ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ผู้ไท,การฟ้อน,เรณูนคร,นครพนม
Author พจน์มาลย์ สมรรคบุตร
Title การฟ้อนผู้ไทยในเรณูนคร
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 324 Year 2541
Source หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏยศิลป์ไทย ภาควิชานาฏยศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

การฟ้อนผู้ไทยในเรณูนคร มีพัฒนาการและกระบวนการฟ้อนจากกิริยาของมนุษย์ สัตว์และการเคลื่อนไหวของพืช การพัฒนาสามารถแบ่งได้ 5 ขั้นตอนคือ 1.การฟ้อนผู้ไทยในอดีตกาล ได้แก่ การฟ้อนในพิธีเหยาเพื่อรักษาโรคโดยผู้หญิง การฟ้อนเล่น กินเหล้า การฟ้อนลงข่วง และการฟ้อนเลาะตูบ ซึ่งเป็นการฟ้อนในประเพณีบุญบั้งไฟในงานบุญเดือนหกโดยผู้ชาย 2.นำท่านิยมในอดีตมาปรับปรุงเป็นท่านิยม 5 ท่า นำผู้หญิงมาฟ้อนคู่ผู้ชาย จัดแสดงหน้าพระที่นั่ง เมื่อ พ.ศ. 2498 3.เริ่มท่าฟ้อนเป็น 9 ท่า จัดกระบวนท่าฟ้อนเป็น 3 ช่วง 4.เพิ่มท่าฟ้อนเป็น 12 ท่า และ 5.เพิ่มท่าฟ้อนเป็น 16 ท่า ผนวกด้วยท่ามวยยวน ท่าฟ้อนของผู้ชายเข้มแข็ง ทะมัดทะแมง ท่าฟ้อนของผู้หญิงนุ่มนวล ลักษณะเฉพาะของการฟ้อนผู้ไทพบว่า - มีการใช้เท้า ขา ลำตัว มือและแขน การใช้เท้ามี 5 แบบ คือ การเปิดปลายเท้าตอนยืน การลงส้นเท้าตอนเดิน การแตะปลายเท้าเฉพาะหญิง การเปิดส้นเท้าหลัง การวางเท้าเต็มฝ่าเท้าซึ่งมีลักษณะพิเศษคือการก้าวกระโดดสั้นๆ ให้เท้าทั้งสองลอยอยู่ในอากาศ ก่อนเปลี่ยนน้ำหนักจากเท้าหนึ่งไปสู่อีกเท้าหนึ่ง - การใช้ขามี 5 แบบคือ ยกขาไปด้านข้าง การยกขามาด้านหน้า การยกขาไปด้านหลัง การนั่งเหยียดขาข้างเดียวไปด้านหลัง การก้าวไขว้ขา - การใช้ลำตัวมี 3 แบบคือ ลำตัวตรง ลำตัวโน้มมาหน้าทำมุม 45 องศากับแนวตั้งและลำตัวโน้มต่ำเกือบขนานกับพื้น การใช้มือมี 4 แบบคือ การจีบที่นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ไม่ติดกัน การตั้งวง การม้วนมือและการกำมือหลวมๆ - การใช้แขนมี 4 แบบคือ การเหยียดแขนตึงหงายท้องแขน การงอแขนเป็นวงระดับไหล่ การหักศอกคว่ำขึ้นตั้งฉาก การงอแขนแบบหักข้อศอกหงายตั้งฉาก

Focus

ศึกษาความเป็นมาและพัฒนาการตลอดจนองค์ประกอบของฟ้อนผู้ไทยในเรณูนคร จังหวัดนครพนม

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ผู้ไทยแต่ละแห่งจะมีชื่อเรียกที่ต่างกันตามที่ตั้งบ้านเรือน เช่น ผู้ไทยที่ตั้งบ้านเรือนในอำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอคำม่วง อำเภอสมเด็จ อำเภอสหัสขันธ์ในจังหวัดกาฬสินธุ์ เรียกกันว่า "ผู้ไทยกาฬสินธุ์" ผู้ไทยที่ตั้งบ้านเรือนในอำเภอเมือง อำเภอนาแก อำเภอธาตุพนม เรียกกันว่า "ผู้ไทยเรณูนคร" (หน้า 1)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2541

History of the Group and Community

ผู้ไทในอำเภอเรณูนครเป็นชนชาติไทยในภาคอีสาน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่เมืองแถง ในแคว้นสิบสองจุไทยซึ่งปัจจุบันคือเมืองเดียนเบียนฟู ในปี พ.ศ. 2384 มีชาววังกลุ่มหนึ่งอพยพมาตั้งถิ่นฐานทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงโดยการนำของท้าวเพชรและท้าวสายซึ่งเป็นหัวหน้าพาผู้ไทพร้อมด้วยท้าวไพ น้องท้าวเพชรบุตรพระยาเตโช ท้าวบุตรและท้าวอินทิสาร เป็นพี่เขยของท้าวสาย นำผู้ไทยกลุ่มใหญ่ไปตั้งอยู่ที่บ้านดงหวายหรือบุ่งหวาย แขวงเมืองนครพนม และได้จัดขี้ผึ้งหนัก 10 ชั่ง เป็นเครื่องราชบรรณาการให้แก่พระสุนทรราชวงศาและพระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม มีท้าวมนตรีเมืองเรณูนครคุมลงไปส่งถึงกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2385 ท้าวสายนายครัวเมืองวัง ซึ่งตั้งอยู่ในแขวงเมืองนครพนมจัดเครื่องบรรณาการส่งให้เจ้าเมืองนครพนมโดยมีท้าวเพชรกับไพร่คุมไปทูลเกล้าฯถวายที่กรุงทพฯ ในปี พ.ศ. 2387 สมัยรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านดงหวายสายบ่อแก มีนาย-ไพร่รวม 2,648 คน ตั้งขึ้นเป็นเมืองเรณูนคร ขึ้นกับเมืองนครพนม แต่งตั้งท้าวสายเป็น "พระแก้วโกมล" เป็นเจ้าเมืองเรณูนครคนแรก ตั้งแต่ปีมะโรง ฉศก จ.ศ.1206 พ.ศ.2387 ต่อมาใน พ.ศ. 2393 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหัวเมืองชั้นนอกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 เมือง ซึ่งรวมถึงเมืองเรณูนครด้วย รัชกาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2441 ได้ทรงยกเลิกการปกครองตามธรรมเนียมเดิมที่มีตำแหน่งเจ้าเมืองอุปฮาด ราชบุตร เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ได้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองภาคอีสานขึ้นใหม่เป็น 3 มณฑล ปี พ.ศ. 2446 เปลี่ยนมณฑลเป็นการปกครองเป็นเมือง อำเภอเรณูนครจึงเป็นอำเภอหนึ่งบริเวณธาตุพนมขึ้นกับมณฑลอุดร เรณูนครจึงเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองนครพนม พ.ศ. 2451 ย้ายอำเภอไปตั้งที่บ้านธาตุพนม ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงเรียกว่าอำเภอธาตุพนม ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 ทางราชการประกาศยกฐานะตำบลเรณู ตำบลโพนทองและตำบลท่าลาดขึ้นเป็นกิ่งอำเภอเรณูนครขึ้นกับเขตการปกครองของอำเภอธาตุพนม ในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 92 ตอนที่ 166 ลงวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2518 ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอเรณูนครเป็นอำเภอเรณูนครขึ้นกับจังหวัดนครพนมจนถึงปัจจุบัน (หน้า 8-16, 276)

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ผู้ไทยเรณูนครในอดีต มักจะประกอบอาชีพทำนา ทอผ้าและเดินทางไปค้าขายในที่ต่างๆ (หน้า 32) สำหรับค่าตอบแทนในการฟ้อนผู้ไทย กลุ่มชาวบ้านส่วนมากจะได้ค่าตอบแทนเป็นสิ่งของ เช่น ผ้าเช็ดตัว สบู่ มีน้อยครั้งที่ได้รับเป็นเงินรางวัล ประมาณคนละ 50-100 บาท กลุ่มนักเรียนถ้าเป็นการแสดงในพื้นที่นักเรียนจะได้รับงบประมาณสนับสนุนจากทางราชการคนละ 200-300 บาท ถ้าแสดงนอกพื้นที่จะได้รับคนละ 500 บาท กลุ่มเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นคำสั่งของทางราชการจะไม่มีค่าตอบแทน ส่วนกลุ่มที่เป็นอาชีพเสริม แสดงในพื้นที่ ราคา ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป นอกพื้นที่ 7,000 บาทขึ้นไป ถ้าผู้ร่วมงานในคณะ 25-30 คน คิดราคา 10,000 บาทขึ้นไป (หน้า 257-258)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

ผู้ไทยมีความเชื่อเรื่องผีมาตั้งแต่อยู่ในเมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดได้แก่ การนับถือ "ผีเชื้อ" และการนับถือ "ผีเรือน" การนับถือ "ผีเชื้อ" คือการนับถือผีบรรพบุรุษที่ล่วงลับ แต่ละเชื้อสายจะมีการเซ่นไหว้หรือของที่จะนำมาแก้บนต่างกัน ส่วนการนับถือ "ผีเรือน" เป็นการสืบเนื่องจากผีเชื้อ ผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะทำพิธีรับผีขึ้นไปอยู่บนบ้านเพื่อให้ผีคุ้มครองผู้อาศัยภายในบ้านนอกจากนี้ยังมีการเชิญผีเรือนให้มาช่วยรักษาคนป่วยและขับไล่ผีป่า พิธีเหยา เป็นความเชื่อที่สืบทอดจากการนับถือผีเป็นพิธีเสี่ยงทาย โดยเชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิดจากการผิดผี ในพิธีจะมีเครื่องเซ่นไหว้ มีหมอแคน มีการหาผู้หญิงออกท่าฟ้อนซึ่งเป็นการฟ้อนในพิธีกรรม มิใช่ฟ้อนเพื่อการบันเทิงโดยมีคำร้องอ้อนวอนไปตามพิธีของหมอเหยา (หน้า 19-21) ประเพณีเลี้ยงผีปู่ถลา ปู่ถลาคือวิญญาณบรรพบุรุษของผู้ไทในอดีตเป็นนักรบและเป็นหัวหน้าชาวเมืองวัง คอยต่อสู้กับญวนเพื่อปกป้องผู้ไท แต่ต่อมาถูกญวนจับใส่แคร่หามไปเมืองญวน โดยก่อนไปได้สั่งเสียไว้ว่าถ้าอยากจะให้ช่วยอะไร เมื่อตั้งบ้านเรือนที่ใดให้ตั้งศาลของท่านไว้เพื่อให้ลูกหลานจุดธูปเทียนบอกกล่าว ในทุกปีชาวเรณูนครจะมีการเซ่นไหว้ ปีละ1 ครั้งในวันขึ้น 6 ค่ำเดือน 6 (หน้า 22,24) ผู้ไทยเรณูนครมีการจัดกิจกรรมทางศาสนาในแต่ละเดือน "ฮีตสิบสอง" ที่วัดธาตุเรณูนคร เช่น เดือนอ้าย ประเพณีบุญเข้ากรรม คือการเข้าอยู่ประพฤติวัตรของพระภิกษุโดยเคร่งครัดในป่าหรือป่าช้าเพื่อชำระจิตใจ เดือนยี่ ประเพณีบุญคูณลาน เป็นการทำบุญสู่ขวัญข้าวที่นวดเสร็จ โดยการทำพิธีบรวงสรวงพระแม่โพสพ นิมนต์พระมาสวดก่อนจะขนข้าวขึ้นสู่ยุ้งฉาง เดือนสาม ประเพณีงานบุญข้าวจี่ เดือนสี่ ประเพณีงานบุญพระเวสหรือเทศน์มหาชาติ (หน้า 24-26) ประเพณีการต้อนรับด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ ในพิธีประกอบด้วยบายศรีที่เย็บด้วยใบตองพร้อมด้วยเครื่องบวงสรวงต่างๆ ผู้ฟ้อนเพื่อเชิญพระขวัญประมาณ 6 คน โดยมีหมอสูตรขวัญทำพิธีเชิญเทวดาด้วยสำเนียงภาษาถิ่นเป็นการบอกกล่าวเทวดาอารักษ์ให้ช่วยดูแล "ขวัญ" เมื่อเสร็จพิธีจะมีการผูกแขนให้กับผู้มาเยือนและให้ไข่ต้มคนละ 1 ฟองไว้รับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล(หน้า 28)

Education and Socialization

การฟ้อนผู้ไทย มีการฝึกหัดเป็นระบบโดยมีศิลปินเป็นครู ทำการสอนเยาวชนซึ่งเป็นศิษย์หรือเครือญาติโดยฝึกหัดที่บ้านของครูหรือโรงเรียน (หน้า 276)

Health and Medicine

ผู้ไทยหญิงจะฟ้อนเหยาในพิธีรักษาผู้ป่วย (หน้า 2)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ฟ้อนผู้ไทย การฟ้อนเป็นศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของผู้ไทยที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ การฟ้อนผู้ไทยผู้ฟ้อนหญิงต้องเป็นสาวโสด ถ้าแต่งงานแล้วจะไม่นิยมฟ้อน (หน้า 4) เป็นการนำท่าทางธรรมชาติของพืชและสัตว์มาเป็นท่าฟ้อน มักนิยมฟ้อนเล่นกินเหล้า ฟ้อนลงข่วงและฟ้อนเลาะตูบ ต่อมามีการพัฒนาฟ้อนผู้ไทยเป็นการฟ้อนคู่ชาย-หญิงเพื่อจัดเป็นขบวนฟ้อนบวงสรวงองค์พระธาตุพนม องค์พระธาตุเรณูและศาลปู่ถลา ส่วนในเทศกาลงานบุญจะนิยมฟ้อนในงานบุญเดือนสี่ (บุญพระเวส) บุญเดือนหก (บุญบั้งไฟ) งานกฐิน งานผ้าป่า และจัดฟ้อนผู้ไทยต้อนรับแขกผู้มาเยือนต่อจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ (หน้า 30) ลักษณะการฟ้อน ผู้ไทยในอดีตมีการฟ้อน 2 ลักษณะคือ ฟ้อนรักษาโรคและฟ้อนเล่น ปัจจุบัน พิธีฟ้อนรักษาโรค (พิธีเหยา) ไม่มีการทำ ส่วนการฟ้อนเล่นยังมีปรากฏถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 3 ลักษณะคือ 1) ฟ้อนเล่นกินเหล้า เป็นการฟ้อนโอ้อวดระหว่างผู้ชายกับผู้ชายในวงเหล้า 2) ฟ้อนลงข่วง เป็นสื่อในประเพณีไปคุยสาวในขณะที่เข็นฝ้ายลงข่วงและ 3)ฟ้อนเลาะตูบซึ่งจะฟ้อนในประเพณีบุญบั้งไฟเทศกาลงานบุญเดือนหก (หน้า 32,34,66) ตัวอย่างคำเซิ้งฟ้อนเล่นกินเหล้า (หน้า 37) เช่น "...โอโอ ขอเหล้าเด็ดนำนายจั๊กโอ๋ โอโอ ขอเหล้าขาวกับนายสักขัน ขอเหล้าโทนำนายจั๊กถ้วย หวานจ๊วยจ๊วย ขอเหล้าอุกินสักถ้วยหนึ่ง มันหวานอร่อย เข้าปากหลานชาย เอามาหยายหลานซาย ให้หลายชายกิน เอามาแจกหลานชาย ให้มันคู่ หยายคู่แล้วหลานแก้วสิลาไป ให้มันครบ แจกครบแล้วหลานจะลาไป" กระบวนการฟ้อน จากการศึกษากระบวนการฟ้อนผู้ไทยเรณูนครของผู้วิจัยพบว่า "ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ" เป็นท่าฟ้อนที่ใช้มากที่สุด ท่าลมพัดพร้าว ท่าชมหมอก ท่ารำขวาน ท่าตบผาบมาร ท่ารำเกี้ยว ท่าตัดไม้ข่มนาม และท่าส่องกล้องเลือกคู่ เป็นท่าฟ้อนที่ใช้น้อยที่สุด (หน้า 180) แนวคิดในการประดิษฐ์ท่าฟ้อนสามารถจำแนกได้เป็น 5 ลักษณะได้แก่ 1) กลุ่มเลียนแบบกิริยาสัตว์ปีก 2) กลุ่มเลียนแบบกิริยาสัตว์สี่เท้า 3) กลุ่มเลียนแบบกิริยามนุษย์ 4) กลุ่มเลียนแบบการเคลื่อนไหวของพืชและ 5) กลุ่มเบ็ดเตล็ด เช่น ท่าเตรียมหรือท่ารำโยก ท่านั่งปรบมือและท่านั่งไหว้ เป็นต้น (หน้า 209) จำนวนผู้ฟ้อน จะใช้ขนาดและลักษณะสถานที่ฟ้อนเป็นตัวกำหนด ถ้าฟ้อนที่ลานกว้าง นิยมใช้ผู้ฟ้อนคู่ชาย-หญิง ต่ำสุดประมาณ 6 คู่ สูงสุดประมาณ 12 คู่ขึ้นไป ใช้นักดนตรี 8-12 คนและพิธีกร 1 คน (หน้า 212) เครื่องดนตรี ที่ใช้ประกอบการฟ้อน มีทั้งหมด 3 ประเภทคือ 1) ประเภทเครื่องตี ได้แก่ กลองตุ้ม กลองหาง พังฮาด ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ กั๊บแก๊บ โปงลาง บางคณะก็เพิ่มกลองชุดสากลเข้ามา 2) ประเภทเครื่องเป่า ได้แก่ แคนและโหวด 3) ประเภทเครื่องดีด ได้แก่ พิณ แต่เดิมนั้น เครื่องตนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการฟ้อนใช้เพียง 5 ชิ้นคือ กลองตุ้ม พังฮาด ฆ้องโหม่ง กลองหางและฉาบ (หน้า 214,223) การแต่งกายและการแต่งหน้า - ผู้ฟ้อนชาย สวมเสื้อแขนสั้นตัดเย็บด้วยผ้าโทเรสีน้ำเงินผ่าหน้า คอตั้งหรือคอจีนขลิบด้วยผ้าโทเรสีแดง ที่กระเป๋าเสื้อทั้ง 3 ใบ และจากคอเสื้อลงมาถึงสาบเสื้อด้านนอกยาวจนสุดชายเสื้อ ติดกระดุมสีขาวเรียงลงมา 5 เม็ดปล่อยชายเสื้อไว้ด้านนอกนุ่งกางเกงขาก๊วยตัดเย็บด้วยผ้าโทเรสีน้ำเงิน มีฝ้ายหรือไหมทอเป็นผืนผ้าลายขิดสีแดงผืนยาวมัดทับเสื้อไว้ที่เอว สวมสร้อยคอเงิน 1 เส้น - ส่วนการแต่งกายของผู้ฟ้อนหญิง สวมเสื้อแขนยาวตัดเย็บด้วยผ้าโทเรสีน้ำเงิน คอตั้งหรือคอจีนและปลายแขนทั้งสองข้างขลิบด้วยผ้าโทเรสีแดง จากคอเสื้อยาวลงมาสุดชายเสื้อติดกระดุมสีขาวยาวลงมา 7 คู่ นุ่งผ้าถุงตัดเย็บด้วยผ้าโทเรสีน้ำเงินยาวปิดข้อเท้า ทับชายเสื้อไว้ด้านในและใช้ผ้าโทเรสีแดงสอดด้วยผ้าแข็งเย็บเป็นสายยาวสำหรับคาดเอว นอกจากนี้ยังมีไหมพรมสีขาวถักเป็นลวดลายต่างๆ ผืนยาวมีชายครุยทำเป็นสไบพาดบนไหล่ซ้าย ปล่อยชายยาว ติดดอกไม้สีแดง 1 ดอกบนสไบที่อกด้านซ้าย สวมเครื่องประดับเงิน ทรงผมเกล้ามวยต่ำไว้ด้านหลัง ติดดอกไม้ไว้ที่มวยผมด้านซ้าย 1 ช่อปัจจุบันยังคงรักษาแบบเสื้อผ้าชุดประจำเผ่าและเครื่องประดับเงินแต่ใช้ผ้าที่ต่างไปจากเดิมแต่มีความสดใสมากขึ้น - การแต่งหน้าและการเกล้ามวยผมของผู้ฟ้อนหญิงไม่มีแบบเฉพาะแต่งให้สวยตามสมัยนิยม ส่วนผู้ฟ้อนชายการแต่งหน้าจะมีลักษณะธรรมเนียมคือ บริเวณหน้าผากกดปลายฟันหวีที่จุ่มแป้งแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมตารางหมากรุก หมายถึงคันนา บริเวณแก้ม กดปลายฟันหวีที่จุ่มแป้งเป็นลายดอกจันทร์ หมายถึง ย้ำตีนกา บริเวณคอและแขนกดปลายฟันหวีที่จุ่มแป้งเป็นแนวของฟันหวียาวๆ หมายถึงวิถีชีวิตของผู้ไทยที่ผูกพันกับการทำนา คอ แขนและเนื้อตัวจะเปื้อนโคลนส่วนบริเวณหู ใช้นิ้วชี้แตะแป้งมาแต้มที่ติ่งหู หมายถึง เป็นสัญลักษณ์ของไก่ตัวผู้เปรียบเทียบกับพวกหนุ่มๆ ว่า "ผู้ไทยไก่สวน" แปลว่าชายผู้ไทยมีความขยันในการทำมาหากิน ตื่นแต่ดึกลุกแต่เช้าเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนทรงผมจะไม่มีการตกแต่ง ใช้ทรงผมปกติในชีวิตประจำวัน การแต่งกายฟ้อนผู้ไทยหน้าพระที่นั่งเมื่อปี พ.ศ. 2498 ผู้ฟ้อนชายใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามออกสีน้ำเงินอมดำ แขนยาวคอตั้งผ่าหน้าใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนผู้ฟ้อนหญิง ใส่เสื้อผ้าฝ้ายย้อมครามออกสีน้ำเงินอมดำคอตั้งแขนยาวผ่าหน้าติดกระดุมสีขาว นุ่งผ้าถุงยาวถึงข้อเท้า ใช้ผ้าแถบสีแดงคาดที่เอว มีผ้าสไบพาดที่บ่าซ้าย สวมเครื่องประดับเงินและใส่หมวกที่เรียกว่า "กุบ" ซึ่งเป็นหมวกที่ทำมาจากไม้ไผ่เหลาเป็นแผ่นเล็กๆ สานเป็นหมวกทรงกลม หัวแหลมคล้ายหมวกของญวน (หน้า 78-79) เวลาที่ใช้ในการแสดงฟ้อนผู้ไทยไม่มีกำหนดตายตัว ตามความเหมาะสมของงานใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 10 นาทีและสูงสุดประมาณ 30 นาที (หน้า 227- 236, 250) สถาปัตยกรรม - สถาปัตยกรรมศาลปู่ถลา เป็นห้องสี่เหลี่ยม มีประตูบานเปิด 2 บานผนังก่ออิฐฉาบปูน หลังคาทรงไทยตกแต่งด้วยลวดลายกนกหัวพญานาคสีขาว ตัวเรือนทาสีแดง (หน้า 23) - แผนผังบ้านภูไท ของนายชัยบดินทร์ สาลีพันธ์ พื้นที่บ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาคารจะอยู่โดยรอบของพื้นที่ เรือนแต่ละหลังสร้างด้วยไม้ไผ่ยกพื้นสูงมีใต้ถุนบ้าน(หน้า 260)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

การฟ้อนผู้ไทยในปัจจุบันลดน้อยลง เป็นเพราะผู้ที่คิดประดิษฐ์ท่าฟ้อนและผู้ที่ปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทยให้เป็นระเบียบแบบแผนได้ถึงแก่กรรมหมดแล้ว ส่วนผู้ฟ้อนที่ยังมีชีวิตก็ชราภาพ ประกอบกับค่านิยมของลูกหลานผู้ไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมฝึกหัดการฟ้อนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษามากกว่า (หน้า 4) ปัจจุบันผู้ไทยเรณูนครไม่นิยมปฏิบัติพิธีเหยาเพราะเมื่อเจ็บป่วยจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แต่ยังคงรักษาประเพณีเลี้ยงผีปู่ถลา (หน้า 22) ปัจจุบันการคัดเลือกผู้ฟ้อนผู้ไทยมักจะเป็นลูกหลานของเจ้าของคณะโดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการฟ้อนและในเรื่องของความสวยงานเท่าใดนัก(หน้า 213)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ตาราง - ท่าฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 2 (73) - การแต่งกายฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ปี พ.ศ.2498 ผู้ฟ้อนชาย(80) ผู้ฟ้อนหญิง(82) - กระบวนการฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 3 (92) - กระบวนการฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 4 (119) - การพัฒนาท่าฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 3 สู่ขั้นตอนที่ 4 (135) - กระบวนการฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 5 (149) - การพัฒนาท่าฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร ขั้นตอนที่ 4 สู่ขั้นตอนที่ 5 (176) - สถิติการฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร(241) ภาพ - แผนที่แสดงการตั้งถิ่นฐานเดิม(17) - ศาลปู่ถลา(23) - วัดธาตุเรณูในอดีต(27) - ฟ้อนผู้ไทยเลาะตูบบุญ(34) - ประเพณีการฟ้อนผู้ไทยเลาะตูบ(36) - ขบวนฟ้อนผู้ไทยเรณูนครแห่ต้นกัลปพฤกษ์(41) - ฟ้อนผู้ไทยหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท(55) - ฟ้อนผู้ไทยเรณูนครหน้าพระที่นั่ง ณ ลานคำหอม พ.ศ. 2535(57) - สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงกำกับการฝึกซ้อมผู้ไทย(59) - ฟ้อนผู้ไทยรับเสด็จสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2(62) - กลองตุ้ม(214) - พังฮาด(216) - กั๊บแก๊บ(218) - แคน(220) - การแต่งกายฟ้อนผู้ไทย(227) - การแต่งกายฟ้อนผู้ไทยใช้ผ้ามัดหมี่(230) - แผนผังบ้านภูไท(260)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 27 ก.ย. 2555
TAG ผู้ไท, การฟ้อน, เรณูนคร, นครพนม, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง