ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ม้ง , การพัฒนาชาวเขา, การเปลี่ยนแปลง, ภาคเหนือ
Author Renard, Ronald D. et al.
Title Changes in the Northern Thai Hills: an Examination of the Impact of Hill Tribe Development Work 1957-1987
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาอังกฤษ
Ethnic Identity ม้ง, ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 182 Year 1988
Source Research and Development Center, Payap University, Chiang Mai, Thailand
Abstract

เนื่องจากทั้งกะเหรี่ยง และม้ง ยังเน้นยึดถือวิถีชีวิตแบบเดิมอยู่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงในแต่ละด้านเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลค่อย ๆ มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของชาวเขาในภาคเหนือมากขึ้นเป็นลำดับ (หน้า 77)

Focus

วิถีชีวิต สภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม รวมทั้งระบบความเชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และม้ง ใน 7 หมู่บ้านบริเวณดอยอินทนนท์ ภายหลังจากการมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอกชุมชน เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน มิชชันนารี หน่วยงานราชการ ทหาร ฯลฯ

Theoretical Issues

ผู้ศึกษาใช้ทฤษฎีของ Peter Berger (1974) ที่สรุปว่า ภาวะความทันสมัย และวัตถุนิยมส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของชาวเขาทางภาคเหนือ อีกทั้งระบบการแข่งขันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตเดิมของชาวเขา ซึ่งผู้ศึกษาเองได้มีความคิดเห็นว่า ระบบความเชื่อเดิมมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม อันเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับทฤษฎีนี้ โดยยกตัวอย่างของการที่กะเหรี่ยง (Karen) ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปปลูกพืชอื่น ขณะที่ม้ง (Hmong) ก็ไม่ยอมเปลี่ยนไปสู่การปลูกบ้านแบบสองชั้น อันเป็นบ้านในรูปแบบสมัยใหม่ ส่วนชาวเขาเผ่าลั้ว (Lua) ไม่ยอมล้างมือ ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะว่าชาติพันธุ์เหล่านี้มีความเชื่อบางอย่างแฝงอยู่นั่นเอง (หน้า 6-7)

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง (Karen) และ ม้ง (Hmong)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงทั้ง 2 กลุ่ม คือ สะกอ (Sgaw) กับ โปว์ (Pwo) มีภาษาที่คล้ายคลึงกันสามารถสื่อสารกันได้ แต่ภาษาพูดของ Pwo ค่อนข้างเข้าใจได้ยากสำหรับ Sgaw (หน้า 24) ส่วนม้งมี 2 กลุ่ม เช่นกัน คือ ม้งขาว และ ม้งเขียว ใช้ภาษาในตระกูลเดียวกัน คือ ตระกูลแม้ว-เย้า (Miao-Yoa) (หน้า 36)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2500 - พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1957-1987)

History of the Group and Community

- กะเหรี่ยง รัฐไทยเริ่มที่จะปกครองพื้นที่บริเวณดอยอินทนนท์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ค.ศ. 1831 โดยในช่วงประมาณ ค.ศ. 1890 เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ทำสนธิสัญญากับหมู่บ้านกะเหรี่ยงในบริเวณหนองลม (Nong Lom) ให้กะเหรี่ยงพ้นสภาพที่ต้องส่งส่วย หรือสินทรัพย์ใด ๆ เป็นค่าคุ้มครอง และให้กะเหรี่ยงได้มีฐานะเป็นพลเมืองทั่วไป ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของเมืองเชียงใหม่เองที่จะสามารถเพิ่มประชากร และความมั่นคงในการปกครองได้ (หน้า 30) ดังนั้น กะเหรี่ยงซึ่งเป็นสมาชิกเมืองเชียงใหม่ที่อยู่ในความดูแลของรัฐไทย (Thai royalty) จึงมิได้ถูกมองว่าเป็นคนต่างด้าว หรือคนต่างชาติเลย (หน้า 31) - ม้ง เป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วที่ม้งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน รวมทั้งพื้นที่ของประเทศลาวในปัจจุบัน และเมียนม่าร์ตอนเหนือ โดยเริ่มปลูกฝิ่นเป็นพืชหลักในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ภายหลังจากที่มีความสัมพันธ์กับจีนฮ่อในไทย ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางตอนใต้ของจีน ม้งจึงอพยพถิ่นฐานมาทางทิศใต้ยังประเทศลาว และภาคเหนือของไทย (หน้า 38) ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1850 มีม้ง 2 กลุ่ม เริ่มเข้ามาในประเทศไทย นั่นก็คือ ม้งขาว (Hmong Der) และม้งเขียว (Hmong Njua) ในช่วงทศวรรษ 50 (1950s) เริ่มมีองค์กรคริสตศาสนาของอเมริกา รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศมากมาย เข้ามาพัฒนาในพื้นที่เขาทางภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการลดพื้นที่ปลูกฝิ่นและส่งเสริมพืชชนิดอื่นทดแทน หรือการแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานานอย่างโรคมาลาเรีย และโรคพยาธิปากขอ (หน้า 3)

Settlement Pattern

รูปแบบการตั้งบ้านเรือนของกะเหรี่ยง ถูกออกแบบให้อยู่ในลักษณะที่ง่ายต่อการอพยพเคลื่อนย้าย และเหมาะสมต่อสภาพป่าที่อันตราย (หน้า 24) สำหรับหมู่บ้านแม่ชล (Mea Chon) ซึ่งเป็นชุมชนม้งเขียว เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุที่ใช้สร้างบ้าน โดยหันมาใช้หลังคาสังกาสีซึ่งซื้อมาจากที่อื่นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1975 นอกจากนั้น แม้จะไม่มีการสร้างบ้านในลักษณะบ้านสองชั้น (Two-storey House) แต่ผู้นำชุมชนหลายคนก็ใฝ่ฝันที่จะสร้างบ้านในลักษณะนี้เหมือนกัน เพียงแต่ปัจจัยทางด้านเงินทุนยังไม่เอื้ออำนวย (หน้า 157-158) ขณะที่หมู่บ้านป่ากล้วย (Pa Kluai) มีการสร้างบ้านไม้เรือนไทยสองชั้น ซึ่งก็สะท้อนว่าม้งบริเวณนี้ปักหลักที่จะอยู่อาศัย และทำกินในหมู่บ้านนี้อย่างถาวร จึงลงทุนสร้างบ้านอย่างดี (หน้า 148) ส่วนม้งหมู่บ้านป่าเกี๊ยะในบางส่วนซึ่งค่อนข้างมีฐานะดี จะปลูกบ้านปูนสองชั้น (หน้า 137)

Demography

จำนวนประชากร และครัวเรือนของหมู่บ้านต่าง ๆ เป็นดังนี้ จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร - หมู่บ้านแม่ยางห้า (Mea Yang Ha) 47 259 - หมู่บ้านวัดจันทร์Wat Chan) 30 196 - หมู่บ้านแม่ขะปูหลวง (Mea Khapu Luang) 21 160 - หมู่บ้านห้วยน้ำจาง (Huai Nam Chang) 40 320 - หมู่บ้านป่าเกี๊ยะใน(Pa Kia Nai) 66 555 - หมู่บ้านป่ากล้วย (Pa Kluai) 71 411 - หมู่บ้านแม่ชล (Mea Chon) 20 134

Economy

- กะเหรี่ยงมีวิถีการทำกินที่ไม่เป็นหลักแหล่งถาวร ส่วนใหญ่จะบุกเบิกพื้นที่เพื่อทำกินเพียง 2-3 ปีเท่านั้น แล้วจึงย้ายไปอยู่แหล่งใหม่ โดยกะเหรี่ยงไม่นิยมปลูกข้าวเหมือนอย่างลั๊วะ (Lua)เนื่องจากเห็นว่าการปลูกข้าวค่อนข้างสิ้นเปลืองเวลา และแรงงานที่จะต้องสร้างทางน้ำ หรือปรับปรุงผืนดินใหม่ ขณะที่ในเรื่องการค้าขายนั้นคล้ายกับลั๊วะที่จะนำของป่า และผ้าฝ้าย ไปขายให้กับคนที่อยู่บริเวณพื้นราบ (หน้า 24) สภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่อยู่บริเวณดอยอินทนนท์ยังเป็นสังคมเกษตรกรรมในแบบยังชีพ มีการใช้เงินสดในการแลกเปลี่ยนสินค้าน้อยมาก(ยกเว้นการซื้อ-ขายช้าง) โดยที่พวกเขาสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตได้แทบทุกด้าน ยกเว้นแต่เรื่องการเมือง และความรู้เกี่ยวกับสุขภาพบางอย่างเท่านั้น ทั้งนี้ หากมีสิ่งใดขาดแคลนก็สามารถไปเก็บหาจากป่ามาบริโภคได้ (หน้า 26-27) - ขณะที่ม้งซึ่งเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจในการปลูกฝิ่น จึงหันมาปลูกฝิ่นอย่างเป็นล่ำเป็นสันมากขึ้น อย่างไรก็ดี การปลูกฝิ่นได้ทำให้ม้งต้องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินตรา และการค้าก่อนชาวเขาชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาคเหนือของไทย (หน้า 39) ในช่วงเวลาที่ม้งอาศัยอยู่ในจีน ได้ปลูกข้าวโพดเป็นพืชหลัก แต่เมื่อย้ายถิ่นมาถึงเมืองไทยแล้ว ม้งพบว่าดินแดนแห่งใหม่ของเขาเหมาะสมทั้งในการปลูกฝิ่น และข้าว ดังนั้น จึงเลือกที่จะปลูกข้าวไว้บริโภค และปลูกข้าวโพดเพียงเพื่อพอแก่การเลี้ยงสัตว์เท่านั้น (หน้า 39)

Social Organization

กะเหรี่ยง - กะเหรี่ยงมีการแต่งงานข้ามชาติพันธุ์กันกับลั๊วะ (Lua) (หน้า 24) - สังคมกะเหรี่ยงเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น (class-free) แม้ว่ากะเหรี่ยงหลายคนจะมีฐานะร่ำรวยจากการครอบครองช้างป่า และทองสัมฤทธิ์ก็ตาม (หน้า 26) ม้ง สังคมของม้งมีลักษณะที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมคล้ายกับสังคมของกะเหรี่ยง (หน้า36) แต่ม้งก็ค่อนข้างเปิดรับต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับการปลูกฝิ่น การรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก นอกจากนั้น ม้งยังมีการเริ่มใช้เงินก่อนกะเหรี่ยงอีกด้วย (หน้า 37) สำหรับเรื่องจารีตในการแต่งงานนั้น ม้งขาว และม้งเขียว มีการแต่งงานข้ามกลุ่มกันอยู่เป็นนิจ (หน้า 36)

Political Organization

ชุมชนในพื้นที่การศึกษามีรูปแบบการปกครองเหมือนกันกับชุมชนอื่นทั่ว ๆ ไป กล่าวคือ มีผู้ใหญ่บ้าน และกำนัน เป็นผู้นำ โดยชาวบ้านคัดเลือกขึ้นมาด้วยวิธีการเลือกตั้ง (หน้า 80) ทั้งนี้ ชุมชนบางแห่งมีการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในสัดส่วนมีมากกว่าชุมชนบนพื้นราบทั่ว ๆ ไปเสียด้วย (หน้า 104) อย่างไรก็ตาม หลายแห่งยังมีปัญหากับรัฐเกี่ยวกับสิทธิการครอบครองที่ดินของตน ซึ่งผู้นำของชุมชนหลายแห่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือลูกบ้านให้ได้รับเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน หรือที่เรียกกันว่า " ส.ป.ก." (S.K. certificate) (หน้า 80, 113)

Belief System

- กะเหรี่ยง กะเหรี่ยงชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ปราศจากความวุ่นวาย โดยพวกเขามีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องภูตผีวิญญาณมากมาย และเชื่อในเรื่องความมีชีวิตของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในธรรมชาติ จึงทำให้มีข้อห้ามหลายอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะล่วงเกินวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ล้วนมีลักษณะที่เฉพาะตัวแตกต่างกันในแต่ละชุมชน ยกตัวอย่างเช่น เชื่อว่าทุกครั้งที่มีการฆ่าลิง จะมีเด็กในหมู่บ้านตาย อย่างไรก็ดี การที่กะเหรี่ยงกำหนดกรอบของพฤติกรรมต่าง ๆ ว่าสิ่งใดควรทำ และสิ่งใดไม่ควรทำ ได้ทำให้การยอมรับนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชุมชนค่อนข้างเป็นไปได้ยาก (หน้า 25) ในช่วงศตวรรษที่ 19 กะเหรี่ยงได้เริ่มนับถือพุทธศาสนา ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่ต้องใช้ชีวิตกว่าศตวรรษอยู่ท่ามกลางผู้คนที่นับถือพุทธ อีกทั้งศาสนาพุทธยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงด้วย (หน้า 27) - ม้ง ม้งเป็นชาติพันธุ์ที่เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ และมีจารีตมากมายที่ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่การเกี้ยวพาราสี จนไปถึงการวางแผนสร้างบ้านเรือน ทั้งนี้ แม้ม้งจะมีความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณต่าง ๆ เช่นกัน แต่ความเชื่อในเรื่องดังกล่าวของม้ง กับกะเหรี่ยงก็มีความแตกต่างกัน (หน้า 36)

Education and Socialization

ชุมชนบางแห่งมีการพัฒนาด้านการศึกษาอันเป็นผลมาจากการสนับสนุนจากมิชชันนารีอย่างเช่น ในหมู่บ้านวัดจันทร์นั้น มิชชันนารีเข้าไปเริ่มจัดการเรียนการสอน และช่วยสร้างโรงเรียนขึ้น ช่วงปี ค.ศ. 1960 โดยโรงเรียนได้นำมาซึ่งการเข้าถึงทั้งความรู้ที่ทันสมัย และวัฒนธรรมไทย (หน้า 109) อย่างไรก็ดี ชุมชนบางแห่ง (หมู่บ้านป่าเกี๊ยะใน) มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษา และการหนีเรียน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพ่อแม่เด็กบางคนมองไม่เห็นถึงคุณประโยชน์ของการส่งลูกเข้าเรียน (หน้า 139)

Health and Medicine

ชุมชนที่ทำการศึกษาหลายแห่งได้รับการพัฒนาโดยพวกมิชชันนารีที่นำยาสมัยใหม่เข้ามาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้น ยังมีการแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวด้วย ซึ่งชาวบ้านก็ยอมรับวิทยาการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี (หน้า 109) การรักษาโดยหมอไสยศาสตร์ถูกลดความนิยมลงไป ขณะที่สถานีอนามัย (Public Health Station) และโรงพยาบาลอำเภอกลายเป็นทางเลือกอันดับแรกของชาวบ้านไปแล้ว (หน้า 157)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ตามความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านสามารถสร้างผลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมอย่างเช่น การทอผ้า ขึ้นได้ แต่ไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหนยังไง นอกจากนั้น การปลูกต้นป่านเพื่อนำใยป่านมาทอผ้าใช้เองก็เริ่มสูญหายไปจากชุมชน (หมู่บ้านแม่ชล) ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1963 ด้วยเหตุผลที่ชาวบ้านสามารถหาซื้อผ้าได้โดยง่าย อีกทั้งการปลูกป่าน และการทอผ้าเองเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การผลิต และการขายสินค้าหัตถกรรมจึงไม่มีให้เห็นในชุมชน เพราะปราศจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจนั่นเอง (หน้า 157)

Folklore

กะเหรี่ยงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป เนื่องจากเป็นชาติพันธุ์ซึ่งมีคาถาอาคมสามารถสร้างความพินาศให้แก่ศัตรูรอบข้างได้ (หน้า 24)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

- กะเหรี่ยง สำหรับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในบริเวณดอยอินทนนท์นั้น มีอยู่ 2 พวก คือ กะเหรี่ยง Sgaw กับ กะเหรี่ยง Pwo โดย Sgaw จะมีจำนวนประชากรมากกว่า (หน้า 23) ซึ่งแม้ภาษาที่ใช้จะคล้ายคลึงกัน แต่กะเหรี่ยงทั้ง 2 พวกนี้ ก็มีการแต่งกาย และความเชื่อเกี่ยวกับภูตผีวิญญาณที่แตกต่างกัน (หน้า 24) - ม้ง สัญลักษณ์ซึ่งแสดงว่าเป็นม้งที่เห็นได้ชัดก็คือ การแต่งกาย โดยม้งขาวสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ จากสาวม้งที่สวมใส่กางเกงขายาวสีขาวในช่วงเวลาขึ้นปีใหม่ ขณะที่สาวม้งเขียวจะสวมใส่กระโปรงซึ่งมีสีเขียวเป็นส่วนประกอบ (หน้า 35) นอกจากนั้น ม้งเขียวมักจะนิยมแต่งกายในโทนสีเขียวแก่จนถึงสีน้ำเงิน (ทำให้บางคนก็เรียกม้งเขียวว่าเป็น "ม้งน้ำเงิน") อย่างไรก็ตาม ม้งทั้งสองกลุ่มนี้ก็มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความเชื่อ ลักษณะของบ้านเรือน และประเพณีต่าง ๆ (หน้า 36)

Social Cultural and Identity Change

เนื่องจากแต่เดิมนั้นเจ้าเมืองต่าง ๆ ทางภาคเหนือไม่เคยมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์จากป่า กล่าวคือ ผู้ใดที่เข้าไปหักร้างถางป่าเพื่อทำกินก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยบริเวณนั้น(ซึ่งอาจเป็นเพราะในอดีตนั้นจำนวนประชากรยังมีน้อย) นอกจากนั้น ยังไม่มีแนวคิดที่แบ่งแยกพื้นที่ป่าออกจากพื้นที่เพาะปลูกด้วย โดยพื้นที่ทั้งสองส่วนถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้การนำแนวคิดการจัดการป่าแบบตะวันตก อันแตกต่างจากความคิดแบบเดิมของชาวบ้านจึงสร้างปัญหาต่อวิถีชีวิตของผู้คนในเวลาต่อมา (หน้า 32) ซึ่งการที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยมีการตรากฎหมายคุ้มครองป่า พ.ศ. 2440 โดยกำหนดให้ป่าไม้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้หลายชนเผ่าประสบปัญหาเกี่ยวกับที่ดินทำกิน (หน้า 40) ทั้งนี้ การรุกก้าวเข้ามาของรัฐไม่ได้สร้างความเดือดร้อนเพียงแค่นี้ เพราะยังมีกฎหมายที่บังคับให้พวกเขาต้องเสียภาษี และถูกเกณฑ์ทหารอีกด้วย (หน้า 41) แต่ผลกระทบที่กะเหรี่ยง และม้งได้รับนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง กะเหรี่ยงสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากป่าได้น้อยลง และถูกเรียกเก็บภาษีอยู่บ่อย ๆ ขณะที่ม้งซึ่งอาศัยในพื้นที่อันห่างไกลกว่าจึงสามารถหลุดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมายของรัฐไทย รวมทั้งยังรักษาวิถีชีวิตแบบเดิม ๆ และมั่งคั่งกับการปลูกฝิ่นขายต่อไปได้ในระยะหนึ่ง (หน้า 42) ผลกระทบจากภายนอกที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของชาวบ้านบริเวณดอยอินทนนท์อีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของเทคโนโลยีการแพทย์ และยา อันเป็นความรู้สมัยใหม่ที่เข้ามาช่วงตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวคือ ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ รวมทั้งยาอีกหลายต่อหลายชนิดมีแพร่หลายในเชียงใหม่ และเป็นที่นิยมในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (หน้า 32) อย่างไรก็ตาม ผลจากการที่สถานการณ์ทางการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ในช่วงตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งชาวไทย กะเหรี่ยง และลั๊ว ได้เริ่มก่อสร้างทำนบ อ่างเก็บน้ำ และคันนาอย่างมั่นคงถาวร รวมทั้งยังมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเพื่อสำหรับการอาศัยอยู่แบบถาวรอีกด้วย (หน้า 34) ผู้เขียนได้นำเสนอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงต่างกรณีศึกษา 7 แห่ง ดังนี้ หมู่บ้านแม่ยางห้า (Mea Yang Ha) บ้านแม่ยางหาเป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยง ตั้งอยู่ในตำบลบ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ บุคคลภายนอกกลุ่มแรกที่เข้าไปในชุมชนนี้ก็คือ พวกมิชชันนารีชาวอเมริกันซึ่งเข้าไปทำงานในพื้นที่นี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1956 ที่ยังมีประชากรแค่ 6 ครัวเรือนเท่านั้น ในช่วงทศวรรษ 50 อำเภอภูเขียวยังมีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ และยังมีแร่ดีบุกอีกด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่บริษัทประกอบธุรกิจเหมืองแร่เข้ามาหาผลประโยชน์ด้วยการกว้านซื้อที่นาบริเวณนี้ แม้ว่ากะเหรี่ยงจะไม่เต็มใจขายให้ก็ต้องจำใจ เนื่องจากการทำเหมืองแร่ทำให้ที่ดินทำกินของตนต้องเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ชาวบ้านที่มีที่ดินเป็นของตัวเองจึงมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ นอกจากนั้น ความขัดแย้งระหว่างกะเหรี่ยงกับนายทุนเหมืองแร่ยิ่งเลวร้ายขึ้นอีก เมื่อผู้นำของชุมชนถูกยิงตาย ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่เริ่มมีการทำเหมืองแร่เป็นต้นมา กะเหรี่ยงของหมู่บ้านนี้ก็ยังไม่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายใด ๆ (หน้า 79-81) ช่องทางรายได้ของคนที่นี่มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานให้กับบริษัทตัดไม้ การทำงานในเหมืองแร่สังกะสี การเก็บน้ำผึ้ง หนังสัตว์ ใบชาจากป่ามาขาย ในขณะที่ยังมีการปลูกฝิ่นเป็นรายได้เสริม ซึ่งกล่าวได้ว่ากะเหรี่ยงในชุมชนแห่งนี้ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อเงินตรา(เพื่อขาย) ในช่วงทศวรรษที่ 50 (หน้า 86-87) ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ แต่ขณะที่ทำการศึกษาวัยรุ่นกะเหรี่ยงมักจะไปดูหนังในตัวเมืองเชียงใหม่มากกว่าปฏิบัติกิจทางศาสนา (หน้า 97) หมู่บ้านวัดจันทร์ (Wat Chan) บรรพบุรุษของชาววัดจันทร์ส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1933 ด้วยความพยายาม และความสามารถของพวกมิชชันนารี ทำให้กะเหรี่ยงที่นับถือคริสต์ของชุมชนแห่งนี้มีจำนวนมากขึ้น จนกระทั่งผู้นับถือพุทธกลายเป็นคนส่วนน้อย อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมากะเหรี่ยงที่นับถือพุทธกลับมากขึ้นจากการเข้ามาส่งเสริมโดยครูบาศรีวิชัย (หน้า 98-99) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ช่วง 1930s) มีถนนหนทางที่เข้าถึงใกล้บริเวณบ้านวัดจันทร์(ซึ่งก็เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างทหารไทยกับทหารญี่ปุ่น) ทำให้การค้าขายมีมากขึ้น หลังจากนั้นก็มีการสร้างถนนอีกหลายเส้น ชาวบ้านจึงสามารถเข้าถึงสินค้าต่าง ๆ ได้จากการคมนาคมด้วยรถจักรยานยนต์ (หน้า 100-101) บ้านวัดจันทร์เป็นแหล่งปลูกข้าวนาปีมานานแล้ว ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะปลูกข้าวนาปรัง ขณะที่พืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย พืชผักสมุนไพร และข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองนั้น ชาวบ้านที่นี่เลิกปลูกไปกว่าสามสิบปีแล้ว เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับความห่างไกลกันระหว่างบ้านวัดจันทร์ กับตัวเมืองเชียงใหม่ จะมีก็แต่เพียงการปลูกถั่วแดงเท่านั้นที่โครงการพระราชดำริคอยสนับสนุนอยู่ (หน้า 104) อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงถนนหนทาง และการพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น เริ่มมีการเปิดร้านค้า ร้านอาหารในหมู่บ้าน มีการนำสินค้าจากเชียงใหม่ เช่น ปลากระป๋อง นมข้นหวาน ไข่ไก่ ฯลฯ มาซื้อ-ขายกัน และยังมีพ่อค้าจากในเมืองมาเร่ขายเสื้อผ้าอีกด้วย จึงกล่าวได้ว่าบ้านวัดจันทร์ก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจแบบการค้า (Cash economy) อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ โครงการพระราชดำริหลายโครงการเป็นแรงหนุนส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการปลูกพืชเชิงพาณิชย์(หน้า 107) ด้วยบทบาทของหน่วยงานภายนอกทั้งหลาย (รวมทั้งมิชชันนารี) เป็นที่มาของการที่กะเหรี่ยงของหมู่บ้านแห่งนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งรถไถนา รถจักรยานยนต์ วิทยุ จักรเย็บผ้า ฯลฯ (หน้า 110) แต่ชาวบ้านก็ได้มีความระแวดระวังที่จะไม่เชื่อถือ หรือคล้อยตามการแนะนำของหน่วยงานเหล่านี้มากจนเกินไป ซึ่งนั่นก็ทำให้พัฒนาการของหมู่บ้านดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ (หน้า 111) หมู่บ้านแม่ขะปูหลวง (Mea Khapu Luang) ชื่อของหมู่บ้านประกอบด้วยคำ 3 คำ นั่นคือ คำว่า "ขะปู" ซึ่งมาจากภาษากะเหรี่ยงที่แปลว่า ใบพลู "แม่" ก็คือ แม่น้ำ ส่วนคำว่า "หลวง" แปลว่า ใหญ่ โดยหมู่บ้านแม่ขะปูหลวง ห่างจากหมู่บ้านห้วยน้ำจางเพียง 5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในตำบลบ่อแก้ว (Bo Kaeo) อำเภอสะเมิง จ.เชียงใหม่(หน้า 112) ชุมชนแห่งนี้มีทรัพยากรดินที่ไม่สู้อุดมสมบูรณ์เท่าใดนัก พื้นที่ซึ่งเหมาะสมแก่การปลูกข้าวมีไม่ถึงร้อยละ 25 นอกจากนั้น พื้นที่กว่าร้อยละ 60 เป็นที่ลาดชันไม่เหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม (หน้า 111) แม้ว่าบ้านแม่ขะปูหลวงในปัจจุบันจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอยู่บ้างก็ตาม แต่หากเปรียบเทียบกับอีก 6 หมู่บ้านในพื้นที่การศึกษาแล้ว ชุมชนนี้(ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางของประเทศมากกว่าหลายชุมชน) ถือว่าทุรกันดาร และเข้าถึงได้ยากที่สุด รวมทั้งยังมีการติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ ลักษณะของการดำรงชีวิตจึงอยู่กันด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลัก ทั้งทางด้านการผลิตอาหาร การหาสมุนไพรรักษาโรค การตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ ทั้งนี้ ก็โดยการพึ่งพิงป่าอันอุดมสมบูรณ์เป็นปัจจัยสำคัญ (หน้า 114-115) ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าการล่าสัตว์ป่า และแมลงต่าง ๆ ของชาวบ้านมีให้เห็นน้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากสัตว์ป่ามีจำนวนน้อยลง แต่ทางเลือกในการบริโภคก็มีมากขึ้นเพราะชาวบ้านมีอาหารแห้ง ปลากระป๋อง และอาหารสดอีกหลายชนิดมาทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป (หน้า 116) อย่างไรก็ดี ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และป่าไม้ที่น้อยลง ได้ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดของชาวบ้านในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของตน รวมทั้งความหลากหลายของพันธุ์พืชต่าง ๆ ก็ยังลดลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้บรรดาชาวบ้านต้องตัดสินใจหันมาปลูกพืชเพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก(Cash crop) เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี เป็นต้น ทั้งนี้ โดยมี Thai-Norwegian Church Aid Highland Development Project คอยให้การสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ (หน้า 118) ด้วยปัจจัยแห่งความห่างไกลทุรกันดาร จึงเป็นสาเหตุให้บ้านแม่ขะปูหลวงหลุดพ้นจากโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน จะเห็นได้จากการที่ชาวบ้านยังทำนาโดยใช้วัวควายไถนาอยู่ และเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูเพื่อการบริโภคเป็นหลัก (หน้า 117) แต่ประมาณปี ค.ศ. 1980 ก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนก็คือ ชาวบ้านเริ่มมีแหล่งรายได้ใหม่จากการทำงานในเหมืองแร่ (หน้า 119) หมู่บ้านห้วยน้ำจาง (Huai Nam Chang) ตั้งอยู่ใน ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีหมู่บ้านข้างเคียงเป็นชุมชนม้งทั้งสิ้น ทั้งนี้ คำว่า "ห้วย" แปลว่า แม่น้ำ ส่วนคำว่า "น้ำจาง" ก็หมายถึง น้ำที่ใสบริสุทธิ์ หมู่บ้านห้วยน้ำจางมีพื้นที่เพียงแค่หนึ่งในสี่ของหมู่บ้านป่าเกี๊ยะในเท่านั้น (หน้า 122-123) แม้จะอยู่ใกล้กับเหมืองแร่สังกะสี แต่ชาวบ้านห้วยน้ำจางก็ไม่เคยทำงานในเหมืองเลย และทำนาปลูกข้าวโดยไม่เคยมีข้อพิพาทกับเจ้าของเหมืองแร่ด้วย(หน้า 124) อย่างไรก็ตาม ด้วยเนื้อที่จำกัด และพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นที่ลาดชันมาก ทำให้ชาวบ้านแต่ละคนครอบครองที่ดินในจำนวนที่น้อยมาก แต่หลายครอบครัวก็ยังทำกินเฉพาะในพื้นที่ของตนเองเท่านั้น(ไม่ได้เช่าที่ดินของคนอื่นเพิ่ม) (หน้า 125) ระบบการปลูกพืชไม่เหมือนเดิมจากที่เคยเป็นมา พืชหลายชนิดที่เคยปลูกกันก็ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป อย่างเช่น ต้นป่าน(Hemp) และ ต้นฝ้าย(Cotton) เพราะชาวบ้านหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยชาวบ้านหลายคนกำลังสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับวิธีในการปลูกผลไม้กันอยู่ (หน้า 127) การเสื่อมโทรมของป่าได้ทำให้อาหารตามธรรมชาติลดลงไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าในหมู่บ้านเริ่มมีร้านค้าเล็ก ๆ อยู่หลายร้าน โดยกว่าร้อยละ 30 เป็นสินค้าประเภทขนมต่าง ๆ ที่เหลือก็ได้แก่ สบู่ ยาสีฟัน เหล้า นมข้นหวาน แคปหมู ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปฯลฯ (หน้า 127-128) ทั้งนี้ เครื่องบ่งชี้ที่สะท้อนถึงการปราศจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านนี้ ก็คือ การที่ไม่มีบ้านสองชั้นให้เห็น และไม่มีใครเลี้ยงหมูเพิ่มขึ้นเพื่อเอาไว้ขายเลย (หน้า 128) ม้งที่เป็นคริสเตียนพยายามทำให้ชาวบ้านที่เหลือหันไปนับถือคริสต์ตามเขา เพราะพวกเขามองเห็นถึงความล้มเหลวของระบบการรักษาโรคแบบเดิม ๆ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อถือหมอที่รักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์อยู่ ควบคู่ไปกับการยอมรับการแพทย์/ การรักษาโรคแบบตะวันตก โดยนักวิจัยอย่าง Tapp เคยศึกษาบ้านห้วยน้ำจางมาก่อน กล่าวว่า มีแพทย์ทางไสยศาสตร์คนหนึ่งได้ทำลายอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ในการประกอบพิธีทิ้งไป ซึ่งนั่นแทบไม่ต้องอธิบายเลยว่าประสิทธิภาพทางการแพทย์ของชุมชนในอดีตเป็นเช่นไร (หน้า 129) หมู่บ้านป่าเกี๊ยะใน (Pa Kia Nai) เป็นชุมชนม้งเขียวที่มีเขตติดกับหมู่บ้านแม่ยางห้า ตั้งอยู่ในตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ คำว่า "เกี๊ยะ" หมายถึง ต้นสนชนิดหนึ่ง ส่วนคำว่า "ใน" ถูกใช้เพื่อให้เรียกชื่อหมู่บ้านได้ต่างไปจากหมู่บ้านป่าเกี๊ยะนอกที่อยู่ในตำบลเดียวกัน หมู่บ้านป่าเกี๊ยะในมีพื้นที่ทำเกษตรถึง 9,000ไร่ ซึ่งมากกว่าหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และเป็นชุมชนม้งที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยชุมชนกะเหรี่ยง ทั้งนี้ เหตุจูงใจที่ม้งบ้านป่าเกี๊ยะในอพยพมาอยู่บริเวณนี้ ก็เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกฝิ่น (หน้า 131) ม้งของชุมชนนี้แตกต่างกับกะเหรี่ยงของบ้านแม่ยางห้าตรงที่มีเงินทองมากกว่า และมีความเข้าใจในเรื่องการใช้เงินตรามากกว่า สินค้าชนิดหนึ่งซึ่งทำเงินให้กับชุมชนก็คือ ชา ที่ม้งเก็บไปขายให้ชาวจีนในยูนาน ทั้งนี้ ม้งของหมู่บ้านป่าเกี๊ยะในถือว่าร่ำรวย/ ครอบครองพื้นที่นามากที่สุดในบรรดาพื้นที่การศึกษาทั้งหมด โดยพวกเขายังมีโอกาสที่จะขยายที่ดินทำกินได้อีก (หน้า 133-134) รูปแบบของการทำเกษตรกรรมเปลี่ยนจากเดิมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพ ควบคู่กับการปลูกฝิ่นไปสู่การปลูกพืชเพื่อการพาณิชย์(ยกเว้นฝิ่นที่ถูกทางการห้ามปลูก) ไม่ว่าจะเป็นลูกพีช กาแฟ รวมทั้งถั่วแดง ทำให้เงินทองจำนวนมากมายไหลเวียนเข้ามาในหมู่บ้าน (หน้า 136) แม้จะไม่สามารถปลูกฝิ่นได้อีกต่อไป แต่การทำมาค้าขายก็ยังคึกคักอยู่ และมีร้านค้านับสิบร้าน ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นถึงสภาพเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองของบ้านป่าเกี๊ยะในได้เป็นอย่างดี (หน้า 137) อย่างไรก็ตาม การที่ภาวะเศรษฐกิจดีอยู่แล้วกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจ หรือเคลือบแคลงสงสัยว่าบุตรหลานของตนจะได้อะไรจากการศึกษาไทย (หน้า 139) หมู่บ้านป่ากล้วย (Pa Kluai) หมู่บ้านป่ากล้วยอยู่ในตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จ. เชียงใหม่ เป็นชุมชนม้งขาวที่มีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ด้วยลักษณะทางกายภาพของบ้านป่ากล้วยซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชัน(Steep land) จึงมีพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การทำเกษตรกรรมน้อยที่สุดในบรรดาพื้นที่การศึกษาทั้ง 7 แห่ง (หน้า 141-142) ตั้งแต่ช่วงแรกที่ม้งเข้ามาก็ทำการปลูกฝิ่นขายเป็นรายได้หลักในทันที พวกเขาปรับตัวได้เป็นอย่างดีกับพ่อค้า และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ (หน้า 144) ในช่วงปี ค.ศ. 1984 ชาวบ้านที่นี่ประสบความสำเร็จจากการปรับตัวในการเลิกปลูกฝิ่นมาปลูกพืชอื่น (เช่น กะหล่ำปลี, มันฝรั่ง) มากกว่าชาวบ้านป่าเกี๊ยะใน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีการเกษตรโดยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมาสนับสนุนระบบการรดน้ำแบบสปริงเคิล (Sprinkler system) นอกจากนั้น ยังมี Thai-Norwegian Church Aid Highland Development Project ที่ช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับ ส.ป.ก. อีกด้วย (หน้า 145) เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ บ้านป่ากล้วยเผชิญกับปัญหาป่าเสื่อมโทรมเหมือนกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะม้งบริเวณนี้ทำไร่เลื่อนลอยนั่นเอง ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในทางลบต่อการทำปศุสัตว์ของม้งเอง กล่าวคือ จำนวนวัว และควายลดลง อีกทั้งยังเกิดการสูญเสียแหล่งอาหาร และแหล่งเก็บของป่าไปด้วย (หน้า 146-147) อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนชาวบ้านจะค่อนข้างมั่นใจในสภาพเศรษฐกิจของหมู่บ้าน เพราะมีการตั้งร้านค้าเล็ก ๆ และสร้างบ้านไม้สองชั้นเพื่ออยู่อาศัยเป็นการถาวร (หน้า 148) Cooper ได้กล่าวว่าการเข้ามาของระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า ทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป บทบาทความสำคัญของหญิงม้งที่เคยมีนั้นเปลี่ยนแปลงไป หญิงม้งต้องทำงานในไร่นา และในครัวเรือนหนักมากขึ้น ผู้ชายของม้งยังคงมีภรรยาหลายคน อีกทั้งชาวบ้านป่ากล้วยเกรงกลัวต่อภูตผีวิญญาณน้อยลงกว่าเดิมมาก (หน้า 149) หมู่บ้านแม่ชล (Mea Chon) ตั้งอยู่ในตำบลบ้านเม (Ban Mea) ทางทิศตะวันตกสุดของอำเภอจอมทอง ห่างจากออบ หลวงประมาณ 12 กม. โดยอยู่ใกล้หมู่บ้านป่ากล้วย(Pa Kluai) ในระยะที่เดินเท้าแค่เพียง 1 วัน เมื่อ 30 ปีก่อน มีผู้คนที่มาจากพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาอาศัยอยู่พื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งม้งก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นเช่นกัน ม้งที่เข้ามาตั้งรกรากในบ้านแม่ชลมีการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างโดยสวมใส่เสื้อผ้าชนเผ่าของตนควบคู่ไปกับเครื่องแต่งกายตามแบบที่คนไทยทั่ว ๆ ไปสวมใส่กัน (หน้า 151-152) แม้ประมาณ 10 ปีมาแล้วที่ชาวบ้านได้หักร้างถางป่ามาใช้เป็นที่ดินทำกิน แต่พื้นที่ราบสำหรับทำเกษตรกรรมก็ยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นที่ลาดชันเสียมากกว่า (หน้า 151) ทั้งนี้ ม้งได้เริ่มปลูกฝิ่นตั้งแต่แรกเริ่มที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว การเข้ามาของม้งทำให้กะเหรี่ยงติดฝิ่น และทำงานให้กับม้ง โดยรับค่าแรง 10 บาท ต่อวัน (ช่วงทศวรรษ 60) ซึ่งการปลูกฝิ่นนี้เองเป็นปัจจัยที่ทำให้ม้งเริ่มมีการติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอก (หน้า 152) อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้การคมนาคมเดินทางออกจากหมู่บ้านค่อนข้างเป็นไปด้วยความลำบาก ชาวบ้านจึงมีชีวิตอยู่อย่างเอกเทศ จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1986 เมื่อกรมพัฒนาที่ดินได้มาสร้างถนนเข้าหมู่บ้าน จึงทำให้ชาวบ้านสามารถเดินไปออบหลวง และนั่งรถโดยสารไปอำเภอฮอด และตัวเมืองเชียงใหม่ได้ (หน้า 153) ทั้ง ๆ ที่ในอดีตบ้านแม่ชลจะไกลจากถนนเส้นหลัก แต่ทรัพยากรต่าง ๆ ที่อยู่ในป่านั้นกลับลดลงเรื่อยมา(หน้า 153) แม้ว่าในปี ค.ศ. 1988 ยังมีสัตว์ป่าอย่างเสือ กวาง หมูป่าหลงเหลืออยู่ก็ตาม (หน้า 152) การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1985 เมื่อรัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้ปลูกฝิ่นอีกต่อไป ทำให้ชาวบ้านต้องหันมาเตรียมการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ กระบวนการปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูกเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้โครงการหลวงจะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องปุ๋ย แต่ด้วยอุปสรรคทางการคมนาคมจึงส่งผลให้การสนับสนุนดังกล่าวมีไม่เพียงพอ/ ไม่ทั่วถึง กล่าวได้ว่าการที่ต้องเลิกปลูกฝิ่น ได้ส่งผลให้การหมุนสะพัดของเงินตราในหมู่บ้านต้องสะดุดลงทันที ซ้ำร้ายการเสื่อมโทรมของป่ายังเป็นปัจจัยที่เสริมให้ชีวิตของชาวบ้านลำบากมากขึ้น เพราะไม่สามารถเก็บผลิตผลจากป่าไปขายได้ดังที่เคยทำในอดีต (หน้า 156) ม้งในหมู่บ้านนี้มีวัฒนธรรมม้งที่ไม่เข้มแข็งเท่ากับชุมชนม้งแห่งอื่น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ไม่มีวัยรุ่นม้งที่สามารถเล่นเครื่องดนตรีของตนเองได้เลย และการจัดงานรื่นเริงในช่วงขึ้นปีใหม่ก็จืดจางลงไป นอกจากนั้น ม้งยังสวมใส่เสื้อผ้าในแบบประเพณีของตนน้อยลง โดยหันไปใส่เสื้อผ้าทั่ว ๆ ไป(ที่ไม่ได้แสดงออกถึงความเป็นม้ง) มากขึ้น (หน้า 158)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ในช่วงทศวรรษที่ 50 มีมิชชันนารีจาก American Baptist Mission เข้ามาทำงานเผยแพร่ศาสนาร่วมกับกะเหรี่ยง แม้กระนั้นก็มิได้สร้างความเปลี่ยนแปลงทางด้านศาสนาแต่อย่างเดียวเท่านั้น เพราะมิชชันนารีเหล่านี้นำมาซึ่งถนนหนทาง ยา และเครื่องมือทางการแพทย์ ตลอดจนยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของกะเหรี่ยงในอีกหลาย ๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม ผู้นำมิชชันนารีก็มุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนให้กะเหรี่ยงหันมานับถือคริสตศาสนา ทั้งนี้ โดยการเล็งเห็นว่ากะเหรี่ยงในบริเวณนี้ยังขาดพัฒนาการทางด้านความรู้และเทคโนโลยีอยู่ เหล่ามิชชันนารีจึงริเริ่มโครงการพัฒนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงเรียน และศูนย์อบรม เพื่อสนับสนุนสินค้าหัตถกรรมของชาวเขา รวมทั้งการริเริ่มก่อตั้งธนาคารข้าวด้วย ซึ่งผลจากการทำงานดังกล่าวส่งผลให้กะเหรี่ยงเปิดรับชาวคริสต์จากตะวันตก และหันมานับถือศาสนาคริสต์มากขึ้น (หน้า 48-49) ในปี ค.ศ. 1969 กรมประชาสงเคราะห์ที่ให้ความสำคัญกับชาวเขาได้เล็งเห็นปัญหาเกี่ยวกับการปลูกฝิ่น และการทำลายป่า จึงกำหนดนโยบายหลายข้ออันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขา ทั้งการลดการปลูกฝิ่น การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของชาวเขา การผลักดันให้ชาวเขาเป็นพลเมืองไทย ทั้งนี้ หนึ่งในความพยายามก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลเคยทำมาแล้วก็คือ การลดการทำไร่เลื่อนลอย และให้ชาวเขาทำกินเป็นหลักแหล่งด้วยกันตั้งนิคมของตนเองขึ้นมาในปี ค.ศ. 1967 ที่เทือกเขาเชียงดาวซึ่งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ แต่นิคมที่ตั้งขึ้นก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด เพราะปรากฏว่ามีชาวเขาที่ต้องการไปอยู่ในนิคมน้อยมากเหตุผลที่สำคัญก็คือในนิคมดังกล่าวนั้นพวกเขาไม่สามารถปลูกฝิ่นได้ (หน้า 50-51) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ยังดึงดันในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวเขาโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริง อีกทั้งโครงการ/ กิจกรรมมากมายของรัฐที่มีเป้าหมายเดียวกันก็ขัดแย้งกันเอง หรือทำงานไม่เป็นทิศทางเดียวกัน (หน้า 50-52) การที่ชาวเขาได้เป็นพลเมืองไทยถือว่ามีความสำคัญต่อชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้พวกเขามีสิทธิในที่ดินของตน ซึ่งรัฐบาลไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิที่ดินที่ซับซ้อน โดยผู้ที่ครอบครองที่ดินอยู่ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติที่ดิน (Land Code Act) ปี ค.ศ. 1954 จะได้รับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก หากไม่ใช่ก็จะได้เอกสารที่เรียกว่า "น.ส. 3" ขณะที่หากผู้ใดมีที่ดินแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนจะได้รับเอกสาร น.ส. 2 ดังนั้น ปัญหาจากข้อกฎหมายจึงทำให้ผู้ที่ครอบครองที่ดินอยู่แล้ว แต่ไม่มีสภาพเป็นพลเมืองไทย ขาดโอกาสที่จะได้รับเอกสารสิทธิดังกล่าวข้างต้น อีกทั้ง น.ส. 3 กำหนดว่าไม่อนุญาตให้ผู้ครอบครอง น.ส. 3 ทำเหมืองแร่ในที่ดินของตนอีกด้วย (หน้า 53) การที่รัฐให้สัมปทานป่าได้ส่งผลกระทบแก่ชาวเขาในพื้นที่การศึกษาหลายด้าน ทั้งทางด้านสภาพแวดล้อม การสร้างถนน และยังเป็นการดึงผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนด้วย ทั้งนี้ ในปี ค.ศ. 1973 กรมป่าไม้ได้ให้สัมปทานป่า 2 แห่ง (พื้นที่ 900 ตร.กม.) แก่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และต่ออายุสัมปทานอีกครั้งในปี ค.ศ. 1983 (หน้า 57) ในปี ค.ศ. 1969 เกิดโครงการหลวงขึ้น อันเป็นโครงการของในหลวงที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยชาวเขาให้สามารถพึ่งพาตนเองด้วยการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งโครงการหลวงนี้เองได้นำมาซึ่งโครงการความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากต่างประเทศมากมาย อันเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเลิกปลูกฝิ่น และแก้ไขปัญหาการติดยาเสพติด (หน้า 59-60) มีโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชาวเขา ที่องค์กรต่างประเทศให้การสนับสนุน เช่น โครงการพัฒนาการปลูกต้นสนไทย-เดนมาร์ก(Thai-Danish Pine Improvement Project) ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 บริเวณภูเขียว ได้ช่วยคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ที่ถูกทำลายโดยการปลูกฝิ่น โครงการจากสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1972 เกี่ยวกับการสำรวจแหล่งปลูกกาแฟเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น รวมทั้งโครงการสนับสนุนทุนระยะ 5 ปี เพื่อก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนากาแฟที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ร่วมมือกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หน้า 62)

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst เกรียงกมล ธีระศักดิ์โสภณ Date of Report 03 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), ม้ง, การพัฒนาชาวเขา, การเปลี่ยนแปลง, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง