อุทยานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

ความหมายของอุทยานประวัติศาสตร์

อุทยานประวัติศาสตร์ หมายถึง บริเวณสถานที่ ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ

1. อาคารสถาปัตยกรรม ซากโบราณสถาน ที่อยู่อาศัย วัดวาอาราม และศาสนสถาน

2. สภาพแวดล้อมของโบราณสถานรวมทั้งสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่น สระน้ำ คูคลอง ถนนและทางเดิน สวนป่า

3. การผสมผสานกันระหว่างการก่อสร้างของมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม

ในความหมายของอุทยานประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่า เป็นการเน้นที่โบราณสถานเป็นหลัก โดยมีสภาพแวดล้อมทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่มนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในการตกแต่งเพิ่มเติม เป็นส่วนประกอบ ทั้งนี้ ต้องมีการผสมผสานกันอย่างกลมกลืน และสามารถที่จะรักษาสภาพอันเป็นของแท้ และดั้งเดิมนั้นไว้ได้

การอนุรักษ์โบราณสถานตามแนวทางของ “อุทยานประวัติศาสตร์” นั้น มุ่งเน้นที่จะให้ “โบราณสถาน” และ “คน” อยู่รวมกัน โดยมีสภาพแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี เป็นส่วนเชื่อมโยง โดยเห็นคุณค่า และความสำคัญซึ่งกันและกัน

 

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุโขทัย อยู่ห่างจากตัวเมืองสุโขทัย ไปทางทิศตะวันตก 12 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 447 กิโลเมตร

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย รวมทั้งโบราณสถานแต่ละแห่ง ที่อยู่ภายในบริเวณ มีพื้นที่ 43,750 ไร่ หรือประมาณ 70 ตารางกิโลเมตร

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

ในด้านภูมิศาสตร์ บริเวณที่ตั้งของจังหวัดสุโขทัย อยู่ในบริเวณภาคกลางตอนบน โดยได้ค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย ์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตามหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ในเขตอำเภอศรีนคร อำเภอบ้านด่านลานหอย และอำเภอคีรีมาศ แสดงถึงหลักฐานของชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งชุมชนเหล่านี้ ได้อยู่ต่อเนื่องกัน และตั้งเป็นบ้านเมืองขึ้นในเวลาต่อมา จนกระทั่งประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ชุมชนบริเวณนี้ จึงได้มีการติดต่อกับดินแดนอื่นๆ ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมแบบทวารวดี ทั้งนี้ ได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่วัดชมชื่น อำเภอศรีสัชนาลัย

หลักฐานทางศิลปกรรมที่พบในเขตเมืองเก่าสุโขทัยที่ศาลตาผาแดง และปรางค์เขาปู่จา ในเขตอำเภอคีรีมาศ ได้แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งน่าจะเป็นพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานเป็นเมืองในวัฒนธรรมเขมร ในบริเวณที่ราบเชิงเขาหลวงเป็นครั้งแรก จนประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 18 จึงปรากฏเรื่องราวของกลุ่มชนที่ตั้งตนเป็นอิสระ เพื่อปกครองเมืองสุโขทัย ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ก็คือ บรรพชนของคนไทยในปัจจุบัน

อาณาจักรสุโขทัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐาน ตั้งแต่สมัยพ่อขุนศรีนาวนำถม และเริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (เดิมคือ พ่อขุนบางกลางหาว พ.ศ. 1781 - ปีใดไม่ปรากฏ) อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ. 1822 - 1841) ช่วงสมัยของพระองค์ได้ทรงแผ่อาณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยได้เจริญรุ่งเรืองทุกสาขา ทั้งในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม พระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประเพณี ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ราชวงศ์ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (ราชวงศ์พระร่วง หรือสุโขทัย) ได้ปกครองอาณาจักรสุโขทัยสืบต่อมาเป็นเวลาประมาณ 200 ปี ก็ถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยา

3. โบราณสถานที่สำคัญ

สุโขทัยในอดีตเคยเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีกำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเป็นกำแพงพูนดิน 3 ชั้น มีประตูเมือง 4 ประตู ทิศเหนือเรียกว่า ประตูศาลหลวง ทิศใต้เรียกว่า ประตูนะโม ทิศตะวันออกเรียกว่า ประตูกำแพงหัก และทิศตะวันตกเรียกว่า ประตูอ้อ ภายในเมืองมีตระพังหรือสระน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ ตระพังเงิน ตระพังทอง ตระพังสอ และตระพังตระกวน ทั้งนี้ โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีทั้งภายใน และภายนอกกำแพงเมือง รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 125 แห่ง ประกอบด้วย

3.1 โบราณสถานภายในกำแพงเมือง

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 35 แห่งที่สำคัญคือ วัดมหาธาตุ ซึ่งมีเจดีย์ทรงดอก บัวตูม ที่เป็นเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมของสุโขทัยโดยเฉพาะ โบราณสถานที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ เนินปราสาท วัดศรีสวาย วัดสระศรี วัดสรศักดิ์ วัดชนะสงคราม

3.2 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ

สำรวจพบแล้วมีทั้งสิ้น 16 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดพระพายหลวง วัดศรีชุม และเตาทุเรียง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตภาชนะดินเผา ที่มีชื่อเสียงของสุโขทัย

3.3 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก

สำรวจพบแล้วมีทั้งสิ้น 18 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดช้างล้อม วัดเจดีย์สูง และวัดตระพังทองหลาง โดยเฉพาะวัดตระพังทองหลาง มีพระพุทธรูปปูนปั้นตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ซึ่งถือได้ว่า เป็นศิลปกรรมชิ้นเอกสมัยสุโขทัย

3.4 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้

สำรวจพบแล้วมีทั้งสิ้น 23 แห่ง ที่สำคัญ คือ วัดเชตุพน วัดเจดีย์สี่ห้อง วัดศรีพิจิตรกิติกัลยาราม วัดวิหารทอง และวัดต้นจันทน์

3.5 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก

สำรวจพบแล้วมีทั้งสิ้น 23 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดป่ามะม่วง เทวาลัยมหาเกษตร วัดมังกร วัดตึก

3.6 โบราณสถานบนเนินเขา

สำรวจพบแล้วมี 10 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดสะพานหิน วัดช้างรอบ วัดเขาพระบาทน้อย วัดเจดีย์งาม วัดถ้ำหีบ วัดอรัญญิก และ ทำนบพระร่วง (สรีดภงส์) ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำ อยู่ระหว่างเขาพระบาทใหญ่กับเขากิ่วอ้ายมา

กรมศิลปากรได้มีโครงการจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2519 และทำการบูรณะฟื้นฟูเรื่อยมา จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธีเปิดอุทยาน ประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 หลังจากนั้นต่อมาอีก 3 ปี คณะกรรมการมรดกโลก แห่งอนุสัญญาคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และธรรมชาติของโลก ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในการประชุม ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย เมื่อ พ.ศ. 2534 ได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เนื่องจากหลักฐานที่ปรากฏ แสดงให้เห็นถึงผลงานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น นับเป็นตัวแทนของศิลปกรรมไทยยุคแรก และเป็นต้นกำเนิดของการสร้างประเทศ

 

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยตั้งอยู่ในเขตตำบลศรีสัชนาลัย ตำบลสารจิตร ตำบลหนองอ้อ และตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ตัวเมืองโบราณศรีสัชนาลัย อยู่ในเขตบ้านพระปรางค์ ตำบลศรีสัชนาลัย โดยอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือ 550 กิโลเมตร

ที่ตั้งของเมืองโบราณศรีสัชนาลัย มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบเชิงเขาพระศรี และเขาใหญ่ทางด้านทิศตะวันตก และมีลำน้ำยมอยู่ทางด้านทิศตะวันออก

กรมศิลปากรได้กำหนดเขตพื้นที่โบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยไว้ รวม 28,217 ไร่

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

เนื่องจากสภาพภูมิประเทศอันเป็นที่ตั้งของเมืองศรีสัชนาลัย มีความเหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐาน คือ มีทั้งที่ราบลุ่มริมแม่น้ำยม และที่ราบเชิงเขาพระศรี และเขาใหญ่ ทำให้มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และลักษณะทางธรรมชาติ ที่ใช้ในการป้องกันข้าศึกศัตรูได้อย่างดีด้วย

จากหลักฐานพวกขวานหินขัด (เครื่องมือเครื่องใช้ของคนสมัยโบราณ) ที่สำรวจพบ ที่ตำบลท่าชัย อำเภอศรีสัชนาลัย รวมทั้งจากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดชมชื่น แสดงว่า มีชุมชนอยู่อาศัยในบริเวณนั้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 9 เป็นต้นมา และเป็นชุมชนร่วมสมัยทวารวดีกับในภาคกลาง ต่อจากนั้นก็เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 18) ซึ่งเห็นได้จากพระปรางค์ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง ในระยะนั้นเมืองศรีสัชนาลัยมีชื่อว่า เมืองเชลียง ตามหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึก ตำนาน และพงศาวดารยืนยันว่า มีเมืองโบราณ 2 เมืองตั้งอยู่ในลุ่มน้ำยมก่อนแล้ว คือ เมืองสุโขทัย และเมืองเชลียง ต่อมาภายหลัง จึงได้มีการก่อสร้างเมืองศรีสัชนาลัยขึ้น ทางด้านทิศเหนือของเมืองเชลียง โดยอยู่ห่างออกไปประมาณ 1.5 กิโลเมตร เมืองศรีสัชนาลัยจึงมีความสำคัญควบคู่กันกับเมืองสุโขทัย โดยจากหลักฐานได้กล่าวถึงพ่อขุนศรีนาวนำถมว่า เป็นกษัตริย์ที่ครอง 2 นคร คือ ทั้งเมืองสุโขทัย และเมืองศรีสัชนาลัย (ก่อน พ.ศ. 1781)

ในเวลาต่อมา เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - ปีใดไม่ปรากฏ) จึงได้โปรดให้พ่อขุนบาลเมืองไปครองเมืองศรีสัชนาลัย ส่วนพ่อขุนรามคำแหงและพระยาลิไทก็เคยครองเมืองศรีสัชนาลัย ก่อนขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัยมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัย ต่อมาเมื่อสุโขทัย ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา เมืองศรีสัชนาลัยได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสวรรคโลก

เมืองศรีสัชนาลัยหรือเมืองสวรรคโลก ในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเมืองสำคัญที่ผลิตภาชนะเครื่องเคลือบสังคโลกให้แก่กรุงศรีอยุธยา ในสมัยต่อมา เมื่อมีการจัดระบบการปกครอง เรื่องเชื้อสายราชวงศ์ ให้เข้าอยู่ในระบบราชการเรียบร้อยแล้ว กรุงศรีอยุธยาได้เป็นผู้แต่งตั้งเจ้าเมือง มาปกครองเมืองสวรรคโลก ซึ่งมีฐานะเป็นหัวเมืองชั้นนอกระดับเมืองโท หลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 เมืองศรีสัชนาลัย หรือเมืองสวรรคโลกถูกทิ้งร้าง ต่อมาได้จัดตั้งเมืองสวรรคโลกขึ้นใหม่ที่บ้านท่าชัย อยู่ด้านทิศใต้ของเมืองเดิม และในสมัยรัตนโกสินทร์ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านวังไม้ขอน คือ ที่ตั้งของอำเภอสวรรคโลกในปัจจุบัน ส่วนชื่อเมืองศรีสัชนาลัยได้นำไปตั้งเป็นชื่อของอำเภอ คือ อำเภอศรีสัชนาลัย ซึ่งได้รวมเอาเขตพื้นที่เมืองศรีสัชนาลัยโบราณไว้ด้วย

3. โบราณสถานสำคัญ

เมืองโบราณศรีสัชนาลัยมีขอบเขตของผังเมือง ที่ก่อสร้างทับซ้อนอยู่บนบริเวณเมืองเชลียงเดิม กล่าวคือ แนวกำแพงเมืองเชลียงเดิม ทำเป็นคันดินยาวขนานไปตามลำน้ำยม เริ่มจากบริเวณวัดมหาธาตุเชลียง ไปตามลำน้ำยม เลยผ่านเขาพนมเพลิงออกไป ยังคงปรากฏหลักฐานคันดินให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ

ต่อมา เมื่อได้มีการก่อสร้างเมืองศรีสัชนาลัยขึ้น จึงได้พิจารณาเลือกบริเวณที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบเชิงเขา มีการก่อสร้างกำแพงเมืองด้วยศิลาแลง ลักษณะผังเมืองเป็นรูปหลายเหลี่ยมไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของลำน้ำยม ในช่วงนี้ลักษณะของกำแพงเมืองศรีสัชนาลัยมีหลายแนว เพราะคงมีการผสมผสานนำเอาแนวกำแพงคันดิน ในสมัยที่เป็นเมืองเชลียง เข้ามาใช้ประโยชน์ด้วย

โบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยมีทั้งภายในและภายนอกกำแพงเมือง รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 131 แห่ง ประกอบด้วย

3.1 โบราณสถานภายในกำแพงเมือง

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 28 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดช้างล้อม วัดเจดีย์เจ็ดแถววัดนางพญา วัดสวนแก้วอุทยานใหญ่ วัดสวนแก้วอุทยานน้อย

3.2 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 35 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดกุฎีราย เตาทุเรียงบ้านป่ายาง และเตาทุเรียงบ้านเกาะน้อย ซึ่งเป็นแหล่ง ผลิตภาชนะดินเผา “เครื่องสังคโลก” ที่สำคัญของเมืองศรีสัชนาลัย

3.3 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดสวนสัก วัดป่าแก้ว

3.4 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 24 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดชมชื่น วัดเจ้าจันทร์ วัดโคกสิงคาราม

3.5 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 19 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดพญาดำ วัดราหู วัดสระปทุม วัดพรหมสี่หน้า วัดยายตา

3.6 โบราณสถานนอกกำแพงเมืองบนภูเขา

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 15 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดเขาใหญ่บน วัดเจดีย์เจ็ดยอด วัดเจดีย์เอน วัดเขาใหญ่ล่าง

กรมศิลปากรได้เริ่มโครงการจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2525 และดำเนินการฟื้นฟูบูรณะจนแล้วเสร็จ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2533

 

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดกำแพงเพชร ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง แบ่งออก เป็น 2 เขต คือ เขตภายในกำแพงเมืองมีพื้นที่ 503 ไร่ และเขตนอกกำแพงเมืองหรือที่เรียกกันว่า เขตอรัญญิก ตั้งอยู่บนเขาลูกรังขนาดย่อม มีพื้นที่ 1,611 ไร่ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือ 358 กิโลเมตร

กรมศิลปากรได้กำหนดเขตพื้นที่โบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรไว้ 2,114 ไร่ หรือประมาณ 3.4 ตารางกิโลเมตร

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

บริเวณที่ตั้งของจังหวัดกำแพงเพชรในปัจจุบัน ได้ค้นพบหลักฐานเมืองโบราณหลายเมือง คือ เมืองแปบ เมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองนครชุม และเมืองชากังราว ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำปิง ได้ก่อให้เกิดการตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน โดยแต่ละเมืองอยู่ไม่ห่างกันมากนัก เมืองที่ตั้งขึ้นในตอนแรก น่าจะเป็นเมืองแปบ ซึ่งมีตำนานเล่าว่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ฝั่งเดียวกันกับเมืองนครชุม บริเวณตรงกันข้ามกับเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน

จากหลักฐานจารึกหลักที่ 3 (ศิลาจารึกนครชุม) พ.ศ. 1900 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) เสด็จไปนมัสการพระบรมธาตุ เมืองนครชุม ว่า “หากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครชุม” เมืองนครชุมจึงน่าจะเป็นเมืองใหญ่ และมีความสำคัญในสมัยสุโขทัย แต่มาหมดอำนาจ และเป็นเมืองขนาดเล็ก ในสมัยอยุธยา ส่วนเมืองชากังราวยังคงมีอำนาจอยู่ในฝั่งตะวันออก และเรียกชื่อเมืองว่า เมืองกำแพงเพชร ในสมัยอยุธยา ภายหลังจากพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) สวรรคต (ประมาณ พ.ศ. 1911 - 1916) เมืองต่างๆ ในอาณาจักรสุโขทัยได้แตกแยกกัน บางเมืองหันมาเป็นพันธมิตรกับกรุงศรีอยุธยา ชื่อเมืองกำแพงเพชร ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 38 หรือจารึกกฎหมายลักษณะโจร กล่าวพระนามจักรพรรดิราชได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ที่เมืองกำแพงเพชรเมื่อ พ.ศ. 1940 เชื่อกันว่า กษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาทรงต้องการให้ศูนย์กลางของอำนาจ ย้ายจากเมืองนครชุมเดิมมาอยู่ที่เมืองชากังราว หรือเมืองกำแพงเพชรนั่นเอง ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 เมืองกำแพงเพชรได้ถูกลดบทบาทลง และคงจะทิ้งร้างไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

3. โบราณสถานสำคัญ

เมืองกำแพงเพชรมีลักษณะผังเมืองเป็นรูปคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู วางแนวยาวขนานไปกับลำน้ำปิง จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวันออกเฉียงใต้

กำแพงของเมืองกำแพงเพชรเดิมคงจะมีลักษณะเป็นคันดินและคูเมือง 3 ชั้น ต่อมาได้พัฒนาเป็นกำแพงศิลาแลง มีการสร้าง เชิงเทิน ใบเสมา และป้อมประตูรอบ ส่วนที่เป็นกำแพงด้านใน ยังคงปรากฏร่องรอยให้เห็นอยู่ข้างบริเวณด้านทิศเหนือ เชื่อกันว่า กำแพงศิลาแลงนี้คงมาดำเนินการก่อสร้าง ในช่วงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - 2031)

3.1 โบราณสถานภายในกำแพงเมือง

สำรวจพบแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 2 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดพระแก้ว วัดพระธาตุ วังโบราณหรือสระมน ศาลพระอิศวร และวัดกลางนคร

3.2 โบราณสถานภายนอกกำแพงเมือง

โดยทั่วไปเรียกกันว่า “เขตอรัญญิก” ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศเหนือ บนเขาลูกรังขนาดย่อม สำรวจพบโบราณสถานแล้ว 37 แห่ง ที่สำคัญคือ วัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ วัดช้างรอบ วัดอาวาสใหญ่ วัดฆ้องชัย วัดอาวาสน้อย วัดเชิงหวาย วัดดงหวาย วัดช้าง วัดกะโลทัย

ส่วนโบราณสถานที่ตั้งอยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำปิง มีทั้งภายในและภายนอกเมืองนครชุม โบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ภายในเมืองนครชุม ได้แก่ วัดพระบรมธาตุและวัดซุ้มกอ ส่วนที่อยู่นอกเมืองนครชุม ได้แก่ ป้อมทุ่งเศรษฐี วัดหนองพิกุล วัดหม่องกาเล และวัดเจดีย์กลางทุ่ง สำหรับโบราณสถานในเขตอรัญญิกของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรนั้น มีโบราณสถานรวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่น ในบริเวณที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน นอกจากนี้ สภาพภูมิประเทศโดยรอบของโบราณสถาน ยังเป็นป่าธรรมชาติที่มีการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพื่อคงไว้ ซึ่งบรรยากาศของโบราณสถานในเขตอรัญญิก หรืออรัญวาสี เช่นในอดีต

กรมศิลปากรได้เริ่มโครงการจัดตั้งอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ. 2524 และดำเนินการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานต่างๆ จนแล้วเสร็จ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดอุทยาน ประวัติศาสตร์กำแพงเพชรอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2534

 

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยามีเนื้อที่ 1,810 ไร่ ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศเหนือประมาณ 75 กิโลเมตร

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาไว้ มีพื้นที่ 1,810 ไร่

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

ก่อนที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) จะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใน พ.ศ. 1893 นั้น นักวิชาการเชื่อว่า บริเวณดังกล่าวได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่ก่อนแล้ว เรียกว่า เมืองอโยธยา หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร มีที่ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกนอกเกาะเมืองอยุธยา ปรากฏหลักฐานโบราณสถานที่เป็นวัดสำคัญ เช่น วัดมเหยงค์ วัดอโยธยา รวมทั้งจากพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ กล่าวถึงการก่อสร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า พระเจ้าพแนงเชิง พระประธานของวัดพนัญเชิง โดยระบุว่า สร้างขึ้นก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี ด้วยทำเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาที่มีลักษณะเป็นเกาะเมือง มีแม่น้ำที่สำคัญ 3 สายโอบล้อม คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ทำให้พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นชุมทางคมนาคมทางน้ำ รวมทั้งยังเป็นปราการธรรมชาติ ในการป้องกันข้าศึกศัตรู กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นราชธานีใหญ่ที่สามารถกุมอำนาจเหนือเมืองใกล้เคียงได้เป็นเวลายาวนาน

กรุงศรีอยุธยาเติบโตเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการค้า ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 - 23 มีชาวต่างชาติทั้งจากทวีปเอเชียและทวีปยุโรป เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส เข้ามาค้าขายทางเรือ ส่วนมากมีความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย บางชาติก็ได้รับพระราชทานที่ดิน สำหรับตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน สถานีการค้า และศาสนสถาน โดยหมู่บ้านของชาวต่างประเทศส่วนใหญ่จะอยู่นอกตัวเมืองมีเฉพาะชาวจีน ชาวฮินดู และชาวมุสลิมเพียงบางกลุ่มซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักเท่านั้น ที่ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้สร้างบ้านเรือนอยู่ภายในเมือง

นอกจากนี้ กรุงศรีอยุธยายังมีความเจริญ ก้าวหน้าทางด้านการปกครอง กฎหมาย การศาล ระบบสังคม การศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ประณีตศิลป์ ภาษา วรรณกรรม และนาฏดุริยางคศิลป์ ศิลปวิทยาการต่างๆ ที่คนไทยในอาณาจักรอยุธยาได้สั่งสมไว้ ซึ่งได้สืบทอดและพัฒนาต่อมาในสมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ จวบจนทุกวันนี้

3. โบราณสถานสำคัญ

โบราณสถานเท่าที่สำรวจพบแล้ว ทั้งภายในเมือง และนอกกำแพงเมืองมี 425 แห่ง ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะโบราณสถานสำคัญ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ในเกาะเมือง และพื้นที่ด้านทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง มีโบราณสถานที่สำรวจพบแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 95 แห่ง ประกอบด้วย

3.1 พระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง

พระราชวังโบราณตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ริมแม่น้ำลพบุรี ปัจจุบันเหลือแต่เพียงฐานรากพระที่นั่งองค์ต่างๆ เนื่องจากถูกเผาทำลายเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 พระราชวังโบราณนี้สร้างขึ้นใน สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อทรง อุทิศที่ตั้งของพระราชมณเทียรเดิมที่สร้างไว้ สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ให้เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์

3.2 วัดพระศรีสรรเพชญ์

เป็นวัดที่สำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา โดยแต่เดิมสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงสร้างพระราชมณเทียรขึ้นที่บริเวณนี้ ต่อมาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงอุทิศบริเวณพระราชมณเทียรให้เป็นวัด ในเขตพระราชวัง สำหรับเป็นที่ประกอบพระราชพิธีที่สำคัญ และเป็นที่เสด็จออกบำเพ็ญพระราชกุศล

3.3 วัดราชบูรณะ

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1967 ตรงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระศพ เจ้าอ้ายพระยา และเจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เนื่องจากการสู้รบแย่งชิงราชสมบัติ

3.4 วิหารพระมงคลบพิตร

พระมงคลบพิตรเป็นพระพุทธรูปสำริด องค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย ซึ่งสันนิษฐานว่า สร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อ พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้บูรณะวิหารพระมงคลบพิตรใหม่ทั้งหมดดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยายังมีโบราณสถานที่สำคัญแห่งอื่นๆ อีก เช่น วัดพระราม วัดญาณเสน วัดธรรมิกราช วัดวรโพธิ์ วัดวรเชษฐาราม

กรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานเมืองพระนครศรีอยุธยาภายใต้ชื่อ โครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2525 และต่อมาใน พ.ศ. 2534 อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร

 

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ตั้งอยู่ในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 130 กิโลเมตร

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ตั้งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย โดยมีทิวเขารายล้อมอยู่ ได้แก่ เขาท่าช้าง เขาพนมมาร และเขาโทน ส่วนทางด้านทิศใต้ติดต่อกับแม่น้ำแควน้อย กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองสิงห์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2478 และกำหนดขอบเขตโบราณสถานมีพื้นที่ทั้งสิ้น 718 ไร่ 3 งาน

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

ได้มีการขุดค้นพบหลักฐานหลุมฝังศพและเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ภาชนะดินเผา ขวาน ทัพพี กำไลสำริด ลูกปัดหิน ลูกปัดแก้ว มีอายุราว 2,000 ปีมาแล้ว ที่บริเวณริมแม่น้ำแควน้อย นอกกำแพงเมืองสิงห์ด้านทิศใต้

ในสมัยต่อมาเมื่อมีการสร้างเมืองสิงห์ ปรากฏหลักฐานได้แก่ ตัวเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร มีคูเมือง คันดิน และกำแพงเมืองศิลาแลงล้อมรอบ ที่กลางเมืองมีโบราณสถานทรงปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นตามลักษณะศิลปะเขมรแบบบายน และมีโบราณวัตถุที่เป็นประติมากรรมตามลักษณะศิลปะเขมรแบบเดียวกัน จากลักษณะทางศิลปกรรม สามารถกำหนดอายุได้ว่า ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงปกครองเขมร และได้พบศิลาจารึกหลักหนึ่งที่ปราสาทพระขรรค์ มีข้อความที่สรรเสริญความกล้าหาญและการทำบุญกุศลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีตอนหนึ่งกล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ 23 แห่ง ว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาม พระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับเมืองสิงห์และบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะได้ระบุชื่อเมือง 6 เมือง ได้แก่ ลโวทยะปุระ สุวรรณปุระ ศัมพูกะปัฏฏนะ ศรีราชบุรี ศรีชัยสิงหบุรี และ ชัยวัชรบุรี โดยเมืองศรีชัยสิงหบุรีน่าจะเป็นเมืองสิงห์ อันเป็นที่ตั้งของปราสาทเมืองสิงห์นี้ เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์คงถูก ทิ้งร้างไปในช่วงที่เขมรหมดอำนาจ เพราะไม่ปรากฏมีการกล่าวถึงชื่อเมืองสิงห์ ในสมัยสุโขทัย และอยุธยา อีกเลย เมืองสิงห์ได้ปรากฏหลักฐานอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยพระองค์ได้ทรงสถาปนาเมืองสิงห์ขึ้นใหม่อีกครั้ง แต่มีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านเล็กๆ มีเจ้าเมืองปกครองขึ้นอยู่กับเมืองกาญจนบุรี จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองสิงห์จึงถูกลดฐานะลงเป็นตำบลเรียกกันว่า ตำบลสิงห์ มาจนถึงทุกวันนี้

กรมศิลปากรได้เริ่มบูรณะเมืองสิงห์ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ในรูปแบบของอุทยานประวัติศาสตร์จนกระทั่งแล้วเสร็จ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ เมืองสิงห์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2530

3. โบราณสถานสำคัญ

ภายในบริเวณกำแพงเมืองสิงห์ได้มีการสำรวจพบโบราณสถานเนื่องในศาสนาอยู่ 4 แห่ง เรียกชื่อว่า โบราณสถานหมายเลข 1 - 2 - 3 - 4 ตามลำดับดังนี้

3.1 โบราณสถานหมายเลข 1

มีองค์ประกอบด้านสถาปัตยกรรม คือ

-       ชาลาด้านหน้ากำแพงแก้ว มีลักษณะชาลาเป็นรูปกากบาท

-       กำแพงแก้วและโคปุระ เชื่อมต่อกับชาลาด้านหน้าที่เป็นโคปุระทางเข้ากำแพงแก้ว

-       ชาลาด้านหน้าโคปุระระเบียงคด ลักษณะเป็นทางเดินยกพื้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

-       ระเบียงคด ตั้งอยู่ล้อมรอบปราสาทประธาน ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

-       บรรณาลัย ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ภายในบริเวณระเบียงคด ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทประธาน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก

-       ปราสาทประธาน ลักษณะเป็นปราสาทองค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จขนาดใหญ่ มีมุขยื่นออกไปรับ กับมุขด้านในของโคปุระทั้ง 4 ทิศ

-       ภายในบริเวณโบราณสถานหมายเลข1 ได้ค้นพบรูปเคารพที่สำคัญคือ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปรัชญาปารมิตา ซึ่งรวมเรียกว่า รัตนตรัยมหายาน เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับการก่อสร้างปราสาทเมืองสิงห์ว่า สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

-       ชาลาด้านหลังปราสาทประธาน ตั้งอยู่นอกแนวกำแพงแก้ว ลักษณะเป็นรูปกากบาท

3.2 โบราณสถานหมายเลข 2

ลักษณะเป็นกลุ่มอาคารที่สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน เป็นฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 ชั้น

โบราณสถานฉาบด้วยปูนขาว และมีลวดลายปูนปั้นประดับ ได้ค้นพบประติมากรรมหินทราย รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และแหวนทอง

3.3 โบราณสถานหมายเลข 3

โบราณสถานถูกลักลอบขุดทำลาย จนไม่สามารถศึกษารูปแบบทางด้านสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนของโบราณสถานได้

3.4 โบราณสถานหมายเลข 4

จากการขุดแต่งพบลักษณะเป็นเพียงพื้นของอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันนิษฐานว่า เป็นฐานราก ไม่สามารถกำหนดรูปทรง ที่แน่นอนได้ เพราะพบเพียงแต่พื้นของโบราณสถาน

 

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรีหรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “เขาวัง” นั้น เดิมเป็นพระราชวัง ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองฯ จังหวัดเพชรบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ 121 กิโลเมตร

 “พระนครคีรี” ตั้งอยู่บนยอดเขา 3 ยอด ที่ยาวติดต่อกัน มีพื้นที่ประมาณ 188 ไร่ ยอดเขามีความสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 80 - 90 เมตร

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

จากการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีพบว่า เมื่อประมาณ 2,000 - 4,000 ปีมาแล้ว ที่บริเวณภูเขาด้านทิศตะวันตก และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี มีคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ หลักฐานที่พบได้แก่ ภาชนะดินเผา ลูกปัดหิน และเครื่องประดับสำริด เช่น แหวน กำไล

การติดต่อค้าขายกันทางทะเล ทำให้วัฒนธรรมของประเทศอินเดียเริ่มเข้ามาสู่พื้นที่บริเวณนี้ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 - 16 โดยได้พบโบราณสถาน และโบราณวัตถุ ที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมแบบทวารวดีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น โบราณสถานทุ่งเศรษฐี ที่บ้านโคกเศรษฐี ตำบลนายาง อำเภอชะอำ มีเนินโบราณขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐ

ต่อมาอิทธิพลวัฒนธรรมเขมรโบราณได้ขยายตัวขึ้นบริเวณนี้ ปรากฏหลักฐานที่หลงเหลืออยู่คือ โบราณสถานที่วัดกำแพงแลง ซึ่งมีลักษณะเป็นปรางค์ และพบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรด้วย จึงถือเป็นพุทธสถานในลัทธิมหายานที่ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมรแบบบายน มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และพระนามของพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 1 จากหลักฐานทางศิลปะ ปราสาทหินพิมายอยู่ระหว่างตอนปลายของศิลปะเขมรแบบบาปวน กับตอนต้นของศิลปะเขมรแบบนครวัด คือ ประมาณตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 17 สืบมาจนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 - 1762) ซึ่งโปรดให้สร้างพระรูปของพระองค์ประดิษฐานไว้ที่ปรางค์พรหมทัต ภายในบริเวณปราสาทหินพิมาย

เมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรเริ่มเสื่อมลงหลังสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่เกี่ยวกับเมืองพิมายอีกเลย เมืองพิมายกลับมามีความสำคัญอีกครั้งหนึ่งเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 กรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงรวบรวมผู้คนตั้งตัวเป็นใหญ่เรียกว่า ก๊กเจ้าพิมาย ขึ้นที่เมืองนี้ แต่ในที่สุด สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงปราบปรามได้ใน พ.ศ. 2311 ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตำแหน่งหลวงปลัดพิมาย ยังคงมีปรากฏอยู่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2369 จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ใน พ.ศ. 2435 เมืองนครราชสีมา ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ ได้รวมกันเป็นมณฑลนครราชสีมา เมืองพิมายจึงมีฐานะเป็นอำเภอขึ้นกับเมืองนครราชสีมา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทหินพิมายเมื่อ พ.ศ. 2479 และต่อมาใน พ.ศ. 2519 กรมศิลปากรได้จัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พิมายขึ้น และได้ทำการบูรณะปรับปรุง จนแล้วเสร็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2532 เมืองเพชรบุรีคงเป็นเมืองที่สำคัญสืบมาจนถึงสมัยสุโขทัย ซึ่งปรากฏชื่อเมืองเพชรบุรี ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ว่า “เบื้องหัวนอน รอดคนที พระบางแพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี...”

ในสมัยอยุธยายังคงปรากฏชื่อเมืองเพชรบุรี ในกฎหมายที่ตราขึ้น ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และมีความสำคัญในทางยุทธศาสตร์ เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเมืองในลุ่มน้ำเจ้าพระยากับหัวเมืองภาคใต้ จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 เมืองเพชรบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ ยังคงความสำคัญในฐานะเมืองทางยุทธศาสตร์ เพื่อควบคุมหัวเมืองทางภาคใต้ และทำศึกสงครามกับพม่า นับตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ทรงผนวช ได้เสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีหลายครั้ง เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สร้าง “พระนครคีรี” ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2402 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการซ่อมแซมตัวอาคาร ที่เกิดความเสียหาย เนื่องจากเกิดฟ้าผ่าใน พ.ศ. 2426 หลังจากนั้นแล้ว ไม่พบหลักฐานว่า ได้มีการซ่อมบำรุงแต่อย่างใด จนกระทั่งใน พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริ ให้บูรณปฏิสังขรณ์พระนครคีรี กรมศิลปากรจึงได้ทำการซ่อมแซมอาคารแต่เพียงบางหลังเท่านั้น ครั้นถึง พ.ศ. 2525 กรมศิลปากร จึงได้จัดทำโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี และได้แล้วเสร็จสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2530

ปัจจุบัน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี ที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่สำคัญ ในรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2532

3. โบราณสถานสำคัญ

ในการก่อสร้างพระนครคีรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้นำสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสิก มาเป็นแบบอย่างในการก่อสร้าง แต่ฝีมือช่าง ยังมีอิทธิพลของสถาปัตยกรรมจีนเข้ามาผสมผสานอยู่ด้วย เช่น การปั้นสันหลังคา และการใช้กระเบื้องกาบกล้วย สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดอยู่บนยอดเขาทั้ง 3 ยอด มีรายละเอียดดังนี้

3.1 ยอดเขาด้านทิศตะวันออก

เป็นที่ตั้งของวัดพระแก้ว ประกอบด้วย พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ หอระฆัง ศาลา และพระปรางค์แดง

3.2 ยอดเขากลาง

เป็นที่ประดิษฐานเจดีย์ทรงกลม มีฐานทักษิณโดยรอบ ได้รับพระราชทานนามว่า “พระธาตุจอมเพชร”

3.3 ยอดเขาด้านทิศตะวันตก

เป็นที่ตั้งของพระราชวัง ประกอบด้วยหมู่พระที่นั่งและอาคารต่างๆ ซึ่งพระราชทานนามไว้คล้องจองกัน คือ พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา หอชัชวาลเวียงชัย หอพิมานเพชรมเหศวร์ ตำหนักสันถาคารสถาน โรงมหรสพหรือโรงโขน กลุ่มอาคาร นารีประเวศ

 

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพตั้งอยู่ในเขตตำบลศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศเหนือประมาณ 240 กิโลเมตร

เมืองศรีเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำป่าสักไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 5 กิโลเมตร ตัวเมืองตั้งอยู่เชิงทิวเขาเพชรบูรณ์ที่กั้นระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคกลางตอนบน ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก และมีเขาถมอรัตน์อยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมีพื้นที่ทั้งหมด 2,902 ไร่ 3 งาน 25 ตารางวา

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

จากการสำรวจและการขุดค้น - ขุดแต่งทางด้านโบราณคดีภายในบริเวณเมืองศรีเทพ และพื้นที่อื่นๆโดยรอบ ได้พบหลักฐานที่แสดงว่า เมืองศรีเทพมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมายาวนานตามลำดับ ดังนี้

2.1 สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย

จากหลักฐานการสำรวจและขุดค้นภายในบริเวณเมืองศรีเทพ คือ โครงกระดูกมนุษย์ เครื่องมือเหล็กปลายแหลม ลูกปัดหิน - ดินเผา และภาชนะดินเผา วางอยู่กับโครงกระดูก แสดงว่า มีมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือในช่วงกึ่งก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาก่อนแล้ว

2.2 สมัยที่เมืองศรีเทพเริ่มพัฒนาขึ้นเป็นเมือง

เป็นช่วงเวลาที่เมืองศรีเทพรับอารยธรรมจากภายนอกแล้วพัฒนาขึ้นเป็นเมือง ซึ่งคงเริ่มขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญคือ การพบกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า เช่น พระนารายณ์สวมหมวกแปดเหลี่ยม พระกฤษณะโควรรธนะ พระสุริยเทพที่สลักจากหินทราย ซึ่งเป็นรูปเคารพในศาสนาฮินดูเมื่อประมาณพุทธศตวรรษ ที่ 11 - 13

2.3 เมืองศรีเทพสมัยวัฒนธรรมทวารวดี

เป็นช่วงเวลาที่เมืองศรีเทพรับเอาวัฒนธรรมทวารวดีที่แผ่ขยายมาจากภาคกลาง ของประเทศไทยเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 หรือพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคติความเชื่อและรูปแบบศิลปกรรมตามวัฒนธรรมต้นแบบที่เจริญรุ่งเรืองภายใต้อิทธิพลของพระพุทธศาสนา โบราณสถานสำคัญที่สร้างขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ โบราณสถานเขาคลังใน และถ้ำเขาถมอรัตน์ นอกเมืองศรีเทพ

2.4 เมืองศรีเทพสมัยวัฒนธรรมเขมรโบราณ

หลังจากที่วัฒนธรรมทวารวดีเสื่อมลง วัฒนธรรมเขมรโบราณได้เข้ามามีอิทธิพลแทนที่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 และมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการนับถือศาสนา จากพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาฮินดู รูปแบบของศิลปกรรมจึงเปลี่ยนมารับอิทธิพลศิลปะแบบเขมร ได้แก่ ปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง มีลักษณะเป็นศิลปะเขมรแบบนครวัด ที่ยังคงปรากฏลักษณะศิลปะเขมรแบบบาปวนอยู่ด้วย (พ.ศ. 1600 - 1650) อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังปรากฏร่องรอยของพระพุทธศาสนาแบบมหายานที่เมืองศรีเทพอีกครั้ง น่าจะตรงกับช่วงที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงแผ่พระราชอำนาจ มายังบริเวณนี้ ซึ่งปรากฏการปรับเปลี่ยนและบูรณะศาสนสถานหลายแห่ง

ในสมัยสุโขทัย ไม่ปรากฏหลักฐานที่อ้างอิงถึงเมืองศรีเทพ แต่ปรากฏชื่อของเมืองเพชรบูรณ์หรือ “วัชชปุร” ในศิลาจารึกหลักที่ 93 แทน เข้าใจว่า ในขณะนั้น เมืองศรีเทพคงลดบทบาทเป็นเมืองขนาดเล็กที่ไม่มีความสำคัญมากนัก

ในสมัยอยุธยา มีชื่อเมืองศรีถมอรัตน์ หรือเมืองศรีเทพรวมอยู่ในทำเนียบหัวเมืองด้วย และยังคงมีฐานะเป็นเมืองศรีเทพมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองศรีเทพเป็นเมืองตรี แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองวิเชียรบุรี ครั้นต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลได้ลดฐานะเมืองวิเชียรบุรีลงเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองศรีเทพ เมื่อ พ.ศ. 2478 โดยเริ่มสำรวจเก็บข้อมูลเมื่อ พ.ศ. 2505 และจัดตั้งเป็นโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพใน พ.ศ. 2527 เนื่องจากยังคงมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก การดำเนินงานโครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพจึงยังคงกระทำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

3. โบราณสถานสำคัญ

เมืองศรีเทพมีลักษณะเป็นเมืองแฝด ประกอบด้วยเมืองรูปวงกลม หรือที่เรียกว่า “เมืองใน” มีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ และเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ต่อออกไปทางด้านทิศตะวันออก ที่เรียกกันว่า “เมืองนอก” มีพื้นที่ประมาณ 1,589 ไร่ มีโบราณสถานต่างๆ ที่สำคัญดังนี้

3.1 เมืองใน

ผังเมืองมีลักษณะเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยคูน้ำ ภายในเมืองในมีกลุ่มโบราณสถานหลักอยู่ใจกลางเมือง ได้แก่ โบราณสถานเขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ และปรางค์สองพี่น้อง นอกจากนี้ ยังพบโบราณสถานขนาดเล็กอีกประมาณ 50 แห่ง และมีสระน้ำประมาณ 70 สระ สระน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ สระปรางค์ มีพื้นที่ประมาณ 8 ไร่

3.2 เมืองนอก

ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน มีคูน้ำคันดินล้อมรอบทุกด้าน โดยด้านตะวันตกใช้คูน้ำและคันดินร่วมกับคูน้ำคันดินด้านตะวันออกของเมืองใน โดยมีโบราณสถานกระจายอยู่ประมาณ 60 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีสระน้ำประมาณ 30 แห่ง สระน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ สระขวัญ

3.3 โบราณสถานนอกเมืองศรีเทพ

ถ้ำเขาถมอรัตน์ ตั้งอยู่ในตำบลโคกสะอาด เป็นโบราณสถานที่ดัดแปลงจากถ้ำธรรมชาติบนยอดเขาถมอรัตน์

โบราณสถานเขาคลังนอกและกลุ่มโบราณสถานใกล้เคียง ตั้งอยู่ที่บ้านสระปรือ ตำบลศรีเทพ มีแนวคันดินเชื่อม ต่อจากเมืองศรีเทพมายังโบราณสถานกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยอิฐ มีอยู่ประมาณ 40 แห่ง โดยมีโบราณสถานเขาคลังนอกเป็นโบราณสถานหลัก

โบราณสถานปรางค์ฤาษี เป็นศาสนสถานรูปแบบปราสาทก่อสร้างด้วยอิฐ สันนิษฐานว่า มีอายุร่วมสมัยกับปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้อง คือ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 – 17

 

อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พิมายตั้งอยู่ในเขตตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 320 กิโลเมตร ที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้อยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำมูล ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวทิศเหนือ - ใต้

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีภายในเมืองพิมาย ได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุระหว่าง 2,000 - 2,500 ปีมาแล้ว รวมไปถึงหลักฐานของอิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดี ที่คงเคยมีอยู่ภายในบริเวณนี้

ต่อมา เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมเขมรได้ แพร่หลายเข้ามา จึงได้มีการรื้อทำลาย และสร้างศาสนสถานตามคติความเชื่อของตนเองขึ้นมาแทน

เมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะเขมรคือ มีกำแพงเมือง และคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีประตูเมืองทั้ง 4 ด้าน จากจารึกที่พบอยู่บนซุ้ม ประตูระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมายได้กล่าวถึงศักราช พ.ศ. 1651-1655

3. โบราณสถานสำคัญ

เมืองพิมายมีลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ กำแพงเมือง ทำจากคันดินอยู่ด้านในคูเมือง และมีประตูเมืองสร้างจากศิลาแลงทั้ง 4 ด้าน โดยแนวประตูเมืองจะตรงกับโคปุระ (ซุ้มประตูทางเข้า) ของปราสาทหินพิมายทั้ง 4 ด้าน

นอกเมืองพิมายด้านทิศตะวันออกมีสระน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า สระเพลง ส่วนด้านทิศตะวันตกมีสระโบสถ์ ด้านทิศใต้ พบร่องรอยของบาราย (สระน้ำ) ขนาดใหญ่อยู่ฟากทิศใต้ของลำน้ำเค็ม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำมูล สำหรับด้านทิศเหนือริมลำน้ำเค็ม พบโบราณสถานท่านางสระผม สันนิษฐานว่า เป็นท่าเรือสมัยโบราณ สำหรับผู้เดินทางเข้าสู่เมืองพิมายโดยทางเรือ

ด้านทิศใต้นอกเมืองพิมายมีโบราณสถานกุฏิฤาษี ซึ่งเป็นอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 นอกจากนี้ ยังพบแนวคันดิน ที่เชื่อว่า เป็นแนวถนนโบราณ และสระช่องแมวซึ่งเป็นสระโบราณ ปรากฏอยู่ด้วย

ภายในเมืองพิมายมีสระน้ำโบราณ 3 แห่ง คือ สระแก้ว สระพรุ่ง และสระขวัญ ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาทหินพิมายมีโบราณสถานเรียกว่า ปรางค์พรหมทัต ลักษณะเป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐ สร้างอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ อาจเป็นโบราณสถาน ที่สร้างในสมัยหลัง โดยรื้อเอาอิฐจากโบราณสถานแห่งอื่น มาสร้างเป็นเจดีย์บนเนินดินก็เป็นได้

ปราสาทหินพิมายสร้างอยู่ในเมืองพิมายค่อนไปทางด้านทิศเหนือ เป็นพุทธสถานในลัทธิมหายาน (นิกายวัชรยาน) ตัวโบราณสถานหันหน้าไปทางทิศใต้ ผิดกับโบราณสถานแห่งอื่นซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะแบบเขมร ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

อุทยานประวัติศาสตร์พิมายถือได้ว่า เป็นโบราณสถานเนื่องในอิทธิพลศิลปะเขมรที่สำคัญ และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นแหล่งรวบรวมความรู้ในด้านต่างๆ ไว้ให้ศึกษา ที่ควรจะช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป

 

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่าที่หมดพลังแล้ว อยู่ในเขตตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันออกเฉียง-เหนือ 372 กิโลเมตร มีพื้นที่ 451 ไร่ 11 ตารางวา

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

จากศิลาจารึกและหลักฐานสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่พบภายในบริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้ง และที่เชิงเขาด้านทิศใต้ แสดงว่า พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 โดยกษัตริย์ของอาณาจักรเขมรโบราณ ทรงจัดผู้ปกครองชุมชนเป็นผู้ดูแลเรื่อยมา สิ่งก่อสร้างที่ปรากฏ ได้แก่ ปราสาทอิฐ 2 หลังบนเขาพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ

ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17 ได้มีการก่อสร้างปราสาทประธานของปราสาทหินเขาพนมรุ้งขึ้น ศิลาจารึกได้กล่าวถึงชื่อของ “นเรนทราทิตย์” โดยมี “หิรัณยะ” ผู้เป็นโอรสเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้ ภายในบริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ยังพบสิ่งก่อสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 - 1762) ได้แก่ บรรณาลัยและพลับพลา รวมทั้งอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) และธรรมศาลา (ที่พักคนเดินทาง) ที่สร้างอยู่บริเวณเชิงเขาพนมรุ้ง

จากหลักฐานต่างๆ ดังกล่าว รวมทั้งจากลักษณะของบาราย (สระน้ำ) ขนาดใหญ่ที่พบ แสดงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้น่าจะมีการอยู่อาศัยของคนอย่างหนาแน่น เพียงแต่ว่า ไม่พบร่องรอยของคูน้ำคันดิน ที่แสดงความเป็นเมือง ที่บริเวณนี้ จึงอาจอธิบายได้ว่า ชุมชนในบริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้งตั้งอยู่ ในเส้นทางผ่านจากเมืองพระนคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรเขมรโบราณ ไปยังเมืองพิมาย ทั้งนี้อาศัยหลักฐานที่พบคือจารึกปราสาทพระขรรค์ และจารึกปราสาทตาพรหมในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

หลังจากสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรเขมรโบราณก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาได้ก่อตัวขึ้น และเข้ามามีอำนาจแทน ปราสาทหินเขาพนมรุ้งจึงเปลี่ยนสถานะจากศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย มาเป็นวัดในพระพุทธศาสนาแบบมหายาน ที่นิยมกันในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 1981 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงเตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองพิมายและเมืองพนมรุ้ง ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็มีการกล่าวถึงเมืองนางรอง ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทหินเขาพนมรุ้งไปทางด้านทิศตะวันตก 20 กิโลเมตร โดยยังคงปรากฏหลักฐานของคูเมืองอยู่ที่เมืองนั้น

เมืองนางรองได้รับการยกเป็นเมืองชั้นจัตวาในสมัยรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันคืออำเภอนางรอง ขึ้นกับจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนพื้นที่บริเวณปราสาทหินเขาพนมรุ้งขึ้นกับอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดเดียวกัน

3. โบราณสถานสำคัญ

ปราสาทหินเขาพนมรุ้งได้รับการออกแบบตามคติความเชื่อและความนิยมในศิลปะเขมร กล่าวคือ เน้นความสำคัญของส่วนประกอบเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปรางค์ประธาน โดยปรับลักษณะการก่อสร้างให้เข้ากับสภาพของภูมิประเทศที่เป็นแนวลาดชันของเขาพนมรุ้ง

ภายหลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จฯมาทอดพระเนตรปราสาทหินเขาพนมรุ้ง เมื่อ พ.ศ. 2449 และ พ.ศ. 2472 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานใน พ.ศ. 2478 ต่อมาได้มีการบูรณะปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ด้วยวิธีอนัสติโลซิส เริ่มการบูรณะใน พ.ศ. 2514 และดำเนินการแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531

 

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

1. ที่ตั้ง

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่ในเขตตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 570 กิโลเมตร ภูพระบาทเป็นชื่อภูเขาอยู่ในทิวเขาภูพาน ซึ่งทอดยาวอยู่ทางด้านทิศตะวันตก

เมื่อ พ.ศ. 2524 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานบริเวณภูพระบาท ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ “ป่าเขือน้ำ” โดยขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าจากกรมป่าไม้จำนวน 3,430 ไร่ และได้ดำเนินการพัฒนาให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2535

2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

สภาพภูมิประเทศของภูพระบาทมีลักษณะเป็นโขดหินและเพิงผาที่กระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดจากการผุพังสลายตัวของหินทราย ซึ่งมีเนื้อหินที่แข็งแกร่งแตกต่างกัน ระหว่างชั้นของหินที่เป็นทรายแท้ๆ ซึ่งมีความแข็งแกร่งมาก กับชั้นที่เป็นทรายปนปูนซึ่งมีความแข็งแกร่งน้อยกว่า นานๆ ไปจึงเกิดเป็นโขดหิน และเพิงผารูปร่างแปลกๆ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,000 - 3,000 ปีมาแล้ว วิถีชีวิตของผู้คน ในสมัยนั้นดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่า และล่าสัตว์เป็นอาหาร เมื่อขึ้นมาพักค้างแรม อยู่บนโขดหินและเพิงผาธรรมชาติเหล่านี้ก็ได้ใช้เวลาว่างขีดเขียนภาพต่างๆ เช่น ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพฝ่ามือ ตลอดจนภาพลายเส้นสัญลักษณ์ต่างๆไว้บนผนังเพิงผาที่ใช้พักอาศัย ซึ่งปรากฏอยู่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นจำนวนมาก เช่น ที่ถ้ำวัว - ถ้ำคน และภาพเขียนสีโนนสาวเอ้ ซึ่งภาพเขียนสีบนผนังหินเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาให้ผู้คนในชั้นหลังค้นหาความหมายที่แท้จริงต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้พบหลักฐานทางวัฒนธรรมสมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 14-16 อยู่ด้วย อาทิ การดัดแปลงโขดหินให้เป็นศาสนสถาน โดยมีคติการปักใบเสมาหินขนาดใหญ่ล้อมรอบเอาไว้ และลักษณะของพระพุทธปฏิมาบางองค์ที่ถ้ำพระ ก็แสดงถึงอิทธิพลศิลปกรรมสมัยทวารวดีอย่างเด่นชัด ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 15 - 18 อิทธิพลของศิลปกรรมแบบเขมรได้เข้ามามีบทบาทในบริเวณนี้ด้วย เนื่องจากได้พบการสกัดหินเพื่อดัดแปลงพระพุทธรูปที่บริเวณถ้ำพระให้เป็นรูปพระโพธิสัตว์ หรือเทวรูปในศาสนาฮินดู โดยได้สลักส่วนของผ้านุ่งด้วยลวดลายที่งดงามยิ่ง

ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ 22 - 23 พื้นที่แถบอีสานตอนบนเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะที่อยู่ติดกับลำน้ำโขง ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมลาวหรือล้านช้าง จากการศึกษาพบว่า มีร่องรอยของงานศิลปกรรมสกุลช่างลาวอยู่บนภูพระบาท ดังเห็นได้จากพระพุทธรูปขนาดเล็กบริเวณถ้ำพระเสี่ยง แสดงถึงศิลปะสกุลช่างลาว ส่วนสถาปัตยกรรมในสมัยนี้ได้แก่ เจดีย์ร้าง (อุปโมงค์) ที่สันนิษฐานว่า เดิมอาจใช้สำหรับประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์อุรังคธาตุ

นอกจากภูพระบาทจะมีความสัมพันธ์กับคัมภีร์อุรังคธาตุแล้ว ผู้คนในท้องถิ่นยังได้นำเอาตำนานพื้นบ้าน หรือนิทานพื้นเมืองเรื่อง “อุสา - บารส” มาตั้งชื่อ และเล่าถึงสถานที่ต่างๆ บนภูพระบาทอย่างน่าสนใจด้วยเหตุนี้จึงพบว่า โบราณสถานต่างๆ บนภูพระบาทล้วนมีชื่อเรียกตามจินตนาการจากนิทานเรื่อง “อุสา - บารส” เป็นส่วนใหญ่ อาทิ หอนางอุสา กู่นางอุสา บ่อน้ำนางอุสา วัดลูกเขย วัดพ่อตา คอกม้าท้าวบารส

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทมีลักษณะที่แตกต่างจากอุทยานประวัติศาสตร์แห่งอื่นๆ ของกรมศิลปากรที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะนอกจากจะมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านนิเวศวิทยา เนื่องจากเป็นที่ตั้งของวนอุทยานภูพระบาทบัวบก ของกรมป่าไม้ ซึ่งมีพืชพรรณทั้งไม้ดอกและไม้ใบขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก

3. โบราณสถานสำคัญ

ภายในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ได้มีการสำรวจพบโบราณสถานแล้ว 68 แห่ง แบ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 45 แห่ง และสิ่งก่อสร้างที่ดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นศาสนสถาน 23 แห่ง โบราณสถานทั้งหมดตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะโบราณสถานที่น่าสนใจ และสามารถเข้าชมได้สะดวก ดังต่อไปนี้

3.1 หอนางอุสา

 “หอนางอุสา” ถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท มีลักษณะเป็นโขดหินคล้ายรูปเห็ดอยู่บนลาน เดิมเกิดจากการกระทำตามธรรมชาติ ต่อมาคนได้ดัดแปลงโดยการก่อหินล้อมเป็นห้องขนาดเล็กเอาไว้ที่เพิงหินด้านบน มีใบเสมาหินขนาดกลางและขนาดใหญ่ปักล้อมรอบโขดหิน แสดงว่า บริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลแล้ว

3.2 ถ้ำพระ

 “ถ้ำพระ” เดิมคงเป็นเพิงหินขนาดใหญ่ ที่เกิดจากก้อนหินขนาดใหญ่วางทับซ้อนกันตามธรรมชาติ ต่อมา คนได้สกัดหินก้อนล่าง ออกจนกลายเป็นห้องขนาดใหญ่ รวมไปถึงสลักรูปพระพุทธปฏิมาเอาไว้ในห้องอีกด้วย นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยของหลุมเสาด้านนอกเพิงหินเรียงอยู่เป็นแนวในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงสันนิษฐานว่า เดิมอาจมีการต่อหลังคาเครื่องไม้ออกมาด้านนอก ทำ ให้หลังคาเพิงหินก้อนบนทรุดตัวพังทลาย และส่วนหนึ่งได้ล้มทับพระพุทธปฏิมาจนชำรุดเสียหายไปด้วย

3.3 ถ้ำวัว - ถ้ำคน

มีลักษณะเป็นเพิงหินขนาดใหญ่วางทับซ้อนกัน ทำให้เกิดเป็นชะง่อนหิน ที่สามารถใช้หลบแดดหลบฝนอยู่ทางด้านล่างของเพิง ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของเพิงหิน พบภาพเขียนรูปสัตว์และรูปคน จึงเรียกว่า “ถ้ำวัว - ถ้ำคน”

3.4 แหล่งภาพเขียนสีโนนสาวเอ้

แหล่งภาพเขียนสีโนนสาวเอ้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระพุทธบาทบัวบก บริเวณนี้พบแหล่งภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์บนผนังเพิงหินอยู่ 2 จุด จุดแรกได้แก่ “โนนสาวเอ้ 1” ซึ่งเป็นโขดหินขนาดใหญ่อยู่กลางลานหิน ภาพเขียนสีบนผนังเขียนด้วยสีแดงคล้ำ เป็นลายเส้นรูปต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีลายเส้นเขียนด้วยสีขาว เป็นภาพช้าง หงส์ และม้า ซึ่งจากฝีมือที่ปรากฏสันนิษฐานว่า เป็นงานที่เขียนขึ้นในสมัยหลัง ถัดจากโนนสาวเอ้ 1 ออกไปประมาณ 5 เมตร เป็นที่ตั้งของแหล่งภาพเขียนสี “โนนสาวเอ้ 2” ซึ่งปรากฏภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นกัน บนผนังเพิงหินด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ภาพเขียนสีที่พบได้แก่ ภาพลายเส้นคู่ขนานต่อกันเป็นรูปหลายเหลี่ยม ภาพวงกลมคล้ายลายก้านขด ภาพลายเส้นคล้ายสัตว์ที่มี 4 ขา

อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นแหล่งรวบรวมสิ่งสำคัญ ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม และทางด้านธรรมชาติเข้าด้วยกัน มานานนับเป็นพันปี จึงเป็นมรดกสำคัญที่ ชนชาวไทยควรจะต้องช่วยกันรักษาให้คงไว้ตลอดไป

 

ที่มา: 

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. “อุทยานประวัติศาสตร์ในประเทศไทย.” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 29. (ออนไลน์), 2548. เข้าถึงเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2548. แหล่งที่มา http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=29&chap=4&page=cha...