คำศัพท์

Historicism

         ประวัติศาสตร์นิยม (Historicism) หมายถึงวิธีคิดที่มองและสนใจเหตุการณ์เฉพาะในช่วงเวลาอดีต ในพื้นที่บางแห่ง ในวัฒนธรรมและสังคมบางแห่ง ความสนใจลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่การมองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยมองว่าวัฒนธรรมแต่ละแห่งมีความเป็นมาไม่เหมือนกัน    โจฮันน์ กอตไฟรด์ วอน เฮอร์เดอร์คือผู้ที่นำแนวคิดประวัติศาสตร์มาศึกษามนุษย์  เขากล่าวว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งสากล   เหตุการณ์แต่ละยุคสมัยเกิดขึ้นและจบไปไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น

          แนวคิดประวัติศาสตร์นิยมพัฒนาเป็นทฤษฎีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่มีข้อโต้แย้งมากมาย  ฝ่ายที่คิดแบบ positivism ออกมาอ้างว่าความคิดวิทยาศาสตร์สามารถนำไปใช้ในการศึกษาทางสังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์ได้    วิลเฮล์ม วินเดลแบนด์กล่าวว่า ระหว่างความเป็นสากล กับความเป็นเรื่องเฉพาะ วิทยาศาสตร์คือวิชาที่ค้นหากฎเกณฑ์และสูตรที่รองรับสิ่งต่างๆ ส่วนวิชามนุษยศาสตร์ เป็นการศึกษาความคิดและอธิบายเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นสิ่งเฉพาะแตกต่างออกไปวิลเฮล์ม ดิวธี กล่าวว่าการศึกษามนุษย์คือการทำความเข้าใจ มากกว่าจะเป็นการดูแต่ปรากฎการณ์เฉกเช่นวิชาวิทยาศาสตร์  การทำความเข้าใจมนุษย์ต้องศึกษาระบบความหมายที่มนุษย์มีร่วมกัน เพราะมนุษย์แต่ละคนต่างใช้ชีวิตทางสังคมร่วมกัน มีประสบการณ์ ความคิดและการกระทำร่วมกัน  ดังนั้นถ้าไม่มีการศึกษาระบบความหมาย หรือวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะ ก็จะไม่เกิดความเข้าใจมนุษย์

          ฟรานซ์ โบแอส    คือผู้ที่พยายามวางรากฐานการศึกษามานุษยวิทยาในอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 20       เขาได้ทำงานวิจัยและสอนวิชามานุษยวิทยาด้วยมุมมองทางประวัติศาสตร์   การวิจัยของโบแอสอาจเรียกว่าเป็นวิธีการศึกษาแบบประวัติศาสตร์เฉพาะกรณี หรือ historical particularism  การศึกษาแบบนี้เกิดขึ้นเพื่อโต้ตอบแนวคิดวิวัฒนาการที่อธิบายวัฒนธรรมในเชิงเดี่ยว และพยายามตั้งสมมุติฐานว่าระบบเครือญาติในทุกสังคมมีพัฒนาการเดียวกัน  ทฤษฎีวิวัฒนาการมีเป้าหมายเพื่อทำให้การศึกษามานุษยวิทยาเป็นศาสตร์ที่มีทฤษฎีและสูตรเฉกเช่นวิทยาศาตร์ เพื่ออธิบายว่าวัฒนธรรมมีวิวัฒนาการเหมือนกันทุกหนทุกแห่ง  โบแอสเชื่อว่าแบบแผนทางวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ในสังคม เช่น การออกแบบเครื่องประดับร่างกาย หรือความคิดเกี่ยวกับตระกูล  ต้องศึกษาในรายละเอียดส่วนบุคคล เขาไม่เห็นด้วยกับการอธิบายแบบวิวัฒนาการ โดยกล่าวว่า การพูดถึงตำนานของตระกูล หรือประกอบพิธีกรรมทางสังคม มนุษย์ในแต่ละแห่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ต่างกันไป  สังคมแต่ละแห่งจึงไม่ได้มาจากเบ้าหลอมเดียวกัน

          ประเด็นสำคัญของการศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 2 อย่าง คือ หนึ่งการเข้าใจมนุษย์ต้องมองดูเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ โดยการสำรวจตรวจสอบว่ามีแบบแผนทางวัฒนธรรมอะไรบ้างที่ตกทอดหรือได้รับมาจากสังคมอื่น  การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจึงทำให้เกิดความแตกต่าง วัฒนธรรมบางอย่างอาจแพร่มาจากสังคมอื่น และมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ   สอง การศึกษาวัฒนธรรมต้องอธิบายเงื่อนไขของแต่ละสังคม  นักมานุษยวิทยาต้องเข้าไปเก็บข้อมูลในชุมชนเพื่อค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณีที่หล่อหลอมให้เกิดการปฏิบัติในสังคมนั้น

          พอล เรดิน กล่าวว่าการศึกษาวัฒนธรรมต้องศึกษาประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล มิใช่การสร้างภาพวัฒนธรรมแบบเหมารวม  หนังสือของเรดินเรื่อง Autobiography of Winnebago Indian (1920) เป็นการศึกษาที่อธิบายประวัติชีวิตของบุคคล คือตัวอย่างการศึกษาที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของคุณค่าทางวัฒนธรรม    โครเบอร์กล่าวว่า วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์มีความแตกต่างกันมาก  สำหรับการศึกษาทางมานุษยวิทยาในมิติประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาที่ต้องอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่างๆ  ส่วนการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พยายามนำมาปรากฏการณ์นั้นมาสร้างทฤษฎีและกฎเกณฑ์เพื่อคาดเดาว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

          อย่างไรก็ตาม โครเบอร์พัฒนาแนวคิดไปไกลกว่าโบแอส โดยเขาเชื่อว่าวัฒนธรรมเป็นหน่วยที่มีกฎระเบียบ  กลุ่มคนในสังคมจะมีการโต้ตอบ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันด้วยเหตุการณ์ต่างๆ  โครเบอร์ยกตัวอย่างสังคมชนพื้นเมืองในแคลิฟอร์เนีย  โดยกล่าวว่า อารยธรรมในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกาสามารถพบในสังคมของชาวยูร็อคมากกว่าชนเผ่าอื่นๆ  แนวคิดการแพร่กระจายแบบแผนวัฒนธรรมของโบแอสจึงอาจนำมาอธิบายสังคมพื้นเมืองอเมริกาไม่ได้  การศึกษาอารยธรรมที่ปรากฏอยู่จึงต้องศึกษาจากสังคมนั้น

          แนวคิดประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญในการศึกษาทางมานุษยวิทยาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่มีการถกเถียงในเชิงทฤษฎีมากมาย   การวิจัยในมิติประวัติศาสตร์อาจเกิดขึ้นกับการศึกษาประวัติศาสตร์ทางชาติพันธุ์ ซึ่งนักมานุษยวิทยานำมาใช้อธิบาย  แนวคิดมาร์กซิสต์ก็ช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจมิติประวัติศาสตร์อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นมาของสถาบันการผลิตที่สัมพันธ์กับบริบททางเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม  นอกจากนั้นแนวคิดดั้งเดิมของดิวธีก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการตีความทางวัฒนธรรม และข้อจำกัดของความรู้ทางมานุษยวิทยา


ผู้เขียน: ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

เอกสารอ้างอิง:

Boas, Franz. 1911. The Mind of Primitive Man. New York: Free Press.

Kahan, Jeffrey. "Historicism." Renaissance Quarterly, vol. 50, no. 4 December 22, 1997, p. 1202

Orta, Andrew 2004. “The Promise of Particularism and the Theology of Culture: Limits and Lessons of ‘Neo-Boasianism.’” American Anthropologist, New Series, Vol. 106, No. 3 (Sep., 2004), pp. 473-487.

Radin, Paul. 1933. The Method and Theory of Ethnology: An Essay in Criticism. New York: McGraw-Hill.

Radin, Paul. 1952. The World of Primitive Man. New York: H. Schuman.

Reyna, Stephen P. 2012 “Neo-Boasianism, a form of critical structural realism: It’s better than the alternative.” Anthropological Theory, Vol. 12, No. 1 (March 2012), pp. 73-99.

Robert H.Winthrop. 1991. Dictionary of Concepts in Cultural Anthropology, Greenwood Press, New York. Pp.139-142.


หัวเรื่องอิสระ: ประวัติศาสตร์นิยม

อรรถาภิธานศัพท์:
ประวัติศาสตร์ ก่อนประวัติศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม > ประวัติศาสตร์และความเปลี่ยนทางวัฒนธรรม