ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์,ภาษา,ความเหลื่อมล้ำทางด้านเพศ,ภาคเหนือ
Author Hayami Yoko
Title “He’s Really a Karen” : Articulation of Ethnic and Gender Relationships in a Regional Context
Document Type บทความ Original Language of Text -
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
บทความสำเนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 17 Year 1999
Source Dynamics of Ethnic Cultures Across National Boundaries in Southwestern China and Mainland Southeast Asia: Relation, Societies and Languages, p. 260-277.
Abstract

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาเกี่ยวกับความหมายของการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่แท้จริง ซึ่งหน้าที่ในการดำรงเผ่าพันธุ์หรือสืบทอดวิญญาณของบรรพบุรุษเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ดังนั้นการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงของฝ่ายหญิงจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก แต่จากตัวอย่างของกรณีศึกษาเป็นการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างหญิงสาวชาวกะเหรี่ยงจากหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง กับชายหนุ่มชาวไทยเหนือที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไทยเหนือและไม่ได้ใช้ภาษากะเหรี่ยง แต่กลับเป็นที่ยอมรับของสังคมชาวกะเหรี่ยงว่าเป็นชาวกะเหรี่ยงที่แท้จริง เนื่องจากว่าฝ่ายชายมีเชื้อสายกะเหรี่ยง แต่มีการเลือกตั้งถิ่นฐานที่ต่างกัน และมีการแบ่งแยกเขตแดนด้วยลักษณะภูมิประเทศ จึงทำให้ความสัมพันธ์ของชาวกะเหรี่ยงแบ่งออกเป็นคนละกลุ่ม แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงกะเหรี่ยงมีแนวโน้มที่แต่งงานกับผู้ชายชาวไทยเหนือและย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชาวไทยเหนือมากขึ้น โดยความสมัครใจและได้รับการยอมรับจากหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากชายชาวไทยเหนือมีเชื้อชายของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งบุตรที่เกิดขึ้นมาก็จะเป็นกะเหรี่ยง เป็นการทำให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงขยายออกไป

Focus

จุดเน้นของงานวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นศึกษาถึงความหมายของการเป็นชาวกะเหรี่ยงแท้ ระหว่างทางด้านตระกูลภาษาและการดำรงเผ่าพันธุ์ที่มีความแตกต่างกันทางด้านเพศภายในกลุ่มชาติพันธุ์ กรณีศึกษาของงานวิจัยนี้คือ การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงกับผู้ชายชาวไทยภาคเหนือ (หน้า 260-261)

Theoretical Issues

ผู้เขียนมีแนวคิดที่แตกต่างจากทฤษฎีที่เคยมีผู้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นการทำลายอาณาเขตของกลุ่มและมีความเข้มงวดในการยอมรับการเข้ากลุ่ม โดยเฉพาะบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงในการดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ แต่ผู้เขียนกลับเห็นว่าการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์มีการเกิดขึ้นเสมอ เป็นการกลไกหนึ่งในการรักษาและขยายขอบเขตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (หน้า 261)

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงในภาคเหนือ (หน้า 260)

Language and Linguistic Affiliations

ผู้เขียนได้มุ่งประเด็นในการศึกษาความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ใช้ภาษากะเหรี่ยง โดยผู้เขียนได้ทำการศึกษากลุ่มชาวกะเหรี่ยงที่พูดภาษากะเหรี่ยง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับกลุ่มตัวอย่างชาวไทยภาคเหนือ ที่มีข้อมูลจากศูนย์วิจัยชาวเขาว่าไม่ใช่ชาวเขาและใช้ภาษาไทย แต่ได้รับการยอมรับในหมู่กะเหรี่ยงว่าเป็นกะเหรี่ยงอย่างแท้จริง (หน้า 260) นอกจากนี้ผู้เขียนยังพบว่า หญิงสาวกะเหรี่ยงที่แต่งงานกับผู้ชายชาวไทยภาคเหนือ แล้วย้ายไปอยู่ในหมู่บ้านของฝ่ายชายนั้น ไม่มีปัญหาในการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน (หน้า 274)

Study Period (Data Collection)

พฤษภาคม พ.ศ. 2541 (หน้า 260)

History of the Group and Community

ประวัติศาสตร์ของชุมชนกะเหรี่ยงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏถึงการอพยพเข้ามาอย่างชัดเจน แต่สันนิษฐานได้ว่ากะเหรี่ยงได้อพยพมาจากพม่าสู่ดินแดนแถบนี้มายาวนานกว่า 2 ศตวรรษ เนื่องจากภัยสงครามหรืออพยพเข้ามาอยู่กับกลุ่มชาวเขาอื่น ภายใต้การปกครองของอาณาจักรไทยทางตอนเหนือที่ประชากรนับถือพุทธศาสนา และมีศูนย์กลางอยู่ที่เชียงใหม่ ในช่วงเวลาราวปลายศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสตศตวรรษที่ 19 (หน้า 263) หมู่บ้าน P เป็นหมู่บ้านชาวไทยภาคเหนือและเป็นศูนย์กลางของชาวไต ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ ภายในหมู่บ้านมีวัดทางพระพุทธศาสนา ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยครูบาศรีวิชัย เมื่อราว พ.ศ.2473 เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทและศาสนวัตถุอื่นๆ ที่มีอายุสมัยอย่างน้อยในราวคริสตศตวรรษที่18 ส่วนชื่อของหมู่บ้านได้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา (หน้า 266)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของชาวไทยภาคเหนือ เป็นสังคมแบบเกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่ม ต่อมาประชากรกลุ่มที่ทำไร่เลื่อนลอยได้อพยพเข้ามาและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านระบบนิเวศน์ ทำให้ชาวไทยต้องใช้วิธีการในการแบ่งกั้นเขตแดน (หน้า 264)

Demography

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ของผู้เขียนได้กล่าวว่ามีจำนวนประชากรภายในหมู่บ้าน P ประกอบด้วยชาวไทยและเป็นกะเหรี่ยงในอัตราส่วนที่เท่ากัน (หน้า 266)

Economy

หมู่บ้าน P และหมู่บ้าน S มีลักษณะเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม รายได้หลักของทั้ง 2 หมู่บ้านมาจากผลผลิตทางการเกษตร แต่เดิมมีสภาพทางเศรษฐกิจในระดับที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาที่อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ต่อมาหมู่บ้าน P ได้มีการเปลี่ยนแปลงการผลิตเป็นการปลูกกระเทียม และถั่วเหลือง ทำให้มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่วนหมู่บ้าน S ไม่ประสบความสำเร็จในการปลูกพืชไร่ดังกล่าว เนื่องจากสภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงมีสภาพทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า ประกอบกับการทำนาแบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดหลายประการ ส่งผลให้ประชากรทั้งหญิงและชายภายในหมู่บ้านต้องออกไปเป็นแรงงานรับจ้างในหมู่บ้าน P ซึ่งค่าจ้างแรงงานกลายเป็นรายได้หลักของประชากร (หน้า 267)

Social Organization

ในโครงสร้างทางสังคมของกะเหรี่ยง ฝ่ายหญิงจะมีหน้าที่ในการสืบทอดวิญญาณบรรพบุรุษหรือการดำรงเผ่าพันธุ์ให้ยั่งยืน (หน้า 262) และเมื่อแต่งงานแล้วจะมีหน้าที่ในการดูแลทุกอย่างภายในครอบครัว (หน้า 272)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

ไม่มีรายละเอียด

Education and Socialization

ผู้เขียนได้กล่าวถึงเจ้าสาวผู้ที่เป็นกรณีศึกษาว่า เป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสูงที่สุดภายในหมู่บ้านคือ จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนกะเหรี่ยงภายในอำเภอ (หน้า 270)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผู้เขียนได้กล่าวถึงเครื่องแต่งกายของเจ้าสาวชาวกะเหรี่ยงในพิธีแต่งงาน ที่มีลักษณะเป็นชุดคลุมสีขาว อันเป็นเครื่องหมายของความเป็นสาวบริสุทธิ์ มีการประดับด้วยเครื่องเงินอย่างมากมาย และชุดแต่งงานแบบชาวไทยเหนือสีชมพูสด ประดับศีรษะด้วยดอกไม้ (หน้า 271 – 272)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ผู้เขียนได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในหุบเขาสูงกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเหนือที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่ราบว่า กะเหรี่ยงที่อพยพเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านชาวไทยเหนือมีเชื้อสายเป็นกะเหรี่ยงจึงเป็นชาวกะเหรี่ยงเช่นเดียวกัน แต่มีการเลือกพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานต่างกัน จึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยมีแนวเขาเป็นเครื่องกั้นเขตแดน แต่เดิมทั้ง 2 กลุ่ม ประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ การปลูกข้าว แต่มีความแตกต่างกันตามสภาพทางนิเวศน์ ได้แก่ การทำนาในที่ดอน และการทำนาในที่ราบ (หน้า 262 - 263) การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างกะเหรี่ยงและชาวไทยเหนือเชื้อสายกะเหรี่ยง เนื่องจากสืบเผ่าพันธุ์มาจากกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน มีความสัมพันธ์กันแบบสังคมเกษตรกรรม แบบแผนประเพณีที่มีลักษณะเฉพาะของกลุ่มร่วมกัน และเป็นนัยสำคัญที่แสดงว่าเขตแดนไม่ใช่สิ่งขวางกั้นความสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน (หน้า 261 – 2, 265) ในระบบความเชื่อของกะเหรี่ยง ได้มีการให้ความสำคัญแก่เพศหญิง ในฐานะผู้สืบทอดวิญญาณบรรพบุรุษและดำรงรักษาเผ่าพันธุ์กะเหรี่ยง การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์กับชายที่ไม่ใช่กะเหรี่ยงจึงเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้ยาก โดยเฉพาะการแต่งงานกับชายชาว “หม่อง” (พม่า) เป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากวิญญาณบรรพบุรุษของหม่องจะสืบทอดผ่านทางเพศชาย การที่หญิงกะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์กับชายชาวไทยเหนือและการย้ายออกจากหมู่บ้านถือว่าเป็นการเสื่อมเสีย และฝ่ายหญิงจะแต่งงานได้เพียงครั้งเดียวหรือมีโอกาสที่จะแต่งงานใหม่กับผู้ชายกะเหรี่ยงได้น้อยมาก และมีความเห็นว่าหญิงสาวกะเหรี่ยงควรแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อตัดปัญหาเรื่องชู้สาวกับชาวไทยเหนือที่เข้ามาท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน เพื่อแสวงหาหญิงสาวกะเหรี่ยงไปเป็นภรรยา ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำเขตแดนมาเป็นเครื่องกำหนดขอบเขตของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเป็นการดำรงเผ่าพันธุ์กะเหรี่ยง แต่ในทางกลับกันฝ่ายชายชาวกะเหรี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับหญิงชาวไทยเหนือถือเป็นประสบการณ์ของวัยรุ่น และมีความต้องการที่จะแต่งงานกับหญิงกะเหรี่ยง (หน้า 261 – 262, 265, 269) กรณีศึกษาที่ผู้เขียนได้เสนอเป็นการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์ระหว่างฝ่ายหญิงชาวกะเหรี่ยงกับฝ่ายชายชาวไทยเหนือ โดยความสมัครใจและยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าฝ่ายชายเป็นชาวไทยเหนือและไม่ใช้ภาษากะเหรี่ยง แต่กลับเป็นชาวกะเหรี่ยงแท้ เนื่องจากสืบเชื้อสายมาจากแม่ที่มีเชื้อสายกะเหรี่ยง (หน้า 271) ส่วนพิธีแต่งงานได้จัดขึ้นที่บ้านของเจ้าสาว ซึ่งมีพิธีการทั้งตามแบบกะเหรี่ยงและแบบไทยเหนือ โดยเริ่มจากพิธีตามแบบไทยเหนือ เช่น การแต่งกายเจ้าสาวด้วยชุดสีชมพู บทเพลงสวดในพิธี และการผูกข้อมือ จากนั้นทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นแบบกะเหรี่ยง โดยเจ้าสาวใส่ชุดคลุมสีขาว ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความบริสุทธิ์ และเริ่มพิธีการตามแบบกะเหรี่ยง เช่น เจ้าสาวเทน้ำลงบนเท้าของเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่บนหินที่หัวบันไดบ้าน การสวดเชิญวิญญาณผู้ปกปักรักษา และการรินเหล้าในพิธีแต่งงาน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการจึงเป็นขั้นตอนของงานเลี้ยงแบบกะเหรี่ยง เจ้าบ่าวและเจ้าสาวพักอยู่ที่หมู่บ้านของฝ่ายหญิงเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านของฝ่ายชาย แต่ได้รับการยอมรับเนื่องจากเจ้าบ่าวเป็นชาวกะเหรี่ยงแท้ (หน้า 272) ความสัมพันธ์ระหว่างชาวกะเหรี่ยงทั้ง 2 กลุ่ม ได้ปรากฏการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในช่วง พ.ศ.2498 ภายหลังที่การสร้างถนนเข้าหมู่บ้านชาวไทยเหนือเสร็จสิ้นลง ทำให้การคมนาคมสะดวก ความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนไปในรูปแบบของการค้า และมีการเปรียบเทียบทางด้านเศรษฐกิจที่ทีความเหลื่อมล้ำกัน ซึ่งหมู่บ้านชาวไทยเหนือมีระดับเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นเหตุผลที่ทำให้หญิงสาวจากหมู่บ้านที่แต่งงานกับชาวไทยเหนือเต็มใจที่จะย้ายเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านของฝ่ายชายเพิ่มขึ้น (หน้า 267, 268)

Social Cultural and Identity Change

การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงที่ปรากฏในงานศึกษานี้ เกิดจากปัจจัยหลักในด้านการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือสภาพเศรษฐกิจของหมู่บ้านชาวไทยเหนืออยู่ในระดับที่ดีกว่าหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง เนื่องจากการตัดถนนผ่านหมู่บ้านชาวไทยเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2503 ทำให้เกิดความสะดวกในการขนส่งและค้าขายผลผลิตทางการเกษตร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงผลผลิตทางการเกษตรกรรมเป็นการปลูกพืชไร่แทนนาข้าว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับการได้รับสัญชาติของกลุ่มชาวไทยเหนือ เป็นผลทำให้ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงมีแนวโน้มที่จะแต่งงานกับผู้ชายชาวไทยเหนือแต่มีเชื้อสายกะเหรี่ยง และย้ายออกจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงไปอยู่ยังหมู่บ้านของฝ่ายชายมากขึ้น และชาวหมู่บ้านกะเหรี่ยงได้เข้าไปเป็นแรงงานในหมู่บ้านชาวไทยเหนือเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านการแต่งงานของชายชาวกะเหรี่ยงที่มีแนวโน้มคล้อยตามแบบของชายชาวไทยเหนือมากขึ้น คือ แต่งงานและหย่าร้างกับหญิงไทยเหนือหรือหญิงไทยได้ ก่อนที่จะแต่งงานอย่างถาวรกับหญิงกะเหรี่ยงโดยไม่ถูกสังคมตำหนิ แต่ในทางกลับกันหากเป็นฝ่ายหญิงกะเหรี่ยงจะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม (หน้า 261, 266 – 270)

Critic Issues

Other Issues

ไม่มีข้อมูล

Google Map

Map/Illustration

ไม่มีข้อมูล

Text Analyst ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์ Date of Report 03 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์, ภาษา, ความเหลื่อมล้ำทางด้านเพศ, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง