงมาคือ “กุมวิท” หรือที่เดี๋ยวนี้ชาวบ้านชอบเรียกว่า “ผู้ช่วยปุลำ” ทำหน้าที่ตามชื่อคือเป็นผู้ช่วยของปุลำ จะทำหน้าที่ก็ต่อเมื่อปุลำไม่ว่าง ป่วย หรือมีเหตุขัดข้องจะทำหน้าที่ต่างๆ แทนปุลำทั้งหมด 
              สุดท้ายคือ “พาย” แปลเป็นไทยว่าประชาชน ตรงกับคำว่า “ไพร่” ในภาษาไทย ไม่แน่ใจนักว่าสรุปแล้วควรเป็นคำไทโบราณหรือเป็นคำศัพท์ดั้งเดิมในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติกกันแน่ พายทั้งหมดอยู่ภายใต้การปกครองของสะมัง มีหน้าที่ช่วยเหลือการงานในหมู่บ้านและทำหน้าที่ของตน เช่น ทำไร่ทำนา และเสียภาษีให้กับสะมัง ถ้าหากพายแต่งงานกับเชื้อสายสะมังจะต้องเสียเงินค่าสินสอดเป็น 2 เท่า
              ปัจจุบัน สะมังถูกลดบทบาทลงจากเดิมไปมากเหลือแค่ผู้ที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมหรือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่ปกครองเนื่องจากมีการปกครองจากส่วนกลางเข้ามาทดแทน คือตำแหน่ง กำนัน และ ผู้ใหญ่บ้าน อีกทั้งระบบคิดในเรื่องสิทธิความเสมอภาค ยังเข้ามาทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน หากปฏิบัติตามจารีตประเพณีแบบเดิมที่ต้องอยู่ภายใต้สะมัง บทบาทของสะมังในแง่ของการปกครองทางการเมืองจึงลดลงไปโดยปริยายทีละน้อย 

    กลุ่มตระกูลของหมู่บ้านป่าแป๋     
              ระบบตระกูลของเลอเวือะแตกต่างจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เพราะยึดระบบสายตระกูลตามหมู่บ้าน ไม่ใช่ยึดจากสายสกุล ตัวอย่างเช่น ในหมู่บ้านหนึ่งจะประกอบด้วยคนจากหลายหมู่บ้านรวมกันอยู่ ซึ่งคนหลายๆ หมู่บ้านนี้ก็คือตระกูล ในภาษาเลอเวือะเรียกว่า “ยวง” (บางครั้งออกเสียง หย่วง) แต่ละตระกูลบางทีจะมีหอผีเป็นของตนเอง หรืออาจใช้ร่วมกับของ “ยวง” อื่นก็ได้ ในที่นี้ขอใช้คำว่า “ตระกูลหมู่บ้าน” 
              สำหรับ หมู่บ้านป่าแป๋ประกอบด้วยคน 4 ตระกูลหมู่บ้าน หรือที่เรียกในภาษาเลอเวือะว่า “ยวง” ได้แก่ตระกูลยวงจาอือ ตระกูลยวงแป ตระกูลยวงเพญ และตระกูลยวงโฆง 
              โดยตระกูลยวงจาอือ ถือเป็นเจ้าของหมู่บ้าน เพราะอยู่มาก่อน ต่อมาตระกูลยวงแปเป็นตระกูลสะมังที่มาอยู่ที่บ้านยวงจาอือตามคำเชื้อเชิญของตระกูลยวงจาอือ เพราะสะมังบ้านยวงจาอือตายไป ถ้าไม่มีสะมังอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เลอเวือะเชื่อว่าคนในบ้านจะกลาย “ลิงเป็นค่างในป่า” สะมังต้นตระกูลที่มาอยู่คนแรกตามคำเชิญของตระกูลยวงจาอือน่าจะมีชื่อว่า “สะมังเท” (ขุนเท) 
              ต่อมาตระกูลยวงเพญได้เข้ามาอยู่อาศัย แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใด และเพราะเหตุใด ส่วนตระกูลยวงโฆงอพยพมาทีหลังสุด ไม่ทราบสาเหตุเช่นกัน คนรุ่นเก่าๆ รับรู้ว่าฐานะของยวงโฆงเป็นลักษณะของผู้มาขออาศัยอยู่ด้วย ทำให้ในสมัยก่อน เด็กๆ ในหมู่บ้านจึงมักจะล้อเลียนกันเสมอ ปัจจุบันไม่มีให้ได้ยินแล้ว (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี และนายจันทร์ เครือซุย, 2556)

    ที่มาของกลุ่มตระกูลต่างๆ 
              หลายท่านคงแปลกใจว่า เพราะเหตุใดชาวเลอเวือะจึงยึดระบบสายตระกูลที่แบ่งตามหมู่บ้าน จันทบูรณ์ สุทธิ และคณะ ได้รวบรวมกลุ่มเครือญาติของลัวะ/เลอเวือะในเขตแม่ฮ่องสอนไว้ประกอบด้วย 24 กลุ่มเครือญาติ ดังนี้ สะมัง, มากวยจุ๊ยจ์, มาเจ่อกวนล้วด, โลวปลั๊ก, ยงกงปร้าด, ยงแต่ปลอง, ยงเฮ, ยงก้ง , ยงแป, ยงเพง , เลเว้อะ, ยงไพรม์, ยงยางแดง, ยงราว, ยงธิง, ยงอะเล็ง, ยงญัก (เงี้ยก), ยงตุ๊เซาะ, ยงเอิลส์, ยงกงง์, ยงเดียม, ยงดู, ยงหมู่ค้วย, และยงบุรวย ในบรรดากลุ่มเครือญาติทั้งหมดนี้ถือกันว่า “สะมัง” เป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจาก “คุณ” หมายถึงขุนหลวงวิลังคะ (จันทบูรณ์ สุทธิ และคณะ, 2539: 183-184) ดังนั้น ในกรณีนี้สะมังจึงหมายถึงกลุ่มเชื้อสายอันศักดิ์สิทธิ์ 
              มีเรื่องเล่าว่าหลังจากถูก “คนแซม” (สยาม/คนเมือง) ขับไล่โจมตีจนพวกลัวะแตกกระจัดกระจายหลบหนีไปอยู่ในที่ห่างไกลบนภูเขาแล้ว ลัวะก็พยายามตามหาบุคคลผู้สืบเชื้อสายขุนหลวงวิลังคะที่เป็นอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเขาที่หายสาบสูญไป  ซึ่งเข้าใจว่าเพื่อให้ลัวะมีผู้นำที่สามารถรวมกลุ่มกันได้อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกลัวะได้ค้นพบเชื้อสายของ “คุณ” หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่บริเวณถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ลัวะได้เดินทางไปขอร้องให้เชื้อสายของ “คุณ” กลับไปอาศัยอยู่กับลัวะเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ โดยลัวะสัญญาว่าจะช่วยดูแลจัดการให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่อยู่ และอื่นๆ ในที่สุดบุคคลนั้นก็ได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่บ้านอมพาย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อมาอยู่  ลัวะได้ยกย่องบุคคลนั้นให้เป็นหัวหน้าลัวะและเป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีกรรม ซึ่งเรียกว่า “สะมัง” หรือ “ผู้คุณ” ปรากฏว่าเมื่ออยู่ไปได้เกิดปัญหาขึ้นแก่ลัวะบ้านอมพายในการดูแลเลี้ยงดู ซึ่งทำให้ลัวะบ้านอมพายตกลงกันว่าจะดูแลเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสเป็น “สะมัง” ที่เป็นพี่ชายคนโตเท่านั้น ทำให้กลุ่มครัวเรือนของน้องชายไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้มาก ประกอบกับลัวะหมู่บ้านอื่นมีความต้องการที่จะให้มีเชื้อสายของ “คุณ” อยู่ในหมู่บ้านของตน จึงทำให้ครัวเรือนของพวกน้องชายอพยพไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านลัวะอื่นๆ เช่น บ้านช่างหม้อ  ห้วยลิง ห้วยทราย บ้านดง และป่าแป๋ สืบทอดตระกูลมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดกลุ่มเครือญาติย่อยขึ้นมาในกลุ่มเครือญาติสะมัง อันได้แก่ กลุ่มสะมังใหญ่ (บางแห่งเรียกว่า ยงจาย) หรือ “สะมังละ” และกลุ่มสะมังเล็ก (บางแห่งเรียกว่า ยงม้อยจ์) หรือ “สะมังโทะ” (จันทบูรณ์ สุทธิ และคณะ, 2539: 183-184)
              จากข้อมูลที่จันทบูรณ์ สุทธิ และคณะได้รวบรวมไว้พบว่า  มีความสอดคล้องกับตำนานที่มาของสะมังบ้านป่าแป๋อยู่พอควร กล่าวคือ บ้านยวงจาอือได้ไปขอสะมังที่บ้านยวงแป ซึ่งคนบ้านป่าแป๋ระบุว่าบ้านยวงแปตั้งอยู่ที่บ้านอุมลองหลวง แต่ในตำนานที่จันทบูรณ์รวบรวมปรากฏว่าอยู่ที่บ้านอมพาย ซึ่งอยู่ห่างกันมากกับบ้านอุมลองหลวง แต่เข้าใจว่าแรกสุดสะมังเล็กบางส่วนคงย้ายจากบ้านอมพายไปบ้านอุมลองหลวง บ้านป่าแป๋คงไปขอมาจากที่นั่น
              จากข้อมูลข้างต้น การที่จะเข้าใจประวัติความเป็นมาของเลอเวือะได้ อันดับแรกต้องถามว่าเป็นตระกูลหมู่บ้านใด คือ ยวงใด เพราะชื่อหมู่บ้านจะไม่ตรงกับชื่อของตระกูลหมู่บ้าน ชื่อของตระกูลหมู่บ้านนี้จะติดตัวคนไปในทุกที่ที่มีการย้ายหมู่บ้านเปรียบได้กับนามสกุล
              ในระบบการปกครองตามสายตระกูลหมู่บ้าน หรือยวง จะต้องมีหอผีประจำยวง หรือในภาษาเลอเวือะเรียกว่า “เญือะญู” ด้วย แต่ในหมู่บ้านป่าแป๋นั้นไม่มีครบทั้ง 4 ตระกูล มีเพียงของตระกูล ยวงจาอือ ซึ่งถือกันว่าเป็นเจ้าของหมู่บ้านที่แท้จริง และอีกตระกูลหนึ่งคือตระกูลยวงโฆง เท่านั้น เพราะถือเป็นตระกูลใหญ่ที่อพยพเข้ามาตั้งหมู่บ้านในอีกฝั่งแม่น้ำหนึ่งของตัวหมู่บ้านป่าแป๋ ส่วนตระกูลยวงแป และยวงเพญ ไม่มีหอผีของตนเอง เพราะมีประชากรน้อย ให้ใช้ร่วมกันกับตระกูลยวงจาอือ และยวงโฆง สำหรับหอผีหลักที่ชาวบ้านใช้กันเวลามีพิธีกรรมฆ่าควายเลี้ยงผีสไปร์ จะใช้ของตระกูลยวงโฆง  แต่เรื่องนี้ซับซ้อน เพราะผู้ประกอบพิธีกรรมหรือสะมังความจริงแล้วเป็นสะมังในสังกัดตระกูลยวงแป คือสายของสะมังบุญสม เมืองงาม ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่า “บ้านป่าแป๋” ไม่ใช้ชื่อบ้านจาอือ

  • การสืบผีและมรดกของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              ทุกหมู่บ้านจะมีการเลี้ยงผีที่เญือะยูยวงจาอือ หรือ หอผีของตระกูลยวงจาอือ ปีละหนึ่งครั้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าว โดยขุนจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งคือลุงคำฟั่นและลุงบุญสม ลุงคำฟั่นจะเป็นคนที่ทำ ลุงบุญสมจะเป็นคนช่วยดูแล ลุงคำฟั่นจะใช้ให้ปุลำไปหาหมูบ้านไหนก็ได้ แต่จะต้องเป็นหมูดี จะต้องไปหาใบตอง ทำยง และตาแหลว ก่อนวันเลี้ยงผีหนึ่งวัน และจะมีการสานตาแหลว ชาวบ้านจะเอาไก่มา 1 ตัวเป็นพ่อไก่หรือแม่ไก่ มีข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ขึ้นไปเลี้ยงผีบนเญือะยู ก่อนขึ้นไปจะมีการโห่ 3 รอบ  หลังเลี้ยงไก่เสร็จแล้ว จะมีการฆ่าหมูเลี้ยงหมูอีกครั้ง จากนั้นจะมีการเฉลี่ยให้กับชาวบ้านทั้งหมด หลังจากเลี้ยงเสร็จแล้วจะมีการทำตาแหลว 

     

              

                                                      หอผีหรือเญือะญูของตระกูลยวงจาอือ                      ภาพถ่ายเก่าของหอผีหรือเญือะญูของตระกูล ยวงโฆง 

                                                                                             (ภาพโดย Charles F. Keyes เมื่อ ค.ศ.1968)

     

     

    สภาพของหอผีของตระกูลยวงโฆง ในปัจจุบันตั้งอยู่หน้าบ้านของสะมังบุญสม เมืองงาม เสายาวๆ ต้นด้านหน้าสุดคือเสาสะก้าง

    ใช้ผูกควายเวลาเลี้ยงผี เสาต้นถัดไปเรียกว่าเสาตะงอ เป็นเสาที่ทำขึ้นเพื่อใช้เลี้ยงผีเพราะครั้งหนึ่งไฟเคยไหม้หมู่บ้านยวงโฆง

    ปัจจุบันหลังคาของหอผีได้เปลี่ยนมาใช้สังกะสี เพราะไม่ต้องดูแลมากเหมือนกับหลังคามุงด้วยหญ้าคา ด้วยเพราะชาวบ้านไม่มีเวลาในการดูแลเหมือนแต่ก่อน

                     

              เลี้ยงเสาสะก้างของยวงโฆง “นก เซอ ปา-อีจ” (นก แปลว่า เลี้ยง) (สไป่ป่าแป๋อยู่ชายคา) สมัยก่อนจะเลี้ยง 5 ปีครั้งหนึ่ง ปัจจุบันไม่เลี้ยงเพราะไม่มีความพร้อม เนื่องจากราคาควายแพงมาก ดังนั้นจึงเลี้ยงด้วยไก่แทน ควายประมาณ 20,000 บาท จะมีเลี้ยงใหญ่เวลาที่ปรับปรุงศาลา ควายที่ใช้จะเป็นควายเขาเพียงหู  
              อย่างไรก็ตาม ในอดีตเลอเวือะนับถือสะมังเป็นผู้นำและเป็นที่พึ่ง อดีตสะมังที่อยู่ในความทรงจำของชาวบ้าน และให้การนับถือกันมากมีอยู่ 5 คนคือ ขุนตุ่ ขุนตวง ขุนหลวงวิลังคะ ขุนละอองปากแหว่ง และขุนเท โดยเฉพาะขุนเทนั้นถือกันว่าหากใครตาย เมื่อไปฝังที่สุสานต้องบอกขุนเท ดังนั้น เป็นไปได้ว่า สะมังหนุ่มจากบ้านยวงแปมีชื่อว่า ขุนเท โดยในพิธีฝังศพคนในบ้านป่าแป๋ พวกเขาจะต้องนำเหล้า หอยเบี้ย ข้าวเปลือก ของเปรี้ยว และของหวาน ให้กับขุนเท และฝากลูกน้องของขุนเท เพื่อฝากให้ช่วยดูแลผู้ที่เสียชีวิตในป่าช้าของหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ มีเรื่องเล่าว่า ลูกของขุนเทมีชื่อว่า “เมิง” เป็นลูกสาว ถือเป็นคนแรกที่ตายในป่าช้า (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556; นายจันทร์ เครือซุย, 2556)
              นอกจากนี้ ถ้าผู้เสียชีวิตเป็นผู้อาวุโสหรือผู้นำหมู่บ้านจะต้องทำเสา “นาม” เป็นเสาไม้ประดับด้วยหอยเบี้ย ซึ่งต้องไปหาซื้อมาจากภายนอก เป็นสัญลักษณ์ของเงินเพื่อให้ผีเอาไปใช้และแสดงเกียรติยศ ที่เสานามจะมีการติดเขาควาย ซึ่งได้จากการฆ่าควายเลี้ยงผี อีกทั้งจะต้องมีขันโตกวางอยู่เหนือหัวเสาอีกด้วย (ปัจจุบันใช้ชามสังกะสีแทน) 

     

     
    เสานามในป่าช้าที่บ้านป่าแป๋ ปัจจุบันป่าช้านี้อยู่บริเวณหลังโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 10 

     

              มีเรื่องเล่าว่า (ถ้าสะมังหนุ่มผู้นั้นคือขุนเท) นับจากขุนเทได้มาปกครองบ้านยวงจาอือ คนจากบ้านอื่นได้มาขออยู่อาศัยในบ้านของตระกูลยวงจาอือ ประกอบด้วยคนจากบ้านยวงแป บ้านยวงเพญ และยวงโฆงเป็นบ้านที่มาทีหลังสุด สาเหตุที่เข้ามาอยู่ร่วมกับบ้านยวงจาอือ อาจเป็นเพราะมีการแต่งงานกัน และพื้นที่ของหมู่บ้านยวงจาอือถือว่าอุดมสมบูรณ์มาก  เพราะมีพื้นที่ราบขนาดใหญ่เหมาะกับการปลูกข้าวนาและข้าวไร่ 
              ปัจจุบันยังมีชาวบ้านบางคนที่ชื่อ “เท” และ “เมิง” ดังนั้น แสดงว่าเชื้อสายของขุนเทยังคงมีการสืบทอดกันต่อมา เหตุที่สันนิษฐานอย่างนี้ เพราะเลอเวือะนิยมเอาชื่อของบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วและมีชื่อเสียง หรือประกอบด้วยคุณงามความดีมาตั้งเป็นชื่อของลูกหลาน  เพราะเชื่อว่าจะทำให้ลูกหลานเจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังเป็นการสืบทอดโคตรตระกูล และเลอเวือะเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดอีกด้วย (สัมภาษณ์ นายจันทร์ เครือซุย, 2556) 
              สำหรับที่มาของหมู่บ้านต่างๆ ตามตำนานนั้น ชาวบ้านยังจดจำได้ดีว่าอพยพมาจากที่ไหนกันบ้าง กล่าวคือ บ้านยวงแปปัจจุบันอยู่ที่บ้านอุมลองหลวง ม.1 ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่สะเรียง  ปัจจุบันหมู่บ้านนี้มีปกาเกอะญอมาอาศัยอยู่แทนที่ ส่วนบ้านยวงเพญปัจจุบันอยู่ที่บ้านห้วยผึ้ง ตำบลท่าผาปุ้ม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ก็มีปกาเกอะญอมาอาศัยอยู่  และสุดท้ายบ้านยวงโฆงคือบ้านช่างหม้อ ตำบลป่าแป๋  ปัจจุบันเป็นบ้านเลอเวือะ 

     

     
    หอผีเจ้านายอยู่กลางทุ่งนาของหมู่บ้าน

     

              ภายใต้ระบบโครงสร้างทางการปกครองที่มีสะมังเป็นหัวหน้านั้น อาจเป็นไปได้สูงว่า สะมังเหล่านี้เป็นตัวแทนของระบบการปกครองจากศูนย์กลางบางแห่ง เพราะในระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีของเลอเวือะพบว่า มีการบูชาผีเจ้านาย (ปกติในภาษาเลอเวือะจะเรียกว่า “ฮอ” ไม่ใช้คำว่า “พี” ที่แปลว่าผี นำหน้า) ซึ่งถือกันว่าเป็นผีประจำหมู่บ้าน และใหญ่ที่สุด มีอยู่ 3 ตน ชื่อว่า “เจ้าเมืองหลวง” “เจ้าเมืองน้อย” และ “ลำปางำ” ไม่ทราบประวัติที่มาที่ไปอย่างชัดเจนว่าเป็นใครมาจากไหน  โดยจะเลี้ยงกันช่วงเดือนมิถุนายน-ปลายพฤษภาคม หรือช่วงฝนแรก ถือกันว่าผีพวกนี้เป็นผู้ปกปักรักษาหมู่บ้าน ซึ่งในพิธีจะมีการเลี้ยงผีด้วยหมู 1 ตัว แกงอ๋อม และสมัยก่อนทุก 5 ปีจะใช้ควาย 1 ตัว เป็นควายตัวผู้เขาเพียงหู (ควายรุ่น) สะมังจะเป็นเจ้าภาพ ไปฆ่าควายซึ่งผูกกับต้นไม้ที่ศาลาผีฮอ หมูผูกกับเสาผีฮอ สะมังจะเข้าไปนั่งในศาลาแล้วพูดว่า “ขอให้อยู่ดีมีสุข ขออารักขาหมู่บ้าน” (สัมภาษณ์ นายบุญสม เมืองงาม, 2556) 

  • การแต่งกายของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              ผู้ชายกับผู้หญิงเลอเวือะมีเครื่องแต่งกายแตกต่างกันพอควร กล่าวคือ ผู้ชายสวมเสื้อแขนยาว เป็นเสื้อที่ใช้เชือกผูกติดกันทางด้านหน้า ซึ่งปัจจุบันใช้กระดุม ชายเสื้อยาวเลยเอวมามาก ส่วนกางเกงเป็นกางเกงขายาวสีขาว ซึ่งเป็นสีของผ้าฝ้ายดิบ ผู้ชายนิยมไว้ผมสั้น ในงานพิธีสำคัญเช่นงานแต่งงาน งานศพ จะมีการโพกผ้าที่ศีรษะ สวมรองเท้าทำจากไม้ แต่สำหรับในปัจจุบัน ผู้ชายสวมเสื้อและกางเกงเหมือนคนไทยโดยทั่วไป เพราะซื้อได้สะดวกกว่า 
              ผู้หญิงสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีขาว แขนสั้น ชายเสื้อยาวเลยเอว นุ่งผ้าซิ่น (ผ้าถุง) ยาวเลยเข่า พื้นเป็นสีดำหรือน้ำเงินเข้ม ที่ผ้าทำเป็นลวดลาย มักเป็นลายเส้นยาวที่ทำเป็นสัญลักษณ์ของธารน้ำที่กำลังไหล ชายผ้าซิ่นจะทำเป็นลวดลายแบบเดียวกันด้วย นอกจากนี้ ที่ผ้าซิ่นจะมีแถบลายขนาดใหญ่ มักทำเป็นสีแดง
              ผู้ชายไม่นิยมสวมเครื่องประดับ ผู้หญิงนิยมสวมเครื่องประดับ ได้แก่ สวมสร้อยลูกปัดเม็ดเล็กๆ เต็มคอ (เหมือนที่กะเหรี่ยงนิยมสวมกัน) ในอดีตทำจากลูกปัดแก้ว แต่ปัจจุบันเป็นลูกปัดพลาสติกที่ซื้อจากเชียงใหม่ บางคนจะเอากุญแจบ้านสวมติดที่ลูกปัดด้วย ที่หูจะสวมตุ้มหูขนาดใหญ่มาก ต้องเจาะรูหูขนาดใหญ่ 

     

                 
     
    หญิงชาวเลอเวือะในชุดแต่งกายตามประเพณี                          ชายชาวเลอเวือะในชุดแต่งกายตามประเพณี

  • บ้านของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

    รูปแบบบ้านเรือนในอดีต-ปัจจุบัน
              ในภาษาเลอเวือะคำว่า "เญือะ" แปลว่า บ้านเป็นหลัง ส่วนหมู่บ้านใช้คำว่า "ยวง" (หรือหย่วง) แต่ในภาษาเลอเวือะคำว่า “ยวง” มีความหมายซ้อนทับกับคำว่า "ตระกูล" ด้วย อาจแปลคำว่า “ยวง” ว่า “ตระกูลหมู่บ้าน” ได้ ซึ่งจะช่วยทำให้เข้าใจความซับซ้อนนี้ได้ง่ายขึ้น 
              ในอดีต ลักษณะบ้านของเลอเวือะจะเป็นบ้านยกพื้นเรือนสูง หลังคาทรงลาดเทมุงด้วยหญ้าคา จั่วหน้าบ้านจะทำเป็นไม้สองอันไขว้กันเรียกว่า "กาแล" กาแลนี้เป็นสัญลักษณ์ของเขาควาย และถือเป็น "อนุสาวรีย์ของชาวเลอเวือะ" ด้วย ที่ปลายของกาแลมีการแกะสลักลายเป็นรูปก้นหอย ซึ่งมีตำนานเล่าว่า “มีเลอเวือะกลุ่มหนึ่งบอกแดดร้อน ฝนตกเยอะ เลยกลัวฟ้าผ่า เทวดาบอกว่าให้ดูดตูดหอยสิ ฟ้าจะได้ไม่ผ่า เลยเป็นที่มาว่าเลอเวือะอยู่ได้เพราะหอย” (สัมภาษณ์ นายส่างลา ไพรมีค่า, 2556)  ส่วนด้านหน้าบ้านจะทำเป็นลาน บันไดทางขึ้นอยู่ด้านข้างของบ้าน ด้านในบ้านแบ่งห้องออกเป็น 2 ห้อง กลางบ้านมีเตาไฟ ใต้ถุนเรือนด้านข้างของตัวบ้านมีกระเดื่องตำข้าว และใช้เก็บสิ่งของต่างๆ ด้วย
              ภายหลังปี พ.ศ.2513 รูปแบบบ้านทั้งหมดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกในหมู่บ้าน ส่งผลทำให้ระบบเศรษฐกิจของชาวบ้านค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่ทุนนิยม ในปี พ.ศ.2518 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เสด็จเปิดโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 10 ขึ้น และทรงปลูกต้นลิ้นจี่ ไม่นานนักทางการได้เข้ามาสร้างถนนลูกรังขึ้น (ชาวบ้านเรียก ถนนลำลอง) เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จมาในปี 2521 และ 2522 และชาวบ้านได้รับการส่งเสริมให้เพาะปลูกพืชเมืองหนาว และการขนส่งเป็นไปโดยสะดวก  ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น(สัมภาษณ์ นายกมล เครือซุย, 2549) นอกจากนี้ นโยบายของทางการยังต้องการให้ชาวบ้านอยู่อาศัยแบบติดที่ไม่เคลื่อนย้าย เพื่อให้สะดวกต่อการควบคุมประชากร 

     

     
    รูปแบบบ้านชาวเลอเวือะในอดีต (จำลอง) ปลูกขึ้นเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ของชุมชน

     

              ดังนั้น ผลที่ตามมาคือ ชาวบ้านจึงมีความคิดในการปลูกบ้านด้วยวัสดุถาวร โดยอาศัยแบบบ้านจากคนในเมือง เพราะชาวบ้านเริ่มต้องทำงานกันมากขึ้นจึงมีเวลาดูแลบ้านน้อยลง เช่น เดิมหลังคาบ้านที่ทำจากหญ้าคาจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 2-3 ปีและต้องใช้เวลาในการเก็บหญ้าคาค่อนข้างมาก ชาวบ้านจึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นหลังคามามุงกระเบื้องสมัยใหม่ เพราะทนทานกว่ามาก เมื่อวัสดุในการก่อสร้างเปลี่ยนก็ทำให้โครงสร้างของบ้านโดยรวมต้องเปลี่ยนไปด้วย จึงเริ่มมีการใช้ไม้จริงและปูนเข้ามาสร้างบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา ถนนเข้าหมู่บ้านได้รับการปรับปรุงดีขึ้น และมีไฟฟ้าเข้าถึง ทำให้การสร้างบ้านตามแบบคนในเมืองมีความสะดวก (กมล เครือซุย, 2549; สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556) ผลก็คือ ปัจจุบันรูปแบบบ้านในหมู่บ้านกลายเป็นบ้านสมัยใหม่ทั้งหมดแล้ว 

     

     
    สภาพบ้านในปัจจุบันของชาวเลอเวือะบ้านป่าแป๋

  • การแต่งงานของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              เลอเวือะในหมู่บ้านป่าแป๋มีธรรมเนียมยึดถือกันมานานในการใช้เงินโบราณเป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น พิธีแต่งงาน และค่าปรับจากกระทำผิด ในอดีตเกือบทุกบ้านจะมีเหรียญพดด้วง เงินท็อก เงินเจียง เพื่อเตรียมไว้สำหรับค่าต่างๆ ข้างต้น ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยบ้านแล้ว เพราะเหรียญเงินจำนวนมากได้ถูกซื้อไปโดย ดร.ปีเตอร์ กุนสตัดเตอร์ (Peter Kundstadter) และมีบ้างที่ชาวบ้านเอาไปขาย

     เงินเจียงสมัยล้านนา, (กลาง) เงินพดด้วงสมัยรัตนโกสินทร์, (ขวา) เงินท็อกของทางล้านนา

     

              สำหรับในพิธีแต่งงานจะใช้เงินโบราณ ได้แก่ เงินพดด้วง เงินกิ่ง และเงินคั่ง ซึ่งเป็นเงินที่ใช้กันในสมัยล้านนา และต่อเนื่องมาถึงยุคต้นของรัตนโกสินทร์ ชาวบ้านเก็บตกทอดกันมาจากบรรพบุรุษ แต่เงินพวกนี้ไม่ได้เอามาใช้สำหรับการซื้อขายในชีวิตประจำวัน เพราะมีจำนวนน้อย และค่อนข้างมีราคา ดังนั้น จึงถูกใช้ในเชิงสัญลักษณ์ 
              ในที่นี้ขอเล่าถึงพิธีแต่งงานของเลอเวือะ ซึ่งจะมีการใช้เงินโบราณกัน ดังนี้
              เมื่อผู้ชายชอบพอผู้หญิงคนไหน จะไปเที่ยวจีบสาวที่บ้านของฝ่ายหญิง โดยจะนำเมี่ยง บุหรี่ ไม้ขีดไฟ ก้านสูบกล้องยาสูบ ใบยาสูบ และลูกปัดแก้วไปด้วย จะทดสอบใจของฝ่ายหญิงว่าชอบพอหรือไม่ด้วยการไปที่บ้าน 3 ครั้ง ถ้ารับของตั้งแต่รอบแรกก็ถือว่าฝ่ายหญิงมีใจ แต่ถ้าเกิน 3 ครั้งแสดงว่าฝ่ายหญิงไม่รับรัก 

     

                                                                                           
                                                            พิธีแต่งงานของชาวเลอเวือะต้องใช้เงินโบราณเป็นสินสอด ในมือและในถาดสีดำเป็นเงินพดด้วง                                                                                                                    และเงินกิ่งคือเงินที่สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ซีก ถูกใช้สำหรับเป็นค่าสินสอดเจ้าสาว                                                                                                                                                      (ภาพของ Dr. Peter Kundstadter เมื่อ พ.ศ.2507-09)

              หลังจากรับรัก ฝ่ายชายจะนำของมีค่าไปให้ตามฐานะ เช่น ถ้าคนมีฐานะจะให้สร้อยคอ กำไลเงิน ตุ้มหู และลูกปัดแก้ว แต่ถ้ามีฐานะน้อยหน่อยจะให้เมี่ยง บุหรี่ ยาสูบ และผ้าซิ่น เป็นต้น 
              หลังจากนั้นจะเป็นเดือนจะเป็นปีฝ่ายชายกับเพื่อนจะขึ้นบ้านฝ่ายหญิง จะมีธรรมเนียมกันขึ้นบ้านฝ่ายหญิง แต่ห้ามฝ่ายหญิงรู้ตัว การขึ้นบ้านจะต้องเสียเงินค่าสุมาผี 4 รูปี  ช่วงเวลาที่ขึ้นบ้านจะเป็นช่วงที่ไฟเตากลางบ้านดับแล้ว แต่ถ้าไฟยังไม่ดับจะต้องเสียเงินค่าปรับ 2 รูปี ถ้าเกิดทำข้าวของเสียหายจะต้องเสียค่าปรับ 2 รูปี เพื่อนของฝ่ายชายจะมีหน้าที่จับมือผู้หญิงที่เพื่อนจีบ และดึงมือ ถ้าพ่อแม่ของผู้หญิงบอกว่าปล่อยจะฉุดไปไม่ได้ แต่ให้รอแต่งงาน แต่ถ้าไม่ห้ามเลย จะฉุดไปได้ถึงบ้านญาติของฝ่ายชาย และไปอยู่รอได้ถึงวันแต่งงาน
              ก่อนหน้าวันแต่งงาน จะมีการนำเงินค่าสินสอดไปให้พ่อแม่ของฝ่ายเจ้าสาว โดยเงินค่าสินสอดมีเงินกิ่ง 2 อันกับอีกครึ่งหนึ่ง เงินพดด้วงอีก 13 เม็ด ซึ่งมี 1 เม็ดที่ต้องให้กับสะมัง (ขุน) และอีก 1 เม็ดจะให้กับเจ้าสาว ส่วนเงินพดด้วง 11 เม็ดและเงินกิ่งที่เหลือพ่อแม่เจ้าสาวจะนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องของเจ้าสาวที่เป็นผู้ชายและญาติพี่น้องของพ่อแม่เจ้าสาว ในวันเดียวกันนี้จะมีการกำหนดวันแต่งงานด้วย
              งานแต่งงานจะเริ่มต้นตอนเช้ามืด เจ้าบ่าวจะไปรับเจ้าสาวที่บ้าน และจะมีขบวนของเจ้าสาวที่เดินไปบ้านเจ้าบ่าว โดยเจ้าสาวจะสวมชุดแต่งงานตามประเพณี เมื่อไปถึงบ้านของเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะเดินขึ้นบันไดที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ และมีแม่เจ้าสาวรอรับอยู่บนบ้าน เจ้าบ่าวจะนำเจ้าสาวเข้าห้องหอ ซึ่งในห้องหอจะมีพิธีมัดมือโดยผู้ใหญ่ และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว เมื่อเสร็จจะไปรดน้ำดำหัวพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวที่บ้านของเจ้าสาว และแวะเวียนไปรดน้ำดำหัวญาติฝ่ายเจ้าสาวที่ได้รับเงินค่าสินสอดด้วย 
              หลังจากนั้น ก็เดินทางกลับบ้านเจ้าบ่าว จะทำพิธีส่งบุญ โดยในพิธีจะมีคนเฒ่าคนแก่เอาเครื่องมือที่เป็นอาชีพของผู้หญิง เช่น เครื่องมือทอผ้า เป็นต้น เมื่อเสร็จแล้วจะเลี้ยงอาหาร และทำพิธีส่งบุญให้กับฝ่ายเจ้าสาวโดยญาติที่เป็นผู้ชายจะนำเงินและของมีค่ามาให้ เมื่อเสร็จแล้วจะมีการรินเหล้า ดื่มเหล้า และพูดคุยกัน หลังจากนั้นก็จะแยกย้ายกันไป 
              ตกค่ำจะมีการขับเพลงซอ (เลอซอมแล) ในพิธีแต่งงานตอบโต้กันไปมา โดยเริ่มต้นจากญาติฝ่ายหญิงแล้วญาติฝ่ายชายจะเป็นคนโต้ตอบ เช่น จะมีการร้องเพลงซอร้องในทำนองว่า ฝ่ายหญิงยังทำกับข้าวไม่เก่ง ทางญาติฝ่ายชายก็จะบอกว่าไม่เป็นไรจะรับมาสอนให้ เป็นต้น บางครั้งเพลงซออาจขับร้องกันทั้งคืนจนเช้า หลังจากวันแต่งงานอีกวันหนึ่ง ในตอนเย็น ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะนำขาหมูหรือเนื้อควายไปให้กับญาติบ้านต่างๆ และบ้านพ่อแม่เจ้าสาวเป็นบ้านหลังสุดท้าย 
              ปัจจุบัน ชาวบ้านบางคนยังคงให้ความสำคัญกับพิธีแต่งงานแบบโบราณกันอยู่ ดังนั้น จึงยังคงมีการเก็บเงินโบราณเอาไว้ใช้สำหรับเป็นค่าสินสอดให้กับลูกของตนเอง นอกจากเงินพดด้วง เงินเจียง เงินกิ่ง แล้ว ในกรณีการกระทำผิดต่างๆ นั้น ชาวบ้านจะใช้เงินรูปีเป็นหลัก 
              นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีตำนานเรื่อง “การส่งค่าหัวและข้าวให้เชียงใหม่” โดยกล่าวว่าเมื่อสิ้นปีการเก็บเกี่ยว เลอเวือะจะนำเงินค่าหัว (มือาซัว) 3 แถบรูปีต่อคน และข้าวเปลือกที่เก็บได้ไปส่งให้กับเมืองเชียงใหม่ มีเรื่องเล่าด้วยว่า  ครั้งหนึ่งมีคนมาเก็บค่าหัวแล้วหายไป โดยกล่าวเป็นภาษาคำเมืองว่า “เจนจาวลัดสมภาร มาเก็บเงินเรือนละ 3 แถบรูปี จะแปงอุดน้ำทำนา ให้กินหน่วยสะดวก ต๋องสิบมัดก๋ำมัด ข้าวสิบห่อก๋ำห่อ” เมื่อเก็บเงินแล้วหายไป เลยไม่กลับมา และได้ฝากรูปเสือเหลียวหลังไว้บนกลักไม้ขีด ซึ่งบอกว่าในอนาคตจะกลับมาอีกครั้ง (กมล เครือซุย, 2549)  ผู้เขียนขอสันนิษฐานว่ารูปเสือเหลียวหลังนั้นคงเป็นตราราชสีห์ของกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำหน้าที่ในการเก็บภาษีในส่วนภูมิภาค แต่ยากที่จะกำหนดอายุที่แน่นอนลงไปได้
              เงินรูปีนี้เป็นเงินที่ผลิตขึ้นในอินเดียในช่วงที่ถูกปกครองโดยอังกฤษ เท่าที่พบเหรียญเก่าที่สุดในหมู่บ้านผลิตขึ้นเมื่อ ค.ศ.1886 (พ.ศ.2429) หรือตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในช่วงเวลานั้นชนชั้นนำสยามได้มีอำนาจเหนือเมืองเชียงใหม่แล้วตั้งแต่ พ.ศ.2427 ที่มีการส่งกรมหลวงพิชิตปรีชากรขึ้นมาเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ และพื้นที่ในเขตแม่ฮ่องสอนได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะปัญหาเรื่องเขตแดน และเรื่องการค้าไม้สักที่กำลังเติบโตอย่างสูง (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2551: 522-531) เงินเหรียญที่แพร่กระจายเข้ามามากนี้ ต่อมาได้กลายมาเป็นเครื่องประดับของชาวเขาหลายกลุ่ม เพราะถือเป็นของมีค่าและแสดงฐานะ แต่ที่สำคัญคือการได้มาของเงินพวกนี้สะท้อนถึงการออกไปทำงานรับจ้างยังเขตเมือง เพื่อนำเงินมาเสียภาษีให้กับรัฐ ซึ่งจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายๆ ประการในเวลาต่อมา

     

  • ศาสนาและความเชื่อของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              มีนิทานเล่ากันว่า “สมัยก่อนมีคนเลอเวือะ คนกะเหรี่ยง และคนไต ได้เก็บผีกัน คนเลอเวือะเก็บผีใส่ย่ามจึงเก็บผีไว้ได้มาก เป็นเหตุให้ต้องเลี้ยงผีเยอะ คนกะเหรี่ยงเก็บผีใส่แปม (ตะกร้า) จึงมีผีอยู่ปานกลาง ส่วนคนไตเก็บผีใส่หลัวตาห่างจึงมีผีอยู่น้อย” (สัมภาษณ์ นายจันทร์ เครือซุย, 2557)  
              เลอเวือะบ้านป่าแป๋นับถือผีหลายประเภท แบ่งออกเป็นผีในบ้าน ผีนอกบ้าน ผีที่รบกวนคน และผีคุ้มครองหมู่บ้าน ข้อมูลเกี่ยวกับการนับถือผีนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์นายบือ ขจรศักดิ์ศรี (ซึ่งได้เลิกนับถือผีไปแล้ว), นายกมล เครือซุย, นายจันทร์ เครือซุย, และ นายบุญสม เมืองงาม 

     

  • ผู้นำพิธี/ผู้ประกอบพิธีของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              ในอดีต ความเชื่อเรื่องผีถือว่ามีความสำคัญต่อการอธิบายตัวตนของเลอเวือะอย่างมาก  แต่ปัจจุบันเลอเวือะบ้านป่าแป๋ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการนับถือผีว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ดังเห็นได้จากการกำหนดอัตลักษณ์ (identities) ความเป็นเลอเวือะ จากการสอบถามนายบุญสม เมืองงาม ซึ่งมีตำแหน่งเป็น “สะมัง” ของหมู่บ้าน และนายบือ ขจรศักดิ์ศรี อดีตกำนันตำบลป่าแป๋ ได้ให้นิยามไว้ เรียงตามลำดับดังนี้ 
                   - อย่างแรก  เป็นลัวะจะต้องพูดภาษาลัวะได้
                   - อย่างที่สอง  ลักษณะหน้าตา ดำ “หุ่นคล้ายคนเขมร”
                   - อย่างที่สาม  การแต่งกาย 
              ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบันหมู่บ้านป่าแป๋มีความแตกต่างทางด้านศาสนา ถ้านับถือศาสนาคริสต์จะต้องเลิกนับถือผี เช่น กรณีของนายบือ ขจรศักดิ์ศรี เป็นต้น ดังนั้น ถ้าหากเลือกอธิบายว่าการนับถือผีบรรพบุรุษเป็นส่วนหนึ่งของ “ความเป็นเลอเวือะ” ก็จะเท่ากับกีดกันคนในหมู่บ้านไม่ให้เป็นเลอเวือะ ดังนั้น ผีจึงถูกกันออกไปให้เป็น “ประวัติศาสตร์” หรือเรื่องราวในอดีตเท่านั้น 

     

  • วิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              1) ผีประจำบ้าน
              ผีบ้าน หรือ “ต๊ะละมัง” ถือเป็นผีบรรพบุรุษ (ปู่ย่าตายาย) สถิตอยู่ที่หัวนอน คือเสาต้นแรก ถ้าลูกหลานจะไปที่ไหนต้องรายงานให้ต๊ะละมังรู้ เพื่อให้ดูแล โดยเอาเหล้าไปรายงาน หรือถ้าไปรับจ้าง เช่น ในสมัยก่อนต้องไปทำงานที่เหมืองแร่กัน ก็จะมีการบอกกล่าวต๊ะละมังก่อนทุกครั้ง 
              “ผีไกบง” จะเลี้ยงกลางปีครั้งหนึ่ง สถิตอยู่ที่ประตูบ้าน อยู่ในฝาบ้าน มุมหัวบันไดนอกเรือน ชาวบ้านจะหาไม้ไผ่สานเป็นตะกร้าใส่ของ (รฺฆ็อก) แล้วต้องไปหาไม้สำหรับทำ “ฌจง” ซึ่งทำจากต้น “โค๊ะละโยะ” (ผลมีรสชาติเปรี้ยว) ผีไกบงมีหน้าที่ดูแลรักษาคนในครอบครัว และดูแลพืชผลทางการเกษตร ดูแลสัตว์เลี้ยง ลูกหลาน ทุกปีจะต้องมีการเลี้ยงด้วยไก่ด้วยหมู เลี้ยงประมาณเดือนกรกฎาคม แรม 3-7 ค่ำ เป็นวันคี่ เลี้ยงตอนเช้า 
              “ผีโช” จะเลี้ยงพร้อมกับผีไกบง หรือเลี้ยงร่วมกับผีสุมาด้วยก็ได้  เพื่อให้อยู่ดีมีสุข ให้ดูแลคุ้มครองคนในครอบครัว  ดูแลทั้งคน สัตว์เลี้ยง และไร่นา ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย “โช” ถือเป็นผู้ที่สูงศักดิ์ มีสีขาว มีศักดิ์ศรี และมีสิทธิในการให้ผู้คนเกิดมาเป็นหญิงและชาย โชเป็นคนขี้เหนียว ดังนั้น จะกินในหมู่พี่น้องเดียวกัน พี่น้องคนอื่นจะไม่ให้กิน  เวลาทำพิธีกรรมต้องระมัดระวัง ห้ามโกรธต้องทำใจให้ดีที่สุด และต้องยกย่องให้ดีที่สุด เพราะต้องพึ่งพาผีโชตลอดเวลา อยู่บ้านก็ให้ปกปักรักษา เดินทางก็ให้คุ้มครอง ให้คุ้มครองคนที่เดินทางไกล 
              “ผีเซอมา” หรือ “ผีสุมา”  เป็นการเลี้ยง “ผีตานา-อีญ” ซึ่งเป็นผีภูเขา เลี้ยงนอกบ้านริมประตู ติดฝาด้านนอก เลี้ยงทุกปี  ด้วยหมู ไก่ ไข่ และปลา สุมาจะใช้โค๊ะละโยะที่ไม่มีกิ่ง 4 ต้นมัดติดกัน รวมถึงมีสะก้างเสาเล็กๆ ประมาณหัวแม่มือ แล้วมัดติดฝาบ้าน นอกจากนี้ จะมีก๋วยดาไก่ หรือดา อุปกรณ์ที่เลอเวือะใช้เลี้ยงผี ถ้าไม่ฉุกเฉินจะเลี้ยงผีสุมาตอนสิ้นปี เมื่อก่อนจะมีการนัดหมายพร้อมเพรียงกัน ปัจจุบันเด็กมาไม่หมดเพราะมีความจำเป็น โดยการเลี้ยงจะต้องขึ้นอยู่กับความพร้อม ใช้เวลาประมาณกว่าครึ่งวัน (ประมาณ 8.00-10.00, 12.00-15.00) เป็นการเลี้ยงให้กับคนเฒ่าคนแก่ ลูกหลานจะเป็นผู้ประกอบพิธีให้ โดยมีการให้ข้าว และรดน้ำดำหัว 

              2) ผีในเขตนอกบ้าน
               “ผีเจ้าที่” (ผีเจ้าตี่) เวลานอนที่ไหนจะตักข้าวให้กับเจ้าที่ก่อน  ของที่ให้มีข้าว เกลือ กับข้าว เวลาทำไร่ก็จะมีการเลี้ยงเจ้าที่ด้วย เจ้าที่ถือเป็นหลัก เลี้ยงด้วยหมูหรือไก่ก็ได้ แต่เวลาไปในป่าจะเลี้ยงข้าวเปล่าๆ เท่านั้น จะอยู่ที่ไหน จะเอาดินพูนสูงเหมือนภูเขาจะมีการปักธงและธูปเทียน โดยวางให้อยู่ในที่สูงศักดิ์ ถ้าอยู่ป่าแป๋จะวางผีเจ้าที่ที่ต้นไม้ ถ้าไม่เลี้ยงผีอื่น จะเลี้ยงเจ้าที่อย่างเดียวก็ได้ อาจเลี้ยงด้วยหมูหรือไก่ ถือว่าเป็นหลักไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีการเลี้ยงผีเจ้าที่ ถ้าเลี้ยงผีละมังต้องเลี้ยงผีเจ้าที่ด้วย โดยจะต้องเลี้ยงด้วยขนม ข้าว น้ำ เนื้อ ปลา หรือของกินที่อร่อยๆ ที่เคยกินร่วมกันในวันที่อยู่ในโลก “ให้เขาได้กินเหมือนเรา”
              “ผีด่ะชก” เลี้ยงวันที่ตีข้าว นวดข้าว และเรียกขวัญข้าว โดยให้ผู้หญิงทำหน้าที่เรียกขวัญข้าว ผู้ชายจะไปรับขวัญข้าว ผีด่ะชกมีอยู่ 2 อย่างคือ ผีด่ะชกวัวควาย และผีข้าว การทำขวัญข้าว จะมี “ยง” เป็นต้นสี่กอเรียกว่า “ตาแสง” หรือตะกร้าสี่เหลี่ยม ทำจากเส้นตอก จะเลี้ยงด้วยปลายตับ ปลายไส้ ปลายเล็บ ตับใน ไส้อ่อน หรือปลายทุกอย่างที่เป็นอวัยวะของสัตว์ เรียกรวมว่า “ตัวเจ๊ะ” หรือสิ่งที่แบ่งส่วนให้ผี จะมีการดาให้ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือถ้าหมูก็จะเป็นปลายของอวัยวะทุกส่วน

              3) ผีรบกวนคน
              “ผีต๊ะ” เป็นผีปู่ แต่ไม่รู้ว่าปู่ของใคร จะทำร้ายให้คนเจ็บป่วยไม่สบาย อาการที่เห็นคือมือแตกเท้าแตก วิธีการแก้ต้องเลี้ยงผี ผีต๊ะจะมีสองอย่างคือ ผีต๊ะภูเขา (ทูต๊ะ) และผีต๊ะที่ทำให้ฟ้าผ่า ถ้าเหยียบหรือเก็บไม้จะต้องระมัดระวัง ไม่เหยียบหรือเอาไม้ที่ฟ้าผ่า หากทำไปแล้ว ถ้าไม่ทำพิธีเลี้ยงผีต๊ะจะทำให้มือแตกเท้าแตก ถ้าถูกตัวผิวจะคัน วิธีการเลี้ยงจะใช้หมู ไก่ ไม่จำกัด อยู่ที่คนสะป๊ก (หมอผี) จะเอาข้าวสารมาทำนายถ้าหยิบแล้วเป็นคู่ (จะเป็นผีต๊ะ) ถ้าไม่ใช่จะเป็นคี่ จะมีการทำนาย 3 ครั้ง 
              “ผีเญือะ” เป็นผีย่า ทำให้ไม่สบายอ่อนแรงนาน วิธีการแก้คือการเลี้ยงด้วยเป็ด เญือะเจ้าภูเขาจะเลี้ยงด้วยเป็ด แต่ถ้าฝันถึงจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ขึ้นอยู่กับการเสี่ยงทาย 
              “ผีละมัง”  เป็นผีปู่ย่าตายาย  จะมารบกวน ทำให้อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ กินไม่ค่อยได้ ผีละมังจะมาหลอกกลางคืน ถ้าไก่ขันจะถือว่าข้ามเวลามาแล้ว ก็จะกลับ การแก้คือ เมื่อก่อนจะใช้หมอที่ปลุกไว้เป็นหมอ นอกจากนั้น อาจเป็นหมอที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ มีวิธีเลี้ยง 2-3 อย่าง บางครั้งเวลาไม่สบายจะมีการปิ้งไก่ บางครั้งจะมีการเลี้ยงธรรมดาด้วยข้าวด้วยเงิน หรือบางครั้งเลี้ยงด้วยควาย เลี้ยงด้วยแม่หมู 
              “ผีน้ำ” เป็นผีที่อยู่ตามห้วย ถ้าถูกผีเข้าจะมีอาการเจ็บคล้ายกับโดนหยิก ถ้าเลี้ยงผีก็จะหายทันที จะเลี้ยงด้วยไก่คู่หนึ่ง และน้ำส้มป่อย บางครั้งเป็นผีกะเหรี่ยงต้องพูดด้วยภาษากะเหรี่ยง “ตักคนดี ตักผีร้าย” 
              “ผีสะอ๊บ” เป็นผีตายโหง การถูกผีสะอ๊บรบกวน  สังเกตได้จากเลือดตกหรือเลือดไหลไม่หยุด จะต้องเลี้ยงด้วยหมูหรือควายตัวผู้ที่ไม่ได้ตอน 
              “ผีสไป่”  จะเลี้ยงเวลาฉุกเฉิน หรือเกิดความรุนแรง จะเลี้ยงที่ชายคาบ้านจุดที่น้ำตก จะเลี้ยงเวลาที่เราสบาย ใช้ “ยง”  ไม้ไผ่ขนาดเล็กและมีสะก้าง ทำจากไม้ท่อนหนึ่งหรือไม้แห้งๆ กลุ่มบ้านช่างหม้อ (ยวงโฆง) จะเลี้ยงที่ศาลาพิธีกรรม กลุ่มบ้านป่าแป๋ (ยวงจาอือ) จะเลี้ยงผีสไป่ที่ชายคาบ้าน ทั้งสองกลุ่มจะเลี้ยงก็ต่อเมื่อไม่สบาย โดยจะมีการเสี่ยงทาย 
              “ผีละโบะกังรฺไก”  เป็นละมัง (คือผีปู่ย่าตายาย เป็นละมังบ้านอื่นที่เป็นทายาทของผู้อื่น) เป็นผีที่ทำให้เด็กไม่ปกติ สังเกตได้จากฟันไม่ขึ้น โดยจะต้องไปเลี้ยงผีโดยไปขอที่บ้านย่าหรือพี่น้องของแม่ เป็นผีจากบ้านยายของลูก 
              “ผีต้นไม้” (ผีฮึมเบาว์) เป็นผีไม้หัก คือ ถ้าต้นไม้หักมาทางบ้าน ในนา จะทำให้เจ้าของบ้านเจ้าของนาไม่สบายและเจ็บมาก จะมีอาการหลับตา ไม่ค่อยพูด ถ้าอาการหนัก มักจะนอนหลับนาน ยาว หลับตาบ่อย บางครั้งมีการชัก เมื่อก่อนเคยมีหลานของผู้ช่วย มีปลายไม้ไผ่ไปพาดชายคานิดเดียวจะมีอาการช็อกบ่อยๆ พ่อของผู้ช่วยจึงมีการสะป๊กและมีการเลี้ยงผีต้นไม้แล้วก็หาย 
              “ผีก๊ะ” เป็นผีที่ร้ายแรงที่สุด เป็นผีตัวใหญ่ ออกยากและทำให้กลัว ต้องหาหมอผีมาทำพิธีเท่านั้น
              “เญือะคุมโม” เป็นย่าเจ้าของภูเขา จะทำให้ไม่สบายนานๆ ถ้าผีมา จะมีการทำพิธีเสี่ยงทายด้วยการซอเกี่ยวกับผี ความเจ็บป่วยจะเบาลงและทำให้หาย

              4) ผีประจำหมู่บ้าน
              “ผีฮอ” คือผีเจ้านาย ไม่ทำให้คนเจ็บป่วย จะมีการเลี้ยงกันทุกปี เพื่อขอน้ำขอฝนให้ตกตามฤดูกาล จะเลี้ยงด้วยหมูตัวผู้ หรือถ้าเป็นควายก็เป็นควายตัวผู้ ถือกันว่าเป็นที่พึ่งพาอาศัยของชาวบ้าน จะไปขอความช่วยเหลือให้ดูแลชาวบ้าน ถ้ามีโรคภัยก็ให้อยู่เย็นเป็นสุข 
              ผีต่างๆ ของเลอเวือะที่มีจำนวนมากนี้เอง อาจมองว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล แต่ผีเหล่านี้มีบทบาทในการควบคุมสังคมของเลอเวือะตั้งแต่เกิดไปจนตาย และทั้งอยู่ในหมู่บ้านและอยู่นอกบ้าน การนับถือผีจำนวนมากได้นั้นเท่ากับว่าสังคมจะต้องมีกฎระเบียบและโครงสร้างทางสังคมที่เข้มแข็งในการควบคุมคน ดังเห็นได้จากเลอเวือะมีทั้งผีบรรพบุรุษ ผีภูเขา และผีฮอคือผีเจ้านาย เป็นต้น หรือในอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน จนมีการสร้างกฏข้อห้ามต่างๆ ขึ้น เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสังคมได้ดีที่สุด 

              5) ผีทูตานา-อีญกับคติการนับถือภูเขา
              ลัวะในสมัยโบราณมีคติความเชื่อในการนับถือภูเขา ร่องรอยนี้เห็นได้จากความเชื่อในการนับถือ “ผีเซอมา” ของเลอเวือะป่าแป๋ “คำว่า “เซอมา” มาจากคำว่า “สมา” แปลว่า ขอโทษ สาเหตุที่ต้องขอโทษต่อผีนั้น นายบือ ขจรศักดิ์ศรี อดีตกำนันตำบลป่าแป๋เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวบ้านไม่สามารถไปบูชา “ผีตานา-อีญ” ได้ เพราะไม่มีความพร้อม ซึ่งอาจมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ไม่ทราบแน่ชัด เวลาไปบูชาผีตานา-อีญจะต้องไปบูชากันบนภูเขา ซึ่งอยู่สูงและห่างไกลจากหมู่บ้านไปพอสมควร ถือกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนมาบูชาที่บ้านแทน จึงได้เรียกชื่อผีตานา-อีญเสียใหม่ว่า “ผีเซอมา” เพื่อให้ระลึกถึงว่าเป็นการขอโทษที่ไม่สามารถไปบูชาผีตานา-อีญบนภูเขาได้ (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2555) 
              ชาวบ้านไม่ได้ถือเฉพาะว่าผีตานา-อีญเป็นผีภูเขาเท่านั้น แต่ยังนับด้วยว่าเป็นผีบรรพบุรุษจึงมีการบูชากันในบ้าน นายบุญสม เมืองงาม เป็นสะมังของตระกูลยวงจา-อือ เล่าว่า ปู่ของตนได้เล่าว่า คนในสมัยก่อนได้เลิกบูชาผีตานา-อีญแล้วเปลี่ยนมาบูชาผีเซอมาแทน เพราะรู้สึกผิดที่ไม่สามารถไปบูชาผีที่บนภูเขาได้ ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ทำให้เปลี่ยนกันมาบูชาที่บ้านแทน นายบุญสมคาดว่าเหตุการณ์นี้คงเกิดขึ้นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว เพราะคนรุ่นพ่อได้เล่าให้ฟังอย่างนั้น 


    บ้านฮากไม้เหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของผีตานา-อีญ


     
    ตัวแทนของผีทูตานา-อีญที่ถูกจำลองมาเป็นผีเซอมา

     

              ผู้เขียนได้เดินทางไปสำรวจที่ดอยทูตานา-อีญร่วมกับชาวบ้าน 3 คน หนึ่งในนั้นมีนายบือ   ขจรศักดิ์ศรี จากการสำรวจที่ดอยทูตานา-อีญพบว่า บนยอดเขามีเศษเครื่องถ้วยล้านนาจากแหล่งเตาสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เครื่องถ้วยจากแหล่งเตาประเทศพม่า และเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง ในภาพรวมแล้วกำหนดอายุอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 นอกจากนี้ ยังพบเศษกระดูกแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นของคนหรือไม่ ถ้าหากใช่ อาจสัมพันธ์กับพิธีกรรมการฝังศพ ซึ่งกลุ่มลัวะสมัยโบราณจะมีพิธีกรรมการฝังศพบนยอดเขาที่เรียกว่า “วงตีไก่” หรือ “เนินดินฝังศพรูปวงกลม” (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2529: 54-66; Condominas, 1990) นอกจากนี้ บนภูเขายังพบชิ้นส่วนขวานหินขัดอีกด้วย แสดงว่าพื้นที่บนนี้คงมีการใช้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่างน้อย แต่อาจไม่เกี่ยวข้องกับการบูชาภูเขาศักดิ์สิทธิ์ 
              อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานเครื่องถ้วยที่พบบนทูตานา-อีญแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยที่สุด เลอเวือะที่บ้านป่าแป๋ในสมัยก่อนคงมีลัทธิการบูชาภูเขามานานไม่ต่ำกว่า 500 ปีมาแล้ว และเพิ่งเลิกไปเมื่อ 100 กว่าปีที่ผ่านมา ในประเด็นที่ใหญ่มากขึ้นก็คือ ข้อมูลทูตานา-อีญนี้ได้ช่วยในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของนักวิชาการหลายคน เช่น ศรีศักร วัลลิโภดม ที่มักจะอธิบายเสมอว่าลัทธิบูชาภูเขาและหินตั้งบนภูเขาสัมพันธ์กับชาวลัวะ ซึ่งเดิมมักเป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากคำบอกเล่าของชาวบ้าน หรือจากการบูชาหินบนภูเขาของชาวบ้านในปัจจุบันที่เป็นคนเมือง (ล้านนา) เป็นต้น

     

  • ตำนานของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              ตำนานของสะมัง
              ตำนานของสะมังนั้นมีอยู่ว่า “ครั้งหนึ่งหมู่บ้านยวงจาอือไม่มีสะมัง  ปรากฏว่ามีคนตายจนวนมากจนเหลืออยู่เพียง 3 หลังคาเรือนเท่านั้น จึงไปเสี่ยงทายกับหมอ (โฮมไปญเมิง) เพื่อหาสาเหตุ หมอจึงแนะนำว่าให้ไปขอสะมังบ้านอื่นมาอยู่ด้วยสักคนหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีสะมัง “บ้านยวงจาอือ 3 หลังจะกลายเป็นลิงเป็นค่างในป่า” แต่ถ้าได้สะมังมาอยู่ด้วยจะตัดสายสะดือลูกไม่หวาดไม่ไหว 
              เมื่อได้คำทำนาย คนบ้านยวงจาอือจึงไปขอสะมังบ้านยวงแปให้มาอยู่บ้านยวงจาอือ ตอนนั้นสะมังบ้านยวงแปมีลูกหนุ่มคนเดียว พ่อของสะมังหนุ่มจึงบอกว่า เด็กคนนี้ยังไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมประเพณีเลย ยวงจาอือบอกว่า “ไม่เป็นไร  เราจะสอนและบอกให้กับเขาเอง” นอกจากนี้ คนบ้านยวงจาอือยังให้คำมั่นด้วยว่าถ้าสะมังมาอยู่ด้วย จะยกย่องให้อยู่เหนือขวัญและใบหู ถ้ามาล่าสัตว์และเลี้ยงผีจะเอาขาหน้าของสัตว์มาให้ ถ้าลูกสาวของยวงจาอือแต่งงานจะให้ค่าสินสอดของลูกสาวกับสะมังเป็นเงินหนึ่งเม็ดพดด้วง อีกทั้งจะให้วังปลาที่ห้วยแม่อุมลานหนึ่งที่ (ปัจจุบันอยู่ที่สำนักงาน อบต.ที่ห้วยฮากไม้ใต้) จะให้ “แค” (ละเคือะ) คือห้วยที่ใช้ดักปลา และยังให้สิทธิ์เลือกที่ดินทำกินเพื่อเพาะปลูกข้าวก่อนบ้านอื่นทั้งหมด
    ก่อนที่พ่อของสะมังหนุ่มจะมอบลูกของตนให้กับคนบ้านยวงจาอือ ได้ขอให้คนบ้านยวงจาอือสัญญาว่า ถ้าสะมังหนุ่มไปอยู่แล้ว เมื่อคนที่บ้านยวงจาอือมีลูกหลานแพร่หลายแล้ว จะต้องส่งสะมังหนุ่มคืน ด้วยเหตุนี้ สะมังหนุ่มจึงได้ย้ายไปอยู่บ้านยวงจาอือตามคำขอ
              เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ปรากฏว่าเมื่อสะมังจะเดินทางกลับ เพราะพ่อของสะมังที่บ้านยวงแปได้ขอลูกคืน ก่อนที่จะกลับไปยวงแป ทางสะมังหนุ่มได้ถามคนบ้านยวงแปว่า คนทางนั้นยังจำฮีต (จารีต) ได้อยู่หรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจรักษาไว้แล้ว สะมังหนุ่มจึงไม่ขอกลับไป เพราะไม่รู้จะกลับไปทำอะไรที่นั่น ตั้งแต่นั้นมาสะมังหนุ่มจากบ้านยวงแปจึงได้อยู่ที่บ้านยวงจาอือเรื่อยมา และสืบเชื้อสายมาจนถึงปัจจุบัน (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, นายเฮือง เครือซุย, นายบุญสม เมืองงาม, 2555)   
              หมู่บ้านป่าแป๋ที่กล่าวถึงชื่อ “แม่แจ่ม” ตำนานเรื่องนี้มีชื่อเรื่องว่า “ไรพืนโอยจ” แปลว่า “คนท่องโลก” เล่าว่า 
    ไรพืยโอยจเป็นผู้มีอำนาจ เมื่อขุนหรือสะมังเกิดลูกชาย จะแอบแทงหัวด้วยเข็มให้ตายเพื่อป้องกันไม่ให้ใหญ่กว่าตนเอง พอมีพวกขุนหรือสะมังรู้จึงวางแผนกำจัด โดยแกล้งลงเอาปลาในวังน้ำให้ เมื่อไรพืยโอยจเห็นว่าในวังน้ำมีปลามาก จึงลงดำน้ำเพื่อเอาปลา จึงถูกขุนหว่านคลุมด้วยแหสร้อยเงินและฆ่าจนตาย เลือดไหลทวนน้ำ เมียทราบข่าวร้องไห้เช็ดน้ำมูกด้วยก้อนหินเป็นร่องรอยจนปัจจุบัน บริเวณวังน้ำที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นลำน้ำโกลงแอฮ ใกล้บ้านแม่แอบ ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเท้าไปอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ในอดีต จึงมีบทกวีประกอบเรื่องว่า “โร่ะทุงโกลงแอฮ ลแฆฮพอนเจน กอยทิเจนจา-อืฮ ฆัวลลาง ทิเจนจา-อืฮเจาะ เอาะซไม” (กมล เครือซุย, 2549)     
              ในทัศนะของผู้เขียนมองว่า ตำนานเรื่องนี้สะท้อนถึงความขัดแย้งในหมู่ผู้นำเลอเวือะกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในเขตแม่สะเรียง ฮอด ไปจนถึงในเขตบ้านแม่แอบ ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม ซึ่งในเขตบ้านทับนี้ชาวบ้านแม่แจ่มที่เป็นคนเมืองถือกันว่าเดิมเป็นถิ่นฐานของ “ลัวะ” มาก่อน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในช่วงราว 600-700 ปีก่อน หมู่บ้านของลัวะ/เลอเวือะบางกลุ่มคงพยายามก้าวขึ้นมามีอำนาจและเป็นผู้นำในเขตภูเขา
              มีตำนานอีกเรื่องหนึ่งที่อธิบายสาเหตุว่าทำไมชาวบ้านยวงโฆงจึงย้ายมาอยู่ที่บ้านยวงจาอือ เล่ากันว่า 
    นานมาแล้ว คนบ้านยวงโฆง (ช่างหม้อ) เลี้ยงควายของคนบ้านยวงจาอือ ปรากฏว่าควายตาย เขาจึงตัดหูมาส่งแทน เจ้าของควายบอกว่าตายแล้วทำไมเอาหูควายมาส่ง ทั้งๆ ที่รับปากว่าจะเลี้ยงให้ไม่ตาย (เพราะต้องการหาเรื่อง) ทำให้คนบ้านยวงโฆงต้องมาทำงานชดใช้แทน เมื่อมาอยู่ได้แต่งงานกับคนบ้านยวงจาอือจึงไม่คิดจะกลับบ้านอีกเลย พ่อของชายคนนั้นรู้เข้า จึงได้เอาไม้มาสร้างหอผีให้กับบ้านยวงจาอือแต่ถือว่าเป็นของยวงโฆง” (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556) 
              ทั้งนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หอผีเป็นของยวงโฆง แต่ผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นของบ้านยวงแป ภายใต้อำนาจของบ้านยวงจาอือ สำหรับ เญือะยูยวงโฆง หรือ หอผีของตระกูลยวงโฆง จะมีการเลี้ยง ผีสไป่และเลี้ยง “นกต่างไก” หรือ “ผีป้องกันหมู่บ้าน” เมื่อก่อนนี้การเลี้ยง “นกต่างไก” เลี้ยงด้วยหมูตัวใหญ่ต่อมาเลี้ยงหมูตัวเล็ก โดยที่ยวงจาอือจะเลี้ยงโดยไม่ต้องเสียเงินแต่เอาความสนุกสนาน 

              สะมังหรือขุนในตำนาน

              ตำนานขุนลัวะที่บ้านป่าแป๋เท่านั้นที่ระบุว่า ขุนลัวะมีลูก 7 คนแล้วส่งให้ไปปกครองดินแดนต่างๆ เท่าที่สืบได้พบชื่อเพียง 6 คนเท่านั้น ประกอบด้วย ขุนตน (บางทีเรียกขุนตุ) ขุนเท ขุนวิลังคะ (วิลังคะ) ขุนสังน้อย ขุนละอองปากแหว่ง และขุนวง (สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี 2555; นายเฮือง เครือซุย, 2555; นายบุญสม เมืองงาม, 2555) สำหรับประวัติของขุนแต่ละคนชาวบ้านจำได้เฉพาะขุนหลวงวิลังคะ ขุนละอองปากแหว่ง และขุนวง โดยขุนหลวงวิลังคะเป็นขุนที่ต่อสู้กับพระนางจามเทวี ดังได้กล่าวถึงไปแล้ว ขุนละอองปากแหว่ง ชาวบ้านเล่าว่าเพราะเป็นคนปากแหว่ง ไม่มีข้อมูลมากกว่านี้ ส่วนขุนวงได้เดินทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่สะเรียงแต่หายไปแล้วนั้น ปัจจุบันชาวบ้านยังเก็บที่ดินส่วนนั้นไว้ให้กับขุนวง และมีเรื่องเล่ากันว่าหากใครไปใช้ที่ดินบริเวณนั้นจะมีอันเป็นไป
              จากการสัมภาษณ์นายอินเหลา คำมูล และนางวันดี คำมูล โดยนายอินเหลาเป็นผู้ทำพิธีกรรมของหมู่บ้าน โดยสัมภาษณ์ที่หมู่บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของเลอเวือะเช่นกัน พบว่ามีชื่อของขุนที่ซ้ำและไม่ซ้ำกับบ้านป่าแป๋ มีรายชื่อดังนี้ ขุนทุ ขุนทวง ขุนหลวงวิลังคะ ขุนหนึ่ง ขุนสอง ขุนละอองปากแหว่ง ขุนแก้ว และขุนสุนันตา (สัมภาษณ์ นายอินเหลา คำมูล และนางวันดี คำมูล, 2555) 
              ในหนังสือเรื่องชาวเขาในไทย เขียนโดยบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2506 ได้กล่าวถึงขุนที่สำคัญในหมู่บ้านบ่อหลวงไว้ว่ามี 5 ตนด้วยกันคือ ขุนสุนันตาหรือขุนตา ขุนตอง ขุนหลวงวิลังก๊ะ ขุนแก้วนาโหลง และขุนอะลองปักแวง ผีทั้ง 5 ตนนี้ถือเป็นผีบ่อแร่ โดยคนในหมู่บ้านจะนับถือขุนแต่ตนเป็นผีต้นตระกูล เช่น ตระกูลสุนันทามีต้นผีเป็นขุนสุนันตา ตระกูลขุนแก้วนาโหลงมีต้นผีเป็นขุนแก้ว ในช่วงของพิธีบูชาผีบ่อแร่ ตระกูลสุนันทาจะมีหน้าที่เป็นต้นฮีตหรือหมอผีประจำหมู่บ้าน ส่วนขุนอะลองปักแวงจะมีหน้าที่ป่าวประกาศให้ชาวบ้านทราบว่าจะมีการจัดพิธี (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, 2545: 117) 
              จากข้อมูลที่บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ บันทึกไว้เมื่อเทียบย้อนกลับไปกับข้อมูลที่ชาวบ้านจดจำได้จะเห็นได้ว่ามีความใกล้เคียงกัน ขุนตนคือขุนทุ ขุนเทอาจตรงกับขุนทวง และเป็นคนเดียวกับขุนตอง ซึ่งขุนตองคนนี้คงเป็นคนเดียวกับที่ชาวบ้านห้วยเหียะเรียกว่า “ปู่แสนตอง” ซึ่งเป็นหนึ่งในผีที่สำคัญ ส่วนขุนหลวงวิลังคะอยู่ในลำดับที่ 3 ตรงกัน ขุนถัดมาคือขุนสังน้อย ขุนหนึ่ง ขุนสอง เป็นชื่อที่แทรกเข้ามา อาจเป็นขุนที่ปกครองหมู่บ้านแต่ละแห่งในช่วงสั้นๆ ส่วนขุนอีกคนที่ชาวบ้านจดจำตรงกันคือ ขุนละอองปากแหว่ง หรือที่บุญช่วย ศรีสวัสดิ์เรียกว่า ขุนอะลองปักแวง ไม่แน่ใจว่าชาวบ้านจำผิดหรือบุญช่วยจดผิด แต่เป็นไปได้ว่าระบบการศึกษาไทยทำให้เลอเวือะรุ่นหลังลากเข้าคำไทย เพราะอาจตีความหมายของคำเดิมไม่ได้ จึงพลอยอธิบายไปด้วยว่าขุนละอองปากแหว่งหมายถึงขุนที่ปากแหว่ง ซึ่งคำเดิมอาจเป็น “ขุนอะลองปักแวง” ซึ่งไม่ทราบความหมาย ส่วนขุนที่เหลือได้แก่ ขุนสุนันตา ขุนแก้ว และขุนวง คงเป็นขุนที่ปกครองหมู่บ้านแต่ละแห่งตามฐานอำนาจของตน เช่นเดียวกับที่บ้านแม่เหียะที่มีชื่อของขุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถสืบประวัติได้ เช่น ปู่จ่ามย่าจ่าม เป็นต้น 
              อย่างไรก็ตาม สะท้อนให้เห็นชัดว่า ครั้งหนึ่งทั้งหมู่บ้านป่าแป๋และบ้านบ่อหลวงที่อยู่ห่างกันมาก เคยอยู่ภายใต้การปกครองของขุนที่สำคัญของเลอเวือะด้วยกัน 4 คนคือ ขุนตน/ขุนทุ ขุนเท/ขุนทวง/ขุนตอง ขุนหลวงวิลังคะ และขุนอะลองปากแหว่ง โดยเฉพาะขุนตอง และขุนหลวงวิลังคะ ถือได้ว่าเป็นขุนเพียง 2 คนเท่านั้นที่เคยปกครองทั้งในเขตลุ่มน้ำปิงและเขตป่าเขาที่อยู่ในลุ่มน้ำสาละวิน 

     

  • การเปลี่ยนแปลงและปัญหาที่ประสบอยู่ของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              1)  การเปลี่ยนศาสนา 
              ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน ชาวบ้านแทบทั้งหมดนับถือผี ซึ่งผีมีอยู่หลายตนหลายชนิด เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีภูเขา และผีหมู่บ้าน ถือเป็นศาสนาดั้งเดิม 
              จนกระทั่งเมื่อราว พ.ศ.2500 เศษ ได้เริ่มมีพระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในหมู่บ้าน โดยเป็นพระสายธรรมยุติกนิกาย ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของคอมมิวนิสต์เข้ามาในเขตป่าเขา ทำให้ทางการสนับสนุนพระภิกษุจาริกมาเผยแผ่ศาสนาในหมู่ชาวเขา ชาวบ้านนับถือพอสมควร เพราะสามารถเข้ากับความเชื่อเรื่องผีได้ 
              หลังจากนั้นราวปลายทศวรรษ 2500 จึงได้เริ่มมีมิชชันนารีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ทำให้เริ่มมีการนับถือศาสนาอื่นกันด้วยหลายปัจจัย ประการแรกคือ ชาวบ้านเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถเลี้ยงผีด้วยการเซ่นไหว้ฆ่าไก่และควายได้อีก ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดการเจ็บป่วยทำให้ต้องเลี้ยงผีมาก เช่น ถ้าป่วยมากก็ต้องเลี้ยงควายทั้งตัว ต้องสิ้นเปลืองเงินมาก ทำให้ชาวบ้านบางคนเลิกนับถือผี เพราะมีศาสนาอื่นเป็นทางเลือก ประการที่สอง บาทหลวงที่อยู่ในหมู่บ้านหรือประจำหมู่บ้านอื่น มักจะให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้านเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย บางรายนำไปส่งถึงเชียงใหม่ ลูกหลานบางคนที่เข้าไปเรียนในเมือง ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินและที่พักจากเครือข่ายคริสต์ศาสนา ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์แทนในที่สุด
              ในหมู่บ้านป่าแป๋มีศาสนาคริสต์สองนิกายคือ ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนต์ ได้สร้างโบสถ์นักบุญเทเรซ่า หรือบางทีเรียก “โบสถ์คริสเตียน” สร้างประมาณ 30 กว่าปีใกล้ 40 ปีมาแล้ว โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่หลังบ้านของอดีตกำนันตำบลป่าแป๋  ต่อมามีการสร้างโบสถ์อีกหลังบนยอดเขาห่างไปจากโบสถ์คริสเตียน เป็นนิกายโรมันคาทอลิก ชื่อ “โบสถ์ คริสตจักรสัมพันธ์ภาคละว้า” หรือ “โบสถ์คริสตัง” สร้างประมาณ 2509 ชาวบ้านในหมู่บ้านนับถือทั้งสองนิกายใกล้เคียงกัน และไม่ได้รังเกียจการเข้าร่วมกิจกรรมของทุกศาสนาความเชื่อ

     

     
    โบสถ์นิกายโปรแตสแตนต์หรือโบสถ์นักบุญเทเรซ่า

     

              2)  ภาษาเดิมที่กำลังสูญหาย
              ภาษาแม่ของคนในหมู่บ้านคือภาษาเลอเวือะ คนในวัยกลางคนและคนแก่สามารถพูดภาษาเลอเวือะได้คล่องแคล่ว คนในวัยกลางคนและคนแก่บางคนมีทักษะในการเขียนภาษาเลอเวือะด้วยอักษรโรมันหรือภาษาอังกฤษ เช่น นายบือ ขจรศักดิ์ศรี (อายุ 62 ปี) 
              นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านทำวิจัยทางด้านภาษา และพัฒนาระบบตัวเขียนภาษาไทยที่มีสัญลักษณ์ทางสัทศาสตร์กำกับเสียง เพื่อคงเสียงดั้งเดิมเอาไว้ ทำให้ภาษาเลอเวือะไม่ตกอยู่ในภาวะวิกฤต แต่ตัวอักษรภาษาไทยที่ใช้ระบบสัทศาสตร์เข้ามาช่วยนั้นยังยากพอสมควรสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งยังใช้ได้ไม่คล่องนัก
              สำหรับทักษะในการพูดภาษาเลอเวือะในกลุ่มเด็กและเยาวชนค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะใช้ได้ไม่คล่องแคล่ว เด็กบางคนไม่สามารถพูดได้ เพราะพ่อแม่ไม่ส่งเสริม ด้วยมองไม่เห็นประโยชน์ของภาษาเลอเวือะ นอกจากนี้ สาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ค่อยใช้ภาษาเลอเวือะ เพราะในช่วงเกือบ 5-10 ปีที่ผ่านมาวิทยุและโทรทัศน์เข้าถึงหมู่บ้าน ทำให้เด็กใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น 

              3)  การอพยพเข้ามาทำงานในเมือง
              ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านสามารถอพยพเข้าไปทำงานในเมืองได้ง่ายขึ้น กล่าวคือ หลังจากมีการส่งเสริมการศึกษาระยะแรก ด้วยการสร้างโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 10 ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2503 ทำให้ตั้งแต่ราว พ.ศ.2510 ก็เริ่มมีชาวบ้านไปรับจ้างทำงานในเมืองแม่สะเรียงและเชียงใหม่ แต่ก็ไปทำงานเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง แต่หลังจากมีการสร้างถนนลูกรัง (ถนนลำลอง) เพื่อรับเสด็จในปี พ.ศ.2521 เป็นต้นมา การเดินทางออกนอกหมู่บ้านก็เริ่มมีความสะดวกมากขึ้น ในไม่ช้าก็เริ่มมี “รถเครื่อง” (มอเตอร์ไซท์) คันแรกเข้ามาในหมู่บ้าน และมีรถยนต์ใช้ในเวลาต่อมา ซึ่งช่วยทำให้ชาวบ้านสามารถเข้าไปในเมืองได้สะดวกขึ้น และขนส่งพืชผลทางการเกษตรออกไปได้รวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อมีไฟฟ้าเข้ามาในหมู่บ้านในปี พ.ศ.2539 ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเพิ่มมากขึ้นอีก เพราะแม้จะทำให้สะดวกสบายมากขึ้น แต่รายจ่ายก็สูงขึ้นตามมา ผลก็คือทำให้ชาวบ้านต้องเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และเข้าไปทำงานในเมือง ซึ่งยังไม่นับเงินที่ต้องหามามากขึ้นเพื่อส่งลูกหลานเรียนในระดับที่สูงมากขึ้น (กมล เครือซุย, 2549; สัมภาษณ์ นายบือ ขจรศักดิ์ศรี, 2556) 
              ชาวบ้านจำนวนมากเข้าไปทำงานในเมืองเชียงใหม่ มีน้อยรายที่จะทำงานในเมืองแม่สะเรียง เพราะงานมีน้อย งานที่ทำในเมืองเชียงใหม่มีตั้งแต่ทำงานรับจ้าง ค้าขาย รับราชการ และทำงานเอกชน ชาวบ้านที่อพยพไปโดยมากอยู่ในช่วงการสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้เมื่อมีลูกจะส่งลูกมาให้พ่อแม่ของตนเลี้ยง ปีหนึ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง เมื่อลูกโตขึ้นจนเข้าเรียนในชั้นมัธยมปลายจึงจะรับไปอยู่ด้วย เพราะไม่ต้องดูแลแล้ว ทำให้ในปัจจุบันประชากรในหมู่บ้านเป็นคนแก่และเด็ก

     

  • การรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายในปัจจุบันของชุมชนชาติพันธุ์เลอเวือะ (บ้านป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน) :

              ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาติพันธุ์
              เครือข่ายทางด้านชาติพันธุ์ของเลอเวือะ ยึดโยงกับฐานของการทำงานวิจัยกับสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหลัก โดยเริ่มต้นอย่างน้อยตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520 ดังเห็นได้จากมีการทำพจนานุกรมภาษาไทย-ละว้า โดยสุริยา รัตนกุล และลักขณา ดาวรัตนหงษ์ (ตีพิมพ์ พ.ศ.2530) 
              ผ่านไปอีกหลายปีจึงได้เริ่มมีการทำวิจัยโดยเลอเวือะเอง โดยเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2550 ผลจากการทำวิจัยทำให้เลอเวือะมีเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ที่กว้างขึ้น และไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มเลอเวือะเท่านั้น ผลจากการเกิดขึ้นของเครือข่ายทางวิชาการนี้ทำให้เลอเวือะทำงานร่วมกับนักวิจัย ส่งผลทำให้วัฒนธรรมของเลอเวือะบ้านป่าแป๋สามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถแยกออกระหว่างของเก่ากับของใหม่ และเยาวชนเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัย ซึ่งทำให้เยาวชนได้เรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิมของบรรพบุรุษ
              สำหรับในระดับเครือข่ายท้องถิ่น เลอเวือะบ้านป่าแป๋มีเครือข่ายสองระดับคือ ในระดับเครือข่ายของจังหวัด และในระดับเครือข่ายข้ามจังหวัด ทั้งสองเครือข่ายไม่ได้เน้นเรื่องของการวิจัย แต่เป็นการแสดง เช่น การละเล่น การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ภายใต้คำสั่งในระบบราชการ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีเลอเวือะบางหมู่บ้าน เช่น บ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดสำนึกทางประวัติศาสตร์สูง จึงได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ขุนหลวงวิลังคะขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2549 จึงได้มีการเชิญเลอเวือะบ้านป่าแป๋ไปร่วมงานเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์ แต่ก็ไม่ได้มีการสานต่อกิจกรรมใดๆ กันอีก 

     

Access Point
No results found.

เลอเวอะที่บ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงดำรงชีพโดยพึ่งพิงระบบเกษตร ทั้งทำข้าวไร่ ข้าวนา หาพืชอาหารจากป่าธรรมชาติรายรอบชุมชน บ้านเรือนมีความมั่นคงมากขึ้นจากเดิมใช้ไม้ไผ่เปลี่ยนมาใช้ไม้ในการสร้างบ้าน ผู้หญิงในชุมชนมีอาชีพเสริมคือการทอผ้า ถือเป็นชุมชนที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ยังมีสะมังทำหน้าที่ในการปกครองชุมชนและเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม