ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject เย้า,ผู้หญิง,เพศสภาพ,ครอบครัว,ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ,ภาคเหนือ
Author วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์
Title พลวัตของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในชีวิตครอบครัว และบทบาททางเพศสภาพของผู้หญิงอิวเมี่ยน (เย้า) ภายใต้ผลกระทบของการพัฒนา
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity เมี่ยน อิวเมี่ยน, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 276 Year 2545
Source หลักสูตรปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ศึกษาความสัมพันธ์ทางบทบาทของคนในครอบครัว และสังคมของผู้หญิงอิวเมี่ยน (เย้า) โดยผ่านการศึกษาจากผู้ร่วมวิจัยหลักและเป็นกรณีศึกษาหลักที่เป็นผู้หญิงอิวเมี่ยนและ เป็นคนรักของผู้เขียนงานวิจัย รวมทั้งเครือญาติที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มาขายน้ำเต้าหู้ในตลาดเมืองเชียงใหม่ว่ามีความสัมพันธ์เชิงการใช้อำนาจในเครือญาติอย่างไร ในงานวิจัยได้แบ่งชีวิตของผู้ร่วมวิจัยออกเป็นสามส่วนตั้งแต่แรกเกิดกระทั่งอยู่ในวัยเรียน ชีวิตก่อนตัดสินใจมาอยู่กับคนรัก (ผู้เขียนงานวิจัย) และหลังจากมาอยู่กับคนรัก เพื่อสะท้อนให้เห็นมุมมองของผู้ร่วมวิจัยที่พบเจอจากบุคคลใกล้ชิดเพื่อนร่วมงานรวมทั้งคนรักและทัศนคติที่ได้พบเห็นจากคนพื้นราบและชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่ผู้หญิงอิวเมี่ยนได้รับ

Focus

ศึกษากระบวนการสร้างและปรับเปลี่ยนบทบาททางเพศสภาพ (Gender Roles) ของผู้หญิงอิวเมี่ยนหรือเย้า โดยใช้แนวการศึกษาแบบมานุษยวิทยาสตรีนิยม (Feminist Anthropoogy) และสตรีนิยมสาขาต่างๆ รวมกันสร้างเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามในการวิจัยการสร้างกรอบคิดและการวิเคราะห์อธิบายโดยผู้เป็นกรณีศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยแบบเพื่อนร่วมวิจัย(Collaborative approach) ศึกษาความ สัมพันธ์ระหว่างบทบาททางเพศสภาพ (Gender Roles) ของผู้หญิงกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในครอบครัว และเครือญาติในบริบทของการพัฒนา เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ยุทธวิธีปรับตัวของผู้หญิง ต่อการจัดการปัญหาชีวิตครอบครัว ภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมที่ยากจะหลีกเลี่ยง ในการทำวิจัย ผู้เขียนนำเสนอชีวิตของผู้ร่วมวิจัย ซึ่งมีชื่อสมมุติว่า "ผึ้ง" เป็นตัวเอกในงานวิจัย โดยผู้เขียนแบ่งการวิเคราะห์งานศึกษาชีวิตครอบครัวของหญิงที่เป็นกรณีศึกษา และผู้ร่วมวิจัย ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงที่ 1 ตั้งแต่เกิดจนก่อนจะมาอยู่กับคนรัก (พ.ศ. 2524-2541) ช่วงที่ 2 ช่วงที่มาอยู่กับคนรักโดยเปิดเผย (พ.ศ. 2542) ช่วงที่ 3 หลังจากที่ย้ายมาอยู่กับคนรัก (พ.ศ. 2542-2544) ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ สะท้อนภาพความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชีวิตครอบครัว มองเห็นอำนาจของโครงสร้างสังคมที่ซ่อนความ ไม่ยุติธรรม ที่กระทำต่อปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะผู้หญิง และกระตุ้นแวดวงวิชาการให้วิพากษ์วัฒนธรรมอันจะปูทางไปสู่การสร้างองค์ความรู้ ที่มีพื้นฐานมาจากสังคมชาวเขา และคนไทย ช่วยให้สังคมเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงเครือญาติและครอบครัวโดยเฉพาะผู้หญิงที่พบปัญหาชีวิต และหาแนวทางการอยู่ร่วมกับครอบครัวและเครือญาติได้อย่างมีความสุข โดยเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ ของกันและกัน (หน้า จ, 6,57-60, 238-245)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

อิวเมี่ยนหรือเย้า

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาอิวเมี่ยน (เย้า) ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียด แต่ระบุว่าภาษาเขียนยืมตัวอักษรมาจากภาษาจีน แต่ออกเสียงเป็นภาษาอิวเมี่ยน ในหมู่บ้านมีครูสอนภาษาจีนประจำหมู่บ้าน (หน้า 67,119,148,149)

Study Period (Data Collection)

กลางปี พ.ศ. 2543 (หน้า 68)

History of the Group and Community

อิวเมี่ยนหรือเย้า เมื่อก่อนตั้งรกรากอยู่ในตอนกลาง ประเทศจีน แล้วเริ่มอพยพจากมณฑลฮูหนาน ช่วงสมัยราชวงศ์ฉินฮั่น ไปทางทิตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่มณฑลกวางตุ้ง กุ้ยโจว กวางสี ยูนนาน ส่วนหนึ่งย้ายมาทางภาคเหนือของเวียดนาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-16 ต่อมาได้อพยพเข้าลาว พม่าและภาคเหนือของไทย สาเหตุการย้ายถิ่นฐานมาจาก การทำไร่หมุนเวียนต้องใช้พื้นที่มาก ถูกรังแกจากชนชั้นที่ปกครองประเทศ ภัยจากธรรมชาติ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ (หน้า 65, 66)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

จากการสำรวจประชากรอิวเมี่ยน (เย้า) เมื่อ พ.ศ. 2533 มีประชากรจำนวน 36,000 คน อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ อาทิเช่น เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง กำแพงเพชร สุโขทัย เชียงใหม่ ตาก เพชรบูรณ์ ส่วนประชากรอิวเมี่ยนในเมืองเชียงใหม่ มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเป็นผู้หญิง วัย 20-50 ปี มากที่สุด รองลงมาเป็นวัยรุ่น และเด็กหญิง อายุต่ำกว่า 19 ปี กลุ่มต่อมาเป็นผู้ชายวัยผู้ใหญ่ อายุ 20-50 ปี และผู้ชายวัยรุ่น และเด็กชาย อายุน้อยกว่า 19 ปี นอกจากนี้ก็จะมีผู้หญิงอายุประมาณ 51 ปีขึ้นไป เริ่มเข้ามาอยู่กับญาติที่เปิดร้านในตัวเมืองเชียงใหม่แต่ยังมีไม่มาก กลุ่มประชากรศึกษาในงานวิจัยเป็นเครือญาติกัน จำนวน 5 คน เปิดร้านจำนวน 4 ร้าน อยู่ในตลาดและอีก 2 ร้านเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวแต่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง (หน้า 65,69,70, 72)

Economy

ก่อนมีอาชีพขายน้ำเต้าหู้ อาชีพดั้งเดิมเมื่อครั้งอยู่ในหมู่บ้านบนดอย ก่อนจะมาอยู่ในเมืองจะทำอาชีพเกษตรกรรมแบบยังชีพ (Subsistence agriculture) ทำเกษตรแบบโค่นเผาป่า (Swidden) กับการปลูกพืชแบบผสม เช่น ปลูกข้าวนา ข้าวโพด ฝิ่น พืชอื่นที่ปลูกได้แก่ ถั่วลิสง ฝ้าย ขิง ทำการเกษตรที่ต้องใช้น้ำฝน (Rainfed agriculture) ทำงานโดยใช้แรงงานในครอบครัว ช่วยกันลงแขกทำงาน และจ้างแรงงาน ครอบครัวของผึ้ง ผู้ร่วมวิจัยเมื่อยังเด็กค่อนข้างมีฐานะเพราะตอนเป็นเด็กพ่อไปทำงานต่างประเทศ ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ ส่งเงินมาที่บ้านปู่จะเป็นคนดูแลซื้อโรงสีข้าวและย้ายจากที่ราบ ขึ้นไปบุกเบิกที่ดินทำกินบนดอย ที่บ้านเป็นครอบครัวเดียวที่มีเครื่องปั่นไฟใช้ในสมัยนั้น ชาวบ้านมีวิทยุฟังในหมู่บ้านหลายครอบครัว แต่มีโทรทัศน์ เพียงเครื่องเดียวที่บ้านพ่อหลวง เป็นโทรทัศน์ขาวดำ เวลาดูต้องชาร์ตไฟกับแบตเตอร์รี่ คนที่มาดูจะต้องเสียค่าดูคนละ 1 บาท ผู้ชมโดยมากจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่จะมาดูเป็นบางครั้ง โดยอ้างความเป็นญาติพี่น้องจึงไม่เสียค่าดูโทรทัศน์ ส่วนเด็กๆ ที่ไม่มีเงิน จะแอบดูตามรูแตกของฝาผนังห้อง อิวเมี่ยน (เย้า) มาขายน้ำเต้าหู้ที่ตลาดบูรพา อ.เมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ 9-10 ปี ที่แล้ว ต่อมามีอิวเมี่ยนมาขายสินค้าอื่นๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว และเป็นลูกจ้างตามร้านค้า ร้านขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ของอิวเมี่ยน มี 4 ร้าน เป็นญาติกัน และร้านก๋วยเตี๋ยวอีก 2 ร้าน เป็นอิวเมี่ยนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ญาติ งานอื่นๆ ที่ อิวเมี่ยนทำ เช่น เป็นนายหน้าซื้อขาย รถเข็น ตู้โชว์อาหาร รับผ้าปักอิวเมี่ยน ในหมู่บ้าน มาขายในเมือง รับสอนทำเครื่องเงิน เป็นพนักงานเสริฟ ทำสวนป่า ทำแนวกันไฟ เลี้ยงเด็ก ก่อนมาเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2539 เคยทำงาน เช่น ทำไร่เลื่อนลอย จนรัฐบาลประกาศปิดป่าจึงต้องหยุดทำ ต่อมาปลูกฝ้าย ที่ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร มีรายได้ต่อปี 3-5 หมื่นบาทต่อปี(ปี 2528) และในปี 2530 มาทำเหมืองแร่ ที่ จ.ลพบุรี ผู้ชายจะทำงานคุมเครื่องจักร ผู้หญิงขุดหน้าดินและจะมาช่วยคุมเครื่องจักรเป็นบางครั้ง เงินเดือน 2-3 พันบาท ทำงานในโรงานเย็บผ้า โรงงานพลาสติก ที่ จ.นครปฐม (เงินเดือน 3,500 บาท) เปิดร้านขายของชำ ที่ถ้ำกระบอก จ.สระบุรี ขายของชำที่ตลาดสินค้าเกษตร ทำงานบ้าน ที่ กทม. และสมุทรปราการ (หน้า 70-79,83,85,86,88,90-93, 95, 99, 106, 108, 132, 143, 145161-163,169-170,204) ทำงานร้านน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ร้านอิวเมี่ยน มีทั้งหมด 4 ร้าน เป็นญาติพี่น้องกันและเป็นผู้หญิงทั้งหมด เปิดขายที่ตลาดบูรพา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ส่วน "ผึ้ง" ผู้เป็นกรณีศึกษาหลัก และเป็นผู้ร่วมทำวิจัยมาทำงานที่ร้านขายน้ำเต้าหู้กับญาติ เมื่อ พ.ศ. 2541 ช่วยงานในร้านหลายอย่างที่เปิดขายตั้งแต่ตอนเช้า และตอนกลางคืนจนถึงตีสอง การทำงานเป็นแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนกับการทำงานในไร่บนดอย การทำงานไม่ค่อยเคร่งครัดมากนัก ถ้าไม่สบายก็พักผ่อนได้หรือหากในหมู่บ้านมีงานบุญ งานแต่งงานหรืองานอื่นๆ ก็ลากลับไปช่วยงานที่หมู่บ้านบนดอยได้ การที่มาอยู่ด้วยกันกับญาติก็เพราะเชื่อว่า ถ้าทำธุรกิจด้วยกันจะมีความเสี่ยงต่อการถูกโกงน้อยกว่าคนอื่น อยู่ด้วยกันด้วยระบบอาวุโส เงินที่หามาได้จะส่งไปเจือจุนพ่อแม่และน้องที่อยู่บนดอย (หน้า105,172,176, 211-213, 229, 233, 244)

Social Organization

ยังอยู่แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีความยืดหยุ่นอยู่มาก เช่น อิวเมี่ยน ที่มาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ยังติดต่อและช่วยเหลือญาติพี่น้องที่อยู่บนดอย เช่น ส่งเงินไปช่วยทางบ้าน ซื้อของใช้ในบ้านให้ เช่น เตียง โทรทัศน์ เสื้อผ้า หรือกลับไปเยี่ยมบ้าน เวลามีงาน เช่น งานแต่งงาน งานศพ ปีใหม่ ส่วนคนที่อยู่ในเมือง ก็จะช่วยหางานและทำเลค้าขายให้แก่ญาติพี่น้องที่จะมาทำงานหรือเปิดร้านในเมืองเชียงใหม่ สังคมอิวเมี่ยน ผู้ชายจะเป็นผู้นำทั้งในเมืองและอยู่บ้านบนดอย ผู้ชายเป็นผู้นำครอบครัว และผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เช่นงานบวช งานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น อิวเมี่ยนบนดอย ทำอาชีพเกษตรกรรม แต่ส่วนมากไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สถานะทางสังคม ชายหญิงยังไม่มีความเท่าเทียมกัน ที่ดินทำกินผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะเป็นคนดูแล ส่วนผู้หญิงจะได้รับสิทธิ์ในการใช้ที่ดินดังกล่าว แต่ยังอยู่ในความดูแลของผู้ชาย ในอดีตผู้หญิงจะทำงานบ้านและเลี้ยงลูก คนชราจะมาช่วยเป็นบางครั้ง สำหรับงานใช้แรง เช่น งานในไร่ ทำสวน ตัดไม้ จะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ในบางครอบครัวลูกผู้หญิงกับลูกชาย ก็ช่วยทั้งงานบ้าน และ งานในไร่ แล้วแต่โอกาส การสั่งสอนลูก พ่อแม่จะสอนลูกสาวไม่ให้ออกจากบ้านในตอนกลางคืนเพราะอันตราย ส่วนเด็กชายจะห้ามเล่นการพนัน และสูบบุหรี่ ถ้าใครไม่เชื่อฟังก็จะตีลงโทษแต่พ่อแม่อิวเมี่ยนจะไม่ตีลูกหากไม่ทำความผิดอะไรมากมาย จะเพียงว่ากล่าวตักเตือนลูกเท่านั้น ในครอบครัวอิวเมี่ยน หากภรรยา มีลูกไม่ได้ก็จะรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม หรือที่เรียกว่าลูกอุ้ม (Adoption) โดยมากจะรับเด็กผู้ชายมาเลี้ยง แต่บางคนก็ไม่ยึดติดว่าจะเป็นชาย หรือหญิงขอเพียงให้เป็นเด็กด้อยโอกาส เด็กที่นำมาเลี้ยงเป็นลูก จะเป็นคนเชื้อชาติใดก็ได้ เช่น ม้ง อาข่า ขมุ ลาว หรือไทย คนที่รับเด็กมาเลี้ยงจะจ่ายเงินให้พ่อแม่ที่ให้กำเนิดเด็กเป็นค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งและค่าที่ต้องออกจากผี (Spirit) ของครอบครัว มาอยู่ในความดูแลของผีโคตรตระกูล (Clan spirits) การรับเด็กมาเลี้ยงเป็นลูกอุ้ม คนที่รับเด็กมาจะดูชาติกำเนิดของเพื่อตัดสินใจว่า พ่อแม่ของเด็กนั้นเป็นคนดีหรือไม่ (หน้า จ,ฉ ,8, 10,14,21, 22, 63-65 73, 75, 79, 80, 82, 84,85, 89, 98,106,115,120,141-147,188,195,198,199, 207, 213 , 221, 224, 232, 234 , 239-243, 245, 246, 249) การแบ่งมรดก พ่อแม่จะแบ่งมรดก(ที่ดิน)ให้ลูก โดยมีเงื่อนไขคือลูกที่เลี้ยงดูพ่อแม่ จะได้มรดกมากกว่าลูกคนอื่นๆ แต่โดยมากจะเป็นลูกคนโต เพราะมีหน้าที่ดูแลพ่อแม่ และ น้องๆ แต่ถ้าหากพ่อแม่รักลูกไม่เท่าเทียมกัน ก็จะแบ่งมรดกให้กับลูกที่รักมากที่สุดถ้าลูกคนโตยากจนก็จะไปอยู่กับลูกคนรองและจะมอบมรดกให้ลูกคนนี้มากที่สุด เพราะการตัดสินใจเรื่องมรดกเป็นแนวจารีตประเพณี การตัดสินใจอยู่ที่พ่อกับแม่ทั้งนี้การรับมรดกคนที่มีสิทธิ์รับมรดกจะเป็นลูกผู้ชายลูกผู้หญิงไม่มีสิทธิ์รับตามประเพณี (หน้า 77,82) ประเพณีการแต่งงาน และเลือกคู่ครอง การแต่งงานมีงานแต่งใหญ่ (โจ่ว ต้ม ชิง จ้า) คือผู้ชายจะเป็นคนจ่ายสินสอดทองหมั้นแก่ฝ่ายเจ้าสาว และเป็นฝ่ายจัดงานแต่งงาน การเลือกเจ้าสาว พ่อแม่ของฝ่ายชายจะดูความขยันของฝ่ายหญิง ผู้หญิงจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวยก็ไม่สำคัญ เพราะจะดูที่ความประพฤติ ส่วนค่าใช้จ่ายในการแต่งงาน ฝ่ายชายจะเป็นคนดูแล งานแต่งเล็ก (โจ่ว ล่าง เจีย ปง) จะทำหากฝ่ายชายฐานะไม่ดี โดยฝ่ายชายจะไปติดต่อญาติฝ่ายหญิงให้ไปทาบทามสู่ขอลูกสาวที่เป็นลูกโทน เพื่อฝ่ายชายจะไม่ต้องเสียค่าสินสอด ในการแต่งงานฝ่ายหญิงจะจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนฝ่ายชายเมื่อแต่งงานแล้วก็จะมาอยู่กับฝ่ายหญิง และช่วยทำงานต่างๆ การดูฤกษ์ยามแต่งงาน หมอผีจะดูวันเดือนปีเกิดถ้าเป็นวันที่ไม่ถูกโฉลกกันเข้ากันไม่ได้ ก็จะห้ามแต่งงานกัน ยกเว้นกรณีที่หญิงชายมีลูกด้วยกัน (หน้า 77, 81, 87, 166-168,173-175) ความมีอิสระในการเลือกคู่ครอง สังคมอิวเมี่ยนหนุ่มสาวจะเลือกคู่ได้อย่างเสรี ถ้ารักกันวัยรุ่นจะจีบกันเวลาทำงานในไร่ หรือไปพูดคุยด้วยตอนนั่งปั่นฝ้ายเมื่อกินข้าวเย็นเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเพณีเที่ยวสาวหรือหย่าวเซี๊ยะจะให้โอกาสคนหนุ่มเข้าไปห้องนอนหาหญิงสาวได้ถ้าผู้หญิงเต็มใจ หนุ่มสาวสามารถมีอะไรกันได้ จนกว่าจะมีหนุ่มคนใดมาบอกพ่อแม่ฝ่ายหญิงว่ารักหรือต้องการแต่งงานกับลูกสาว ถ้าบอกแล้วก็มาอยู่กับผู้หญิงได้ แม้ว่าไม่ได้หมั้นหมายกัน ผู้หญิงต้องเลิกการไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น หากผู้หญิงตั้งครรภ์แล้วผู้ชายไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก ผู้ชายต้องเสียเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง เป็นค่าเปิดปากเด็กเพราะถ้าไม่ทำเด็กจะเป็นใบ้ ส่วนผู้หญิงอิวเมี่ยน ถ้าไปอยู่กินกับผู้ชาย โดยไม่ได้ทำตามประเพณี โดยให้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมาพูดจาตกลงกันก่อนจะมาอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยา จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมอิวเมี่ยน และถูกตำหนิจากคนในสังคมเดิม (หน้า 22, 74, 165, 166,174,187,188, 226)

Political Organization

สังคมเมืองเชียงใหม่ เมื่อก่อนเชียงใหม่ อยู่ในการปกครองของอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เกิดขึ้นมาแบบระบบรัฐส่วยและการตลาด อาณาจักรดำรงอยู่ได้เพราะเครือข่ายด้านการค้า และให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ การเมืองการปกครองก่อนที่ชาติตะวันตกและจักรวรรดินิยมสยาม จะเข้ามามีบทบาทในล้านนา ประกอบกับการที่ล้านนาให้อิสระแก่ท้องถิ่นและยอมรับความหลากหลายของชาติพันธุ์ ได้ส่งผลดีต่อการค้าและแลกเปลี่ยน (หน้า 134,135) การปกครองอย่างเป็นทางการ มีพ่อหลวงเป็นผู้นำ มีหน้าที่คอยดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน และตัดสินคดีหากเกิดเรื่องในหมู่บ้านเช่น การข่มขืน จะมีการเรียกพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมาคุยกันว่า จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ อาจจะให้แต่งงานกัน หรือหากไม่แต่งงานก็จะปรับเงิน แต่ถ้าทำผิดเพียงลวนลามร่างกาย ไม่ถึงกับได้เสียกันก็จะปรับเงิน กรณีทะเลาะกัน คนผิดจะต้องเสียเงินเป็นค่าทำขวัญ ให้กับคู่กรณี (หน้า 81,87)

Belief System

ความเชื่อเรื่องการมีครู ผู้หญิงขึ้นหลังคาสูงค้ำหัวคนแก่ นั้นไม่ดี แม่ของผู้วิจัยเป็นหมอดูและเชื่อว่ามีครูคุ้มครองได้ใช้ให้ผู้ร่วมวิจัยหลักที่เป็นลูกสะใภ้ทำความสะอาดแท๊งค์น้ำ แต่พอลูกสะใภ้ขึ้นหลังคาก็ไม่พอใจ บอกว่าผู้หญิงขึ้นหลังคาไม่ดี สูงค้ำหัวเพราะมีครูและรู้สึกปวดหัว (หน้า 182,223)

Education and Socialization

ลูกหลานอิวเมี่ยนที่อยูในเมืองปัจจุบันมีโอกาสได้เรียนสูงกว่าในอดีต สถานศึกษาที่ไปเรียน เช่น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่ริม จ.เชียงใหม่ ผู้ร่วมวิจัยหลักเรียน ม.6 กศน. แม่ริม และต่อมาเรียนต่อคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ตอนขายน้ำเต้าหู้ก็เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย นอกจากนี้ยังมีอิวเมี่ยนที่มีโอกาสได้เรียนในระดับปริญญาโทที่กรุงเทพ และพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี ในหมู่บ้านเดิมของอิวเมี่ยน เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ยังไม่มีโรงเรียนเปิดสอนในหมู่บ้าน แต่จะมีครูหรืออิวเมี่ยนในหมู่บ้านสอนภาษาจีน เด็กชายจะได้เรียนหนังสือ แต่เด็กหญิงจะไม่ได้เรียน เพราะถือว่าเมื่อโตต่อไป จะต้องแต่งงานมีครอบครัว ส่วนเด็กชายจะต้องเรียนเพราะจะต้องรู้หนังสือ เพราะต้องประกอบพิธีต่างๆ การศึกษาภาคบังคับมีในหมู่บ้านอิวเมี่ยนเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา เมื่อเรียนจบก็จะมาเรียนต่อในเมือง กรณีอิวเมี่ยนที่เคยอยู่ต่างจังหวัด ก่อนที่จะมาขายของในเมืองเชียงใหม่ ก็เคยได้รับการศึกษาในที่ต่างๆ เช่น โรงเรียนสงเคราะห์จังหวัดตาก โรงเรียนประถมศึกษา ของ สปช. และผู้ร่วมวิจัยหลักเคยเรียนที่โรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา อ.เมือง จ.เชียงราย ที่นี่เป็นโรงเรียนประจำ มีนักเรียนเชื้อชาติต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ อิวเมี่ยน (เย้า) อาข่า และคนไทยพื้นราบโดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษา จากโครงการช่วยเหลือเด็กยากจนของญี่ปุ่น โดยจะช่วยเหลือเด็กยากจนโดยออกทุนการศึกษาให้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจ่ายค่าเทอมปีละ 1 พันบาท (หน้า 72,74-76, 78, 80, 83, 84, 94, 95, 100, 130, 102, 145,148-158,169,183-185,198-203, 218, 224, 248)

Health and Medicine

คนแก่ในหมู่บ้านอิวเมี่ยนทั้งชายและหญิงจะชอบสูบฝิ่น เว้นแต่คนที่เป็นหมอผี ทำพิธีต่างๆ พ่อแม่จะห้ามลูกชายสูบบุหรี่ ถ้าไม่เชื่อจะถูกตีมือเพราะเชื่อว่าจะทำให้เด็กฉลาด ถ้าเขกหรือตีศีรษะ เด็กจะสมองไม่ดี เรียนไม่เก่ง (หน้า 80,86) โรคหรือความเจ็บป่วยที่กล่าวถึงในงานวิจัยที่ผู้เป็นกรณีศึกษาเป็นขณะทำงาน เช่นโรคนิ่วในไต แมลงต่อยขาเป็นฝีจนเป็นหนอง (หน้า 85,88) การตั้งครรภ์ หนุ่มสาวอิวเมี่ยน (เย้า) สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ก่อนแต่งงาน หรือจนกว่าจะเจอคนที่รักหรือต้องการแต่งงานด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะพิสูจน์ว่าหญิงไม่ได้เป็นหมัน ดังนั้นจึงมีผู้หญิงท้องก่อนแต่งหรือบางครั้งก็จัดงานแต่งานหลังจากมีลูกแล้ว (หน้า 165,166,175)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผ้าปักอิวเมี่ยนที่แม่ค้าอิวเมี่ยนในเมืองรับมาขาย แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดเรื่องผ้า งานอื่น เช่น การทำเครื่องเงิน ไม่ได้พูดถึงรายละเอียดเช่นกัน (หน้า 73) เครื่องแต่งกายผู้หญิงอิวเมี่ยน เสื้อสีดำติดไหมพรมสีแดงขนาดใหญ่ โพกศีรษะด้วยผ้า กางเกงเป็นลายปักสวยงาม นักเรียน โรงเรียนสหศาสตร์ศึกษา ประกอบด้วยนักเรียนชาวเขาหลายเชื้อชาติ และคนไทยพื้นราบ จะแต่งชุดประจำเผ่าของตนเองสัปดาห์ละวัน (หน้า 138,158)

Folklore

เด็กชาย และเด็กหญิงในหมู่บ้าน จะมีการละเล่นตามประสาเด็กๆ เช่น เด็กผู้หญิงเล่นไม้คีบกระโดด เล่นแต่งงานเป็นเจ้าบ่าว เจ้าสาว เล่นขายของ ทำกับข้าว เด็กผู้ชาย จะเล่นไม้คีบกระโดด ม้าหมุน ไล่จับกัน แข่งปีนต้นไม้ ส่วนการละเล่นที่เล่นด้วยกันก็มี หมากเก็บ งูกินหาง มอญซ่อนผ้า กระโดดหนัง ม้ากระโดด เด็กชายกับเด็กหญิงจะเล่นด้วยกัน แต่ไม่ให้แตะเนื้อต้องตัวกัน และพูดสุภาพ ไม่หยาบคายหรือทะเลาะกันเอง (หน้า 80, 84, 86,150,126,196,198)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ความสัมพันธ์ของอิวเมี่ยน กับชาวเขาเผ่าอื่น เช่น ลีซู อาข่า ล่าหู้ ม้ง และคนเมือง ตอนที่ผู้ร่วมวิจัยเรียนที่โรงเรียนสหศาสตร์ศึกษาไม่เคยทะเลาะกันหรือมีอคติต่อกัน ไม่เอาเปรียบเวลาทำงานในโรงเรียนหรือหอพัก จะมีแต่ทะเลาะกันบ้างแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น นักเรียนบางคนไม่สอนการบ้านเพื่อน หวงของใช้ส่วนตัว เป็นต้น ส่วนปัญหาในขณะที่ขายน้ำเต้าหู้ ที่ตลาดบูรพาในเมืองเชียงใหม่ก็ไม่มีปัญหากัน ถึงแม้ในนั้นจะมีชาวเขาหลายเชื้อชาติและคนไทยพื้นราบ เพราะต้องทำการค้าด้วยกันและต้องพึ่งพาอาศัยกันตอนค้าขาย แต่การเกิดอคติทางเชื้อชาติ ที่ผู้ร่วมวิจัยเคยเจอคือตอนที่ ทำงานโรงแรม เพราะพนักงาน จะมีความรู้สึกดูถูกชาวเขา ทั้งที่เป็นพนักงานด้วยกัน และจะเป็นแขกมาพักที่โรงแรม โดยจะมองชาวเขาว่า ตลก เปิ่น เชย พูดไม่ชัด และแสดงออกในเชิงขบขัน เมื่อเห็นชาวเขา เช่น ชาวเขามาประชุมที่โรงแรม จะแต่งตัวใส่สูท แต่สวมรองเท้าแตะ หรือเวลาเข้าลิฟท์ก็จะถอดรองเท้า ส่วนพนักงานที่เป็นชาวเขาก็จะถูกเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ เช่น วานให้ทำงาน หรืออู้งาน เข้างานสาย ความสัมพันธ์ของผู้ร่วมวิจัยหลักกับแม่แฟนที่เป็นคนพื้นราบก็ไม่ค่อยจะลงรอยกัน กระทั่งเกิดการไม่ยอมรับว่าเป็นลูกสะใภ้ เช่น เวลาแขกมาเยี่ยมที่บ้านก็จะบอกว่าลูกสะใภ้เป็นหลานสาว (หน้า 106,107,184-187, 200, 201, 223, 230 ,231) ส่วนปัญหาของอิวเมี่ยนกับคนไทย เช่น ตอนไปขายผัก ผลไม้ ที่ อ.คลองลาน จ. กำแพงเพชร ก็โดนคนเมืองกลั่นแกล้งหรือตอนที่ผู้ร่วมวิจัยไปทำงานเป็นเสมียน ที่โรงงานพลาสติก จ.นครปฐม ไม่มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน แต่จะมีปัญหากับนายจ้างเพราะให้งานเยอะ ทำงานหนักถูกกดเรื่องเงินเดือน สำหรับปัญหานอกเวลาทำงาน ก็เคยถูกเพื่อนชาย ที่เป็นคนไทย ล่อลวงไปข่มขืน แต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ นอกจากนี้อิวเมี่ยนยังเคยเกิดปัญหากับชาวต่างประเทศ ได้แก่ ทหารลาว ตอนที่อิวเมี่ยนที่เคยค้าผ้าปักขาย แล้วนำผ้าไปให้อิวเมี่ยนในประเทศลาว ถูกทหารลาวจับเพราะเป็นคนต่างด้าวและปรับเงิน 10,000 บาท (หน้า 85, 95,162,163)

Social Cultural and Identity Change

การย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองของอิวเมี่ยน (เย้า) เกิดจากที่ขาดแคลนพื้นที่ทำกินบนที่สูง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นป่าสงวน คนส่วนใหญ่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ผลผลิตบริโภคในครัวเรือนมีไม่พอกับความต้องการ การย้ายถิ่นในระยะแรกจะมาหางานทำหลังฤดูเก็บเกี่ยว แล้วเดินทางกลับบ้านเกิด ภายหลังได้มาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่เป็นเวลานาน และอยู่อย่างมั่นคงกว่าแต่ก่อน (หน้า 66)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนภาพ ลำดับเครือญาติของผู้หญิงที่เป็นกรณีศึกษาและเป็นผู้ร่วมวิจัย (ภาคผนวก ก หน้า 266, 267)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 18 ส.ค. 2557
TAG เย้า, ผู้หญิง, เพศสภาพ, ครอบครัว, ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง