ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),ความเชื่อ,พฤติกรรม,โรคติดต่อ,ทัศนคติ,สุขภาพ,ตาก
Author ธวัช บุณยมณี
Title ความเชื่อเกี่ยวกับมาลาเรียและพฤติกรรมการใช้มุ้งในชุมชนกะเหรี่ยง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 136 Year 2536
Source บัณฑิตวิทยาลัย สาขาสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล
Abstract

          การศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับมาลาเรีย ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการใช้มุ้งชุบน้ำยาและไม่ชุบน้ำยาในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก พบว่าขึ้นอยู่ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ ปัจจัยทางสังคมประชากรรวมถึงแบบแผนความคิดความเชื่อของประชากรในชุมชน ผสมผสานกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมระบบนิเวศภายในชุมชนนั้น อีกทั้งยังมีส่วนสัมพันธ์กับสถาบันทางสังคมในชุมชนนั้น เนื่องจากสภาพที่ตั้งของชุมชนเป็นป่าเขารกครึ้ม อากาศร้อนชื้น มีลำธารแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเหมาะแก่การเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงพาหะนำเชื้อไข้มาลาเรีย ทั้งยังคงสภาพสังคมและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชนเผ่า การป้องกันรักษาโรคต่าง ๆ มักกระทำไปตามความเชื่อพื้นบ้าน แต่หลังจากชุมชนมีการติดต่อกับสังคมภายนอก มากขึ้น ก็เริ่มรู้จักแพทย์แผนปัจจุบันและวิธีการป้องกันรักษาโรคแบบอื่น ๆ สำหรับไข้มาลาเรีย (ปะโจ่จื้อ) หรือไข้พิษยุงนี้เข้าสู่ชุมชนหลายกระแส เมื่อเกิดอาการไข้ หนาวสั่นและผลตรวจเลือดจากหมอสมัยใหม่ พบเชื้อมาลาเรียในกระแสเลือด บุคลากรด้านสาธารณสุขก็มักมาพ่นสารเคมี เจาะเลือดและให้ยารักษา นอกจากนี้สถานีอนามัยตำบลสามหมื่นยังได้เปิดให้บริการรักษาโรค ซึ่งประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้จากคลินิกชุมชนใกล้เคียง (หน้า 105-107)

Focus

          ศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับโรคมาลาเรียและทัศนคติต่อการใช้มุ้งธรรมดา ทั้งมุ้งผ้าและมุ้งไนล่อน มุ้งสีขาวและมุ้งสีชมพูและทัศนคติต่อการใช้มุ้งชุบน้ำยา รวมถึงพฤติกรรมและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้มุ้งของชาวบ้านชุมชนกะเหรี่ยง ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก

Theoretical Issues

Ethnic Group in the Focus

          กะเหรี่ยงสะกอ

Language and Linguistic Affiliations

          ชุมชนกะเหรี่ยงใช้ภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนี้ยังใช้ภาษาไทยภาคกลางผสมไทยภาคเหนือ ผสมภาษาพื้นเมือง กะเหรี่ยงที่เป็นล่ามจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถพูดและเขียนภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยงได้ คนในชุมชน ที่อ่านเขียนภาษากะเหรี่ยงได้มีจำนวน 7 คน คำพื้นเมืองที่ใช้สื่อความหมายแทนโรคไข้มาลาเรีย คือ ปะโจ่จื้อ "ปะโจ่" หมายถึง ยุง จื้อ หมายถึง เชื้อ หรือ พิษ รวมกันแล้วมีความหมายว่า ไข้พิษยุง แต่เดิมยังไม่มีการใช้คำเรียกนี้ เมื่อตัวร้อนเป็นไข้ มีอาการหนาวสั่นจะเรียกตายะเก้อ ตะเหนาะ คำเรียก "ปะโจ่จื้อ" หรือมาลาเรียนี้ ประชาชนรู้จักคำนี้จากชาวไทยพื้นราบ และจากเจ้าหน้าที่หรือหมอมาลาเรียผู้ที่มีความรู้ภาษากะเหรี่ยงที่เข้ามาเจาะเลือด แจกยาควินินและพ่นสารเคมี ที่มาอีกแบบหนึ่ง คือกะเหรี่ยงผู้ป่วยโรคนี้เข้าไปรับการรักษา เมื่อหมอบอกว่าเป็นมาลาเรียซึ่งเกิดจากยุงกัด จึงใช้คำนี้แทนมาลาเรีย คำว่า "กวยนิ" เพี้ยนมาจาก "ควินิน" มีที่มาจากคนพื้นราบนำเข้ามาขาย ใช้รักษาอาการไข้ หนาวสั่น ซึ่งเรียกว่า "ตายะเก้อ" หมายถึง เป็นไข้ "ตะเหนาะ" หมายถึงอาการหนาวสั่น (หน้า 19, 30, 32-34)

Study Period (Data Collection)

          ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2534

History of the Group and Community

          ประวัติความเป็นมาของชุมชนกะเหรี่ยงมีดังนี้คือ สมัยก่อนกลุ่มชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในชุมชนที่มีขนาด 20 หลังคาเรือน บางครัวเรือนย้ายลงมาเพื่อเป็นลูกจ้างทำไม้ ชั่วคราว เมื่อหมดสัญญาจ้างก็กลับไปอยู่ที่เก่า เนื่องจากสมัยนั้นมีฝรั่งมาทำสัมปทานไม้และได้ตั้งปางไม้ ประมาณ 30 ปีต่อมา พ.ศ. 2504 ชาวเขากลุ่มดังกล่าวภายใต้การนำของผู้ใหญ่บ้านก็ได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานตามนโยบายของทางการ มีการอพยพย้ายถิ่นมาตั้งรกราก ระหว่างชุมชนชาวเขาด้วยกัน สำหรับชาวไทยพื้นราบที่มาแต่งงานและตั้งรกรากในชุมชนมีจำนวนไม่มากนักและเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน (หน้า 23)

Settlement Pattern

          ชุมชนกะเหรี่ยงสะกอตั้งถิ่นฐานห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 85 กิโลเมตร ห่างจากตัวอำเภอใกล้ที่สุด 35 กิโลเมตร ห่างจากชุมชนครึ่งกิโลเมตรขึ้นไป นิยมตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มก้อนใกล้ชิดติดกัน เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง การก่อสร้างบ้านนิยมใช้วัสดุธรรมชาติหาได้ในท้องถิ่น อาทิ ไม้ไผ่ ไม้สัก พื้นที่ภายในบ้านเปิดโล่ง ไม่มีกั้นห้องกลางห้องมีดินเหนียวอัดแน่น สำหรับก่อกองไฟให้แสงสว่างและให้ความอบอุ่นยามหนาวใช้เป็นที่อเนกประสงค์ พื้นบ้านที่ปูด้วยไม้ไผ่เป็นร่องห่างให้เห็นอยู่ทั่วไป ยุงสามารถบินลอดขึ้นมาบนบ้านได้ หน้าบ้านมักมีครกกระเดื่องตำข้าว ใต้ถุนบ้านเป็นที่เก็บฟืนและคอกหมู บ้านส่วนใหญ่ปลูกทางทิศเหนือของถนน บ้านที่อยู่รอบนอกชุมชนอยู่ติดชายป่า อยู่ใกล้ลำห้วยและรกครึ้มซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง (หน้า 23, 30-31)

Demography

          ประชากรที่ศึกษาเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้วิจัยเลือกศึกษาชุมชนกะเหรี่ยงในตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก จำนวนทั้งสิ้น 27 หลังคาเรือน สาเหตุที่เลือกพื้นที่นี้ เนื่องจากจังหวัดตากเป็นท้องที่ที่มีไข้มาลาเรียสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ อัตราการเกิดโรคมาลาเรีย 78.77 ต่อประชากรหนึ่งพันคน สำหรับประชากรชุมชนกะเหรี่ยงอำเภอแม่ระมาดนี้ มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 150 คน เป็นเพศชาย 72 คน หญิง 78 คน มีประชากรวัยเด็กอายุ 0-14 ปี จำนวน 67 คน วัยแรงงานอายุ 15-49 ปี จำนวน 88 คน วัยสูงอายุที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจำนวน 15 คน ขนาดของประชากรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พบการย้ายถิ่นทั้งแบบชั่วคราวและถาวร การย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากอย่างถาวรมาจากพม่า หรือต่างอำเภอหรือจากชุมชนใกล้เคียง มีทั้งกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันและต่างชาติพันธุ์เข้ามาสมรสกับสตรีในชุมชน การย้ายถิ่นเข้าแบบชั่วคราวมักเป็นแรงงานชายชาวพม่า เข้ามาขายแรงงานในภาคเกษตรกรรม การย้ายถิ่นออกเป็นการย้ายถิ่นเพื่อการประกอบอาชีพหรือสมรส เช่น เพศชายไปสมรสกับหญิงชุมชนอื่นจึงย้ายถิ่นไปตั้งถิ่นฐานในชุมชนนั้น การย้ายถิ่นเพื่อไปทำไร่ทำนามีทั้งแบบเช้าไปเย็นกลับ แบบช่วงเวลา 3-5 วัน หรือ 1-2 เดือน นอกจากนี้ ยังพบการย้ายถิ่นของประชากรชายวัยแรงงาน เข้าไปในเขตประเทศพม่าเป็นเวลาหลายเดือนซึ่งมีไม่มากนัก เนื่องจากปัญหาด้านการเมือง มาลาเรียระบาดรุนแรง และการถูกโกงค่าจ้างแรงงาน สำหรับการระบาดของมาลาเรียในชุมชนมีการระบาดเป็นประจำทุกปี ประชาชนที่มีมุ้งมีจำนวนมากพอสมควร ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มผู้ให้ข่าวสารสำคัญในชุมชน (Key Informants) เป็นผู้รู้ประวัติความเป็นมาและรู้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มบ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโส หมอพื้นบ้าน ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุขประจำสถานีอนามัยตำบลสามหมื่น และคลินิกมาลาเรียที่ 8 บ้านละเผ่ใหม่ ตำบลสามหมื่น รวมทั้งสิ้น 12 คน ประชากรกลุ่มตัวอย่างกระจายทั่วทั้งชุมชน ได้แก่ กลุ่มครัวเรือนที่มีมุ้ง 9 คน กลุ่มครัวเรือนที่ไม่มีมุ้ง 8 คน จำนวนรวมทั้งสิ้น 17 คน (หน้า 18-19, 24-25)

Economy

          ฐานะทางเศรษฐกิจ อาจกล่าวได้ว่า ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน ร้อยละ 52.4 มีรายได้ต่อปีในระดับพอมีพอกินค่อนข้างอดอยาก ร้อยละ 40.9 มีรายได้ต่อปีไม่พอกิน ต้องพึ่งพาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ร้อยละ 6.7 มีรายได้ต่อปีในระดับพอใช้จ่ายและมีเงินเหลือสำหรับเก็บออม ในชุมชนมีร้านค้าเพียง 1 ร้านที่จำหน่ายสินค้าสำเร็จรูปจำพวกบะหมี่สำเร็จรูปชนิดซอง ปลากระป๋องและยาลดไข้ชนิดซอง ห่างออกไปในชุมชนใกล้เคียงมีร้านค้า 2 แห่ง ขายของหลายชนิดรวมถึงยาจุดกันยุงแต่ไม่มียาชุดรักษามาลาเรีย (หน้า 25, 40) แรงงาน แรงงานในชุมชนส่วนใหญ่ที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาขายแรงงานภาคเกษตร เป็นแรงงานอพยพชาวพม่ามีทั้งแรงงานรายปี แรงงานตามช่วงฤดูกาลหรือช่วงระยะเวลาสั้น ๆ คือช่วงฤดูฝน 3-4 เดือนไปจนเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวผลผลิต และแรงงานรายวัน แรงงานรายปี จะได้ค่าจ้างเป็นตัวเงินปีละ 2,000-4,000 บาท ลูกจ้างจะกินอยู่บ้านนายจ้าง แรงงานตามช่วงฤดูกาลจะได้ค่าจ้างเป็นตัวเงิน 1,000 บาทกินอยู่กับนายจ้าง ส่วนแรงงานรายวันได้ค่าจ้างวันละ 30-40 บาท จะเคลื่อนย้ายขายแรงงานไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแม่ค้าหญิงวัย 50-60 ปี เข้ามาขายของในชุมชนเกือบทุกเดือน การเคลื่อนย้ายแรงงานมีผลต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมาลาเรีย (หน้า 24-25) การประกอบอาชีพ ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ทำนา ผลิตแบบพอยังชีพเพื่ออยู่เพื่อกิน มีบางครัวเรือนที่ผลิตเพื่อการค้าขาย การทำไร่ทำนายังคงเป็นแบบดั้งเดิม กล่าวคือเป็นการทำนาดำแบบขั้นบันได ทดน้ำมาจากลำห้วยบนภูเขาสูงมาใช้ นอกจากนี้ยังมีการทำไร่ข้าวบน ไหล่เขาสูงชันโดยอาศัยน้ำฝน พืชผลสำคัญได้แก่ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่ว พริก ฟักทองและผักต่างๆ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงสัตว์ไว้ในครัวเรือน เช่น วัว ควาย หมา แมว หมู ไก่ และช้างซึ่งถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่บ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ร้อยละ 2 เลี้ยงไว้ใช้งานและรับจ้างลากแพ ส่วนหมูไก่เลี้ยงไว้ประกอบพิธีกรรมและเพื่อการบริโภค วัวเลี้ยงไว้เพื่อสะสมทรัพย์ไม่นิยมใช้แรงงาน ร้อยละ 11 เลี้ยงไว้ครอบครองเฉลี่ยครัวเรือนละ 3 ตัว ควายเลี้ยงไว้ใช้งานภาคเกษตรกรรมและเพื่อสะสมทรัพย์ ครัวเรือนร้อยละ 37 เลี้ยงควายเฉลี่ยครัวเรือนละ 3 ตัว อาชีพรองคือการหาของป่า เช่น ล่าสัตว์ หาน้ำผึ้ง หน่อไม้และรับจ้างทำไร่ทำนา รับจ้างแบกผักกะหล่ำปลีลงจากเขา รับจ้างทำไม้ในเขตพม่า เป็นต้น (หน้า 38-39) การถือครองที่ดิน ประชาชนสามารถครอบครองที่ดินเพื่อใช้สร้างบ้านเรือน ทำไร่ทำนาและสามารถโอนสิทธิกันได้ แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเป็นเขตป่าสงวน ชาวบ้านจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ถือครอง (หน้า 40)

Social Organization

          ครอบครัวกะเหรี่ยงในชุมชน มีลักษณะผัวเดียวเมียเดียว ผู้หญิงเป็นใหญ่ในบ้าน กล่าวคือ ผู้ชายแต่งเข้าบ้านมานับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายหญิง เป็นครอบครัวเดี่ยวมากกว่าครอบครัวขยาย อัตราส่วน 3 ต่อ 2 หลังแต่งงานเจ้าบ่าวจะมาอยู่กินที่บ้านเจ้าสาว 1 ปี หรือจนกว่าจะมีคนในบ้านแต่งงาน จึงแยกบ้านออกไปอยู่กันเอง สำหรับการแบ่งหน้าที่ในครัวเรือน ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวมีหน้าที่ทำมาหากินหาเลี้ยงครอบครัว ไถนา คราดนา เข้าป่าล่าสัตว์ ถางไร่ ทำคันไถ ดูแลข้าวในไร่นา ซ่อมแซมบ้านเรือน กระท่อมและยุ้งข้าว ในขณะที่ฝ่ายหญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนและสมาชิกภายในบ้านรวมถึงการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน นอกเหนือจากหน้าที่ประจำวัน เช่น ตำข้าว ตักน้ำ หาฟืน ทอผ้า ถางหญ้า เลี้ยงบุตร ให้อาหารสัตว์ เป็นต้น ผู้อาวุโสประจำครอบครัวมักมีบทบาทสำคัญ ในการให้คำปรึกษาหารือกันภายในครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัวเจ็บป่วย หากไม่ได้ผลก็จะพึ่งพาผู้อาวุโสประจำชุมชน พึ่งพาหมอผี หรือบุคลากรด้านสาธารณสุข (หน้า 37-38) ประเพณีที่น่าสนใจเกี่ยวโยงกับการมีเหย้ามีเรือน อาทิ การแอ่วสาว ชุมชนกะเหรี่ยงเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวก่อนแต่งงานใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยาได้พบปะพูดจาทำความสนิทสนมคุ้นเคยกันก่อนแต่งงาน เรียกว่า "การแอ่ว" หรือเกี้ยวสาว มักทำในเวลากลางคืนหลังเสร็จภารกิจประจำวัน โดยหนุ่มจะแต่งกายชุดประจำเผ่าดีดพิณ 6 สายหรือสีซออู้ร้องเพลงระหว่างทาง ไปยังบ้านสาวที่มีใจ ส่วนสาวจะนำยาเส้นออกมารับแขก ทั้งคู่จะนั่งสนทนาเกี้ยวพาราสีเป็นกลอนโต้ตอบกันกันบริเวณชานหน้าบ้านหรือห้องข้าง ๆ กองไฟ หากชอบพอญาติผู้ใหญ่จะอนุญาตให้พักค้างคืนได้แต่ห้ามทำผิดเรื่องชู้สาว (หน้า 34-35) การแต่งงาน ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจของคู่บ่าวสาว บางรายใช้เวลา 3 วัน 3 คืนมีการเลี้ยงสุราและฆ่าหมูเพื่อใช้ประกอบพิธีและใช้เป็นอาหาร นิยมทำในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายนกับช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม นิยมดื่มสุราร้องรำทำเพลงก่อนส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าหอในคืนสุดท้าย (หน้า 35)

Political Organization

         การเมืองการปกครอง ผู้นำชุมชนประกอบด้วย อดีตกำนันของตำบลยังคงมีอำนาจในการอบรมสั่งสอนและตัดสินเมื่อมีกรณีพิพาทอยู่ โดยจะเชิญผู้ช่วยกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาหาข้อยุติร่วมกัน หากมีข่าวสารจากทางราชการ ผู้ช่วยกำนันและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะรับมาจากอำเภอ คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะเข้ามาตกลงกันต่อหน้าผู้อาวุโส หากเป็นเรื่องเสียหายเพียงเล็กน้อยและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ผู้อาวุโสก็จะว่ากล่าวตักเตือนแล้วเลิกรากันไป หากเสียหายพอสมควร ก็จะว่ากล่าวตักเตือนและให้ ผู้ก่อเหตุชดใช้ หากเสียหายมาก ก็จะว่ากล่าวตักเตือนแล้วให้ผู้ก่อเหตุชดใช้ด้วยมูลค่าเท่าจำนวนผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ (หน้า 43)

Belief System

          ศาสนาและความเชื่อของกะเหรี่ยง ชุมชนนี้นับถือภูตผีปีศาจและวิญญาณบรรพบุรุษเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ ผีที่นับถือ คือผีบ้านผีเรือนเป็นผีบรรพบุรุษที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองลูกหลาน หากเกิดเจ็บป่วยถือว่าเป็นเพราะผี จะมีการประกอบพิธีเซ่นสรวงบูชา ประชาชนในชุมชนมักทำพิธีเลี้ยงผีเรือนกันเป็นประจำปีละครั้ง โดยลูกหลานต้องมาค้างในพิธีอย่างน้อย 1 คืน ทั้งยังห้ามพูดจาพร่ำเพรื่อ สำหรับความเชื่อเรื่องผี กะเหรี่ยงเชื่อว่าในทุกสรรพสิ่งล้วนมีผีสิงสถิตอยู่ เช่น ผีไร่ผีนา ผีป่า ผีภูเขา ผีป่าน้ำ ดังนั้น มักมีการประกอบพิธีเลี้ยงผีเพื่อให้ช่วยดลบันดาลให้ได้ผลผลิตดี ก่อนปลูกข้าวหรือพืชไร่ ส่วนผีป่า ผีภูเขาและผีน้ำ ถือเป็นผีร้าย ชาวบ้านจะเลี้ยงผีเพื่อขอขมาลาโทษให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านหรือหมอผีจากบ้านอื่นที่มีความรู้ทางไสยศาสตร์และโหราศาสตร์มักเป็นผู้ประกอบพิธีเลี้ยงผี การผูกข้อมือเรียกขวัญมาจากความเชื่อที่ว่า โดยปกติแล้ว ขวัญจะอยู่กับร่างกายคนเราทำให้เป็นปกติสุขดี หากขวัญออกจากร่างหรือขวัญตกใจ อาจเกิดจากความสมัครใจของขวัญ เช่น ขวัญออกจากร่างไปเที่ยวตามลำพัง หรือไปสนุกสนานกับวิญญาณบรรพบุรุษแล้วเกิดหลงทางหาทางกลับไม่ได้ หรือเกิดจากการถูกบังคับ เช่น ขวัญถูกผีจับไว้กลับเข้าร่างไม่ได้ หรืออาจถูกเวทมนต์คาถาจากหมอผีมาบังคับจับไปจากร่าง ก็อาจทำให้เจ้าของร่างเจ็บป่วย หากเป็นขวัญสำคัญ หรือออกไปเป็นเวลานานก็อาจทำให้เจ็บป่วยรุนแรง จึงต้องมีการเรียกขวัญผูกข้อมือ หรือมีการใช้คาถาอาคมต่อสู้กับหมอผีที่บังคับจับขวัญไป หากขวัญไม่กลับร่างก็อาจทำให้วิกลจริตหรือตายได้ (หน้า 36, 46-47) ประเพณีพิธีกรรม ในชุมชนมีประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ มากมาย อาทิ พิธีขึ้นบ้านใหม่ ขึ้นปีใหม่ กินข้าวใหม่ ผูกข้อมือและงานศพ (หน้า 36)

Education and Socialization

          กะเหรี่ยงมีพื้นฐานทางการศึกษาค่อนข้างต่ำ สำหรับกะเหรี่ยงในชุมชนนี้ไม่มีผู้ที่จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 6 ระดับการศึกษาของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ร้อยละ 25 ฟังภาษาไทยภาคกลาง ภาคเหนือผสมภาษาพื้นเมืองได้พอเข้าใจ แต่พูดจาโต้ตอบ ไม่ได้ร้อยละ 5 อ่านและเขียนภาษากะเหรี่ยงได้ร้อยละ 4 ฟังและพูดภาษาไทยภาคกลางผสมภาคเหนือผสมภาษาพื้นเมืองได้ร้อยละ 3 อีกทั้งยังเขียนและอ่านภาษาไทยได้ไม่ดีนัก ผู้วิจัยได้ให้คำแนะนำว่า หากจะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาลาเรียในชุมชนควรใช้ภาษากะเหรี่ยงน่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากประชาชนอ่านหนังสือไม่ค่อยได้ ดูแต่รูปภาพ สำหรับข่าวสารการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาลาเรียที่จัดทำเป็นภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง ผู้วิจัยให้ความเห็นว่าไม่น่าจะสื่อสารถึงประชาชนในชุมชนได้มากนัก ในชุมชนไม่มีโรงเรียน เด็กจากชุมชนต้องไปเรียนที่โรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนใกล้เคียงในตำบลเดียวกัน แต่เด็กมักไม่ไปเรียนเพราะต้องเดินทางไกล มีเด็กที่ไปเรียนเพียงปีละ 1-2 คนเท่านั้น คนในชุมชนจึงไม่มีผู้จบระดับประถมศึกษา มีเพียง 5 คนเท่านั้นที่อ่านเขียนภาษาไทยได้ ในชุมชนมีผู้ที่อ่านและเขียนภาษากะเหรี่ยงได้เพียง 7 คน ซึ่งจะถ่ายทอดความรู้ให้คนที่สนใจโดยไม่คิดค่าตอบแทน สำหรับการศึกษาแบบไม่เป็นทางการ เป็นการอบรมขัดเกลาทางสังคมผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมและการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ผู้อาวุโส เพื่อนฝูงตลอดจนคนรอบข้าง ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้ของผู้คนในชุมชนได้รับอิทธิพลจากการศึกษาแบบไม่เป็นทางการมากที่สุด รองลงมาคือการศึกษานอกระบบ และการศึกษาแบบเป็นทางการในระบบโรงเรียน นอกจากนี้ พระสงฆ์ยังมีบทบาทในการให้การศึกษากับเด็กและคนหนุ่มสาวในชุมชน โดยสอนหนังสือภาษาไทยให้เด็กในวัยเรียน (อายุประมาณ 8-20 ปี) เป็นประจำทุกวัน บริเวณชานบ้านพักที่ท่านจำพรรษา ช่วงค่ำ ในชุมชนมีสื่อวิทยุและคนฟังน้อยมาก อีกทั้งหนังสือที่ทางการแจกจ่ายให้ตามโครงการห้องสมุดชุมชน กลับนำไปเก็บไว้ที่บ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีลูกบ้านหยิบยืมไปอ่านกันน้อยมาก (หน้า 20, 25, 30, 32, 41-42)

Health and Medicine

          ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่เคยป่วยเป็นไข้มาลาเรียเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง ร้อยละ 26.7 ของประชาชนทั้งหมดไม่เคยป่วยเป็นมาลาเรีย อย่างไรก็ดี ในกลุ่มผู้ที่เคยป่วยมักรักษาด้วยการกินยาพื้นบ้าน ยาซองและยาควินิน (กวยนิ) ซึ่งใช้รักษาอาการตัวร้อนเป็นไข้ และหนาวสั่น (ตายะเก้อ /ตะเหนาะ) ประชาชนในชุมชนนี้มักจะรักษากันเองตามแบบพื้นบ้าน กล่าวคือ นิยมใช้รากไม้ ใบไม้มาต้มกินเป็นยาหรืออาจใช้วิธีเลี้ยงผี ซึ่งบางครั้งก็หาย บางครั้งก็ไม่หาย (หน้า 26, 33-34) สำหรับโรคภัยไข้เจ็บ ประชาชนในชุมชนมักป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วงและโรคบิดกันมาก นอกจากนี้ ยังพบโรคปอดบวม โรคหวัด โรคผิวหนัง โรคขาดสารอาหาร โรคคอพอก รวมถึงโรคพยาธิและโรคเท้าช้าง นอกจากนี้ยังพบปัญหายาเสพติด การดื่มสุรา สูบฝิ่น สูบบุหรี่ เพศชาย 1 ใน 3 สูบฝิ่นเป็นประจำ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนรูปแบบไปใช้เข็มฉีดยาร่วมกันอีกด้วยการดูแลสุขภาพภายในครอบครัว ผู้อาวุโสมักช่วยกันหาสาเหตุโดยใช้ความรู้ความสามารถด้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ ที่สั่งสมถ่ายทอดกันมาหลาย ชั่วคน อาทิ การเสี่ยงทายข้าวสาร การดูกระดูกไก่ที่ต้มแล้ว เป็นต้น การรักษาโรคตามความเชื่อแบบโบราณ หากเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผี ก็มักจะเลี้ยงผีขอขมาผีด้วยการเซ่นสรวงบูชาในที่ที่ผีนั้นสิงสถิตอยู่ หรือใช้วิธีเรียกขวัญผูกข้อมือ หากเป็นไข้ก็มักรักษาตามความเชื่อแบบพื้นบ้าน กล่าวคือ นำก้อนหินจากลำธารมาต้ม กินน้ำที่ยังอุ่นแล้วผิงไฟสวมเสื้อผ้าหนา ๆ นอนพักผ่อน หากมีไข้หนาวสั่นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลันมักเชื่อกันว่า เกิดขึ้นจากการกระทำของผีหรือเสียขวัญ หากเป็นไข้ตายกะทันหันเชื่อว่า ถูกผีกะเล่นงาน หากมีอาการไข้ท้องโตซีดเหลืองเชื่อว่า เกิดขึ้นจากการถูกทำของหรือตู้คุณจนต้องให้หมอผีเรียกของออกจากร่างของผู้ป่วย หากมีอาการท้องร่วงอาเจียนจะใช้ยากะซิกะมะ ซึ่งเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้าน หากเกิดบาดแผลก็จะใส่สมุนไพรที่ได้จากการเคี่ยวไขมันสัตว์ สำหรับโรคมาลาเรียมักเป็นกันมากในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม หากมีผู้ป่วยมาลาเรียก็อาจแพร่เชื้อสู่คนในชุมชนได้ง่าย เนื่องจากในชุมชนมียุงซึ่งเป็นพาหะชุกชุม เจ้าหน้าที่จากคลินิกมาลาเรียละเผ่ใหม่ และเจ้าหน้าที่ส่วนงานมาลาเรียจากแม่ระมาดจะเข้ามาในชุมชนเดือนละครั้ง มีการเจาะเลือดเพื่อค้นหาผู้ป่วยในแต่ละเดือน ซึ่งมักไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนเท่าใดนัก นอกจากนี้ยังมีพระภิกษุมาช่วยทำการรักษาให้โดยการจ่ายยาแผนปัจจุบันและให้กินน้ำมนต์ เพ่งกระแสจิตรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง เป็นไข้รวมถึงมาลาเรียด้วย สำหรับยาแผนโบราณหรือยาหม้อต้มรักษาอาการและป้องกันมาลาเรีย ประกอบด้วย สมอไทย ขมิ้นอ้อย ผักคูน ใบสะเดา ใบหนาด (หน้า 44-50) จากผลการศึกษาโดยภาพรวมพบว่า ประชากรส่วนมากยังมีความเชื่อเกี่ยวกับมาลาเรียไม่ถูกต้อง เช่น สาเหตุ การติดต่อ โอกาสที่จะเป็นและการป้องกันมาลาเรีย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความเชื่อที่ถูกต้องเกี่ยวกับความรุนแรงและการรักษา ประชากรในชุมชนเกือบครึ่งหนึ่งไม่ทราบถึงสาเหตุของการเกิดโรค บ้างก็เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากพิษของยุง บ้างก็เชื่อว่าเป็นเชื้อที่ทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงปล่อยออกมาเพื่อฆ่ากัน บ้างก็เชื่อว่าเป็นเชื้อชนิดหนึ่งจากพม่า บ้างก็เชื่อว่าเกิดจากการกินน้ำในป่าที่มีไข่ของยุงหรือเกิดจากการทำงานหนักกรำแดดกรำฝน อย่างไรก็ดี ประชากรส่วนใหญ่เชื่อว่า มาลาเรียสามารถติดต่อได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งยังเชื่อว่า บุคคลที่มีโอกาสเป็นมาลาเรียมากก็คือเด็ก พฤติกรรมที่ทำให้มีโอกาสเป็นมาลาเรียได้แก่ การไม่นอนในมุ้ง การไปนอนพักค้างแรมนอกบ้าน ผู้ที่เคยป่วยเป็นมาลาเรียแล้วเชื่อว่า หากต้องไปพักค้างในที่ซึ่งเคยป่วยเป็นมาลาเรียแล้วอาจกลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก (หน้า 57-62) ประชากรเกือบทั้งหมดเชื่อว่า มาลาเรียเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อป่วยต้องรักษากับหมอที่คลินิกมาลาเรีย ที่สถานีอนามัยและโรงพยาบาลเท่านั้นจึงจะหาย ส่วนน้อยเชื่อว่ามาลาเรียรักษาได้ด้วยการดื่มน้ำที่ต้มจากเปลือกไม้ ประชากรกลุ่มที่มีมุ้ง 7 ราย และไม่มีมุ้ง 3 รายเชื่อว่า การป้องกันมาลาเรียทำได้โดยนอนในมุ้ง ก่อไฟไล่ยุง ใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด ทายาหรือจุดยากันยุง พ่นสารเคมีดีดีที สำหรับการป้องกันไม่ให้เป็นโรคมาลาเรีย แต่ละกลุ่มมีความเชื่อว่า การป้องกันก่อนมีอาการสามารถทำได้โดยการกินของขมเป็นประจำ หรือนำเปลือกไม้ชนิดหนึ่งมาต้มน้ำดื่ม หรืออาจดื่มสุราเป็นประจำครั้งละมาก ๆ ส่วนการระวังป้องกันเมื่อมีอาการไข้ทำได้โดยการเจาะเลือด กินยาควินินหรือยาที่หมอจ่ายให้ บางส่วนเชื่อว่าไม่สามารถป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นไข้มาลาเรียได้ ส่วนน้อยที่เชื่อว่าการนอนในมุ้งเป็นวิธีการป้องกันยุงได้ดีที่สุด เนื่องจากมุ้งมีราคาแพง นอนในมุ้งแล้วร้อนอบอ้าวหรืออึดอัด หากเป็นมุ้งไนล่อนก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่นอนในมุ้งได้ เนื่องจากมุ้งไนล่อนติดไฟง่าย จากผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องโรคมาลาเรีย เช่น ปัจจัยด้านสังคมประชากรของกลุ่มตัวอย่าง อาทิ เพศ อายุ สถานภาพสมรสมีส่วนเกี่ยวข้องกับความคิดความเชื่อไม่มากนัก แต่ปัจจัยที่ส่งผลคือแบบแผนความคิด ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม รวมทั้งสถาบันทางสังคมทั้งภายในและภายนอกชุมชน มีส่วนเกี่ยวข้องกับความคิดความเชื่อของประชากรกลุ่มตัวอย่าง กล่าวคือ ชุมชนนี้มีความคิดเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อและวิถีปฏิบัติ รวมถึงแบบแผนพฤติกรรมในการวินิจฉัย ป้องกันรักษาโรคด้วย มีการผสมผสานระบบการแพทย์สามัญชน ระบบการแพทย์พื้นบ้านและระบบการแพทย์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างส่วนมากเชื่อว่า เมื่อป่วยเป็นมาลาเรียต้องได้รับการรักษาจากหมอเท่านั้นจึงจะหาย สมาชิกในครอบครัวและผู้อาวุโสในครอบครัวหรือในชุมชนมีบทบาทในการวินิจฉัยและป้องกันรักษาโรค นอกจากนี้ สถาบันทางศาสนายังมีบทบาทต่อการเผยแพร่ความเชื่อและการป้องกันรักษาโรคมาลาเรียอีกด้วย กล่าวคือ หมอสอนศาสนาคริสต์ในชุมชนใกล้เคียงมีบทบาทในการให้ข้อมูลข่าวสารเรื่องพิษภัยจากการใช้ดีดีที ซึ่งข่าวดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนในชุมชนไม่ยอมรับการพ่นสารเคมีหรือดีดีทีปราบยุง พระภิกษุสงฆ์เองก็มีบทบาทในการรักษาโรคด้วยการใช้ยาแผนปัจจุบัน การเพ่งกระแสจิตและการเสกน้ำมนต์ รวมถึงการต้มยาหม้อ อย่างไรก็ดี ชาวบ้านในชุมชนยังนิยมใช้วิธีการแบบธรรมชาติ เช่น ก่อไฟไล่ยุง กินยอดนาปอจ่อสด หรือนำเปลือกไม้มาต้มดื่ม เป็นต้น สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับยาควินินนั้นได้เข้าสู่ชุมชนพร้อมกับพ่อค้าคนไทยพื้นราบ ซึ่งเข้าถึงชาวบ้านก่อนบุคลากรของรัฐ เทคโนโลยีพื้นบ้านที่ชาวบ้านในชุมชนนี้ใช้ เช่น การก่อไฟไล่ยุงขณะไปพักค้างที่ห้างนา ชาวบ้านก็จะก่อไฟไว้ที่พื้นดินหัวนอนและปลายเท้าโดยใช้วัสดุธรรมชาติ ในขณะที่สถาบันทางการแพทย์และสาธารณสุขแผนใหม่ นำดีดีทีมาพ่นตามฝาบ้านเรือนเพื่อ ขับไล่ยุง นอกจากนี้การสร้างฝายดินเพื่อกั้นน้ำ และทำรางระบายน้ำเข้าแปลงนาแบบขั้นบันไดเป็นการชะลอการไหลของน้ำในลำห้วยและแปลงนา ทำให้น้ำขังนิ่ง รางระบายน้ำก็มีน้ำไหลเอื่อย เป็นการปรับตัวทางสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์ยุงพาหะ (หน้า 105-113) เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่พ่อค้ามุ้งจากลำปางและแม่ค้าหาบเร่นำมุ้งเข้ามาขายในชุมชน มีผลต่อการป้องกันยุง ชาวบ้านมีการใช้มุ้งธรรมดาก่อนที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นบุคลากรของกองมาลาเรียจะเข้ามาจัดนิทรรศการกึ่งสาธิตเรื่องไข้มาลาเรียและมุ้งชุบน้ำยา พร้อมนำน้ำยามาชุบมุ้งให้ประชาชน เมื่อสำรวจทัศนคติต่อการใช้มุ้งชุบน้ำยาจากกลุ่มตัวอย่าง 17 ราย พบว่า มีทัศนคติทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ภายหลังจากชุบมุ้งและมุ้งไม่มีกลิ่นแล้ว กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า มุ้งชุบน้ำยาทำให้นอนหลับสบายเพราะไม่มียุงและแมลงมารบกวน เมื่อให้เลือกระหว่างมุ้งชุบน้ำยากับมุ้งธรรมดา 14 ใน 15 รายเลือกมุ้งชุบน้ำยาเพราะป้องกันยุงและแมลงได้ดีกว่ามุ้งธรรมดา สำหรับทัศนคติในทางลบต่อการใช้มุ้งชุบน้ำยา พบว่า 15 รายมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการใช้มุ้งชุบน้ำยา กล่าวคือ ให้ความเห็นว่ามุ้งชุบน้ำยามีกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำมันก๊าด ยาโพลิดอนหรือดีดีที หรือฮอร์โมนใช้ฉีดพ่นผัก ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ใจสั่น บางรายซึ่งไม่เคยใช้มุ้งชุบน้ำยามาก่อนให้เหตุผลว่าทำให้อึดอัด หายใจไม่ออก ไม่เคยชิน แต่เมื่อมุ้งชุบน้ำยาแห้งและไม่มีกลิ่นแล้ว ส่วนใหญ่จะมีทัศนคติที่ดี มีส่วนน้อยที่มีทัศนคติไม่ดีต่อการใช้มุ้งชุบน้ำยา (หน้า 97-100)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          การแต่งกาย ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในชุมชนนี้มีชุดประจำเผ่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ผู้ชายนิยมใส่เสื้อแขนสั้นสีแดงหรือสีดำ นุ่งโสร่งแดง หรือสวมกางเกงจีนสีดำขายาว หญิงโสดหรือสาวพรหมจรรย์นิยมใส่ต่างหูทรงกลม ไว้ผมมวยโพกผ้า สวมกระโปรงสีขาวทรงถุงกระสอบยาวกรอมเท้า เสื้อสั้นคอวีทรงกระบอก หญิงที่แต่งงานแล้วจะไม่ใช้ชุดขาวแต่จะแต่งกายด้วยชุดแม่เรือน คือสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินหรือสีแดงสั้นแค่เอว นุ่งผ้าถุงสีเดียวกัน แม่บ้านหรือเด็กสาวมักทอเสื้อผ้าใช้เอง ปัจจุบันชายและหญิงที่ แต่งงานแล้วกว่าครึ่งหันไปนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสำเร็จรูป ส่วนหญิงที่ยังไม่แต่งงานยังคงใส่ชุดสีขาวตามเอกลักษณ์ดั้งเดิม (หน้า 34)

Folklore

          กะเหรี่ยงมีนิทานปรัมปราเกี่ยวกับยุงที่เชื่อว่า ยุงมีจำนวนมากและตัวใหญ่จนสามารถกัดคนจนถึงตายได้ภายในคืนเดียวเท่านั้น มีเรื่องเล่ากันว่า ชายกะเหรี่ยงสองคนออกไปยังลำห้วยบ่อโจ๊ะโกล บ่อหน่อโกล หาลูกหมูมากิน กะเหรี่ยงคนแรกเป่าเขาควายจนบุ้งขนาดเท่าลูกหมูตกลงมาจากต้นไม้ แล้วเก็บใส่ย่ามเพราะเห็นว่าเป็นลูกหมู ในขณะที่กะเหรี่ยงอีกคนเห็นเป็นบุ้ง ตกค่ำทั้งคู่พักค้างแรมบริเวณใกล้ลำห้วย กะเหรี่ยงคนแรกเจาะกระบอกไม้ไผ่เข้าไปนอนข้างใน เพราะกลัวถูกยุงกัดตาย กะเหรี่ยงคนที่สองก่อไฟแล้วนอนข้างกองไฟ เที่ยงคืนมียุงตัวเท่าแม่ไก่บินมาเสียงกระพือปีกดังใกล้เข้ามา ฟังคล้ายเสียงกระดึงผูกคอวัว ตรงเข้ามากัดกะเหรี่ยงคนที่สองเอาเนื้อไปทีละก้อน พอเขาสะดุ้งตื่นร้องตะโกน เอามีดไล่ฟันยุงที่บินเข้ามากัดเรื่อย ๆ จนในที่สุดสู้ไม่ได้ เพราะยุงจำนวนมหาศาลกัดเขาจนถึงแก่ความตาย รุ่งเช้ากะเหรี่ยงคนแรกออกจากกระบอกไม้ไผ่ พบเพื่อนเหลือแต่กระดูกจึงกลับมาบ้านพร้อมลูกหมู เมื่อมาถึงบ้าน พ่อแม่กะเหรี่ยงคนที่สองถามหาลูกชายที่ไปด้วยกัน กะเหรี่ยงคนแรกบอกว่าถูกยุงกัดตายแต่ทั้งคู่ไม่เชื่อ คิดว่าถูกเพื่อนที่ไปด้วยกันฆ่าตาย เขาจึงพาไปดูกระดูกของเพื่อนกองอยู่ที่ลำห้วย (หน้า 59, ภาคผนวก ง )

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          สิ่งที่เป็นเครื่องบ่งถึงอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนนี้ นอกจากภาษากะเหรี่ยงและเครื่องแต่งกายประจำเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องบ่งสถานภาพสมรสแล้ว ยังมีการขับร้องลำนำเพลงโต้ตอบในเชิงกลอน เป็นการเกี้ยวพาราสีกันในหมู่หนุ่มสาวกะเหรี่ยง นับเป็นขนบประเพณีที่สร้างความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่า ประเพณีดังกล่าว เป็นเครื่องบ่งถึงอัตลักษณ์ของชนเผ่าที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง นอกจากนี้ ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ ทั้งยังมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน หรืออาจกล่าวได้ว่า "บ้านถือเป็นอาณาจักรของผู้หญิง (กะเหรี่ยง) " นับเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชนเผ่า (หน้า 34, 37)

Social Cultural and Identity Change

          เป็นที่น่าสังเกตว่าสังคมและวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงในชุมชนแห่งนี้ มีความสนิทสนมคุ้นเคย และมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนบ้านและญาติอันเป็นลักษณะทางสังคมเกษตรแบบดั้งเดิม เมื่อว่างจากการทำงาน ชาวบ้านก็มักจะมีการไปมาหาสู่ หยอกล้อ เกี้ยวพาราสีกันสนุกสนาน นอกจากนี้ การถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารกันแบบปากต่อปากระหว่างชาวบ้านเป็นเครื่องบ่งถึงความสัมพันธ์ภายในชุมชน อันมีผลต่อการรับนวัตกรรมใหม่จากคนภายนอกชุมชนอีกด้วย (หน้า 32)

Critic Issues

          ไม่มีข้อมูล

Other Issues

          ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

          ตารางที่ 1 ความเชื่อเกี่ยวกับวิธีการป้องกันมาลาเรียของกลุ่มที่เชื่อว่าสามารถป้องกันมาลาเรียได้ จำแนกตามกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม (หน้า 67) ตารางที่ 2 จำนวนและลักษณะของมุ้ง จำแนกตามขนาด วัสดุที่ใช้ผลิตและสี (หน้า 82) ตารางที่ 3 จำนวนมุ้งแต่ละขนาดและจำนวนคนที่นอนในมุ้งของครัวเรือนที่มีมุ้ง (หน้า 85) ภาพที่ 1 อธิบายพฤติกรรมมนุษย์กับสุขภาพตามแนวคิดของ Dunn (หน้า 6) ภาพที่ 2 กรอบแนวความคิดในการศึกษา (หน้า 16) ภาพที่ 3 ความเชื่อเกี่ยวกับการติดต่อของมาลาเรีย (หน้า 60) ภาพที่ 4 ความเชื่อเกี่ยวกับการป้องกันมาลาเรีย (หน้า 65) ภาพที่ 5 แนวทางการอธิบายความเชื่อเกี่ยวกับมาลาเรียที่คำนึงถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา (หน้า 117) ภาพที่ 6 แนวทางการอธิบายพฤติกรรมการใช้มุ้งไม่ชุบน้ำยาที่คำนึงถึงบริบททางสังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา (หน้า 122) ภาพที่ 7 แนวทางการอธิบายพฤติกรรมการใช้มุ้งชุบน้ำยาที่คำนึงถึงบริบททางสังคม วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา (หน้า 124)

Text Analyst ศมณ ศรีทับทิม Date of Report 30 มิ.ย 2560
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ความเชื่อ, พฤติกรรม, โรคติดต่อ, ทัศนคติ, สุขภาพ, ตาก, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง