ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject เมี่ยน,อิ้วเมี่ยน,สมุนไพร,การดูแลรักษาสุขภาพ,ภาคเหนือ
Author คณะทำงานและกองเลขาเครือข่ายเมี่ยน
Title องค์ความรู้การใช้สมุนไพรและระบบการดูแลรักษาสุขภาพพื้นบ้านอิ้วเมี่ยน
Document Type เอกสารวิชาการ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity เมี่ยน อิวเมี่ยน, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 16 Year 2543
Source สำนักงานกองทุนเพื่อสังคม
Abstract

ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวเขาเผ่าเมี่ยน ใน 3 จังหวัด คือ พะเยา เชียงราย ลำปางเพื่อส่งเสริมให้รื้อฟื้นคุณค่าและบทบาทของกลุ่มผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพในด้านพฤกษศาสตร์และด้านจิตวิญญาณเพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและองค์ความรู้ และเสริมสร้างบทบาทเครือข่ายหมอพื้นบ้านให้เข้มแข็งมากขึ้น ระบบการดูแลสุขภาพของเผ่าเมี่ยนในอดีต เมื่อถึงคราวเจ็บป่วย ชาวบ้านจะใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพพื้นบ้านที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีต ทั้งใช้วิธีการบีบนวด ไล่เลือดลม ยาสมุนไพร ใช้คาถาประกอบพิธีกรรม บางส่วนชาวบ้านสามารถทำได้เอง บางส่วนก็อาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอผี หมอคาถา การดูแลรักษาสุขภาพของเมี่ยนจะเกี่ยวโยงกับการให้ความเคารพ ปฏิบัติและยึดมั่นตามหลักความเชื่ออย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ เช่น การเคารพบวงสรวงต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้มาคุ้มครองคนในครอบครัวให้รอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของเมี่ยนแบ่งได้ 4 ประเภทคือ 1) เกิดจากการกระทำของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ 2) เกิดจากการที่ขวัญไม่อยู่หรืออกจากร่างกาย 3) เกิดจากการดูแลสุขภาพและความผิดปกติของร่างกาย 4) เกิดจากอุบัติเหตุ ประเภทหมอพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1)กลุ่มที่รักษาทางกาย ใช้การบีบนวด จับเส้น ใช้ยาสมุนไพร 2) กลุ่มที่รักษาทางจิตวิญญาณ เรียนตำราหรือผู้รู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และนำไปปฏิบัติจนชำนาญ เช่น คนเข้าทรง หมอคาถา เป็นต้น ระบบวินิจฉัยโรค แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ โรคที่มีอาการเด่นชัดสามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่า เช่น โรคที่เกิดจากการดูแลรักษาสุขภาพไม่ดี ร่างกายขาดความสมดุล โรคที่เกิดจากเชื้อโรค อุบัติเหตุ เป็นต้น และโรคที่ไม่สามารถบอกสาเหตุหรือวิเคราะห์อาการของโรคได้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณร้ายต่างๆ รวมไปถึงการที่ขวัญหนีออกไปจากร่ายกาย จะใช้ระบบการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรม กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอด มีทั้ง การถ่ายทอดอย่างเป็นทางการ และการถ่ายทอดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสังเกต จดจำ สืบทอดภายในสายตระกูล โดยจะมีข้อห้ามและข้อปฏิบัติของหมอยาสมุนไพรที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของยา โดยจะมีพิธีกรรมเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก

Focus

ศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านของเมี่ยน โดยเน้นเรื่ององค์ความรู้การใช้สมุนไพรและการดูแลสุขภาพ

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กลุ่มอิ้วเมี่ยน โดยเก็บข้อมูลในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ พะเยา เชียงราย ลำปาง (หน้าคำนำในการรวบรวมข้อมูล, หน้า 3)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ไม่มีข้อมูล

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูล

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ประชากรอิ้วเมี่ยนกระจัดกระจายอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก สุโขทัยและเพชรบูรณ์ มีประชากรทั้งหมด 42,551 คน คิดเป็นร้อยละ 5.65 ของประชากรชาวเขาทั้งหมด (หน้า 1)

Economy

ไม่มีข้อมูล

Social Organization

ชุมชนของเมี่ยนจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในระบบเครือญาติด้วยกันเองและต่างเครือญาติ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน (หน้า 1)

Political Organization

ผู้นำของหมู่บ้านที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมาเรียกว่า "ต้าวเมี่ยน" หรือ "ล่างเจี้ยว" เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน เข้ามาบริหารจัดการชุมชนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นผู้นำการปฏิบัติของคนในสังคม ติดต่อประสานงานกับคนภายนอก ส่วน "เจี้ยเมี้ยน" เป็นผู้นำทางด้านพิธีกรรมของคนในหมู่บ้าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและพิธีกรรมของชนเผ่า (หน้า 1-2)

Belief System

เมี่ยนมีขนบธรรมเนียมประเพณีมีลักษณะเฉพาะของตนเอง มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องและสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดจนตาย (หน้า 1)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

เมื่อถึงคราวเจ็บป่วย ชาวบ้านจะใช้รูปแบบการดูแลสุขภาพพื้นบ้านที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อดีต ทั้งใช้วิธีการบีบนวด ไล่เลือดลม ยาสมุนไพร ใช้คาถาประกอบพิธีกรรม บางส่วนชาวบ้านสามารถทำได้เอง บางส่วนก็อาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอผี หมอคาถา เป็นต้น (หน้า 2, 10-12) ความเชื่อเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพของเมี่ยนจะเกี่ยวโยงกับการให้ความเคารพ ปฏิบัติและยึดมั่นตามหลักความเชื่ออย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ เช่น การเคารพบวงสรวงต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วให้มาคุ้มครองคนในครอบครัวให้รอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เมี่ยนมีตำรา เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตคือ "ท่งโซว" มีเนื้อหาครอบคลุมศาสตร์หลายด้าน ทั้งการประพฤติปฏิบัติตน การทำมาหากิน และ การทำพิธีต่างๆ ความเชื่อเกี่ยวกับการเจ็บป่วย แบ่งได้ 4 ประเภทคือ 1) เกิดจากการกระทำของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ จากการละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่อยู่ภายในบ้าน (วิญญาณบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายนอกบ้าน เช่น เจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา เป็นต้น 2) เกิดจากการที่ขวัญไม่อยู่หรืออกจากร่างกาย เมี่ยนเชื่อว่าคนเรามีขวัญจำนวน 12 ขวัญ ที่คุ้มครองและดูแลตัวเราอยู่ หากขวัญออกจากร่างกายก็จะทำให้เจ็บป่วย การที่ขวัญออกจากร่างกายเพราะเกิดจากการละเมิดกฎเกณฑ์ความเชื่อ เกิดจากวิญญาณร้ายจับขวัญไป และเกิดจากอาการตกใจสุดขีด 3) เกิดจากการดูแลสุขภาพและความผิดปกติของร่างกาย ที่ร่างกายขาดความสมดุลและเกิดจากเชื้อโรค 4) เกิดจากอุบัติเหตุ เช่นตกต้นไม้กระดูกหัก ฟ้าผ่า ถูกสัตว์ป่าทำร้าย เป็นต้น ประเภทหมอพื้นบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1)กลุ่มที่รักษาทางกาย ใช้การบีบนวด จับเส้น ใช้ยาสมุนไพร 2) กลุ่มที่รักษาทางจิตวิญญาณ ตะเรียนตำราหรือผู้รู้ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และนำไปปฏิบัติจนชำนาญ เช่น คนเข้าทรง หมอคาถา เป็นต้น - "เดียไซ" หรือหมอสมุนไพร เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกศาสตร์ มีทั้งหมอผู้หญิงและชาย - "ซิบเมี้ยนเมี่ยน" เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน โดยเฉพาะการรักษาทางด้านจิตวิญญาณ - "คนทรง" คือคนที่สามารถติดต่อกับเทพหรือวิญญาณได้ มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทำหน้าที่เข้าทรงเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย - "หมอคาถา" รักษาอาการตกใจสุดขีด ระบบวินิจฉัยโรค แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ โรคที่มีอาการเด่นชัดสามารถวินิจฉัยได้ด้วยตาเปล่า เช่น โรคที่เกิดจากการดูแลรักษาสุขภาพไม่ดี ร่างกายขาดความสมดุล โรคที่เกิดจากเชื้อโรค อุบัติเหตุ เป็นต้น และโรคที่ไม่สามารถบอกสาเหตุหรือวิเคราะห์อาการของโรคได้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณร้ายต่างๆ รวมไปถึงการที่ขวัญหนีออกไปจากร่ายกาย จะใช้ระบบการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพิธีกรรม กระบวนการเรียนรู้และถ่ายทอด 1) การถ่ายทอดอย่างเป็นทางการ เป็นการเรียนรู้ที่ต้องผ่านการประกอบพิธีกรรม ไปขอศึกษาจากหมอยาที่มีชื่อเสียง โดยผู้เรียนต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับประกอบพิธีกรรมไปด้วย หมอยาก็จะสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ 2) การถ่ายทอดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสังเกต จดจำ สืบทอดภายในสายตระกูล ข้อห้ามและข้อปฏิบัติของหมอยาสมุนไพร 1) วิธีการเก็บยาสมุนไพรที่ดีและศักดิ์สิทธิ์ควรเป็นหญิงอายุมาก ไม่สามารถมีลูกได้แล้ว อายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ควรเก็บในที่ที่ไกลออกไปในที่ที่ไก่ขันแล้วไม่ได้ยินจึงจะศักดิ์สิทธิ์ หากเก็บสมุนไพรตอนเช้าควรเก็บที่ราก ตอนบ่ายเก็บตรงลำต้น ตอนเย็นเก็บตรงยอด ควรจะเก็บในฤดูแล้งเพราะตัวยาจะเข้มข้นและมีคุณภาพ 2) หมอสมุนไพรที่มีครู เวลาเก็บยาต้องรำลึกถึงครูด้วย 3) การดื่มยาสมุนไพรครั้งแรกควรใส่น้ำน้อยๆ ให้ผู้ป่วยดื่มจนหมด 3 ถ้วยแล้วคว่ำถ้วยไว้ 4) หมอยาไม่ควรเอายาเร่ขายเพื่อเป็นรายได้ให้ครอบครัวเนื่องจากมีครูและเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5) เมื่อดื่มยาสมุนไพรแล้ว ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ของดอง ของเปรี้ยว ปลาแห้ง ปลาสด เนื้อไก่ สับปะรด แตงไทย 6) การเก็บตัวยา ควรเก็บเฉพาะบางส่วนที่ต้องการใช้ 7) ไม่พูดคุยสรรพคุณของตัวยามากเกินไป เพราะทำให้ตัวยาไม่ศักดิ์สิทธิ์ 8) การเรียนรู้จากอาจารย์สมุนไพรควรทำในพิธีใหญ่ๆ เช่น งานบวช ทำให้การเรียนรู้ง่ายและศักดิ์สิทธิ์ 9) ตัวยาที่เก็บมาควรนำมาฝานให้เล็กและตากแห้ง เพราะจะเก็บได้นาน ไม่เป็นอันตรายเวลาใช้ (หน้า 5 - 15)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ระบบโครงสร้างของสังคมเมี่ยนในปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเป็นโครงสร้างที่เป็นทางการเข้าสู่ระบบมากขึ้น มีตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (สอบต.) เป็นต้น โดยโครงสร้างแบบเดิมลดบทบาทลงไป ไม่เข้มแข็งมีพลังเหมือนในอดีตที่ผ่านมา (หน้า 2) นอกจากนี้องค์ความรู้ด้านการดูแลรักษาสุขภาพเฉพาะด้านและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอผี หมอคาถา เริ่มสูญหายไปเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพสังคมสมัยใหม่ (หน้า 2, 15)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst สิทธิพร จรดล Date of Report 18 ส.ค. 2557
TAG เมี่ยน, อิ้วเมี่ยน, สมุนไพร, การดูแลรักษาสุขภาพ, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง