ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),เกษตรกรรม,นาดำ,เชียงใหม่
Author ชัยฤกษ์ ไตลังคะ
Title บทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรต่อการยอมรับนวกรรมในการทำนาดำของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 67 Year 2526
Source หลักสูตรปริญญานิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาการประชาสัมพันธ์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

ผลการวิจัยพบว่า ความถี่ในการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีผลต่อการยอมรับนวกรรมการทำข้าวนาดำ การสื่อสารระหว่างบุคคล มีบทบาทสำคัญในการทำให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงยอมรับนวกรรมการทำนาดำ เพื่อนบ้านใกล้ชิดและผู้อาวุโสในหมู่บ้านมีบทบาทน้อยมากในการยอมรับนวกรรมการทำนาดำเมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร สื่อบุคคลที่เป็นผู้นำหมู่บ้านมีอิทธิพลต่อชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือกิจกรรมภายนอกหมู่บ้าน แต่ในเรื่องการตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับนวกรรมนั้น เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลที่หัวหน้าครัวเรือนจะตัดสินใจร่วมกับครอบครัวของตนเป็นสำคัญ โดยอาศัยความพร้อม ความเหมาะสมและความเป็นไปได้เป็นเครื่องกำหนด ดังนั้นบทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะมีผลต่อการยอมรับนวกรรมทำข้าวนาดำ เฉพาะบุคคลที่เป็นผู้นำหมู่บ้านซึ่งเป็นผู้ที่มีการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ระบบตัวต่อตัว (Interpersonal Communication) เป็นประจำเท่านั้น

Focus

ศึกษาบทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่มีผลต่อการยอมรับนวกรรมการปลูกข้าวนาดำของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในหมู่บ้านเมืองงาม หมู่ที่ 9 ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง

Language and Linguistic Affiliations

ภาษากะเหรี่ยง ภาษาไทย

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2526

History of the Group and Community

เชื่อกันว่าถิ่นฐานเดิมของกะเหรี่ยงอยู่บริเวณด้านตะวันออกของทิเบตและได้เข้ามาตั้งอาณาจักรในประเทศจีนราว 3,238 ปีที่แล้ว ชาวจีนเรียกชนชาตินี้ว่า "ชนชาติโจว" ต่อมาถูกจีนรุกราน จึงถอยร่นลงมาตามแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า ปัจจุบันชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยในประเทศพม่ามากกว่าในประเทศไทย มีรัฐเป็นของตนเอง 2 รัฐคือ รัฐคะยาและรัฐก่อตูเล ซึ่งเป็นรัฐของกะเหรี่ยงแดงและกะเหรี่ยงขาว ตามลำดับ กะเหรี่ยงอพยพเข้าสู่ประเทศไทยด้วยเหตุผลทางการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจ อาศัยกระจัดกระจายในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ตาก แม่ฮ่องสอนและกำแพงเพชร และตามเทือกเขาตะนาวศรีในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ (หน้า 1) หมู่บ้านเมืองงาม ตั้งมาแล้วประมาณ 80 ปี กลุ่มแรก มาจากอำเภอฝาง ประมาณ 3 หลังคาเรือน ต่อมามีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงตามมาอีกหลายครั้งและมีชาวเขาจากอำเภอแม่สะเรียงย้ายมาอีก 6 หลังคาเรือนจนปัจจุบัน มีกะเหรี่ยงอาศัยอยู่ทั้งสิ้น 123 หลังคาเรือน 135 ครอบครัว จำนวนประชากร 688 คน(หน้า 19)

Settlement Pattern

กะเหรี่ยงจะตั้งถิ่นฐานระดับพื้นที่ต่ำกว่าชาวเขาเผ่าอื่น(หน้า 2) การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองงาม จะแยกเป็น 2 กลุ่มบ้าน ได้แก่บ้านเมืองงามคริสต์และบ้านเมืองงามพุทธโดยมีลำน้ำงามและฝายชลประทานคั่นกลางบ้านเมืองงามคริสต์มีป่าช้าอยู่ทางทิศเหนือ มีโบสถ์คริสต์ บริเวณหน่วยและศูนย์สาธิตอยู่ทางทิศตะวันออกและมีค่าย ต.ช.ด.ทางทิศตะวันตก ส่วนบ้านเมืองงามพุทธมีโรงเรียนอยู่ทางทิศตะวันออกและมีสำนักสงฆ์อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (หน้า 58)

Demography

ประชากรชาวเขาในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นกะเหรี่ยงมากที่สุดคือ 77,430 คน คิดเป็นร้อยละ 28.85 ของประชากรกะเหรี่ยงในประเทศไทย(หน้า 1) ส่วนประชากรกะเหรี่ยงในหมู่บ้านเมืองงามจำนวน 123 หลังคาเรือน มี 135 ครอบครัว จำนวนทั้งสิ้น 688 คน จำแนกเป็นชาย 333 คนและหญิง 355 คน (หน้า 19) ประชากรกลุ่มตัวอย่าง หัวหน้าครอบครัวเป็นเพศหญิง ร้อยละ 6.0 และเป็นเพศชายร้อยละ 94.0 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 21-25 ปี ร้อยละ 8.0 26-30 ปี ร้อยละ 6.0 30-35 ปี ร้อยละ 16.0 อายุ 36-40 ปี ร้อยละ 58.0 และอายุ 40 ปีขึ้นไป ร้อยละ 12.0 (หน้า 21) ครอบครัวของกลุ่มตัวอย่างมีบุตรระหว่าง 1-2 คน ร้อยละ 23.0 3-5 คนร้อยละ 46.0 6-8 คน ร้อยละ 26.0และไม่มีบุตร ร้อยละ 5.0 ขนาดของครอบครัว 7-9 คนต่อครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 43.0 รองลงมาคือ 4-6 คน ร้อยละ 40.0 แรงงานในครอบครัวมี 1-2 คนต่อครอบครัว คิดเป็นร้อยละ 48.0 รองลงมาคือ 3-4 คน คิดเป็นร้อยละ 43.0 (หน้า 22)

Economy

สังคมกะเหรี่ยงเป็นสังคมเกษตรกรรมผลิตเพื่อยังชีพปลูกข้าวนาดำเป็นอาชีพหลัก รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายสัตว์เลี้ยง ขายพืชไร่ ของป่าและรับจ้าง การปลูกข้าวเพื่อบริโภคของกะเหรี่ยงมี 2 แบบคือ การทำไร่ข้าวและการทำนาดำ การทำไร่ของกะเหรี่ยงมีลักษณะเป็นการทำไร่เลื่อนลอยบนภูเขาในแบบโค่นแล้วเผา ส่วนการทำนาดำจะใช้การปรับพื้นที่ให้เป็นขั้นบันได โดยรับน้ำจากชลประธานด้วยการขุดร่องน้ำที่เรียกว่า "น้ำเหมือง" เพื่อกั้นน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การปลูกข้าวส่วนใหญ่จะปลูกข้าวจ้าวเพื่อบริโภค ส่วนข้าวเหนียวจะใช้ในพิธีกรรมบางอย่าง กะเหรี่ยงร้อยละ 70 มีข้าวเพียงพอต่อการบริโภค ส่วนอีกร้อยละ 30 ยังขาดแคลนข้าวบริโภค โดยมีสาเหตุเนื่องจากพื้นที่ทำกินมีจำกัดในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น(หน้า 2, 20) กะเหรี่ยงในหมู่บ้านเมืองงามส่วนใหญ่ปลูกข้าวปีละ 1 ครั้ง ร้อยละ 75.0 ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง คิดเป็นร้อยละ 85.0 พื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกอยู่ระหว่าง 6-10 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 51.0 แรงงานที่ใช้ในการปลูกข้าวแต่ละครั้งจะใช้มากกว่า 15 คน ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 42.0 และผลผลิตที่ได้โดยเฉลี่ย 40 ถังต่อไร่ต่อปี ร้อยละ 53.0 (หน้า 24)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

กะเหรี่ยงในหมู่บ้านเมืองงามนับถือศาสนาคริสต์ 70 หลังคาเรือนประกอบด้วย 80 ครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 53.0 และนับถือศาสนาพุทธ 53 หลังคาเรือนประกอบด้วย 55 ครอบครัวคิดเป็นร้อยละ 47.0 (หน้า 18-19, 22) ประชากรกะเหรี่ยงในหมู่บ้านเมืองงามที่อพยพมา แรกๆ มีขนบธรรมเนียมและประเพณีของตน นับถือผีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อมามีบาทหลวงสลาได้เข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาและสร้างโบสถ์เมื่อ 20 ปีที่แล้วมีการทำพิธีสวดมนต์ที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ส่วนพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ.2508 โดยพระธุดงค์ชื่อ พระพระธรรมรัฐ ซึ่งอยู่ที่ตำบลหลังสวน จังหวัดชุมพร กะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์ส่วนใหญ่จะไม่นับถือผี แต่ชาวเขาที่นับถือศาสนาพุทธจะนับถือผีควบคู่ด้วย การปลูกข้าวจะมีความสัมพันธ์กับผี เช่น จะมีการเลี้ยงผีก่อนลงมือปลูกข้าว 1 ครั้ง ในขณะปลูกข้าว 1 ครั้งและเลี้ยงผีตอนตีข้าวอีก 1 ครั้ง(หน้า 19-20)

Education and Socialization

หัวหน้าครอบครัวของประชากรกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ร้อยละ 82.0 ไม่ได้เรียนหนังสือ รองลงมาคือร้อยละ 17.0 ได้รับการศึกษาระหว่าง ป. 1-ป.4 ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยได้แต่อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้(หน้า 22-23)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

บ้านทรงกะเหรี่ยงโดยทั่วไปเป็นบ้านยกพื้น หลังคามุงจาก ซึ่งโดยทั่วไปฝาบ้านจะเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ มีบันไดทางขึ้นทำด้วยไม้ไผ่ บ้านบางหลังมีการล้อมรั้ว แต่ปัจจุบันบ้านบางหลังมีการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม หรือใช้วัสดุสมัยใหม่ (หน้า 28 - 38)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีการกินอยู่ง่าย เฉื่อยชาและมีแนวโน้มจะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไว้อย่างมั่นคง(หน้า 3)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบันมีกะเหรี่ยงที่ไม่ได้ไหว้ผี ร้อยละ 87.0 (หน้า 24)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ชาวเขาร้อยละ 94.0 เคยเข้าร่วมประชุมที่หน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา ชาวเขาร้อยละ 93.0 เคยได้รับการเยี่ยมเยือนจากเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ร้อยละ 83.0 เคยได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปลูกข้าวและร้อยละ 60.0 คิดว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรสามารถช่วยเหลือเกี่ยวกับการปลูกข้าวได้ (หน้า 25) การยอมรับนวกรรมการทำนาดำของกะเหรี่ยงบ้านเมืองงามยังไม่แพร่หลายเพราะอยู่ในระหว่างการเรียนรู้ การทดลองเพื่อนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้กะเหรี่ยงยังเคยชินกับการปลูกข้าวนาดำแบบดั้งเดิม ไม่กล้าเสี่ยงต่อการปลูกพันธุ์ข้าวสมัยใหม่เพราะกลัวว่าผลผลิตจะไม่เพียงพอต่อการบริโภคได้ทั้งปี นอกจากนี้ บทบาทของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะติดต่อสื่อสารกับผู้ใหญ่บ้านและผู้มาติดต่อกับหน่วยพัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นที่ไม่เคยเข้ามาติดต่ออาจไม่เกิดความสนิทสนมเท่าที่ควร จึงมีผลให้ชาวเขาที่ไม่ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ไม่มีโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่และวิธีการใหม่ จึงทำให้การยอมรับนวกรรมเป็นไปอย่างเชื่องช้า เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะต้องมีความสามรถในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในหน้าที่รับผิดชอบ ด้านจิตวิทยา มนุษยสัมพันธ์ ด้านสังคม และต้องมีบุคลิกภาพที่ดีจึงจะเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจของชาวเขา (หน้า 48-49)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ - แผนที่ตั้งหมู่บ้าน(หน้า56) - แผนที่ทำกิน(หน้า57) - แผนผังหมู่บ้าน(หน้า57)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 05 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), เกษตรกรรม, นาดำ, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง