เมืองหลวงเก่าของไทย

ในอดีตอันยาวนาน ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคน ที่มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ตั้งแต่เป็นกลุ่มครอบครัวเล็กๆ จำนวนไม่เกิน 10 คน ที่เร่ร่อนหาอาหาร และมีที่พักพิง อยู่ตามถ้ำเพิงผาตามธรรมชาติ เมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว ต่อมา เมื่อมีการรวมตัวกันเป็นเผ่าพันธุ์จำนวนมากขึ้น จึงตั้งหลักแหล่งตามที่ราบ ที่มีผืนดินอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไม่เคลื่อนย้ายเร่ร่อนกันอีกต่อไป ที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์เหล่านี้ มีลักษณะเป็นหมู่บ้าน ซึ่งพบหลักฐานทางโบราณคดี เป็นเศษเครื่องมือเครื่องใช้ของคนยุคนี้ เมื่อ 2,000 - 4,000 ปีมาแล้วอยู่ทั่วไป หมู่บ้านเหล่านี้บางแห่งตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ มีที่ทำกินกว้างขวาง จำนวนประชากรในหมู่บ้านมีมากขึ้น มีคติความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ และผีอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางธรรมชาติ มีการจัดการทรัพยากร ควบคุมบริหารกำลังคน ร่วมมือกันขุดคูน้ำคันดินล้อมรอบหมู่บ้าน เพื่อป้องกันภยันตราย และเพื่อการชลประทาน กลายเป็นเมืองที่ปรากฏร่องรอยเป็นหลักฐานให้เห็นได้ในปัจจุบัน 

เมื่อ 1,500 - 2,000 ปีมาแล้ว ชาวอินเดียได้เข้ามาติดต่อค้าขาย และได้นำอารยธรรมทางศาสนา อันเป็นคติความเชื่อแบบใหม่ เข้ามาผสมผสานกับคติความเชื่อพื้นเมือง ศาสนาสำคัญที่เข้ามาคือ พระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ ที่มีส่วนของคำอธิบายเกี่ยวกับจักรวาล พระจักรพรรดิ หรือพระราชามหากษัตริย์ เป็นแนวคิดของการรวมตัวกันของเมืองหลายๆ เมืองเข้าเป็นแว่นแคว้นเดียวกัน โดยมีเมืองของพระ-มหากษัตริย์ที่เป็นใหญ่กว่ากษัตริย์ทั้งหลายเป็นเมืองราชธานีหรือเมืองหลวง 

เมืองที่รวมตัวกันเป็นแว่นแคว้นเดียวกันได้นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และมีช่วงเวลามากน้อยไม่เท่ากัน ในระยะแรกๆ คงจะเกิดขึ้นบริเวณที่ใกล้อ่าวไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ชาวอินเดียเข้ามาตั้งรกราก แล้วจึงค่อยๆเข้าสู่แผ่นดินภายในทวีปมากขึ้น ลักษณะการรวมตัวจะมีความเหนียวแน่น หรือผูกพันกันหลวมๆ แตกต่างกันไป แล้วแต่องค์ประกอบของปัจจัยและสภาพแวดล้อมในการรวมตัวกันเป็นสำคัญ โดยมีศาสนาเป็นตัวสร้างเสริมอำนาจศูนย์กลางในการรวมตัวกันนั้น ดังนั้น เมืองที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครอง หรือเมืองหลวงอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นใหญ่กว่ากษัตริย์อื่นๆภายในแว่นแคว้น จึงมีการสร้างสัญลักษณ์แห่งอำนาจเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ซึ่งปรากฏร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน 

เมืองที่มีศาสนสถานขนาดใหญ่ ซึ่งแสดงความเป็นเมืองราชธานี หรือเมืองหลวง ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ซึ่งอยู่ใกล้ทะเล ได้แก่ เมืองนครปฐม หรือนครชัยศรี ซึ่งมีร่องรอยคูกำแพงเมืองกว้างใหญ่ โดยมีเจดีย์จุลประโทนเป็นศูนย์กลาง เมืองอู่ทอง ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว ที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี เป็นเมืองที่มีศาสนสถานทางพุทธศาสนาแบบเถรวาทรุ่นเก่า ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 อยู่ทางฝั่งตะวันตกของที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ส่วนทางฝั่งตะวันออกคือ เมืองลพบุรี ซึ่งมีชื่อเดิมว่า กรุงละโว้ เป็นเมืองเก่าตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แต่มีศาสนสถานที่โอ่อ่าแสดงความยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา 

เมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของลุ่มแม่น้ำภาคกลาง จะผลัดเปลี่ยนกันเป็นเมืองศูนย์กลางของอำนาจการปกครองไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ในที่สุด ศูนย์กลางอำนาจการปกครองนั้น ก็ตกอยู่กับเมืองสุพรรณภูมิ เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มีเมืองในเครือข่ายที่อพยพโยกย้ายมาที่ราชบุรี เพชรบุรี สรรคบุรี ฯลฯ ดังที่กล่าวไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ส่วนเมืองลพบุรี หรือละโว้ บนที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางฝั่งตะวันออกนั้น เมื่อเริ่มแรกในพุทธศตวรรษที่ 12 ก็มีคติความเชื่อเป็นพุทธศาสนาแบบเถรวาทเหมือนกับบ้านเมืองทางฝั่งตะวันตก และได้ขยายอาณาเขตขึ้นไปตามลำน้ำปิง โดยจัดตั้งเมืองหริภุญไชยหรือที่ภายหลังคือ เมืองลำพูน ขึ้นบนที่ราบหว่างหุบเขาอันกว้างใหญ่ที่ต้นแม่น้ำปิงเป็นเมืองสืบต่อมา และถ่ายทอดอารยธรรมทางพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทให้แก่ราชวงศ์พระเจ้ามังราย ที่เข้ามาครอบครองในภายหลัง 

เมืองละโว้ได้รับคติทางศาสนาพราหมณ์จากราชอาณาจักรขอมกัมพูชา และพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่ขึ้นมาจากทางทิศใต้ ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 คติความเชื่อทั้งสองนั้นเข้ากันได้ และส่งเสริมการปกครองบ้านเมืองที่รวมกันเป็นราชอาณาจักรใหญ่ ดังนั้น เมืองละโว้ จึงเป็นเมืองที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ไปถึงบ้านเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งลุ่มแม่น้ำมูล คือ เมืองพิมาย ในจังหวัดนครราชสีมา เมืองพนมรุ้ง ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ ไปจนถึงเมืองพระนครหลวง ในกัมพูชา ซึ่งทั้งเมืองพิมายและเมืองพนมรุ้งต่างก็มีศิลาจารึกที่แสดงอำนาจความเป็นอิสระของการเป็นเมืองหลวงปกครองดินแดนในละแวกใกล้เคียงในระดับหนึ่งด้วย ส่วนเมืองละโว้นั้น ในช่วงเวลานี้มีเอกสารประเภทตำนานที่แสดงถึงการแตกแยก ที่ทำให้เมืองหริภุญไชยซึ่งมีเมืองในอาณัติ คือ นครเขลางค์ แยกออกไปปกครองตนเองโดยอิสระ เป็นอีกแว่นแคว้นหนึ่งที่ต้นแม่น้ำปิง 

ในระยะเวลาต่อมา เมืองละโว้มีบทบาทก่อให้เกิดเมืองหลวงขึ้น ในประวัติศาสตร์ไทยอีกเมืองหนึ่ง คือ เมืองสุโขทัย ที่ขึ้นไปจัดตั้งไว้ ที่ตอนบนของที่ราบฝั่งแม่น้ำยม เมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 แต่หลังจากนั้นไม่นาน สุโขทัยก็แยกตัวออกเป็นอิสระอีกแว่นแคว้นหนึ่ง เช่นเดียวกับเมืองหริภุญไชย เรื่องราวในศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ 2 วัดศรีชุม เรื่อง พ่อขุนผาเมือง และพ่อขุนบางกลางหาว รบกับขอมสบาดโขลญลำพง อาจเป็นเรื่องราวตอนที่สุโขทัยแยกตัวออกจากเมืองละโว้ก็ได้ ส่วนเมืองละโว้นั้น ก็ได้มีการขยับขยายราชธานีลงทางใต้ ตั้งบ้านเมืองในบริเวณที่แม่น้ำ 3 สาย คือ ป่าสัก ลพบุรี และเจ้าพระยา ไหลมาบรรจบกัน และมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเมืองสุพรรณภูมิ ต่อมาก็ได้จัดตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวงในที่สุด 

เมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งที่อาจกล่าวว่าอยู่ในขอบเขตใกล้ทะเลอ่าวไทย คือ เมืองศรีมโหสถแห่งลุ่มน้ำบางปะกง หรือแม่น้ำปราจีนบุรี ปัจจุบันเมืองนี้อยู่ในเขตอำเภอศรีมโหสถ (โคกปีบ) จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเมืองที่มีศาสนสถานเป็นจำนวนมาก โบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้ อาจสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 แต่โบราณสถานที่เป็นของเมืองนี้อย่างแน่นอน และเป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาแบบเถรวาทนั้น คือ รอยพระพุทธบาทคู่ที่วัดสระมรกต ซึ่งอยู่นอกเมืองทางทิศใต้ สร้างขึ้นเมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 14 เมืองศรีมโหสถเป็นเมืองศูนย์กลางปกครองดินแดนใกล้เคียงสืบต่อกันมา จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 จึงได้กลายเป็นเมืองในราชอาณาจักรขอมกัมพูชา ซึ่งมีศูนย์กลางที่เมืองพระนครหลวง และมีหลักฐานแสดงการนับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายาน 

ส่วนทางภาคใต้นั้น ได้พบชุมชนของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพราหมณ์ตั้งหลักแหล่งทำการค้าอยู่ทั่วไป เช่น ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เป็นต้น แต่เมืองที่พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของคติความเชื่อ และการปกครองจะอยู่ทางชายทะเลฝั่งตะวันออก ซึ่งมีที่ราบทำกินกว้างกว่า เช่น ที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เมืองยะรัง จังหวัดปัตตานี เป็นต้น ซึ่งเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนาแบบมหายานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 เมืองต่างๆ ในภาคใต้เหมือนกับจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ดังปรากฏหลักฐานเป็นศิลาจารึกหลักที่ 35 พบที่ดงแม่นางเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า เมืองนครศรีธรรมราชได้เข้ารวมกับกรุงศรีอยุธยา หรืออโยธยา ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 ก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893

ชื่อเมืองต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว คือ เมืองละโว้ เมืองพิมาย เมืองพนมรุ้ง เมืองนครศรีธรรมราช เมืองหริภุญไชย เมืองสุพรรณภูมิ และเมืองอื่นๆ ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นโบราณสถานที่เคยเป็นศาสนาสถานภายในเมืองขนาดใหญ่ แต่ไม่ทราบชื่อเดิมที่แท้จริงนั้น อาจกล่าวได้ว่า เคยเป็นศูนย์กลางทางคติความเชื่อทางศาสนา ซึ่งในสมัยโบราณมักจะเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองด้วย เมืองเหล่านี้จะมีอำนาจปกครองเมืองเล็กๆ อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หรือมีสภาพภูมิศาสตร์เหมือนกัน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า จะมีขอบเขต ไม่มากน้อยเพียงใด เพราะบางครั้งขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ที่อำนาจตามเมืองเหล่านี้จะเคลื่อนย้ายไปตามเมืองอื่นที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เมื่อพระมหากษัตริย์ของเมืองนั้นๆ มีอำนาจขึ้นมาแทนที่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จึงเป็นภาพของบ้านเมือง ที่บางเมืองได้พัฒนาขึ้นเป็นเมืองศูนย์กลางที่อยู่ ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งจะเริ่มขึ้น ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมา

เมืองหลวงเก่าของไทยที่จะกล่าวถึงต่อไป จะกล่าวถึงเฉพาะเมือง ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ได้เปลี่ยนจากการใช้ภาษาศักดิ์สิทธิ์คือ ภาษา มอญ ขอม บาลี และสันสกฤต มาใช้ภาษาไทย เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครอง ที่เรียกว่า เมืองหลวง และยังคงมีประวัติสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่ เมืองเชียงใหม่ แห่งแคว้นล้านนา เมืองสุโขทัย แห่งแคว้นสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา แห่งราชอาณาจักรสยาม และ กรุงธนบุรี ศูนย์กลางของราชอาณาจักรสยาม ที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะเห็นต่อไปว่า แต่ละเมือง ต่างก็มีพื้นฐานขององค์ประกอบแห่งอำนาจ และขั้นตอนของพัฒนาการ ในการเป็นเมืองหลวง ศูนย์กลางการปกครองบ้านเมือง ที่แตกต่างกันออกไป

 

เมืองเชียงใหม่

เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของแคว้นล้านนา เป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศ ที่เป็นพื้นที่ราบริมแม่น้ำหว่างหุบเขาผืนใหญ่น้อยต่างๆ กัน ในบริเวณที่เป็นภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยในปัจจุบัน เมืองสำคัญของแคว้น ได้แก่ เมืองหริภุญไชยหรือลำพูน ริมแม่น้ำกวงสาขาของแม่น้ำปิง บนที่ราบหว่างหุบเขาผืนใหญ่ผืนเดียวกับเมืองเชียงใหม่ที่เป็นเมืองหลวง เมืองเชียงรายบนที่ราบระหว่างหุบเขาผืนใหญ่อีกผืนหนึ่งริมน้ำแม่กกและน้ำแม่ลาว เมืองเชียงแสนบนที่ราบริมน้ำแม่โขงเหนือเมืองเชียงราย เมืองลำปางบนที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำวัง เมืองพะเยาบนที่ราบระหว่างหุบเขาของแม่น้ำอิง เมืองแพร่บนที่ราบระหว่างหุบเขาต้นแม่น้ำยม เมืองน่านบนที่ราบระหว่างหุบเขาต้นแม่น้ำน่าน ฯลฯ 

จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบผืนใหญ่บ้างเล็กบ้าง มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน และแวดล้อมด้วยเทือกเขา เสมือนเป็นปราการตามธรรมชาติ ทำให้แต่ละเมืองมีอิสระในการปกครองตนเอง ก่อนที่จะมีการรวมกันเป็นแคว้นล้านนา แต่ละเมืองต่างก็มีตำนานบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาเป็นของตนเองว่าสืบสายตระกูลมาจากบรรพบุรุษที่แตกต่างกันออกไป 

ผู้ที่เริ่มต้นรวบรวมบ้านเมืองในที่ราบระหว่างหุบเขาเข้าเป็นแว่นแคว้นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ พระเจ้ามังราย พระองค์เกิดบนที่ราบเชียงแสนสืบบรรพบุรุษตามตำนานมาจากปู่เจ้าลาวจก ผีต้นตระกูลที่สิงสถิตอยู่บนดอยตุงแห่งที่ราบเชียงแสน มารดาของพระองค์มีเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองเชียงรุ่งแห่งลุ่มน้ำโขงในสิบสองปันนา ตามตำนานเช่นนี้ มีความหมายชี้ให้เห็นศักยภาพของพระองค์ ในการที่จะเป็นผู้รวบรวมผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งที่อาศัยอยู่บนที่สูงของที่ราบหว่างหุบเขา และผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเข้าด้วยกันได้ 

ในช่วงเวลาต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ามังรายได้พาผู้คนอพยพลงทางใต้ จากที่ราบเชียงแสนมาสู่ที่ราบเชียงรายที่กว้างใหญ่กว่า พระองค์ได้สร้างเมืองเชียงรายขึ้นบนที่ราบแถบลุ่มน้ำแม่กก และแม่ลาว บริเวณท้องที่อำเภอเวียงชัยในปัจจุบัน ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยในละแวกใกล้เคียงเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจจะกะประมาณพื้นที่ในการปกครองของพระองค์ ในเวลานั้นได้ว่า ประมาณเท่ากับพื้นที่จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน โดยทางทิศใต้เป็นที่ราบระหว่างหุบเขา อีกผืนหนึ่งที่น้ำแม่อิงไหลผ่าน เป็นดินแดนในการปกครองของพระยางำเมือง แห่งเมืองพะเยา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐอิสระขนาดเล็กคือ แพร่กับน่าน และเกี่ยวข้องเป็นพันธมิตรกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งแคว้นสุโขทัย 

ส่วนทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบลุ่มน้ำแม่ปิง อันอุดมสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ โดยมีเทือกเขาสูงต้นน้ำแม่ลาวกั้นอยู่ คือ ดินแดนของเมืองหริภุญไชย ที่มีอารยธรรมทางพระพุทธศาสนาสืบต่อกันมานาน ก่อนสมัยของพระเจ้ามังราย และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับดินแดนในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง ที่มีเมืองละโว้ หรือลพบุรีเป็นเมืองสำคัญ เมื่อสามารถรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองเชียงรายได้แล้ว พระเจ้ามังรายจึงทรงตัดสินพระทัย ขยายอำนาจของพระองค์ไปทางทิศตะวันตก สู่ที่ราบลำน้ำปิง ซึ่งอยู่อีกฟากเขาต่อไป 

เนื่องจากเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองที่มีรากฐานมายาวนาน ทำให้พระเจ้ามังรายต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี จึงจะสามารถเข้ายึดครองได้ โดยพระองค์ยกพลขึ้นเหนือตามลำน้ำกก อ้อมไปทางทิศเหนือของเทือกเขาที่ขวางกั้นอยู่ รวบรวมผู้คนที่อาศัยอยู่บนที่สูงของที่ราบต้นแม่น้ำ ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า ไทยใหญ่ แล้วค่อยๆ สร้างเมืองรุกคืบลงทางใต้ตามเส้นทางลำน้ำแม่ปิง คือ เมืองฝาง เมืองเชียงดาว และเมืองพร้าว ตามลำดับ ในที่สุดก็สามารถเข้ายึดเมืองหริภุญไชย และมีอำนาจเหนือลุ่มน้ำปิงตอนบนได้ทั้งหมด รวมทั้งนครเขลางค์บนที่ราบหว่างหุบเขาแม่น้ำวัง อันเป็นเมืองในอาณัติของเมืองหริภุญไชยด้วย พระเจ้ามังรายมิได้ประทับที่เมืองหริภุญไชยที่ทรงยึดได้ แต่ได้มาตั้งเมืองใหม่ ซึ่งอยู่เหนือเมืองหริภุญไชยขึ้นไป ประมาณ 25 กิโลเมตร เมื่อ พ.ศ. 1839 และเรียกชื่อเมืองนั้นว่า เชียงใหม่ สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน 

พระเจ้ามังรายประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองแผ่นดินที่ทรงยึดมาได้ ส่วนดินแดนเก่าที่เมืองเชียงราย ทรงให้โอรสที่ไว้วางพระทัยปกครอง ดังนั้น เมืองหลวงของแคว้นล้านนา จึงอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตลอดพระชนม์ชีพของพระเจ้ามังราย พระองค์สิ้นพระชนม์ที่เมืองเชียงใหม่ แต่โอรส และนัดดาของพระองค์กลับไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม โดยเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองรอง ที่มีเจ้าเมืองเป็นทายาทของกษัตริย์ที่ประทับอยู่ที่เมืองเชียงราย เชียงใหม่จึงยังมิได้เป็นศูนย์กลางการปกครองของแคว้นล้านนาอย่างแท้จริง 

เชื้อสายของพระเจ้ามังรายที่กลับไปครองเมืองเชียงรายเป็นศูนย์กลางของแคว้น และต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเชียงแสน โดยไม่กลับมาครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระเจ้ามังรายนั้น น่าจะมีเหตุผลว่า พระเจ้ามังรายสามารถขจัดอิทธิพลของอำนาจเดิม ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหริภุญไชย และนครเขลางค์ได้อย่างเด็ดขาดแล้วประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เนื่องจากในเวลานั้น ดินแดนเดิมริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะที่เมืองเชียงแสนเปรียบเสมือนปากประตู ที่จะเข้าไปสู่แผ่นดินภายในทวีปตามเส้นทางแม่น้ำโขง มีสินค้าอันเป็นที่ต้องการระหว่างแผ่นดินภายในกับดินแดนล้านนา ที่จะแลกเปลี่ยนกัน คือ เกลือสินเธาว์ จากบริเวณสิบสองปันนา และข้าวกับธัญญาหารต่างๆ จากเมืองเชียงราย เชียงแสน และเชียงใหม่ ประการสุดท้ายคือ ใต้เมืองเชียงรายลงไป เป็นดินแดนของเมืองพะเยาที่ยังมีความเป็นอิสระอยู่ และอาจจะขยายอำนาจขึ้นมาครอบครองขอบเขตของเมืองเชียงราย และเชียงแสนก็ได้ 

ดังนั้น ในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้าคำฟู เหลนของพระเจ้ามังราย ที่ครองเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้น สามารถยึดรวมเมืองพะเยาไว้ในอาณาเขตได้ กษัตริย์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าผายู ซึ่งเป็นโอรส จึงกลับมาครองเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้นล้านนา และได้รวบรวมดินแดนต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาเกือบ 100 ปี นับแต่สร้างเมืองเชียงใหม่ จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. 1981 พระเจ้าติโลกราช ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สำคัญของล้านนา ก็ได้รวมเอานครรัฐอิสระ คือ เมืองแพร่ และเมืองน่าน เข้าอยู่ในดินแดนของแคว้นล้านนาได้ สมัยนี้นับเป็นสมัยที่ดินแดนล้านนามีความเป็นปึกแผ่น ทั้งด้านการเมือง และวัฒนธรรม 

ในสมัยที่พระเจ้าติโลกราชทรงปกครองเมืองเชียงใหม่นั้น (พ.ศ. 1981 - 2030) เป็นสมัยที่แคว้นล้านนามีอาณาเขตกว้างขวาง เขตแดนของล้านนา ครอบคลุมไปถึงบางส่วนของดินแดนสิบสองปันนาทางทิศเหนือ ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ครอบคลุมไปในบางส่วนของแคว้นฉาน หรือดินแดนไทยใหญ่ ที่อยู่ในสหภาพพม่า และจากการที่พระองค์ได้เมืองแพร่ และเมืองน่าน เข้าไว้ในอำนาจ ทำให้ขอบเขตแคว้นล้านนา ที่พระองค์ทรงปกครองอยู่ทางทิศใต้ ติดต่อกับดินแดนของราชอาณาจักรอยุธยาทุกเส้นทางของลำน้ำ คือ ปิง ยม และน่าน เพราะขณะนั้น ดินแดนแคว้นสุโขทัยที่คั่นออยู่ตามลุ่มน้ำเหล่านี้ ได้ถูกผนวกไว้ในขอบเขตของกรุงศรีอยุธยาแล้ว

ตามประวัติศาสตร์ของแคว้นสุโขทัย การรวมตัวกับอาณาจักรอยุธยามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การเป็นเครือญาติกันระหว่างราชวงศ์สุโขทัย กับสุพรรณภูมิ ส่วนราชวงศ์มังรายนั้น แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า ราชวงศ์สุโขทัยจะมีความ สัมพันธ์ทางเครือญาติอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ มีหลักฐานที่ทำให้สันนิฐานได้ว่า ราชวงศ์สุโขทัย บางสายน่าจะมีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับ ราชวงศ์ของล้านนาบางสายด้วยคือ พระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ เป็นพระพุทธรูปศิลปะ ผสมระหว่างล้านนากับสุโขทัย ที่ฐานะพระพุทธรูป ได้ถูกจารึกไว้ว่าแม่พระพิลก ซึ่งเป็นพระมารดา ของพระเจ้าติโลกราช กับ เจ้าแม่ศรีมหามาตา สตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งของสุโขทัย ได้ร่วมกันสร้างขึ้น 

ในปี พ.ศ. 1994 ได้เกิดการขัดแย้งกันในเรื่องการแบ่งขอบเขตการปกครองระหว่าง พระยายุทธิษฐิระ เจ้าเมืองสองแคว (พิษณุโลก) กับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระญาติสนิทกัน พระยายุทธิษฐิระจึงขึ้นมาถวายตัวกับพระเจ้าติโลกราช ที่เมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชได้รับไว้ให้อยู่ในฐานะลูก พระยายุทธิษฐิระชักชวนพระเจ้าติโลกราชให้ยก กองทัพลงไปยึดครองบ้านเมืองในแคว้นสุโขทัยเดิม สันนิษฐานว่า พระเจ้าติโลกราชจะทรงอ้างสิทธิ ในการเป็นเครือญาติ เช่นเดียวกับกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ในการยกทัพลงไปยึดครองบ้านเมือง ในแคว้นสุโขทัย ซึ่งกรุงศรีอยุธยาถือว่า เป็นกลุ่มเมืองทางเหนือของตน จึงเกิดเป็นสงครามยึดเยื้อ กับกรุงศรีอยุธยาไปจนสิ้นรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งในช่วงเวลาการทำสงครามนั้น ยังมีเจ้าเมืองอื่น ในแคว้นสุโขทัยเดิมคือ เจ้าเมืองเชลียงหรือ ศรีสัชนาลัย ได้เข้าร่วมกับฝ่ายพระเจ้าติโลกราช ด้วย ดังปรากฏรายละเอียดการทำสงครามชิงเมืองศรีสัชนาลัยกลับคืน ในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตยวนพ่าย

แคว้นล้านนาที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง ศูนย์กลางการปกครองนั้น เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรือง ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เห็นได้จากหลักฐานที่เป็นโบราณสถานโบราณวัตถุทางด้านพระพุทธศาสนา ที่มีให้เห็นโดยทั่วไป ทั้งเขตเมืองและชนบท รวมทั้งเอกสารลายลักษณ์อักษร ที่ส่วนใหญ่บันทึกอยู่ในใบลาน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก จะแสดงประวัติ ศาสนา ภูมิปัญญาของพระสงฆ์ล้านนา และความศรัทธาตั้งมั่นของประชาชน ที่มีต่อพระศาสนา 

เมื่อครั้งที่พระเจ้ามังรายยึดเมืองหริภุญไชยได้ และสร้างเมืองเชียงใหม่ที่เชิงดอยสุเทพนั้น เอกสารตำนานของล้านนา และหลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า พระองค์ได้ให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาที่เคยรุ่งเรืองอยู่ของเมืองหริภุญไชย และได้กลายเป็นศาสนาของล้านนาในเวลาต่อมา แต่การนับถือผีพื้นเมืองที่มีบรรพบุรุษคือ ปู่เจ้าลาวจก ก็ยังเป็นเรื่องที่มีการจดจำ และสืบทอดกันต่อมา พร้อมกับพระพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน ด้วยเหตุนี้ ในคำอธิบายของนักปราชญ์ล้านนาแต่โบราณเกี่ยวกับต้นตระกูลของพระเจ้ามังราย จึงมิได้อ้างอิงบรรพบุรุษของตนเข้ากับเรื่องพระมหาสมมติ อันเป็นแนวคิดทางพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับปฐมกษัตริย์ ในสมัยปฐมกัปป์ ซึ่งได้แก่ ราชวงศ์กษัตริย์ทั้งหลายในชมพูทวีป รวมทั้งศากยวงศ์ขององค์สมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้าด้วย ที่ล้วนสืบสายมาจากสมมติวงศ์เดียวกันนี้ ทั้งสิ้น สมมติวงศ์เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ล้านนา มักใช้อธิบายความเป็นมาของราชวงศ์กษัตริย์ของดินแดนอื่นๆ ที่มีความเก่าแก่กว่า อาทิเช่น กรุงศรีอยุธยา หรือเมืองพระนครหลวงกัมพูชา ส่วนตำนานบรรพบุรุษราชวงศ์ของพระเจ้ามังราย กลับได้รับคำอธิบายว่า เป็นคนพื้นเมือง ที่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ปกครองบ้านเมืองตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นทายาทของพระพุทธองค์โดยทางธรรม หรือพระธรรมทายาท

การอธิบายที่มาของต้นตระกูลราชวงศ์มังราย ตามที่กล่าวข้างต้น สามารถแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาของเมืองเชียงใหม่ได้ประการหนึ่ง เนื่องจากมีการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เข้ามาหลายกระแส และได้รับการอุปถัมภ์จาก กษัตริย์เชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่สมัย พระเจ้ามังราย เป็นสำนักสงฆ์พื้นเมืองที่สืบทอด มาจากเมืองหริภุญไชย พระพุทธศาสนาจากสุโขทัย นำโดยพระสุมนเถระ ซึ่งพระมหาธรรมราชาลิไท ส่งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 1912 ตรงกับสมัยของ พระเจ้ากือนาแห่งเมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธ- ศาสนาที่มีประวัติว่าสืบทอดมาจากนครพัน เมือง มอญริมอ่าวเมาะตะมะ โดยมีอาจารย์เจ้าสำนักไป บวชเรียนมาจากเกาะลังกาอีกทอดหนึ่ง เมื่อขึ้น มาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้รับการอุปถัมภ์จาก พระเจ้ากือนาให้ตั้งสำนักอยู่ที่วัดบุปผาราม หรือ วัดสวนดอก (ไม้) นอกเมืองเชียงใหม่ทางทิศใต้ หลังสุดเป็นพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาจากเกาะลังกา โดยตรง ตั้งสำนักอยู่ที่วัดป่าแดง นอกเมือง เชียงใหม่ทางทิศตะวันตก

พระสงฆ์ของเมืองเชียงใหม่เหล่านี้ เป็นผู้รู้ที่ทำให้เมืองเชียงใหม่มีความก้าวหน้าทางด้านภาษา วรรณคดีต่างๆ ทั้งเรื่องราวทางโลก และทางศาสนา มีหลักฐานมากมายตกทอดมาถึงปัจจุบัน โดยถูกเก็บรักษาไว้ และให้บริการอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ การสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดมหาโพธาราม หรือวัดเจ็ดยอดได้รับการสนับสนุนโดยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. 2020 แสดงให้เห็นถึง ความแตกฉานในพระไตรปิกฎของพระสงฆ์ล้านนาอย่างแท้จริง การสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้วยอิฐ และมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่เรียกกันว่า เป็นกำแพงชั้นในนั้น เมื่อพิจารณาถึงความหมาย และวันเวลาในการประกอบพิธีโดยพระเมืองแก้ว กษัตริย์เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2060 แสดงให้เห็น ถึงความรอบรู้ในแนวคิดเกี่ยวกับจักรวาลตามคัมภีร์ ทางศาสนา และการคำนวณทางดาราศาสตร์ของ นักปราชญ์เชียงใหม่ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี 

ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ที่เป็นรากฐานของความเจริญก้าวหน้าทางวิชาความรู้ของล้านนานั้น ได้ส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ของเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นอัครศาสนูปถัมภก การผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ก็กระทำอยู่ในแวดวงของราชวงศ์มังราย ซึ่งครองอำนาจชอบธรรมต่อราชบัลลังก์เชียงใหม่ตลอดมา อย่างไรก็ดี อำนาจชอบธรรมที่ราชวงศ์มังรายครองราชบัลลังก์เมืองเชียงใหม่อยู่นั้น กลับตกอยู่กับข้าราชสำนักส่วนกลาง ในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแวดวงของราชินีกูลที่มีเชื้อสายทางไทยใหญ่เป็นส่วนมาก อำนาจของข้าราชสำนักส่วนกลาง เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยที่สนับสนุนพระเจ้าสามฝั่งแกน พระราชบิดาของพระเจ้าติโลกราชให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ตั้งแต่มีพระชนมายุเพียง 14 พรรษา เมื่อ พ.ศ. 1945 หลังจากนั้น บทบาทของพระมหากษัตริย์ และพระราชมารดาจะได้รับการกล่าวถึงควบคู่กันไปว่า มหาราชเจ้าทั้งสองพระองค์ หรือ พระเป็นเจ้า แม่ลูก ฯลฯ ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในศิลาจารึก และเอกสารประเภทตำนานของล้านนาตลอดมา

บทบาทของพระมหากษัตริย์ และพระราชมารดาที่ปรากฏควบคู่กัน แสดงถึงอำนาจของพระราชเทวีผู้เป็นพระราชมารดา ซึ่งมีขุนนาง ข้าราชสำนัก ที่เป็นเครือญาติกำกับอยู่เบื้องหลัง ยกเว้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชเท่านั้น ที่ทรงดึงการสนับสนุนจากกำลังขุนนางหัวเมือง ซึ่งเป็นญาติทางฝ่ายพระราชมารดาของพระองค์อีกเช่นกัน เข้ามาข่มอำนาจของข้าราชสำนักส่วนกลาง มิให้แสดงอำนาจเกินขอบเขตออกมา ซึ่งผลสุดท้าย พระองค์ก็สามารถเรียกอำนาจกลับคืนมาได้ทั้งหมด และสามารถควบคุมข้าราชสำนัก ทั้งในส่วนกลาง และหัวเมือง ให้อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงเป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งของล้านนาที่มีอำนาจมาก 

แต่หลังจากที่พระเจ้าติโลกราชสวรรคต ขุนนางข้าราชสำนักส่วนกลางก็สามารถยึดอำนาจกลับคืนไปได้อีก ครั้งนี้ถึงขั้นถอดถอนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดิม และส่งไปอยู่หัวเมือง ที่เป็นกลุ่มเมืองไทยใหญ่ฝ่ายของตน แล้วสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ในราชวงศ์ขึ้นมาแทน โดยมีพระราชมารดาอยู่เคียงข้าง เป็นเช่นนี้เรื่อยมา และในที่สุดก็มีการปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดินไป 2 พระองค์ เพื่อสนับสนุนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ที่คิดว่า จะยินยอมเป็นหุ่นเชิดให้แก่ฝ่ายตน ซึ่งนับว่า เป็นความตกต่ำถึงที่สุดของระบบขุนนาง ในราชสำนักเชียงใหม่

ข้าราชการในแคว้นล้านนา จึงเกิดการแตกแยกกันขึ้น โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มราชสำนักส่วนกลาง ที่สนับสนุนให้เจ้าฟ้าไทยใหญ่เชื้อสายราชวงศ์มังราย ซึ่งอยู่ที่เมืองนายทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ให้เป็นกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ และกลุ่มข้าราชการหัวเมืองสำคัญคือ ลำปาง เชียงราย เชียงแสน และเมืองพาน ที่สนับสนุนเชื้อสายราชวงศ์มังราย ซึ่งอยู่ที่ราชอาณาจักรลาวล้านช้าง ในที่สุด ขุนนางในราชสำนักส่วนกลาง เฉพาะตัวการสำคัญ ที่ปลงพระชนม์พระเจ้าแผ่นดิน ก็ได้ถูกฝ่ายขุนนางหัวเมืองกำจัดไปได้ และราชอาณาจักรลาวล้านช้าง ได้ส่งพระไชยเชษฐา ซึ่งมีเชื้อสายทางพระราชมารดาเป็นราชวงศ์มังรายให้ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่ก็เป็นได้เพียงระยะสั้น ก็มีเหตุให้พระองค์ต้องเสด็จกลับราชอาณาจักรเดิมของพระองค์ โดยที่ยังถือสิทธิในดินแดนล้านนาว่า ยังคงเป็นของพระองค์อยู่ต่อไป 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเมกุฏิเจ้าฟ้าเมืองนาย เชื้อสายราชวงศ์มังรายเสด็จมาครองเมืองเชียงใหม่ ตามคำทูลเชิญของข้าราชสำนักเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2049 บ้านเมืองในแคว้นล้านนา จึงยังคงอยู่ในสภาวะไม่ปกติ ที่ต้องมีการรบกับราชอาณาจักรลาวล้านช้างอยู่ประปราย จนกระทั่ง พ.ศ. 2101 เจ้าฟ้าเมืองนาย ผู้เป็นพระเชษฐาของพระเมกุฎิ ได้ยอมอ่อนน้อมต่อพม่า พม่าจึงอ้างสิทธินั้น เข้ายึดครองเมืองเชียงใหม่ โดยยังคงให้พระเมกุฏิ เป็นกษัตริย์ครองเมืองเชียงใหม่อยู่เหมือนเดิม แต่ไม่นานพระองค์ก็ถูกจับตัวไป เพราะคิดแข็งข้อต่อพม่า 

เชียงใหม่ในช่วงเวลานี้ ซึ่งอยู่ประมาณช่วงเวลาเดียวกันกับที่กรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชแก่พม่า ครั้งที่ 1 เป็นเมืองประเทศราชอาณาจักรพม่า กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ที่เป็นพม่าบางพระองค์ มีเชื้อสายราชวงศ์มังรายทางพระราชมารดา ดังนั้น แม้ว่าจะตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพม่าก็ตาม แต่ทางด้านศิลปวัฒนธรรมของเชียงใหม่ และหัวเมืองอื่นๆ ของล้านนาก็ยังมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองสืบมา การสร้างวัดอารามต่างๆ ในช่วงเวลานี้ ก็ยังสืบทอดศิลปกรรมของล้านนา รวมทั้งงานวรรณกรรม ที่เขียนขึ้นตามแบบฉบับของล้านนา ก็พบว่า มีการเขียนขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วยเหมือนกัน 

บ้านเมืองในล้านนาภายใต้อำนาจของราชอาณาจักรพม่า อยู่ในสภาวะปกติเพียงระยะสั้นๆ เมื่อพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ของพม่าสวรรคตลง อำนาจจากพม่า ก็ลดน้อยลง สมเด็จพระนเรศวรได้ยกทัพขึ้นมา โดยทางฝ่ายเมืองเชียงใหม่ยอมอ่อนน้อม และส่งพระรามเดโชขึ้นมาควบคุมดูแลเมืองเชียงแสน แต่กรุงศรีอยุธยาก็ไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะรักษาอำนาจให้คงอยู่ตลอดไปในล้านนา ผลสุดท้ายพระรามเดโช ก็ต้องเสียเมืองเชียงแสนให้แก่กองทัพของล้านช้าง ขณะนั้น บ้านเมืองไทยในล้านนาน ก็เกิดความวุ่นว่ายขึ้นอีก ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแว่นแคว้นได้หมดสิ้นไป มีการแย่งชิงอำนาจกันเองระหว่างเมืองต่างๆ บ้าง มีการทำศึกกับล้านช้างที่ยกทัพเข้ามาตีบ้านเมืองบ้าง เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็เคยยกทัพขึ้นมายึดเมืองเชียงใหม่ได้ แต่กรุงศรีอยุธยา ก็ยังคงไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะคุมอำนาจในแคว้นล้านนาได้ตลอด 

อาจกล่าวโดยเทียบระยะเวลากับกรุงศรีอยุธยาว่า ในช่วงเวลาประมาณ 200 ปี ระหว่างการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 จนถึงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที 2 นั้น สภาวะบ้านเมืองในล้านนามีแต่จะเสื่อมถอยลง บ้านเมืองมีแต่ความวุ่นว่าย จากการช่วงชิงอำนาจกันเอง และจากศึกภายนอก คือ กรุงศรีอยุธยา ล้านช้าง และพม่า จนในที่สุดในช่วงเวลาสมัยกรุงธนบุรี ผู้คนที่อยู่ตามบ้านเมืองขนาดใหญ่ของล้านนาต่างพากันอพยพหนีภัยออกจากเมือง บ้างก็ถูกปล้นสะดมกวาดต้อนไป ในที่สุด เชียงใหม่ ซึ่งอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นล้านนา และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ต้องกลายเป็นเมืองร้าง ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2317 

ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเล็กน้อย พี่น้องในตระกูลหนานทิพย์ช้าง ที่เมืองลำปาง ซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญของล้านนา ได้รวบรวมผู้คนเข้าร่วมกับพระเจ้ากรุงธนบุรี ในการต่อสู้กับพม่า และได้รวบรวมผู้คนที่แตกฉานซ่านเซ็นอยู่ตามที่ต่างๆ ให้กลับคืนมาดังเดิม โดยมีกองทัพของกรุงธนบุรีสนับสนุนด้วยในบางครั้ง พื่น้องตระกูลหนานทิพย์ช้างคนสำคัญคือ พระยากาวิละ ได้ร่วมกับกรุงธนบุรีในการนำความสงบกลับคืนมายังดินแดนล้านนา แม้เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จะสวรรคตไปแล้ว และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น พระยากาวิละ และพี่น้อง ก็ยินดีเข้าร่วมกับกรุงรัตนโกสินทร์ต่อมา ในที่สุด เมื่อรวบรวมผู้คน และปฏิสังขรณ์เมืองเชียงใหม่ได้พอสมควรแล้ว พระยากาวิละ และพี่น้อง ก็ได้เข้าครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2339 ในวันอาทิตย์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 โดยมีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช และขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์

เมืองเชียงใหม่

ที่มา : https://www.google.co.th/maps

 

เมืองสุโขทัย

ตัวเมืองเก่าสุโขทัยตั้งอยู่ห่างจากที่ตั้งตัวจังหวัดสุโขทัย และห่างจากแม่น้ำยมไปทางทิศตะวันตกประมาณ 10 กิโลเมตร ร่องรอยของโบราณสถานที่เป็นซากกำแพงเมือง และวัดวาอาราม ยังปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน ซึ่งแสดงถึงการเป็นเมืองสำคัญ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่ก่อน 

ลักษณะของเมืองตามที่เหลือร่องรอยเป็นโบราณสถานชี้ให้เห็นว่า เมืองสุโขทัยเป็นเมืองที่มีการก่อสร้างซ้อนกันอยู่ 2 ครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรกเป็นบริเวณที่มีคูน้ำล้อมรอบสามชั้น มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยตรงกลางมีพระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงสามองค์อยู่บนฐานเดียวกัน เป็นศูนย์กลางของเมือง พระปรางค์ทั้งสามองค์ตั้งเรียงติดกันจากทิศเหนือไปทิศใต้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปัจจุบันคงเหลือพระปรางค์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือองค์เดียวที่มีสภาพสมบูรณ์ค่อนข้างมาก พระปรางค์องค์กลางกับองค์ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้พังทลายหมด เหลือเพียงฐานกับผนังของเรือนธาตุบางตอนสูงพ้นฐานขึ้นมาเล็กน้อย หลักฐานของพระปรางค์ที่เป็นศูนย์กลางของเมือง และโบราณวัตถุที่พบในที่นี้แสดงว่า เมืองสุโขทัยเมื่อแรกเริ่มตั้งขึ้น ณ ที่นั้น มีการนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นศาสนาประจำเมือง จากรูปแบบทางศิลปะของพระปรางค์อาจกำหนดอายุเวลาได้ว่า เมืองสุโขทัยแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณตอนกลางของพุทธศตวรรษที่ 18 หรือประมาณ พ.ศ. 1750 ปัจจุบัน บริเวณเมืองสุโขทัยรุ่นแรกนี้เรียกกันว่า วัดพระพายหลวง

เมืองโบราณสุโขทัยที่รู้จักกันโดยทั่วไปนั้น เป็นเมืองรุ่นที่ 2 อยู่ติดกับเมืองสุโขทัยรุ่นแรกที่บริเวณวัดพระพายหลวงไปทางทิศใต้ โดยมีกำแพงเมืองด้านทิศเหนือติดกับคูเมืองด้านทิศใต้ของเมืองสุโขทัยเดิม ที่วัดพระพายหลวง มีกำแพง และคูเมืองสามชั้น ล้อมรอบเป็นแผนผังรูปสี่เหลี่ยมเกือบจัตุรัส คือมีความกว้าง 1,400 เมตร ยาว 1,800 เมตร โดยมีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลางของเมือง มีพระสถูปทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นประธานของวัด เชื่อกันว่า เป็นสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นเมืองในพระพุทธศาสนา ตามคตินิยมของนิกายเถรวาทหรือหินยาน 

จากการขุดค้นทางโบราณคดีทำให้ทราบว่า กำแพงเมืองที่มีสามชั้นนั้น มิได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันทั้งสามชั้น เดิมมีชั้นเดียว และได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกสองชั้นในภายหลัง มีป้อมปืนก่อด้วยอิฐอยู่ตรงช่องประตูเมือง 3 ช่องประตูคือ ประตูด้านทิศเหนือ ทิศตะวันตก และทิศใต้ ส่วนประตูด้านทิศตะวันออกนั้น ในสมัยปัจจุบันไม่เห็นป้อมประตูเมืองแล้ว เนื่องจากมีการตัดทางหลวงคือถนนจรดวิถีถ่อง ผ่านเข้าช่องประตูด้านนี้ จึงทำลายหลักฐานทางโบราณคดีบางส่วนไป กำแพงเมืองที่มีการสร้างเพิ่มเติมขึ้นด้วยอิฐนี้คงจะสร้างขึ้นในสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 20 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เพื่อรับศึกกับล้านนา ในสมัยที่เมืองสุโขทัย ได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาแล้ว 

คูเมืองสุโขทัยรับน้ำจากที่สูงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหลวงเป็นน้ำตกมาจากหุบเขาเรียกว่า โชกพระร่วงลับพระขรรค์ มีทำนบเป็นคันดินเบนน้ำให้ไหลเข้ามุมเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนที่มีระดับสูงที่สุดของเมือง แล้วกระจายออกไปสองทางคือ ลงตามคูเมืองด้านทิศใต้กับคูเมืองด้านทิศตะวันตก และไหลตามคูเมืองที่มีระดับต่ำลงด้านทิศตะวันออกและด้านทิศเหนือ มาพบกันที่จุดต่ำสุดที่มุมเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะไหลลงน้ำแม่ลำพันที่มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาในเขตท้องที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม เมื่อไหลผ่านเมืองสุโขทัยแล้ว น้ำแม่ลำพันจะไหลไปทางทิศตะวันออก ลงสู่แม่น้ำยมบนฝั่งตรงกันข้ามกับจังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน 

ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่นอนว่า มีการย้ายเมืองจากที่เก่าที่มีศูนย์กลางเป็นวัดพระพายหลวงลงมาทางใต้ โดยมีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลางเมืองตั้งแต่เมื่อใด อาจจะเป็นตอนที่เปลี่ยนราชวงศ์ที่ครองเมืองสุโขทัยในสมัยตอนต้นนั้นก็ได้ ดังที่มีหลักฐานเป็น ศิลาจารึกวัดศรีชุม ที่กล่าวว่า ปฐมกษัตริย์ของเมืองสุโขทัยทรงพระนามว่า พ่อขุนศรีนาวนำถม พระองค์มีโอรสคือ พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอำนาจดั้งเดิมคือ ขอมเมืองนครธม หรือเมืองพระนครหลวงในกัมพูชา โดยเจ้าเมืองนครธมได้พระราชทานธิดาชื่อนางสุขรเทวี ให้เป็นพระชายาของพ่อขุนผาเมือง และพระราชทานนามเกียรติยศให้แก่พ่อขุนผาเมืองเป็น กมรเตงอัญศรีอินทรบดินทราทิตย์ พร้อมทั้งพระราชทานพระขรรค์ชัยศรี เครื่องหมายแห่งอำนาจอิสระในการปกครองดินแดน ความเกี่ยวข้องกับขอมเมืองนครธมมีความสอดคล้องกับรูปแบบพระปรางค์วัดพระพายหลวง ซึ่งสร้างขึ้นตามศิลปะขอมแบบบายน มีอายุประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ดังนั้น เมืองสุโขทัยเมื่อแรกเริ่มจึงน่าจะอยู่บริเวณที่มีวัดพระพายหลวงเป็นศูนย์กลาง 

ศิลาจารึกวัดศรีชุมเล่าต่อไปว่า ครั้งหนึ่งต้องเสียเมืองสุโขทัยศรีสัชนาลัยให้แก่ ขอมสบาดโขลญลำพง ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์แล้ว พ่อขุนผาเมืองซึ่งเป็นโอรสจึงชักชวนสหายคือ พ่อขุนบางกลางหาว มาตีเมืองสุโขทัยศรีสัชนาลัยกลับคืนมาได้ แต่พ่อขุนผาเมืองไม่ทรงครองเมืองสุโขทัย พระองค์ทรงมอบเมืองสุโขทัยพร้อมทั้งพระนามเกียรติยศที่ได้รับจากกษัตริย์ขอมเมืองนครธมให้แก่สหาย และเสด็จกลับไปครองเมืองราดอย่างเดิม พ่อขุนบางกลางหาวจึงได้ครองเมืองสุโขทัย โดยมีพระนามเป็นที่รู้จักและเรียกกันในสมัยหลังว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และทรงมีอำนาจเหนือเมืองสุโขทัยศรีสัชนาลัยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

การเปลี่ยนราชวงศ์ครองเมืองสุโขทัยครั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้มีการย้ายเมืองใหม่ เพราะราชวงศ์ใหม่นี้ ควรจะนับถือพระพุทธศาสนานิกายใหม่ด้วยคือ นิกายเถรวาท หรือหินยาน มีหลักฐานว่า อย่างน้อย เมื่อพ่อขุนรามคำแหง โอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองเมืองสุโขทัยต่อจากพ่อขุนบาลเมืองผู้เป็นพระเชษฐานั้น เมืองสุโขทัยได้ย้ายมาตั้งอยู่บริเวณที่มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นศูนย์กลางของเมืองแล้ว ทั้งนี้ ทราบได้จากหลักฐาน ที่เป็นศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ที่ได้บรรยายภูมิสถานต่างๆ ของเมืองสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงว่า มีสภาพตรงกันกับภูมิประเทศจริงของตัวเมืองรุ่นต่อมานี้ 

กษัตริย์องค์สำคัญของสุโขทัยองค์หนึ่งคือ พ่อขุนรามคำแหง ทรงรวบรวมบ้านพี่เมืองน้องที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเข้าด้วยกัน เป็นกลุ่มเมือง โดยพระองค์ประทับที่เมืองสุโขทัยเป็นอำนาจศูนย์กลาง แต่ก็ไม่สามารถทำให้กลุ่มเมืองที่เป็นดินแดนแคว้นสุโขทัยนี้มีความยั่งยืน เพราะหลังจากที่พระองค์สิ้นพระชนม์ลง บ้านเมืองต่างๆ ที่ปกครองด้วยราชวงศ์พี่น้องเครือญาติกันเหล่านี้ก็แตกแยกเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน จนถึงสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ซึ่งเป็นรุ่นหลานของพ่อขุนรามคำแหง ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติที่เมืองสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 1890 ต้องทรงปราบปรามบ้านพี่เมืองน้องต่างๆ สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง ดินแดนของแคว้นสุโขทัยในสมัยนั้นมีขอบเขตที่ชัดเจนพอที่จะเปรียบเทียบกับพื้นที่การปกครองในปัจจุบันได้ว่า มีอาณาเขตตั้งแต่ท้องที่จังหวัดนครสวรรค์ขึ้นไป ทิศเหนืออยู่ในท้องที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทิศตะวันออกครอบคลุมท้องที่บางส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ และทิศตะวันตกเป็นท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร และบางส่วนของจังหวัดตาก 

จากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของดินแดนแคว้นสุโขทัยนี้ จะเห็นว่า ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบเหนือสุดติดต่อกับเขตพื้นที่ภูเขาของแคว้นล้านนา ส่วนทางทิศใต้เป็นที่ราบติดต่อกับที่ราบลุ่มแม่น้ำในภาคกลาง การที่มีที่ตั้งภูมิประเทศเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่า บ้านเมืองต่างๆ ในดินแดนสุโขทัยนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นเมืองของคนกลางในการติดต่อค้าขาย ระหว่างบ้านเมืองที่อยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางกับบ้านเมืองที่เป็นพื้นที่ภูเขา เพราะการเดินทางในที่ราบลุ่มแม่น้ำจะเป็นทางคมนาคมขนส่งที่สะดวกที่สุด เมื่อขึ้นเหนือทวนลำน้ำก็จะไปถึงเมืองต่างๆในแคว้นสุโขทัย คือไปตามลำแม่น้ำน่านถึงเมืองฝางในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ ไปตามลำน้ำป่าสักถึงเมืองเพชรบูรณ์ ไปตามลำน้ำปิงถึงกำแพงเพชรและตาก และไปตามลำน้ำยมถึงสุโขทัยศรีสัชนาลัย เหนือขึ้นไปจากนี้ แม่น้ำจะเต็มไปด้วยแก่งหิน เนื่องจากไหลผ่านพื้นที่ภูเขา ทำให้ไม่สะดวกที่จะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่ง จึงต้องเปลี่ยนเป็นเส้นทางบก 

ในขณะเดียวกัน สินค้าจากภายในทวีปที่มีการขนส่งโดยทางบก ใช้ม้าต่างฬ่อ ต่างขนสัมภาระข้ามภูเขามายังบ้านเมือง ที่อยู่บนที่ราบ เมื่อลงจากพื้นที่ภูเขามา ก็จะถึงบ้านเมืองบนที่ราบอันเป็นเมืองของแคว้นสุโขทัย ที่มีพ่อค้าเดินทางมาจากบ้านเมืองขนาดใหญ่บนที่ราบภาคกลาง จึงเกิดการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ซึ่งเป็นที่ต้องการของแต่ละฝ่ายขึ้น เมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัย จึงเกิดขึ้น เนื่องจากแบบแผนการคมนาคมขนส่ง เพื่อการค้าดังกล่าวแล้ว แม้แต่เมืองสุโขทัย ตำนานเรื่องพระร่วง บุตรนายคงเคราส่วยน้ำเมืองละโว้ ศิลาจารึกวัดศรีชุม เรื่องราวความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอมกัมพูชาที่กล่าวข้างต้น หรือแบบแผนทางศิลปกรรมวัดพระพายหลวง ที่เป็นศิลปะแบบขอม ต่างก็มีความสอดคล้องกัน ที่สามารถนำมาอธิบายความสัมพันธ์ได้ว่า เมืองสุโขทัยเกิดขึ้นจากการสนับสนุน โดยกรุงละโว้ ซึ่งเป็นเครือข่ายทางวัฒนธรรมของอาณาจักรขอมกัมพูชา จัดตั้งขึ้นเป็นศูนย์กลางรวบรวมสินค้าจากแผ่นดินภายในทวีปส่งลงมาให้แก่กรุงละโว้ เพื่อการบริโภคภายใน และค้าขายกับดินแดนโพ้นทะเลต่อไปอีกทีหนึ่ง 

การที่เมืองต่างๆ ในแคว้นสุโขทัยเกิดขึ้น ด้วยเงื่อนไขของความสัมพันธ์กัน ระหว่างสภาพภูมิศาสตร์กับการเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้า ทำให้พบหลักฐานเป็นศิลาจารึกของสุโขทัยหลายหลัก ทั้งที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง พระมหาธรรมราชาลิไท และหลังจากสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์กับบ้านเมืองที่ห่างไกลออกไปตามเส้นทางแม่น้ำโขง ตั้งแต่เมืองเวียงจันเวียงคำ เมืองหลวงพระบาง เหนือสุดคือเมืองเชียงแสน เพราะเส้นทางตามที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงคือ เส้นทางที่เข้าสู่แผ่นดินภายในพื้นทวีปได้ลึกที่สุดที่แคว้นสุโขทัยติดต่อสัมพันธ์ไปได้ ตามพันธกิจด้านการค้าขายที่มีอยู่ของเมืองสุโขทัย

ในสมัยของพระมหาธรรมราชาลิไท พระองค์ทรงรวบรวมบ้านพี่เมืองน้อง ที่แยกตัวเป็นอิสระ ให้กลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง โดยทรงใช้พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ ในการสร้างความเป็นเอกภาพของดินแดนแคว้นสุโขทัยของพระองค์ และผูกมัดบ้านเมืองอื่น ให้เป็นพันธมิตรต่อกันอย่างแน่นแฟ้น คือ เมืองแพร่ และเมืองน่าน ซึ่งเป็นนครรัฐอิสระอยู่ รวมไปถึงเมืองหลวงพระบางของพระเจ้าฟ้างุ้มแห่งราชอาณาจักรลาวล้านช้างด้วย ศิลาจารึกได้สรรเสริญ พระมหาธรรมราชาลิไทว่า ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต พระนาม ธรรมราชา จึงได้รับการถวายให้แด่กษัตริย์สุโขทัย มาตั้งแต่ครั้งนั้น

หลัง พ.ศ. 1900 พระมหาธรรมราชาลิไททรงพยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่แคว้นสุโขทัยมากขึ้นอีก โดยการนำทัพไปรบ พร้อมทั้งเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปนอกแคว้นสุโขทัย โดยทางทิศเหนือขึ้นไปยังเมืองแพร่ อยู่ที่เมืองแพร่ 7 เดือน นำคนเมืองแพร่มาเป็นข้าพระ ที่เมืองศรีสัชนาลัย พระมหาธรรมราชาลิไทมีความใกล้ชิดกับพระยาการเมือง (ผากอง) เจ้าเมืองน่าน จึงมีการส่งพระสงฆ์ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองน่าน และมอบวัตถุมงคลทางพระพุทธศาสนา ให้แก่พระยาการเมือง เพื่อใช้ในการสร้างวัดพระธาตุแช่แห้ง ส่วนทางทิศตะวันออก ได้ยกพลไปรบยังบ้านเมือง ในลุ่มแม่น้ำป่าสัก 

การขยายตัวของแคว้นสุโขทัยไปสู่ลุ่มน้ำป่าสัก น่าจะส่งผลกระทบไปถึงบ้านเมือง ในอาณัติของกรุงศรีอยุธยา ที่อยู่ตามลุ่มน้ำสายนี้ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) จึงยกพลขึ้นมายึดเมืองสรลวงสองแคว (พิษณุโลก) ไว้ได้ และให้เจ้าเมืองสุพรรณภูมิ ซึ่งน่าจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับราชวงศ์สุโขทัยมาก่อน มาครองเมืองสองแควอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นการเข้ายึดครองศูนย์ปฏิบัติการรบของสุโขทัย ที่เข้าไปรุกรานบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก พระมหาธรรมราชาลิไทได้นิมนต์พระมหาสวามีสังฆราช จากนครพัน เมืองมอญ ที่ริมอ่าวเมาะตะมะ เดินทางมาเมืองสุโขทัย และพระองค์ได้ทรงออกผนวชกับพระสวามีสังฆราช เมื่อ พ.ศ. 1905 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลานี้ ที่ได้มีการเจรจาตกลงรับเมืองสองแควคืนจากกรุงศรีอยุธยา โดยพระมหาธรรมราชาลิไทต้องเสด็จไปประทับที่เมืองสองแคว และให้พระมหาเทวี พระขนิษฐาของพระองค์ขึ้น ครองเมืองสุโขทัย ราชบัลลังก์สุโขทัยจึงหมดความศักดิ์สิทธิ์แห่งอำนาจชอบธรรม ที่จะเป็นศูนย์กลางของแว่นแคว้น ที่พระมหาธรรมราชาลิไททรงเพียรพยายามสร้างขึ้นมา

พระมหาธรรมราชาลิไทประทับอยู่ที่เมือง สองแคว 7 ปี ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนแผ่นดิน เนื่องจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ. 1911 และสมเด็จพระราเมศวร ขึ้นเสวยราชสมบัติในปีถัดมา พระมหาธรรมราชาลิไทได้เสด็จกลับเมืองสุโขทัย และระดมไพร่พลเจ้าเมืองต่างๆ ในเขตแคว้นสุโขทัย ที่ยังคงจงรักภักดีอยู่ เตรียมการที่จะดำเนินนโยบายการเมือง ที่จะให้สุโขทัยเป็นศูนย์กลางการปกครองแคว้นอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ได้ส่งพระสุมนเถระ ขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1912 เพื่อ สร้างสัมพันธไมตรี แต่พระองค์ก็ไม่สามารถ พลิกฟื้นอำนาจของเมืองสุโขทัยกลับคืนมาได้อีก เนื่องจากในปีต่อมา พ.ศ. 1913 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (พ่องั่ว) ได้เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระราเมศวรยินยอมถวายราชบัลลังก์ให้ เป็นเวลาที่พระมหาธรรมราชาลิไทเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (พ่องั่ว) จึงยกทัพเข้ายึดดินแดนของแคว้นสุโขทัยได้ทั้งหมดในปีถัดมา

ก่อนเสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (พ่องั่ว) เคยเป็นเจ้าเมืองสุพรรรภูมิ และเคยเสด็จไปครองเมืองสองแคว ราชวงศ์สุพรรณภูมิอาจจะมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับราชวงศ์สุโขทัยมาก่อนแล้ว และเมื่อพระองค์ไปครองเมืองสองแคว ก็อาจจะได้สร้างสายสัมพันธ์กับราชวงศ์สุโขทัยขึ้นใหม่ด้วย ดังนั้น เมื่อพระมหาธรรมราชาลิไทเสด็จสวรรคตลง บ้านเมืองในแคว้นสุโขทัย ก็มีความวุ่นวายแตกแยกกันออกไปอีก การที่พระองค์ยกทัพเข้ายึดแคว้น สุโขทัยได้ ก็ถือเป็นการสร้างความสงบแก่บ้านเมือง ของเครือญาติที่เป็นพันธมิตรกับพระองค์ได้ทางหนึ่ง บ้านเมืองใดที่ไม่ยอมเป็นพันธมิตร พระองค์ ก็จะยกกองทัพเข้าปราบปรามจนราบคาบเกือบ ได้ประกาศตนเป็นพระมหาธรรมราชา อันเป็น ความพยายามสร้างศูนย์อำนาจชอบธรรมแห่งใหม่ของดินแดนสุโขทัย ที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ยังปราบไม่สำเร็จ ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน 

เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิสวรรคต ราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาได้ตกเป็นของสมเด็จพระราเมศวร เชื้อสายของพระเจ้าอู่ทอง และพระองค์ต่อมาคื อสมเด็จพระรามราชา โอรสของสมเด็จพระราเมศวร รวมแล้วเป็นระยะเวลานานถึง 21 - 22 ปี ในช่วงเวลานี้ เมืองสุพรรณภูมิเหมือนกับมีการปลีกตัวออกไปจากอำนาจของกรุงศรีอยุธยา แต่กลับมาสร้างความสัมพันธ์กับแคว้นสุโขทัยต่อไป การแลกเปลี่ยนเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิง เพื่อสมรสกับเชื้อพระวงศ์ของอีกฝ่ายหนึ่ง มีหลักฐานให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ดังเช่น พระพุทธรูปในศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น (ศิลปะอู่ทอง) ที่พระมหาเทวีศรีจุฬาลักษณ์ พระชายาของพระมหาธรรมราชาธิราช ซึ่งเป็นหลานของพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงสร้างถวายแก่วัดบูรพาราม ที่สุโขทัย เมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 20 แสดงให้เห็นว่า พระนางน่าจะเป็นเชื้อสายของสุพรรณภูมิ ตำนานเรื่องพระร่วงไปเมืองจีน มีเนื้อหาคล้ายกับประวัติของเจ้านครอินทร์ ผู้มีชายาเป็นเจ้าหญิงสุโขทัย และภายหลังได้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา เป็นสมเด็จพระนครินทราธิราช 

นอกจากสายสัมพันธ์โดยการสมรสระหว่างกันแล้ว ทางฝ่ายสุพรรณภูมิได้อาศัยศักดิ์ของการเป็นเครือญาติที่สูงกว่า เข้าครอบงำเจ้านายของฝ่ายสุโขทัย ทั้งโดยการสนับสนุนเครือญาติสุโขทัย ฝ่ายของตน ในการรวบรวมบ้านเมือง ในแคว้นที่แตกแยกกันออกไป หลังจากพระมหาธรรมราชาลิไทสิ้นพระชนม์ ให้รวมกันเป็นกลุ่มเมืองดังเดิม เมืองชากังราวก็คงจะยอมรับอำนาจ จากสุพรรณภูมิในช่วงเวลานี้ การเข้ามาสร้างเมืองใหม่ ภายใต้อิทธิพลของสุพรรณภูมิคือ เมืองกำแพงเพชร บนฝั่งแม่น้ำปิงตรงข้ามกับเมืองนครชุมของสุโขทัยแต่เดิม สร้างพระราชวังจันทน์ ในเมืองชัยนาทบนฝั่งแม่น้ำน่าน ตรงข้ามกับเมืองสรลวงสองแควของสุโขทัย สร้างเมืองพิจิตร บริเวณที่แม่น้ำยมมาบรรจบกับแม่น้ำน่าน ล้วน แต่เป็นการควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของ แคว้นสุโขทัย ทั้งในด้านเส้นทางคมนาคมและ ศูนย์กลางการปกครองท้องที่ ทำให้บ้านเมืองในแคว้นสุโขทัย ต้องพึ่งพิงอยู่กับสุพรรณภูมิ ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยเหตุนี้ เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชแห่งสุพรรณภูมิ มีอำนาจเข้าครอบครองกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. 1952 จึงเป็นเวลาที่แคว้นสุโขทัยรวมกันกับแคว้นสุพรรณภูมิแล้ว และได้กลายเป็นกลุ่มเมืองเหนือ ตามคำเรียกในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา 

ตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป ไม่ปรากฏว่า มีเจ้านายซื้อสายราชวงศ์สุโขทัยพระองค์ใด ที่แสดงแนวคิดว่า จะให้เมืองสุโขทัย หรือเมืองใดเมืองหนึ่ง ในอาณาเขต เป็นที่ตั้งของอำนาจชอบธรรมในการปกครองแว่นแคว้น คือ เป็นราชธานี ที่ตั้งแห่งราชบังลังก์พระมหากษัตริย์ หรือเมืองหลวง ทุกคนจะมุ่งไปที่ราชบังลังก์กรุงศรีอยุธยา เป็นตำแหน่งเป้าหมาย แห่งพระราชอำนาจสูงสุด ที่เจ้านายจากเมืองเหนือ สามารถอ้างสิทธิในการก้าวขึ้นสู่อำนาจชอบธรรมนั้นได้ด้วย

เมืองสุโขทัย

ที่มา : https://www.google.co.th/maps

 

กรุงศรีอยุธยา

กรุงศรีอยุธยามีชื่อเดิมที่ปรากฏในเอกสารชั้นต้นที่เป็นศิลาจารึก และตำนานบางเรื่องว่า "กรุงอโยธยา" ซึ่งเป็นการนำชื่อเมืองของพระราม ในเรื่องรามเกียรติ์ มาใช้ ชื่อกรุงอโยธยา คงจะถูกเปลี่ยนเป็นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันทั่วไปในปัจจุบันนี้ ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งอยู่ในระยะเวลาตอนปลายของสมัยกรุงศรีอยุธยา อันเป็นสมัยที่หนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับที่เก่าที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้ ได้รับการเขียนและคัดลอกกันต่อๆ มา เป็นต้นฉบับตัวเขียนที่เก็บอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ หนังสือพงศาวดารฉบับนี้ก็ได้กล่าวถึงเมืองที่มีชื่อว่า กรุงศรีอยุธยา เอาไว้ด้วย คนรุ่นหลังจึงได้เรียกชื่อนี้กันต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

ความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยานั้น ปรากฏเป็นเรื่องที่เล่าสืบทอดกันในลักษณะของตำนาน โดยเฉพาะตำนานเรื่องท้าวอู่ทอง จะมีอยู่หลายตำนาน และปรากฏในหลายท้องที่ ตำนานท้าวอู่ทองบางเรื่อง กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับดินแดนแถบจังหวัดกำแพงเพชร บางเรื่องปรากฏเป็นตำนานของบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางในจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เมืองนครศรีธรรมราชก็มีตำนานที่เล่าถึงท้าวอู่ทองกับพระยาศรีธรรมาโศกราช ที่ตกลงรวมดินแดนนครศรีธรรมราชเข้ากับกรุงอโยธยาก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยาในหนังสือพระราชพงศาวดาร ตำนานบางเรื่องในหนังสือพงศาวดารเหนือที่รวบรวมจดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงการเป็นเมืองที่มีความสืบเนื่องมาจากเมืองลพบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่เก่าแก่ และมีเครือข่ายที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากหลักฐานด้านโบราณคดีว่า มีความเกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรขอมกัมพูชา 

ถ้าไม่คำนึงถึงเรื่องมิติของเวลา ตำนานต่างๆ เกี่ยวกับท้าวอู่ทอง และเรื่องในพงศาวดารเหนือ สามารถสะท้อนภาพของส่วนต่างๆ ซึ่งประกอบเข้าเป็นกรุงศรีอยุธยาได้ อย่างไรก็ดี เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เป็นพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ที่กล่าวถึงเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ได้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ.1893 นั้น ได้กล่าวถึงสมเด็จพระราเมศวรโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีว่าได้ไปครองเมืองลพบุรีอีกทั้งเอกสารที่เป็นจดหมายเหตุของจีนได้เรียกกรุงศรีอยุธยาเมื่อแรกสถาปนาว่า หลอหู ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่จีนใช้เรียกเมืองลพบุรีมาก่อนด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่า ราชวงศ์ของสมเด็จพระรามาธิบดีผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้น มีความสืบเนื่องมาจากเมืองลพบุรีที่เป็นศูนย์อารยธรรมเก่าแก่แห่งที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางมาก่อน และเมื่อได้พิจารณาประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการพบที่อยุธยา ได้แก่ เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา ที่วัดธรรมิกราช พระพนัญเชิงซึ่งสร้างก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปทั้งสององค์มีรูปแบบศิลปะที่เรียกว่า ศิลปะอู่ทองรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลของศิลปะลพบุรีด้วย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ชี้อย่างชัดเจนว่า ได้มีการขยายตัวของเมืองลพบุรีลงมาทางใต้บริเวณเกาะเมืองอยุธยา ก่อนที่จะมีการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวง เมื่อ พ.ศ. 1893 

การขยายตัวของเมืองลพบุรีลงมาที่อยุธยา เมื่อพิจารณาในด้านภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ก็อาจอธิบายได้ว่า เป็นการขยายที่ตั้งการค้าออกไปใกล้ทะเล เพื่อการค้ากับดินแดนโพ้นทะเล เพราะอยุธยามีลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเรือเดินทะเลใหญ่ในสมัยนั้น สามารถเข้ามาถึงตัวเมืองได้ อีกทั้งที่ตั้งของอยุธยาเป็นที่รวมของแม่น้ำหลายสายคือแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตั้งของอยุธยา จึงมีลักษณะเป็นชุมทางที่สามารถติดต่อเข้าไปยังแผ่นดินภายในได้หลายทิศทาง ให้ประโยชน์ในด้านการเป็นแหล่งรวมสินค้าที่ส่งมาจากที่ต่างๆ ได้สะดวก และสามารถเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับทั้งภายในทวีปและดินแดนโพ้นทะเลได้เป็นอย่างดี การขยายตัวของเมืองลพบุรีมาที่อยุธยานั้นคงจะมีขึ้นตั้งแต่ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 18 

ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นมามีฐานะเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครอง หรือเป็นเมืองหลวงของกรุงศรีอยุธยา จึงไม่เหมือนกับการเกิดขึ้นของเมืองเชียงใหม่ และเมืองสุโขทัย เพราะทั้งสองเมืองมีลักษณะของการเป็นบ้านเมืองของผู้นำที่ค่อยๆ รวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยเข้าไว้ด้วยกัน และเติบโตสร้างความเป็นปึกแผ่นของแว่นแคว้นเพิ่มขึ้นๆ จนในที่สุด เมืองซึ่งเป็นที่ประทับของผู้นำของแว่นแคว้น ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองดินแดนที่รวบรวมเข้ามาได้ ส่วนกรุงศรีอยุธยานั้น เมื่อสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการ ก็เป็นเมืองที่มีพื้นฐานอันเป็นเครือข่ายของเมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองใหญ่แต่โบราณแล้ว คือ บ้านเมืองในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง บริเวณที่ราบลุ่มน้ำมูลที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบเดียวกันติดต่อไปถึงเมืองพระนครหลวงในกัมพูชา ส่วนเรื่องพระเจ้าอู่ทองในตำนานของเมืองนครศรีธรรมราชได้แสดงให้เห็นว่า เป็นดินแดนที่ได้รับการผนวกเข้ากับอยุธยาก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ปรากฏเรื่องราวการรวบรวมดินแดนนครศรีธรรมราชในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาซึ่งเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่เวลาของการสถาปนา แต่กลับปรากฏในบันทึกของชาวยุโรปในสมัยอยุธยาตอนต้นว่า ดินแดนตลอดแหลมมลายูนั้นเป็นของสยาม ซึ่งมีศูนย์กลางเป็นเมืองใหญ่อยู่ที่กรุงศรีอยุธยา 

ในพระราชพงศาวดารฉบับที่เขียนในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีการกล่าวถึงกษัตริย์องค์ต่อมาหลังจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จสวรรคตว่า มาจากเมืองสุพรรณบุรี ด้วยท่าทีที่มีอำนาจ แล้วขึ้นเสวยราชสมบัติ ต่อมาทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ที่ 1) ได้มีการขยายความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับที่เขียนในภายหลังว่า กษัตริย์จากสุพรรณบุรีนี้คือ พ่องั่ว ผู้เป็นพี่มเหสีของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แม้ว่าจะเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในภายหลังก็ตาม แต่เรื่องราวต่อๆ มา ในพระราชพงศาวดาร ก็สามารถให้ภาพรวมว่า ในช่วงระยะเวลาแรกแห่งการสถาปนากรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. 1893 - 1952 นั้น กรุงศรีอยุธยามีกษัตริย์ที่ผลัดกันครองราชบัลลังก์อยู่ 2 สาย สายหนึ่งคือ สายที่สืบราชตระกูลมาจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สถาปนาเมือง และอีกสายหนึ่งคือ ราชตระกูลที่มาจากเมืองสุพรรณบุรี การผลัดกันขึ้นสู่ราชบัลลังก์ของทั้ง 2 ราชตระกูลนั้น เป็นการยึดอำนาจมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง 

ชื่อของเมืองสุพรรณบุรี มีที่มาจากหนังสือพระราชพงศาวดารเช่นเดียวกับชื่อของกรุงศรีอยุธยา เพราะจากเอกสารชั้นต้นที่เป็นศิลาจารึก หรือเรื่องในตำนานบางเรื่องนั้น ชื่อเดิมของเมืองสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นนั้นคือ เมืองสุพรรณภูมิ ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงที่เล่าเรื่องราวในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก่อนเวลาการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณภูมิรวมอยู่ในกลุ่มเมือง ที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง คือ เมืองแพรก (ในจังหวัดชัยนาท) เมืองสุพรรณภูมิเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี ซึ่งในท้องที่ของเมืองเหล่านี้ล้วนมีโบราณสถานที่มีอายุไม่น้อยกว่าเมืองลพบุรีอยู่ด้วย ดังนั้น การที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาได้ระบุชื่อเมืองสุพรรณภูมิอยู่รวมกับดินแดนของกรุงศรีอยุธยาในลักษณะของเมืองที่มีอำนาจ ที่เจ้าเมืองสามารถเข้ามาสืบราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาได้ด้วยนั้น แสดงว่า นอกจากการเกิดขึ้นของกรุงศรีอยุธยา จะเป็นการสืบอำนาจต่อจากเมืองลพบุรี โดยการสืบราชวงศ์ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้ว ยังประกอบด้วยดินแดนของสุพรรณภูมิที่มีกษัตริย์ต่างราชวงศ์ปกครองสืบทอดกันมาอยู่ด้วยอีกส่วนหนึ่ง 

ดินแดนของกรุงศรีอยุธยา จึงมีอาณาเขตที่กว้างขวางครอบคลุมพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลางทั้งหมด เป็นราชอาณาจักรที่มีอิทธิพลครอบงำตลอดทั้งแหลมมลาย ูและพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวมตัวกันได้ ระหว่างดินแดนที่สืบมาจากเมืองลพบุรีเดิมกับดินแดนของสุพรรณภูมินั้น สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการเป็นเครือญาติ ที่สืบเนื่องมาจากการสมรสกันของราชวงศ์ทั้งสอง พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยาบางฉบับที่เขียนขึ้นภายหลัง ที่กล่าวว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งสุพรรณภูมิ หรือขุนหลวงพ่องั่ว เป็นพี่มเหสีของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 นั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของดินแดนทั้งสองได้ กลายเป็นราชอาณาจักรที่มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงที่ชาวต่างประเทศเรียกว่า ราชอาณาจักรสยาม โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหรือเมืองหลวง 

ในช่วงกว่าครึ่งศตวรรษแรกของการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่า การรวมตัวกันระหว่างสองราชวงศ์ คือ ราชวงศ์ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 กับราชวงศ์ของสุพรรณภูมิ ยังไม่ราบรื่นนัก ดังจะเห็นได้จากการแย่งชิงราชสมบัติกัน ระหว่างทายาทของทั้งสองราชวงศ์ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สวรรคต ราชสมบัติตกอยู่กับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 แห่งสุพรรณภูมิ โดยการยินยอมของสมเด็จพระราเมศวรโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ซึ่งกลับไปครองเมืองลพบุรี แต่เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราเมศวรได้เสด็จจากลพบุรีเข้าช่วงชิงราชบัลลังก์จากโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ภายหลังจากที่สมเด็จพระราเมศวรได้เสด็จสวรรคตแล้ว โอรสของพระองค์คือสมเด็จพระรามราชาธิราช ก็ได้สืบราชสมบัติต่อไปสมเด็จพระราเมศวรและสมเด็จพระรามราชาธิราช เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาสืบทอดต่อเนื่องกันเป็นเวลาประมาณ 21 - 22 ปี คือ ระหว่าง พ.ศ. 1931 – 1952

ในช่วงเวลานี้ จดหมายเหตุของจีนได้กล่าวถึงการที่เมืองสุพรรณภูมิได้ส่งราชทูตไปติดต่อค้าขายกับราชสำนักจีน แสดงให้เห็นว่า ทางเมืองสุพรรณภูมิได้ปลีกตัวออกจากอำนาจของกรุงศรีอยุธยาที่ปกครองโดยกษัตริย์ต่างราชวงศ์ ในขณะเดียวกัน ศิลาจารึกของสุโขทัยบางหลัก ได้แสดงให้เห็นถึงการที่เมืองสุพรรณภูมิได้เข้าไปสร้างความสัมพันธ์กับดินแดนสุโขทัยอย่างใกล้ชิด จนถึงกับมีการประกาศความเป็น ปฐพีเดียวกัน กับดินแดนสุโขทัย ในศิลาจารึกกฎหมายลักษณะโจร หลักที่ 38 ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมืองที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าอำนาจที่ครองอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา กลุ่มบ้านเมืองสุพรรณภูมิสุโขทัย ที่รวมกันได้นี้ น่าจะตรงกับที่บางครั้งจดหมายเหตุจีนบางฉบับเรียกว่า เสียน ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึง พ.ศ. 1952 เจ้านครอินทร์แห่งเมืองสุพรรณภูมิ ก็สามารถเข้ายึดราชบัลลังก์กรุงศรีอยุธยาได้ และขึ้นเสวยราชสมบัติ โดยทรงพระนามว่า สมเด็จพระนครินทราธิราช 

ประวัติศาสตร์ไทยถือว่า สมเด็จพระนครินทราธิราชทรงเป็นกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ แต่หากพิจารณาพระชาติกำเนิดของพระองค์อย่างละเอียด จะพบว่า มีหลักฐานที่เป็นศิลาจารึกของสุโขทัย และตำนานเรื่องพระร่วงไปเมืองจีนของสุโขทัย ที่ให้ข้อมูล ซึ่งมีแนวโน้มน่าเชื่อถือว่า พระองค์ทรงมีเชื้อสายทางพระราชมารดาเป็น สุโขทัย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานที่เป็นศิลาจารึก และลายลักษณ์อักษร มีเชื้อสายสุโขทัย โอรส และนัดดาของพระองค์ที่ทรงครองราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาต่อๆ มานั้น ก็ล้วนมีเชื้อสายทางพระราชมารดาเป็นราชวงศ์สุโขทัยทั้งสิ้น

เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับสมเด็จพระนครินทราธิราชนี้แสดงให้เห็นว่า กรุงศรีอยุธยา ที่เกิดขึ้น และมีความเป็นปึกแผ่น เป็นศูนย์กลางการปกครองของสยามประเทศต่อมาอีกเป็นเวลายาวนานนั้น ดินแดน และราชวงศ์สุโขทัย มีส่วนเป็นอย่างมาก ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นนี้ เพราะนับตั้งแต่สมเด็จพระนครินทราธิราชเสวย ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาต่อมา กรุงศรีอยุธยาก็มี ฐานะของการเป็นศูนย์กลางอำนาจโดยชอบธรรม ของราชอาณาจักรสยาม ที่มีขอบเขตชัดเจนดัง กล่าวแล้วตลอดมา 

นับตั้งแต่สมเด็จพระนครินทราธิราชเป็นต้นมา กษัตริย์องค์ต่อๆ มาของกรุงศรีอยุธยาที่สืบเชื้อสายมาจากพระองค์ ก็ได้ช่วยกันเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ราชอาณาจักร และราชบัลลังก์ ทั้งที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โอรสของสมเด็จพระนครินทราธิราช ได้ยกทัพไปปราบเมืองพระนครหลวงกัมพูชา พระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยากล่าวว่า พระองค์ตีเมืองพระนครหลวงได้ ทรงให้โอรสองค์หนึ่งของพระองค์ ขึ้นครองเมือง และขนรูปเคารพต่างๆ จากเมืองพระนครหลวง มาไว้ที่กรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก บทบาทตอนนี้ของพระองค์ถือเป็นการทำลายศูนย์กลางอำนาจโดยชอบธรรมโบราณที่เคยอยู่ที่เมืองพระนครหลวงลงอย่างสิ้นเชิง และย้ายศูนย์กลางอำนาจโดยชอบธรรมดังกล่าวมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยาอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลแห่งใหม่

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ได้เริ่มกระบวนการในการนำระบบศักดินาเข้ามากำกับตำแหน่งขุนนาง ตั้งแต่ระดับสูงสุด ไปจนถึงระดับไพร่และทาส เชื้อพระวงศ์ถูกรวมเข้ามาไว้ในระบบขุนนางศักดินานี้ทั้งหมด มีการจัดระดับความสำคัญของเมืองต่างๆ ซึ่งเจ้าเมืองจะมีฐานะเป็นขุนนางที่ถูกส่งไปจาก ส่วนกลาง มีการบังคับบัญชาลดหลั่นกันไป จาก พระมหากษัตริย์ลงไปสู่เจ้าเมืองและไพร่ทาส ทุกระดับ อันเป็นการจัดระบบที่สร้างความมั่นคง ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในการปกครองของชาวสยาม ซึ่งแต่ก่อนที่เคยมีมานั้น อำนาจของพระมหากษัตริย์ ยังต้องขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพส่วนพระองค์ที่ไม่ เหมือนกันในแต่ละรัชกาลเป็นสำคัญ ซึ่งบางครั้ง ก็สามารถยึดโยงเมืองต่างๆ สร้างความเป็นปึกแผ่น ให้แก่แว่นแคว้นได้ แต่หากสมัยใดพระมหากษัตริย์ ไม่เข้มแข็ง บ้านเมืองต่างๆ ก็จะแยกตัวออกเป็น อิสระได้ การจัดระบบบริหารราชอาณาจักรของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้ ได้เป็นพื้นฐานที่ สำคัญของระบบบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดถือ กันตลอดทั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา 

ในด้านการศาสนานั้น กรุงศรีอยุธยาได้รับพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทเป็นศาสนาประจำแผ่นดิน แม้ว่าราชวงศ์กษัตริย์ ที่สถาปนากรุงศรีอยุธยา จะสืบเชื้อสายมาจากเมืองลพบุรี หรือละโว้ ซึ่งมีพุทธศาสนาแบบมหายานเป็นหลักก็ตาม แต่รูปแบบของพระพุทธรูปแบบอู่ทอง อิทธิพลศิลปะลพบุรี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา และอยุธยาตอนต้น ได้แสดงให้เห็น ถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนับถือจากมหายาน มาเป็นเถรวาทแล้ว วัดมเหยงค์ที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และรูปแบบทางศิลปะ ยืนยันว่า มีอายุไม่เก่าไปกว่าสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 นั้น การขุดค้นทางโบราณคดี กลับพบหลักฐานของวัดแห่งนี้ว่า เก่ากว่าหลักฐานที่มีบนผิวดิน ซึ่งสอดคล้องกับในตำนานที่กล่าวว่า วัดแห่งนี้มีมาก่อนสมัยการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และชื่อวัดมเหยงค์ ก็ยืนยันการสืบสายมาจากชื่อศาสนสถานมหิยังคณ์ของลังกา แสดงว่า วัดมเหยงค์ในกรุงศรีอยุธยานั้น เป็นวัดทางพระพุทธศาสนาแบบลังกาแห่งแรก ที่สถาปนาไว้ ณ ที่นั้น

คติเกี่ยวกับพระจักรพรรดิผู้สืบสมมติวงศ์ มีหน้าที่ค้ำชู และปกป้องแผ่นดิน อันเป็นที่ตั้งของพระพุทธศาสนา ถูกนำมาเสริมให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏคำบอกเล่าของชาวยุโรปในกรุงศรีอยุธยา ที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาว่า คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือตำนานเรื่องราวของขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเป็นโอรสของสมเด็จพระเพทราชาแห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงว่า แท้ที่จริงคือ โอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น แสดงให้เห็นถึงการอธิบาย ในสมัยโบราณที่ต้องการแสดงการสืบราชบัลลังก์ ของกษัตริย์ว่า อยู่ในราชวงศ์เดียวกันมาโดยตลอด แม้ว่าจะมีเรื่องราวที่เหมือนกับมีการเปลี่ยนราชวงศ์ หลายครั้งก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพื่อยืนยันการเป็นพระจักรพรรดิผู้สืบสมมติวงศ์ตามคัมภีร์ ในพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อมีการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังที่กรุงศรีอยุธยา จึงโปรดให้สร้างกำแพงล้อมรอบหลายชั้น โดยมีพระมหาปราสาทเป็นศูนย์กลาง และมีวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์อยู่ภายในบริเวณขอบเขตกำแพงพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงความหมายว่า พระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยานั้น ทรงเป็นศูนย์กลาง มีอำนาจปกครองแผ่ไปทั้งจักรวาล เป็นอำนาจที่ให้การปกปักรักษาคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป จนครบ 5,000 ปี ซึ่งลักษณะโดยรวมของพระบรมมหาราชวัง ตามแบบแผนของกรุงศรีอยุธยาดังที่กล่าวมานี้ ได้ถือปฏิบัติเป็นคดีในการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังสืบมาถึงปัจจุบัน

กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเมืองอื่นๆ ร่วมสมัยเดียวกัน จากบันทึกของชาวยุโรป ที่เข้ามาค้าขายที่กรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวถึงความมั่งคั่งของราชสำนัก ตั้งแต่ต้นจนถึงปลายสมัยอยุธยา เนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมือง อยู่ระหว่างบ้านเมืองในซีกโลกตะวันตกกับราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของจีน จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองศูนย์กลาง แวะพักค้าขายของพ่อค้า ทั้งจากทิศตะวันตก และมีสินค้าเครื่องถ้วยชามสังคโลกจากเมืองเหนือคือ แคว้นสุโขทัยเดิม ในระยะต่อมาก็เป็นสินค้าจากป่า เช่น ไม้หอม ไม้ฝาง หนังสัตว์ พริกไทย เป็นต้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จดหมายเหตุของจีนยังกล่าวถึงการซื้อข้าวจากกรุงศรีอยุธยากลับไปด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนนำความมั่งคั่งมาสู่ราชสำนักอยุธยาเป็นอย่างมาก รวมทั้ง การรับเอาเทคนิควิทยาการใหม่ๆ จากชาวต่างประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขาย และเผยแผ่ศาสนาด้วย 

แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียเอกราชให้แก่พม่าในครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้รับความเสียหายมากเท่าไร เพราะการทำสงครามของพม่าในครั้งนั้น เพื่อต้องการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจักรวรรดิพุกาม มากกว่าการปล้นสะดมทำลายล้างบ้านเมืองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเมื่อพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง การเสียเอกราชครั้งแรกกลับ เป็นการแก้ไขปัญหาให้แก่กรุงศรีอยุธยาด้วย นั่นคือ ทำให้แนวคิดเก่าๆ ของขุนนางเชื้อพระวงศ์รุ่นเก่า เกี่ยวกับการเป็นอิสระปกครองตนเองของเมืองพระยามหานคร เช่น เมืองพิษณุโลก ศูนย์กลางของแคว้นสุโขทัยเดิมต้องหมดไป เพราะขุนนางเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยทั้งหมด ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีมีชัยชนะต่อพม่าอย่างเด็ดขาด และได้ขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว ขุนนางในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ปราศจากแนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งศูนย์อำนาจไปไว้ที่อื่น ล้วนแต่ยอมรับในอำนาจอันชอบธรรม ที่กรุงศรีอยุธยาเพียงแห่งเดียวอย่างมั่นคง และกรุงศรีอยุธยาก็พบกับความสงบสุขติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน 

ความสงบสุขปราศจากภัยสงครามที่มีติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ทำให้กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในความประมาท ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เมื่อกลางพุทธศตวรรษที่ 22 เป็นต้นมา กษัตริย์ที่เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาส่วนมากขึ้นครองราชย์ โดยการปราบดาภิเษกยึดอำนาจ ในระยะแรกๆ ก็เป็นการเข้ายึดอำนาจ ที่สูญเสียชีวิตไม่มาก แต่เมื่อเวลายิ่งผ่านไป การแย่งชิงอำนาจนั้น ก็เป็นการทำลายชีวิตฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย เช่น การแย่งชิงอำนาจระหว่างเชื้อสายของวังหลวง และวังหน้า เพื่อขึ้นเสวยราชสมบัติ หลายครั้งต้องสูญเสียชีวิตของทหารและเจ้านาย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของราชอาณาจักรลงอย่างมากมาย บรรดาขุนนางอื่นๆ ตามหัวเมือง ก็ต้องพิจารณาตัดสินใจว่า ควรจะเข้าร่วมกับฝ่ายใด เพื่อความอยู่รอดของตนเอง และเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตราชการของตน ดังนั้น กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แม้จะดูมีความสงบเรียบร้อย และมั่งคั่ง แต่แท้จริงแล้ว ความมั่นคงค่อยๆ ถูกทำลายลงไปทุกขณะ และลุกลามไปทั่วระบบการบริหารภายใน 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีข้าศึกจากภายนอกคือ พม่ายกทัพเข้ามารุกราน กรุงศรีอยุธยาจึงต้องเสียเอกราชให้แก่พม่าเป็นครั้งที่สองอย่างง่ายดาย เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาได้บรรยายภาพเหตุการณ์ ที่น่าเศร้าสลดใจ ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างชัดเจน เป็นภาพของทหารหัวเมืองที่อ่อนแอ พากันหนีเอาตัวรอด และปล่อยให้กองทัพพม่าเข้าล้อมพระนครอยู่เป็นเวลานาน ภาพของพระมหากษัตริย์ที่ทรงหวาดระแวงต่อผู้มีความสามารถ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือป้องกันพระนคร และทรงประมาทว่า ป้อมปราการ และอุทกภัยตามธรรมชาติ จะช่วยให้กรุงศรีอยุธยาอยู่รอดได้ ภาพของทหารป้องกันพระนคร ที่ปราศจากความรู้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ภาพของผู้มีความสามารถ ที่ไม่กล้าเอาตัวเองเข้าเสี่ยง เพื่อช่วยเหลือกอบกู้สถานการณ์ ภาพของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ป้องกันตนเองอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้รับการเหลียวแลจากส่วนกลาง จนต้องตายไปทั้งหมด ภาพของพลเมือง ที่ขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยว ในการป้องกันชีวิตของตนเอง ต้องอาศัยผู้มีเวทมนตร์คาถามาช่วยเหลือ และสุดท้ายคือ ภาพของพระมหากษัตริย์ผู้สืบสมมติวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ต้องตกเป็นเชลย และเสด็จสวรรคต ระหว่างทางที่ถูกจับไปเมืองพม่า กรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายอย่างย่อยยับ จนยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนเดิมได้อีก

กรุงศรีอยุธยา

ที่มา : https://www.google.co.th/maps

 

กรุงธนบุรี

กรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าเข้ารื้อเผาทำลายเมือง เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินถูกจับเป็นเชลยกลับไปเมืองพม่า ราชอาณาจักรอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองที่สุดในภูมิภาคก็ล่มสลาย ทุกหัวระแหงมีกลุ่มโจรปล้นสะดม มีการรวบรวมซ่องสุมผู้คนตั้งเป็นชุมนุมเพื่อป้องกันตนเองและพวกพ้อง อันที่จริงสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นก่อนเวลากรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอีก เพราะในช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างตระหนักถึงความล่มสลายของระบบป้องกันตนเองของราชอาณาจักรแล้ว ดังจะเห็นภาพได้จากตำนานเรื่องชาวบ้านบางระจันที่รวมตัวกันเพื่อปกป้องชุมชนของตน ข้าราชการไม่มีความคิดที่จะต่อสู้เพื่อป้องกันกรุงศรีอยุธยา ขุนนางหัวเมืองที่ถูกเรียกเข้ามาป้องกันพระนครก็พยายามหาทางหลีกเลี่ยงเพื่อกลับไปป้องกันบ้านเมืองและครอบครัวของตนที่อยู่ตามหัวเมือง เนื่องจากทุกคนเห็นว่า พระนครศรีอยุธยาต้องเสียเอกราชอย่างแน่นอน ในช่วงเวลานั้น ทุกคนจึงคิดแต่จะหาทางเอาตัวรอดไว้ก่อน แม้แต่พลเมืองในพระนครศรีอยุธยาที่ถูกกองทัพพม่าล้อมอยู่จนขาดแคลนเสบียงอาหาร ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่ได้แอบหลบหนีออกจากพระนครเข้าไปอยู่กับกองทัพพม่า เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าได้เข้าเมืองกวาดต้อนผู้คน และทรัพย์สมบัติกลับไปเมืองพม่า โดยแต่งตั้งให้สุกี้ทหารพม่าเชื้อสายมอญเป็นพระนายกองอู่ที่กรุงศรีอยุธยา ให้คอยรวบรวมทรัพย์สิน และผู้คนที่อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง เพื่อส่งกลับไปเมืองพม่า ภายในราชอาณาจักรอยุธยาจึงเกิดการจลาจลวุ่นวายไปทั่ว มีการซ่องสุมผู้คน เพื่อปล้นสะดม และป้องกันตนเองอยู่ทั่วไป แต่หนังสือพระราชพงศาวดารได้เลือกกล่าวเฉพาะที่เป็นชุมนุมใหญ่ และมีบทบาทสำคัญต่อมาเพียง 5 กลุ่มคือ 

กลุ่มเจ้าพระฝาง คือ กลุ่มชาวบ้านที่มีหัวหน้าชื่อ เรือน ซึ่งในอดีตเป็นพระภิกษุชั้นราชาคณะของเมืองเหนือเรียกว่า สังฆราชเรือน ได้สึกออกมา และรวบรวมผู้คนซ่องสุมกำลังป้องกันตนเองอยู่ที่เมืองฝาง ซึ่งเป็นเมืองชายแดนเหนือสุดตามลำแม่น้ำน่านของกรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองที่มีพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งเมืองฝางยังเป็นดินแดนของแคว้นสุโขทัย ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ 

เมืองพิษณุโลก เคยเป็นหัวเมืองทางเหนือที่สำคัญของราชอาณาจักรอยุธยา และเคยเป็นเมืองสำคัญของแคว้นสุโขทัยมาก่อน เจ้าเมืองพิษณุโลกได้สถาปนาตนขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และพยายามรวบรวมบ้านเมืองที่เคยเป็นเมืองทางเหนือของกรุงศรีอยุธยาไว้ด้วยกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ จึงมีอำนาจอยู่เฉพาะที่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น 

เมืองพิมาย มีเจ้าพิมายรวบรวมผู้คนในละแวกเมืองพิมาย ซึ่งเป็นบริเวณที่มีผู้คนมาก เนื่องจากเป็นดินแดนของการตั้งรกรากที่อาศัยมาแต่ดั้งเดิม และเป็นบ้านเมืองที่เจริญมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรขอมกัมพูชา กรมหมื่นเทพพิพิธ เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงของราชสำนักอยุธยา ได้หนีมาอยู่กับเจ้าพิมายด้วย แต่อำนาจทั้งหลายยังคงอยู่ที่เจ้าพิมาย ซึ่งมีฐานกำลังของคนพื้นเมืองพวกเดียวกัน 

เมืองนครศรีธรรมราช เมืองใหญ่บนดินแดนแหลมมลายูของราชอาณาจักรอยุธยาเดิม และเคยเป็นเมืองสำคัญแต่โบราณ ที่ถูกกรุงศรีอยุธยาผนวกดินแดนไว้ ตั้งแต่ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ปลัดเมืองนครศรีธรรมราชชื่อหนู ตั้งตัวเป็นใหญ่ หัวเมืองอื่นๆ ตั้งแต่ใต้เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป อาทิเช่น เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ต่างก็ยอมรับอำนาจของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) แต่โดยดี 

เมืองจันทบุรี ตั้งอยู่นอกเขตการรุกรานของกองทัพพม่าที่เข้ามาทำสงครามครั้งนี้ หัวหน้าคือ พระยาตากสิน ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้ากรุงธนบุรี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พระเจ้าตากสินมหาราช ขุนนางหัวเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยาที่ถูกเรียกมาช่วยป้องกันพระนครศรีอยุธยา ได้นำทหารหัวเมืองที่ติดตามมาด้วยกันประมาณ 500 กว่าคน ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่า ที่ปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาออกมาได้ และมาตั้งมั่นรวบรวมผู้คนจากบ้านเมืองแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดระยองลงไป 

บ้านเมืองที่แตกแยกตั้งตัวเป็นก๊กเป็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าตีแตกนั้น มิใช่แตกแต่เพียงตัวพระนครที่ถูกเผาผลาญย่อยยับอย่างเดียว แต่ระบบที่ยึดโยงบ้านเมืองต่างๆเข้าไว้ในอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น ก็ได้แตกสลายไปด้วย สภาพของบ้านเมืองในเวลานั้น จึงเป็นดังที่ ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวไว้ในหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ว่า "...ทุกคนกลับมายืนบนพื้นที่ราบเสมอกัน ไม่มีกำเนิดยศถาบรรดาศักดิ์ หรือศักดินา สำหรับใช้เป็นข้ออ้างในการมีอำนาจเหนือผู้อื่น..."

ก๊กเหล่าที่เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกันเหล่านี้ จึงกลับไปมีสภาพเหมือนกับแว่นแคว้นเมืองเล็กเมืองน้อย ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ และออกปล้นสะดมต่อสู้กัน โดยมีลักษณะภายในที่แตกต่างกันออกไป บางก๊กก็มีลักษณะของการรวมตัวโดยใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์เป็นพื้นฐาน บางก๊กมีลักษณะที่ตั้งอยู่บนระบบเดิมภายในที่ยังหลงเหลืออยู่ในท้องถิ่น แม้ว่าก๊กพิมายจะมีเจ้านายราชวงศ์เดิมอยู่ด้วย แต่ก็มิได้มีความหมายของการเป็นมูลฐานแห่งการรวมตัวนั้น กล่าวคือแต่ละหมู่เหล่าที่ตั้งตัวเป็นอิสระนั้น มีลักษณะเพื่อป้องกันตนเองในเบื้องแรก และพัฒนาไปสู่การจัดตั้งอำนาจรัฐใหม่เฉพาะท้องถิ่นของตน ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงบทบาทหรือพฤติกรรมของก๊กใดเลย ที่ต้องการจะพลิกฟื้นราชอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเห็นว่าได้กลายเป็นเมืองเก่าที่ไร้ประโยชน์แล้ว มีแต่ก๊กที่เมืองจันทบุรีของพระยาตากสินเพียงก๊กเดียวเท่านั้น ที่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกในการที่จะกลับมาพลิกฟื้นพระนครศรีอยุธยาขึ้นใหม่ให้ได้ๆ

เมื่อกองทัพพม่าเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยานั้น พระยาตากสินซึ่งเป็นเจ้าเมืองตากถูกเรียกระดมพล ให้เข้ามาป้องกันพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2308 พระยาตากสินได้สู้รบกับกองทัพพม่า และได้รับชัยชนะหลายครั้ง แต่ดังที่ได้กล่าวแล้ว ถึงความเสื่อมโทรมภายในราชอาณาจักรหลายประการที่ทำให้พระยาตากสินเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาไม่สามารถที่จะรอดพ้นเงื้อมมือกองทัพพม่าอย่างแน่นอน ดังนั้น ก่อนเวลาที่กรุงศรีอยุธยา จะเสียเอกราชให้แก่กองทัพพม่าประมาณ 3 เดือน พระยาตากสินพร้อมกับนายทหารหัวเมือง ที่ร่วมรบมาด้วยกันจำนวนประมาณ 500 คน ได้ยกกำลังตีฝ่าทัพพม่าออกไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปสู่หัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก ซึ่งกองกำลังทัพพม่าไม่สามารถเข้าไปรุกรานได้ ในที่สุด เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่กองทัพพม่าแล้ว กอง กำลังของพระยาตากสินก็ยึดเมืองจันทบุรีที่ตั้งตัว เป็นอิสระอยู่ และได้ใช้เมืองจันทบุรีเป็นที่รวบรวม กำลังคนแถบหัวเมืองใกล้เคียง ทั้งโดยวิธีการ เกลี้ยกล่อม และใช้กำลังปราบปราม ในช่วง เวลานั้น มีข้าราชการกรุงศรีอยุธยาได้เข้ามาร่วมด้วย คนสำคัญคือ นายสุดจินดา มหาดเล็ก หุ้มแพร ซึ่งภายหลังคือ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชการที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี

เมื่อพระยาตากสินสามารถรวบรวมกำลังคน สะสมอาวุธ และต่อเรือ ที่เมืองจันทบุรีได้มากพอแล้ว เมื่อสิ้นฤดูฝน จึงได้ยกกองทัพไปยังกรุงศรีอยุธยา และรบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น ในที่สุดก็สามารถเอาชนะกองกำลังพม่าที่มีสุกี้ คุมกำลังอยู่ได้ สุกี้ตายในที่รบ พระยาตากสิน จึงยึดกรุงศรีอยุธยาที่เหลือแต่ซากปรักหักพังคืนมาได้ หลังจากที่ต้องเสียกรุงศรีอยุธยานานถึง 7 เดือน พระยาตากสินเห็นว่า ยังไม่มีกำลังเพียงพอ ที่จะบูรณะ และรักษาเมืองหลวงเก่าแห่งนี้ได้ จึงรวบรวมผู้คนกลับไปตั้งมั่นที่เมืองธนบุรี

พระยาตากสินทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2311 ขณะมีพระชนมายุได้ 34 พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ์ หรือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 อันเป็นการ แสดงเจตนารมณ์สืบพระสมมติวงศ์แห่งกษัตริย์ กรุงศรีอยุธยาโดยพระนาม แต่คนทั่วไปนิยม ขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชก่อนเข้ารับราชการนั้น ค่อนข้างคลุมเครือ ส่วนมากที่ทราบกันอยู่นั้น เป็นเรื่องที่เขียนขึ้น ในภายหลังโดยปราศจากหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะการเขียนพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในสมัยนั้น เพื่อมุ่งเทิดพระเกียรติพระองค์เป็นสำคัญ มิได้มีแนวคิด เพื่อการเสนอข้อเท็จจริงเหมือนเช่นในปัจจุบัน หลักฐานอันเป็นข้อเท็จจริงที่ ศาสตราจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้นำเสนอประกอบการวิเคราะห์ ในหนังสือ การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี นั้น จึงมีเพียงว่า พระองค์มีพระนามเดิมว่า สิน ทรงมีเชื้อสายทางบิดาเป็นจีนแต้จิ๋ว แซ่แต้ ทรงพระราชสมภพ เมื่อ พ.ศ. 2277 ในต้นรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ 

ก่อนเข้ารับราชการ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีอาชีพเป็นพ่อค้าเกวียน คือ มีกองเกวียนบรรทุกสินค้าขึ้นไปแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า ที่เมืองตาก ซึ่งเป็นเมืองชายเขตขนาดเล็กของกรุงศรีอยุธยา พระองค์อาจจะคุมกองเกวียนติดต่อกับเมืองชายเขตแถบเมืองเหนือ เช่น พิษณุโลก พิชัย ฝาง ด้วย ดังนั้น พระองค์จึงเข้าใจภูมิประเทศ และฤดูกาลของบ้านเมืองในถิ่นนั้นได้เป็น อย่างดี การค้าระหว่างเมืองชายเขตกับส่วนกลาง ที่กรุงศรีอยุธยาช่วยสร้างความมั่งคั่งให้แก่พระองค์ จนทำให้สามารถเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกับขุนนาง ชั้นสูงในส่วนกลาง ดังนั้น เมื่อเมืองตากซึ่งเป็น เมืองชายเขตขนาดเล็ก และไม่ค่อยมีความสำคัญ เกี่ยวกับความมั่นคงภายในราชสำนัก ขาดเจ้าเมือง เพราะเจ้าเมืองคนเก่าถึงแก่กรรม เนื่องจากกรุงศรีอยุธยามีระบบขุนนางที่ล้มเหลว พระเจ้าตากสิน ซึ่งเป็นพ่อค้า ที่สามารถเข้าถึงวงในของระบบราชการของกรุงศรีอยุธยาได้ จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตาก โดยที่การเป็นเจ้าเมืองตากสามารถอำนวยผลประโยชน์ให้แก่การค้าของพระองค์ได้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นเจ้าเมืองตากอยู่ได้ไม่นาน ก็เกิดสงครามพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยป้องกันพระนคร ในฐานะเจ้าเมืองตาก พระองค์พร้อมกับทหารจำนวน 500 คน จึงเข้ามาเป็นกองกำลังป้องกันพระนครอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่หลังจากเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดจากเงื้อมมือกองทัพพม่าแน่นอนแล้ว พระองค์พร้อมไพร่พลคู่พระทัย ทั้ง 500 คน ก็ได้ตีฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าออกไปตั้งหลัก เพื่อต่อสู้กับพม่าต่อไป

เมื่อได้ปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้กลับคืนมาสู่ราชอาณาจักรสยามที่ย้ายมาตั้งอยู่ที่กรุงธนบุรี โดยทรงปราบปรามเมืองต่างๆ ให้ยอมรับพระราชอำนาจของพระองค์ ซึ่งบางเมืองต้องใช้กำลัง บางเมืองก็สามารถเกลี้ยกล่อมจนยอมสวามิภักดิ์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2313 เมื่อพระองค์สามารถปราบก๊กของเจ้าพระฝางได้เป็นก๊กสุดท้าย ก็สามารถรวบรวมอาณาเขตเดิมของกรุงศรีอยุธยา กลับคืนมาได้ดังเดิม โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุง ธนบุรี เมืองหลวงแห่งใหม่ของราชอาณาจักรสยาม

นอกจากการรวมอาณาเขตบ้านเมืองได้ กลับคืนมาเป็นปึกแผ่นดังเดิมแล้ว พระองค์ก็ได้ส่งกองทัพไปปราบปรามเมืองประเทศราชอื่นๆ คือ เขมร และลาว ให้เข้ามาอยู่ในพระราชอำนาจอย่างที่เคยเป็นในสมัยพระนครศรีอยุธยา ยิ่งไปกว่านั้น แคว้นล้านนาที่พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาไม่เคยได้เข้าครอบครองอย่างถาวร นอกจากยกทัพไปเอาชนะได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อยกทัพกลับ เจ้าเมืองทั้งหลายของล้านนาก็กลับเป็นอิสระปกครองตนเองกันต่อไป ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้ทรงสนับสนุนชาวล้านนาตระกูลหนานทิพย์ช้าง ให้ต่อสู้ขับไล่พม่าออกจากดินแดน ล้านนาจึงเป็นดินแดนที่เข้าร่วมอยู่กับกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ ในลำดับต่อมาอย่างยั่งยืน 

ตลอดระยะเวลา 15 ปี แห่งการเสวยราชสมบัติที่กรุงธนบุรีนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องทรงตรากตรำอย่างมาก ต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ การที่ทรงมีชาติกำเนิดจากครอบครัวพ่อค้า อีกทั้งเมื่อรับราชการ ก็เป็นเพียงเจ้าเมืองขนาดเล็กชายเขต และได้เข้ามากรุงศรีอยุธยา ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขันแล้ว ดังนั้น เมื่อต้องทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สืบสมมติวงศ์แห่งราชอาณาจักรสยาม จึงสร้างความลำบากพระทัยให้แก่พระองค์อยู่มิใช่น้อย การที่ทรงประสบความสำเร็จจากการรบ หรือการที่ทรงพยายามฟื้นฟูเศรษกิจของบ้านเมือง จนราชสำนักจีนยอมรับการเป็นพระมหาษัตริย์ของพระองค์ และให้มีการติดต่อค้าขายด้วย หรือการที่ทรงเป็นพุทธมามกะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ก็มิได้ทำให้สถานภาพการเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยามของพระองค์ มีความสมบูรณ์ได้เลย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะพระองค์ไม่ได้มีเชื้อสายของพระราชวงศ์ หรือขุนนางแห่งราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ผู้ที่ช่วยส่งเสริมอำนาจให้แก่พระองค์ จนขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้นั้น ก็ล้วนเป็นทหารและขุนนางหัวเมืองทั้งสิ้น แม้เมื่อภายหลัง จะมีขุนนางจากอดีตราชสำนักส่วนกลางกรุงศรีอยุธยา มาเข้าร่วมกับพระองค์ เพื่อช่วยฟื้นฟูบ้านเมือง และจารีตราชประเพณีทั้งหลายบ้างก็ตาม ระยะเวลาที่ไม่อำนวยก็คงไม่สามารถเสริมสร้างความเป็นสถาบันให้แก่พระองค์ได้ และพระองค์เองก็อาจมองไม่เห็นความสำคัญในด้านนี้ หรือทรงมองแตกต่างออกไปด้วยก็ได้ ดังจะเห็นได้จากขอบเขตพระราชฐานเล็กๆ ที่พระราชวังเดิมของพระองค์ ท้องพระโรงขนาดเล็ก เป็นอาคารโถงธรรมดา มิได้มียอดปราสาทแสดงความยิ่งใหญ่ แห่งพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เหมือนกับกรุงศรีอยุธยา หรือแม้แต่จะเทียบกับกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อแรกสถาปนาในภายหลัง พระตำหนักที่ประทับก็เป็นเพียงเก๋งจีนเล็กๆ ทึบ และคับแคบ อีกทั้งพระราชจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงเปิดเผย อาจจะเป็นลักษณะของผู้ที่มาจากครอบครัวชาวจีนที่สมถะก็ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของพระองค์ต่ออาณาประชาราษฎร์ และขุนนางทั้งหลายว่า ทรงประพฤติปฏิบัติเยี่ยงพ่อกับลูก แต่การเป็นพ่อของพระองค์นั้น ทรงเป็นพ่อตามแบบฉบับชาวจีน ที่ลูกจะต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ในขณะที่ความเป็นลูกของขุนนางทั้งหลายนั้น มิใช่ลูกอย่างที่เป็นในครอบครัวชาวจีน พฤติกรรมของพระองค์ ที่แตกต่างไปจากราชประเพณีของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ที่เคยมีมา ในขณะที่พระราชอำนาจแห่งความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของพระองค์ยังไม่สมบูรณ์ ย่อมเป็นความเปราะบางแห่งราชบัลลังก์ ดังจะเห็นได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงปลายรัชกาล ที่กล่าวว่า พระองค์ทรงเสียพระสติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าว เพื่อทำลายพระองค์ หรือทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็ตาม แต่มูลเหตุที่มา ย่อมมาจากพฤติกรรมของพระองค์ ที่แตกต่างไปจากขนบธรรมเนียมราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ ที่สืบมาแต่ราชสำนักกรุงศรีอยุธยาเป็นสำคัญ

ข่าวเรื่องการวิกลจริตของพระองค์ แพร่ออกมาได้ โดยไม่มีผู้ใดออกมาปกป้องเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า พระองค์ขาดบุคคลที่ใกล้ชิด ซึ่งมีอำนาจ และสามารถไว้ใจได้ แตกต่างจากบุคคลใกล้ชิดของพระมหากษัตริย์ในอดีตที่ผ่านมา จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมาก จะเป็นญาติพี่น้องของพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินี 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องสูญเสียอำนาจ และถูกปลงพระชนม์ในที่สุด เมื่อ พ.ศ. 2325 ซึ่งถือกันว่า พระองค์ทรงหมดบุญญาธิการแล้ว ตามแนวคิดของคนในสมัยนั้น กรุงธนบุรีที่มีฐานะเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเพียงพระองค์ เดียวตลอดระยะเวลา 15 ปี จึงได้สิ้นสุดลง

กรุงธนบุรี

ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=24&chap=3&page=t24...

ที่มา: 

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. “เมืองหลวงเก่าของไทย” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 24. (ออนไลน์), 2542. เข้าถึงเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2548. แหล่งที่มา http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=24&chap=3&page=cha...