ปราสาทขอมในประเทศไทย

1. ความหมาย ที่มาของรูปแบบ คติการสร้าง และความสำคัญของปราสาทขอม

1.1 ความหมาย

คำว่า “ปราสาท” (Prasada) มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต หมายถึง อาคารที่มีส่วนกลางเป็นห้องเรียกว่า “ห้องครรภคฤหะ” หรือ “เรือนธาตุ”  และมีหลังคาเป็นชั้นซ้อนกันหลายชั้นเรียกว่า “เรือนชั้น” หลังคาแต่ละชั้นนั้น เป็นการย่อส่วนของปราสาท โดยนำมาซ้อนกันในรูปของสัญลักษณ์ แทนความหมายของเรือนฐานันดรสูง อันเป็นที่สถิตของเหล่าเทพเทวดา ดังนั้น ปราสาทจึงหมายถึง อาคารที่เป็นศาสนสถาน เพื่อประดิษฐานรูปเคารพ และการทำพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ใช่พระราชมณเฑียร อันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีความแตกต่างในเรื่องของวัสดุ กล่าวคือ ปราสาทที่เป็นศาสนสถานนั้น สร้างด้วยวัสดุ ที่มั่นคงแข็งแรงประเภทอิฐหรือหิน ส่วนพระราชมณเฑียร ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ สร้างด้วยไม้ทั้งสิ้น

 “ปราสาทขอม” หมายถึง อาคารทรงปราสาทที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมขอม หรือเขมรโบราณ เพื่อใช้เป็นศาสนสถานในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งในศาสนาฮินดู และพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ส่วนคำว่า “ปราสาทขอมในประเทศไทย” นั้น หมายถึง อาคารทรงปราสาทในวัฒนธรรมขอม ที่พบในดินแดนไทยในปัจจุบัน ซึ่งดินแดนเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรขอม รวมทั้งบางส่วนได้มีการรับอิทธิพลทางศาสนา และงานศิลปกรรมขอมมาสร้าง โดยคนในท้องถิ่น แต่เดิมมักเรียกงานศิลปะของวัฒนธรรมขอมในประเทศไทยว่า “ศิลปะลพบุรี” เนื่องจากเชื่อว่า เมืองลพบุรี เคยเป็นเมืองศูนย์กลางของขอมในประเทศไทย ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 และมีลักษณะของงานศิลปกรรมบางอย่าง ที่แตกต่างจากศิลปะขอม แต่ในปัจจุบันนิยมเรียกว่า “ศิลปะขอมที่พบในประเทศไทย” เพราะเป็นคำรวมที่ครอบคลุมพื้นที่และระยะเวลามากกว่า กล่าวคือ  พื้นที่ของประเทศไทย ที่รับวัฒนธรรมขอมอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12 - 18

1.2 ที่มาของรูปแบบ

อาคารทรงปราสาทที่ใช้เป็นศาสนสถานในวัฒนธรรมขอมนั้น มีที่มาจากอินเดีย กล่าวคือ ชาวอินเดียได้สร้างปราสาทขึ้น เพื่อประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนา เรียกว่า เทวาลัย โดยสร้างเป็นอาคารที่มีหลังคาซ้อนชั้นขึ้นไปหลายชั้น แต่ละชั้นมีการ ประดับอาคารจำลอง สามารถแยกออกเป็น 2 สายวัฒนธรรม ได้แก่ อินเดียภาคเหนือ เรียกว่า “ทรงศิขร” (สิ-ขะ-ระ) คือ ปราสาทที่มีหลังคารูปโค้งสูง ส่วนในอินเดียภาคใต้ เรียกว่า “ทรงวิมาน” คือ ปราสาทที่มีหลังคาซ้อนเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมักประดับอาคาร จำลองจากรูปแบบของปราสาทขอม ในระยะแรกเชื่อกันว่า ได้รับอิทธิพลของทรงศิขร จากอินเดียภาคเหนือ ส่วนทรงวิมานนั้น ส่งอิทธิพลมายังศิลปะชวา ต่อมาภายหลังช่างขอมได้นำเอารูปแบบทั้ง 2 สายวัฒนธรรม มาผสมผสานกัน จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของตัวเองขึ้น

1.3 คติการสร้าง

การสร้างอาคารทรงปราสาทมาจากคติความเชื่อของชาวอินเดียที่ว่า เทพเจ้าทั้งหลายสถิตอยู่ ณ เขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนกลางของจักรวาล ซึ่งอยู่บนสวรรค์ การสร้างปราสาทจึงเปรียบเสมือนการจำลองเขาพระสุเมรุมายังโลกมนุษย์ เพื่อเป็นที่สถิตของเทพเจ้า   และมีการสร้างรูปเคารพของเทพเจ้าขึ้น เพื่อประดิษฐานไว้ภายใน โดยตัวปราสาทมีสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้แทนความหมายของเขาพระสุเมรุ เช่น มีปราสาทประธานตรงกลาง มีปราสาทบริวารล้อมรอบ ถัดออกมามีสระน้ำ และกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง การที่ทำหลังคาปราสาทเป็นเรือนซ้อนชั้นก็หมายถึง สวรรค์หรือวิมานของเทพเทวดานั่นเอง ด้วยเหตุที่เป็นการจำลองจักรวาลมาไว้บนโลกมนุษย์ และเป็นที่สถิตของเทพเจ้า จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ ตามที่กำหนดไว้ในคัมภีร์ทางศาสนาอย่างเคร่งครัด ตัวปราสาทจึงมีขนาดใหญ่โต และใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน

1.4 ความสำคัญ

ด้วยเหตุที่ปราสาทขอมคือ ศูนย์กลางของจักรวาล ดังนั้น ตัวปราสาท และเขตศาสนสถานจึงถือว่า เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และใช้ในความหมายที่เป็นศูนย์กลางของเมืองหรือชุมชน ปราสาทเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ และใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งในศาสนาฮินดูจะมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธี เช่น การสรงน้ำรูปเคารพที่อยู่ภายในห้องครรภคฤหะ น้ำที่สรงแล้วจะไหลออกมาทางท่อน้ำเรียกว่า ท่อโสมสูตร ซึ่งต่อออกมาภายนอกตัวปราสาท เพื่อที่ชาวบ้านจะได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ไปใช้ นอกเหนือจากปราสาทที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนแล้ว การสร้างสระน้ำและบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ก็เป็นส่วนหนึ่งของปราสาท เพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำ สำหรับชุมชน ในการอุปโภคบริโภค ดังนั้น การสร้างปราสาทจึงเป็นภาระสำคัญของพระมหากษัตริย์ ที่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ต้องสร้างขึ้น เพื่ออุทิศให้แก่บรรพบุรุษ หรือให้แก่พระองค์เอง และสร้างบารายให้แก่ประชาชน การสร้างปราสาทที่มีขนาดใหญ่จึงแสดงให้เห็นถึงบุญบารมี และพระราชอำนาจของกษัตริย์แต่ละพระองค์ด้วย

 

2. ความเกี่ยวเนื่องระหว่างปราสาทกับศาสนา

โดยทั่วไปศาสนสถานในศิลปะขอม จะสร้างขึ้น เนื่องในศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงบางแห่ง หรือบางสมัยเท่านั้น ที่สร้างขึ้น เนื่องในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เช่น ปราสาทที่สร้างขึ้นในศิลปะแบบบายนทั้งหมด เพราะในขณะนั้น มีการเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานแล้ว วิธีสังเกตว่า ศาสนสถานแห่งนั้นๆ สร้างขึ้น เนื่องในศาสนา และลัทธิใด ดูได้จากรูปเคารพ ที่ประดิษฐานภายในปราสาทประธานเป็นสำคัญ ถ้าไม่ปรากฏรูปเคารพ ให้ดูได้จากภาพเล่าเรื่องบนทับหลัง โดยเฉพาะทับหลังประดับด้านหน้าของห้องครรภคฤหะ จะเป็น ตัวบอกได้ดีที่สุด ในส่วนของปราสาทที่สร้างขึ้นในศาสนาฮินดูแยกออกเป็น 2 ลัทธิ ได้แก่ "ไศวนิกาย" คือ การบูชาพระอิศวร หรือพระศิวะเป็นใหญ่ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง และ "ไวษณพนิกาย" คือ การบูชาพระนารายณ์ หรือพระวิษณุเป็นใหญ่ เช่น ปราสาทนครวัด ส่วนปราสาทหินพิมาย และกลุ่มปราสาทรุ่นหลัง ในศิลปะแบบบายน ที่พบทางภาคกลางของประเทศไทยทั้งหมดนั้น สร้างขึ้น เนื่องในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน เช่น พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

 

3. วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง

การสร้างปราสาทในวัฒนธรรมขอมจะใช้วัสดุประเภทไม้ อิฐ หิน (ส่วนใหญ่ เป็นหินทราย) และศิลาแลงในการก่อสร้าง

ไม้

ถือเป็นวัสดุพื้นฐานที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารโดยทั่วไป จากหลักฐานการสร้างปราสาทที่ใช้เป็นศาสนสถานในอินเดีย ระยะเริ่มแรกนั้นสร้างด้วยไม้ แต่ไม้เป็นวัสดุที่ผุพังได้ง่าย จึงไม่เหลือหลักฐานให้ศึกษา ต่อมาจึงก่อด้วยอิฐหรือหิน แต่ก็ยังสังเกตได้ว่า อาคารหรือลวดลายในระยะแรกนั้น มักสร้างหรือสลักเลียนแบบเครื่องไม้ อาคารในวัฒนธรรมขอมก็เช่นเดียวกัน ระยะแรกพบว่า สร้างเลียนแบบเครื่องไม้     องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมบางอย่างใช้ไม้เป็นส่วนประกอบ เช่น กรอบประตู ประตู หน้าต่าง เพดาน รวมทั้งโครงหลังคาที่เป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องก็มี

อิฐ

เป็นวัสดุที่ใช้สร้างปราสาทขอมในระยะแรกเริ่ม ได้แก่ สมัยก่อนเมืองพระนคร ถึงสมัยเมืองพระนครตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 12 - 14)  ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จึงเริ่มมีความนิยมสร้างปราสาทด้วยหินทราย วิธีการก่ออิฐในปราสาทขอมนั้น จะมีลักษณะเฉพาะคือ ใช้อิฐขนาดเล็ก การก่อเป็นแบบไม่สอปูน มีการขัดแผ่นอิฐก่อนนำมาเรียง ต่อกันแน่นจนแทบเป็นแผ่นเดียวกัน โดยสันนิษฐานว่า เชื่อมด้วยยางไม้ เสร็จแล้วจะขัดผิวอิฐจนเรียบ ในส่วนที่ต้องการลวดลายจะสลักลงไปบนเนื้ออิฐส่วนหนึ่ง และอีกส่วน หนึ่งจะปั้นปูนทับลงไป ปราสาทที่สร้างด้วยอิฐมีส่วนที่ใช้หินประกอบด้วย ได้แก่ ส่วนของกรอบประตู เสา และทับหลัง

หิน

ที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ หินทราย เพราะเป็นวัสดุที่มีความมั่นคงแข็งแรง หาได้ง่าย สลักลวดลายง่าย และมีความงดงาม จึงได้รับความนิยมนำมาสร้างปราสาทขอมมากที่สุด การนำวัสดุประเภทหินมาใช้สร้างปราสาทนั้น ช่างขอมรู้จักมาแล้วตั้งแต่ในยุคแรกเริ่ม เช่นเดียวกับอิฐ  แต่ในระยะแรก นำมาใช้ประกอบ เพื่อความมั่นคงแข็งแรง เช่น ทำเป็นส่วนฐานอาคาร เสา กรอบประตู ทับหลัง การสร้างปราสาทด้วยหินทรายเริ่มได้รับความนิยมในสมัยเมืองพระนครตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา จนหมดสมัยที่รุ่งเรืองแห่งอาณาจักรขอมใน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 หลังจากนั้นจึงกลับมาใช้วัสดุที่เป็นอิฐและเครื่องไม้อีกครั้งหนึ่ง

อาคารที่สร้างด้วยหินไม่ใช้ตัวเชื่อม เช่นเดียวกับอิฐ แต่จะใช้น้ำหนักของหินเป็นตัวยึดกันเอง มีส่วนที่ใช้ตัวยึดอยู่บ้างตรงมุมปราสาท โดยจะใช้เหล็กรูปตัวไอ (I) หรือตัวที (T) ฝังไว้ภายใน วิธีการก่อสร้าง คือ จะนำหินที่โกลนเป็นเค้าโครงเรียงซ้อนกันขึ้นไปก่อน แล้วจึงสลักรายละเอียดของลวดลายต่างๆ ในภายหลัง

ศิลาแลง

เป็นวัสดุที่มีความคงทนและ แข็งแรง เมื่ออยู่ใต้ดินจะอ่อนตัวสามารถตัด เป็นรูปทรงที่ต้องการได้ง่าย แต่เมื่อสัมผัส กับอากาศแล้วจะแข็งตัว ไม่สามารถตกแต่งเป็นรูปทรงได้ ดังนั้น จึงนิยมใช้ศิลาแลงมาทำเป็นส่วนฐานของอาคาร เพราะสามารถรับ น้ำหนักได้ดี อย่างไรก็ตาม การนำศิลาแลง มาใช้สร้างปราสาททั้งหลังได้เกิดขึ้นในศิลปะ แบบบายนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 โดยพบในประเทศไทยทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง จนถือเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง ของวัฒนธรรมขอมศิลปะแบบบายนที่พบในประเทศไทย เหตุที่ในสมัยนี้นิยมใช้ศิลาแลง อาจเป็นเพราะว่า เป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นและสามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคของการสร้างอาคารด้วยศิลาแลงคือ การตัดมาทั้งก้อนตามขนาดที่ต้องการ นำมาวางซ้อนกัน ฉาบปูนทับ และปั้นลายปูนปั้น ประดับส่วนต่างๆ ให้สวยงาม

 

4. แผนผัง รูปแบบ และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

4.1 แผนผังและรูปแบบ

ปราสาทขอมจะมีการออกแบบการก่อสร้างอย่างมีระเบียบ เนื่องจากคติการสร้างดังกล่าวแล้วข้างต้น โดยทั่วไปจะมีแผนผัง 2 แบบ แบบแรกคือ แผนผังแบบล้อมรอบจุดศูนย์กลาง ซึ่งมีปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยระเบียงคด อาจมีสระน้ำและกำแพง ล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ส่วนใหญ่ ได้แก่ ศาสนสถานที่สร้างอยู่บนพื้นราบ เช่น ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทหินพิมาย ส่วนแผนผังแบบที่ 2 คือ แผนผังแบบตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง ได้แก่ ศาสนสถานที่อยู่บนภูเขา มีบันไดทางเดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นระยะๆ นำขึ้นไปสู่ปราสาทประธานที่อยู่บนยอดเขา เช่น ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเขาพระวิหาร

รูปแบบของปราสาทขอมที่สมบูรณ์นั้น จะประกอบด้วยกำแพงล้อมรอบศาสนสถาน ตรงกลางกำแพงมีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน เรียกว่า "โคปุระ" ถัดเข้าไปมีสระน้ำ อาจเป็นรูปคล้ายตัวซี (C) ในกรณีที่มีทางเข้า 2 ทาง หรือรูปคล้ายตัวแอล (L) ในกรณีที่มีทางเข้า 4 ทาง จนถึงกำแพงชั้นในที่ล้อมรอบปราสาทประธาน ซึ่งเรียกว่า "ระเบียงคด" โดยมีโคปุระทั้ง 4 ด้านเช่นเดียวกัน ภายในระเบียงคด เป็นที่ตั้งของปราสาทประธาน ซึ่งอาจเป็นปราสาทหลังเดียวโดดๆ หรือเป็นปราสาทหมู่ 3 หลัง 5 หลัง หรือ 6 หลัง ก็ได้ อาจมีอาคารขนาดเล็กมีผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่เรียกว่า "บรรณาลัย" เป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ อยู่ด้านหน้าปราสาทประธานปราสาทขนาดใหญ่ เช่น ปราสาทหินพิมาย และปราสาทพนมรุ้ง จะมีส่วนที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ "ทางดำเนิน" มักประดับด้วยเสา ตั้งเป็นแนวตลอดทางเดินเรียกว่า เสานางเรียง หรือเสานางจรัล มี  "สะพานนาคราช" ซึ่งมีผังเป็นรูปกากบาท ราวสะพานทำเป็นลำตัวของพญานาค 5 เศียร หันหน้าออกแผ่พังพาน ทั้ง 4 ทิศ เปรียบเสมือนเป็นทางเดินเชื่อม ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ หากเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนภูเขา จะมีทางเดินเป็นขั้นบันได ทอดขึ้นไปสู่บริเวณที่ตั้งของปราสาทประธาน

4.2 องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

ส่วนฐาน

โดยทั่วไปแล้วปราสาทขอม มักตั้งอยู่บนฐานบัวเตี้ยๆ ต่อมาในสมัยของศิลปะแบบบายน ฐานบัวนี้ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า "ฐานบัวลูกฟัก" หมายถึง ฐานบัวที่มีการประดับท้องไม้ด้วยแถบสี่เหลี่ยมคล้ายกับลูกฟัก

ส่วนกลาง

ได้แก่ ส่วนของอาคารทรงสี่เหลี่ยม ภายในเป็นห้องประดิษฐานรูปเคารพ เรียกว่า "ห้องครรภคฤหะ" (หรือเรือนธาตุ) ส่วนนี้จะทำเป็นอาคารเพิ่มมุม เพื่อจะออกมุข และรับกับซุ้มประตูทางเข้า ด้านหน้าของห้อง ครรภคฤหะมีที่ยื่นออกมาเรียกว่า มณฑป มีตัวเชื่อมส่วนนี้เรียกว่า อันตราละ (มุขกระสัน) ส่วนของประตูมีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่

- เสาติดผนัง คือ วงกบกรอบประตู เป็นเสาสี่เหลี่ยมรองรับน้ำหนักของส่วนบน  นิยมสลักลวดลายอย่างงดงาม เช่น ลายก้านต่อดอก

- เสาประดับกรอบประตู จะอยู่ด้านหน้าวงกบกรอบประตู ทำขึ้น เพื่อการประดับตกแต่งมากกว่าการรับน้ำหนัก ดังนั้น ตัวเสาประดับกรอบประตูจึงใช้เป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่ง ในการกำหนดอายุของศาสนสถานแห่งนั้นๆ ตามหลักของวิวัฒนาการทาง ศิลปะ เช่น ในระยะแรกจะเป็นเสากลมแบบ อินเดีย ต่อมาทำเป็นเสาแปดเหลี่ยม รวมทั้งการแบ่งส่วนของเสาและการสลักลวดลาย ก็บอกถึงวิวัฒนาการได้เช่นกัน

- ทับหลัง หมายถึง แท่งหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่อยู่เหนือกรอบประตูทางเข้า ในลักษณะเดียวกับขื่อ เพื่อรับน้ำหนักของชั้นหลังคา ทับหลังมี 2 ประเภท คือ ทับหลังจริง ซึ่งอยู่ชั้นใน ทำหน้าที่รับน้ำหนักชั้นหลังคาอย่างแท้จริง และทับหลังประดับ ซึ่งอยู่ชั้นนอก เป็นงานประดับสถาปัตยกรรม ซึ่งนิยมสลักลวดลาย และภาพเล่าเรื่องต่างๆ ทับหลังจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ในการกำหนดอายุศาสนสถานแห่งนั้น และเป็นตัวบอกได้ว่า ศาสนสถานนั้นสร้างขึ้นในศาสนาและลัทธิใด โดยเฉพาะชิ้นที่สำคัญที่สุด ได้แก่ ทับหลังที่อยู่ด้านหน้าของห้องครรภคฤหะ เหตุที่เชื่อว่า ทับหลังใช้เป็นตัวกำหนดอายุได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่จะสร้างขึ้น พร้อมกับตัวปราสาท และสลักด้วยศิลา จึงเป็นสิ่งที่คงทนถาวร รวมทั้งมีภาพเล่าเรื่อง และลวดลายประดับ ที่สามารถบอกวิวัฒนาการได้เป็นอย่างดี

- หน้าบัน คือ ส่วนของหลังคา รูปทรงสามเหลี่ยมเหนือทับหลัง ในลักษณะเดียวกับหน้าจั่ว ตัวกรอบหน้าบันนิยมทำเป็นตัวนาค และเศียรนาค เรียกว่า ซุ้มโค้งเข้าโค้งออกแบบขอม ตัวหน้าบันนิยมสลักลวดลาย และภาพเล่าเรื่อง โดยทั่วไปจะสัมพันธ์กับภาพเล่าเรื่องบนทับหลัง ซึ่งใช้เป็นตัวบอกอายุสมัย และบ่งบอกว่า เป็นศาสนสถานในศาสนาและลัทธิใด ด้วยเช่นกัน

ส่วนยอด

ได้แก่ ส่วนยอดของปราสาทเหนือส่วนเรือนธาตุขึ้นไป ที่ทำเป็นหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกัน เรียกว่า "ชั้นวิมาน" หรือ "ชั้นบัญชร" โดยทั่วไปจะมี 5 ชั้น แต่ละชั้นมีนาคปัก หมายถึง หัวพญานาคประดับที่มุมประธาน แต่ละด้านประดับด้วย  "บันแถลง" หมายถึง รูปจั่ว หรือซุ้มหน้าต่าง เป็นรูปสัญลักษณ์ของวิมานซึ่งเป็นที่สถิตของเทวดา ส่วนยอดสุดเป็นรูปกลีบบัวเรียก บัวทรงคลุ่ม รองรับส่วนยอดที่เรียกชื่อว่า กลศ (กะ-ละ-สะ) มีรูปร่างคล้ายหม้อน้ำเทพมนตร์ในศาสนาฮินดู

 

5. ปราสาทขอมและพัฒนาการในดินแดนไทย

ในการศึกษาศิลปะขอมในประเทศไทย ได้ใช้การเรียกชื่อศิลปะอย่างเดียวกับศิลปะขอมในประเทศกัมพูชาเป็นหลัก ซึ่งในการกำหนดอายุของปราสาทขอมนั้นได้แบ่งออกเป็น 2 สมัยใหญ่ๆ ได้แก่ สมัยก่อนเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 11 - 14) และสมัยเมืองพระนคร (พุทธศตวรรษที่ 14 - 18) และแบ่งออกเป็นสมัยย่อยเรียกเป็นชื่อศิลปะแบบต่างๆ รวม 14 แบบ ดังนี้

ก. สมัยก่อนเมืองพระนคร

            1. ศิลปะแบบพนมดา ราว พ.ศ. 1100 - 1150

            2. ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุก ราว พ.ศ. 1150 - 1200

            3. ศิลปะแบบไพรกเมง ราว พ.ศ. 1180 - 1250

            4. ศิลปะแบบกำพงพระ ราว พ.ศ. 1250 - 1350

ข. สมัยเมืองพระนคร

            5. ศิลปะแบบกุเลน ราว  พ.ศ. 1370 - 1420

            6. ศิลปะแบบพระโค ราว  พ.ศ. 1420 - 1440

            7. ศิลปะแบบบาแค็ง ราว  พ.ศ. 1440 - 1470

            8. ศิลปะแบบเกาะแกร์ ราว  พ.ศ. 1465 - 1490

            9. ศิลปะแบบแปรรูป ราว  พ.ศ. 1490 - 1510

            10. ศิลปะแบบบันทายสรี ราว พ.ศ. 1510 - 1550

            11. ศิลปะแบบคลัง (หรือเกลียง) ราว พ.ศ. 1550 - 1560

            12. ศิลปะแบบบาปวน ราว  พ.ศ. 1560 - 1630

            13. ศิลปะแบบนครวัด ราว  พ.ศ. 1650 - 1720

            14. ศิลปะแบบบายน ราว  พ.ศ. 1720 – 1780

5.1 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 14

ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 14 ซึ่งตรงกับศิลปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร และร่วมสมัยกับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย อันเป็นสมัยแรกที่เริ่มปรากฏหลักฐานการรับศาสนาจากอินเดีย ในระยะแรกนี้ สิ่งปลูกสร้างที่เป็นปราสาทนั้นแทบจะไม่เหลือหลักฐานไว้ให้ศึกษาเลย เนื่องจากปราสาทในสมัยนี้ส่วนใหญ่ก่อด้วยอิฐ จึงพังทลายไปตามกาลเวลา ยกเว้นเพียงชิ้นส่วนที่เป็นหิน เช่น ทับหลัง หน้าบัน และเสาประดับกรอบประตูเท่านั้นที่ยังคง ปรากฏอยู่ มีปราสาทที่ยังหลงเหลือหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์อยู่เพียงหลังเดียวเท่านั้น คือ ปราสาทภูมิโพน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ที่สามารถศึกษารูปแบบได้

หลักฐานที่พบในช่วงนี้จะอยู่ในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดจันทบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ความสำคัญของภาคตะวันออกนั้น นอกจากเป็นดินแดนที่รับอารยธรรมจากภายนอกในระยะแรกแล้ว ยังเป็นจุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรม เช่น มีความสัมพันธ์กับทางภาคใต้ และแสดงการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างทวารวดีภาคกลาง กับศิลปะขอมสมัยก่อนเมืองพระนคร หน้าบันหลายชิ้นที่พบที่วัดทองทั่ว ซึ่งปัจจุบัน ชิ้นหนึ่งจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร อีก 2 ชิ้นเก็บรักษาไว้ที่วัดทองทั่ว และวัดบน บริเวณเขาพลอยแหวน จังหวัดจันทบุรี หน้าบันดังกล่าว มีความสัมพันธ์กับศิลปะ ที่พบบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี ทางตอนเหนือของประเทศกัมพูชา และทางตอนใต้ของประเทศลาว หลักฐานที่พบอีกชิ้นหนึ่งคือ ทับหลัง ซึ่งพบที่ปราสาทเขาน้อย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว กำหนดอายุอยู่ในศิลปะแบบไพรกเมง

ในด้านประติมากรรม ได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญเป็นรูปเทวสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นพระอุมาเทวี พบที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด จัดเป็นประติมากรรมรุ่นเก่าสุด ที่พบในประเทศไทย ตรงกับสมัยสมโบร์ไพรกุก (ราวพุทธศตวรรษที่ 12) โดยดูจากการนุ่งผ้ายาวและมีจีบหน้านาง ยกเป็นริ้วตามธรรมชาติ คาดเข็มขัดที่ส่วนหัวเป็นรูปไข่ ใกล้เคียงกับศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ จนถึงสมัยหลังคุปตะเป็นอย่างมาก

ประติมากรรมเนื่องในศาสนาฮินดูอีกจำนวนหนึ่ง ที่พบในแถบจังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ ศิวลึงค์ และพระนารายณ์ โดยเฉพาะพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกนั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับศิลปะ ที่พบทางภาคใต้ และที่เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย

นอกจากนี้ยังได้พบหลักฐานที่สำคัญคือ ร่องรอยของปราสาทแบบสมโบร์ไพรกุก บริเวณแก่งสะพือ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมประติมากรรมหินทราย ที่สำคัญคือ ทับหลัง หรือหน้าบัน ที่วัดสุปัฏนาราม ซึ่งกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 อีกชิ้นหนึ่งพบที่วัดสระแก้วใกล้กับแก่งสะพือ จัดอยู่ในศิลปะแบบไพรกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 13 จากลักษณะลวดลายแสดงว่า มีความสัมพันธ์กับงานประติมากรรมทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย

ปราสาทภูมิโพน (ภูมิโปน)

จังหวัดสุรินทร์ อยู่ที่ตำบลดม อำเภอสังขะ เชื่อกันว่า เป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมขอมสมัยก่อนเมืองพระนครที่เก่าที่สุด ในประเทศไทย ที่ยังเหลือหลักฐานอยู่ จัดเป็นศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกต่อไพรกเมง ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 โดยดูจากระบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่มีแบบแผนของศิลปะขอม ก่อนเมืองพระนคร เช่น การมีเสาประดับมุม ซึ่งต่างจากสมัยหลังเมืองพระนครที่มีการเพิ่มมุม รวมทั้งมีการประดับปราสาทจำลองตรงส่วนของเหนือกรอบประตูแต่ละด้าน และที่มุมหลังคาในแต่ละชั้น ในขณะที่สมัยหลังเมืองพระนครจะเปลี่ยนจากปราสาทจำลอง มาเป็นบันแถลงแล้ว นอกจากนี้การประดับทับหลังที่มีส่วนวงโค้งรูปเกือกม้ากับหน้าบัน ก็เป็นงานในลักษณะที่ใกล้เคียงกับศิลปะของประเทศอินเดีย   รวมทั้งลวดลายที่หน้าบันที่เหลืออยู่ ก็มีความสัมพันธ์อย่างมากกับศิลปะทวารวดีในภาคกลาง และในอินเดียสมัยคุปตะ ที่ปราสาทภูมิโพนยังพบอาคารขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า และทับหลังชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่แสดงลวดลายสิงห์ ที่มีปากเป็นนก มีวงโค้ง 4 วง ประดับรูปเหรียญ 3 วง อันเป็นลักษณะของทับหลัง ศิลปะแบบสมโบร์ไพรกุกต่อไพรกเมง เป็นหลักฐานสำคัญ ในการกำหนดอายุศาสนสถานแห่งนี้

5.2 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 14 - 15

ในช่วงระยะเวลานี้จัดเป็นช่วงแรกของศิลปะขอมสมัยเมืองพระนคร ซึ่งเป็นศิลปะแบบพระโค บาแค็ง เกาะแกร์ และแปรรูป ตามลำดับ หลักฐานปราสาทขอมในช่วงเวลานี้ ที่พบในประเทศไทยมีน้อยมาก และส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพัง เพราะเป็นปราสาทที่ก่อด้วยอิฐ การกำหนดอายุทำได้ค่อนข้างยาก สิ่งที่สามารถกำหนดอายุได้ดีที่สุดคือ ทับหลัง รวมทั้งอาจมีศิลาจารึกที่กล่าวถึงการก่อสร้างไว้ด้วย ตัวอย่างปราสาท ที่จัดอยู่ในช่วงระยะเวลานี้ ได้แก่ ปราสาทสระเพลง ปราสาทโนนกู่ ปราสาทเมืองแขก ที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทสังข์ศิลป์ชัย ที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ และปรางค์แขก ที่อำเภอเมืองฯ จังหวัดลพบุรี ส่วนแหล่งอื่นๆ พบเฉพาะทับหลัง แต่องค์ปราสาทพังทลายไปหมดแล้ว เช่น ทับหลังที่พบในบริเวณเทวสถานพระนารายณ์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครราชสีมา เป็นศิลปะแบบพระโค ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15

หลักฐานจากปราสาทพนมวัน อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครราชสีมา น่าจะเป็นแหล่งหนึ่งที่เคยมีปราสาทขอม ในช่วงระยะเวลานี้ เพราะได้พบทับหลัง และจารึก ที่กรอบประตู กล่าวถึงพระนามของกษัตริย์เขมร 2 พระองค์ คือ พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1420 - 1432) และพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1432 - 1443) โดยทับหลังชิ้นหนึ่งเป็นศิลปะแบบพระโค และอีกชิ้นหนึ่งเป็นศิลปะแบบบาแค็ง สำหรับศิลปะแบบเกาะแกร์ ได้พบหลักฐานทับหลังหลายชิ้นจากปราสาทหลายแห่ง เช่น ที่ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา และที่ปราสาทสังข์ศิลป์ชัย อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานสำคัญแห่งหนึ่ง เป็นฐานปราสาทขนาดเล็กที่ก่อด้วยอิฐ บริเวณปราสาทพนมรุ้ง จากลวดลายบนเสาประดับกรอบประตูและศิลาจารึก แสดงให้เห็นว่า บริเวณนี้เคยมีการสร้างปราสาทมาแล้วก่อนที่จะสร้างปราสาทพนมรุ้งขึ้นในภายหลัง

ปรางค์แขก จังหวัดลพบุรี

อยู่ที่อำเภอเมืองฯ นับเป็นหลักฐานปราสาทขอมในภาคกลางที่สำคัญ และเหลืออยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ศาสนสถานแห่งนี้เป็นปราสาทอิฐ 3 หลัง โดยมีปราสาทหลังกลางที่มีขนาดใหญ่เป็นประธาน จากลักษณะทางสถาปัตยกรรม แสดงให้เห็นถึงวิธีการก่อสร้าง ที่สืบทอดมาจากในสมัยก่อนเมืองพระนคร กล่าวคือ เป็นปราสาทที่ก่ออิฐแบบไม่สอปูน และยังไม่มีการเพิ่มมุมชัดเจน ในขณะที่ในสมัยหลังจะทำเป็นแบบเพิ่มมุมแล้ว การเข้ากรอบประตูศิลา ยังเลียนแบบเครื่องไม้ คือ มีลักษณะเป็นเสาติดผนังปรากฏอยู่ แต่ที่ศาสนสถานแห่งนี้ไม่ได้พบหลักฐานอื่นๆ เช่น ทับหลัง หรือลวดลาย ที่จะสามารถกำหนดอายุได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ที่ปรางค์แขกยังแสดงถึงความเป็นศิลปะพื้นเมืองที่ต่างไปจากศิลปะของขอมคือ    การประดับลายปูนปั้นที่ฐานสูงขึ้นอย่างมาก และเครื่องบนหลังคาก็เพิ่มมุมมากยิ่งขึ้น อันเป็นต้นเค้าของปราสาท และปรางค์ที่มียอดเป็นทรงพุ่มในระยะต่อมา สันนิษฐานว่า ปราสาทนี้อยู่ในช่วงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 15  และจัดเป็นปราสาทขอมที่เก่าที่สุด ในภาคกลางของประเทศไทย

5.3 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17

ในช่วงระยะเวลานี้ตรงกับศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวน และแบบนครวัด ได้พบปราสาทขอม ในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น ปราสาทพนมวัน และปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทกู่สวนแตง ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทบ้านพลวง และปราสาทศีขรภูมิ ที่จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่จังหวัดศรีสะเกษ ปราสาทกู่กาสิงห์  ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ปราสาทสด็อกก็อกธม ที่จังหวัดสระแก้ว

รูปแบบและแผนผังของปราสาทในช่วงระยะเวลานี้ มีระเบียบแบบแผนเดียวกับปราสาทในกัมพูชา สมัยเมืองพระนคร และเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่จัดเป็นศาสนสถานประจำเมือง มีโครงสร้างที่สำคัญ คือ ปราสาทประธานที่อยู่ตรงกลางอาจมีหลังเดียว เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง หรือเป็นหมู่ 3 หลัง 5 หลัง หรือ 6 หลัง เช่น ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ปราสาทศีขรภูมิ

การกำหนดอายุของปราสาทในช่วงระยะเวลานี้ พิจารณาจากแผนผังของอาคารโดยรวม รวมทั้งรูปแบบของปราสาท เช่น มีการเพิ่มมุม และยอดปราสาทเป็นทรงพุ่ม สิ่งสำคัญที่ใช้ในการกำหนดรูปแบบ และอายุ ได้แก่ ลวดลายประดับที่ทับหลัง หน้าบัน และเสาประดับกรอบประตู ลักษณะที่จัดเป็นศิลปะแบบคลัง-บาปวน ซึ่งปรากฏอยู่มาก ได้แก่ ทับหลังที่ประกอบด้วยลายหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัยอยู่ตรงกึ่งกลางด้านล่าง หน้ากาลมีลิ้นเป็นสามเหลี่ยม มีมือมายึด ท่อนพวงมาลัย มีภาพเล่าเรื่องเล็กๆ อยู่เหนือหน้ากาล เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้หรือลายกระหนกม้วนออกทั้ง 2 ข้าง ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ม้วนเข้า หากมีลายเฟื่องอุบะมาแบ่งท่อนพวงมาลัยออก เป็น 4 ส่วน จะจัดเป็นแบบคลัง แต่ถ้าไม่มี จะจัดเป็นแบบบาปวน ส่วนใหญ่ของปราสาทขอมในประเทศไทยในสมัยนี้ จะพบลาย ดังกล่าวปะปนกันในศาสนสถานแหล่งเดียวกัน หรือในปราสาทหลังเดียวกัน ทำให้อาจกำหนดได้ว่า ศิลปะแบบคลัง-บาปวนที่พบในประเทศไทยนั้น เป็นศิลปะต่อเนื่องสมัยเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ที่ปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทสระกำแพงใหญ่

ทับหลังในศิลปะแบบนครวัดส่วนใหญ่ จะนิยมสลักภาพเล่าเรื่อง ประกอบด้วยรูปบุคคลเล็กๆ เต็มพื้นที่ เช่น ที่ปราสาทหินพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทศีขรภูมิ นอกจากนี้ ยังใช้หลักฐานของงานประติมากรรมประดับศาสนสถาน เป็นตัวกำหนดรูปแบบทางศิลปะ เช่น ประติมากรรมรูปบุคคลในศิลปะแบบบาปวน จะสังเกตได้จากทรงผมที่ถัก และเกล้าขึ้นไปเป็นมวยอยู่เหนือศีรษะ คางเป็นร่อง ชายผ้านุ่งด้านหน้าเว้าใต้พระนาภี ด้านหลังสูงขึ้นมาถึงกึ่งกลางหลัง ในขณะที่ศิลปะแบบนครวัดนิยมมงกุฎทรงกรวย มีเทริด (กระบังหน้า) และประดับเครื่องทรง

มีข้อสังเกตที่สำคัญทางด้านรูปแบบของปราสาทขอมศิลปะแบบนครวัดที่พบในดินแดนไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ที่มีลักษณะเฉพาะเกิดขึ้น โดยอาจถือเป็นงานที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น ได้แก่ การทำยอดปราสาทที่เป็นทรงพุ่ม เช่น ที่ปราสาทหินพิมาย และปราสาทพนมรุ้ง โดยเปลี่ยนการประดับชั้นหลังคาจากปราสาทจำลอง เป็นการประดับแผ่นหินที่อยู่ในรูปสามเหลี่ยม ที่เรียกว่า นาคปักแทน ซึ่งในปัจจุบันพบว่า ลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นในประเทศกัมพูชาก่อนแล้ว

หลักฐานที่น่าสนใจในช่วงระยะเวลานี้คือ ได้พบว่า มีการสร้างปราสาทที่มีความสำคัญ และมีขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมทั้งได้พบหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น ศิลาจารึกที่กล่าวถึงพระนามผู้สร้าง ทำให้ได้ข้อสันนิษฐาน เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ได้ในระดับหนึ่งว่า บริเวณภาคอีสานตอนล่างนี้ เป็นดินแดนสำคัญของอาณาจักรขอม โดยในบางสมัยอาจมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงที่มีบุคคลสำคัญมาปกครอง หลักฐานจากจารึก ได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งทรงสร้างปราสาทในแคว้นรอบนอกเมืองพระนคร หรือ "ดินแดนนอกกัมพุช" เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ซึ่งทรงสร้างปราสาทหินพิมาย และนเรนทราทิตย์ ซึ่งสร้างปราสาทพนมรุ้ง

ปราสาทสำคัญในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ที่ควรกล่าวถึง มีดังต่อไปนี้

ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์

อยู่ที่ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย ปราสาทแห่งนี้ไม่พบประวัติการก่อสร้างและศิลาจารึก แต่จากรูปแบบศิลปกรรมจัดอยู่ในสมัยของศิลปะแบบคลัง-บาปวน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 17

ปราสาทเมืองต่ำเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบ มีแผนผังแบบล้อมรอบจุดศูนย์กลาง ประกอบด้วยกำแพง สระน้ำ และระเบียงคดล้อมรอบตัวปราสาท ภายในมีปราสาท 5 หลังอยู่บนฐานเดียวกัน เรียงเป็น 2 แถว แถวหน้ามี 3 หลัง แถวที่ 2 มี  2 หลัง ในลักษณะสับหว่างกัน องค์กลางด้านหน้าเป็นปราสาทประธาน เพราะมีขนาดใหญ่สุด แต่เหลือเฉพาะส่วนฐาน

ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐขัดผิวจนเรียบ ที่หน้าบันและทับหลังสลักด้วยศิลา ส่วนกำแพง และระเบียงคด ก่อด้วยหินทราย

การกำหนดอายุของปราสาทพิจารณาจากลวดลายบนทับหลัง ซึ่งจัดอยู่ในศิลปะแบบคลัง-บาปวน ประกอบด้วยลายที่สำคัญคือ มีหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยอยู่กึ่งกลางด้านล่าง หน้ากาลมีลิ้นเป็นสามเหลี่ยม มีมือ มายึดท่อนพวงมาลัย มีภาพเล่าเรื่องเล็กๆ อยู่เหนือหน้ากาล เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ หรือลายกระหนกม้วนออกทั้ง 2 ข้าง ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นลายใบไม้ม้วน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีลายเฟื่องอุบะมาแบ่งท่อนพวงมาลัยออกเป็น 4 ส่วน จัดเป็นศิลปะแบบคลัง อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่มีลายเฟื่องอุบะ จัดเป็นศิลปะแบบบาปวน แต่ส่วนใหญ่จะพบลายดังกล่าวร่วมกัน ดังนั้นจึงควรจัดเป็นสมัยต่อเนื่องกัน

สำหรับรูปเล่าเรื่องที่ปรากฏบนทับหลังเป็นเรื่องในศาสนาฮินดู โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระอิศวร เช่น พิธีสยุมพรพระอิศวร พระอุมามเหศวร (พระอิศวรและพระอุมาทรงโค) และเรื่องรองลงมา ได้แก่ พระกฤษณะ และเทพเจ้าประจำทิศ นอกจากนี้ได้ค้นพบศิวลึงค์ และประติมากรรมเทวสตรี (พระอุมา) จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในลัทธิไศวนิกาย

ปราสาทสระกำแพงใหญ่ จังหวัดศรีสะเกษ

อยู่ที่อำเภออุทุมพรพิสัย จัดเป็นปราสาทขอมสำคัญแห่งหนึ่งที่พบในประเทศไทย มีอายุ ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 มีหลักฐานการก่อสร้างจากศิลาจารึกที่กรอบประตูใน พ.ศ. 1585 กล่าวถึงการสร้างและอุทิศเทวาลัยแห่งนี้เพื่อถวายพระอิศวร

ปราสาทสระกำแพงใหญ่เป็นปราสาท 3 หลังอยู่บนฐานเดียวกัน ด้านหน้ามีวิหาร หรือบรรณาลัย 2 หลังคู่ ส่วนด้านหลังมีปราสาทอีกหนึ่งหลัง หมู่ปราสาทล้อมรอบด้วยระเบียงคด ถัดออกไปเป็นสระน้ำรูปคล้ายตัวแอล (L) และมีกำแพงล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง จากลักษณะของแผนผังจะมีความใกล้เคียงกับปราสาทเมืองต่ำอย่างมาก แตกต่างกันเฉพาะจำนวนปราสาทและการเรียงแถวเท่านั้น

ลักษณะแผนผังและลักษณะศิลปกรรม โดยเฉพาะลวดลายบนหน้าบันและทับหลัง จัดอยู่ในศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวน มีอายุสัมพันธ์กับจารึกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 และเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ตามศิลาจารึกที่กล่าวถึงการอุทิศถวาย และงานศิลปกรรมที่ปรากฏเกี่ยวเนื่องกัน

ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

อยู่ที่อำเภอพิมาย จัดเป็นศาสนสถานขอมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชื่อ "พิมาย" มาจาก "วิมาย" ตามที่ปรากฏในจารึกที่กรอบประตูปราสาทว่า "กมรเตงชคตวิมาย" และ "พิมาย" เป็นชื่อของเมืองโบราณที่ปรากฏในศิลาจารึกมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ที่กล่าวถึงเมือง "ภีมปุระ" และจารึกรุ่นหลังที่ปราสาทพระขรรค์ (พุทธศตวรรษที่ 18) กล่าวถึงเมือง "วิมายะปุระ" ดังนั้นปราสาทหินพิมาย และเมืองพิมายจึงเป็นศูนย์กลางทางศาสนา และเป็นเมืองที่สำคัญในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่ศิลปะขอมแพร่หลาย ในดินแดนไทย

หลักฐานในการก่อสร้างปราสาทหินพิมายนี้ เชื่อว่า เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่รัชกาล พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 (พ.ศ. 1623 - 1650) และสร้างเพิ่มเติมสมัยต่อมา ในรัชกาลพระเจ้าธรนินทรวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1650 - 1655) และรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1656 - หลัง พ.ศ. 1693) จากหลักฐาน ได้พบจารึก ที่กรอบประตูโคปุระด้านทิศใต้ระบุ พ.ศ. 1651 จึงอาจถือเป็นศักราชของการสถาปนาปราสาทหินพิมาย

ก. แผนผังและองค์ประกอบของปราสาทหินพิมาย

- ประตูเมืองและกำแพงเมือง ปราสาทหินพิมายเป็นศาสนสถานศูนย์กลางของเมืองพิมาย ดังนั้นจึงมีกำแพงเมือง คูน้ำและคันดินล้อมรอบ ที่กำแพงเมืองแต่ละด้านประกอบด้วย ประตูทางเข้า

- กำแพงและซุ้มประตูทางเข้าปราสาท (โคปุระ) มี 2 ชั้น ถัดจากประตูเมืองเข้าไป เป็นกำแพงของปราสาทที่ล้อมรอบ ศาสนสถานชั้นนอก ระหว่างทางเดินเข้าไป  จะมีอาคารที่เรียกว่า ธรรมศาลา (ที่พักคนเดินทาง) และสะพานนาคราชปรากฏอยู่แล้ว จึงเข้าสู่ประตูทางเข้าที่เรียกว่า โคปุระ ซึ่งมีทั้ง 4 ด้าน บริเวณนี้มีบรรณาลัยตั้งอยู่ระหว่างทาง 2 หลัง ถัดจากชั้นนอกจึงเข้าสู่กำแพงชั้นใน ที่มีโคปุระทั้ง 4 ด้านเช่นเดียวกัน เมื่อผ่านกำแพงชั้นในจึงเข้าสู่บริเวณปราสาท

- ปราสาท ประกอบด้วยปราสาทประธานและอาคารด้านหน้า 3 หลัง ได้แก่ ปรางค์พรหมทัต หอพราหมณ์ และปราสาท

- หินแดง ซึ่ง 3 หลังนี้สร้างขึ้นภายหลังในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

รูปแบบของปราสาทประธานประกอบด้วย อาคารทรงปราสาทที่ตั้งอยู่บนฐานบัวเตี้ยๆ 2 ฐาน รองรับส่วนกลางที่เป็นเรือนธาตุ ส่วนยอดเป็นหลังคาทรงปราสาทแบบเรือนชั้นซ้อนกัน 5 ชั้น ที่มุมประธานของแต่ละชั้นประดับนาคปัก ส่วนที่ด้านประดับด้วยบันแถลง ส่วนยอดสุดเป็นทรงกลม คล้ายหม้อน้ำเทพมนตร์ เรียกว่า กลศ รูปแบบพิเศษของชั้นหลังคาปราสาทหินพิมาย คือ เปลี่ยนการประดับปราสาทจำลองในแต่ละชั้นมาเป็นนาคปัก ทำให้ชั้นหลังคาเกิดเป็นทรงพุ่ม อันเป็นวิวัฒนาการสำคัญทางด้านรูปแบบปราสาทขอมในสมัยนครวัด

ตัวปราสาทประธานมีห้องที่เข้าไปภาย ในได้เรียกว่า ห้องครรภคฤหะ อันเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพทางศาสนา ด้านหน้ามีอาคารห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายื่นออกมา เรียกว่า "มณฑป" มีทางเดินเชื่อมต่อกัน เรียกว่า "มุขกระสัน" หรือ "อันตราละ"

ข. ภาพเล่าเรื่องบนทับหลังและหน้าบัน

ศิลปกรรมที่ปราสาทหินพิมายที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ประติมากรรมภาพเล่าเรื่องบนทับหลังและหน้าบัน เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าปราสาทหินพิมายจะเป็นพุทธสถานนิกายมหายาน แต่ภาพเล่าเรื่องที่ประกอบอยู่โดยรอบ กลับเป็นเรื่องเล่าของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ยกเว้นภาพเล่าเรื่องที่ประดับรอบห้องครรภคฤหะ ที่เป็นส่วนสำคัญของศาสนสถาน จึงเป็นเรื่องของพุทธประวัติในนิกายมหายาน

ภาพเล่าเรื่องที่ปรากฏมากที่สุด ได้แก่ รามายณะ (รามเกียรติ์) ตอนสำคัญ เช่น พระรามพระลักษมณ์ต้องศรนาคบาศ การรบระหว่างยักษ์กับลิง พระรามจองถนน และท้าวมาลีวราชว่าความ นอกนั้นจะเป็นเรื่องของเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ เช่น พระศิวนาฏราช พระอุมามเหศวร พระกฤษณะ และรูปเทพเจ้าประจำทิศ ส่วนรูปสำคัญที่อยู่โดยรอบห้องครรภคฤหะ ได้แก่ พุทธประวัติตอนโปรดพญามาร หรือทรมานพญามหาชมพู และพระพุทธรูปนาคปรก นอกจากนี้ยังมีรูปพระโพธิสัตว์ชิ้นสำคัญ 2 รูป เป็นเรื่องของพระวัชรสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับยกย่องว่า มีฐานะเสมือนพระพุทธเจ้า และเรื่อง ไตรโลกยวิชัย ผู้กำจัดความโลภ โกรธ หลง เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ปราสาทหินพิมายนี้สร้างขึ้น เพื่อพระพุทธศาสนานิกายมหายาน

ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์

บางทีเรียกว่า "ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง" ตั้งอยู่ที่ตำบลตาเป็ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ตัวปราสาทตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ดังนั้นจึงมีปากปล่องภูเขาไฟที่เป็นสระน้ำธรรมชาติ สำหรับปราสาทด้วย

คำว่า "พนมรุ้ง" มาจากศิลาจารึกที่กล่าวถึงชื่อศาสนสถานแห่งนี้ว่า "วนํรุง" ซึ่งหมายถึง ภูเขาอันกว้างใหญ่ หรือรุ่งเรือง มีแสง

ปราสาทพนมรุ้งเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ประจำเมือง บริเวณรอบๆ ปราสาทแต่เดิมน่าจะเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ เพราะมีลำน้ำไหลผ่านหลายสาย และด้านล่างยังมีปราสาทเมืองต่ำที่มีบารายขนาดใหญ่สำหรับหล่อเลี้ยงชุมชน จัดเป็นศาสนสถานที่อยู่ในเส้นทางจากเมืองพระนครของเขมรมายังเมืองพิมาย

ประวัติการก่อสร้างปราสาทพนมรุ้งได้จากหลักฐานศิลาจารึกพบที่ปราสาทจำนวนหลายหลัก โดยมีหลักหนึ่งกล่าวถึงพระนามของ "นเรนทราทิตย์" ซึ่งเป็นวีรบุรุษของชาวเขมร ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ภายหลังพ่ายแพ้ศัตรู ได้เสด็จมาทรงพรตเป็นฤๅษีบนยอดเขาพนมรุ้ง จึงสันนิษฐานว่า ปราสาทพนมรุ้งน่าจะสร้างขึ้นโดยนเรนทราทิตย์ ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17

เมื่อประมวลจากศิลาจารึกที่ได้พบที่ปราสาทแห่งนี้ถึง 10 กว่าหลัก ทั้งหมดอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 ซึ่งสัมพันธ์กับรูปแบบศิลปกรรม เช่น ลักษณะของตัวปราสาท และลวดลายประดับ ที่เป็นศิลปะแบบบาปวนต่อนครวัด

ปราสาทพนมรุ้งจัดเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โดยดูได้จากหลักฐานทางศิลปกรรมสำคัญ ที่เป็นรูปเล่าเรื่องทางศาสนา โดยเฉพาะที่ทับหลังด้านหน้าของห้องครรภคฤหะนั้น เป็นรูปของฤๅษี 5 ตน รวมทั้งรูปของพระอิศวรในพรตของฤๅษี ซึ่งสัมพันธ์กับจารึกที่กล่าวถึงนเรนทราทิตย์ที่มาบำเพ็ญพรตเป็นฤๅษี ณ ที่แห่งนี้ รวมทั้งในจารึกหลายหลักยังได้กล่าวถึงพิธีกรรมต่างๆ ในลัทธิไศวนิกายอีกด้วย

ก. แผนผังและรูปแบบปราสาท

ปราสาทพนมรุ้งมีแผนผังแบบตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เนื่องจากเป็นศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนภูเขา มีทางเดินขึ้นจากด้านล่างขึ้นสู่เบื้องบน มีตัวปราสาทประธานหลังเดียว ล้อมรอบด้วยระเบียงคดที่มีโคปุระทั้ง 4 ด้าน

- ปราสาทประธาน มีระเบียบแผนผังเดียวกับปราสาทหินพิมาย ตัวปราสาทอยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม มีมุขยื่นออกมา 3 ด้าน ด้านหน้าเป็นมณฑป เชื่อมต่อด้วยฉนวนหรืออันตราละ ซึ่งเป็นลักษณะผังของปราสาทในสมัยบาปวนต่อนครวัด

- ส่วนฐานของตัวปราสาทตั้งอยู่บนฐาน บัวเตี้ยๆ สลักลวดลายกลีบบัวและลายดอกสี่เหลี่ยม

- ส่วนเรือนธาตุอยู่ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม มีห้องเข้าไปภายในได้ เรียกว่า ห้องครรภคฤหะ สันนิษฐานว่า แต่เดิมคงตั้งรูปเคารพคือ ศิวลึงค์

- ส่วนยอดเป็นทรงปราสาทเรือนซ้อนชั้น 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับด้วยบันแถลง และนาคปัก ลักษณะของนาคปักที่อยู่ในรูปสามเหลี่ยมนี้เอง ที่ทำให้ยอดปราสาทเป็นทรงพุ่ม เช่นเดียวกับปราสาทหินพิมาย

ข. ลวดลายบนทับหลังและหน้าบัน

ที่ทับหลังและหน้าบันมีลวดลายเป็นภาพเล่าเรื่อง อันเป็นลักษณะนิยมในศิลปะแบบนครวัด รวมทั้งเสาประดับกรอบประตู สลักลายสิงห์คายก้านต่อดอก ก็เป็นลักษณะของศิลปะแบบนครวัดด้วยเช่นกัน

เรื่องราวที่ปรากฏอยู่บนทับหลังและหน้าบันที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ได้แก่ ทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งครั้งหนึ่งได้ถูกลักลอบนำไปยังสหรัฐอเมริกา รัฐบาลไทยได้ติดตามทวงคืนกลับมาได้ และนำกลับมาติดตั้งในที่เดิม เรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญ ได้แก่ รูปเล่าเรื่องในลัทธิไศวนิกาย เช่น พระศิวนาฏราช พระอุมามเหศวร พระศิวะมหาเทพ รูปเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับลัทธิไวษณพนิกาย ได้แก่ พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ และอวตารปางต่างๆ เช่น วิษณุตรีวิกรม (เป็นพราหมณ์เตี้ย) พระกฤษณะและมหาภารตะ เรื่องเล่าที่ปรากฏอยู่มากที่สุดคือ รามายณะ ตอนพระรามเดินดง วิราธลักนางสีดา นาคบาศ ท้าวมาลีวราชว่าความ และพระรามเสด็จกลับกรุงอโยธยา นอกจากนี้ยังมีรูปเล่าเรื่องเทพชั้นรอง เทพประจำทิศ และที่สำคัญ ซึ่งปรากฏบนชั้นแรกของหลังคาปราสาท ได้แก่ รูปเล่าเรื่อง ที่เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นประวัติของนเรนทราทิตย์ นอกจากนี้ยังมีรูปที่น่าสนใจ ปรากฏตามส่วนประกอบของตัวปราสาท ซึ่งเป็นภาพพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์ และฉากแสดงชีวิตความเป็นอยู่

รูปที่ปรากฏบนทับหลังที่สำคัญที่สุด คือ ทับหลังหน้าห้องครรภคฤหะ เป็นรูปฤๅษี 5 ตน ซึ่งหมายถึง พระอิศวรทรงพรตฤๅษีในไศวนิกายที่มีลัทธิหนึ่งเรียกว่า นิกาย "ปศุปตะ" ซึ่งเป็นหลักฐานว่า ศาสนสถานแห่งนี้ สร้างขึ้นในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย

กล่าวโดยสรุป จากรูปแบบศิลปกรรมปราสาทพนมรุ้งจัดอยู่ในศิลปะแบบนครวัดตอนต้น (ราวต้นพุทธศตวรรษที่ 17) ช่วงที่ยังมีการรักษารูปแบบของศิลปะแบบบาปวนอยู่ แต่คงสร้างขึ้นหลังปราสาทหินพิมายเล็กน้อย เพราะปราสาทหินพิมายยังมีลวดลายของศิลปะแบบบาปวนปรากฏอยู่มากกว่า

5.4 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งตรงกับศิลปะขอมแบบบายน กษัตริย์ขอมที่มีพระราชอำนาจมากคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 - 1762) ซึ่งทรงเป็นผู้กอบกู้เอกราชอาณาจักรขอมจากชนชาติจาม และได้สถาปนาเมืองนครธมขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ ได้เปลี่ยนศาสนาจากเดิมที่เป็นศาสนาฮินดู มาเป็นพระพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้สร้างศาสนสถานเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระราชอำนาจของพระองค์ ทั้งทางการเมืองและการพระศาสนา

จากหลักฐานทางศิลปกรรมแสดงให้เห็นว่า ศิลปะแบบบายน ซึ่งเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ได้แพร่กระจายอยู่ทั่วไป ในดินแดนไทย ทั้งอีสานเหนือและอีสานใต้ รวมทั้งในภาคกลางซึ่งลงไปใต้สุด ได้แก่ ปราสาทวัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี ส่วนตะวันตกสุด ได้แก่ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี และเหนือสุดที่ปราสาทวัดเจ้าจันทร์ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

จากหลักฐานทางด้านศิลปะขอมแบบบายนที่พบในดินแดนภาคกลางของประเทศไทยดังกล่าว สอดคล้องกับชื่อเมืองที่ปรากฏในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ปราสาทพระขรรค์ ซึ่งกล่าวถึงการสร้างอโรคยศาลา (โรงพยาบาล) และธรรมศาลา (ที่พักคนเดินทาง) จำนวน 100 กว่าแห่ง ตามเส้นทางเดินจากเมืองนครธมไปยังศาสนสถานต่างๆ พระองค์ได้พระราชทานพระชัยพุทธมหานาถ ไปประดิษฐานตามเมืองต่างๆ 23 แห่ง และปรากฏชื่อเมือง 6 แห่งที่สันนิษฐานว่า อยู่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย คือ ลโวทยะปุระ (ลพบุรี) ศรีชัยวัชรปุรี (เพชรบุรี) ชยราชปุรี (ราชบุรี) ศัมพูกะปัฏฏนะ (ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นเมืองโบราณโกสินารายณ์ จังหวัดราชบุรี) สุวรรณปุระ (สุพรรณบุรี) และศรีชัยสิงหปุรี (เมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี) ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า นอกเหนือจากอิทธิพลทางศิลปกรรมแล้ว อาจมีอิทธิพลทางการเมือง ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แผ่มายังบริเวณภาคกลางของประเทศไทยอีกด้วย

ได้พบหลักฐานปราสาทสำคัญที่จัดเป็นศิลปะแบบบายนอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็น ศาสนสถานขนาดใหญ่ และเป็นโบราณสถานขนาดเล็ก ในรูปของอโรคยศาลา และธรรมศาลา ตามเส้นทางเดินจากเมืองพระนครมายังเมืองพิมาย และพนมรุ้ง บางแห่งก็เป็นปราสาทที่สร้างเพิ่มเติม ในบริเวณที่เคยเป็นปราสาทอยู่ก่อนแล้ว เช่น ปรางค์พรหมทัต และปราสาทหินแดงในบริเวณปราสาทหินพิมาย ปราสาทสำคัญๆ ที่จัดเป็นศิลปะแบบบายน ได้แก่ ปราสาทโคกปราสาท อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทตาเมือนโต๊จ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ปราสาทเขาโล้น อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี ส่วนในภาคกลาง ได้แก่ พระปรางค์สามยอด อำเภอเมืองฯ จังหวัดลพบุรี วัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมืองฯ จังหวัดราชบุรี (เหลือหลักฐานเฉพาะกำแพงวัด) ปราสาทวัดกำแพงแลง อำเภอเมืองฯ จังหวัดเพชรบุรี ปราสาทเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ศาลตาผาแดงปราสาทวัดพระพายหลวง ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และปราสาทวัดเจ้าจันทร์ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของศิลปะแบบบายนมีข้อสังเกตที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่เป็นปราสาทที่ก่อด้วยศิลาแลงฉาบ ปูน และปั้นปูนประดับภายนอก ในสมัยนี้มีวิธีการก่อสร้างไม่ดีนัก ทำให้ตัวปราสาทพังทลายได้ง่าย ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องวัสดุ และการเร่งรีบสร้าง ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยมีพระประสงค์ ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาและแสดงอำนาจทางการเมือง

จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่พบตามแหล่งโบราณสถานศิลปะแบบบายนจัดเป็นพุทธสถานนิกายมหายาน โดยเฉพาะรูปแบบของปราสาท 3 หลัง ที่สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ซึ่งพบอยู่หลายแห่ง เช่น พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี ปราสาทวัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย สอดคล้องกับคติรัตนตรัยมหายานที่นิยมการบูชารูปเคารพ  3  องค์ คือ พระพุทธรูปนาคปรกอยู่ตรงกลาง ด้านขวาของพระพุทธรูปคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และด้านซ้ายคือ นางปรัชญาปารมิตา งานประติมากรรมที่พบโดยทั่วไปในสมัยนี้ ได้แก่ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี นางปรัชญาปารมิตา และรูปเคารพในพระพุทธศาสนานิกายมหายานอื่นๆ รวมทั้งเครื่องประดับสถาปัตยกรรม และเครื่องใช้สอยอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ปราสาทขอมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ที่ปรากฏในภาคกลางของประเทศไทย ได้แก่

พระปรางค์สามยอด เมืองลพบุรี

พระปรางค์สามยอดควรจะเรียกเป็นปราสาทมากกว่าพระปรางค์ แต่ที่เรียกเป็นพระปรางค์ เนื่องจากศาสนสถานแห่งนี้ ได้รับการดัดแปลงให้เป็นวัด ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงเรียกชื่อตามสถาปัตยกรรมไทยที่นิยมกัน การเรียกชื่อปรางค์แขกในจังหวัดลพบุรีก็เนื่องด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน

พระปรางค์สามยอดเป็นศาสนสถานที่ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนและประดับด้วยลายปูนปั้น ประกอบด้วยตัวปราสาท 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยมีลักษณะพิเศษกว่าปราสาท 3 หลังอื่นๆ คือ มีฉนวนเชื่อมต่อกันเรียกว่า มุขกระสัน อันเป็นลักษณะที่ปรากฏในศิลปะแบบบายน ตัวปราสาทประกอบด้วย ฐานบัวซ้อนกัน  2 ฐาน รองรับส่วนของเรือนธาตุที่มีมุขยื่นออกมาทั้ง 4 ด้าน โดยมีมุขกระสันเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ส่วนยอดเป็นหลังคาทรงปราสาทแบบเรือนชั้น มีชั้นบัวเชิงบาตร 2 ชั้น ชั้นหลังคาแต่ละชั้นประดับด้วยบันแถลง ตามแบบปราสาทขอมโดยทั่วไป ส่วนยอดเป็นกลศที่มีรูปแบบคล้ายหม้อน้ำเทพมนตร์

จากรูปแบบของปราสาทและลวดลายประดับสามารถจัดเป็นศิลปะขอมแบบบายน โดยมีลักษณะบางอย่าง เช่น การทำชั้นบัวเชิงบาตร 2 ชั้น ยอดปราสาทสอบเข้าและสูงขึ้น รวมทั้งลวดลายปูนปั้นบางลาย แสดงให้เห็นฝีมือช่างท้องถิ่นปนอยู่ด้วย ลักษณะเฉพาะของงานศิลปกรรมบางอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ ทำให้นักวิชาการกำหนดเรียกชื่อศิลปะแบบนี้ว่า "ศิลปะลพบุรี"

พระปรางค์สามยอดจัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะขอมแบบบายน ที่ปรากฏในภาคกลางของประเทศไทย ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 18 และเมืองลพบุรีน่าจะมีความสำคัญ ในฐานะศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของเขมรในภาคกลางในช่วงระยะเวลานี้ รูปแบบของพระปรางค์สามยอดนี้ ได้เป็นต้นแบบให้แก่เจดีย์ทรงปรางค์ของไทยในระยะเวลาต่อมา เช่น พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี พระปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้น

ปราสาทวัดกำแพงแลง จังหวัดเพชรบุรี

ศาสนสถานแห่งนี้ประกอบด้วยปราสาทประธาน 3 หลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ด้านหน้ามีอาคารทรงปราสาท ที่มีทางเดินทะลุถึงกันได้ ซึ่งน่าจะหมายถึง โคปุระ และมีปราสาทอีก 2 หลัง ตั้งอยู่ด้านหลังปราสาทประธาน ทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงของศาสนสถาน อาคารทั้งหมดก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนและปั้นปูนประดับ แต่ลวดลายส่วนใหญ่ได้ชำรุดสูญหายไปตามกาลเวลา จากรูปแบบของปราสาทที่ก่อด้วยศิลาแลง มีปราสาทประธาน 3 หลัง จึงน่าจะมีคติการสร้างแบบรัตนตรัยมหายาน ในศิลปะขอมแบบบายน ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 รวมทั้งมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่นิยมในช่วงระยะเวลานี้คือ การเจาะช่องหน้าต่างที่สลักลูกกรงลูกมะหวดเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งปิดทึบ หมายถึง ส่วนของผ้าม่านที่ปิดช่องหน้าต่างเป็นการเลียนแบบของจริง

วัดมหาธาตุ จังหวัดราชบุรี

ศาสนสถานแห่งนี้เป็นอีกแห่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะขอมแบบบายนในภาคกลางของประเทศไทย แต่หลักฐานที่เหลืออยู่มีเพียงกำแพงวัดเท่านั้นที่ปรากฏอิทธิพลศิลปะขอมแบบบายน คือ ก่อด้วยศิลาแลง และบนสันของกำแพง ประดับด้วยแนวพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งพระพุทธรูปดังกล่าวจะมีวัตถุเล็กๆ อยู่ในพระหัตถ์ มักตีความว่า เป็นหม้อยา จึงเรียกว่า พระไภษัชยคุรุ ลักษณะการประดับพระพุทธรูปเป็นแนวบนกำแพงเช่นนี้ เป็นรูปแบบของปราสาทศิลปะแบบบายน ทั้งในประเทศกัมพูชา เช่น ที่ปราสาทตาพรม และปราสาทพระขรรค์ และในประเทศไทยในสมัยเดียวกัน ส่วนของปราสาทประธานหลังเดิม ถ้ามีอาจพังทลายไป หรือบูรณะขึ้นใหม่ในภายหลัง เพราะที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเจดีย์ทรงปรางค์ในสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว

ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี

ศาสนสถานแห่งนี้จัดเป็นปราสาทขอมที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะแบบบายนในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่แผ่มาถึงตะวันตกสุดของประเทศไทย และสันนิษฐานว่า เป็นเมืองหนึ่งที่ปรากฏในจารึกปราสาทพระขรรค์คือ "ศรีชัยสิงหปุรี"

ปราสาทเมืองสิงห์ก่อด้วยศิลาแลง เคยพังทลายอย่างมาก ก่อนที่จะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยปราสาทประธานหลังเดียว ล้อมรอบด้วยระเบียงคด และมีโคปุระทั้ง 4 ด้าน หลักฐานสำคัญที่กำหนดว่า ปราสาทแห่งนี้มีอิทธิพลของศิลปะขอมแบบบายนคือ การพบรูปเคารพ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนานิกายมหายานจำนวนมาก โดยเฉพาะพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี และนางปรัชญาปารมิตา ที่มีลักษณะรูปแบบเช่นเดียวกับที่พบในประเทศกัมพูชาและแหล่งอื่นๆ ในประเทศไทยในสมัยเดียวกัน

ปราสาทวัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย

วัดพระพายหลวงมีปราสาท 3 หลังอยู่บนฐานเดียวกัน ปัจจุบันเหลือเพียงหลังเดียวด้านทิศเหนือ รูปแบบปราสาทและคติการสร้างมีความสัมพันธ์กับพระปรางค์สามยอดที่เมืองลพบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับคติของรัตนตรัยมหายานดังกล่าวแล้ว แสดงให้เห็นถึงร่องรอยศิลปะขอมแบบบายนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ก่อนที่จะเข้าสู่สมัยสุโขทัย นอกจากนี้ยังได้พบปราสาทหลังอื่นอีกได้แก่ ศาลตาผาแดง ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และปราสาทวัดเจ้าจันทร์ อำเภอศรีสัชนาลัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะขอมแบบ บายนที่ขึ้นไปเหนือสุด ณ ที่แห่งนั้น

 

6. การสืบทอดของปราสาทขอมในศิลปะไทย

หลังความรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว อาณาจักรขอมก็เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว สันนิษฐานว่า โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น มีการเกณฑ์แรงงาน และการอุทิศถวาย เพื่อการพระศาสนา จนทำให้ประชาชนเกิดความเหนื่อยล้า และอาณาจักรเสื่อมลงในที่สุด หลังจากนั้นกษัตริย์ขอมในรัชกาลต่อมา ก็ได้ทรงปรับเปลี่ยนศาสนา มาเป็นศาสนาฮินดูอีกครั้งหนึ่ง จากการที่อำนาจของเขมรเสื่อมลงนี้เอง ทำให้กลุ่มชนที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเขมร เริ่มสถาปนาเป็นอาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย (ประมาณ พ.ศ. 1792) และอาณาจักรอยุธยา (พ.ศ. 1893) ต่อมา เมื่ออยุธยามีอำนาจมากขึ้น จึงเข้าไปยึดครองอาณาจักรเขมร และได้ปกครองระยะเวลาหนึ่ง

พัฒนาการของปราสาทขอมในประเทศไทยที่สำคัญคือ การปรับเปลี่ยนตัวปราสาทขอม อันเนื่องในศาสนาฮินดู และพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ทั้งทางด้านรูปแบบ และคติการใช้งานมาเป็น "พระปรางค์" ซึ่งมักใช้ในความหมายของเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า โดยการเพิ่มชั้นฐานให้สูงขึ้น และชั้นหลังคาเป็นทรงสูงมากขึ้น จนทำให้มีลักษณะคล้ายฝักข้าวโพด บางทีจึงเรียกว่า ปรางค์ทรงฝักข้าวโพด

งานสืบทอดปราสาทขอมในสมัยแรก ได้แก่ พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เมื่อพิจารณาจากรูปแบบแผนผัง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และลวดลายประดับ นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า เป็นงานที่สร้างขึ้นภายหลังจากที่ขอมหมดอำนาจไปแล้ว และสร้างขึ้นก่อนการสถาปนาอาณาจักรอยุธยาประมาณ 100 ปี ดังนั้น พระปรางค์แห่งนี้ จึงมีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 และถือเป็นปรางค์ต้นแบบให้แก่สมัยอยุธยาตอนต้น

เจดีย์ทรงปรางค์ที่ได้พัฒนามาจากปราสาทขอมนั้น  ถือเป็นรูปแบบเฉพาะที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น และมักปรากฏในวัดสำคัญๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น วัดมหาธาตุ วัดพุทไธสวรรย์ วัดพระราม วัดราชบูรณะ ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลาง การสร้างปรางค์เริ่มลดน้อยลง  เนื่องจากกระแสอิทธิพลศิลปะสุโขทัยเข้ามามีบทบาทอย่างมาก  เจดีย์สำคัญในสมัยนี้ จึงนิยมสร้างเป็นเจดีย์ทรงระฆังเป็นส่วนใหญ่

เจดีย์ทรงปรางค์ได้กลับมานิยมอีกครั้งหนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย เช่น ที่วัดไชยวัฒนาราม ซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง และเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นซึ่งนิยมสร้างเจดีย์ทรงปรางค์อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 พบว่า มีการสร้างปรางค์เป็นจำนวนมาก ที่สำคัญคือ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม พระปรางค์ในรัชกาลที่ 3 นี้ มีพัฒนาการไปไกลจากรูปแบบดั้งเดิมของขอม และสมัยอยุธยาตอนต้นอย่างมาก กล่าวคือ พระปรางค์มีทรงสูงชะลูดมากขึ้นจนมีลักษณะเป็นแท่ง มีการเพิ่มมุมและชั้นฐานมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มจำนวนชั้นหลังคามากขึ้นด้วย

การสร้างเจดีย์ทรงปรางค์นี้คงหมดไปภายหลังรัชกาลที่ 3 เพราะในรัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชนิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังขึ้นแทน

 

ที่มา: 

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. “ปราสาทขอมในประเทศไทย.” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 30. (ออนไลน์), 2548. เข้าถึงเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2558. แหล่งที่มา http://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=30&chap=3&page=ch...