ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ม้ง,ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง,ป่าไม้,เชียงใหม่
Author ธเนศ ณุวงษ์ศรี (ว่าที่ร้อยตรี)
Title การเปรียบเทียบการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของเกษตรกรชาวเขาเผ่าม้งและเผ่ากะเหรี่ยงในเขตศูนย์พัฒนา โครงการหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ม้ง, ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations ม้ง-เมี่ยน
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 126 Year 2545
Source หลักสูตรปริญญวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (เกษตรศาสตร์) สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

ศึกษาการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยง โดยพบว่าการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้ง และกะเหรี่ยงมีความแตกต่างกัน และเหมือนกันในบางส่วน เช่น กะเหรี่ยงทำงานอนุรักษ์มากกว่าม้ง อาทิ การป้องกันไฟป่า การรักษาป่า และทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันคือ ม้งจะปลูกพืชระบบเชิงเดี่ยว ส่วนกะเหรี่ยงจะปลูกพืชหมุนเวียนด้วย สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือม้งจะมีปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ส่วนกะเหรี่ยงพบปัญหาเรื่องไฟป่า และต้องการให้ทางการจัดสรรที่ดินทำกินให้มากขึ้น

Focus

ศึกษาเปรียบเทียบการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยงในเขตศูนย์พัฒนา โครงการหลวงอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเน้นศึกษาการวางแผนการทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ (หน้า 3, 29, 30)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ชาวเขาเผ่าม้งและชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในเขตโครงการหลวงอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ (หน้า 4)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่ได้กล่าวถึงภาษาประจำเผ่า ม้งและกะเหรี่ยง ในกรณีศึกษานี้ ส่วนใหญ่พูด และเขียนภาษาไทยได้ ม้งพูดไทยได้ร้อยละ 98.18 เขียนภาษาไทยได้ร้อยละ 56.36 ส่วนกะเหรี่ยงพูดไทยได้ร้อยละ 89.57 เขียนภาษาไทยได้ร้อยละ 60.87 (หน้า 37,103)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุช่วงเวลาที่ทำการวิจัย

History of the Group and Community

ไม่มีข้อมูล

Settlement Pattern

ไม่มีข้อมูล

Demography

ในบริเวณดอยสูง มีม้งอาศัยราว 80,507 คน และกะเหรี่ยง 309,610 คน ในเขตศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีประชากรรวม 682 ครัวเรือน เป็นม้ง 220 ครัวเรือน เป็นกะเหรี่ยงจำนวน 462 ครัวเรือน มีจำนวนครอบครัว 818 ครอบครัว ประชากรรวม 3,518 คน สำหรับประชากรในการ วิจัย มี 170 คน เป็นม้ง 55 คน และกะเหรี่ยง 115 คน สัดส่วนของขนาดครอบครัวม้งประมาณ 6.31 คน (น้อยที่สุด 2 คน มากที่สุด 12 คน) ประมาณร้อยละ 45.45 มีสมาชิกใน ครอบครัว 7-9 คน ประมาณร้อยละ 30.91 ของครอบครัว มีจำนวนสมาชิก 4-6 คน ประมาณร้อยละ 16.36 มีสมาชิกใน ครอบครัว 1-3 คน และประมาณร้อยละ 7.27 มีสมาชิกในครอบครัวมากกว่า 10 คน ครอบครัวเกษตรกรกะเหรี่ยง มีสมาชิกในครอบครัวน้อยที่สุด 2 คน มากที่สุด 9 คน จำแนกเป็นร้อยละ 63.48 มีสมาชิก 4-6 คน ร้อยละ 22.61 มีสมาชิก 7-9 คน ร้อยละ 13.91 มีสมาชิกในครอบครัว 1-3 คน (หน้า 2-4, 22, 31, 39, 103)

Economy

มีการทำไร่ที่ทำให้ต้องตัดต้นไม้เป็นจำนวนมาก พื้นที่ถือครองของม้ง 7.39 ไร่ ส่วนครอบครัวกะเหรี่ยง มีที่ดินถือครอง เฉลี่ย 6.83 ไร่ (หน้า 2, 40) ปี พ.ศ. 2543 เกษตรกรม้งมีรายได้เฉลี่ยรวมจำนวน 93,161.64 บาท รายได้รวมต่ำสุด 2 หมื่นบาท รายได้รวมสูงสุด 5 แสนบาท เมื่อเทียบรายได้แล้วสามารถจำแนกได้ดังนี้ร้อยละ 47.27 มีรายได้มากกว่า 75,000 บาท ร้อยละ 27.27 มีรายได้ระหว่าง 25,001-50,000 บาท และร้อยละ 20 มีรายได้รวมระหว่าง 50,001-75,000 บาท และเกษตรกรม้ง จำนวนร้อยละ 5.45 มีรายได้ระหว่าง 10,001-25,000 บาท สำหรับเกษตรกรกะเหรี่ยง มีรายได้เฉลี่ยรวม 26,053.22 บาท รายได้รวมต่ำสุด 3 พันบาท รายได้รวมสูงสุด 2 แสนบาท จำแนกได้ดังนี้ร้อยละ 52.17 มีรายได้ 10,001-25,000 บาท ร้อยละ 29.57 มีรายได้ระหว่าง 25,001- 50,000 บาท ร้อยละ 12.17 มีรายได้ระหว่าง 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 2.61 มีรายได้มากกว่า 75,000 บาท และที่มีรายได้ระหว่าง 0-5,000 บาท และ 50,001 - 75,000 บาท มีจำนวนร้อยละ 1.74 (หน้า 38,103) การทำการเกษตรของทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกัน คือ ม้งจะปลูกพืชในระบบเชิงเดี่ยว ส่วนกะเหรี่ยงจะปลูกพืชในระบบหมุนเวียน โดยจะเว้นว่างพื้นที่เพาะปลูก ปล่อยทิ้งไว้ให้ต้นไม้โตขึ้นมา (หน้า จ 18,19,21)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีบทบาททางการเมือง ตัวอย่างเช่น ม้ง ได้เป็นผู้นำท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้าน เพียงร้อยละ 5.45 ไม่ได้เป็นจำนวนร้อยละ 94.55 ส่วนเกษตรกรกะเหรี่ยง ได้เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เพียงร้อยละ 2.61 และไม่ได้เป็นจำนวนร้อยละ 97.39 ส่วนสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีเพียงเกษตรกรกะเหรี่ยง จำนวนร้อยละ 2.61 เท่านั้นที่ได้เป็น ส่วนม้งไม่มีใครได้เป็น สมาชิก อบต. (หน้า 45,ตารางหน้า 46)

Belief System

กะเหรี่ยงมีความเชื่อเรื่องผีและนำความเชื่อเรื่องจารีตประเพณีมาใช้ในการอนุรักษ์ป่า ได้แก่ พิธีบวชป่า การห้ามตัดต้นไม้ที่ผูกสายสะดือเด็กทารกแต่ละคนที่เกิด การทำไร่หมุนเวียน และสร้างแนวกันไฟ นอกจากนี้ กะเหรี่ยงยังมีความเชื่อเรื่องการอนุรักษ์ป่า ว่าควรปล่อยให้ต้นไม้ให้เติบโตเองตามธรรมชาติ กะเหรี่ยง มีวิธีแบ่งป่าออกเป็นป่าชนิดต่าง ๆ ได้ดังนี้ 1) ปก่าตะเดโตะ คือ ป่าในช่องเขา เป็นทางเดินของผี ไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่าแผ้วถางเป็นที่ทำกิน แต่สามารถหาของป่า หาฟืน และสมุนไพรได้ 2) ปก่าเดหมื่อเบอ คือ ป่าที่ขึ้นบนเนินคล้ายหลังเต่า สายน้ำไหลอ้อม หรืออยู่ล้อมรอบ เหมือน "เขียดแลวกกไข่ " เชื่อว่ามีผีดุร้าย ไม่ให้นำพื้นที่นี้ไปทำประโยชน์ 3) ปก่าเซมอปู คือป่าซับน้ำ เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่และมีน้ำขังในพื้นที่ ตลอดทั้งปีมีน้ำไหลลงลำห้วย เชื่อว่า เป็นที่อยู่ของผีน้ำ ไม่ให้กินน้ำในพื้นที่นี้ 4) ปก่าที่หน่าจวะคี คือป่าขุนห้วย มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บริเวณนั้น ไม่ให้ตัดไม้มาใช้ประโยชน์ 5) ปก่าที่เป่อถ่อ คือป่ามีน้ำผุด ถือว่ามีผีที่ดุร้าย ไม่ให้รบกวนในพื้นที่นั้น นอกจากนี้ตามความเชื่อของกะเหรี่ยง ยังห้ามตัดต้นไม้ดังต่อไปนี้ ต้นไทรที่มีลำต้นสูงใหญ่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของเทพ "หมื่อกาเขล่อ" ต้นไม้ที่เติบโตอยู่เป็นคู่กัน ต้นไม้ที่ปลายโน้มติดกับต้นไม้ต้นอื่น ต้นไม้ที่มีรังผึ้ง ต้นไม้ที่มีเถาวัลย์เกี่ยวอยู่ ต้นไม้ที่ขึ้นบนจอมปลวก เป็นต้น (หน้า 20,21,25,27,108) การนับถือศาสนา เกษตรกรม้ง นับถือศาสนาคริสต์ร้อยละ 63.64 นับถือศาสนาพุทธร้อยละ 32.73 นับถือผีร้อยละ 3.64 ส่วนเกษตรกรกะเหรี่ยง นับถือพุทธร้อยละ 75.56 นับถือคริสต์ร้อยละ 18.26 และนับถือผีร้อยละ 6.09 (หน้า 36,103)

Education and Socialization

ม้งร้อยละ 98.18 พูดไทยได้เข้าใจ เขียนหนังสือภาษาไทยได้ร้อยละ 56.36 ส่วนกะเหรี่ยง พูดไทยได้เข้าใจร้อยละ 89. 57 เขียนหนังสือภาษาไทยได้ร้อยละ 60.87 สำหรับความเข้าใจการพูดและการเขียนภาษาไทยของ เกษตรกรกะเหรี่ยง ก็ไม่มีผลด้านการอนุรักษ์ป่าไม้เช่นกัน (หน้า 37, 64, 65,77, 78,103) ข้อมูลความรู้ในการอนุรักษ์ป่า เกษตรกรได้รับจากสื่อหลายแขนงเช่น ข่าวจาก โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หอกระจายข่าว โปสเตอร์ แผ่นพับ และการฝึกอบรบจากเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ผู้เขียนระบุว่าเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยง มีความรู้ความความเข้าใจการเกษตรเชิงอนุรักษ์ทรัพยากรบนที่สูงเป็นอย่างดี โดยเกษตรม้งตอบคำถามได้ถูกต้อง เช่น การปลูกพืชคลุมดิน ช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ดีกว่าปล่อยที่ดินให้รกร้าง หรือการปลูกพืชตระกูลถั่วไม่ว่าจะเป็นถั่วมะแฮะ ถั่วเหลือง เป็นการเพิ่มวัชพืชในพื้นที่ เป็นต้น ส่วนเกษตรกรกะเหรี่ยง ตอบคำถามได้ถูกต้องเช่น การปลูกหญ้าแฝกเป็นแถบขวางตามแนวระดับ ช่วยลดการกัดเซาะพังทลายของดิน จากการวิจัยพบว่า เกษตรกรม้งร้อยละ 90.91 และเกษตรกรกะเหรี่ยงร้อยละ 60.09 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเกษตรเชิงอนุรักษ์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ย (หน้า 42,43,48-55) สำหรับการเปรียบเทียบ การเผยแพร่ความรู้และการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่า เช่น การแนะนำเพื่อนบ้านให้ทราบถึงประโยชน์ของป่าไม้ อันตรายของไฟป่า การชักชวนเพื่อนบ้านให้ช่วยกันถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับป่าไม้ การเผยแพร่จิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์ป่าแก่ลูกหลาน การใช้สารเคมี การประชาสัมพันธ์เพื่อนบ้านไม่ให้บุกรุกทำลายป่า ไม่ให้ทำผิดกฎหมายป่าไม้ให้ร่วมกันปลูกป่า ชักชวนเพื่อนบ้านให้ร่วมพิธีกรรมในการอนุรักษ์ป่าของหมู่บ้าน ช่วยกันจัดกิจกรรมด้านอนุรักษ์ป่าไม้ของหมู่บ้าน และของรัฐ ของเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยง (หน้า 74,87)

Health and Medicine

กล่าวถึงความเป็นอยู่ของม้งและกะเหรี่ยงว่า มีความยากจนและสุขภาพไม่ดี เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นจำนวนมาก (หน้า 2)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

เกษตรกรม้งและกะเหรี่ยง ส่วนมากมีความพอใจการทำงานของ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และผู้นำในงานอนุรักษ์ป่า อยู่ในระดับปานกลาง ม้งมีความพอใจในระดับปานกลางมีจำนวนร้อยละ 69.01 และไม่ค่อยพอใจเพราะเจ้าหน้าที่ทำงานเคร่งครัด จำนวนร้อยละ 27.27 สำหรับคนที่พอใจมากมีเพียงร้อยละ 3.64 เกษตรกรกะเหรี่ยงพอใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในระดับปานกลาง จำนวนร้อยละ 85.22 และไม่พอใจเพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่อำนวยความสะดวก คิดเป็นจำนวนร้อยละ 4.35 และมีความพอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอย่างมาก จำนวนร้อยละ 10.43 (หน้า 46,ตาราง หน้า 47)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การเปรียบเทียบการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยงที่มีความแตกต่างกันทางสถิติได้แก่ การกำหนดเขตที่ทำกินในหมู่บ้าน การตรวจพื้นที่ป่าในเขตรับผิดชอบในหมู่บ้าน การร่วมกันกีดกันผู้บุรุกถางป่าในเขตรับผิดชอบของหมู่บ้าน การปลูกป่าเพื่อใช้เป็นป่าชุมชน การปลูกป่าตามโครงการของรัฐ การรักษาต้นไม้ที่ปลูก การป้องกันไฟป่า การดับไฟป่า การทำแนวป้องกันไฟป่า การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่า ที่ไม่แตกต่างกันเช่น การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาป่า การรายงานผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่ เมื่อเห็นคนตัดต้นไม้ในหมู่บ้าน การปลูกต้นไม้ในที่ดินที่ครอบครอง (หน้า 88-93 ตารางหน้า 94-96) ปัญหาที่พบมากที่สุดในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าของม้ง ได้แก่ การลักลอบตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ปัญหาไฟป่าในช่วงหน้าแล้ง ความไม่เข้าใจการอนุรักษ์ป่าที่ถูกต้อง ความต้องการของเกษตรกรม้ง ต้องการให้มีการเผยแพร่ความรู้ และส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ ต้องการให้ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ต้องการให้มีการจัดสรรที่ทำกิน เกษตรกรกะเหรี่ยง มีปัญหามากที่สุดในการอนุรักษ์ป่า คือทำให้เกิดปัญหา ไฟป่าในหน้าแล้ง การลักลอบตัดต้นไม้ มาสร้างบ้าน ความไม่เข้าใจการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ถูกต้อง ความต้องการ ได้แก่ ต้องการให้จัดสรรที่ทำกินให้ชาวบ้าน ให้ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ต้องการให้เผยแพร่ความรู้ และส่งเสริมการอนุรักษ์ป่า (หน้า 97-102, ตาราง หน้า 98, 99, 102)

Google Map

Map/Illustration

ตาราง ความสัมพันธ์ด้านต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้งและกะเหรี่ยง (ตั้งแต่หน้า 36-59) รายได้รวมของครัวเรือน พ.ศ.2543 (หน้า 38) จำนวนสมาชิกในครัวเรือน (หน้า 39) พื้นที่การเกษตรที่ครอบครอง (หน้า 40) ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ (หน้า 41) การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าไม้ ( หน้า 44 ) การเข้าร่วมสมาชิกองค์กรหมู่บ้านของเกษตรกร (หน้า 46 ) ความพอใจและศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ กับผู้นำการอนุรักษ์ป่าไม้ (หน้า 47 ) การพบปะชาวเมือง ของเกษตรกร (หน้า 48) จำนวนผู้ตอบคำถามถูกเกี่ยวกับความรู้ด้านเกษตรเชิงอนุรักษ์ ทรัพยากรบนที่สูง (หน้า 49) ระดับความรู้เกี่ยวกับการเกษตรเชิงอนุรักษ์ (หน้า 51,52) ระดับการปฏิบัติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้ง และกะเหรี่ยง (หน้า 59) ความสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์ป่าของม้ง (ตั้งแต่หน้าหน้า 62-74) การเปรียบเทียบการอนุรักษ์ป่าของเกษตรกรม้ง และ กะเหรี่ยง (หน้า 94) ปัญหาการอนุรักษ์ป่าของม้ง (หน้า 98) ความต้องการ ให้มีการอนุรักษ์ป่าของม้ง (หน้า 99) ปัญหาการอนุรักษ์ป่าของกะเหรี่ยง (หน้า 101) ความต้องการให้มีการอนุรักษ์ป่าของกะเหรี่ยง (หน้า 102) แผนที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงอินทนนท์ (ภาคผนวก ข หน้า 125)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 31 ต.ค. 2555
TAG ม้ง, ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, ป่าไม้, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง