ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ,ข้าวไร่,เชียงใหม่
Author สิริสิน สายเกิด
Title การเปลี่ยนแปลงสภาพการผลิตข้าวไร่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง บ้านแม่ลานคำ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 101 Year 2542
Source หลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต(เกษตรศาสตร์) สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ปัจจุบันเกษตรบ้านแม่ลานคำมีลักษณะผสมผสาน มีการปลูกพืชอาหารในไร่ข้าวหมุนเวียน สวนผลไม้และข้าวนาดำ มีรอบระยะเวลาพักตัวของไร่หมุนเวียนลดลงจากเดิม 8-12 ปีเหลือเพียง 2-3 ปี การปลูกพืชเชิงเดี่ยวและผลไม้ ซึ่งนำเข้ามาเผยแพร่ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน โดยมุ่งหวังให้ชุมชนลดพื้นที่การทำไร่ข้าวหมุนเวียนลงและลดการบุกเบิกพื้นที่ผืนใหม่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไร่ไม่เพียงพอต่อการบริโภค การผลิตข้าวไร่มีปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือน เนื่องจากพื้นที่ทำกินถูกเวนคืนโดยกรมป่าไม้เพราะพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติออบขานและการรับพืชเชิงเดี่ยวและไม้ผลเข้ามาปลูกในชุมชน ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพการผลิตข้าวไร่ของชุมชนบ้านแม่ลานคำคือ สภาพความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ลดลงและสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไป ปริมาณน้ำและพื้นที่ทำกินลดลงเนื่องจากนโยบายคืนพื้นที่ทำกินแก่อุทยานแห่งชาติ เพราะพื้นที่หมู่บ้านอยู่ในเขตเตรียมประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ นอกจากนี้ยังมีปัญหาแรงงานในชุมชนไม่เพียงพอ กะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำได้ทำการปรับตัวและแก้ไขปัญหาสภาพการผลิตข้าวไร่ที่ชุมชนประสบอยู่ โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและไม้ผลเพื่อทดแทนการปลูกข้าวไร่ การควบคุมและการจัดการแรงงานตลอดจนการสร้างกฎระเบียบภายในชุมชน

Focus

ศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพการผลิตข้าวไร่ และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไร่ ศึกษาถึงการปรับตัวของชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาของชุมชน ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการผลิตข้าวไร่ของชุมชนกะเหรี่ยง บ้านแม่ลานคำ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง เรียกตัวเองว่า "ปกากะญอ" คนต่างเผ่าเรียก "ยางกะเลอ" หรือ "กะเหรี่ยง" คนเมืองเรียกว่า "ยาง" ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Karen" (หน้า 4)

Language and Linguistic Affiliations

กะเหรี่ยงจัดอยู่ในตระกูลหลัก จีน-ธิเบต มีภาษาพูดจัดอยู่ในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า(หน้า 4)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ.2542

History of the Group and Community

จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสในหมู่บ้านแสดงให้เห็นว่า บ้านแม่ลานคำมีคนอาศัยมาหลายช่วงชีวิตคน เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของลัวะมาก่อน ซึ่งสันนิษฐานว่ามีการตั้งถิ่นฐานประมาณ 700 ปี หลังจากที่ลัวะได้ย้ายถิ่นฐานออกไป กะเหรี่ยงซึ่งเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่เคยมีการตั้งถิ่นฐานมาก่อนจึงได้อพยพเข้ามาอาศัยแทน(หน้า 15-16)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานในอดีตของกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ จะไม่นิยมตั้งหมู่บ้านใกล้แม่น้ำใหญ่ แต่นิยมตั้งหมู่บ้านริมห้วยที่เป็นสาขาย่อยของแม่น้ำสายใหญ่(แม่น้ำแม่ลานคำ) และมีการโยกย้ายหมู่บ้านอยู่เสมอ การตั้งถิ่นฐานในอดีต ระยะ 30-40 ปี จะอาศัยกระจัดกระจาย แต่ละหย่อมบ้านไม่เกิน 10 หลังคาเรือนและมีการอพยพพื้นที่ใหม่เมื่อพื้นที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีพ การตั้งถิ่นฐานในอดีต ระยะ 15 ปี-ปัจจุบัน ตั้งบ้านเรือนเป็นหย่อมตามสายตระกูลเครือญาติหรือเครือญาติที่มีความใกล้ชิดกันโดยการแต่งงานของลูกจากสองตระกูล กะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานในอดีตเมื่อระยะ 30-40 ปีมาแล้ว มิได้สร้างบ้านแบบถาวร แต่จะใช้ไม้ไผ่ในการสร้างเพราะมีความเชื่อว่าหากแม่บ้านได้ถึงแก่กรรม พ่อบ้านต้องรื้อบ้านใหม่ เพราะหากยังอาศัยอยู่ในบ้านเดิมจะทำให้เกิดเจ็บป่วยล้มตาย แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ จึงทำให้กะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบันมานานกว่า 50 ปี ลักษณะบ้านแบบดั้งเดิมของกะเหรี่ยง วัสดุที่ใช้สร้างเป็นวัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่น ส่วนใหญ่ใช้เสาไม้จริงพื้นบ้านและฝาบ้านเป็นไม้ไผ่สับตีแผ่เป็นฟากหลังคามุงด้วยหญ้าคาแห้ง ใบตองตึงหรือใบหวายเย็บเป็นตับ บ้านยกพื้น มีห้องเดี่ยวซึ่งเป็นห้องเอนกประสงค์ใช้เป็นห้องครัว ห้องอาหาร ห้องรับแขกและห้องพิธีกรรม ส่วนครอบครัวที่มีบุตรสาวโต อาจกั้นอีกห้องหนึ่งโดยใช้ฉากกั้นแต่ไม่ถือเป็นอีกห้องหนึ่ง กลางห้องมีเตาไฟซึ่งสร้างบนกระบะดิน กะเหรี่ยงจะสร้างบ้านอยู่บริเวณแถบลาดไหล่เขาหรือพื้นที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาใกล้แหล่งน้ำ บ้านแต่ละหลังของกะเหรี่ยงจะไม่มีรั้วบ้าน พี่น้องที่เป็นญาติฝ่ายแม่จะสร้างบ้านอยู่ใกล้กัน ส่วนลูกเขยเมื่อแยกบ้านแล้ว จะสร้างบ้านอยู่ใกล้กับบ้านพ่อตาแม่ยาย (หน้า 18-22) สัดส่วนการใช้ที่ดินของบ้านแม่ลานคำ จำแนกเป็นที่อยู่อาศัย ประมาณ 1,000 ไร่ ที่นา 771 ไร่ ที่สวน 780 ไร่และพื้นที่ทำไร่ข้าวหมุนเวียนประมาณ 1,477 ไร่ ป่าใช้สอย 4,700 ไร่ และป่าอนุรักษ์ จำนวน 11,035 ไร่ (หน้า 62 - 63)

Demography

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 89 ครัวเรือน (หน้า ง) กะเหรี่ยงเป็นชาวเขากลุ่มใหญ่ในประเทศไทย มีประชากรร้อยละ 50 ของประชากรชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยทั้งหมด จำแนกได้เป็น 4 กลุ่มย่อยคือ กะเหรี่ยงโป กะเหรี่ยงสะกอ กะเหรี่ยงคะเร็นนีและกะเหรี่ยงตองสูหรือปะโอ (หน้า 1,4) ปัจจุบันบ้านแม่ลานคำมีทั้งหมด 89 ครัวเรือน มีประชากร 428 คนจำแนกเป็นเพศหญิง 220 คน เพศชาย 208 คน มีการตั้งบ้านเรือนเป็น 5 หย่อมบ้านคือ บ้านแม่ลานคำ 11 หลังคาเรือน 10 ครอบครัว มีประชากร 42 คน บ้านห้วยเหี๊ยะ มี 12 หลังคาเรือน 12 ครอบครัว มีประชากร 61 คน บ้านสบลาน มี 18 หลังคาเรือน 12 ครอบครัว มีประชากร 74 คน บ้านใหญ่ มี 30 หลังคาเรือน 29 ครอบครัว มีประชากร 129 คน และหย่อมบ้านหญ้าไซร้ มี 27 หลังคาเรือน 26 ครอบครัว มีประชากร 121 คน (หน้า 18,23) กะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำมีสมาชิกในครัวเรือน เฉลี่ย 4.78 คน (หน้า 26)

Economy

กะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชนที่ปลูกข้าวไร่เป็นพืชหลักและได้พัฒนาการมาเป็นการปลูกข้าวนาดำควบคู่กับการปลูกข้าวไร่ (หน้า 1) แหล่งรายได้ของกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำส่วนใหญ่มาจากผลผลิตทางการเกษตร คิดเป็นร้อยละ 86.50 รองลงมาคือรายได้จากการรับจ้างภายในและภายนอกหมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 24.71 รายได้เฉลี่ยของกะเหรี่ยงชุมชนบ้านแม่ลานคำเมื่อ พ.ศ. 2540 มีจำนวน 84 ครัวเรือนที่มีรายได้ 0-5,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 94.30 รองลงมาคือ 5,001-10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.40 (หน้า 40 - 41) ระบบการเพาะปลูกพืชของกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ อาศัยความหลากหลายของพันธุ์พืชเพื่อการยังชีพ ทำให้กะเหรี่ยงพึ่งพาตนเองได้โดยสามารถจัดเตรียมอาหารให้เพียงพอกับการบริโภคเพื่อทดแทนข้าวในช่วงภาวะวิกฤตขาดแคลนข้าวได้(หน้า 56) ระบบกรรมสิทธิ์ในพื้นที่บ้านแม่ลานคำอาศัยการสืบทอดจากบรรพบุรุษไม่มีระบบการซื้อขาย ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามระบบราชการ ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน ผู้ทำกินหรือผู้ถือครองสามารถถ่ายโอนและสืบทอดทางมรดกกันได้ (หน้า 84 -85)

Social Organization

เกษตรกรเผ่าม้งเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เมื่อสมาชิกในครอบครัวแต่งงานจะแยกครอบครัวออกไปตั้งบ้านเรือนใหม่(หน้า 67) ลักษณะครัวเรือนของกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำเป็นครอบครัวเดี่ยว 63 ครัวเรือนและเป็นครอบครับขยาย 26 ครัวเรือน(หน้า 26) กะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำแบ่งกลุ่มเครือญาติตามเชื้อสายฝ่ายแม่ ผู้หญิงมีสถานภาพเป็นหัวหน้าตระกูล ฝ่ายชายเมื่อแต่งงานแล้วจะต้องเข้าอยู่ในตระกูลและนับถือผีของฝ่ายหญิง กะเหรี่ยงเป็นสังคมยอมรับนับถือและศรัทธาผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ผู้อาวุโสมีหน้าที่ดูแลกฎระเบียบของชุมชน ตลอดจนการควบคุมการดำเนินชีวิตของกะเหรี่ยงให้อยู่ในความดีงาม (หน้า 31)

Political Organization

เดิมบ้านแม่ลานคำเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอำเภอแม่ริม ต่อมาในปี พ.ศ. 2445 มีการตั้งอำเภอสะเมิง บ้านแม่ลานคำจึงได้เปลี่ยนมาขึ้นกับเขตการปกครองของอำเภอสะเมิงจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันบ้านแม่ลานคำมีผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นตำแหน่งจากทางราชการมีอำนาจการปกครองและการตัดสินใจ และเป็นผลให้ตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านในอดีตซึ่งผู้นำการประกอบพิธีกรรมในหมู่บ้าน ลดความสำคัญลง (หน้า 18,20) บ้านแม่ลานคำมีการตกลงร่วมกันภายในชุมชนเพื่อสร้างกฏเกณฑ์เพื่อปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นภายในชุมชนจากปัญหาสภาพการผลิตข้าวไร่และปัญหาพื้นที่ทำกินลดลง (หน้า 82)

Belief System

กะเหรี่ยงมีความเชื่อว่าการปลูกข้าวไร่ได้บุญกว่าการปลูกข้าวนาดำเพราะไม่ต้องอาศัยแรงงานจากสัตว์ ข้าวของกะเหรี่ยงคือข้าวที่มีชีวิตจิตใจและมีขวัญดุจมนุษย์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเสมือนหนึ่งแม่โพสพของคนพื้นราบ (หน้า 1) อดีตกะเหรี่ยงมีความเชื่อและนับถือผี แต่ปัจจุบันได้หันมานับถือพุทธศาสนาแต่จะต้องทำพิธีตัดผีก่อน ถึงอย่างไรความเชื่อของกะเหรี่ยงเรื่องศาสนาพุทธและผีย่อมมีความความสอดคล้องสัมพันธ์กัน กะเหรี่ยงเชื่อว่า จิตวิญญาณคุ้มครองธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมนุษย์ เป็นพลังเหนือธรรมชาติทั้งหมดและเชื่อว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของธรรมชาติที่แท้จริง ทุกคนเป็นเพียงผู้อยู่อาศัย ส่วนพระพุทธ คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองเรื่อง "ศีล" (หน้า 20,28,84) ปัจจุบันกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำยังมีระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีขุนน้ำ เจ้าที่ เจ้าป่าซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำไร่ข้าวหมุนเวียน การลงมือทำไร่จะมีการหาฤกษ์ยามซึ่งส่วนใหญ่จะตรงกับวันพุธและวันพฤหัสบดี ผู้ลงมือแทงหลุมข้าวและคนหยอดข้าว จะเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานในการประกอบพิธีแทงหลุมและหยอดข้าว 7 หลุม หลังจากนั้นจะทำพิธี "เมือแซะลอ" โดยการนำด้ามเสียมที่ทำด้วยไม้ไผ่ที่ใช้แทงหลุมข้าวครั้งแรกมาผ่าซีก ไปเสียบกับต้นไม้ที่ตัดเฉพาะกิ่ง หันปลายที่เสียบด้ามเสียมชี้ขึ้นฟ้าไปทางดาวช้าง(ดาวลูกไก่ของคนไทย) เพราะถือว่าดาวช้างเป็นวิญญาณของข้าว พิธีกรรมนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณให้กันและกันเพื่อให้มีข้าวพอกิน เชื้อข้าวที่เหลือจากการทำพิธี เจ้าของไร่จะนำไปต้มเหล้า เรียกว่า "บือแซะคลี" เพื่อเลี้ยงฉลองและขอบคุณเจ้าที่เจ้าดิน "ทีเก่อจ่า" หลังจากที่ข้าวโตได้ประมาณ 1 คืบ จะทำพิธีต่าแซะคึ มีการเลี้ยงเจ้าที่ด้วยไก่ 1 คู่ เหล้า 2 ขวดเพื่อขอบคุณเจ้าทั้งหลายที่ช่วยดูแลไร่และช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายมิให้มาทำลายพืชพันธุ์ที่ปลูกไว้ เมื่อถึงวันแรกที่จะตีข้าวจะมีพิธีมัดข้อมือ มีการเลี้ยงเจ้าที่ด้วยไก่ 1 คู่ เหล้า 1 ขวด เมื่อขนข้าวขึ้นฉางหมดแล้วจะมีการเลี้ยงนกโถ่พือค่าร์และส่งนกโถ่พือค่าร์ขึ้นสวรรค์โดยการต้มเหล้าเพื่อเลี้ยงนก ตลอดจนการให้นกจิกอวัยวะของไก่อย่างละเล็กน้อยแล้วไปวางไว้ที่ฉางข้าวหรือที่ที่เหมาะสม บือโข่หรือข้าวใหม่ จะนำข้าว "พอโข่ พอคีด๊ะ" ที่ได้จากการตีข้าวมาต้มเหล้าและมีการหาอ้น ลิ่น เม่น ปูอีก 2 ตัวและผักกูดมาประกอบอาหารเพื่อกินกับข้าวใหม่โดยผู้เป็นพ่อจะกินเป็นคนแรก มีการนำข้าว ก้ามปูและเนื้อวางไว้บน เตาสามขา(เลอฌอ) ขาละเล็กน้อย หลังจากนั้นก็เริ่มกินได้ทุกคน (หน้า 44-47) กะเหรี่ยงเชื่อว่าพื้นที่ป่าบริเวณช่องเขา(ตะเดโดะ) เป็นทางเดินของผีไม่ควรตัดไม้ มีไว้เพื่อหาอาหาร ของป่าและยาสมุนไพร พื้นที่ป่าบนเนินคล้ายหลังเต่ามีสายน้ำล้อมรอบ(เด่มื่อเบอ) มีผีป่าอยู่ นาอุ๊กหรู่ เป็นสถานที่เลี้ยงผี โลปู (ป่าช้า) เป็นที่ฝังศพของคนตาย พื้นที่ป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ ป่าต้นน้ำ ป่าน้ำซับ น้ำขัง(เซมอปู) เชื่อว่ามีผีน้ำอยู่ ส่วนเดปอ คือป่าที่ผูกสายสะดือของชาวบ้าน มีต้นไม้เป็นที่แขวนสายสะดือของเด็กเกิดใหม่ ขวัญของทุกคนจะอยู่ที่ป่านี้(หน้า 79) กะเหรี่ยงมีความเชื่อเรื่องขวัญว่ามีอยู่ 37 ขวัญ ในคนมี 5 ขวัญซึ่งประจำอยู่ที่ ศีรษะ มือขวา มือซ้าย เท้าขวาและเท้าซ้าย อีก 32 ขวัญเป็นขวัญประจำตัวสัตว์ หากขวัญล่องลอยออกจากร่างเจ้าของร่างจะเจ็บป่วย หากทำพิธีเรียกขวัญกลับร่างไม่ทันอาจทำให้เจ้าของร่างเสียชีวิตได้ (หน้า 84)

Education and Socialization

กะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 26.40 และระดับประถมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 13.60 ตามลำดับ กะเหรี่ยงรุ่นก่อนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาแต่สามารถอ่านออกและเขียนภาษากะเหรี่ยงของตนได้(หน้า 28) หัวหน้าครอบครัวของกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา คิดเป็นร้อยละ78.70 (หน้า 30)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

เมื่อก่อนนกหรือโถ่พือค่าร์ ติดโพรงอยู่ แล้วกะเหรี่ยงไปเผาโพรงทำไร่ นกตัวนี้จึงสามารถหลุดจากโพรงได้และเอ่ยปากว่าจะดูแลรักษาไร่ข้าวให้ เมื่อเสร็จสิ้นการผลิตข้าว นกตัวนี้จะบินกลับสวรรค์ แล้วกะเหรี่ยงได้กล่าวว่า "ถ้านกเจ้ามองดูตอไม้เป็นสีดำเมื่อไรขอให้ท่านลงมาดูแลไร่ให้แก่ข้าด้วย หลังจากการทำไร่แล้วจะเลี้ยงส่งให้ท่านกลับไปพักผ่อน" (หน้า 47)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

สังคมกะเหรี่ยงเป็นสังคมที่มุ่งทำการผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง การมีอาหารกินที่เพียงพอ เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตและเป็นสัญญลักษณ์ของชนเผ่าที่มีวิถีชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติสูง (หน้า 1-2)

Social Cultural and Identity Change

ปัจจุบันความเชื่อบางประการเกี่ยวกับบ้านเริ่มหมดไป กะเหรี่ยงบางครอบครัวเริ่มหันมาสร้างบ้านแบบถาวร หลังคามุงกระเบื้องหรือสังกะสี ฝาบ้านและพื้นทำด้วยไม้(หน้า 22) ปัจจุบันผู้นำหมู่บ้านอย่างไม่เป็นทางการ "ฮีโข่" ของบ้านแม่ลานคำได้ลดบทบาทลงมาก เพราะมีผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ซึ่งเป็นผู้นำที่ถูกต้องในส่วนราชการเข้ามามีบทบาทแทน (หน้า 31) เกษตรกรรมในอดีตทำเฉพาะ ไร่ข้าวหมุนเวียนและปลูกข้าวนาดำ แต่ปัจจุบันมีการปลูกพืชผักและไม้ผลต่างๆ จากเจ้าหน้าที่โครงการต่างๆ เข้ามาแทรกในระบบการทำไร่ข้าวหมุนเวียน(หน้า 36) ปัจจุบันเนื่องจากพื้นที่จำกัด ผลผลิตข้าวไร่ที่ได้ไม่พอบริโภค จึงหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแทน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน(หน้า 42) การทำการเกษตรของกะเหรี่ยงจะเป็นระบบธรรมชาติแต่ปัจจุบันพืชเศรษฐกิจมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของกะเหรี่ยง ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงและศัตรูพืชได้(หน้า 61)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

เกษตรกรบ้านแม่ลานคำมีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำการเกษตร 87 ครัวเรือน มีปัญหาด้านวัชพืช ร้อยละ 97.80 มีปัญหาด้านโรคและแมลงศัตรูพืช ร้อยละ97.80 มีปัญหาด้านแหล่งน้ำ ร้อยละ 92.10 เกษตรกรกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ ร้อยละ 86.50 มีปัญหาด้นผลผลิตข้าวไร่ไม่เพียงพอ ร้อยละ 96.60 ไม่มีปัญหาด้านแรงงานในการผลิตข้าว ร้อยละ 52.80 ไม่มีปัญหาด้านเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน เกษตรกรกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ ร้อยละ 52.80 ไม่มีปัญหาด้านเงินทุนและไม่มีปัญหาด้านการใช้สารเคมีเพราะการทำไร่ข้าวของกะเหรี่ยงเป็นระบบเกษตรแบบธรรมชาติ ไม่มีปัญหาด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตเนื่องจากมิได้ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการเก็บเกี่ยว(หน้า 72 - 77)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง - จำนวนประชากรบ้านแม่ลานคำ จำแนกตามเพศและอายุ(หน้า 24) - จำนวนสมาชิกในครัวเรือน(หน้า26) - จำนวนแรงงานภายในครัวเรือนที่ใช้ในการทำไร่ข้าวหมุนเวียน(หน้า27) - ระดับการศึกษาของประชากรบ้านแม่ลานคำ(หน้า28) - ระดับการศึกษาของหัวหน้าครอบครัวชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ(หน้า29) - การทำไร่ข้าวหมุนเวียนและปลูกพืชไร่(หน้า39) - การทำสวนผลไม้ในพื้นที่ไร่เดิม(หน้า39) - การเลี้ยงสัตว์ผสมผสานกับข้าวนาดำและข้าวไร่(หน้า39) - รายได้ภาคเกษตรกรรมของชุมชน(หน้า40) - รายได้นอกภาคเกษตรกรรม(หน้า40) - รายได้เฉลี่ยของกะเหรี่ยงชุมชนบ้านแม่ลานคำ พ.ศ. 2540(หน้า41) - จำนวนพื้นที่ปลูกข้าวไร่ของชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า42) - ลักษณะพื้นที่ปลูกข้าวไร่ของชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า42) - พืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกของชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า43) - การใช้น้ำฝนเพื่อประกอบการเกษตร(หน้า52) - การปลูกข้าวเจ้าภายในไร่หมุนเวียน(หน้า52) - พันธุ์ข้าวไร่ของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ(หน้า53) - พันธุ์ข้าวที่ปลูกภายในชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า53) - การปลูกข้าวไร่โดยใช้พันธุ์ลูกผสม(หน้า54) - ปริมาณผลผลิตข้าวไร่ต่อการดำรงชีพ(หน้า54) - ความพึงพอใจต่อปริมาณผลผลิตข้าวไร่ที่ชุมชนได้รับ(หน้า54) - หนี้สินของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ(หน้า55) - ชื่อพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ปลูกภายในไร่หมุนเวียนสลับกับข้าวไร่ของชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า59) - ข้อมูลข่าวสารการเกษตรจากโทรทัศน์(หน้า59) - สารเคมีที่ใช้ในไร่หมุนเวียน(หน้า60) - การใช้ที่ดินของชุมชนบ้านแม่ลานคำ(หน้า63) - พื้นที่ถือครองของกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำ(หน้า63) - จำนวนพื้นที่ไร่ข้าวหมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ลานคำในปัจจุบัน(หน้า64) - จำนวนการใช้แรงงานสัตว์ในการผลิตข้าวไร่(หน้า65) - ปัญหาเกี่ยวกับด้านพื้นที่ทำการเกษตร(หน้า71) - ปัญหาเกี่ยวกับด้านวัชพืช(หน้า72) - ปัญหาเกี่ยวกับโรคแมลงศัตรูพืช(หน้า72) - ปัญหาเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน(หน้า74) - ปัญหาเกี่ยวกับเงินทุน(หน้า74) - ปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารเคมี(หน้า79) ภาพ - ปิระมิดประชากรบ้านแม่ลานคำ พ.ศ.2541(หน้า25) - เปรียบเทียบประชากรที่เรียนและไม่เรียนหนังสือบ้านแม่ลานคำ(หน้า30)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 14 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ, ข้าวไร่, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง