Rites agraires des Reungao = พิธีเกี่ยวกับที่ดินและไร่นาของชาวเรืองเกา พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Kemling, Klaus-Peter, 1946-   

M. Kemlin. (Année  1910). Rites agraires des Reungao (suite). Bulletin de l'Ecole française d'Extrême-Orient.  Volume  10   Numéro  10  pp. 131-158

ดูเอกสารต้นฉบับจาก www.persee.fr

พิธีเกี่ยวกับที่ดินและไร่นาของชาวเรืองเกา (ต่อ)

(Rites agraires des Reungao)

โดย จี  แก็มแล็ง  (J. KEMLIN)

จาก วารสารของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ

(Bulletin  de  l’Ecole  Française  d’Extrême  Orient)

ค.ศ.  ๑๙๑๐  ฉบับที่  ๑๐  เล่มที่  ๑  หน้า  ๑๓๑ - ๑๕๘

                                                                                         สรุปความโดย ดร.เสาวนิต รังสิยานนท์


                                                                                       VI การปกป้องไร่นา
               หลังจากการทำพิธีประพรมข้าวด้วยเลือดสัตว์ไม่นานนัก ต้นข้าวก็ตกรวง ชาวบ้านต้องคอยระวังกวางและหมูป่าที่จะมากัดกินข้าวในนา วิธีการปกป้องไร่นาของชาวเรืองเกามีหลายวิธีต่าง ๆ กัน ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีที่สำคัญ  วิธีหนึ่งที่ใช้ได้ผลดีที่สุดคือ ตัดต้นไม้และพุ่มไม้รอบ ๆ ไร่ หรือล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่ปักเป็นรูป X วิธีนี้เรียกว่า “bât king” เมื่อล้อมรั้วแล้วก็ทำกับดักโดยใช้ไม้ปลายแหลมปักที่รั้วหันด้านแหลมเข้าข้างใน เมื่อหมูป่าวิ่งหนีจะออกจากไร่ก็จะถูกแทงด้วยไม้ปลายแหลม (ดูรายละเอียดการทำกับดัก หน้า 131 ย่อหน้าที่ 1)
               ส่วนวิธีป้องกันกวางก็ใช้วิธีเดียวกับวิธีป้องกันหมูป่าที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพียงแต่ปรับขนาดของกับดักให้เข้ากับขนาดของสัตว์ บางครั้งพวกเขาก็ทำกับดักเพียงเพื่อให้สัตว์ตื่นเท่านั้น (ดูรายละเอียดวิธีทำกับดักชนิดนี้ตามความเชื่อของชาวเรืองเกาหน้า 131 ย่อหน้าที่ 2 และวิธีไล่สัตว์ออกจากป่าซึ่งชาวเรืองเกาได้มาจากชาวเซดาง (Sedang) หน้า 132 ย่อหน้าที่ 2 และ 3)
               ขณะทำงานในไร่ ไม่ว่าจะตัดต้นไม้ทำรั้วหรือทำกับดัก ห้ามเกี่ยวข้องกับคนแปลกหน้า เพราะว่าการพูดคุยกับคนแปลกหน้าจะเป็นการเรียกสัตว์เข้ามาในไร่ และตลอดเวลาที่ทำงานในไร่ พวกเขาต้องงดการทำหลายอย่างที่เคยทำเพราะกลัวเจ้าจะพิโรธ และพวกเขาอาจถึงตายได้ เช่นอาบน้ำได้เฉพาะตอนเช้าก่อนจะไปทำงานในไร่เท่านั้น เพราะสัตว์จะไม่ได้รับอันตรายจากกับดัก (ดูเหตุผลหน้า 133 บรรทัดที่ 4-8)
               ก่อนจะทำไร่ พวกเขาจะปักกิ่งไผ่ในที่ ๆ จะต้องทำงาน เพื่อกวางและหมูป่าจะได้รู้ว่าไร่นี้ต้องห้ามสำหรับพวกมัน
               นอกจากนี้ยังห้ามเอ่ยชื่อ และกินเนื้อสัตว์เหล่านี้ในฤดูทำไร่ ในขณะทำกับดักสัตว์หรือปักไม้ปลายแหลมก็ต้องบนบานว่าจะเซ่นด้วยไก่ โดยมีคำกล่าวในหน้า 133 ย่อหน้าที่ 3-4
               พวกเขาหลับนอนในป่าตลอดเวลาที่ทำรั้วและกับดักป้องกันไร่จากการรบกวนของสัตว์ หากจำเป็นต้องกลับไปที่หมู่บ้านในระหว่างนี้ เช่นไปร่วมในพิธีศพของญาติหรือเพื่อนบ้านจะต้องกลับไปนอนที่บ้านก่อน 1 งีบ เพราะการไปบ้านคนตายจะทำให้เกิดรอยด่างในวิญญาณ และตัดโชคลาภ และกับดักสัตว์ที่ทำไว้ก็จะไม่มีประโยชน์ เมื่อนอนหลับและตื่นขึ้นมาก็เหมือนกับเริ่มวันใหม่ และรอยด่างในวิญญาณก็จะไม่เกี่ยวข้องกับกับดักสัตว์ที่ทำไว้
               หากมีสัตว์มาติดกับดัก จะต้องเซ่นเจ้าด้วยไข่แดงต้มสุก ก่อนแล้วเซ่นด้วยเนื้อสัตว์ที่ติดกับดักอีกชิ้นหนึ่ง โดยกล่าวเชื้อเชิญเจ้าด้วย (ดูคำกล่าวเชิญเจ้า หน้า 134 ย่อหน้าที่ 3 และ 4)
               หลังจากพิธีประพรมพืชในไร่ด้วยเลือดสัตว์ (pơjorao) ชาวไร่ต้องคอยเฝ้าไร่ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อสัตว์จะได้ไม่มากัดกินพืชผัก หากผู้ที่เฝ้าไร่เป็นคนหนุ่มเขาก็จะเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านไปด้วย ยามดึกเสียงดนตรีจะผสมผสานไปกับเสียงร้องของนกที่ออกหากินในยามค่ำคืน
               เมื่อรวงข้าวยังอ่อนจะถูกรบกวนจากนกระจอกตัวเล็ก ๆ ทุกคนในบ้านจะต้องออกมาเฝ้าไร่ โดยอยู่ในกระต๊อบเล็ก ๆ ที่พวกเขาสร้างไว้ทั่วไร่ทั้งวัน นอกจากนี้เขายังประดิษฐ์เครื่องมือชนิดต่างๆ เพื่อไล่สัตว์ที่มารบกวนพืชผลในไร่นา (ดูหน้า 135 ย่อหน้าที่ 1 และ 2)

                                                                                     VII พิธีเก็บเกี่ยว
               ในระหว่างที่เกี่ยวข้าวที่สุกก่อนฤดู ชาวเรืองเกาจะไม่ข้องเกี่ยวกับคนแปลกหน้า หากพวกเขากินข้าวนี้ไม่หมดก่อนฤดูเก็บเกี่ยว จะเอาข้าวที่เหลือไปใส่ไว้ในยุ้งไม่ได้ แต่จะต้องนำไปเก็บไว้ในบ้านเพื่อจะได้ใช้หมักเหล้าต่อไป หรือไม่ก็เอาไว้กินเมื่อปิดยุ้งแล้ว ส่วนชาวเรืองเกาตอนใต้ และชาวฮะโม้ง (Hamong) ซึ่งมีประเพณีเหมือนชาวฮะลัง (Halang) ไม่ได้เห็นความแตกต่างของข้าวที่เก็บเกี่ยวก่อนและระหว่างฤดูเกี่ยวข้าว และพวกเขามีประเพณีที่แตกต่างออกไป (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับประเพณีเกี่ยวข้าวที่สุกก่อนฤดูเก็บเกี่ยวของชาวเผ่าดังกล่าว หน้า 136-138) พวกเขาสามารถขายข้าวใหม่ให้คนแปลกหน้าได้โดยก่อนที่จะขายต้อง “ขยัก” ข้าวไว้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพวกเขาเกรงว่า ข้าวที่เกี่ยวได้ทั้งหมดจะหายไป ต่อจากนั้นก็ขอให้เพื่อนบ้านคนใดคนหนึ่งนำของใช้ที่ทำด้วยเหล็ก เช่น จอบ หรือขวานมาจากบ้าน แล้วเอาข้าวที่ขยักไว้วางบนเหล็กนั้น แสดงว่ามอบข้าวให้เพื่อนบ้าน เมื่อเพื่อนบ้านเอาข้าวนั้นปรุงอาหารกินกันแล้ว ก็เอาข้าวเหลือกลับบ้าน แล้วผู้ที่อยู่ก็จับของใช้ที่ทำด้วยเหล็กนั้นด้วยมือทั้งสอง แล้วอธิษฐานขอให้ข้าวยังคงอยู่กับตนตลอดไปอย่างมั่นคงเช่นเดียวกับเหล็ก เครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็กจะยังคงอยู่ที่บ้านของผู้ที่ขายข้าวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน ก่อนที่จะส่งคืนให้แก่เจ้าของ
               พวกเขาจะต้องเกี่ยวข้าวที่จะขายด้วยตนเอง เพราะหากให้ผู้ซื้อช่วยเกี่ยวข้าว เจ้า (Iāng Xơri) ก็จะออกจากไร่นาไปอยู่กับผู้ซื้อ พวกเขาจะยอมให้เพื่อนบ้านมาช่วยเกี่ยวข้าว หลังจากที่เปิดยุ้งแล้ว และผู้ที่มาช่วยเกี่ยวข้าวจะต้องไม่กลับไปที่ไร่นาของตน หลังจากมาช่วยเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนจะเปิดยุ้งข้าว พวกเขาจะถางทางเข้าไร่นาให้สะอาดและกว้าง
               การเปิดยุ้งข้าวหมายถึงการสร้างและเตรียมยุ้งข้าว โดยจะสร้างยุ้งข้าวให้อยู่ใกล้หมู่บ้านพอสมควร (ดูวิธีการเก็บรักษาข้าวของชาวเรืองเกาและชาวเซดาง และการสร้างยุ้งข้าวหน้า 139 ย่อหน้าที่ 5 – หน้า 140 ย่อหน้าที่ 1)
               เมื่อสร้างยุ้งข้าวเสร็จแล้ว ก็มีการฉลอง โดยเจ้าของบ้านทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายไปที่นา ระหว่างทางทั้ง 2 คนจะต้องไม่พูดกับใคร ทั้งผู้ที่รู้จักและไม่รู้จัก ในระหว่างนี้ผู้ชายจะไปที่ยุ้งข้าว เอาด้ายพันรอบวัง (ที่อยู่) ของเจ้า (Iāng Xơri) โดยให้ปลายด้ายข้างหนึ่งห้อยอยู่ตรงกลางที่เก็บข้าว เมื่อเจ้าบ้านทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาถึงบ้านแล้ว เจ้าบ้านฝ่ายหญิงก็ทำพิธีให้เมล็ดข้าวแน่น และมีข้าวอยู่ในยุ้งมากเป็นกองสูงจนถึงหลังคายุ้ง
               วัตถุประสงค์ของพิธีนี้เพื่อให้เจ้าธรณี (หรือเจ้าที่) ผู้ดลบันดาลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอยู่ในความสงบ และเพื่อขอให้ในหม้อมีข้าวอยู่เสมอ (ดูรายละเอียดในการทำพิธี หน้า 141-143) ทั้งนี้แม่บ้านมีบทบาทสำคัญในการปลูกข้าว โดยจะต้องจัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับข้าว ดังนั้นเธอจึงเป็นคนโปรดของเจ้า (Iāng Xơri) และเป็นผู้เก็บรักษาเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับพิธี
               ในฤดูเก็บเกี่ยวพวกเขาจะเกี่ยวข้าวให้พอกินในแต่ละวันและจะไม่เอาข้าวออกจากยุ้งด้วยเกรงว่าข้าวจะละลายและไหลออกจากยุ้งเช่นเดียวกับน้ำ  ในปลายฤดูเก็บเกี่ยวพวกเขาจะสามารถเกี่ยวข้าวจำนวนมากได้เพื่อเก็บไว้กินได้นาน ชาวเรืองเกาจะต้องเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่นาของตนก่อนที่จะไปช่วยงานในไร่นาของผู้อื่น ส่วนผู้ที่ถือธรรมเนียมของชาวจาไร (Jarai) จะต้องเก็บเกี่ยวจนไม่เหลือ แม้แต่ข้าวเม็ดเดียวในนาของตน ก่อนที่จะไปช่วยผู้อื่นเก็บเกี่ยว หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมนี้ จะทำนาไม่ได้ผล (rơhau)  นอกจากนี้ยังห้ามผู้ที่เกี่ยวข้าวในนาของตนไม่เสร็จ เข้าร่วมในงานฉลองในฤดูเก็บเกี่ยว อีกทั้งยังห้ามเล่นว่าว และเล่นอื่น ๆ ในฤดูที่ต้องทำงานในไร่นา
               ในหมู่ชาวเรืองเกาฮะโม้ง (Rơngao-Hamong) ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง เช่นห้ามกินมะเขือและยอดฟักทอง เพราะกล้าต้นข้าวจะเอนลงหรือเม็ดข้าวจะร่วง นอกจากนี้ยังห้ามกินเนื้อกวาง เนื้อกระรอก กบ และปลาไหล กับข้าว หากจะกินเนื้อเหล่านี้ต้องกินต่างหากโดยไม่มีข้าว มิฉะนั้นข้าวจะวิ่งหนีเหมือนกวางและกระรอกหรือจะหลุดมือเหมือนกบและปลาไหล  นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง รวมทั้งห้ามผู้หญิงโบกพัดในนาเพราะเจ้า (Iāng Xơri) จะหนีไป (ดูข้อห้ามอื่น ๆ หน้า 145)
               ประมาณกลางฤดูเก็บเกี่ยวจะมีพิธีเซ่นด้วยไก่ 1 ตัว พร้อมกับอธิษฐานขอให้เมล็ดข้าวงาม และอุดมสมบูรณ์จนเต็มยุ้ง และข้าวไม่หนีหายไป พิธีนี้เรียกว่า tơpong mau หรือ kơrơhau และทำพิธีในไร่นา  ส่วนพิธี u ara ทำในที่ชุมนุมของหมู่บ้าน และหัวหน้าครอบครัวนำไหเหล้ามาดื่มร่วมกัน ในพิธีนี้ไม่มีการฆ่าไก่หรือหมู แต่จะกินปลาหรือผักหรือหน่อไม้
                                                                     VIII งานฉลองเมื่อสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว (Hơnhur)
               เฮินฮูร์ (Hơnhur) แปลว่า “เอาข้าวใส่ลงไปในยุ้ง” ชาวเรืองเกาทำพิธีนี้เมื่อเอาข้าวทุกชนิดใส่ในยุ้งหมดแล้วตั้งแต่วันนี้ห้ามเกี่ยวข้าวเด็ดขาด ถึงแม้จะมีข้าวที่จะสุกหลังจากเฮินฮูร์ก็ตาม พวกเขาจะทิ้งข้าวที่สุกทีหลังไว้ในนาเป็นจำนวนมาก
               งานฉลองที่เรียกว่าเฮินฮูร์นี้จะมีหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวที่เหลือในนาจากฤดูเก็บเกี่ยว เมื่อเกี่ยวข้าวเหล่านี้เสร็จแล้ว ชาวเรืองเกาจะนำกลับบ้านเพื่อกินให้หมดทันที แล้วนำกระบุงไปซ่อนไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อพระอาทิตย์ตกดินจึงจะนำกระบุงเข้าบ้านได้ ด้วยกลัวว่าคนแปลกหน้าจะเข้ามาในบ้านในตอนกลางวัน เมื่อกระบุงอยู่ในบ้านก็ห้ามเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่นอกบ้านเด็ดขาด  นอกจากนี้ยังห้ามอาบน้ำเพราะกลัวข้าวจะไหลไปเหมือนน้ำ พิธีกรรมดังกล่าวเรียกว่า chi jàk
               พิธีเฮินฮูร์จะต้องทำในเวลาใกล้เคียงกับ chi jàk หากมีคนตายก่อนทำพิธีเฮินฮูร์ พวกเขาจะไม่ไปงานศพเพราะเกรงว่าจะไม่สะอาดหรือติดโรค และอาจจะตายในปีนั้น
               หากปีใดการเก็บเกี่ยวได้ผลน้อยมาก ก็ต้องเซ่นด้วยไก่ 1 ตัว และหมู 1 ตัว ที่บ้าน แล้วนำเลือดสัตว์ทั้ง 2 ผสมกับเหล้าใส่ไว้ในถ้วยเพื่อนำเครื่องบูชาเจ้า (Iāng Xơri) จุ่มลงไปในถ้วยนี้ ส่วนเลือดที่เหลือเจ้าบ้านฝ่ายหญิงนำไปพรมบนข้าวในยุ้ง แล้วเอ่ยวาจาขอให้ข้าวไม่ไหลไปที่อื่น (ยังคงอยู่ในยุ้ง)
               ในระหว่างนี้ผู้หญิงทุกคนในบ้านจะไปอยู่ใต้ยุ้งข้าว และเอามือรองเลือดสัตว์ที่อาจจะไหลลงมาตามร่องกระดาน หากผู้ใดรองเลือดได้ก็จะได้ชื่อว่ามี “วิญญาณคุ้มครอง”
               เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เจ้าบ้านฝ่ายหญิงจะนำข้าว 1 กำมือจากยุ้งใส่ในกระบุงกลับบ้าน และทำพิธีเซ่นเจ้าต่อไป พร้อมกับสวดอ้อนวอนขอให้มีข้าวอยู่เสมอ และขอให้ค้าขายดี ร่ำรวย ไม่เจ็บป่วย
               หลังจากงานเทศกาลข้าวแล้ว ชาวเรืองเกาจะกินของที่อยู่ในบ้านแล้วจึงจะเอาข้าวในยุ้งออกมากินได้
               นอกจากนี้ยังมีพิธีขนย้ายข้าว ขายข้าว และซื้อข้าว ซึ่งมีมาก และละเอียดทุกขั้นตอน (ดูหน้า 148 ย่อหน้าสุดท้าย – 150 ย่อหน้าที่ 2)
               หากมีสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย ก็จะต้องเซ่นไหวเจ้า (Iāng Xơri) (ดูรายละเอียดหน้า 150 ย่อหน้าที่ 3 – หน้า 151 ย่อหน้าที่ 4)
               เมื่อมีคนตายขณะทำงานในไร่ เช่นถูกไม้ทับ หรือถูกฟ้าผ่า ชาวเรืองเกาจะทิ้งไร่ทันที หากยังไม่ทันได้หว่านเมล็ดพันธุ์ และจะไม่มีใครกล้าทำไร่นั้นอีกต่อไป
               แต่หากฟ้าผ่าที่ไร่ โดยไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย พวกเขาถือว่าเจ้าโบโบรก (Bô Brôk) ให้ข้าว และจะปลูกกล้วยป่าตรงที่ถูกฟ้าผ่า และอธิษฐาน (ดูคำอธิษฐานท้ายหน้า 152)
               ชาวเรืองเกาไม่ใช้วัวหรือควายไถนาเพราะกลัวฟ้าร้อง พวกเขาบอกว่าเจ้าโบโบรกประทานวัวควายเพื่อพวกเขาจะได้กินเนื้อ ไม่ใช่ให้เป็นทาสของพวกเขา  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้รับอนุญาต (จากเจ้า) ให้เปลี่ยนชะตาของวัวควาย และหากผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามนี้ต้องเซ่นเจ้าแห่งฟ้าร้องด้วยหมู 1 ตัว

                                                                          IX การเซ่นด้วยควายเพื่อขอขมา
               การเซ่นไหว้นี้ใช้เวลา 3 วัน เพื่อขอขมาเจ้า (Iāng Xơri) มีการตกแต่งสถานที่ทำพิธีด้วยลำไม้ไผ่ วัตถุประสงค์ของพิธีนี้นอกจากขอขมาเจ้าแล้ว ยังขอให้การทำไร่นาได้ผลดีในปีต่อไป เพื่อจะได้มีเงินซื้อควายเหมือนตัวที่นำมาเซ่นอีก และขอให้มีสุขภาพดี และมีอายุยืนยาว (ดูรายละเอียดหน้า 152-158)





 

 

ค้นหา

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_counterผู้เข้าชมวันนี้356
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนนี้12337
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมเดือนที่แล้ว18152
mod_vvisit_counterผู้เข้าชมทั้งหมด1647163

We have: 11 guests, 1 bots online
IP ของคุณ: 54.80.5.2
วันนี้: ๒๓ ก.ค. ๒๕๖๐