PROGRAMME

* ดูกำหนดการผ่านโทรศัพท์มือถือ โปรดพลิกหน้าจอแนวนอน *

วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เวลา หอประชุม ห้อง 601 ห้อง 402
7.00 - 8.00 น. ลงทะเบียน
9.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน
9.30 - 10.30 น. ปาฐกถาเรื่อง “ความเป็นมนุษย์ในโลกดิจิทัล”
โดย ดร.นพ.โกมาตร จีงเสถียรทรัพย์
ผู้อํานวยการสํานักวิจัยสังคมและสุขภาพ
10.30 - 12.00 น. ฉายภาพยนตร์ทางมานุษยวิทยา เรื่อง Everything's Under Control
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.30 - 15.00 น. บรรยายเรื่อง “การปรับตัวของราชการไทยในสังคมดิจิทัล”
โดย ชรินทร์ ธีรฐิตยางกูร
ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
เสวนาเรื่องชาติพันธุ์ในโลกดิจิทัล

ผศ.ดร.มรกต ไมยเออร์
วิมลสิริ เหมทานนท์
สิทธิพร เนตรนิยม
ดําเนินรายการโดย ผศ.ดร.ดํารงพล อินทร์จันทร์

เสวนาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ในวิถีชีวิต

ดร.ภาสนันท์ อัศวรักษ์
อ.ดร.เทพทวี โชควศิน
อ.ดร.จอมพล พิทักษ์สันติโยธิน
อ.ดร.เจิด บรรดาศักดิ์
ดําเนินรายการโดย อ.ดร.ปิยณัฐ ประถมวงษ์

15.00 - 15.15 น. รับประทานอาหารว่าง
15.15 - 16.45 น. จริยธรรมและอํานาจในยุคดิจิทัล วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ ความเสี่ยงในสังคมดิจิทัล วิจารณ์บทความโดย ดร.กิตติกร สันคติประภา เสวนาเรื่องราชการไทยในยุคดิจิทัล
โดย เอก โอฐน้อย และ อรรถสิทธิ์ เสริมธนวิศาล
ดําเนินรายการโดย สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เวลา หอประชุม ห้อง 601 ห้อง 402
9.00 - 10.00 น.

เสวนาเรื่อง สะท้อนย้อนคิดโลกดิจิทัล
โดย รศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี
ผศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล
ดำเนินรายการโดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

10.00 - 10.15 น. รับประทานอาหารว่าง
10.15 - 12.00 น.

เกมส์ และ Esports

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.วสันต์ ปัญญาแก้ว

ทุนนิยมดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

ปัญญาประดิษฐ์

วิจารณ์บทความโดย วิริยะ สว่างโชติ
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 15.00 น.

มานุษยวิทยาดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์

การก้าว (ไม่) ทันโลกดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.กนกวรรณ ธราวรรณ

สังคมดิจิทัลในนิยายสยองขวัญ

วิจารณ์บทความโดย รศ.ดร.สมสุข หินวิมาน
15.00 - 15.15 น. รับประทานอาหารว่าง
15.15 - 16.45 น.

แฟนคลับในโลกดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.จเร สิงหโกวินท์

วาทกรรมในสื่อออนไลน์

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.แพร  ศิริศักดิ์ดำเกิง

ปรัชญา ศาสนาและศิลปะในโลกดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย รศ.ดร.ปกรณ์ สิงห์สุริยา
เวลา ห้องมัลติมีเดีย
10.15 - 12.00 น.

สำรวจสื่อออนไลน์ : คุณค่า  ความขัดแย้ง และการแก้ปัญหา

  • กล่าวเปิดเวทีและภาพรวมงานวิจัยมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ โดย รศ.ดร.ณัฐมา พงศ์ไพโรจน์
  • การเปรียบเทียบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างเพศของมิติทางบุคลิกภาพและพฤติกรรมความก้าวร้าวทางไซเบอร์ โดยมีพฤติกรรมการติดไซเบอร์เป็นตัวแปรสื่อกลางและมีอารมณ์ทางจริยธรรมเป็นตัวแปรกำกับ โดย รศ.ดร.วิไลวรรณ   ศรีสงคราม
  • หลักการทางกฎหมายของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนในการถูกกลั่นแกล้งรังแกกันทางสื่อออนไลน์    โดย ดร.ฟ้าใส สามารถ
  • นำเสนอผลงานวิจัยพร้อมสื่ออนิเมชั่น เรื่อง “บัวตอง” จากโครงการวิจัยการออกแบบภาพยนตร์อนิเมชั่นโดยใช้อิทธิพลศิลปะล้านนาประยุกต์ โดย อ.วิศิษฎ์ ศุภางครัตน์
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 15.00 น.

อินเทอร์เน็ตกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง

  • โครงการอินเทอร์เน็ตศึกษา Internet study  โดย อ.วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง
  • ข่าวลือท่ามกลางวิกฤตการณ์การเมืองไทยในสื่อใหม่ : กรณีศึกษาทวิตเตอร์ในวิกฤติการณ์การเมืองปี 2557  โดย ผศ.พิจิตรา  สึคาโมโต้
  • ห้องแห่งเสียงสะท้อนออนไลน์กับผู้ออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2562   โดย ศ.ดร.พิรงรอง  รามสูต

ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.อมรรัฎค์ เจริญโชติธรรม

วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เวลา หอประชุม ห้อง 601 ห้อง 402
9.00 - 10.00 น.

บรรยายเรื่อง มานุษยวิทยาดิจิทัล : ภววิทยาและวิธีวิทยาศึกษาวัตถุ/สังคม/ผู้คนของสิ่งดิจิทัล
โดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

10.00 - 10.15 น. รับประทานอาหารว่าง
10.15 - 12.00 น.

อัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.พิเชฐ สายพันธ์

มหรสพในโลกดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย รศ.ดร.กำจร หลุยยะพงศ์

เทคโนโลยีดิจิทัลกับการจัดการความรู้วัฒนธรรม

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.สมศักดิ์ ศรีบริสุทธิ์สกุล
12.00 - 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 - 15.00 น.

เพศในยุคดิจิทัล

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.ปุรินทร์ นาคสิงห์

ชุมชนออนไลน์

วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.จักรกริช สังขมณี

ชาติพันธ์ุนิพนธ์บนสนามออนไลน์

  • ครอบครัวผู้พิพากษา: การจำลองพื้นที่ครอบครัวบนโลกออนไลน์   โดย พริ้งภัทรา กฤษณะโลม
  • ไลน์แท็กซี่: คนงานออนไลน์ ร่างกายและการขับรถผ่านแอปพลิเคชันของคนขับแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร  โดย วรัชญา ชาลี
  • สนามไก่ชนบาหลียุคดิจิทัล: ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการทำงานสนามออนไลน์   โดย สรัช สินธุประมา
  • ระบบสุขภาพดิจิทัลกับคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง   โดย ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย
วิจารณ์บทความโดย ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร
15.00 - 15.15 น. รับประทานอาหารว่าง
15.15 - 16.45 น.

อภิปรายสรุป มานุษยวิทยากับความท้าทายในโลกดิจิทัล
ศ.ดร.นิติ ภวัครพันธ์
ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร
ดร.สายพิณ ศุพุทธมงคล
ดำเนินรายการโดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ

จริยธรรมธุรกิจเพื่อสังคมในยุคดิจิทัล

Social Enterprise Ethic in Digital Era

ชลิดา แย้มศรีสุข

CHALIDA YAMSRISUK

บทคัดย่อ

ในยุคดิจิทัล สื่อมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ผู้ใดมีข้อมูลจำนวนมากย่อมได้เปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวให้พร้อมกับสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลันของโลก สังคมออนไลน์จึงเป็นเสมือนโลกสมมติที่ทำให้มนุษย์สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมร่วมกัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้วยความเร็วและความหลากหลายของเนื้อหา พื้นที่ในการแบ่งปันและแสดงความเห็นที่ทั้งสื่อออนไลน์และสื่อสังคมมีให้กับผู้อื่น ทำให้ความนิยมในการติดตามและเชื่อในข่าวช่องทางนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การทำธุรกิจเพื่อสังคมจำเป็นต้องแบ่งปัน เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม โดยใช้หลักทางสายกลาง เศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจ รู้จักพอประมาณ ไม่ประมาท ยึดหลักความจริงและมีคุณธรรม มีปัญญากำกับไปด้วยเสมอ เกิดแรงจูงใจในการแข่งขันขันทางธุรกิจที่เป็นไปได้ในโลกของความเป็นจริง

​อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจเพื่อสังคมด้วยความรับผิดชอบมีความจำเป็นที่ต้องมีจริยธรรมในการธรรมธุรกิจบนโลกเสมือนจริงในการให้ข้อมูลข่าวสาร ธรรมธุรกิจด้วยธรรมะ มีการบริหารจัดการธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โดยประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ชุมชนมีเครือข่ายความร่วมมือสร้างธุรกิจชุมชนยั่งยืนด้วยจริยธรรมธุรกิจเพื่อสังคมในยุคดิจิทัลบนโลกที่แปรปรวนนี้

คำสำคัญ : จริยธรรม, ดิจิทัล, ธุรกิจเพื่อสังคม

Abstract

In Digital Era is a very important to development country. The people have a competition economy from the big data. The human are disruptive in social media such as political economy social culture and share the co-vision.

​The economic sharing with Social Enterprise for change the money to merit. The middle way business is a sufficiently, precaution, moral, ethical and competition wisdom business.

However, Social Enterprise is a responsibility in society. “Thamturakit” for management business with Good Governance from the people and stakeholder, communities network to co-business Ethic in Digital Era

Keywords : Ethic, Digital, Social Enterprise

การสร้างจริยธรรมในองค์กรธุรกิจรูปแบบสตาร์ทอัพ

Building ethics in startup businesses

ฝน นิลเขต

Fon Ninkhate

บทคัดย่อ

จริยธรรมทางธุรกิจมีความสำคัญต่อองค์กรธุรกิจและผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจุบันยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างจริยธรรมทางธุรกิจขององค์กรที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินการ งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาจริยธรรมขององค์กรธุรกิจรูปแบบสตาร์ทอัพ และมีคำถามการวิจัยที่สำคัญสองประการ คือ 1) องค์กรธุรกิจรูปแบบสตาร์ทอัพ มีกระบวนการในการพัฒนาจริยธรรมอย่างไร และ 2) บริบททางสังคมและวัฒนธรรม ส่งผลต่อทัศนคติทางด้านจริยธรรมอย่างไร

จากการศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งและพนักงานบริษัทสตาร์ทอัพในประเทศไทยและสิงคโปร์จำนวน 10 คนพบว่า ภาวะผู้นำทางจริยธรรมของผู้บริหารองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ทางจริยธรรมของพนักงาน ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นปัจจัยของสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อทัศนคติทางด้านจริยธรรม

คำสำคัญ : จริยธรรมธุรกิจ, ความรับผิดชอบต่อสังคม, เทคโนโลยีดิจิทัล

Abstract

During the past decade, there has been an increasing rise of technology based startups businesses worldwide. The emphasis on the increasing fraud on privacy issue of online business is a key public awareness. Considering the different organizational structure and business models between traditional and tech-startups businesses, this research focuses on how startup companies create business ethics and social responsibility. This research study addresses two main questions. Firstly, what are the particular processes that startup companies develop ethical practices among their employees? Secondly, how does cultural context influence ethical perceptions and perceived social responsibility? Based on 10 in-depth interviews of startup founders and employees based in Thailand and Singapore, this research provides insights into the role of ethical role model as a key influence in creating corporate ethics. It also highlights the role of cultural factors that influences ethical perceptions.

Keywords : Business Ethics, corporate social responsibility, digital technology

การละเมิดสิทธิในชื่อเสียงโดยการประจานในพื้นที่ซื้อขายสินค้าออนไลน์

Violation of Right to Reputation by Vilification in Electronic Commerce Area

ณัฐณิชา คุ้มแพทย์

Natnicha Khumphaet

บทคัดย่อ

​ปัจจุบันสื่อดิจิทัลเข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) หรือการซื้อขายสินค้าออนไลน์ เนื่องจากการทำธุรกรรมมีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยผู้ขายไม่ต้องเปิดร้านค้าของตนเอง แต่สามารถใช้สื่อดิจิทัลเพื่อขายสินค้าบนพื้นที่ออนไลน์ได้ และผู้บริโภคก็สามารถเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ขายกับผู้บริโภคในพื้นที่ออนไลน์ในลักษณะเช่นนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากผู้บริโภคและผู้ขายไม่ได้ติดต่อกันแบบตัวต่อตัว นอกจากนั้นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายโอนเงินให้กับผู้ขายก่อน ผู้ขายจึงจะส่งมอบสินค้าให้ แต่ทุกวันนี้มีแนวปฏิบัติอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้บริโภคสั่งสินค้าแต่ไม่ได้โอนเงินไปให้ผู้ขายหรือยกเลิกการสั่งสินค้า ผู้ขายจะนำข้อความการสนทนาออนไลน์ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่างที่อาจระบุตัวตนของผู้บริโภคได้มาประจานต่อสาธารณชน เช่น ชื่อและสกุล รูปถ่ายบุคคล ที่อยู่ หรือชื่อบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น

การกระทำดังกล่าวกลายเป็นมาตรการลงโทษทางสังคมโดยใช้สื่อดิจิทัลในการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและทำให้ผู้บริโภคเสียชื่อเสียง โดยผู้ขายไม่ได้กลัวว่าจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะผู้ขายเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำในการเตือนผู้ขายรายอื่น ๆ ให้ระมัดระวังพฤติกรรมของผู้บริโภครายนั้นหรือหลีกเลี่ยงการขายสินค้าให้ ทำให้การกระทำดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และข้อความประจานของผู้ขายจะอยู่ในระบบออนไลน์ต่อไปจนกว่าจะมีการลบออก ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้นเพื่อหาข้อเสนอแนะที่เหมาะสมนั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ขายและผู้บริโภคในการใช้สิทธิของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง
คำสำคัญ : การประจาน, ชื่อเสียง, การซื้อขายสินค้าออนไลน์

Abstract

At present, digital media has influenced to humans in many ways, especially electronic commerce (E-commerce). Because making online transaction are convenient. Sellers don’t need invest to open their own stores but they can use social media to sell their goods. Meanwhile, consumers can use social media for shopping online without traveling. However, the relationship in this manner would be at risk because the seller and the consumer don’t contact each other by face to face. Moreover a practice of E-commerce requires the consumer to transfer money to the seller first and then the seller will deliver goods to the consumer. But nowadays, there is another practice is occurring in social media. It is the case that the consumer orders goods but they don’t transfer money to the seller or cancel the order, and then the seller will bring online conversation messages and some personal information such as names and surnames, person photographs, addresses, including name of consumer’s social media accounts to vilify the consumer in public.

​Such action becomes social punishment measure by using social media to violate privacy rights and make consumers lose their reputation. In addition the seller doesn’t afraid of being prosecuted under the law due to the seller believes that the action should be done to warn other online sellers to be careful about these consumers’ behavior and avoid selling goods to them. As a result of this situation continuously occurs and vilification messages remain in social media until removed. Therefore, studying and analyzing about the situation to find suitable suggestions will be useful for sellers and consumers that can exercise their rights without violating each other’s rights

ความล้มเหลวในการเข้าสังคมของมนุษย์ยุคดิจิทัล

The Failure in Socializing of Human in Digital Age

นักรบ นาคสุวรรณ์

Nakrob Narksuwan

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลกระทบของการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในโลกดิจิทัล ที่ก่อให้เกิดความล้มเหลวในการเข้าสังคมของมนุษย์ในปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลจากการสังเกตและพูดคุยกับนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และนำแนวคิดทฤษฎีมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย แนวคิดเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรม แนวคิดการแสดงออกและแนวคิดความล้าหลังทางวัฒนธรรม ผลกระทบจากการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ในโลกดิจิทัลที่ทำให้เกิดความล้มเหลวในการเข้าสังคม คือ ประการแรก ปัญหาความสัมพันธ์ของคนรอบข้างและสังคม เพราะ การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์มากเกินไปไม่สามารถเลือกแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมในขณะที่เผชิญหน้ากัน ประการที่สอง คือ ทักษะการใช้ภาษาไทย การสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ขาดความใส่ใจการพิมพ์ว่าถูกต้องหรือไม่ ส่งผลต่อการสนทนาและการเขียนในชีวิตประจำวัน ประการที่สาม การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าไม่สนใจสังคมรอบข้าง ก่อให้เกิดความละเลยและความไม่มีน้ำใจในเหตุการณ์ต่าง ๆ และประการสุดท้าย คือ การยึดเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นที่พึ่งที่สำคัญที่สุดและไม่สามารถขาดสิ่งนี้ได้ในการใช้ชีวิต ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงานและความใส่ใจต่อเพื่อมนุษย์เท่าที่ควร

คำสำคัญ : การเข้าสังคม, เครือข่ายสังคมออนไลน์,ความล้มเหลว

Abstract

​The purpose of this article is to present the impact of using online media in the digital world which causes the failure in socializing of human. The data in this study is from observing and interviewing with Dusit Thani College’s students and from literature reviews. The study framework consists of the concept online media, concept of behavior, concept of action and concept of cultural lag . There are three effects of using online media in the digital world which causes the failure in socializing of human. First, there is a relationship problem of people in society because when they use to much online media, they will find it is hard to deal with behavior while meeting other people in real life. Second, there is a problem in communication skill. People get used to use wrong written language in social media and this affects to wrong understand in real life speaking and writing. Third, using online media allows people to ignore those around them causing the lack of kindness in various situations. Finally, people consider online media as the most important refuge and cannot be lacking in life. This affects everyday life, learning, work and attention to human beings.

Keywords : socializing, online media, failure

รู้หน้าไม่รู้ใจเชื่อใครไม่ได้อีก : พิศวาสอาชญากรรม (Romance Scam) และความเสี่ยงในโลกไซเบอร์

Trust in Faceless Society: Romance Scam and Risk in Cyberspace

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

Tossapon Tassanakunlapan

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ในการศึกษาพิศวาสอาชญากรรมที่กระทำผ่านเครือข่ายสังคม (Social Media) และระบบปฏิบัติการในอินเตอร์เน็ต อาทิ เฟซบุค อินสตาแกรม เว็บบอร์ดในเว็บไซต์หาคู่ และอีเมลล์ ก็เพื่อเข้าใจถึงข้อจำกัดในการดำเนินคดีเพื่อปราบปรามอาชญากรและเยียวยาผู้เสียหาย และนำไปสู่การสร้างแนวทางป้องปรามพิศวาสอาชญากรรมในอนาคต ผู้วิจัยใช้วิธีทบทวนวรรณกรรม ค้นคว้าจากกรณีศึกษาที่เป็นคดีความ และการสัมภาษณ์แหล่งข้อมูลศักยภาพสูง ได้แก่ เหยื่อ ผู้ดูแลระบบ และเจ้าพนักงานของรัฐ ทำให้พบว่า การดำเนินคดีพิศวาสอาชญากรรมมีอุปสรรคสำคัญจากพรมแดนรัฐซึ่งเป็นขอบเขตอำนาจศาลทางกฎหมาย เนื่องจากในหลายกรณีรัฐอาจบ่งชี้ตัวผู้กระทำความผิดได้แต่มิอาจบังคับใช้กฎหมายข้ามรัฐไปจับกุมผู้กระทำผิดในรัฐอื่น รวมถึงมีอุปสรรคในการแสวงหาความร่วมมือจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตและระบบปฏิบัติการต่างๆทั้งภายในและระหว่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นข้อจำกัดในแง่ความอับอายของผู้เสียหายที่รัฐก็ต้องคุ้มครองสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียงและความเป็นอยู่ส่วนตัวไปจนถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเหยื่อ อีกทั้งการป้องกันพิศวาสอาชญากรรมโดยควบคุมการไหลเวียนข้อมูลข่าวสารในลักษณะการเซ็นเซอร์ก็อาจสร้างผลกระทบต่อการไหลเวียนข้อมูลอย่างเสรีในโลกไซเบอร์ด้วย ปรากฏการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่าพิศวาสอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ได้พัฒนาไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมยังคงติดอุปสรรคที่มาจากลักษณะของรัฐสมัยใหม่ การศึกษากลยุทธ์ของอาชญากรและการหาจุดอ่อนที่เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในพื้นที่ไซเบอร์จะช่วยทำให้เข้าใจ “รูปแบบ” และ “การพัฒนาเป้าหมาย” ล่อลวงเหยื่อโดยอาชญากร อันเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำมาสร้างมาตรการป้องกันผู้ใช้อินเตอร์เน็ตให้ดูแลรักษาความปลอดภัยของตนเอง และเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการและรัฐป้องปรามอาชญากรรมได้

คำสำคัญ; พิศวาสอาชญากรรม, การสื่อสารออนไลน์, โลกไซเบอร์

Abstracts

The objective for study Romance Scam via Social Media and Internet Operative Systems such as Facebook, Instagram, web board in dating websites and e-mail is understanding the limitations to prosecute criminals and remedy the victims in order to construct the guideline to prevent further romance scams. This research employ qualitative methodology which collect data from literature reviews, document research from case studies and interviews from high potential informant; victims, system administrators and State officials. The research has shown that State territory limit the ability to prosecute the criminal due to jurisdiction principle. In many cases State official may identify the convicts but unable to enforce the law across border to arrest the criminal in foreign country. Moreover, the cooperation between State and Private Entity is hardly to find both in domestic and international level. The shame of victim is another condition that deter the criminal procedure since there is few assurance to protect her privacy or personal data. Furthermore, the strategy to prevent Romance Scam by using censorship tactic might harm to integrity of internet communication and the flow of information in democratic society. This phenomena reflex that Romance Scam revolts but State still using the same old measure which has many obstacles from the legal principle of Modern State. The study of criminal tactics and weak points of victim have enlighten the researchers by providing the attack “form” and “target development” in order to allure victim which are the knowledge for creating preventing measure to protect internet users and the guideline to suppress Romance Scam for State official and system administrator.

Keywords; Romance Scam, Online Communication, Cyberspace

การคบเพื่อนของเด็กและเยาวชนไทยในยุคสื่อสังคมออนไลน์

ASSOCIATION OF FRIENDS FOR THAI CHILDREN AND YOUTH IN THE SOCIAL MEDIA ERA

ปารินันท์ ปางทิพย์อำไพ

Parinun Pangthipampai

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคบเพื่อนของเด็กและเยาวชนไทยในยุคสื่อสังคมออนไลน์ตามแนวพระพุทธศาสนา โดยศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์จากเอกสาร ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท
ผลการศึกษาพบว่า (1) ยุคสื่อสังคมออนไลน์หมายถึงช่วงเวลาที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานในทุกพื้นที่ (2) การคบเพื่อนของเด็กและเยาวชนไทยในยุคสื่อสังคมออนไลน์ เกิดขึ้นจากการติดต่อสื่อสารเป็นประจำกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก สร้างความสัมพันธ์อันดีจนได้รับความไว้วางใจและพัฒนาสถานภาพเป็นเพื่อน อาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมและอาชญากรรมตามมาจากมิจฉาชีพที่แฝงเร้นตัวตนในสังคมออนไลน์ (3) การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่องการคบคนในมงคลสูตรมาประยุกต์ใช้ในการคบเพื่อน ทำให้เด็กและเยาวชนไทยตระหนักถึงการเลือกคบเพื่อนที่ให้ผลดีกับชีวิตตนเอง รวมถึงรู้จักภัยของการคบเพื่อนที่ไม่ดี

คำสำคัญ : การคบคน, ยุคสื่อสังคมออนไลน์, พุทธบูรณาการ

Abstract

The purpose of this article was to study a Buddhist integrated association of friends for Thai children and youth in the social media era by utilizing qualitative document content analysis.
The study found that (1) Social media era means the period which refer to the advancement of technology and digital network has been developed and covered all areas. (2) The association of friends for Thai children and youth occur by interacting with strangers regularly then strengthen relationship and befriend with them. This lead to unexpected social and criminal offenses due to anonymous presence identity online. (3) Applying Buddhist principle, “Mangala Sutta”, when association with others will stimuli a concern of the impact of good and bad friends towards their lives.

Keywords : association, social media, Buddhist integration

ความเสี่ยงในโลกดิจิทัลจากกรณีศึกษา “โรแมนซ์สแกรม” และ “คอลเซนเตอร์”

The romancstagram and the call-center : a case study of fraud risks in digital society

ธีรวัจน์ ดารามาศ

บทคัดย่อ

อุลริช เบ็ค (Urlich beck) ได้เสนอแนวคิดชุมชนในความเสี่ยง (risk communities) ลักษณะของสังคมที่มีสิ่งยึดเหนี่ยวการตระหนักต่อภัยคุกคามบางอย่างร่วมกัน เมื่อความไม่แน่นอนเป็นรากความคิดของความมืดมน (catastrophe) บรรทัดฐานสังคมจึงเกิดขึ้นบนขอบเขตสิ่งที่ควรกระทำกับสิ่งที่เพียงสุ่มคาดเดา หากพิจารณาความเสี่ยงในโลกดิจิทัลจากกรณีศึกษา คดีโรแมนซ์สแกรม พ.ศ.2558 จนถึง คดีคอลเซนเตอร์ พ.ศ.2560 ลำดับเหตุการณ์ความสูญเสียราคาแพงของเหยื่อเหล่านี้ได้ยกระดับบรรทัดฐานสังคมไทยกับเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนก่อร่างที่สังคมสร้างขึ้นมาสู่การเปลี่ยนแปลงหลายสิ่ง หลายอย่างอาทิเช่น การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2561 บทความนี้อธิบายว่ารัฐบาลได้ชี้นำสังคมอย่างน้อย 2 ประการ 1.เพื่อรณรงค์ให้พลเมืองเรียนรู้การใช้สื่อสังคมอย่างมีวิจารณญาณ 2.เพื่อการปรับตัวสู่ความเป็นสากลของภาครัฐ โดยแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนแรกเป็นมุมมองเชิงปัจเจกและส่วนหลังเป็นมุมมองเชิงองค์รวม แนวคิดของเบ็คสามารถอธิบายให้เห็นความจำเป็นทั้งสองเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ความเสี่ยงในโลกดิจิทัลที่ใครก็ต่างเลี่ยงต้องตกเป็นเหยื่อความสูญเสีย ในท้ายที่สุด กรณีศึกษาอาชญากรรมกับสื่อดิจิทัลไม่ได้เพียงสะท้อนว่า “สื่อ” เป็นตัวแทนความเสี่ยงในโลกดิจิทัลทางตรงแต่กลับเป็น “ใคร” คือผู้กระทำมากกว่า บริบทความเสี่ยงเป็นกระแสโลกของการเข้าสู่ความเป็นชุมชนแบบสากลที่แลกมาด้วยภัยของทักษะความชำนาญการใช้สื่อก่อเหตุของอาชญากรข้ามชาติ

คำสำคัญ : ความเสี่ยง, โลกดิจิทัล, บรรทัดฐานความเสี่ยง

Abstract

The concept of risk communities by Urlich beck depicts a character of one world community which people concern some common risks as decency. In this manner, the global community is built on uncertainty. Risks are not a catastrophe. Nevertheless, It is to what extent of the worst possible and the degree of normative.

This paper examines case studies of “Romancestagram” and “Call center”. Phenomena were as if risky contexts in its times result in normative social influence and risky concern. Consequently, the Thai government enforced edited law of computer crimes in 2017.

The outcome of uprising risky concern diffused across society. Asif in assumptions, suggestions are 1. Digital literacy is a compulsory urgent in Thai society. 2. Sectors in Thai society should perceive Internationalization and regionalization as a necessity of the country. Therefore, Beck’s theory explains the challenges of determinate rules under normative should appeal to avoid catastrophe and losses.

Lastly, “patterns of crimes” are concluded in this study If it is a renormalization of crimes and is not significant. Then, Risky conclusion may turn our views away from cyber crime. The catastrophe of risk in these case studies may be presumed a national threat and a deliberate crime by foreigners.

Keywords : Risk, Digital Society, Normative of risk

ภววิทยาของดิจิทัล

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี

บทคัดย่อ
​​
​​การหมุนกลับไปสู่ภววิทยา (Ontological turn) ในงานศึกษาดิจิทัลในหมู่นักมานุษยวิทยาตะวันตก ได้สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในวิธีคิดในวงการมานุษยวิทยาหลายมิติด้วยกัน กล่าวคือ ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างโลกทางวัตถุของเทคโนโลยีกับความเป็นจริงทางสังคม ที่ซึ่งดิจิทัล ได้ทลายเส้นแบ่งระหว่างโลกทั้งสองประเภท ซึ่งทำให้วัตถุมิได้มีความหมายเป็นเชิงเครื่องมืออีกต่อไป หากแต่มีชีวิตและโลกของตนเอง กับทั้งในแง่วิธีวิทยา ที่ซึ่งมโนทัศน์ว่าด้วย ความแตกต่างที่เป็นอื่น (Alterity) ทำลายความสัมพันธ์อันราบรื่นระหว่างทฤษฎีและชาติพันธุ์นิพนธ์ในมานุษยวิทยาที่มีมาช้านาน

อย่างไรก็ตาม ปัญาสำคัญประการหนึ่งของงานศึกษาดิจิทัลในหมู่นักมานุษยวิทยาสายภววิทยา กลับได้แก่ การทำความเข้าใจภววิทยาของโลกดิจิทัลผ่านมโนทัศน์ว่าด้วยความแตกต่าง (Difference, alterity) นั้น มักนำไปสู่การตอกย้ำและผลิตซ้ำคู่ตรงข้ามระหว่างโลกดิจิทัล กับความเป็นจริง (real, reality) อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์คู่ขนานระหว่าง ความเป็นกายภาพที่เป็นจริง (Physical, real) กับดิจิทัลในฐานะโลกเสมือน (Digital, virtual) ที่แม้จะเชื่อมต่อกัน แต่ก็เป็นโลกที่ดำรงอยู่คนละใบ บทความชิ้นนี้ ใช้งานของ Tom Boellstorff และข้อเสนอของเขาว่าด้วย Habeology ในการทำความเข้าใจ ภววิทยาของความเหมือน (Ontolology of Similitude) และความสัมพันธ์ระหว่างความเหมือนและความต่าง เพื่อฝ่าข้ามทวินิยมของความเป็นจริงกับความเสมือน ตลอดจนประมวลข้อถกเถียงในทางทฤษฎีในหมู่นักมานุษยวิทยา ที่มีต่อแนวคิดดังกล่าว

คำสำคัญ : Ontological turn, ความเป็นจริงทางดิจิทัล, Alterity, Similitude, Habeology

1. บทความการศึกษาเกมในเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา โดย วสันต์ ปัญญาแก้ว เสนอให้มองว่า “เกม” (game) เป็นทั้งอุตสาหกรรมวัฒนธรรม สื่อเทคโนโลยีที่ผู้คนบริโภค และวัฒนธรรมเกม (หรือการเล่นเกม) ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในโลกดิจิทัล รวมจนไปถึงข้อถกเถียงในแวดวงเกมศึกษาระหว่างกลุ่ม Ludology และกลุ่ม Narratology ซึ่งมีข้อเสนอและจุดยืนเชิงญาณวิทยาต่อการศึกษาปรากฏการณ์เกมในสังคมดิจิทัลที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

2. บทความปรากฎการณ์และการทำความเข้าใจ Esports จากมุมมองเชิงมานุษยวิทยา โดย อาจินต์ ทองอยู่คง

3. บทความพนันกีฬาและเกม/กีฬาออนไลน์ในสังคมไทยยุคดิจิทัล โดย อ.เสาวรีย์ ชัยวรรณ กล่าวถึงข้อค้นพบจาก โครงการวิจัยที่ได้เลือกรายการแข่งขัน “Thai E-League 2018-2019” เป็นกรณีศึกษา ชุดบทความจากโครงการวิจัยนี้จะนำเสนอทั้งข้อค้นพบและความพยายามที่จะอธิบาย 1) Esports ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมเกมกีฬาในสังคมดิจิทัล 2) Esports ในฐานะปรากฏการณ์วัฒนธรรมสื่อที่ก่อตัวขึ้นอย่างท้าทายในสังคมไทย และ 3) Esports ในฐานะ “วัฒนธรรมเกม” (Gaming Culture)

1. บทความการศึกษาเกมในเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา โดย วสันต์ ปัญญาแก้ว เสนอให้มองว่า “เกม” (game) เป็นทั้งอุตสาหกรรมวัฒนธรรม สื่อเทคโนโลยีที่ผู้คนบริโภค และวัฒนธรรมเกม (หรือการเล่นเกม) ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในโลกดิจิทัล รวมจนไปถึงข้อถกเถียงในแวดวงเกมศึกษาระหว่างกลุ่ม Ludology และกลุ่ม Narratology ซึ่งมีข้อเสนอและจุดยืนเชิงญาณวิทยาต่อการศึกษาปรากฏการณ์เกมในสังคมดิจิทัลที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

2. บทความปรากฎการณ์และการทำความเข้าใจ Esports จากมุมมองเชิงมานุษยวิทยา โดย อาจินต์ ทองอยู่คง

3. บทความพนันกีฬาและเกม/กีฬาออนไลน์ในสังคมไทยยุคดิจิทัล โดย อ.เสาวรีย์ ชัยวรรณ กล่าวถึงข้อค้นพบจาก โครงการวิจัยที่ได้เลือกรายการแข่งขัน “Thai E-League 2018-2019” เป็นกรณีศึกษา ชุดบทความจากโครงการวิจัยนี้จะนำเสนอทั้งข้อค้นพบและความพยายามที่จะอธิบาย 1) Esports ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมเกมกีฬาในสังคมดิจิทัล 2) Esports ในฐานะปรากฏการณ์วัฒนธรรมสื่อที่ก่อตัวขึ้นอย่างท้าทายในสังคมไทย และ 3) Esports ในฐานะ “วัฒนธรรมเกม” (Gaming Culture)

1. บทความการศึกษาเกมในเชิงมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา โดย วสันต์ ปัญญาแก้ว เสนอให้มองว่า “เกม” (game) เป็นทั้งอุตสาหกรรมวัฒนธรรม สื่อเทคโนโลยีที่ผู้คนบริโภค และวัฒนธรรมเกม (หรือการเล่นเกม) ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางวัฒนธรรม ซึ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในโลกดิจิทัล รวมจนไปถึงข้อถกเถียงในแวดวงเกมศึกษาระหว่างกลุ่ม Ludology และกลุ่ม Narratology ซึ่งมีข้อเสนอและจุดยืนเชิงญาณวิทยาต่อการศึกษาปรากฏการณ์เกมในสังคมดิจิทัลที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

2. บทความปรากฎการณ์และการทำความเข้าใจ Esports จากมุมมองเชิงมานุษยวิทยา โดย อาจินต์ ทองอยู่คง

3. บทความพนันกีฬาและเกม/กีฬาออนไลน์ในสังคมไทยยุคดิจิทัล โดย อ.เสาวรีย์ ชัยวรรณ กล่าวถึงข้อค้นพบจาก โครงการวิจัยที่ได้เลือกรายการแข่งขัน “Thai E-League 2018-2019” เป็นกรณีศึกษา ชุดบทความจากโครงการวิจัยนี้จะนำเสนอทั้งข้อค้นพบและความพยายามที่จะอธิบาย 1) Esports ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมเกมกีฬาในสังคมดิจิทัล 2) Esports ในฐานะปรากฏการณ์วัฒนธรรมสื่อที่ก่อตัวขึ้นอย่างท้าทายในสังคมไทย และ 3) Esports ในฐานะ “วัฒนธรรมเกม” (Gaming Culture)

E-Sport VS. เด็กติดเกม : สถานะและภาพลักษณ์ของกีฬา E-Sport ในสังคมไทย

E-Sport VS. Gaming Disorder : Status and Image of E-Sport in Thai Society

อารยา พิทยจำรัส

Araya Pittayachamrat

บทคัดย่อ

​กีฬา E-Sport หรือ (Electronic Sport) เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา เอเชียนเกม 2022 การปรากฏของ E- Sport ในกีฬาเอเชียนเกม แสดงถึงสถานะของกีฬา E-Sport ที่ได้รับการยอมรับให้เป็น “กีฬา” ชนิดหนึ่ง ในสังคมนานาชาติ ทว่าในสังคมไทยภาพลักษณ์ของกีฬา E-Sport กลับต้องเผชิญกับวาทกรรม “เด็กติดเกม” อันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกีฬา E- Sport ที่ไม่ได้รับการยอมรับ หรือมีภาพลักษณ์ที่ดีเทียบเท่ากับกีฬาที่ใช้ทักษะทางร่างกายชนิดอื่นๆ (Physical Sport) วาทกรรม “เด็กติดเกม” นี้เป็นวาทกรรมที่ถูกผลิต และเผยแพร่ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ที่มีต่อผู้ที่ชื่นชอบการเล่มเกม บทความนี้กล่าวถึงอิทธิพลของ “เด็กติดเกม” ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า วาทกรรม “เด็กติดเกม” ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกีฬา E-Sport ในสังคมไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ท้าทายต่อการเติบโตของวงการ E-Sport ในประเทศไทย

คำสำคัญ : E-Sport, เด็กติดเกม, สังคมไทย

Abstract

E-Sport or Electronic Sport is a new sport that will be emerged in Asian Games 2022. The emerging of E-Sport in Asian Games show the status of E-Sport that accepted from the international society as “sport”. However in Thai society E-Sport is encounter by “Gaming Disorder” discourse that effect E-Sport image. Which affect E-Sport don’t accept or have an optimistic as same as physical sports. This “Gaming Disorder” discourse has been created by both government and private sector that effect to the peoples who like to play games. This article will be reveal the effect of “Gaming Disorder” discourse, the research founded that “Gaming Disorder” discourse effected to the image of E-Sport in Thai society. This is the important challenge to the growth of E-Sport in Thailand.

Keywords : E-Sport, Gaming Disorder, Thai society

E-Sport : การเปลี่ยนผ่านของโลกกีฬากับระบบทุนนิยมในยุคดิจิทัล

E-Sport : Transformation sports and capitalism in the digital age

นิติพัฒน์ แก้วประสิทธิ์

Nitipat Kaewprasit

บทคัดย่อ

​E-Sport หรือ กีฬาอิเล็กทรอนิกส์นับเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของรูปแบบการพัฒนาวงการกีฬาโลกในยุคดิจิทัล และกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดลีกอาชีพ นักกีฬาอาชีพ นักพากย์ นักแคสต์เกมอาชีพมากมาย รวมถึงแบรนด์ต่าง ๆ ในระดับโลกที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมดังไม่ต่างจากวงการกีฬาอื่น ๆ สำหรับในประเทศไทย E-sports เพิ่งได้รับการประกาศรับรองจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้บรรจุเป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬา นอกเหนือจากรูปแบบการเล่นกีฬา การแข่งขัน ทักษะ การฝึกฝนที่เปลี่ยนแปลงไปจากกีฬาชนิดอื่น ๆ แล้ว การพัฒนารูปแบบทางธุรกิจของกีฬาชนิดนี้ยังมีความหลากหลายและน่าสนใจไม่แพ้ธุรกิจกีฬาสากลระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมทางด้านต่าง ๆ ของปัจเจก กลุ่มปัจเจก องค์กร หน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมของ E-Sport ในด้านการรวมกลุ่ม การแสวงหาผลประโยชน์ อำนาจในการต่อรองและเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบทุนนิยมมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจกีฬาในแต่ละชนิดและเกิดมูลค่าเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ซึ่งในใช่เพียงการแข่งขันในเชิงกีฬาแต่เป็นการแข่งขันในทางธุรกิจ การลงทุน การผลิต การสร้างนวัตกรรมใหม่ในยุคดิจิตอล ตลอดจนรูปแบบของการจัดการของธุรกิจในระบบเสรีและระบบผูกขาด กลไกตลาด อิทธิพลและนโยบายการเมืองเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในโลกดิจิทัล

คำสำคัญ : กีฬาอิเล็คทรอนิคส์, การเปลี่ยนผ่าน, ทุนนิยม

Abstract

​E-Sport or electronic sport is a major change in the development of the sports world in the digital age. And is constantly growing, resulting in professional leagues, professional athletes, dubbed casts, many professional games Including brands in world-class sponsor of the team is no different from other sports. In Thailand, E-sports has just received a certification from the Ministry of Tourism and Sports to be a sport. In addition to sports, competition, training skills that have changed from other types of sports, the development of the business model of this sport is still diverse and interesting, not losing to a global sports business. Reflecting various behaviors of individuals, individuals, organizations, agencies that have played a role in E-Sport activities in the group integration Exploitation Bargaining power and well-known capitalism in driving each type of sports business and creating a high economic value Which is not only a competitive sport but a competition in business, investment, production, innovation in the digital age. As well as the forms of business management in the free and monopoly systems, market mechanisms, political influence and policies, as well as environmental factors that cause the transition in the digital world.

Keywords : E-Sport, Transformation, Capitalism

จากอินเทอร์เน็ตแห่งข้อมูลสู่อินเทอร์เน็ตแห่งมูลค่า : การสะสมทุนรูปแบบใหม่ผ่านกระบวนการปิดล้อมและการสร้างความขาดแคลนเทียมภายใต้ระบบทุนนิยมดิจิทัล กรณีศึกษา คริปโทเคอร์เรนซี่และบล็อกเชนเทคโนโลยี

From the internet of information to the Internet of value : a new form of capital accumulation through a process of enclosure and the construct of artificial scarcity under digital capitalism. Case studies, cryptocurrency and blockchain technology

ธีรพงศ์ เกตุมณี
Teerapong Ketmanee

บทคัดย่อ

บทความนี้ต้องการอธิบายในประเด็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของ “คลิปโทเคอร์เรนซี”(crypto currency) หรือ “เงินดิจิทัล”(digital currency) ที่ถือกำเนิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาและปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 2,000 สกุล ซึ่งกำลังกลายเป็นที่กล่าวถึงในแง่มุมของ ‘disruptive technology’ ที่กำลังจะมาปฏิวัติโลกของธุรกิจและการเงินให้เข้าสู่ยุคสมัยของ “อินเทอร์เน็ตแห่งมูลค่า”(the internet of value) ผ่านกระบวนการ ‘digitization’ ข้อมูลในโลกดิจิทัลให้กลายเป็นสิ่งที่มีปริมาณจำกัดและมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีบนอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยเทคโนโลยี “บล็อกเชน”(blockchain) ในการตรวจสอบความถูกต้องของการส่งข้อมูล(verified transaction) บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายศูนย์(decentralized) ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความเป็นไปได้ในรับส่งข้อมูลได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง(peer to peer) อีกทั้งยังสามารถแก้ปัญหาการ ‘double spending’ ซึ่งส่งผลให้การแลกเปลี่ยนมูลค่า(value exchange) บนอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งทีทำได้จริง ดังจะเห็นได้จากการถือกำเนิดของ “บิดคอยน์”(bitcoin) ในปี 2009 ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกของโลกที่มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านบิดคอยน์และสามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ซึ่งมีมูลค่าสูงสุดราว 19,000 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบิดคอยน์ ในปี 2018 นอกจากนั้นเงินดิจิทัลอย่าง “อีเธอร์เลียม”(ethereum) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการระดมทุนรูปแบบใหม่ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘Initial Coin Offering’(ICO) ยังสามารถระดมทุนได้ราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 ซึ่งมากกว่าการระดมทุนผ่าน ‘venture capital’ ถึง 5 เท่า ที่สามารถระดมทุนได้เพียง 797 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการเกิดขึ้นของคลิปโทเคอร์เรนซี่จึงแสดงให้เห็นถึงการสะสมทุนรูปแบบใหม่ของระบบทุนนิยมในยุคดิจิทัล(Digital Capitalism) ผ่านกระบวนการปิดล้อม(enclosure)และการสร้างความขาดแคลนเทียม(artificial scarcity) ขึ้นมาบนโลกดิจิทัล โดยผู้เขียนได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีของนักคิดสาย Marxist กลุ่ม Autonamia อย่าง ‘Carlo Vercellone’ มาใช้ในการอธิบาย

คำสำคัญ : คลิปโทเคอร์ซี่, อินเทอร์เน็ตแห่งมูลค่า, ทุนนิยมดิจิทัล

Abstract

This article describes the issue of the "crypto currency" or "digital currency" phenomenon that has occurred in the past 10 years and currently has more than 2,000 currencies, which are becoming mentioned in the aspect of 'disruptive technology’ is about to revolutionize the world of business and finance into the era of "the internet of value" through the process ‘digitization' information in the digital world to become limited and worth having a free exchange on the internet based on "blockchain" technology in "verified transaction" on a distributed network of computers that are connected around the world. Which results in the possibility of 'peer to peer' data transmission and can solve the problem of "double spending" which results in 'value exchange' on the internet being a real thing. As can be seen from the birth of "bitcoin" in 2009, which is the world's first digital currency that is limited to 21 million bitcoin and can be exchanged freely without going through the bank. Which has a maximum value of approximately 19,000 dollars per bitcoin in 2018. In addition, digital currency like "ethereum" designed for new funding through what is known as the "initial coin offering" (ICO) can still raise approximately US $ 4,000 million in 2017, which is more than funding through 'venture capital 'up to five times that of raising $ 797 million. Therefore, the emergence of the crypto currency demonstrates a new form of capital accumulation of digital capital through the 'enclosure' and 'artificial scarcity' processes on the digital world. The author has applied the theory of Marxist thinker like ‘Carlo Vercellone’ to explain.

keyword : cryptocurrency, internet of value, digital capitalism

การสร้างเนื้อหารายการโทรทัศน์ดิจิทัลร่วมกันภายใต้การร่วมมือระหว่างประเทศ

Co-Creation Digital TV Content Together Under International Cooperation

สหพร ยี่ตันสี

Sahaporn Yeetunsee

บทคัดย่อ

บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการการสร้างเนื้อหารายการโทรทัศน์ดิจิทัลร่วมกันภายใต้การร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบ การสร้างสรรค์เนื้อหารายการโทรทัศน์ร่วมกัน (Co-Creation) โดยระบบทุนนิยมดิจิทัล และ ศึกษาโครงสร้างการบริหารจัดการภายใต้การร่วมมือ สร้างสรรค์เนื้อหารายการโทรทัศน์ดิจิทัล ระหว่างประเทศ ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการควบรวมกิจการและการเผยแพร่เนื้อหารายการ (Content) ในช่องทางโททัศน์และแพลทฟอร์มสื่อโซเชียลมีเดียพร้อมกันทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างแนวทางให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวงข้องกับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ของประเทศเทศไทย ทั้งผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ และ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ได้เห็นแนวทางของการ พัฒนาธุรกิจสื่อโทรทัศน์ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นภายใต้การร่วมมือระหว่างประเทศ เกาหลีกับประเทศไทย ในรูปแบบ Co-Creation รวมไปถึงศึกษาวรรณกรรม และ งานวิจัยในแต่งประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการแบบดิจิทัลดังกล่าวเพื่อประกอบการวิเคราะห์องค์ความรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าส่งผลต่อความต้องการของผู้บริโภคในการรับรู้ เนื้อหารายการแบบไม่ต้องรอการออกอากาศแบบ Real Time ที่สามารถดูได้ตามต้องการจากทุกมุมโลกซึ่งจากการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลจึงก่อให้เกิดการร่วมลงทุนระหว่างประเทศจนกลายเป็นการผลิตรายการร่วมกันข้ามชาติ (International Co – Production) ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดบทการของการผลิตรายการโทรทัศน์ข้ามชาติภายใต้การร่วมมือระหว่างประเทศโดยระบบทุนนิยมดิจิทัล นั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องของการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมโทรทัศน์ ของประเทศไทยภายใต้การร่วมมือระหว่างประเทศ ที่มีผลกระทบโดยตรงจากการที่เทคโนโลยีย่อโลกให้ใกล้กันมากขึ้น การศึกษาดังกล่าวจะเป็นการรวมรวบข้อมูลของโครงสร้างการบริหารจัดการ และ โมเดลทางธุรกิจ ในการผลิต การรวมลงทุนให้เกิดเนื้อหาดิจิทัล(Digital-Content) ที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จ และ รายได้ประเทศได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งเป็นทางออกที่น่าสนใจสำหรับสถานีโทรทัศน์และ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในไทยอีกทั้งยังเป็นการขยายฐานผู้ชมอย่างต่อเนื่องในยุคดิจิทัลต่อไป

คำสำคัญ : การสร้างสรรค์, เนื้อหารายการโทรทัศน์ข้ามชาติ, การร่วมมือระหว่างประเทศ

Abstract

​This article aims to study the development of digital television content creation under international cooperation in the form of Creating television content together (Co-Creation) by digital capitalism and study the management structure under cooperation Create digital TV content international. With digital technology as a tool for mergers and acquisitions and content dissemination in the media and social media platforms Together both countries To create guidelines for those involved in the Thai television industry Both the TV station executives and domestic TV producers have seen the approach of Develop television business under technological change. By using the study method from documents and collecting information that occurs under international cooperation in the form of co-creation and literary studies and research in the country Related to Such digital merger for the analysis of knowledge About technology that affects the needs of consumers in recognition Program content without having to wait for real-time broadcasts that can be viewed as needed from all corners of the world. From the transition into the digital age Therefore causing international investment to become Cross-country program production (International Co-Production) The factors that cause the production of transnational television programs under international cooperation by digital capitalism That is inevitable about the changing technology that affects consumer behavior and is a matter of business survival in the digital age Which is considered the development of the television industry business Of Thailand under international cooperation Which has a direct impact from the technology to reduce the world closer Such studies will be a collection of information about the management structure and business models in the production, investment and integration of digital content (Digital-Content) that results in success and income in the country in the future. Which is an interesting solution for television stations and TV program producers in Thailand and also continue to expand the audience base in the digital age.

Keywords : Co-Creation, Content of transnational television programs, International cooperation

เรื่องเล่าจากผืนผ้า : เมื่อคุณค่าถูกทำให้มีมูลค่าในโลกดิจิทัล

Textile Narrative: How Traditional Textile and Self Identities are being Valued and Promoted to the Digital World

ปกกสิณ ชาทิพฮด

Pokkasina Chathiphot

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งศึกษาเรื่องเล่าที่ปรากฏบนผืนผ้าของชุมชนผ้าทอของจังหวัดสกลนคร โดยการเก็บข้อมูลจากสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประกอบการที่มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าแบบออนไลน์ เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการสร้างเรื่องเล่าให้กับผืนผ้าที่จำหน่ายแบบออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มชุมชนผ้าทอของจังหวัดสกลนครมีจำนวนมากกว่า 285 กลุ่ม หากแต่ช่องทางการจำหน่ายที่อยู่บนโลกเสมือนจริงหรือโลกดิจิทัลยังปรากฏค่อนข้างน้อย มีกลุ่มหรือชุมชนที่มีทักษะและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในโลกดิจิทัล ในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าผ่าน Facebook, Line, Instagram และ Page Online โดยส่วนมากช่องทางไลน์, เฟสบุ๊คมักจะถูกนำเสนอได้ค่อนข้างรวดเร็วและครบถ้วน เนื่องจากสามารถบรรจุเรื่องราว เรื่องเล่า ภาพทั้งที่เป็นภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่างๆ ได้ นำไปสู่ความสนใจและพึงพอใจของกลุ่มลูกค้าอย่างแพร่หลาย เรื่องเล่าที่ถูกนำเสนอมากที่สุดเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับชุมชน คน ลวดลาย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัด รวมถึงพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์จักรี การสร้างเรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าของกลุ่มหรือชุมชนได้รับความสนใจและกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความใคร่รู้ และอยากจะมีประสบการณ์ร่วมในการเข้าไปในชุมชนเพื่อศึกษาและเรียนรู้กระบวนการย้อมผ้า อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเอาประสบการณ์ในโลกอดีตมาสู่โลกปัจจุบันด้วยเครื่องมือของโลกดิจิทัลด้วยการดึงเอาคุณค่ามาสร้างให้เป็นมูลค่าได้อย่างแท้จริง

คำสำคัญ : เรื่องเล่า / ชุมชนผ้าทอ / อัตลักษณ์ในโลกดิจิทัล

Abstract

This article presents the narrative description of textile weaving and production process by communities living in Sakon Nakhon Province. The study is conducted by collecting data through interview from online entrepreneurs’ narrative description of the process of weaving and production process. ​It was found that there were more than 285 weavers communities,. But sales channels that are on the virtual or digital world still appear to lag behind due to inadequate skills and ability to use information technology. It is well known that among the online channels, Facebook is increasingly becoming popular, which can distribute to a wide audience or customers quickly and completely. It can be presented in many ways such as stories, images, animations of various community-activities and these help to bring interest and satisfaction to the customers who are interested in the local woven fabric products. Thus, presentation of narrative story about the community, folk tales, stories about the historical landmarks of the province such as stories related to the royal duties of the Chakri Dynasty, ultimately leading to expose and to bring customers’ attention the fabric or textile products of the communities. From these narrative story description, it is expected that the customers will be aware of textile fabrics, which is the speciality of Sakhon Province and would like to have experience in joining the community to study and learn the process of dyeing, weaving and being a part of the past experience that people in the modern world are less likely to meet today. Finally, it can be said that awareness of the experience of the past world would enlighten the present world about the values of traditional textile and self-identities to add more values using the tools of the digital world.

Keywords : Narrative / Weaving Community / Digital World, Self Identity

แอพลิเคชั่นบริการทำความสะอา: โอกาสและความท้าทายใหม่ของแม่บ้านวัยกลางคน

Cleaning service application: new opportunity and challenge of mid-aged ​​​housemaid

บทคัดย่อ

ในปัจจุบันกระแสเศรษฐกิจแบบแบ่งปันที่เติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของสังคมเมืองและการพัฒนาทางเทคโนโลยีกำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัลและการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะในระบบตลาดแข่งขันเสรีที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้โดยตรง แอพพลิเคชั่นจัดหาแม่บ้านหรือบริการทำความสะอาดเป็นอีกตลาดอาชีพหนึ่งที่สามารถฉวยใช้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปันได้อย่างน่าสนใจ บทความชิ้นนี้นำเสนอปัญหาของแม่บ้านผู้ประกอบอาชีพผ่านแอพพลิเคชั่น ช่วงอายุ 30-50 ปี ที่ด้อยการศึกษาและความก้าวทันโลกดิจิทัลซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการแข่งขันในตลาดธุรกิจดิจิทัล ทั้งยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการแอพพลิเคชั่นจัดหาแม่บ้านเอาเปรียบแรงงานกลุ่มนี้ด้วย อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่า เหล่าแม่บ้านไม่ได้นิ่งเฉยต่อการถูกเอาเปรียบและเป็นผู้พ่ายแพ้ในตลาดเสรี แต่พวกเธอตอบโต้และต่อสู้อย่างมีกลยุทธ์โดยอาศัยความใกล้ชิดกับลูกค้าและช่องโหว่ที่แอพพลิเคชั่นไม่สามารถตรวจตราได้อย่างทั่วถึง

คำสำคัญ : ​แม่บ้านทำความสะอาด, แอพพลิเคชั่น, การก้าวทันโลกดิจิทัล

Abstract

Nowadays, with urban expansion and technological development, sharing economy is growing significantly which affects digital businesses and career options, especially in free market where suppliers could easily reach their customers. Housemaid/cleaning on demand application is one of many markets that is remarkably taking advantage of this economic system. This article discusses problems of housemaids age between 30-50 years old who seek jobs via cleaning service application. They often have low educational background and lack of digital media literacy. These obstacles interfere with their competitiveness in the digital market and offer an opportunity for the application’s owner to exploit on their ignorance. However, the study finds these women aren’t fixed target to be exploited and beaten in this competitive market. On the other hand, they are countering strategically by using their intimate relationship with customers and application’s loopholes which are difficult to thoroughly inspect.

KeywordsHousemaid, application, digital media literacy

1. “มุมมองต่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จากนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ '2001 จอมจักรวาล” (A View on Human Intelligence and Artificial Intelligence from a Sci-fi and a Movie '2001: A Space Odyssey' ) สำรวจถึงอิทธิพลของงานนิยายและภาพยนตร์วิทยาศาตร์ 2001: Space Odyssey (ที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1968) ที่มีต่อการรับรู้ขีดจำกัดของปัญญามนุษย์และการก่อรูปของปัญญาประดิษฐ์ใงานวัฒนธรรมสมัยนิยมอื่นๆที่ผลิตตามมา

เสนอโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. “ปัญญาประดิษฐ์กับสุนทรียศาสตร์ทางจักษุประสาท : ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการรับรู้ของมนุษย์” ( Artificial Intelligence and Visual Aesthetics : How Technology Shapes Human Perception)อธิบายถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตสร้าง/ปรับแต่งมโนทัศน์ความงามของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้และชื่นชมได้

เสนอโดย อ.ดร. ปิยบุตร สุเมตติกุล ภาควิชาปรัญชา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

3. “ปริมาณคือคุณภาพ : ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยทางวัฒนธรรมและบิก เดต้า” ( Quantity is Quality : Artificial Intelligence, Cultural Research and Big Data) กล่าวถึงวิธีการวิจัยทางวัฒนธรรมในยุคบิก เดต้า ที่ข้อมูลเชิงปริมาณมีมากล้น ในขณะที่สนามของการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพก็อยู่ในโลกดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่อธิบายพฤติกรรมการบริโภคเยาวชนในยุคสื่อสังคม

เสนอโดย วิริยะ สว่างโชติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคม คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

1. “มุมมองต่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จากนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ '2001 จอมจักรวาล” (A View on Human Intelligence and Artificial Intelligence from a Sci-fi and a Movie '2001: A Space Odyssey' ) สำรวจถึงอิทธิพลของงานนิยายและภาพยนตร์วิทยาศาตร์ 2001: Space Odyssey (ที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1968) ที่มีต่อการรับรู้ขีดจำกัดของปัญญามนุษย์และการก่อรูปของปัญญาประดิษฐ์ใงานวัฒนธรรมสมัยนิยมอื่นๆที่ผลิตตามมา

เสนอโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. “ปัญญาประดิษฐ์กับสุนทรียศาสตร์ทางจักษุประสาท : ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการรับรู้ของมนุษย์” ( Artificial Intelligence and Visual Aesthetics : How Technology Shapes Human Perception)อธิบายถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตสร้าง/ปรับแต่งมโนทัศน์ความงามของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้และชื่นชมได้

เสนอโดย อ.ดร. ปิยบุตร สุเมตติกุล ภาควิชาปรัญชา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

3. “ปริมาณคือคุณภาพ : ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยทางวัฒนธรรมและบิก เดต้า” ( Quantity is Quality : Artificial Intelligence, Cultural Research and Big Data) กล่าวถึงวิธีการวิจัยทางวัฒนธรรมในยุคบิก เดต้า ที่ข้อมูลเชิงปริมาณมีมากล้น ในขณะที่สนามของการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพก็อยู่ในโลกดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่อธิบายพฤติกรรมการบริโภคเยาวชนในยุคสื่อสังคม

เสนอโดย วิริยะ สว่างโชติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคม คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

1. “มุมมองต่อปัญญามนุษย์และปัญญาประดิษฐ์จากนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ '2001 จอมจักรวาล” (A View on Human Intelligence and Artificial Intelligence from a Sci-fi and a Movie '2001: A Space Odyssey' ) สำรวจถึงอิทธิพลของงานนิยายและภาพยนตร์วิทยาศาตร์ 2001: Space Odyssey (ที่ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1968) ที่มีต่อการรับรู้ขีดจำกัดของปัญญามนุษย์และการก่อรูปของปัญญาประดิษฐ์ใงานวัฒนธรรมสมัยนิยมอื่นๆที่ผลิตตามมา

เสนอโดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย นักวิจัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. “ปัญญาประดิษฐ์กับสุนทรียศาสตร์ทางจักษุประสาท : ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการรับรู้ของมนุษย์” ( Artificial Intelligence and Visual Aesthetics : How Technology Shapes Human Perception)อธิบายถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ผลิตสร้าง/ปรับแต่งมโนทัศน์ความงามของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้กลายเป็นสิ่งที่มนุษย์รับรู้และชื่นชมได้

เสนอโดย อ.ดร. ปิยบุตร สุเมตติกุล ภาควิชาปรัญชา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

3. “ปริมาณคือคุณภาพ : ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยทางวัฒนธรรมและบิก เดต้า” ( Quantity is Quality : Artificial Intelligence, Cultural Research and Big Data) กล่าวถึงวิธีการวิจัยทางวัฒนธรรมในยุคบิก เดต้า ที่ข้อมูลเชิงปริมาณมีมากล้น ในขณะที่สนามของการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพก็อยู่ในโลกดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ถูกนำมาใช้ในการประมวลผลข้อมูลที่อธิบายพฤติกรรมการบริโภคเยาวชนในยุคสื่อสังคม

เสนอโดย วิริยะ สว่างโชติ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์ผู้นำธุรกิจเพื่อสังคม คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัญญาประดิษฐ์กับศิลปะ : ความแตกต่างแห่งการรังสรรค์

Artificial intelligence and art: The difference of creation.

เหมือนฝัน คงสมแสวง

Muanfun Kongsomsawaeng

บทคัดย่อ

เมื่องานศิลปะเกิดจากปัญญาประดิษฐ์และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน บทความนี้จึงอภิปรายถึงความแตกต่างแห่งกระบวนการการรังสรรค์ชิ้นงานศิลปะที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างกับที่มนุษย์สร้างว่าแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ด้วยมุมมองทั้งอัตวิสัยและวัตถุวิสัย แน่นอนว่ายังคงมีพื้นที่ให้กับการเข้ามาสู่แวดวงศิลปะของศิลปินผู้เป็นปัญญาประดิษฐ์ ชิ้นงานยังคงมีคุณค่าในตัวของมันเอง สัมพันธบทที่เกิดขึ้นทำให้รัศมีของคุณค่าแห่งงานศิลปะดำเนินต่อไป แต่ไม่ว่าจะผ่านการพิจารณาแบบใด กระบวนการการสร้างสรรค์โดยปัญญาประดิษฐ์ยังคงไม่ปรากฏภาคส่วนแห่งอารมณ์และการโสธนะ (Catharsis) แก่ปัญญาประดิษฐ์เอง มากไปกว่านั้น ยังคงเป็นการซับซ้อนในเชิงเงื่อนไขของวิธีการ (Algorithm) อันเป็นข้อจำกัด หากจะเชื่อมโยงให้ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานโดยมีพื้นฐานด้านอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการรังสรรค์งานศิลปะ

คำสำคัญ : ปัญญาประดิษฐ์, ศิลปะ

Abstract

When the art creates from artificial intelligence occurred and being accepted, this article discusses about the differentiation of the creative art process, which the art that artificial intelligence created and human created different or not and how the differences between them, using both subjective and objective perspectives. Of course, there is still has a space for entry to the art circles for the artist who is an artificial intelligence. The art still has its own value. The intertextual that has occurred makes the aura of the value of art continue. The creative art process of creation of artificial intelligence still does not appear catharsis to the creator that is artificial intelligence, and didn’t find a part of the creator's emotion. Moreover, the condition of the algorithm is complexity, which is a limitation if you want to program artificial intelligence to create work with the emotional background involved.

Keywords : Artificial intelligence, Art

ชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล : แนวคิด วิธีวิจัย ข้อถกเถียงและความท้า​ทายสำหรับการวิจัยในสังคมไทย

Digital Ethnography : Concepts, Methods, Debates, and ​​​​Challenges for Research in Thai Society

จตุรวิทย์ ทองเมือง

Chaturawit Thongmuang

บทคัดย่อ

บทความนี้จะมุ่งเน้นชาติพันวรรณนาดิจิทัลในแง่วิธีวิจัย ข้อมูลดิจิทัล และคุณสมบัติใหม่ของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้ชาติพันธุ์วรรณนถูกปรับเปลี่ยนด้วยเครื่องมือดิจิทัลใน 2 รูปแบบคือ วิธีวิจัยที่ถูกทำให้เป็นดิจิทัล (Digitized method) และวิธีวิจัยแบบดิจิทัล (Digital method) ซึ่งถูกใช้ในการออกแบบวิจัยงานชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลเพื่อศึกษาประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์ในยุคดิจิทัล การทบทวนวรรณกรรมทำให้ผู้เขียนสามารถจัดกลุ่มการวิจัได้ 3 กลุ่ม (1) กลุ่มนักวิจัยที่ศึกษาประเด็นทางสังคมในสื่อดิจิทัลโดยใช้วิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิมหรือร่วมสมัย (2) กลุ่มนักวิจัยที่ศึกษาประเด็นสังคมโดยใช้วิธีวิจัยแบบดิจิทัลในบริบทออนไลน์ (3) กลุ่มนักวิจัยที่ศึกษาประเด็นทางสังคมและเลือกผสมวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาแบบดั้งเดิมหรือแบบร่วมสมัยกับวิธีการวิจัยที่ถูกทำให้เป็นดิจิทัลและหรือแบบดิจิทัล

วัตถุประสงค์ของบทความนี้มี 4 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อศึกษาถึงพัฒนาการของชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล ประการที่สอง เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิด วิธีวิจัยและเครื่องมือวิจัยที่สำคัญที่ใช้ในงานชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล ประการที่สาม เพื่ออภิปรายถึงข้อถกเถียงที่สำคัญของงานชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลในการศึกษาภาคสนามทางมานุษยวิทยา ประการสุดท้าย เพื่อสะท้อนถึงประสบการณ์วิจัยภาคสนามของผู้เขียน ตลอดจนความท้าทายต่อการประยุกต์ใช้งานชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลในการศึกษาวัฒนธรรมและสังคมไทย

ผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยคำถามทางวิธีวิทยาและหรือปัญหาทางมานุษยวิทยาดิจิทัล เช่น จริยธรรมการวิจัย วิธีวิจัย บันทึกภาคสนาม โดยเนื้อหาของบทความประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ (1) ความหมายของชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล (2) เบื้องหลังและพัฒนาการของงานชาติพันธ์วรรณนาดิจิทัล(3) กรอบแนวคิดและวิธีวิทยาสำหรับแนวทางศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล (4) ประเด็นและข้อถกเถียงในการเขียนงานชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล (5) การสะท้อนประสบการณ์และความท้าทายของผู้เขียนในการทำงานภาคสนามออนไลน์

คำสำคัญ : ชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัล, วิธีวิจัยที่ถูกทำให้เป็นดิจิทัล, วิธีวิจัยแบบดิจิทัล

Abstract

The paper will focus on digital ethnography in an aspect of methodology, digital data and new features of digital technology which have been madeethnography to be adapted by digital tools in two types: digitalised method and digital method. These methods have been used in research design of digital ethnography to study social and cultural issues of human in the digital age. Literature review made the author be able to categorize research groups. (1) A group of researchers who have studied social issues on digital platforms using traditional or contemporary anthropological methods. (2) A group of researchers who have studiedsocial issues using digital methods in online contexts. (3) A group of researchers whohave studied social issues and select to hybridize traditional anthropological research methods or contemporary social research method with digitized methods and or digital methods.

There are four objectives of the paper. Firstly, to study about development of digital ethnography. Secondly, to present a conceptual framework, an exploration of the method, and significant research tools which have been used in digital ethnography. Thirdly, to discuss important methodological debates for using digital ethnography in anthropological fieldwork. Fourthly, to reflect on the author’s ethnographic fieldwork experiences and methodological challenges applying digital ethnography to study Thai society.

The author will begin with raising methodological questions and or digital anthropological problems, for example, research ethics, research methods, field note. The content of the paper will consist of five parts. (1) Definition of digital ethnography (2) Background and development of digital ethnography. (3) Conceptual and methodological framework for digital ethnographic approach. (4) Issues and debates in digital ethnographic writing. (5) Reflection on the online fieldworkexperiences and challenges of the author

Keywords : Digital ethnography, Digitized method, Digital method

 

ระเบียบวิธีวิจัยมานุษยวิทยาดิจิทัล: กรอบแนวคิดทฤษฎี และกระบวนการศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม

Digital Anthropology Research Methodology: The Conceptual Framework, Theory, and Studies Process of Digital Technology to Specify the Relations between Human and Society

สุกมล มุ่งพัฒนสุนทร

Sukamon Mungpattanasunthon

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยในการศึกษามานุษยวิทยาดิจิตอล ผ่านแนวคิดทฤษฎี Technological Mediation Theory (Don Ihde, 2009) หรือ “ทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสัมพันธ์” ซึ่งได้มีการศึกษาและสรุปออกมาเป็นกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของเทคโนโลยีที่มีต่อมนุษย์และสังคมไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (สุกมล มุ่งพัฒนสุนทร, 2561 และ Mungpattanasunthon, 2019) ทั้งนี้ทฤษฎีดังกล่าวได้มีพัฒนามาจากสำนักปรากฏการณ์นิยมที่มี มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (1977) เป็นนักคิดต้นกำเนิดที่นำเสนอแนวคิดที่ให้าตระหนักถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่มีมากไปกว่าการเป็นแค่วัตถุสิ่งของ จนกระทั่งแนวคิดนี้มีการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ มาสู่ยุคร่วมสมัยปัจจุบัน จนกลายมาเป็นสำนักหลังปรากฏการณ์นิยมที่มี ดอน ไอเด (2009), ปีเตอร์ เวอร์บีค (2016), โรเบิร์ท โรเซ็นเบอร์เกอร์ (2015) และกัวเลนิ (2015) เป็นนักคิดที่สำคัญและมีอิทธิพลต่อนักคิดคนอื่นๆ ที่สนใจศึกษาในแง่มุมเดียวกัน และรวมไปถึงการศึกษาอิทธิพลของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อการกำหนดหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตของมนุษย์ให้ไปสู่ความเป็น Digitalisation (ดิจิทัลไลซ์เซชั่น) หรือการทำให้กลายเป็นดิจิทัล เพราะนานาประเทศ รวมถึงประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ (Mungpattanasunthon, 2019) การศึกษามานุษยวิทยาดิจิทัลนั้นอาศัยรูปแบบวิธีวิจัยในการศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีโดยทั่วไป และรวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลก และสังคม โดยจะใช้กระบวนการศึกษาตามแนวทางที่เป็นที่นิยมของนักมานุษยวิทยาทั่วไปในปัจจุบันคือ การใช้วิธีการรายงานชีวิตประจำวัน เพื่อค้นหาและตรวจสอบปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแนวคิดทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสัมพันธ์ที่ดอน ไอเดได้ตั้งไว้หรือไม่ ทั้งนี้ในบทความนี้จะนำเสนอเนื้อหาหลัก 3 ประการดั้งนี้ 1) เพื่อนำเสนอนิยามความหมาย ประวัติความเป็นมาของแนวคิดทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสัมพันธ์ 2) ยกตัวอย่างงานวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งของตัวผู้เขียน และของนักวิชาการคนอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์และอภิปราย 3) ยกตัวอย่างการศึกษาตามแนวระเบียบวิธีวิจัย “การรายงานชีวิตประจำวัน” พร้อมแนวทางในการวิเคราะห์อภิปรายถึงความสัมพันธ์ของปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับแนวคิดทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสัมพันธ์

คำสำคัญ : มานุษยวิทยาดิจิตอล, ระเบียบวิธีวิทยาดิจิทัลเทคโนโลยี, ทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อสัมพันธ์

Abstract

This article aims to represent research methodology to study Digital Anthropology through the concept of “Technological Mediation Theory”. This idea was studies and summarised to be the conceptual frame work of the relations between technology roles to human and society in the previous articles (Mungpattanasunthon, 2018 and 2019). Therefore, the Technological Mediation Theory has been developed from Phenomenology approach. Martin Heidegger (1977) is the original philosopher who presented that the human should aware roles of technology more than being only objects. In contemporary era, the concept has been developed to Postphenomenology. Don Ihde (2009), Peter Verbeek (2015 and 2016), Robert Rosenberger (2015) and Stefano Gualeni (2015) are the influential thinker to other scholars in this field. Additionally, the outstanding studies are the influence of Digital Technology that shape or reshape human being and transforming to Digitalisation because various nations including Thailand are entering to Digital Era (Mungpattanasunthon, 2019). Generally, Digital Anthropology Studies base on research methodology to investigate the technological roles including Digital technology. Everyday life report is the popular technique that the anthropology chooses to explore social and cultural phenomena, then using the result to discuss and argue the data as Technological Mediation Theory by Don Ihde approaches. So, this article aims to scrutinise 3 objectives; 1) to find the definition and history of the concept and theory of Technological Mediation 2) to present the examples of previous research and academic article 3) to represent the example of “Everyday Life Report” technique and also show the guideline to analyse and discuss the relations between the phenomena and the Technological Mediation theory.

Keywords : Digital Anthropology, Digital Technology Methodology, Technological Mediation Theory

แรงปรารถนาแห่งยุคดิจิทัล: การควบคุมและความไหลลื่น

The Desire of the Digital Age: Controls and Flows

ชญาน์ทัต ศุภชลาศัย

บทคัดย่อ

บทความฉบับนี้มีจุดประสงค์ที่จะนำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับยุคดิจิทัลโดยพึ่งพาแนวคิดทางปรัชญาและทฤษฎีวิพากษ์ของ ฌ้าคส์ ลาก็อง (Jacques Lacan) จิล เดอลูซ (Gilles Deleuze) และ บรูโน ลาตูว์ (Bruno Latour) ข้อเสนอหลักของบทความคือยุคดิจิทัลสะท้อนถึงแรงปรารถนาที่หลากหลาย ที่ไร้พรมแดนและไร้ขีดจำกัด เทคโนโลยีแห่งยุคดิจิทัลที่สำคัญ เช่น บิ๊กดาต้า อินเทอร์เนตแห่งสรรพสิ่ง บล็อคเชน อากาศยานไร้คนขับ การโฆษณา การแสดงผลลัพธ์ข้อมูลจากการค้นหา ฯลฯ เหล่านี้ คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้แรงปรารถนาอันหลากหลายหรือพหุภาคแห่งแรงปรารถนากลายเป็นปรากฎการณ์สำคัญ กล่าวคือเทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนถึงแรงปรารถนาเพื่อการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เช่น การตรวจตราบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ การแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลโดยละเมิดสิทธิส่วนบุคคลฯลฯ สะท้อนถึงแรงปรารถนาของมนุษย์ในการควบคุมสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น พืช สัตว์ มหาสมุทร ภูมิอากาศ ฯลฯ และสะท้อนถึงแรงปรารถนาของการสร้างตัวตนและอัตวิสัยที่ทั้งเล็ดลอดจากการถูกควบคุมทั้งยังไม่ได้เผชิญกับการควบคุม เนื่องด้วยโลกดิจิทัลสะท้อนถึงแรงปรารถนาเพื่อการควบคุมและธรรมชาติของการไหลลื่น โลกดิจิทัลจึงเป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนถึงแรงปรารถนาแห่งการปฎิสัมพันธ์อันหลากหลายและลื่นไหลระหว่างตัวสร้างการกระทำต่าง ๆ ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ได้เป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลจึงมีความสัมพันธ์กับห้วงอัตวิสัยของชีวิตต่างๆ ยิ่งเชื่อมโยงเข้ากับบริบทของทุนนิยมดิจิทัลเข้าด้วยแล้ว โลกดิจิทัลยิ่งเผยให้เห็นถึงผลกระทบในลักษณะของการเอารัดเอาเปรียบและการละเมิดจริยธรรมของเทคโนโลยีที่มีต่อมวลชีวิตต่างๆ บนโลก

คำสำคัญ : แรงปรารถนา การควบคุม การไหลลื่น

Abstract

This article aims to propose the analysis of the digital age by resorting to philosophical concepts and critical theories of Jacques Lacan, Gilles Deleuze, and Bruno Latour. Its underlying argument is the multiplicity of desire, which is boundless and limitless, in the digital age. The evolution of significant digital technologies such as Big Data, the Internet of Things (IoT), Blockchain, Drone, Adverts, and the Outcome of the Search Engine, to name a few, show that the multiplicity of desire is the main feature of the contemporary world. Precisely, these technologies show the desire to control human interaction such as to conduct surveillance within the state, to obtain information of the citizens yet violating their privacies, and so on. These digital technologies also appeal to human desire to control the non-human beings such as plants, animals, oceans, and temperatures. Lastly, it reflects a desire to formulate human identity and subjectivity that evades and independent to the controls. As digital age reflects the desire to control human-to-human and human-to-non-human interactions as well as the nature of the flow, the digital age is a phenomenon manifesting to us the flow and desire of the innumerable and unidentifiable interactions among human and non-human agencies. Therefore, digital technology is related to the subjectivities of all living beings. Connected in particular to a context of digital capitalism, a universe of digitality unravels the impacts of exploitation and the ethical violation of technology over all living beings on earth.

Keywords : Desire, controls, flows

เมื่อรัฐกลายเป็นผู้ก่อการร้ายจากการล่อลวงพลเมือง

When Government Becomes from the temptation of citizen

จิรประภา ฉิมเรือง

Jiraprapa Chimruang

บทคัดย่อ

​ประเทศไทยเป็นรัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีหลักนิติรัฐที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม คุ้มครองการแสดงออกทางความคิด ทัศนคติ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งการเคลื่อนไหวของพลเมืองมีการพัฒนาที่ก้าวสู่สังคมที่มีการใช้อุปกรณ์สื่อสารผ่านโลกดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางกาเมือง ส่งต่อข้อมูลต่างๆ รวมกลุ่ม เปิดโลกสู่การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิด การวิจารณ์ทางการเมือง หรือตรวจสอบการทำงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการผ่านช่องทางการใช้แอพพลิเคชั่น facebook twitter การตั้งกระทู้ต่างๆ หรือการสนทนาผ่านแชทข้อความ ที่มีการส่งต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายและสะดวก

​การรวมกลุ่มทางการเมืองและการแสดงออกทางการเมืองในโลกดิจิทัล ได้รับการตอบสนองและกลายเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่นิยมอย่างมากในสังคมปัจจุบัน จนนำไปสู่ความกังวลของรัฐที่ไม่อาจจะควบคุมการรวมกลุ่มหรือการแสดงออกทางการเมืองในสังคมดิจิทัลได้ โดยเฉพาะกลุ่มพลเมืองผู้มีความเห็นทางการเมืองต่างจากรัฐ รัฐจึงมีการใช้กลยุทธ์หรือวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเข้ามาแทรกแซง จำกัดการแสดงออกและการวิจารณ์การทำงานของรัฐ โดยวิธีการจูงใจ การล่อให้เกิดการกระทำความผิด(Entrapment) การตั้งกระทู้หลอกล่อให้บุคคลเปิดเผยตัวตน ทัศนคติเกี่ยวการเมือง แม้แต่การปลอมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อก่อเจตนาให้แก่ผู้ที่ไม่มีเจตนากระทำความผิดตั้งแต่แรกเกิดการกระทำความผิดขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ในการยั่วยุ ปลุกปั่น หลอกล่อบุคคลผู้เป็นเป้าหมายของรัฐให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่นำไปสู่การปรักปรำในกระบวนการยุติธรรม วิธีการดังกล่าวที่รัฐเลือกใช้นั้นเจาะจงและปฏิบัติการต่อพลเมืองหรือกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองเพื่อสกัดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งการกระทำดังกล่าวของรัฐเป็นเพียงการเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองบางกลุ่มภายในรัฐให้เกิดความหวาดกลัวและเพื่อไม่ให้สังคมในวงกว้างปฏิบัติตาม

​จากการเข้าแทรกแซง การเลือกปฏิบัติโดยใช้วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐสะท้อนให้เห็นว่า รัฐผู้ที่มีหน้าที่ประกันสิทธิเสรีภาพของพลเมืองกลายเป็นผู้หลอกล่อ ปรักปรำ แทรกแซง โดยใช้วิธีการทางอาญามาจำกัดสิทธิ หรือ การริดรอนสิทธิบุคคลรวมไปถึงกลุ่มคนที่มีการร่วมกลุ่มทางการเมืองและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างจากรัฐ ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวของรัฐต่อพลเมือง อาจจะเรียกได้ว่า การก่อการร้ายโดยรัฐก็ว่าได้

คำสำคัญ : รวมกลุ่มทางการเมือง, การล่อลวง, กลยุทธ์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย

Abstract

Thailand democratic constitution is the supreme law of state. Under the rule of law, the constitution guarantees freedom of expression and assembly leading to political participation. Presently, communication in digital platforms are used to drive political issues thru social media like Facebook or Twitter because it can instantly communicate or spread issues and conveniently access the information.

As the findings, government concerns about political expression and assembly with digital means, especially in the opponent. It has to control this situation by illegal strategy, such as political expression or comment disposal, digital platform-entrapment to reveal the opponent personal information, entrapment the opponent to commit an offense by provoking. Moreover, the illegal control means is specifically applied with the opponent to spread fear in their community and to prevent imitation for the rest. It is infringement of guaranteed-constitution rights.

As stated, that can be said government, which is the citizen’s representative, causes violence to the people.

Key words: Assembly, Entrapment, Illegal Strategy

การเมืองของกระบวนการยุติธรรมในโลกดิจิทัล: ความเหลื่อมล้ำในการต่อสู้คดีของผู้ถูก​​กล่าวหาในกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวดคดีความมั่นคง

​​Politics of Justice System in Digital Forensics: Inequality in Crimes Against Nation ​​​Security Lawsuit of The Accused

วรินทรา ศรีวิชัย

Warintra Seevichai

บทคัดย่อ

บทความชิ้นนี้มุ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล ซึ่งพบว่าในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลย ความรู้และความเข้าใจในการอธิบายเกี่ยวกับตัวพยานหลักฐานดิจิทัลถือเป็นสิ่งสำคัญและมีผลต่อการแพ้ชนะคดี ฝ่ายใดก็ตามที่อ้างถึงพยานหลักฐานดิจิทัลจะต้องแสวงหาพยานผู้เชี่ยวชาญมาสนับสนุนพยานหลักฐานฝ่ายตน ซึ่งในทางปฏิบัติพบว่าฝ่ายจำเลยยังไม่มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพยานหลักฐานดิจิทัลเพียงพอ อีกทั้งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตัวพยานหลักฐานดิจิทัลและการแสวงหาพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาอธิบายและโต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานดิจิทัลของฝ่ายโจทก์ว่ามีความถูกต้องแท้จริงหรือไม่

ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานดิจิทัลที่รัฐเป็นผู้ดำเนินคดี รัฐมีอำนาจในทางกฎหมายในการเข้าถึงข้อมูลและมีหน่วยงานที่มีทรัพยากร เทคโนโลยี ในการแสวงหาและได้มาซึ่งพยานหลักฐานดิจิทัล อีกทั้งรัฐยังมีพยานผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เรื่องการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล ทำให้รัฐมีศักยภาพในการเข้าถึงและตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลได้ดีกว่าฝ่ายอื่น หากกรณีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้ดำเนินคดี โดยใช้อำนาจรัฐจัดการกับฝ่ายที่มีความเห็นต่าง ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายที่ถูกดำเนินคดี และยังส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นของสังคมการเมืองอีกด้วย

ดังนั้น การลดความเหลื่อมล้ำในการต่อสู้คดีของผู้ถูกกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรมในคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงที่รัฐเป็นฝ่ายดำเนินคดีและต้องใช้พยานหลักฐานดิจิทัล รัฐจึงควรต้องสร้างหลักประกันหรือมาตรฐานในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในกระบวนการยุติธรรม

คำสำคัญ : พยานหลักฐานดิจิทัล, ความเหลื่อมล้ำ, ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

Abstract

This article is to demonstrate problems, obstacles, and conditions of digital forensics in Thailand that leads to the inequality in crimes against nation security lawsuit of the accused. Inequality in the lawsuit relates with the understanding and ability to describe term of digital evidence which is the essential condition significantly affecting the lawsuit result. Any parties, the plaintiff or defendant, allege any digital evidences, he/she has a duty to verify one’s evidences through digital-expert witness(es). However, in practice, the defendant lacks knowledge and understanding of digital evidence. In addition, there are obstacles in seeking digital evidences and expert witness to describe or argue against the assertion of digital evidences of the plaintiff whether it is true or not.

As the findings, “the government”, by its ruling, had more potential and power than individual for seeking digital evidences and manage crimes against national security cases. Therefore, it has been never a fair and equal digital lawsuit in crimes against national security in that situation, between “the government” as the plaintiff, and opposite-individual as the defendant.

In conclusion, the researcher suggests that government should determine the guarantee or standard of digital forensics in crimes against national security cases.

Keywords : Digital Forensics, Inequality, Crimes Against National Security.

นักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล

Travelers in the digital age

สมพงษ์ เส้งมณีย์

Sompong Sengmanee

บทคัดย่อ

​หากจะกล่าวถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของไทยขับเคลื่อน ด้วยเงินหมุนเวียนในแต่ละปีที่มีอยู่จำนวนมาก และแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ลงลึกถึงระดับชุมชน ท้องถิ่น เริ่มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้ง ความหลากหลายของทรัพยากรท่องเที่ยวและความเป็นไทย วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการรณรงค์ของหน่วยงานของรัฐให้ท่องเที่ยวในวิถีชุมชนท้องถิ่น เห็นได้จากการรณรงค์ท่องเที่ยวโครงการ “นวัตวิถี”

​ในขณะเดียวกัน ทุกวันนี้มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย มีข้อมูลสารสนเทศที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย การสื่อสารเริ่มเปลี่ยนแปลงทำให้ส่งผลต่อสังคม ความเป็นอยู่ ตามแนวคิดของ เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นตัวกำหนด (Technology Determinism) ทำให้สังคมไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น และยังเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการท่องเที่ยวในปัจจุบัน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างไปจากอดีต การที่นักท่องเที่ยวตัดสินใจท่องเที่ยวในแต่ละสถานที่มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่มาช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในโลกดิจิทัล บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการตัดสินใจในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว นำมาเปรียบเทียบกับ พฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลในยุคดิจิทัลของในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น 1 การเข้าถึงข้อมูล (access) 2 การสร้างความสัมพันธ์อันดี (engage) 3 การจัดการเลือกข้อมูลได้โดยอิสระ (customize) 4 การติดต่อสื่อสาร การแบ่งบัน (connect) 5 ความร่วมมือ (collaboration) ซึ่งพบว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวมีการหาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ก็ที่จะตัดสินใจการท่องเที่ยว โดยใช้ ระบบอินเทอเน็ต ในการค้นหาข้อมูล และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระบบ สังคมออนไลน์ ซึ่งผลที่ออกมานำเสนอนั้น สถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่น ต้องปรับตัวมาใช้สื่อ ดิจิทัล มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เข้าถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

คำสำคัญ : ท่องเที่ยวชุมชน, ดิจิทัล, พฤติกรรมนักท่องเที่ยว

Abstract

​If to mention the tourism industry, it is inevitable that Tourism is part of the Thai economy. With a large amount of money circulating each year. The trend of tourism that goes down to the local community level is getting more popular. With the potential of the location Diversity of tourism resources and Thai identity Unique culture Including the campaign of government agencies to travel in the local community way Can be seen from the tourism project campaign “NAWATVITEE”

Today, there is modern communication technology. With information that is easily accessible Communication began to change, affecting society, living according to the concept of Technology Determinism, enabling Thai society to enter the digital age.

Social media has become more active in everyday life. And is also important in driving the tourism business today Tourist behavior has changed differently from the past. The tourists decide to travel in each location with many factors involved. That comes to help decide All in the digital world. This academic article will bring the research findings about the tourism decision of tourists. Compared with Data access behavior in the digital age. 1.access 2. engage 3. customize 4. Connect 5. Collaboration. Which found that tourist behavior has to find information from various sources to decide tourism using the internet system To search for information And exchange opinions on the online social system in which the results are presented Local attractions Have to adapt to use more digital media to make it easier to access tourism behavior.

Keywords : Community travel, digital, tourist behavior

Social Die และ Digital Haunting : ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกดิจิทัลในมุมมองวรรณกรรมสยองขวัญ

ธนวัฒน์  ปัญญานันท์

บทคัดย่อ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตวัฒนธรรมของมนุษย์เป็นอย่างมาก ประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้านก่อร่างจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีฯ วรรณกรรมร่วมสมัยในปัจจุบันโดยมากจึงมักเล่าเรื่องโดยให้ฉากชีวิตมนุษย์ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางโลกดิจิทัล ในมุมมองวรรณกรรมสยองขวัญได้นำเสนอฉากมนุษย์ในโลกดิจิทัลซึ่งสะท้อนภาพความเสี่ยงและความรุนแรงที่สัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยีฯ บทความชิ้นนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกดิจิทัลที่ถูกนำเสนอผ่านวรรณกรรมแนวสยองขวัญ โดยใช้แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีหลอน (Haunted Technologies) จากงานศึกษาของ Xavier Aldana Reyes และ Power of Horror and Abjection ของ Julia Kristeva เป็นข้อสนับสนุนในการศึกษาประกอบกับการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) วรรณกรรมสยองขวัญไทยร่วมสมัยชุด Social Die (2559) จำนวนสี่เรื่องของสำนักพิมพ์โซฟาที่เลือกศึกษาได้วิพากษ์มนุษย์ในโลกดิจิทัลสี่พื้นที่ ได้แก่ Facebook Line Twitter และ Instagram ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การปรากฏตัวและการดำรงอยู่ของผีในเทคโนโลยีดิจิทัลคือภาพแสดงด้านลบและความหลอนของเทคโนโลยีฯ เพราะในด้านหนึ่งแม้มนุษย์จะโหยหาและคลั่งไคล้หลงใหลอยู่กับสุนทรียะของศักยภาพที่เทคโนโลยีฯ จัดหามาให้เพื่อชดเชยชีวิตวัฒนธรรมบางประการของมนุษย์ที่ขาดหายไปในโลกทุนนิยมและสังคมแบบเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่งเทคโนโลยีฯ ก็ได้สร้างประสบการณ์ความเจ็บปวดและบาดแผลให้กับมนุษย์จนเกิดความรู้สึกต่อต้านและปฏิเสธที่จะใช้มัน (แต่ก็ไม่สามารถทำได้) ดังนั้นภายใต้ความสับสนดังกล่าวมนุษย์ในโลกดิจิทัลจึงเต็มไปด้วยสภาวะหลอนหรือ digital haunting ระหว่างโลกแห่งความสุขและความตาย

คำสำคัญ: มนุษย์ในโลกดิจิทัล, วรรณกรรมสยองขวัญ, ความหลอน

อำนาจรัฐ ความรุนแรง กับโลกดิจิทัล : บทพินิจจากอาชญนิยายสยองขวัญชุด Social Die

State Power, Violence and Digital World: A Consideration through the Series of Gothicized Crime Fiction Social Die

ธงชัย แซ่เจี่ย

Thongchai Sae-Chia

บทคัดย่อ

โลกดิจิทัลกับความรุนแรงเป็นประเด็นที่นักเขียนไทยยังนำเสนอในวรรณกรรมไม่มากนัก อย่างไรก็ดี สำนักพิมพ์บางแห่งได้กำหนดประเด็นดังกล่าวเป็นแนวการเขียนสำหรับนักเขียนในสังกัด อาชญนิยายสยองขวัญชุด Social Die ของสำนักพิมพ์โซฟา พับลิชชิ่ง เป็นผลงานของนักเขียน 4 คน เนื้อหานำเสนอเกี่ยวกับโลกดิจิทัลและความรุนแรง โดยผสมเข้ากับอาชญนิยายสยองขวัญซึ่งมีทั้งความสยองขวัญและความเป็นเรื่องสืบสวนสอบสวนอันมีนัยสัมพันธ์กับอำนาจรัฐ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐ ความรุนแรง และโลกดิจิทัลที่นำเสนออยู่ในนวนิยายชุดดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า นวนิยายชุดนี้นำเสนอเรื่องอำนาจรัฐ ความรุนแรง และโลกดิจิทัล โดยจำแนกได้เป็น 2 ประเด็น ได้แก่ ขีดจำกัดของอำนาจรัฐที่มีต่อความรุนแรงในโลกดิจิทัล และการใช้โลกดิจิทัลเป็นเครื่องมือสลายความรุนแรงที่แฝงอยู่ในอำนาจรัฐ ในประเด็นแรก นวนิยาย 3 เล่ม ได้แก่ phub ถวิล ของภาคินัย Death Li(n)e โกหกต้องตาย ของ RabbitRose และ Seven Sins ภวังค์หลอน ของปริชญา นำเสนอว่า ความรุนแรงในโลกในโลกดิจิทัลแสดงให้เห็นถึงอาณาบริเวณและขีดจำกัดของอำนาจรัฐ ดังจะเห็นได้ว่า อำนาจรัฐอันปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรมภายในเรื่องไม่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรมแก่ตัวละครที่เผชิญกับความรุนแรงในโลกดิจิทัลได้ ขณะที่ความสยองขวัญที่ปรากฏในเรื่องเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาจัดการกับความรุนแรงในโลกดิจิทัลแทนที่อำนาจรัฐ ส่วนประเด็นที่สอง นวนิยายเรื่อง tweet trace ภาพลวงตาย ของธุวัฒธรรพ์ นำเสนอว่า โลกดิจิทัลเป็นพื้นที่พิเศษสำหรับให้ตัวละครอมนุษย์ใช้สื่อสารและนำไปสู่การสลายความรุนแรงของขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยนัยนี้ อาชญนิยายสยองขวัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประชานิยมจึงมีนัยความเป็นการเมืองที่ไม่ควรมองข้าม มากกว่าจะมีแต่ความบันเทิงอันไร้แก่นสารแต่เพียงถ่ายเดียว

คำสำคัญ : ความรุนแรง โลกดิจิทัล อำนาจรัฐ

Abstract

‘Digital world and violence’ is an issue that few of Thai authors present through their literature, nevertheless, some of publishers specified that issue for their authors’ composing. The Series of Gothicized Crime Fiction Social Die, published by Sofa Publishing, are the works of 4 authors. The content of this novel series is about digital world and violence and combined with Gothicized crime fiction, which contained both horror and investigate composition that related to state power too. This article aims to analyze the relationship between state power, violence and digital world, which represented through this novel series. The result is that; this novel series represented about state power, violence and digital world into 2 issues, which are limit of state power in digital violence, and uses of digital world to destroy violence that hidden in state power. For the first one, three novels represented that digital violence show the space of state power and its’ limitation, which can be seen that state power through the judicial administration could not provide any justice to the characters who faced to digital violence, while the horror composition appeared in the stories are tools to handle with digital violence instead of state power. For the second one, one of those novels represented that digital world is a special space for a non-human to communicate and lead to destroying the violence of human trafficking that managed by the Public officers. To sum up, the Gothicized crime fiction, which is a part of popular culture, has its’ political significance that could not overlook, more than only a nonsensical entertainment.

Keywords : Digital world, state power, violence

แฟนคลับและแฟนมีทติ้ง : กระแสความนิยมของละครโทรทัศน์แนวชายรักชาย (Boy love) จากประเทศไทยบนสื่อออนไลน์มาเลเซีย

Fan club and fan meeting: The popularity of boy love series from Thailand in digital media of Malaysia

ณัฐวิชช์ กิตติ์ฐิติภัทร์

Natthawit Kitthitipat

บทคัดย่อ

ในปัจจุบันละครชุดออนไลน์ของไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์แบบรักโรแมนติก ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย หรือที่ถูกเรียกว่า “ซีรี่ส์ Boy Love” ได้รับความนิยมอย่างมากในโซเซียลมีเดียในมาเลเซีย บทความนี้ศึกษาปรากฏการณ์กระแสความนิยมซีรี่ส์ Boy Love ของไทยในโซเชียลมีเดียในมาเลเซีย กระแสความนิยมดังกล่าวก่อให้เกิดการรวมตัวของผู้ชมชาวมาเลเซียซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่ชื่นชอบและติดตามซีรี่ส์ประเภทนี้ในโลกดิจิตัล และกลายเป็นกลุ่มแฟนคลับของซีรี่ส์และนักแสดงซีรี่ส์ Boy Love ของไทย และนำไปสู่การจัดกิจกรรมแฟนมีทติ้ง (Fan Meeting) โดยกลุ่มแฟนคลับซึ่งเป็นผู้จัดขึ้นในพื้นที่ทางกายภาพในมาเลเซีย แต่อย่างไรก็ตามกระแสความนิยมดังกล่าวมีอยู่เฉพาะในพื้นที่ของกลุ่มผู้ชมที่ชื่นชอบซีรี่ส์ประเภทนี้เท่านั้น และไม่สามารถเปิดเผยสู่พื้นที่สาธารณะ ทั้งในเชิงพื้นที่ดิจิทัลและพื้นที่ทางกายภาพ เนื่องจากในมาเลเซียมีหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามและกฎหมายที่ต่อต้านการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการรักเพศเดียวกัน ในบทความนี้ ผู้เขียนเสนอว่ากระแสความนิยมดังกล่าวเกิดขึ้นในโซเซียลมีเดียในมาเลเซียได้โดยไม่ถูกต่อต้านจากรัฐและกลุ่มคนที่เกลียด กลัว และไม่ยอมรับการรักเพศเดียวกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการปกปิดและสร้างตัวตนในโลกดิจิทัลของผู้ชมชาวมาเลเซียที่ชื่นชอบและติตามชมซีรี่ส์ Boy Love ของไทยในมาเลเซีย เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการแสวงหาความบันเทิง เผยแพร่ สื่อสาร และสร้างกลุ่มและเครือข่ายของคนที่มีรสนิยมชอบซีรี่ส์ประเภทนี้ของไทยในพื้นที่ดิจิทัล รวมทั้งผู้เขียนชี้ให้เห็นว่ากระแสความนิยมดังกล่าวยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ดิจิทัลกับพื้นที่ทางกายภาพ เพื่อเคลื่อนกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับเข้า-ออกระหว่างพื้นที่ดิจิทัลกับพื้นที่ทางกายภาพ

คำสำคัญ : ละครชุดชายรักชายออนไลน์, แฟนมีทติ้ง, แฟนคลับ

Abstract

At present, Thai online series with contents about a romantic love relationship between two men called “Boys Love series” has increased its popularity in social media of Malaysia. The research studied the phenomenon for the trend of Boys Love series in the social media channel in Malaysia. This trend resulted in the gathering of Malaysian audience who are mainly women fan club of this type of series in the digital world. These group of women becomes a group for the series as well as fan clubs for actors from Thai’s Boys Love series. These fan clubs eventually host Fan Meeting event by finding the right locations in Malaysia for the event. Nevertheless, the trend only exists in the digital media, but unable to expose themselves in the public spaces. This was because Malaysia has strict doctrines of Islam as well as legality that prohibit same-sex sexual acts. In this article, the researcher proposed that the reason this trend in social media in Malaysia has not been opposed by the government or those who are anti-LGBT could be because of the use of social media. Social media channel has been used as a tool in concealing and building an identity in the digital world for the Malaysian audience who are fond of and followed this time of series. Social media channels will create a safe place in exploring entertainment, broadcast, communicate or build group and networks for those who have a same passion in the digital space. The researcher has indicated that the trend is continuing. Partly, it was based on the use of social media as a tool in connecting digital space with a physical area. This has helped to drive forward activities of fan clubs and artists between the digital space and physical area.

Keywords: Online boys love series, fan meeting, fan club

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไอดอลตระกูล 48 กับแฟนคลับ : กรณีศึกษาจากกลุ่มแฟนคลับ เฌอปราง อารีย์กุล ในสื่อสังคมออนไลน์ช่วง BNK48 6th Single Senbatsu General Election

Power relations between the 48 idol girl group and fan club : Case study from the fan club of Cherprang Areekul in social media during the BNK48 6th Single Senbatsu General Election.

วุฒินันท์ ชัยศรี

Woottinan Chaisri

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างไอดอลตระกูล 48 กับแฟนคลับผ่านการสื่อสารของกลุ่มแฟนคลับเฌอปราง อารีย์กุล ในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง BNK48 6th Single Senbatsu General Election ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มแฟนคลับของไอดอลตระกูล 48 ตระหนักถึงอำนาจในการกำหนดอนาคตของไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ เนื่องจากสามารถแสดงเจตจำนงการสนับสนุนไอดอลที่ตนชื่นชอบได้โดยตรงผ่านการซื้อสินค้าและการมีปฏิสัมพันธ์กับไอดอลในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท ซึ่งเป็นอำนาจการต่อรองเชิงเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแฟนคลับของเฌอปราง อารีย์กุล ในช่วง BNK48 6th Single Senbatsu General Election ซึ่งแสดงเจตจำนงในการเอาชนะการแข่งขันในกิจกรรมดังกล่าวอย่างชัดเจน เนื่องจากเห็นว่าบริษัทต้นสังกัดพยายามลดความโดดเด่นของไอดอลที่ตนเองชื่นชอบ

คำสำคัญ : ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ, ไอดอล 48

Abstract

This research aims to study the power relations between the 48 idol girl group and the fan club through the fan club of Cherprang Areekul in social media during the BNK48 6th Single Senbatsu General Election. The research found that the fan club of 48 idol girl group is aware of the power to determine the future of their favorite idols. Because they can express their intention to support their favorite idols directly through subsidized on products and interaction with idols in various events, which is an economic bargaining power that is important to the company. In particular, the group of fans of Cherprang Areekul during the BNK48 6th Single Senbatsu General Election, which clearly expressed their intention to overcome the competition because they saw that the agency was trying to reduce the outstandingly of their favorite idols.

Keywords : the power relations, the 48 idol girl group, Single Senbatsu General Election

วัฒนธรรมความบันเทิงและชุมชนของแฟนคลับในโลกดิจิตัล: กรณีศึกษาแฟนคลับ BNK 48

Entertainment Culture and Fan Community in the Digital World: Case Study of BNK 48 Fanclub

โดม ไกรปกรณ์

Dome Kraipakorn

บทคัดย่อ

​บทความนี้ต้องการศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการชมดิจิทัลไลฟ์ของศิลปินไอดอล และการใช้เฟซบุ๊คแฟนเพจของแฟนคลับ โดยศึกษากรณีดิจิทัลไลฟ์ของวงไอดอล BNK 48 เพื่อวิเคราะห์ถึงความบันเทิงที่ศิลปินนำเสนอให้แฟนคลับของวงได้ชม และการใช้พื้นที่เฟซบุ๊คแฟนเพจของแฟนคลับซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการแบ่งปันความสนุกสนานจากดิจิทัลไลฟ์ การแสดงต่าง ๆ ของวง และข้อมูลต่าง ๆ ให้แฟนคลับที่เป็นสมาชิกของเฟซบุ๊คแฟนเพจได้รับชม รับรู้ ร่วมกัน จากการศึกษาพบว่าเฟซบุ๊คแฟนเพจของแฟนคลับเป็นชุมชนที่แฟนคลับใช้ในการแบ่งปันความสนุกสนานและประสบการณ์จากการชมความบันเทิง โดยการใช้พื้นที่ดังกล่าวมีนัยยะของการนำเสนอตัวตนทางวัฒนธรรมของ(อดีต) คนนอกวัฒนธรรมบันเทิงกระแสหลัก

คำสำคัญ : วัฒนธรรมบันเทิง, โลกดิจิตัล, แฟนคลับ

Abstract

This article aims to study and understand about watching digital live streaming of idol artists and the use of Facebook Page by the artists’ fans. The case studies were 1) digital live streaming of BNK48, the idol girl group 2) the use of Facebook Page created by the band’s fan club to serve as a channel to share fun moments from live streaming, band’s performance, and relevant information to the fans, who are the member of the Page. Result show that the fan club’s Facebook Page is a community for ones who enjoy entertainment culture from outside the Thai mainstream and is served as space to share their enjoyment and experience from watching entertainment content. Moreover , the fan club’s Facebook Page is area of the presentation of cultural identity of the (former) outsiders who once were not into the mainstream entertainment culture.

Keywords : Entertainment Culture, Digital World, Fanclub

กรณีศึกษาเน็ตไอดอลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์กับวาทกรรม ‘คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์’

Case study of discourse by scientific communicator Net idol ‘Think Scientifically’

รุ่งทิพย์ จรีรัตนประกร

Rungthip Charerattnaprakorn

บทคัดย่อ

​บทความชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาวาทกรรม ‘คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์’ ของเน็ตไอดอลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในส่วนแรกจะนำเสนอให้เห็นภาพความเข้าใจต่อวิทยาศาสตร์จากประวัติวิทยาศาสตร์ของโลก และอภิปรายถึงทัศนะของคูห์นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm) ในวิทยาศาสตร์
ส่วนที่สองจะนำเสนอทัศนะเรื่องความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยและทัศนะเรื่องจุดมุ่งหมายของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมไทย ส่วนที่สามจะวิพากษ์แนวคิดทางปรัชญาในส่วนแรก รวมถึงวิพากษ์ระบบคิดของเจ้าของวาทกรรม ‘คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์’ ประเด็นที่บทความนี้สนใจเป็นพิเศษก็คือ การที่วิทยาศาสตร์ลักษณะใดจะได้รับความนิยมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผลของตัววิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ โดยผู้เขียนจะชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ทำให้วาทกรรม ‘คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์’ ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

คำสำคัญ : วาทกรรมวิทยาศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์, วิทยาศาสตร์ในสังคมไทย

Abstract

This article tries to examine the discourse ‘Think Scientifically’ by a Thai Net Idol scientist. In section 1, it indicate the overall concept of science from History of Science, then debates scientist Thomas Kuhn’s outlooks about ‘paradigm shift’ in the standpoint of science. In section 2, points out to concepts concerning the importance of science in Thai society and purposes of it scientific development in Thai society. In section 3, it criticizes the philosophical outlooks in section 1 including the thinking system of persons who it seem to think scientifically as well. The focus of article is to point out aspects that made the discourse being popular nowadays.

Keywords : Science discourse, Paradigm shift, Science in Thai society

เนื้อหาและกลวิธีการสร้างอารมณ์ขันในการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ในเพจหมอแล็บแพนด้า

Content and humor techniques to inform health knowledge in facebookwebpage   Mor Lab Panda’.

กันยารัตน์  มะแสงสม

KANYARAT  MASAENGSOM

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาและกลวิธีการสร้างอารมณ์ขันในการให้ความรู้ทางการแพทย์ผ่านเพจ facebook หมอแล็บแพนด้า” โดยเก็บข้อมูลจากโพสต์ที่กล่าวถึงการให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่ประชาชนทั่วไป ระหว่างเดือนมีนาคม 2561 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ผลการศึกษาพบว่า ด้านเนื้อหาประกอบด้วย 1) ข้อมูลโรค 2) การใช้ยาหรือวัตถุสำหรับป้องกันและรักษาโรค 3) การแก้ไขความเข้าใจผิดด้านสุขภาพ 4) การช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น ส่วนกลวิธีการสร้างอารมณ์ขันประกอบด้วย 2 กลวิธีหลักคือ กลวิธีการใช้ภาพ และกลวิธีทางภาษาการใช้ภาพ จุดเด่นคือการใช้ภาพตัดต่อของเจ้าของเพจที่มีขอบตาคล้ำเข้าไปเป็นตัวละครในภาพ ด้านกลวิธีทางภาษา ได้แก่ 1) การเล่นคำ 2) การดัดแปลงคำหรือข้อความ 3) การเปรียบเทียบ 4) การเลียนเสียงพูด 5) การเสนอข้อมูลที่ผู้อ่านคาดไม่ถึง  ทำให้ผู้อ่านเข้าใจข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้ง่ายและได้รับความสนุกสนาน

คำสำคัญ : กลวิธีการสร้างอารมณ์ขัน, ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ, เครือข่ายสังคมออนไลน์

Abstract

This article aims to study content and language techniques of creating the sense of humor to inform health knowledge in facebook webpage ‘Mor Lab Panda’ that posted between March 2018 to February 2019.

It was found that the webpage content includes of 1) disease data 2) medicines usage or health materials to prevent and cure disease 3) health misconceptions 4) first aid information. Regarding the techniques of creating the sense of humor it was characterized in2 ways: picture techniques and language techniques. Picture techniques, it is mainly using admin’s picture that has dark eyes as any characters adapt to every health topic. Language techniques consists of 5 different techniques : 1) word play 2) discourse adaptation 3) comparison 4) onomatopoeia 5) showing the other side of situations that was often overlooked. These strategies used to make data health easier to understand.

Keywords : humor constructions, health knowledge, social med

พิจารณาปัญหาภาพลักษณ์โรงเรียนอาชีวะไทยผ่านสื่อมวลชนออนไลน์ ยุคไทยแลนด์ 4.0

Reviewing the image problems of vocational schools in Thailand through online mass media during Thailand 4.0 era
​​​​​​​​​

​​​​​​​​​วิภาวี สุวิมลวรรณ

Wipawee Suwimolwan

​​​​​บทคัดย่อ

​ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สื่อออนไลน์เป็นช่องทางใหม่ของพลังสังคมที่สามารถส่งผ่านความคิดเห็นและทัศนคติออกสู่พื้นที่สาธารณะได้เป็นวงกว้าง ปัญหาโรงเรียนอาชีวะซึ่งเป็นปัญหาสะสมของสังคมไทยมาอย่างยาวนานถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์อยู่เสมอ บทความนี้นำเสนอ ภาพลักษณ์ของโรงเรียนอาชีวะไทยในช่วงระหว่างพ.ศ. 2557-2560 โดยพิจารณาข้อมูลจากสื่อมวลชนออนไลน์ เช่น บทความออนไลน์ ข่าวออนไลน์ กระทู้ และเนื้อหาการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งนี้เพื่อชี้ให้เห็นทัศนคติของสังคมที่แสดงออกผ่านสื่อออนไลน์ และวิเคราะห์แนวโน้มความสำเร็จและอุปสรรคของนโยบายเปลี่ยนแปลงอาชีวะไทยเพื่อมุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล

คำสำคัญ​ : ภาพลักษณ์ โรงเรียนอาชีวะ สื่อมวลชนออนไลน์​​​​​​

Abstract

​Currently, Thai society has dramatically changed. Online mass media is a new social empowerment channel in which people can present their opinions and views to the public. Vocational schools problems, a long chronic problem in Thai society, are frequently mentioned in the online world. This paper examines several information from online mass media sources such as online articles, online news, blogs, and online comments to investigate overall image of vocational schools in Thailand between 2014 and 2017 A.D. The investigation on this topic demonstrates the social attitudes on vocational schools and also presents the trend of successes and obstacles of government’s policies; Changing Thai’s vocational education for enhancing economic competitiveness, a part of Thailand 4.0 strategy.

Keywords : ​image, vocational schools, online mass media

สถานภาพการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในประเด็นความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาเปรียบเทียบสื่อออนไลน์ไทยรัฐ และสื่อศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายใต้การทำงานร่วมกับสื่อโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561)

Status of media news presentation on conflict issues in the southern border provinces Comparative study of online media, Thairath and Deep South Watch media Under the collaboration with the Deep South Journalism School media (Between 2017-2018)

ปุญญวันต์ จิตประคอง

PUNYAWAN JITPRAKONG

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่องสถานภาพการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในประเด็นความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษาเปรียบเทียบสื่อออนไลน์ไทยรัฐ และสื่อศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายใต้การทำงานร่วมกับสื่อโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561) โดยใช้ตารางบันทึกแจกแจงข้อมูลเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลความถี่ในการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเปรียบเทียบด้วยกระบวนการตีความ โดยผลการศึกษาพบว่ามีความแตกต่างกันในประเด็นด้านความเป็นเจ้าของ ภาษา เป้าหมาย โครงสร้างการทำงาน กระบวนการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้รับสาร การมีส่วนร่วมของประชาชน คอลัมน์การนำเสนอ ประเภทที่มุ่งเน้น การเรียบเรียง เนื้อหาของสื่อ การสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความไวในการนำเสนอ โดยมีประเด็นที่แตกต่าง กล่าวคือ สื่อออนไลน์ไทยรัฐ เป็นสื่อประเภทที่เน้นตลาดมวลชน มุ่งตอบสนองตลาดกลุ่มผู้อ่านเฉพาะ ดังจำนวนความถี่ที่น้อยในการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คอลัมน์ข่าว 163 ครั้ง) เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการนำเสนอประเด็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นของสื่อกระแสหลักให้ระยะเวลาในการนำเสนอค่อนข้างจะสั้นและจำกัด เพราะถูกครอบงำหรือเป็นผู้นำประเด็นจากสื่อส่วนกลาง ทำให้ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นถูกละเลย หากแต่มุ่งให้ความสำคัญกับประเด็นการเมืองระดับชาติ หรือความขัดแย้งระหว่างบุคคล กับกลุ่มการเมืองที่มีการแข่งขัน รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่มีความชัดเจน ไม่ซับซ้อน และมีมิติทางการเมืองที่สามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ง่าย ในขณะที่สื่อศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และสื่อโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เพื่อผลิตสารที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้โดยตรง เห็นได้จากจำนวนความถี่ในการนำเสนอประเด็นความขัดแย้ง (คอลัมน์ข่าว บทความ และวีดีโอ 1,301 ครั้ง) ซึ่งมีความแตกต่างจากสื่อหลักที่ให้น้ำหนักในการนำเสนอผ่านประเภท “บทความ” ที่ต้องการนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยมุมมองเชิงการวิเคราะห์และตีความบนพื้นฐานของหลักเหตุผลที่พยายามเปลี่ยนแปลง หรือข้ามพ้นทางความคิดของผู้รับสารที่มีต่อปรากฏการณ์ความขัดแย้ง และกลุ่มชาติพันธุ์มลายูมุสลิมที่อาศัยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จากมิติของความ “ไม่รู้” ไปสู่มุมมองแบบใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ถูกต้องในอัตลักษณ์และวัฒนธรรม

คำสำคัญ : สถานภาพการนำเสนอข่าว, ความขัดแย้ง, จังหวัดชายแดนภาคใต้

Abstracts

Status of media news presentation on conflict issues in the Southern border provinces : Comparative study of online media, Thairath and Deep South Watch media under the collaboration with the Deep South Journalism School media (Between 2017-2018) By using coding sheet as a tool to collect the frequency of the presentation of conflict issues in the Southern border provinces and comparing with the interpretation process. The study found that there are differences issues in ownership, language, goals, work structure, production, the relationship between producers and recipients, public participation, presentation column, presentation type, content issues, Communication style for understanding, and speed ​​of presentation issues. With different issues, namely Thai Rath Online is a type of media that focuses on the mass market Aimed at responding to the market of niche readers that can be seen from the number of frequencies in the presentation of conflict issues that are quite a few with the amount of frequency of offering only 163 times (news column) which reflects that the presentation of local content issues of mainstream media. The presentation time is quite short and limited because being dominated by the central media. Resulting in issues related to local neglect. However, focus on national political issues or interpersonal conflicts and competitive political groups including issues related to policies that are uncomplicated and has a political dimension that is easily accessible and understandable. While the Deep South Watch media and the Deep South Journalism School media is a group of actions between civil society and the public sector in the Southern border area that can be seen from the number of frequencies presented in conflict issues with frequencies up to 1,301 times (news, articles and videos column) which found that there is a difference from the main media that gives the weight of the presentation through the category "articles" that want to present the conflict issues with an analytical and interpretive perspective based on the main reason for trying to change the thoughts of the recipients on the conflict phenomenon and Malay muslim ethnic groups from the dimension of "ignorance" to a new perspective based on correct understanding of identity and culture.

Keywords : News presentation status, conflict, the southern border provinces

การสนับสนุนความเท่าเทียมของสิทธิสตรีในศาสนาอิสลามผ่านตัวตนออนไลน์ในยุคดิจิตัล

Feminization in Islam per social media identity in digitals economy

พรรณวรินทร์ ยังเหล็ก

บทคัดย่อ

บทความเรื่อง ‘การสนับสนุนความเท่าเทียมของสิทธิสตรีในศาสนาอิสลามผ่านตัวตนออนไลน์ ในยุคดิจิตัล’ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความเท่าเทียมสิทธิของสตรีในศาสนาอิสลาม ในยุคที่เฟมินิสต์ (Feminist) กำลังได้รับการสนใจและรณรงณ์กันมากขึ้น โดยใช้พื้นที่ที่มีความกว้างขวางในการแสดงความคิดเห็น อย่างโซเชียลมีเดีย การศึกษาดังกล่าวต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงผลของการสนับสนุน การณรงณ์ของผู้คนผ่านตัวตนทางโซเชียลมีเดีย และยังต้องการศึกษาว่าเหตุใดตัวตนของผู้คนในโซเชียลมีเดียถึงสามารถสร้างคลื่นลูกใหญ่ ในการแสดงความคิดเห็น ในส่วนแรกต้องการศึกษาและแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมที่ยังไม่ชัดเจนในศาสนาอิสลามและสิทธิบางอย่างที่ยังถูกปิดกั้นเนื่องด้วยความเข้าใจที่ไม่ตรงกันเกี่ยวกับความถูกต้องในการให้สิทธิสตรี และยังแสดงให้เห็นถึงเหตุผล ว่าทำไมช่องทางในโซเชียลมีเดียจึงเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสนับสนุนสิทธิสตรีที่สำคัญ โดยมีการศึกษาผ่านทางช่องทางแฮชแท็กในทวิตเตอร์ (Twitter) ที่ผู้คนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและติดแฮชแท็ก โดยจะศึกษาผ่านข้อความที่ติดท็อปโดยการมีคนมากดรีทวิตข้อความมากเป็นอันดับต้นๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดกันบนโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงแท็กในเฟสบุ๊ค (Facebook) การแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางเหล่านี้เป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในช่องทางเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์นั้นตัวตนออนไลน์เป็นสิ่งที่สำคัญ ในส่วนที่สองจะนำเสนอว่าเหตุใดตัวตนออนไลน์จึงถูกให้ความสำคัญในการเป็นตัวตนที่ส่งผลต่อโลกจริงๆ ตัวตนออนไลน์คืออะไรเหตุใดจึงสร้างคลื่นลูกใหญ่ ส่งผลให้คนหันมาให้ความสนใจกับเรื่องสิทธิสตรีที่อาจจะยังถูกเข้าใจไม่ชัดเจนทั้งในแง่มุมของศาสนาอิสลาม และแง่ของสากล อีกทั้งยังจะศึกษาถึงทั้งข้อดีและข้อเสียของการใช้ตัวตนออนไลน์ในการร่วมรณรงณ์ หรือแสดงความคิดเห็น ผลของการศึกษาในครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในการเป็นช่องทางสนับสนุนให้เห็นถึงความเท่าเทียมด้านสิทธิสตรีในศาสนาอิสลาม สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิสตรีทั้ง2แง่มุม และยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นการสร้างตัวตนออนไลน์ ลักษณะการสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่ใช้ในการนำมาเป็นการสนับสนุน จนเกิดการตื่นตัวในโลกจริง การศึกษาหัวข้อรายงานเรื่องนี้สามารถนำไปต่อยอดในประเด็นศึกษาอื่นๆเกี่ยวกับการใช้ตัวตนออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียได้อย่างกว้างขวาง

คำสำคัญ : การสนับสนุนความเท่าเทียมของสิทธิสตรี, ศาสนาอิสลาม, ตัวตนออนไลน์

Abstract

The article in topic ‘Feminization in Islam per social media identity in digitals economy’ to read up about feminization in Islam while feminist in act of descried and campaign by social media. The study in this topic want to shows result of campaign. The campaign by people from social media identity and want to study about why social media identity can impact to opinion. In section 1, this topic want to study and shows about equality that not clearly in Islam and some right was blocked as understanding doesn’t match about woman right and shows the reasons why social media is important way to support woman right. To read up via hashtags on twitter. People comment and use hashtags then study from comment that have the most retweet and they debate through comments including hashtags and comments on facebook. Opinions from this social media is the important connect to social change. In section 2, What is social media identity? Why a social media identity is key factor impact to real life and effected people turn to paying attention to women right that cloudy both Islam point of view and international point of view. Study about merit and disadvantage of social media substance.The results of study were as follows indicate from impact of social media that have merit and disadvantage way to campaign women right on Islam. It can reflect the 2 view points about women right and connect to way to build social media identity, social media character to support and affect in real life so this impact build social change. This topic can develop in many topic about social media identity be well-known.

Keywords : Feminization, Islam, Social media identity

ธรรมะในโลกออนไลน์ : การย้ายพื้นที่วาทธรรมของพระสงฆ์ในสื่อดิจิทัล

Dharma in the online world: Relocating the exposure of monks’ discourse in the digital media

สุทธินันท์ ศรีอ่อน

SuddhinanSrion

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การโพสต์ข้อความ ถ้อยคำ คำคม สุภาษิตวาทธรรมส่วนใดส่วนหนึ่งของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง ๒ กลุ่ม คือ 1) กลุ่มพระสงฆ์ที่เป็นนักคิด/นักเทศน์สายปริยัติ และ 2) กลุ่มพระสงฆ์สายป่าหรือสายปฏิบัติ อาจสืบย้อนไม่ได้ว่าเจ้าตัวโพสต์เองหรือผู้อื่นคัดความตอนใดตอนหนึ่งไปโพสต์ จึงส่งผลให้ได้ข้อสรุปว่า 1) ถ้อยคำ คำคม สุภาษิตของพระสงฆ์สองแบบที่อาจจะเป็นของพระรูปนั้นจริงหรือไม่ต่างได้เข้าสู่โลกออนไลน์ 2) ข้อความสุภาษิต-คำคมดิจิทัลทำให้ธรรมะสำหรับฆราวาสเป็นเรื่องที่ง่าย คือเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องผ่านวัด 3) ถ้อยคำของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงฝ่ายปริยัติบางรูปท้าทายต่อการตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมในเรื่องการใช้สื่อดิจิทัล และ 4) ถ้อยคำหรือสุภาษิตของพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงสายปฏิบัติมักได้รับการส่งต่อมากกว่าสายปริยัติ

ข้อค้นพบที่สำคัญข้อมูลวาทธรรมต่างๆ ในโลกดิจิทัลอาจเป็นการประกอบสร้างภาพลักษณ์ให้พระสงฆ์รูปนั้นๆ ทั้งปริยัติและปฏิบัติ และผู้คนในสังคมออนไลน์ย่อมได้รับประโยชน์จากวาทธรรมนั้นๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมโดยไม่ต้องไปวัด ดังนั้น ธรรมะออนไลน์ในรูปแบบดิจิทัลย่อมแสดงให้เห็นความเร็ว ง่าย และแสดงให้เห็นการปรับตัวของพระสงฆ์บางรูปในสังคมสมัยใหม่

คำสำคัญ: โลกออนไลน์, วาทธรรม, พื้นที่สื่อดิจิทัล

Abstract

This article aims to study the statements, proverbs, and dharma quotes of two groups of famous monks posted online: 1) a group of monks who are thinkers / preachers called Pariyatti and 2) forest monks (Phrapa) who focus on practice. Those posts could be done by those monks themselves or by others. It was found that 1) the statements, proverbs, and dharma quotes, though could not be fully traced if belonged to those monks, already entered into the online world; that 2) those posts have made the access to dharma easy as people do not need to go to temples; that 3) the words of some famous monks in the Pariyatti group led to the issue of appropriateness of the use of digital media; and that 4) the statements of the Patipatti group (practice group) were shared more often than those of the Pariyatti group. The key findings were that those online discourse could contribute to the image of the monks in both groups, and that people benefitted from those discourse both directly and indirectly without having to visit temples. It can be concluded that online dharma is convenient and fast. It shows the adaptation of some monks in the modern world.

Keywords : online world, monk’s discourse, digital media space.

มนุษย์ในมุมมองทางปรัชญา: มองมนุษย์สภาวะตามกรอบคิดของฌอง-ปอง ซาร์ตร์ ผ่านภาพยนตร์เบลดรันเนอร์ 2049

Humans in a philosophical perspective: human being according to the conceptual framework of Jean-Paul Sartre through the Blade Runner 2049

ภัทรพล เป็งวัฒน์

Pattarapol Pengwat

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์สองประการคือ นำเสนอมุมมองทางปรัชญาอัตถิภาวนิยมผ่านภาพยนตร์เบลดรันเนอร์ 2049 และวิเคราะห์สภาวะความเป็นมนุษย์ตามแนวคิดอัตถิภาวนิยมของซาร์ตร์ผ่านตัวละครในภาพยนตร์ เบลดรันเนอร์ 2049
โดยทำการศึกษาผ่านเรื่องราวของตัวละคร KD6-3.7 ซาร์ตร์เชื่อว่า “การมีอยู่มีมาก่อนสารัตถะ” องค์ประกอบของมนุษย์ตามแนวคิดของซาร์ตร์ประกอบไปด้วยการตัดสินใจเลือก เสรีภาพและความรับผิดชอบ จากการศึกษาพบว่า สามารถวิเคราะห์สภาวะความเป็นมนุษย์ของ K แบ่งออกเป็นสามช่วงได้แก่ ช่วงแรกที่ K ไม่คิดตั้งคำถามใดถึงตัวตนของตนเอง จุดนี้ K ถูกนิยามความเป็น K โดยผู้อื่นว่าเป็นสิ่งถูกสร้างในฐานะมนุษย์เทียม ช่วงที่สองคือช่วงที่ K พยายามค้นหาเบาะแสและหลักฐาน จุดนี้ K เกิดการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ในโลกของตนเอง การตั้งคำถามของ K เปิดให้มีทางเลือก และคำตอบให้ตัวเขาว่าจะเลือกยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งที่ติดตัวมา ซึ่ง K เลือกปฏิเสธการเป็นสิ่งถูกสร้าง และค้นพบว่า ตัวตนของตนเองนั้นว่างเปล่า และช่วงที่สามคือช่วงที่ K ทำการเลือกตัดสินใจในการกระทำของตนเองด้วยการไปช่วยชีวิต ตัวละครหลักอีกตัวคือ เดคการ์ด จุดนี้ K เลือกใช้เสรีภาพพื้นฐานที่มีมาพร้อมกับความว่างเปล่า โดยการตัดสินใจตามความรู้สึกของตนเอง ประกอบกับการที่ K รับผิดชอบผลของการเลือก ทำให้ K มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

คำสำคัญ: มนุษย์สภาวะ, ฌอง-ปอง ซาร์ตร์, เบลดรันเนอร์ 2049

Abstract

This article has two purpose that to presents an existential philosophical perspective through the Blade Runner 2049 film and to analyze human being according to existentialism of Jean-Paul Sartre through the characters in the Blade Runner 2049 film.
​This article was studied through story of the character KD6-3.7. Sartre believes in “existence precedes essence”. Composition of human being according to Sartre perspective is self-determination, freedom and responsibility. The result of the analysis found that human being of K can divide into three period. First period, K did not think to ask a questions about himself. K is defined as K as thing that was created which call replicant by others. Second period, K tried to search for clues and evidence about himself. K thought to ask an existence of himself in the world. The questioning made choices and answers to himself. K can chose to accept or decline the innate thing in himself. K chose to decline himself that created thing and found himself full of emptiness. Third period, K determined to choose his act that save Deckard’s life (the other main character). K chose the basic freedom that comes with nothingness. K determined within his emotion, passion and combined with responsibility in his act. It can be concluded that self-determination, freedom and responsibility in his act make K complete a human being.

ภาษาซิงลิชและ “ความใหม่” ของยูทูบ

Singlish and Newnessof YouTube

เควินทร์ ลัดดาพงศ์

Kevin Laddapong

บทคัดย่อ

ยูทูบ สื่อดิจิทัลที่มีแพลตฟอร์มผสมระหว่างการสตรีมวีดิโอและเครือข่ายสังคม เป็นหนึ่งใน “สื่อใหม่” ที่คนจำนวนมากมองว่าเป็นชนวนสำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ภายใต้การศึกษาในประเด็น “ความใหม่” ของสื่อใหม่ บทความนี้ศึกษาว่าผู้คนมีประสบการณ์กับเทคโนโลยี “ใหม่” ของยูทูบ ที่เสนอรูปแบบจำเพาะของการเข้าถึง การควบคุมและการสร้างสรรค์เนื้อหาอย่างไร และช่องทางการสื่อสารนี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไร จากการศึกษาเชิงชาติพันธ์ุนิพนธ์กับการผลิตละครตลกสั้นที่เผยแพร่ผ่านยูทูบในประเทศสิงคโปร์ ผู้เขียนพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างวิถีปฏิบัติในการใช้สื่อของนักสร้างสรรค์ยูทูบชาวสิงคโปร์และเทคโนโลยีที่ยูทูบได้นำเสนอ ได้เปิดเผยการเคลื่อนของอุดมการณ์ภาษา โดยเฉพาะอุดมการณ์เกี่ยวกับภาษาซิงลิช (ภาษาอังกฤษพื้นถิ่นสิงคโปร์) อันเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการเมืองเชิงชาติพันธ์ุและอัตลักษณ์ในสิงคโปร์

คำสำคัญ: ภาษาซิงลิชในยูทูบ ความใหม่ การเคลื่อนของอุดมการณ์ภาษา

Abstract

YouTube, a digital media platform mixed between video streaming and social networking, is one of the new mediawhich considered as a precursor to social change by many. Under the theme of newness, this paper explores how people experience with this newcommunicative technology in YouTube where it offers distinguished forms of participation, content control, and creativity, in addition, how such channel provides social change. Through ethnographic study with YouTube comedy sketches production in Singapore, I found that intertwinement between media practice of YouTube creators in Singapore and technology offered by YouTube reveal shifting language ideologies, especially ideologies about Singlish (Singapore Colloquial English), which closely connects with politics of ethnicities and identities in Singapore.

Keywords: Singlish in YouTube, newness, shifting language ideology

สู่โลกบอท : ความเป็นบุคคลของบอทศิลปินเกาหลีในทวิตเตอร์

Into the Bot World: Personhood of K-Pop Idol in Twitter

อภิษฐา ดวงมณี

Aphitsatha Duangmanee

บทคัดย่อ

ในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีบัญชีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งเรียกตนเองว่า “บอท” ใช้รูปภาพและข้อมูลพื้นฐานของบุคคลหรือสิ่งอื่นแทนตนเพื่อปฏิสัมพันธ์กัน ในบทความนี้พิจารณาบอทศิลปินเกาหลีที่สร้างโลกเสมือนในทวิตเตอร์ โดยอาศัยข้อมูลจากการการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์ในโลกบอท บทความนี้จะอภิปรายถึงความเป็นบุคคลของบอทซึ่งมาจากตัวตนที่ผู้เล่นเลือกแสดงออก ความสัมพันธ์ และแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ ทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างและแสดงตัวตนบอท รวมถึงโลกบอทด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนเสนอว่า ความเสมือนในโลกดิจิทัลเป็น “ความจริง” อีกแบบหนึ่ง เพราะความเสมือนนั้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างกันของผู้คนในโลกบอทและวิถีชีวิตหรือกิจกรรมที่อ้างอิงกับโลกจริง และบอทมีความเป็นคนไม่แตกต่างจากมนุษย์กายภาพในโลกจริง

คำสำคัญ : บอททวิตเตอร์, โลกเสมือน, ความเป็นบุคคล

Abstract

In Twitter, a social networking site, there are user accounts which call themselves “Bot”. They use profile picture and characters of other people or objects for communication. This article considers how Korean singer Bot created virtual world in Twitter. The study is based on my participant observation and interviews in the Bot World. This article considers how personhood is created through Bot’s self-expression, relationships and Twitter platform. All are related, and the platform is especially important for Bot’s existence and its expression as well as being a world created by the Bot. I argue that the virtuality in digital world is another kind of "actuality" because it derives from the relationship between actual human beings behind the Bot World and their ways of life or activities that are relevant to the real world. Therefore, it is arguable that Bot also has personhood similar to humans with physicality in the real world.

Keywords : Bot Twitter account, virtual world, personhood

นาฬิกาอัจฉริยะ: ผู้ช่วยยุคใหมของคนรักสุขภาพ

Smartwatch: New Assistant to Create The Identity of Health Lovers

ชลนรี กล่อมใจ

Chonaree Glomjai

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่นาฬิกาอัจฉริยะของคนรักสุขภาพและปัจจัยของนาฬิกาอัจฉริยะที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของคนรักสุขภาพ จากกลุ่มของนักวิ่งและไตรกีฬาทั้งเป็นมืออาชีพและมือสมัครเล่น โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการรวมกลุ่มและเครื่อข่าย แนวคิดอัตลักษณ์ และแนวคิดเรื่องสังคมความเสี่ยงของแอนโธนี่ กิดเดนส์

ปัจจุบันคนในสังคมเริ่มให้ความสำคัญต่อการออกกำลังกายมากขึ้น จะเห็นได้จากสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและกีฬา และกิจกรรมวิ่งที่เพิ่มขึ้น สำหรับเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกพัฒนาเพื่อนำเสนอหรือตอบสนองวิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย นาฬิกาอัจฉริยะเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่เข้ามามีส่วนช่วยให้กลุ่มคนรักสุขภาพสามารถจัดการกับร่างกายตนเองได้ผ่านการใช้ข้อมูลที่นาฬิกาอัจฉริยะได้จัดเก็บไว้ สามารถพัฒนาตนเองหรือตอบสนองวิถีชีวิตในสังคมของตนเองได้ ซึ่งต้องแลกมาด้วยทุนทางเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเจ้าของ

สำหรับอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่นาฬิกาอัจฉริยะนั้น มีการสร้างเครือข่ายของกลุ่มผ่านการใช้ภาษา โดยเป็นภาษาสากลที่เข้าใจร่วมกัน อีกทั้งการสวมใส่ยังสามารถบ่งบอกถึงตัวตนและวิถีชีวิตในสังคมสมัยใหม่ที่ให้คุณค่าของการจัดสมดุลชีวิตมากขึ้น ปัจจุบันนาฬิกาอัจฉริยะอาจเป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่งที่เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและขยายศักยภาพของผู้สวมใส่ ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนหรือฉลาดขึ้น นาฬิกาอาจไม่ใช่นาฬิกาที่เราเฉยชินอีกต่อไป แต่อาจเป็นผู้ช่วยหนึ่งของมนุษย์เราโดยที่เราไม่สามารถคาดเดาได้

คำสำคัญ : นาฬิกาอัจฉริยะ, อัตลักษณ์, คนรักสุขภาพ

Abstract

​This article aims to study the meaning and identity of Smartwatch Wearer of Health Lovers and factors of Smartwatch that affect the exercise behavior of Health Lovers from a group of Runners and Triathlon, both professional and amateur. The main ideas of the analysis approach, are Grouping and Communication Networking concept, Identity concept and Risk Society concept of Anthony Giddens.

​Nowadays, people have more focus on exercising that seen from products related to health and sports and increased running activities. Technology is a part that has been developed to present or respond to different lifestyles. Smartwatches are a technology that helps Health Lovers to manage their bodies through the use of information that Smartwatches have stored can develop themselves or respond to the way of life in their own society which must be exchanged with a certain amount of economic capital to own.

​For the Smartwatch's identity The network of the group is created through the use of language which is a universal language that is understood together. In addition, wearing can also indicate the identity and lifestyle in modern society that provides more value of life balance. Today, Smartwatches may be just one device that helps to store information in our lives. But, when technology changes or gets smarter from our data collection. The watch may not be the watch that we are accustomed to anymore. In the future, may be able to be our human assistant, which we cannot predict.

Keywords : Smartwatch, Identity, Health Lovers

การสร้างอัตลักษณ์ในสื่อโซเชียลมีเดียของวัยรุ่น

Creating identity in social media for teenagers


ธวัชชัย สุขสีดา

บทคัดย่อ

บทความนี้เป็นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสื่อโซเชียลมีเดียกับการสร้างอัตลักษณ์ของวัยรุ่น เนื่องจากทุกวันนี้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 57 ล้านคน (82% ของประชากรทั้งหมด) โดยเป็นผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย 51 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นในช่วงอายุ 18-24 ปี ใช้เวลาเฉลี่ย 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน (อ้างอิง:Hootsuite2018) ในการสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์ของตนเองผ่านการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเป็นพื้นท่ีสําหรับติดตามข่าวสารในรูปแบบเครือข่ายสังคมออนไลน์  ท่ีได้เข้ามามีบทบาทในการติดต่อสื่อสารของโลกไร้พรมแดนสําหรับการบริโภคข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่นํามาซึ่งวัยรุ่นสามารถสร้างอัตลักษณ์ของตนเองผ่านทางภาษาที่เข้าใจกันในกลุ่มวัยรุ่นในการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย นอกจากน้ีวัยรุ่นยังใช้สัญญะต่างๆ เพื่อสร้างอัตลักษณ์ ที่สื่อสารกัน เช่น รูปภาพหรือสติกเกอร์เพื่อสื่อความหมายให้ผู้ใช้งานได้รับรู้ความหมายหรือเนื้อหาในการแสดงความคิดเห็น โดยสามารถแบ่งอัตลักษณ์ของวัยรุ่นได้ เป็นอัตลักษณ์ส่วนบุคคล อัตลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเพศ และอัตลักษณ์ที่บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก โดยที่อํานาจทางอัตลักษณ์ของวัยรุ่นที่ปรากฎมาพร้อมกับสื่อนั้นไม่เพียงแต่ทรงอิทธิพลในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสารแล้ว แต่ยังส่งอิทธิพลของสารนั้นไปยังสภาพแวดล้อมและสังคมที่ใกล้เคียงอยู่ตลอดเวลาและสม่ำเสมอ ซึ่งวัยรุ่นจะใช้อํานาจที่มีอยู่ในตัวตนในการสร้างอัตลักษณ์นั้นไปในทิศทางใดและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในความพึงพอใจในสารเหล่านั้นจะขึ้นอยู่กับสังคมเป็นผู้หยิบยื่นและกําหนดให้ในการยอมรับ

โดยในบทความนี้ได้ศึกษาวิเคราะห์จากงานวิจัย บทความวิชาการและบทความที่เกี่ยวกับสื่อโซเชียลมีเดียและแนวคิดทางด้านการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนของวัยรุ่น ซึ่งใช้ทฤษฎีและกรอบแนวคิดของมีแชลฟูโก (Michel Foucault) มาทําการอธิบายปรากฎการณ์ให้มีความเข้าใจถึงกระบวนการการสร้างอัตลักษณ์ เพื่อ เชื่อมโยงกับบริบทของสื่อใหม่อย่างสื่อโซเชียลมีเดียในยุคปัจจุบัน โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่า “มนุษย์” โดยเฉพาะวัยรุ่นสามารถสร้างอัตลักษณ์ตัวตนในสังคมโซเชียลมีเดียที่ได้จากการค้นหา “วัตถุดิบ” ในร่างกายที่ตัวตนมีมาแสดงออกในโซเชียลมีเดีย เพื่อนําผลสะท้อนกลับมาปรุงแต่งอัตลักษณ์ในการแสดงออกเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมภายใต้วาทกรรมของอํานาจ (Power Discourse) หรือแนวปฏิบัติตามบริบททางสังคมเป็นผู้กําหนดให้

คําสําคัญ : การสร้างอัตลักษณ์, สื่อโซเชียลมีเดีย, วัยรุ่น

การต่อรองอัตลักษณ์อีสานในมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่ง

Negotiation the Isan identity in the music video of the country song.

พันธกานต์ ทานนท์

PHANTHAKAN THANON

บทคัดย่อ

บทความวิชาการนี้เป็นงานที่ผู้เขียนต้องการตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกี่ยวกับมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งอีสานในช่วงปี พ.ศ. 2558-2561 เนื่องจากช่วงดังกล่าวเพลงลูกทุ่งอีสานถูกผลักกลับเข้ามาให้เป็นที่นิยมในสังคมไทยเป็นจำนวนมาก ในวันที่โลกถูกทะลายกำแพงการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล ประเด็นการศึกษาเกี่ยวกับอัตลักษณ์จึงเป็นสิ่งน่าสนใจว่า ในโลกดิจิทัลที่ทำให้รูปแบบการฟังเพลงเปลี่ยนแปลงไป มิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งในช่องยูทูบซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ในการแสดงตัวตน การแสดง อัตลักษณ์ซึ่งวัฒนธรรมย่อยต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งอัตลักษณ์ของชาวอีสานด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากเราจะเข้าใจการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์อีสาน เพลงลูกทุ่งจึงเป็นพื้นที่ที่จะขานรับกับการแสดงออกนั้น โดยผู้เขียนตั้งวัตถุประสงค์ในการศึกษาไว้เพื่อชี้ให้เห็นว่าในมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งอีสาน มีการแสดงอัตลักษณ์อีสานผ่านภาษาและองค์ประกอบต่าง ๆ หรือมีการต่อรองอัตลักษณ์ของคนอีสานอย่างไรบ้าง

จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งอีสานที่เผยแพร่บนยูทูบในช่วงดังกล่าว สามารถทำให้เห็นถึงการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของชาวอีสานในด้านต่าง ๆ ผ่านองค์ประกอบต่างๆในมิวสิกวิดีโอได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากมองปรากฏการณ์นี้ตามแนวความคิดด้านอัตลักษณ์ (identity) อัตลักษณ์นั้นเป็นเรื่องที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและมนุษย์โลกที่สรุปความหมายในการเป็นตัวตนของตัวเอง โดยอัตลักษณ์เปรียบเสมือนระบบรหัสที่ระบุความเป็นสมาชิกในประชาคม หรือสังคมเดียวกัน ระบบดังกล่าวนั้น ประกอบด้วยสัญลักษณ์ ถ้อยคำ ถ้อยความ และความหมาย เพื่อใช้สื่อถึงตัวตน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในมิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งอีสานที่ศึกษานั้นใช้ทั้งภาษาถิ่น เครื่องดนตรีประจำถิ่น การแต่งกาย ฉากและสถานที่ รวมทั้งเรื่องอาหารของชาวอีสาน มานำเสนออัตลักษณ์ของชาวอีสานที่มีความโดนเด่น และแตกต่างจากวัฒนธรรมหรือคนกลุ่มอื่น เป็นการต่อรองความหมายกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ว่าถึงแม้ว่าเพลงลูกทุ่งอีสานจะมีการรับวัฒนธรรมอื่น ๆ เข้ามา แต่อีกด้านหนึ่งเพลงลูกทุ่งอีสานก็ยังคงต่อรองความเป็นอัตลักษณ์อีสานผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นท้องถิ่นอีสานนั้นไว้อย่างเข้มข้น

คำสำคัญ : อัตลักษณ์, อีสาน, มิวสิกวิดีโอเพลงลูกทุ่งอีสาน

Abstract

This article is a work that the author wants to observe on social phenomena related to the music video of the Isan during the year 2015-2018. It is popular in Thai society a lot on the day that the world is breaking through technology communication and digital media. Education issues regarding identity Therefore it is interesting that In the digital world that makes the format of music listening changed Music video for YouTube music that is considered Another area of identity Identification of various subcultures in society, including the identity of the Isan people as well. Therefore, if we understand the expression of Isan identity Country music is the area that will respond to that expression. By the author setting educational objectives to point out that in the music video is there a show of Isan identity through various languages and elements or how to negotiate the identity of Isan people.
According to a study of a sample of the Isan music video that was released on YouTube during this period an clearly see the expression of the identity of the Isan people in various aspects through various elements in the music video. Which, if looking at this phenomenon according to the concept of identity, that identity is a matter of cultural and human principles that summarizes the meaning of one's identity. The identity is like a code system that identifies membership in the community. Or the same society such a system consists of symbols, words, statements and meanings to convey to the identity. Which can be seen that in the music video of the Isan that is used both in the local language Local musical instruments, costumes, scenes and locations Including the food of the Isan people To present the identity of the Isan people who are dominant and different from other cultures or people Is a negotiation of meaning with other cultures that although the Isan song has been accepted by other cultures but on the other side, the Isan country song still continues to negotiate the Isan identity through various elements that remain. The local Isan is intensely concentrated.

Keywords : Identity, Isan, Music video of Isan country

มายาภาพของเรื่องเล่าที่คุณเลือกได้ใน แบล็ก มิร์เรอร์ : แบนเดอร์สแนตช์

The Illusion of Choosing Your Own Narrative in Black Mirror: Bandersnatch

อรรถพล ปะมะโข

Attapon Pamakho

บทคัดย่อ

Black Mirror: Bandersnatch (2018) เป็นภาพยนตร์อินเตอร์แอคทีฟที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มบริการสื่อบันเทิงของบริษัทเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ซึ่งผู้ชมสามารถกำหนดการตัดสินใจของตัวละครหลักในเรื่องเพื่อสร้างเส้นเรื่องในแบบของตัวเองได้ในทำนองเดียวกับบันเทิงคดีอินเตอร์แอคทีฟ (interactive fiction) บทความนี้จะศึกษาวิธีของผู้กำกับฯ ในการผสมผสานกลไกเกม (gameplay) เข้ากับสื่อประเภทภาพยนตร์เพื่อนำเสนอข้อถกเถียงทางปรัชญาเรื่องเจตจำนงเสรีและตัวเลือกลวง (the illusion of choice) และจะวิเคราะห์ “ludonarrative” หรือความสัมพันธ์ระหว่างกลไกเกมกับเนื้อเรื่องใน Bandersnatch เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเชิง “อภิบันเทิงคดี” (metafiction) หรือลักษณะที่เปิดเผยและตั้งคำถามกับกลไกการประกอบสร้างของตัวบทเอง นอกจากนี้จะอภิปรายกระบวนการที่ Bandersnatch ถูกใช้ในฐานะเครื่องมือเชิงอุดมการณ์สำหรับควบคุมความฝัน ความปรารถนา และความวิตกกังวลของผู้เล่น เพื่อสลายเส้นแบ่งระหว่าง “งาน” กับ “การเล่น” อันจะนำไปสู่การเพิ่มอำนาจการผลิตในระบบทุนนิยม

คำสำคัญ : แบนเดอร์สแนตช์, บันเทิงคดีอินเตอร์แอคทีฟ, ตัวเลือกลวง

Abstract

Black Mirror: Bandersnatch (2018) is an interactive film distributed through Netflix’s entertainment media platform. The film’s audiences can determine the main character’s decision to create a storyline of their own in the same way as that of interactive fiction. This paper will study the director’s method in combining gameplay with film media to present philosophical debates about free will and the illusion of choice. In addition, this paper will analyze its “ludonarrative,” the relationship between the gameplay and the narrative, to manifest its “metafictional aspects,” which is how the text reveals and questions the mechanism in constructing itself. Also, this paper will discuss the process by which Bandersnatch is used as an ideological tool for organizing dreams, desires, and anxieties of players to break the line between “work” and “play,” which in turn lead to the increase of work’s productivity in capitalism.

Keywords : Bandersnatch, interactive fiction, the illusion of choice

มีอะไรในคลิปตลก : กรณีศึกษาความตลกที่ปรากฎในสื่อดิจิทัลตามทฤษฎีเรื่องของตลก

What's in a funny clip: case studies of comedy that appear in digital media according to Theory of Comedy

นิศา บูรณภวังค์

Nisa Buranapawang

บทคัดย่อ

​บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของคลิปตลกที่เผยแพร่ผ่านสื่อดิจิทัล อันนำไปสู่การอธิบายพฤติกรรมของชาวเน็ตในโลกดิจิทัลว่าเพราะเหตุใดบุคคลหลายช่วงวัยจึงต่างนิยมชมคลิปตลก โดยศึกษาจาก “Page Funny Videos” และ “Page Youlike” ซึ่งจะวิเคราะห์ผ่านแนวคิดทฤษฎีเรื่องของตลก อนึ่ง ความตลกนั้นอาจเกิดมาจากสาเหตุต่างๆ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่ลงรอยกัน ความไม่คาดฝันอันเนื่องมาจากความบังเอิญ การสร้างเหตุการณ์ ความไม่ปกติในความปกติ หรือความผิดแผกไปจากบรรทัดฐานในสังคม รวมไปถึงการล้อเลียนบุคคลต่าง ๆ ซึ่งการเป็นบุคคลสาธารณะนั้น อาจปรากฎควบคู่ไปกับสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ของสาธารณะ (public interest) ด้วย บางครั้งการนำเอาพลังอำนาจของความตลกมาล้อเลียนอาจแอบแฝง ไปด้วยต่อต้านหรือลดทอนสถานการณ์บางสิ่งให้คลี่คลายลง นอกจากนี้การศึกษาความตลกในวัฒนธรรมที่ต่างกันซึ่งปรากฏอยู่ในคลิป ยังเป็นเครื่องมือทางสังคมอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารกับบุคคลต่างวัฒนธรรมได้ดีขึ้นอีกด้วย

คำสำคัญ : คลิปตลก , ทฤษฎีเรื่องของตลก

Abstract

​This article aims to study the composition of funny clips that are published through digital media. Which led to the explanation of the behavior of netizens in the digital world that, because of why many people of different ages are popular, watching funny clips by studying from "Page Funny Videos" and "Page Youlike" which are analyzed through the theory of funny stories. That joke may come from various causes. That is based on disagreements unexpected due to coincidence Event creation Unusual in normal or dissimilarity from social norms Including the mocking of individuals who are public figures May appear alongside what is known as the public interest. Sometimes the power of jokes may be hidden. Go against or reduce some situations to ease In addition, studying the humor in different cultures that appear in the clip It is also a social tool that allows humans to better communicate with people of different cultures.

Keywords : Funny clips, Theory of comedy

ลำโพง: การปรากฏสภาพทางภววิทยาของเครื่องมือผ่านดนตรีบันทึก

Amplification : Instrumental Trajectories of Recorded Music Ontology

ฟรานซีส นันตะสุคนธ์

Francis Nuntasukon

บทคัดย่อ

เพื่อเสนอแนวทางการตีความชุมชนและปัจเจกในโลกดิจิทัลผ่านการกลายสภาพทางภววิทยาของวัตถุทางดนตรี โดยใช้ทฤษฏีของเยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส กล่าวถึงปัจเจกภาพในฐานการกระทำ/ปฏิบัติ (action/practical) และอัตวิสัยร่วม (Intersubjectivity) ในฐานะการกระทำการสื่อสาร รวมถึงวิธีการศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาของดอน ไฮด์ ในการเน้นย้ำมิติทางญาณวิทยาจากการกระทำ (praxis) ว่ามีความสำคัญกว่าความรู้แบบทฤษฏี (theoria) โดยมนุษย์ไม่ได้เข้าใจโลกภายนอกด้วยการรับรู้ (perception) และความจงใจ (intentionality) แต่เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับประสบการณ์ของโลกภายนอกหรือ “ชุมชน” ในฐานะ “สิ่งในโลก” (being-in-the-world) ไม่ได้เป็นความโดดเดี่ยวในฐานะปัจเจกภาพ ด้วยการอธิบายภูมิทัศน์ทางเสียงอันเกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นจากลำโพงนี้การอธิบายภววิทยาเชิงเครื่องมือที่มีความสามารถในการเพิ่มความเข้มเสียง (amplification) ทำให้เครื่องจักรที่ดำรงอยู่ในสภาพของความเงียบกลายเป็น “สิ่งที่พูดได้” (speaker) โดย “ความดัง” หรือ “สิ่งที่พูดได้ดัง” (loudspeaker) เป็นการกลายสัตและกำเนิดใหม่บนโลกดิจิทัล

อุปกรณ์ได้แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้กลายเป็นเสียงของอุปกรณ์และแทรกตัวอยู่รอบมนุษย์ ผ่านอุปกรณ์ดิจิตอลที่ทำหน้าที่คั่นกลางระหว่างการสื่อสารกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือแม้แต่ลำโพงในตัวเอง ความเงียบและเสียงในธรรมชาติ (pure sound) กำเนิดขึ้นผ่านผ่านการมีอยู่ของอุปกรณ์ไม่ใช่เสียงของเสียงโดยตรงที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มีเป้าหมายเป็นของตัวเองในโลกธรรมชาติ การใช้ลำโพงจึงเป็นการลดทอนปรากฏขึ้นแก่สัมผัสของเราเองให้แตกต่างจากสิ่งที่ได้ยินในธรรมชาติ การเปลี่ยนสภาพดังกล่าววางมนุษย์เป็นสิ่งคั่นกลางของการกลายสภาพทางภววิทยาผ่านการลดทอนและการขยายตรงสัมผัสของเรา จนกลายเป็นญาณวิทยาของเสียงที่มีต่อความเข้าใจของเสียงไปพร้อมกัน มนุษย์ในภูมิทัศน์ของเสียงดิจิตอลดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับตำแหน่งของปัจเจกบุคคลในธรรมชาติที่กำลังได้ยิน เป็นการตีความเทศะ (space) ให้กลายเป็นอาณาบริเวณศึกษา และสร้างความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบใหม่โดยใช้เสียงเป็นเครื่องกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์นั้น ๆ เช่น เสียงในงานเทศกาล หรือเสียงในงานสถาปัตยกรรมการแสดง จนถึงการแก้ไขและการสร้างความขัดแย้งทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเสียงได้จัดวาง “ชีวทัศน์และการเมือง” ของปัจเจกบุคคล ลงบนพื้นที่หรือมีปฏิสัมพันธ์แบบใหม่กับปัจเจกวัตถุ หรือเทคโนโลยีของตัวตนในรูปของดนตรีบันทึก

คำสำคัญ : ​​​ลำโพง, ดนตรีบันทึก, ภาวะหลังสมัยใหม่เชิงดิจิตอล

Abstract

To interpret communities and individuals in the digital world through the ontology of musical objects, by Jürgen Habermas' theory of individuality in base of practices and co-objective (Inter-subjectivity) as a communication action. Emphasizing the epistemological dimension of Praxis from Phenomenological framework of Don Ihde is more important than theoretical knowledge that humans do not understand the outside world with his perceptions and intentionality, but are created Interactions between themselves and the experiences of the outside world or community as being-in-the-world. They are not isolated as individuals. The landscape of sound was explaining things that arose in modern society arising from speakers. Increasing the sound intensity (or amplification) onto-logically transformed the machine from a state of silence becoming something that can be said (speaker). But, nowadays, using of words that say something loud. By "loudspeaker" is becoming ontics to the digital world
The modern world has transformed electrical signals into devices and inserted it around human beings. Through this digital devices that act as an ARC between communication with humans. Whether it is a mobile phone, computer, television or even a speaker in itself, silence and pure sound originated through the existence of the device, not the sound of the direct sound that arises from things that have their own goals in the natural world. The use of speakers is therefore attenuated to our own perception that are different from what is heard in nature. Changing such a condition, placing human separated ontics of the conditions through attenuation and expansion on the surface of our touch. Becomes the epistemology of sound to understanding of sound at the same time. Humans in the landscape of such digital sounds occur with the position of the individual of nature as Being-heard. The interpretative of space and sound intensifies the area of study and create new understanding of social interactions. Using these sound as a device to determine the relationship model, such as the sound of the festival, architectural sound, intensified by social conflictions. Changes in the cultural landscape of the sound have been arranged and defined as "Biopoitics" of individuals. The ground was interacting and changed what is an individuals, or we may say the technologies of self through Recorded music.

Keywords : Amplification, Recorded Music, Digital Postmodernism

การโหยหาอดีตของช่างภาพภาพยนตร์ฟิล์มในยุคภาพยนตร์ดิจิทัล

Nostalgic life of film cinematographers in the age of digital cinematography

จิตติ เอื้อนรการกิจ

Chitti Urnorakankij

บทคัดย่อ

บทความชิ้นนี้ศึกษาการทำงานในปัจจุบันของช่างภาพภาพยนตร์ยุคฟิล์มที่ถูกเทคโนโลยีดิจิทัลกำหนด ผ่านการมองความคิดและการทำงานของช่างภาพภาพยนตร์ที่เกิดในยุคเบบี้บู(Baby boom) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้กรอบแนวคิดการโหยหาอดีต (nostalgia) ในเชิงสังคมและวัฒนธรรมเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าคนกลุ่มนี้ยังคงโหยหาการทำงานด้วยกล้องฟิล์ม การโหยหานั้นไม่ได้เป็นไปในลักษณะของการคิดถึงเครื่องมือที่ตนเองมีความคุ้นชิน แต่เป็นการโหยหาถึงกระบวนการการทำงานและคุณภาพของคนทำงานที่เคยมีในอดีต ทั้งนี้แม้กล้องดิจิทัลทำให้การทำงานของช่างภาพง่ายและสะดวกขึ้น แต่ก็ลดทอนความปราณีตและละเอียดรอบคอบในการทำงานลง ซึ่งอาจนำสู่ความผิดพลาดในกระบวนการถ่ายทำและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ช่างภาพกลุ่มนี้ปรับตัวการทำงานในระดับปัจเจกด้วยการนำจุดแข็งของพื้นฐานการถ่ายฟิล์มมาผสานกับความสะดวกของเทคโนโลยีดิจิทัล

ผู้เขียนแบ่งการนำเสนอเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การสูญหายของกล้องภาพยนตร์ฟิล์มและการแทนที่ของเทคโนโลยีดิจิทัล 2)  ว่าด้วยประสบการณ์การทำงานกับกล้องภาพยนตร์ระบบฟิล์มซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นวัฒนธรรมที่มีชีวิตแต่ปัจจุบันเป็นเพียงความทรงจำของพวกเขาในปัจจุบัน 3) บอกเล่าการทำงานของคนกลุ่มนี้กับเทคโนโลยีดิจิทัล ที่แสดงให้เห็นถึงการโหยหาอดีตด้วยการพยายามประสานวัฒนธรรมที่มีชีวิตในอดีตของตนเองเข้ากับรูปแบบการทำงานใหม่ของเทคโนโลยีดิจิทัลเกิดเป็นวิถีการทำงานใหม่ในปัจจุบัน

คำสำคัญ : ช่างภาพภาพยนตร์, ภาพยนตร์ดิจิทัล, การโหยหาอดีต

Abstract

This article explores the work of film-based Director of Photography (DOP) in digital cinematography age through in-depth interviews with baby boomer DOPs, using nostalgia theory with social and cultural perspectives to analyze the data. The study reveals that those DOPs have yearned for the past and their nostalgic reflection was focused mainly on the process of celluloid filmmaking and the proficiency of filmmakers in the film-based cinematography era rather than their attachment to any particular tools or equipment. Although new digital technology has made the work of DOPs easier, it has been processed much less meticulously, and possibly resulting in damages in terms of filming process and financial performance. These DOPs have adapted themselves to the digital world by combining the strength of their celluloid-based filmmaking with the convenience of the modern technology.

The article is divided into three parts: 1) the extinction of film-based camera with the replacement of digital technology, 2) experiences of DOPs in working with film-based technology which was once their living culture and 3) their adaptations to the new technology by creating a new way of work that combines their nostalgic memories with the modern technology

Key words: nostalgia, cinematographer, cinematography

ระบบคำศัพท์/รูปแบบข้อมูลที่ใช้ในการลงรายการงานศิลปะและวัตถุทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษามาตรฐานเมทาดาทา ชุด หมวดหมู่สำหรับการอธิบายงานศิลปะ (CDWA)

Terminology/Format in Cataloging Works of Art and Cultural Objects: a case study of the Categories for the Description of Works of Art (CDWA)

ดุษฎีพร ชาติบุตร

Dussadeeporn Chartboot

บทคัดย่อ

การจัดการทรัพยากรมรดกวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล ต้องอาศัยมาตรฐานเมทาดาทา เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูลที่มีเป็นจำนวนมาก หมวดหมู่สำหรับการอธิบายงานศิลปะ (Categories for the Description of Works of Art) หรือ CDWA เป็นมาตรฐานเมทาดาทาสำหรับงานพิพิธภัณฑ์ที่ใช้กันในระดับสากล พัฒนาโดยตัวแทนจากบุคลากรผู้จัดหาและใช้ข้อมูลด้านศิลปะ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุน เจ พอล เก็ตตี้
CDWA เป็นแนวปฏิบัติสำหรับการลงรายการและอธิบายงานศิลปะและวัตถุทางวัฒนธรรม
และยังสามารถนำไปใช้ออกแบบฐานข้อมูลได้เช่นกัน บทความนี้เป็นการเสนอแนวปฏิบัติของ CDWA ในการเลือกใช้ระบบคำศัพท์/รูปแบบข้อมูล (Terminology/Format) สำหรับการลงรายการในแต่ละหัวข้อ ซึ่ง CDWA ได้เสนอแนะรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดไว้แล้ว ระบบคำศัพท์/รูปแบบข้อมูลที่แนะนำให้ใช้ มีดังนี้
1) รายการที่กำหนดไว้ให้เลือก (Controlled list) 2) รายการหลักฐาน (Authority) 3) ข้อมูลรูปแบบเฉพาะ (Controlled format) และ 4) บรรยายได้อิสระ (Free text) ซึ่งรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่ CDWA ได้ออกแบบมาเพื่อจัดสรรว่าข้อมูลใดที่ใช้ในการแสดงผล หรือข้อมูลใดที่ใช้ในการค้นคืนข้อมูล และเพื่อจัดการ กับปัญหาความไม่ชัดเจนหรือความคลุมเครือของข้อมูล ซึ่งพบได้เสมอสำหรับข้อมูลด้านศิลปะ ทั้งนี้จะยกตัวอย่างปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะพบได้ในการลงรายการวัตถุทางวัฒนธรรม ซึ่งการใช้ระบบคำศัพท์/รูปแบบข้อมูลอย่างเหมาะสมจะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ พร้อมยกตัวอย่างการลงรายการวัตถุทางวัฒนธรรม จากโครงการจัดทำโครงสร้างและรูปแบบฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่อิงมาจาก CDWA ซึ่งผู้เขียนเป็นผู้ช่วยวิจัยโครงการ เพื่อให้เห็นวิธีการลงรายการได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลวัตถุทางวัฒนธรรมในประเทศไทย โดยใช้มาตรฐาน
เมทาดาทาระดับสากลและเป็นปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้การบันทึกและสืบค้นข้อมูลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ในการจัดการข้อมูลวัตถุทางวัฒนธรรมของพิพิธภัณฑ์ไทยในวงกว้างต่อไป

คำสำคัญ: พิพิธภัณฑ์, เมทาดาทา, CDWA

Abstract

The management of digital cultural heritage resources relies on metadata standards to tackle large amount of data. Categories for the Description of Works of Art or CDWA is a metadata standard that is widely used internationally. It was developed by the representatives from the communities that provide and use art information, and funded by the J. Paul Getty Trust.
CDWA is one of the guidelines for best practice in cataloging and describing works of art and cultural objects and may be used for designing databases. This article presents the recommendations by CDWA regarding the terminologies/formats for cataloging under various categories, among which the most appropriate is suggested by CDWA. These terminologies/formats include 1) Controlled list 2) Authority 3) Controlled format 4) Free text. They are designed to deal with differences between information intended for display and information intended for retrieval, as well as to manage the uncertainty and ambiguity that are common in art information. This article will raise some problematic cases that might occur when cataloging cultural objects, which can be solved or improved by the appropriate use of terminologies/formats. In addition, the article will provide the cataloging of cultural object from Thammasat Museum of Anthropology Digital Database Project as a case example, as it was done using CDWA, and the author is the research assistant. The purpose of this article is to introduce the guidelines for designing cultural objects database in Thailand based on current international metadata standards. Hopefully, this will be helpful to the management of cultural objects in Thai museums in the future.

Keywords : museum, metadata, CDWA

ฐานข้อมูลศิลปกรรมลุ่มน้ำโขง : การเข้าถึงสารสนเทศดิจิทัลทางด้านศิลปะวัฒนธรรม

Database of Art&Culture in Makong River Basin : Digital Information Access

สิริพร ทิวะสิงห์ (Siriporn Tiwasing)

ธีรยุทธ บาลชน (Theerayut Banchol)

ธวัชชัย ช่างเกวียน (Thawatchai Changkwean)

บทคัดย่อ

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีพันธกิจหนึ่งในการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนทางด้านวิจัยศิลปะวัฒนธรรมและการออกแบบขึ้น เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมเพื่อตอบสนองต่อพันธกิจในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและเป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนการศึกษาตามหลักสูตร ผู้จัดทำจึงได้พัฒนาฐานข้อมูลขึ้น โดยมุ่งเน้นในการรวบรวมสารสนเทศในรูปแบบดิจิทัล เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงของผู้สนใจ เน้นสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ อาทิ หนังสือ งานวิจัย บทความ คลิปวีดีโอ ภาพถ่าย สูจิบัตร เป็นต้น ในการจัดทำฐานข้อมูล ประกอบด้วย การเลือกโปรแกรมที่ง่ายต่อการจัดเก็บและการค้นคืน การพิจารณาคัดเลือกทรัพยากรที่จะจัดเก็บ การขอสิทธิ์จากเจ้าของผลงานเพื่อดัดแปลงผลงานในรูปแบบดิจิทัล การจัดหมวดหมู่เนื้อหา การจัดทำคำค้น การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่รูปแบบดิจิทัล นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ฐานข้อมูลดังกล่าวยังทำให้สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมีสื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นสำหรับบริการนักศึกษาและนักวิจัยด้วย

คำสำคัญ : ฐานข้อมูลเฉพาะ สารสนเทศดิจิทัล ฐานข้อมูลศิลปกรรมลุ่มน้ำโขง

​​​​​Abstract

One mission of Khon Kaen University is arts and culture preservetion. As well as the Faculty of Fine and Applied Arts have a course about that. In order to collecting the information about arts and culture for response to the KKU mission, and as a source to support education curriculum. We developed the Mekong Basin Culture database and focusing on digital information form, it’s easy to user access. Information collected from many resources that related to art and culture in the Makong River Basin’s country, such as books, researchs, articles, video clips, photo books, etc. In the process was program selection, easy to searching and retrieval. Keep resources. Requesting permission from the author for digitized. Content classification. Choose Keywords. Prevention of piracy for publish. In addition to the above benefits, the database also makes the KKU library has more digital resourse for serve students and researchers.

Keywords : Special Database, Digital Information, Database of Art&Culture in Makong River Basin

Big data ข้อมูลมหึมากับงานประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์

Big data in relevance with History, archive and museum

สุภาณี เลิศจิระประเสริฐ

Supanee Lertjiraprasert

บทคัดย่อ

การทำ Big data ในงานประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ ความท้าทายอยู่ที่ขนาดของข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือ เพื่อศึกษาสภาพการณ์ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ จากชุดบุคคล สถานที่ เหตุการณ์ของภาพเก่าในอดีตหรือเอกสารจดหมายเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาพเก่า และเพื่อการนำข้อมูลไปปรับปรุงหรือพัฒนาแหล่งสถานที่ในปัจจุบัน การนำข้อมูลภาพเก่าทางประวัติศาสตร์และเอกสารจดหมายเหตุมาสกัดและวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์กับระยะเวลา โดยเชื่อมโยงชุดข้อมูลไว้ด้วยกัน มีวิธีดำเนินการวิจัยคือ ใช้วิธี Network Coincidence analysis, Content analysis แหล่งข้อมูลที่จะใช้ค้นคว้าศึกษาคือ ฐานข้อมูลจากหอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

คำสำคัญ : Big data,ประวัติศาสตร์,จดหมายเหตุ

Abstract

Big data in History, Archives and Museum in Thailand, the challenging of analysis is up to the scale of data. The objective of this study is 1) To study history and economic situations from the old pictures or archives of person/places/events in the past. 2) To get the information to improve or develop that places in todays. The methodology of this research are Network Coincidence analysis and Content analysis. Sources of data come from The National Library of Thailand’s database and The National Archive of Thailand’s database.

Keywords : Big data, History, Archive

บทเรียนจาก “ปลายทาง”: กรณีศึกษาการจัดการฐานข้อมูลงานศึกษาวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

Lesson from the end: The case study of SAC’s research database management

สิทธิศักดิ์ รุ่งเจริญสุขศรี

วชิราภรณ์ คลังธนบูรณ์

บทคัดย่อ

นอกเหนือไปจากผลงานวิชาการที่เผยแพร่สู่สาธารณะในลักษณะ “รูปเล่ม” แล้ว ในระหว่างกระบวนการวิจัย ยังมี “ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัย” (research output) “รายงาน” (report) และ “เอกสารวิชาการ” (research document) ซึ่งเผยแพร่ในวงจำกัด หรือมิได้เผยแพร่สู่สาธารณชนอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จึงได้พัฒนาฐานข้อมูลงานศึกษาวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่งานศึกษาวิจัยขององค์กรฉบับสมบูรณ์ และรายงานที่อยู่ในระหว่างกระบวนการวิจัย ในรูปแบบฐานข้อมูลออนไลน์ที่สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม (full text) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปใช้ค้นคว้าและอ้างอิงได้ อย่างไรก็ดี ในระหว่างการทำงานกลับเกิดอุปสรรคที่ท้าทาย เช่น การสูญหายของไฟล์งานวิจัย ความซ้ำซ้อนในกระบวนการจัดเก็บเดิม การออกแบบและดัดแปลงชุดเมทาดาทา (metadata) ให้เหมาะสมกับทรัพยากร เป็นต้น รวมถึงคำถามสำคัญที่ชวนให้ผู้เขียนขบคิดว่า ฐานข้อมูลนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ “ปลายทาง” เท่านั้น แล้ว “ต้นทาง” ของปัญหาอยู่ที่ใด? และถ้าต้นทางของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้จะย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคตหรือไม่?

บทความนี้ จึงเป็นการถอดบทเรียนการทำงานที่ผู้เขียนและคณะทำงานได้รับ จากการพัฒนาฐานข้อมูลงานศึกษาวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) ที่มา ความสำคัญของปัญหา และวัตถุประสงค์ของการดำเนินงาน 2) กระบวนการทำงานและปัญหาที่เผชิญระหว่างการทำงาน เริ่มตั้งแต่การสะสางข้อมูล การสร้างฐานข้อมูลทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า การเสริมคุณค่าให้กับข้อมูลทั้งในเชิงอนุรักษ์ และคุณค่าต่อแวดวงวิชาการ และ 3) แนวทางการประยุกต์ใช้การจัดการข้อมูลงานวิจัย (Research Data Management) กับการบริหารงานวิจัย เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจหวนกลับมาได้ในอนาคต

คำสำคัญ : การจัดการข้อมูลงานวิจัย, เมทาดาทา, ฐานข้อมูล

นัดยิ้ม : กระบวนการนัดหมายเพื่อมีเพศสัมพันธ์ผ่านแอพพลิเคชั่นเกย์

Hook-Up: The Process of Seeking Sex Partners via Online Dating Apps for Gay

ณัฐวุฒิ ขาวคง

Nuttawut Kaokong

บทคัดย่อ

​บทความนี้เป็นการศึกษาถึงกระบวนการนัดหมายเพื่อมีเพศสัมพันธ์ของชายที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับชาย (Men Who have Sex with Men : MSM) ผ่านแอพพลิเคชั่นเกย์ โดยอาศัยระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ในรูปแบบของการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณาออนไลน์ (Netnography) และใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเกย์ผู้ที่ใช้แอพพลิเคชั่น ทั้งหมด 21 คน พบว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมาร์ทโฟน ได้รับการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้กลายเป็นมากกว่าโทรศัพท์มือถือที่ใช้เพื่อสื่อสารโดยทั่วไป การเกิดขึ้นของแอพพลิเคชั่น (Applications) ในแง่หนึ่งได้เพิ่มอรรถประโยชน์ให้กับโทรศัพท์ให้สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย อีกแง่หนึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่ไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ที่นับวันมีแนวโน้มที่จะกระทำกิจกรรมในโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตทางเพศของมนุษย์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอพพลิเคชั่นเกย์ Online Dating Apps for Gay ที่ได้สร้างความแตกต่างไปจากสื่อสังคมออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ด้วยการผนวกเอาระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก หรือ GPS (Global Positioning System) เข้ากับสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดเครือข่ายที่เรียกว่า “เครือข่ายภูมิสังคม” หรือ GSN (Geosocial Networking) ซึ่งมีคุณลักษณะเด่นที่อนุญาตให้สมาชิกได้สอดส่องดูว่าในละแวกเดียวกันนั้นมีใครออนไลน์อยู่บ้างและอยู่ออกห่างจากตัวเราเป็นระยะทางเท่าไร ทำให้เกิดการกระโดดข้ามไปมาระหว่างโลกออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) ส่งผลต่อรูปแบบการใช้พื้นที่ การนิยามความเป็นสาธารณะ (Public) ความเป็นส่วนตัว (Private) ตลอดจนการสร้างอัตลักษณ์ (Identity) การนำเสนอตัวตน (Self-presentation) การเปิดเผยตัวตน (Self-disclosure) ความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ถูกใช้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการนัดหมายเพื่อมีเพศสัมพันธ์ของกลุ่มเกย์

คำสำคัญ : แอพพลิเคชั่นเกย์, นัดยิ้ม, ชาติพันธุ์วรรณาออนไลน์

Abstract

​The aim of this article is to study the dating process of man, who has sex with man (MSM), through a gay application among 21 MSM This article is used qualitative research, in terms of Netnography, online ethnic research method, and using in-depth interviews with gay who uses the application. The dissertation is found that the development of technology, especially smartphone which has been developed to become more than a smartphone. Application, on one hand, is one kind of utility to the phone and on the another hand, it has been played the important role in human life. Likewise, people has carried out more online activities but, it also affects human sexual life, especially Online Dating Apps for Gay. The Gay application is different with other online applications by combining GPS (Global Positioning System) with social media. This causing the network called GSN (Geosocial Networking), which has features that allow members who at the same area can see who is online and how far away from where you at. Hence, this causing a jump between the offline and online which affects the use of space, publicity, privacy as well as identity which is self-presentation, self-disclosure and trust. These features are an important component in the gay dating process.

“เปลี่ยนเรีอนร่าง สร้างตัวตน”: การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของผู้ชายศัลยกรรมความงามในโลกสื่อดิจิทัล

“Changing Body & Constructing Identity” : Self-Positioning of Men Who Received Cosmetic Surgery in Digital Media Context

ปิยวัช ชำนาญกิจ

Piyawat Chamnankit

บทคัดย่อ

บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อดิจิทัลในการประกอบสร้างและเป็นพื้นที่แสดงออกของร่างกายและความเป็นชายที่พึงปรารถนาในสังคมไทยร่วมผู้ศึกษาทำการการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ชายผู้ที่อ้างอิงตนเองว่าเป็นชายรักต่างเพศ ที่ยอมรับว่าทำศัลยกรรมความงาม ด้วยกระบวนการผ่าตัด หรือฉีดสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย จำนวน 12 คน การศึกษาพบว่า สื่อดิจิทัลเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความเป็นชายแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่มาตรฐานความงามและร่างกายที่พึงปรารถนาของผู้ชาย ส่งเสริมการแข่งขันในกลุ่มเพื่อน และกระตุ้นความต้องการปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปลักษณ์ของปัจเจก ซึ่งมีส่วนในการตัดสินใจเข้าสู่การจัดการเรือนร่างของตนเองด้วยการทำศัลยกรรมความงามของผู้ชาย อย่างไรตามก็ผู้ศึกษาเห็นว่า ผู้ชายที่ทำศัลยกรรมไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อของสื่อดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นผู้กระทำการที่เลือกตัดสินใจในบริบทของสังคมปัจจุบันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแห่งที่ทางสังคม

คำสำคัญ : ความเป็นชาย, สื่อดิจิทัล, ศัลยกรรมความงาม

Abstract

This study aims to examine the role of the digital media in constructing and displaying the desirable masculine body in contemporary Thai society. I conducted semi-structured interviews with 12 men who identify themselves as heterosexual and accept that they received cosmetic surgeries through surgical procedures or injection. This study found that digital media contribute to the construction of new masculinity and the valorization of men’s physical appearances. The social media disseminate men’s beauty standard, increase peer pressure, and incite the desire to change and improve one’s physical appearance. The digital media play an important role in men’s decision to seek cosmetic surgeries. However, I argue that men who received cosmetic surgeries are not only the passive victims of the digital media but also active agents who choose to position themselves in society.

Keywords : masculinity, Digital media, cosmetic surgery

กระบวนการเรียนรู้เพศภาวะในโลกดิจิตอลของเด็กนักเรียนในกรุงเทพมหานคร

Digital Gender and Sexuality Learning of students in BANGKOK school.

พงษ์ศักดิ์ สกุลทักษิณ

Phongsak Sakhunthaksin

บทคัดย่อ

กองควบคุมโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย ร่วมกับ 6 โรงเรียนนำร่องในกรุงเทพมหานครทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ เพศภาวะที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและความสนใจของเด็กนักเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้ในโลกดิจิตอล โดยริเริ่มพัฒนาโปรแกรมออนไลน์ก๊วนทีน (www.guan-teen.com) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดตุ๊กตาขิง (Gender bread Person) ในการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านความเข้าใจเรื่องเพศภาวะที่มีอคติ เข้าใจยาก และเป็นวิชาการสูงสู่สามัญแห่งการเรียนรู้และช่วยประกอบสร้างตัวตนทางเพศภาวะในระดับบุคคลของนักเรียนที่สลับซับซ้อนให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายในมิติความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนเป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างกลุ่มเด็กนักเรียน ครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้ให้บริการ และชุมชน ให้มีมุมมองต่อเพศภาวะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้คนในสังคม ลดอคติของความคิดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกแบ่งกลุ่ม ดังนั้นโปรแกรมนี้จึงเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการศึกษาที่จะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพศภาวะด้วยตนเองของเด็กนักเรียนในกรุงเทพมหานครต่อไป

คำสำคัญ : เพศภาวะ, โปรแกรมออนไลน์, เด็กนักเรียน

Abstract

The AIDS TB and STIs Control Division, health bureau, BMA and Policy Research and Development Institute Foundation (PRI) and 6 schools voluntarily participated the projects indicated that most of the teachers and the school administrators have limited and vague knowledge and understanding about gender. From 2012 to present, the teachers greatly collaborate in learning, implementing and testing tools to communicate about gender between teachers in schools and the students in responsibility of the class teachers, guidance teachers and disciplinary teachers to develop model which consists of activities and tools for youth in different social community contexts of Bangkok. The intervention to reduce vulnerability from the 3-dimension gender ranges from the development of student support and protection system from schools to health and social services providers. This tools are a Disruptive Technology in Education that will become a tool and an important way to create gender and sexuality learning process for students in Bangkok under the digital technology that connects.

Keywords : Gender and Sexuality, Online Program, Students

ความรุนแรงทางเพศผ่านภาพวาดในโลกดิจิทัล

SEXUAL VIOLENCE ON THE DRAWING PICTURE IN THE DIGITAL MEDIA WORLD

ดิฐพงศ์ ประเสริฐไพฑูรย์

DITTHAPONG PRASERTPITOON

บทคัดย่อ

​บทความเรื่อง “ความรุนแรงทางเพศผ่านภาพวาดในโลกดิจิทัล” กล่าวถึง การใช้ภาพวาดสื่อความหมายในเรื่องความรุนแรงทางเพศหรือการเหยียดเพศในโลกดิจิทัล ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สาระสำคัญของบทความนำเสนอให้เห็นถึง ความรุนแรงทางเพศผ่านภาพวาดในสื่อสังคมออนไลน์ การตีความความหมายภาพวาดที่ถูกนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตีความหมายสัญญะที่แฝงอยู่ในภาพวาดเหล่านั้น และการคาดการณ์ถึงปัญหาความรุนแรงทางเพศในการตีความสัญญะที่จะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนในสังคม จากการศึกษากรณีตัวอย่าง แฟนเพจเฟซบุ๊ค “ผู้ชายใส่แว่น” ด้วยวิธีการวิเคราะห์และค้นหาความหมายตามแนวคิดเรื่อง “ความรุนแรง” ที่กล่าวถึงเป็นการกระทำใด ๆ ที่เป็นเหตุหรือเป็นสิ่งที่โน้มน้าวให้เกิดความทุกข์ทรมาน ตามแนวคิดของ Galtung ได้เสนอแนวคิดความรุนแรงในแต่ละระดับขั้น ซึ่งเปรียบความรุนแรงทั้ง 3 ชนิด เป็นแนวคิดสามเหลี่ยมแห่งความรุนแรง 1.) ความรุนแรงทางตรง (Direct Violence) 2.) ความรุนแรงทางโครงสร้าง (Structural Violence) และ 3.) ความรุนแรงทางวัฒนธรรม (Cultural Violence) วิเคราะห์ร่วมกับแนวคิด “มายาคติ” ของ โรล็องด์ บาร์ต ที่กล่าวถึงการการสื่อความหมายด้วยคติความเชื่อทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกกลบเกลื่อนให้เป็นที่รับรู้เสมือนว่าเป็นธรรมชาติ เรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า การลดทอน ปกปิด อำพราง บิดเบือนฐานะการเป็นสัญญะของสรรพสิ่งในสังคมให้กลายเป็นเรื่องของธรรมชาติเป็นสิ่งปกติธรรมดา
​ผลของการวิเคราะห์และประมวลความคิดประกอบภาพวาด ที่เป็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลกระทบในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่ามนุษย์สังคมหนึ่งจะเกิดความรุนแรงทางเพศจากการตีความภาพวาด และมองภาพวาดที่ใส่ความรุนแรงทางเพศว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หรือการใช้ความรุนแรงทางโครงสร้างในกดขี่เพศหญิงผ่านอำนาจชายเป็นใหญ่ รวมไปถึงการล่วงละเมิดเรือนร่างผู้หญิงผ่านภาพวาดและประกอบสร้างสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็นมายาคติ หรือความคิด/ความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม การที่จะเปลี่ยนกระบวนคิดในความรุนแรงทางเพศเพื่อสร้างความเข้าใจกับความหมายที่ถูกถ่ายทอดผ่านภาพวาด เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้และแปรเปลี่ยนความคิดในเรื่องความรุนแรงทางเพศที่จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมในที่สุด

คำสำคัญ : ความรุนแรงทางเพศ สัญวิทยา สื่อสังคมออนไลน์

Abstract

​This article of “Sexual Violence on The Drawing Picture in The Digital Media World” is to mention about using the drawing picture express the meaningful of Sexual Violence and Sex discrimination in The Digital Media via social online Medias. The main idea of the article focus to presented the sexual violence, interpretation and the effect on expectation of the violence to the people in the society of the presented drawing picture in social online media. The case study Facebook homepage on “PHOOCHAISAIVAN” by analyzing and searching for meaning according to the concept of "violence" that in any action which cause or persuades to the suffering. According to the concept by “GALTUNG” proposed the concept of violence at each level of 3 types of violence based on the concept of violence triangular 1) Direct Violence 2) Structural Violence and 3) Cultural Violence was analyzing together with the “Mythologies” by Roland Barthes that discusses the meaning of cultural belief communication. To be cover up as a natural perception calling this changing process is cover up or hide and distorting to the Semiology of anything in the society to become normally thing or naturally thing

​The analytical results of and processing on the drawings picture, which is the influence factor that affects to social online Medias be understood that a society has a sexual violence from drawing picture interpretation and got the view on sexual violence at drawing picture as the right thing and structural violence in the female oppression through Patriarchy. Including abuse of women bodies through drawing picture and construct them to become Semiology or beliefs that most people in society accept without Doubt. To change the process of thinking on sexual violence to create understanding and meaning which transmitted through drawing picture to lead the learning and changing the idea of sexual violence that won’t lead to be a conflict in a society.

Keywords : Sexual violence, Semiology, Social media

เซ็กส์และไซเบอร์ : ผลประโยชน์ ความพึงพอใจและเพศวิถีในเพศพาณิชย์ออนไลน์ของประเทศไทย

Sex and Cyber: Profit, Pleasures and Sexuality in Sex Commercial Online of Thailand Area

นัฐวุฒิ สิงห์กุล

บทคัดย่อ

บทความชิ้นนี้เน้นย้ำอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่าง เซ็กส์และพื้นที่ออนไลน์ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และโลกในยุคดิจิตอล ที่ทำให้จินตนาการกับความจริง ผลประโยชน์กับความพึงพอใจมาบรรจบกันภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเพศเชิงพาณิชย์ออนไลน์ โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ปัจจุบันที่ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนต่างๆสามารถแสดงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเองได้อย่างหลากหลาย ความสามารถดังกล่าวเกิดขึ้นจากการมีและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารในโลกสมัยใหม่ ผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการรวบรวมข้อมูลจากเว๊ปไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการขายบริการทางเพศ การวิเคราะห์เนื้อหาจากการโพสต์ บทสนทนาในพื้นที่ออนไลน์ การสัมภาษณ์ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการขายบริการทางเพศในพื้นที่ออนไลน์และออฟไลน์อายุตั้งแต่18-50ปี จากการศึกษาพบว่าอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดกระบวนการไหลเวียนของสิ่งที่เรียกว่าภูมิทัศน์แห่งเซ็กส์ ได้สร้างพื้นที่ของความลื่นไหลในเรื่องของเพศสภาพและเพศวิถี ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของงานบริการ ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เห็นภาวะอัตวิสัยและความปรารถนาของผู้คนที่ใช้เพศวิถีในการดิ้นรนต่อสูงต่อรองเพื่อความอยู่รอด ในขณะเดียวกันปรากฏการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นโอกาสและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไปพร้อมกัน เมื่อเซ็กส์เพื่อการขายคือมิติสำคัญของการไหลเวียนข้ามกันไปมาในโลกทุนนิยม อิทธิพลจากกระแสอำนาจของเศรษฐกิจโลกภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเพศเชิงพาณิชย์และการเกิดขึ้นของพื้นที่ที่เรียกว่าภูมิทัศน์แห่งเซ็กส์ ที่เชื่อมโยงกับภูมิทัศน์แห่งสื่อและเทคโนโลยีจึงทำให้เห็นปฏิบัติการของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับพลังอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะสังคมแบบทุนนิยมเสรีใหม่ ที่ได้สร้างสินค้าของความแปลกตา ความน่าดึงดูดใจเพื่อนำไปสู่พื้นที่ของกามรมณ์ ความปรารถนา ความพึงพอใจและความสุขทางเพศในปฏิสัมพันธ์ของผู้ซื้อและผู้ขายบริการทางเพศในธุรกิจเพศเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ออนไลน์ปัจจุบัน

คำสำคัญ : เพศวิถี, ภูมิทัศน์แห่งเซ็กส์, เพศพาณิชย์ออนไลน์

Abstract

This article focuses on the relationship between sex and online space against the backdrop of globalization and the digital world that makes imagination and truth and profits and satisfaction converge to what is called online commercial sex. Nowadays the modern world becomes open space for various groups of people to get access to communication technology and use it to express a variety of identities and selves. This study employs a qualitative study method. The data is collected from sex service business websites. Content analysis is used to analyze the posts, online conversations, and interviews of people related to online and offline sex service business aged 18-50. It is found in the study that the influence of globalization causes the circulation of what is called cross-border sex or sexscape. This sexscape as part of the sex service has created a space of fluidity in terms of gender and sexuality. It also reveals subjectivity and desire of those who used sexuality to negotiate for their survival. This phenomenon reflects the coexistence of opportunity and risk. Sex for sale is an important dimension of the cross-circulation in the capitalist world influenced by the power of global economy under the name of commercial sex. The emergence of sexscape linked to media and technology scape enables the actions of peoples tied together in the world economic power, especially in the new capitalist society. Exotic products are created, allowing the area of eroticism, desire, satisfaction, and sexual pleasure to happen for buyers and sellers to interact in the online commercial sex business at present.

Keywords : sexuality, sexscape, online commercial sex

นางงาม งามพร้อมศัพท์ : การสร้างคำเรียกนางงามบนชุมชนออนไลน์

Beauty Queens, Beauty with Vocabularies: Word Formation for Naming Beauty Queens in Online Community

ต่อศักดิ์ เกษมสุข

Torsak Kasemsuk

บทคัดย่อ

บทความเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างคำเรียกนางงามบนชุมชนออนไลน์ที่ปรากฏใน เฟซบุ๊กแฟนเพจ T-Pageant ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์ที่พูดคุยเรื่องนางงามที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศ โดยศึกษาเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2558 – 2561 ผลการศึกษาพบว่า เมื่อมีการประกวดนางงามในเวทีระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการประกวดนางงามจักรวาลหรือนางงามโลก สมาชิกแฟนนางงามมักจะมีการสร้างคำเรียกนางงามที่ตนเองให้ความสนใจ โดยมีลักษณะการสร้างคำเรียกดังต่อไปนี้ 1.การตั้งฉายานามนางงาม 2.การสร้างคำศัพท์เพื่อใช้ในวงการนางงาม 3.การสร้างดัชนีคำหรือ แฮชแท็ก Hashtag เพื่อติดตามและให้กำลังใจนางงาม ซึ่งการสร้างคำเรียกนางงามบนชุมชนออนไลน์เป็นการแสดงพื้นที่การวิพากษ์เพื่อความบันเทิงผ่านการประกวดนางงาม จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกครั้งที่มีการประกวดนางงามที่ต้องมีการสร้างคำเรียกนางงามบนชุมชนออนไลน์เพื่อใช้ในการแสดงออกถึงการมีพื้นที่และการมีส่วนร่วมของแฟนนางงามในยุคปัจจุบัน

คำสำคัญ : นางงาม, แฟนนางงาม, การสร้างคำ

Abstract

The objective of this article is to study word formation for naming beauty queens on an online community as appears on T-Pageant, a facebook fanpage which is an online community that has the most members in Thailand, during 2015-2018.
​The result of this study shows that when a national or international beauty pageant is held, beauty pageant fans will form a word for naming beauty queens they are interested. The types of word formation are: 1. Forming an alias. 2. Forming new words used in beauty pageant community. 3. Forming word index or hashtag for following and supporting their beauty queens.
​Word Formation for naming beauty queens in online community presents a space of entertainment criticism through beauty pageants. This has been a tradition whenever beauty pageants are held which gives today’s beauty pageant fans a space of participation.

Key word : beauty queen, beauty pageant fans, word formation.

อ่าน “ฟิค” บนสื่อดิจิทัล: ชาติพันธุ์วรรณนาดิจิทัลของแฟนฟิคชันศิลปินเกาหลี

Reading “Fic” on Digital Media: An Ethnography on the Digital of Fan Fiction of Korean Artists

สิริกร ทองมาตร

บทคัดย่อ

บทความนี้ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของผู้เขียนและผู้อ่าน “ฟิค” หรือแฟนฟิคชันศิลปินเกาหลีใต้บนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ด้วยวิธีการศึกษาภาคสนามบนพื้นที่ออนไลน์สังเกตการณ์บนสื่อเครือข่ายสังคมทวิตเตอร์ผ่านแฮชแทกยอดนิยม คือ #แนะนำฟิค #แฟนฟิค #หลินฮุน #องเนียล #เนียลอง พร้อมกับพิจารณาตัวบทเรื่องในแฟนฟิคชันในแอปพลิเคชันในแอปพลิเคชันนิยายแชทจอยลดา (Joylada) ที่ใช้แฮชแทกเหล่านั้น นอกจากนี้ยังศึกษาภาคสนามผ่านการเลือกสัมภาษณ์ผู้เขียนและผู้อ่านแฟนฟิคชันที่ใช้ทวิตเตอร์อย่างต่อเนื่อง บทความนี้เสนอว่าผู้เขียนและผู้อ่านฟิคเหล่านี้ตอบโต้แลกเปลี่ยนข้อความหรือความคิดเห็นต่างๆบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์จนเกิดรูปแบบของตัวบทของแฟนฟิคชันบนแอปพลิเคชันจอยลดา โดยแพลตฟอร์มต่างๆที่ถูกก่อร่างโดยอุปกรณ์เคลื่อนที่ (smart device) เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรูปแบบของโลกวรรณกรรมแบบใหม่ที่ผู้เขียนและผู้อ่านได้ร่วมกันสร้างสรรค์ตัวบทอีกด้วย

คำสำคัญ : แฟนฟิคชันจอยลดา, ทวิตเตอร์, , มานุษยวิทยาดิจิทัล

Abstract

This article studies the interaction between writers and readers of “fic” or fan fiction of Korean artists through a method of participant observation on social network “Twitter” through different popular hashtags such as #promotefic #fic #linhoon #ongneil and #nielong. This observation is to be analyzed together with the text of fan fictions in Joylada application that use similar hashtags. Besides, the researcher also interviewed the writers and readers of fic which are active twitter users. From current findings, the study found that the writers and readers share massages and thoughts on Twitter platform. Therefore, the researcher suggests that these platforms that are shaped by smart device are part of the creativity formation of a new style novel in which writers and readers both play a part in building the text.

Keywords : Joylada fanfiction, twitter, digital anthropology

ทำไมผู้สูงอายุโพสต์และแชท: การศึกษาการใช้สื่อสังคมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในเขตกึ่งเมืองกึ่งชนบท

Why does elderly people chat: The studies using social online on cell-phone of elderly people in Semi-rural suburb

ประชาธิป กะทา

Prachatip Kata

บทคัดย่อ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพื่อตอบคำถามวิจัยสำคัญ คือ เนื้อหาที่ผู้สูงอายุแชทสื่อสารติดต่อกับเครือข่ายทางสังคมออนไลน์มีลักษณะอย่างไร เนื้อหาดังกล่าวสะท้อนนัยยะความหมายทางสังคมอย่างไรบ้าง สะท้อนตัวตนผู้สูงอายุและคุณค่าของการมีชีวิตต่อของผู้สูงอายุอย่างไรบ้าง รวมทั้งศึกษาความเป็นสังคม หรือชุมชน ที่ผู้สูงอายุสร้างขึ้นในโลกสังคมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือมีลักษณะอย่างไร มีความเหมือนหรือแตกต่างจากสังคมในโลกชีวิตจริงที่ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะโลกชีวิตจริงกับโลกสังคมออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือมีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในลักษณะแง่มุมใดบ้าง

​งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อค้นพบสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านทางสังคมวัฒนธรรมในสังคมไทยปัจจุบันในยุคสังคมหลังชาวนา ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่อพยพไปทำงานต่างถิ่นและการเป็นครอบครัวเดี่ยวชนบท ปล่อยให้ผู้สูงอายุต้องใช้ชีวิตเพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ผู้สูงอายุมีอิสรเสรีมากขึ้นในการใช้ชีวิต และสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนาได้อย่างอิสระ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้สายตาแวดล้อมของลูกหลาน และไม่จำเป็นต้องถูกกำกับพฤติกรรมด้วยความคาดหวังทางสังคมของการเป็นคนเฒ่าคนแก่เหมือนในอดีต

​การที่โทรศัพท์มือถือมีราคาถูกลง เข้าถึงได้ง่าย และแอพพิเคชั่นต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ผู้สูงอายุสร้างชุมชนและความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ขึ้นบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีลักษณะข้ามพื้นที่ทางกายภาพ และเป็นชุมชนที่มีลักษณะเฉพาะของสื่อ ภาษา พิธีกรรมที่ทำหน้าที่ร้อยรัดความสัมพันธ์ทางสังคมของสมาชิกชุมชน

นอกจากนั้น ความเป็นชุมชนและความสัมพันธ์รูปแบบใหม่บนโทรศัพท์มือถือ ได้เปลี่ยนนิยามของการเป็นผู้สูงอายุ มุมมองต่อตัวตน และอุดมคติของการมีชีวิตต่อของผู้สูงอายุ

คำสำคัญ : ความเป็นชุมชน (Sociality), โลกสังคมออนไลน์, นิยามใหม่ความเป็นผู้สูงอายุ

การสร้างตัวตนของการเป็นผู้ประกอบการ : ชุมชนดิจิทัลของ นักสร้างแรงบันดาลใจ (life coach) ในพื้นที่โซเชียลมีเดีย

Construction of Entrepreneurial self : life coach digital community in social media areas.

ภัทริยา คงธนะ

​PATTARIYA KHONGTHANA

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งพิจารณาปรากฏการณ์ การเกิดขึ้นของชุมชนของคนที่ประสบความสบความสำเร็จ โดยวิเคราะห์จากปรากฏการณ์การรวมกลุ่มกันของสานุศิษย์นักสร้างแรงบันดาลใจ (life coaching) มุ่งทำความเข้าใจบริบทการเกิดขึ้นของชุมชนดิจิทัล วางอยู่บนทรรศนะที่ว่าการเข้าร่วมกลุ่มในเฟซบุ๊กของคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ เกิดจากความปรารถนาที่อยากจะประสบความสำเร็จ และอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางความไม่มั่นคงของชีวิตภายใต้กระแสเสรีนิยมใหม่

ผู้เขียนเสนอว่าสังคมดิจิทัลมิได้มีแต่โจทย์เรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ความสำคัญอยู่ที่การสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ที่รับมือกับความท้าทายแห่งยุคสมัยเป็นเครื่องมือในการควบรวมกิจการและแสวงหากำไร ท่ามกลางการผลิตสินค้าที่เป็นอวัตถุซึ่งดูเหมือนว่าโลกดิจิทัลจะปลดปล่อยมนุษย์ให้มีอิสรเสรี แต่ในความเป็นจริงได้สร้างกรอบใหม่ให้กับชีวิตของมนุษย์ทั้งในแง่ชีวิตส่วนตัวและสังคม เหล่านี้ก่อให้เกิดการสร้างตัวเองให้กลายเป็นผู้ผลิตข้อมูลข่าวสารในแพล็ตฟอร์ม

ภายใต้ตรรกะของทุนที่ให้เสรีภาพแก่ปัจเจกในการออกแบบชีวิตของตนเอง นำมาซึ่งความปรารถนาที่อยากจะมีชีวิตที่ดี จึงทำให้คำว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นจริยธรรมในชีวิตของมนุษย์สมัยใหม่ พื้นที่ศาสนาแบบเดิมได้ถูกแทนที่ด้วยจริยธรรมแห่งการการช่วยเหลือตนเอง(Self-help) กล่าวได้ว่าพื้นที่ชุมชนดิจิทัลของคนที่อยากประสบความสำเร็จจึงมีส่วนในการประกอบสร้างตัวตนของผู้คนให้กลายมาเป็นผู้ประกอบการ(entrepreneurship) เป็นความคาดหวังที่จะพาพวกเขาไปสู่ความมั่นคงและความก้าวหน้าในชีวิต

คำสำคัญ : นักสร้างแรงบันดาลใจ, ผู้ประกอบการ, ทุนนิยมดิจิทัล

Abstract

This article focuses on phenomena of occurrence of the successor people community. By analyzing the phenomenon of group integration the life coaching students with the creation of a new community space via social media and focus on understanding the context of the emergence of the digital community with the goal of joining the Facebook group of young people. Caused by the desire to succeed and want to have a better life among the insecurities of life under Neo-liberalism.

The author suggests that digital society of the future does not have a problem with technology only. But the importance of creating a new economy political to correspond addresses the challenges of modern era is using digital technology as a means of merger and seeking profit.

Under the production of products that are the subject of creating a platform in the digital world, allowing consumers to access preliminary information for free without time and location restrictions which seems like the digital world will liberate humans to be free in the media But in reality, it creates a new norm for human life, both in personal and social life. These have created a group of people who have grabbed the market gap by creating themselves to become manufacturers of information on platforms such as life coaching, which originally earn money through training in the hotel area, But in the midst of the flourishing of technology, the process of creating and expanding networks as entrepreneurs who have already own their networks together by creating a new network, froming the area on the platform as well.

Under the logic of capital that unbind the individuals design their own life freely. Bring a desire to have a good life however the way to have a good life among changing in production and employment are just an ideology of the progress that encourages human beings to fulfill happiness at all times. When the ideology is placed on framework of the scarcity of a good and happy life must be filled all the time. Thus making the words "well-being" and "successful" become ethical in modern human life the cult area and traditional religion have been replaced by the ethics of self-help. The digital community area of ​​the people who want to succeed, therefore, has contributed to the creation of identity of the people to become entrepreneur. It is the expectation that will lead them to stability and progress in life.

Keywords : Life coach, entrepreneurship, Digital Capitalism

ชาติพันธ์ุนิพนธ์บนสนามออนไลน์

ผศ. ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร (ดำเนินรายการ)

การศึกษาสังคมปัจจุบันแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาสังคมออนไลน์ไม่ได้ เนื่องจากสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเป็นปกติธรรมดามากยิ่งขึ้น บทความทั้ง 3 นี้เสริมให้เห็นกันและกันว่า สื่อออนไลน์มีความสำคัญต่อการศึกษาทางสังคมอย่างไร และเมื่อนักมานุษยวิทยาจะต้องเข้าไปศึกษาสังคมในโลกออนไลน์แล้ว เราจะใช้วิธีการศึกษาอย่างไร ชาติพันธ์ุนิพนธ์บนสนามออนไลน์จะแตกต่างจากชาติพันธ์ุนิพนธ์บนสนามออฟไลน์ที่นักมานุษยวิทยาคุ้นเคยกันมาอย่างไร วิธีการศึกษาเชิงชาติพันธ์ุวรรณนาด้วยการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสนามอย่างใกล้ชิด และการเขียนบทวิเคราะห์ด้วยการพรรณนาอย่างเข้มข้นจะยังสามารถทำได้หรือไม่ ในขณะที่งานของพริ้งภัทรา กฤษณะโลมและวรัชญา ชาลีนำเสนอบทพรรณนาอย่างเข้มข้นของสังคมออนไลน์ที่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการดำเนินชีวิตของสังคมกลุ่มอาชีพที่แตกต่างกันอย่างยิ่งทั้งในทางช่วงชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจ และทักษะทางการอาชีพ คือสังคมผู้พิพากษาและผู้ขับรถรับจ้างหรือแท็กซี่ สรัช สินธุประมาถกเถียงถึงวิธีวิทยาในการศึกษาสังคมออนไลน์จากการศึกษาสนามของคนประดิษฐ์ฟอนต์

 

ครอบครัวผู้พิพากษา: การจำลองพื้นที่ครอบครัวบนโลกออนไลน์

พริ้งภัทรา กฤษณะโลม

ในบทความนี้ผู้เขียนศึกษาการจำลองพื้นที่ครอบครัวบนโลกออนไลน์ ผู้เขียนทำการสัมภาษณ์
เชิงลึกและสังเกตการณ์ในโลกออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ คู่สมรสของผู้พิพากษาจำนวน 5 คู่ จากการศึกษาพบว่าคู่สมรสมีลักษณะนิสัยและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในแบบที่ต่างกันออกไป เช่น ใช้ชีวิตเหมือนเพื่อนสนิทกัน หรือบางคู่ก็เป็นเจ้านายกับลูกน้องที่คอยเอาใจเจ้านายตลอดเวลา อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีความแตกต่างมากเพียงใด คู่สมรสทั้ง 5 คู่ยังคงต้องอาศัยสื่อออนไลน์เพื่อดำเนินชีวิตคู่เป็นหลักและอาชีพผู้พิพากษาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครอบครัวต้องแยกกันอยู่อย่างไม่เต็มใจเนื่องจากต้องย้ายไปประจำที่ต่างจังหวัด คู่สมรสจึงหันมาพึ่งพาแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ผู้เขียนได้เจาะจงไปที่การดำเนินกิจกรรมของพวกเขาบนแอปพลิเคชันไลน์และเฟซบุ๊ก เนื่องจากผลสำรวจพบว่าเป็นสองแอปพลิเคชันที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดและกลุ่มตัวอย่างทั้ง 5 คู่นิยมใช้เช่นกัน ผู้เขียนได้ตั้งโจทย์การวิจัย ดังนี้ 1) สาเหตุหลักที่ทำให้แต่ละครอบครัวจำเป็นต้องแยกกันอยู่แล้วหันมาพึ่งพาอินเทอร์เน็ต 2) รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้และแอปพลิเคชันแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และ 3) วิธีจัดการกับความสัมพันธ์ต่างๆ ภายในครอบครัวว่ามีการจัดการด้วยวิธีอย่างไรเพื่อให้สมาชิกที่อยู่ต่างพื้นที่ทางกายภาพมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเสมือนได้อยู่ร่วมกันภายใต้หลังคาบ้านเดียวกัน

 

ไลน์แท็กซี่: คนงานออนไลน์ ร่างกายและการขับรถผ่านแอปพลิเคชันของคนขับแท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร

วรัชญา  ชาลี

บทความชิ้นนี้ศึกษาชีวิตการขับรถของคนขับแท็กซี่ออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร บริการเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชั่นในประเทศไทยเริ่มขึ้นช่วงปี 2013  เมื่อไลน์แมนแท็กซี่ (Line Man taxi) เริ่มใช้กลางปี 2018 คนขับรถซึ่งเคยวิ่งมิเตอร์และวิ่งแอปอื่นกลุ่มหนึ่งมาสมัครขับรถผ่านแอปไลน์แท็กซี่ด้วยสองวิธี  คือลงทะเบียนด้วยตัวเองและสมัครเพราะถูกชักชวนโดยเจ้าหน้าที่จากบริษัทที่เปิดจุดรับสมัครตามปั๊มแก๊ส  ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า 1) การขับรถออนไลน์เป็นกระบวนการที่ไม่อาจแยกออกจากการออฟไลน์ แม้ว่าแอปไลน์แมนแท็กซี่มีระบบเรียกรถ ติตตามงานแต่ละงานไปจนกระทั่งส่งลูกค้า คนขับรถสามารถรับเงินดิจิทัล สะสมและนำไปใช้จ่ายออนไลน์ เมื่อใช้งานจริงคนขับมักใช้แอปออนไลน์เพื่อหาลูกค้า แต่ขั้นตอนอื่นพวกเขาอาจใช้การออนไลน์สลับกับออฟไลน์  2) การวิ่งแอปหรือการขับแท็กซี่ผ่านแอปสร้างคนงานใต้ระบบแอปพลิเคชัน คนขับแท็กซี่ซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นอาชีพอิสระ การออนไลน์ในแอปทำให้พวกเขามีสถานะคนงาน (ชั่วคราว) ของบริษัท ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อรับผู้โดยสารผ่านแอปกฎระเบียบที่ควบคุมการขับของคนขับแท็กซี่ไม่ได้มีเพียงกฎจราจรหากแต่เป็นกฏระเบียบของไลน์แมนแท็กซี่ซึ่งทำให้คนขับต้องระมัดระวังพฤติกรรม  การละเมิดกฎมีผลทำให้คนงานถูกพักงานด้วยการตัดสัญญาณและวิ่งรถผ่านแอปไม่ได้ระยะหนึ่ง การเป็นคนงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเกิดขึ้นระยะสั้นและสลับไปมาเมื่อพวกเขาสลับแอปออนไลน์ 3) การวิ่งรถออนไลน์เปลี่ยนวิธีใช้ร่างกายและเปลี่ยนการขับรถ สายตาสำคัญที่สุดสำหรับการวิ่งมิเตอร์  แต่การวิ่งแอปสัมพันธ์กับการใช้ตาดูหูฟังอย่างเข้มข้นขึ้น วิธีขับของพวกเขาก็เปลี่ยนไป คนขับรถไลน์แมนหาผู้โดยสายด้วยการวิ่งสลับกับจอด วิธีวิ่งรถอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่การขับมิเตอร์ทั้งวันทั้งคืนหรืออยู่บนถนนเป็นเวลานานแต่เป็นการอยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาโปรโมชันซึ่งค่าตอบแทนสูง

 

สนามไก่ชนบาหลียุคดิจิทัล: ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับการทำงานสนามออนไลน์

สรัช  สินธุประมา

เมื่องานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าเก็บข้อมูลจากสนามออนไลน์  ก็มักจะถูกตั้งคำถามว่าวิธีดังกล่าวต่างไปจากการสืบค้นออนไลน์อย่างไร หรือถึงขั้นถูกดูหมิ่นว่าไม่ต่างไปจากการถ้ำมอง  จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกในระหว่างทำวิจัยเกี่ยวกับชุมชนคนทำป้ายที่มารวมตัวกันทำฟอนต์ขึ้นใช้เอง  ผู้วิจัยพบว่าการเก็บข้อมูลจากชุมชนในเฟสบุ๊ก (facebook) มีข้อจำกัดทางเทคนิคหลายประการซึ่งต่างไปจากการสืบค้นในเว็บไซต์ทั่วไป รวมถึงจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยง่ายหากปราศจากการมีส่วนร่วมในชุมชนนั้น  ยิ่งไปกว่านั้นการติดต่อกันผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังนำมาสู่การสังเกตซึ่งกันและกัน กล่าวคือผู้วิจัยเองก็กลับเป็นฝ่ายถูกสังเกตไปด้วยในเวลาเดียวกัน  อย่างไรก็ตามผู้วิจัยพบว่า แม้การศึกษาทางมานุษยวิทยาในพื้นที่ออนไลน์จะมีความซับซ้อนและเรียกร้องวิธีวิทยาที่แตกต่างออกไปจากเดิม แต่โดยพื้นฐานแล้ว ทักษะที่นักเรียนมานุษยวิทยาถูกฝึกฝนกันมายังคงใช้งานได้เป็นอย่างดี