ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง),การทอผ้า,ภาคเหนือ
Author ศริญญา นาคราช, สุภัทรา รัตนคอน
Title ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงกับการทอผ้า
Document Type อื่นๆ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 64 Year
Source รายงานประกอบวิชา Folk Art and Handicraft 104310 คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Abstract

การทอผ้าของกะเหรี่ยงมี 2 ชนิดคือ การทอธรรมดาและการทอลวดลาย การทอผ้าของกะเหรี่ยงจะใช้ด้ายซึ่งทำจากใยฝ้ายเท่านั้น ผ้าที่ได้จากการทอแบบกะเหรี่ยงจะเป็นผ้าหน้าแคบ ดังนั้นเครื่องนุ่งห่มจึงมีลักษณะคงที่คือนำผ้าทั้งผืนเย็บประกอบกันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการตัด สีที่ใช้ย้อมจะมี 2 ชนิด ได้แก่ สีวิทยาศาสตร์ และสีธรรมชาติซึ่งได้จากพันธุ์ไม้ต่างๆ เช่น เปลือกไม้สัก ยอดต้นสัก เปลือกปอแดง ขมิ้น ต้นคราม เป็นต้น การประดิษฐ์ลวดลายในผืนผ้าขณะทอมี 5 วิธีคือ ลายเส้นในเนื้อผ้า ลายสลับสี ลายจก ลายขิดและการทอลายโดยการแทรกวัสดุอื่นประกอบ นอกจากนี้ การประดับลวดลายบนลายผ้าสามารถบอกถึงสถานะทางสังคมของผู้สวมใส่ได้อีกด้วย เช่น เสื้อของหญิงในหมู่บ้านภูเหม็นบนที่แต่งงานแล้วจะมี 2 แบบ แบบแรกทอลายทั้งตัวและแบบที่ทอเป็นผ้าพื้นทั้งผืน มักจะมีพื้นเป็นสีดำหรือสีน้ำเงิน แล้วทอดอกหรือปักลวดลายด้วยด้ายหรือไหมพรมสีชมพูเข้มหรือสีแดงเป็นหลัก ส่วนซิ่นก็จะมี 2 แบบ คือ ลายขวางตลอดทั้งตัว ส่วนแบบที่สอง เป็นลายขวางและใช้ผ้าที่ทอจากที่ทอเข็มขัดคาดหลังสามชิ้นมาเย็บต่อกันเช่นกันแต่ต่างกันที่ส่วนหัวซิ่นจะทอเป็นผ้าพื้นแดงช่วงกว้างๆ เป็นต้น แต่ปัจจุบันเด็กส่วนใหญ่นิยมใส่เสื้อและกางเกงสำเร็จรูปที่หาซื้อได้จากพ่อค้าในตลาด

Focus

ศึกษาวัฒนธรรมการทอผ้าและการแต่งกาย วิธีทอ วัสดุ การตัดเย็บ วิธีการเก็บรักษาผ้าของกะเหรี่ยงในภาคเหนือของประเทศไทย

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยง

Language and Linguistic Affiliations

ภาษากะเหรี่ยงถูกจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ธิเบต (หน้า 1) นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งกะเหรี่ยงออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กะเหรี่ยงสะกอ กะเหรี่ยงโปว์ กะเหรี่ยงคะยาและกระเหรี่ยงตองสู (หน้า 2-3)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

กะเหรี่ยงในประเทศไทย เป็นกลุ่มชนที่เคยอาศัยอยู่ต้นแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า อพยพเข้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในระยะแรกอพยพในลักษณะธรรมชาติ ต่อมาในราวศตวรรษที่ 24 จนถึงปัจจุบัน ได้อพยพเข้ามาเพราะความขัดแย้งทางการปกครองกับรัฐบาลพม่า มีหลักฐานว่ากะเหรี่ยงได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 250 ปี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (หน้า 1)

Settlement Pattern

กะเหรี่ยงตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกัน หมู่บ้านละ 5 หลังขึ้นไป ส่วนมากตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร (หน้า 2)

Demography

บ้านภูเหม็นบน มีประชากรกะเหรี่ยงจำนวน 167 คน เป็นกะเหรี่ยงโปว์จำนวน 157 คนและเป็นคนไทยที่แต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านอีก 10 คน ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ชายหญิงที่แต่งงานแล้วและเด็กๆ ไม่ค่อยมีคนหนุ่มคนสาว เพราะส่วนใหญ่จะไปทำงานนอกหมู่บ้าน (หน้า 56)

Economy

สังคมกะเหรี่ยงเป็นสังคมที่ผลิตเพื่อยังชีพ เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการเกษตรทำไร่เลื่อนลอยแบบหมุนเวียน มีการเพาะปลูกข้าวไร่และนาดำตลอดจนการปลูกพืชประเภทอื่นแซม เช่น พริก ถั่ว งา ยาสูบ นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงหมูและไก่เพื่อใช้ในพิธีกรรม เลี้ยงวัวและควายเพื่อขาย เลี้ยงช้างไว้ใช้งาน (หน้า 3) ทุกครัวเรือนจะปลูกฝ้ายไว้เพื่อใช้ในการทอเครื่องนุ่งห่มสำหรับสมาชิกในครอบครัว (หน้า 16)

Social Organization

กะเหรี่ยงมีลักษณะครอบครัวเดี่ยวนับถือบรรพบุรุษสายมารดา (หน้า 2)

Political Organization

ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหมอผี(ฮีโข่) เป็นผู้นำทางสังคมในการประกอบพิธีกรรมและเสมือนเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน บางหมู่บ้านจะพบว่าผู้ใหญ่บ้านกับฮีโข่เป็นคนเดียวกัน (หน้า 2)

Belief System

ความเชื่อของกะเหรี่ยง มี 3 แบบหลักคือ การนับถือผีและวิญญาณ การนับถือศาสนาพุทธและการนับถือศาสนาคริสต์ แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ยังคงนับถือผี วิญญาณบรรพบุรุษหรือผีบ้านผีเรือนซึ่งคอยคุ้มครองและให้ความสุข ประเพณที่สำคัญของกะเหรี่ยงคือประเพณีขึ้นปีใหม่ จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ต้นฤดูกาลการเพาะปลูก ในพิธีฉลอง จะมีการนำเหล้าและเนื้อไก่ไปบรวงสรวงต่อผีและวิญญาณ จากนั้นจะมีการดื่มเหล้าและผูกข้อมือด้วยด้ายดิบให้คำอวยพรต่อกัน กะเหรี่ยงจะไม่มีการเต้นรำแต่จะมีการซอรอบกองไฟในพิธีศพโดยมีการร้องเพลงชี้ทางให้แก่วิญญาณผู้ตาย (หน้า 2)

Education and Socialization

กะเหรี่ยงที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับการศึกษาทั้งในโรงเรียนประถมศึกษาในหมู่บ้านและการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ ประมาณปี พ.ศ.2375 มิชชั่นนารีอเมริกันแบบติสท์ ได้นำอักษรพม่ามาประดิษฐ์เป็นตัวหนังสือของกะเหรี่ยง แต่ปัจจุบันทางราชการได้ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ศาสนาโดยใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยเท่านั้น (หน้า 2-3)

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การทอผ้า - การทอผ้าของกะเหรี่ยงจะใช้ด้ายซึ่งทำจากใยฝ้ายเท่านั้น การปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายตามวิธีของกะเหรี่ยง มีขั้นตอนดังนี้ นำสมอฝ้ายตากแดด ทำความสะอาด หีบฝ้ายเอาเมล็ดออก การสางเส้นใยและการวางเส้นใยแล้วปั่นและทำให้เป็นไจ (หน้า 16-18) - สีที่ใช้ย้อมจะมี 2 ชนิด ได้แก่สีวิทยาศาสตร์และสีธรรมชาติ ซึ่งได้จากพันธุ์ไม้ต่างๆ เช่น เปลือกไม้สัก ยอดต้นสัก เปลือกปอแดง ขมิ้น ต้นคราม (หน้า 27-28 ) -การย้อมลายผ้าของกะเหรี่ยง จะย้อมให้เป็นลวดลายติดสีเพียงบางส่วน โดยการห่อหุ้มด้ายส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีด้วยใบไม้หรือพันด้วยเชือกกล้วย ผ้าที่ย้อมด้วยวิธีนี้เมื่อนำไปทอจะใช้เป็นด้ายยืน ซึ่งทำให้ลายไม่เปลี่ยนแปลง ต่างกับการทอผ้าของจังหวัดแพร่และจังหวัดน่านซึ่งใช้ด้ายแบบนี้เป็นด้ายขวาง(หน้า 31) - การทอผ้าของกะเหรี่ยงมี 2 ชนิดคือ การทอธรรมดาและการทอลวดลาย การทอธรรมดาหรือลายขัด คือการสอดด้ายขวางเข้าไประหว่างด้ายยืนซึ่งแยกสลับกัน ขึ้น 1 ลง 1 หรือขึ้น 2 ลง 2 ผ้าที่ได้จะเป็นสีเดียวกันตลอดผืน การทอลวดลาย ความนิยมเกี่ยวกับการประกอบลวดลายเพื่อตัดเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน เช่น ชุดหญิงสาวสะกอ จะมีลวดลายขวางลำตัวบริเวณเหนือหน้าอกเพียงเล็กน้อย ผ้าถุงของหญิงแต่งงานแล้วจะมีลวดลายสลับสีตลอดทั้งตัว เสื้อผู้หญิงโปว์จะทอลวดลายบริเวณไหล่อย่างสวยงาม - การประดิษฐ์ลวดลายในผืนผ้าขณะทอมี 5 วิธีคือ ลายเส้นในเนื้อผ้า ลายสลับสี ลายจก ลายขิดและการทอลายโดยการแทรกวัสดุอื่นประกอบ การทอลายจกของกะเหรี่ยงคล้ายกับของคนไทยพื้นราบแถบจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์และราชบุรีมาก แต่ความละเอียดในด้านสีสันและลวดลายจะมีน้อยกว่า (หน้า 40-44) เครื่องนุ่งห่ม - ผ้าที่ได้จากการทอแบบกะเหรี่ยงจะเป็นผ้าหน้าแคบ ดังนั้นเครื่องนุ่งห่มจึงมีลักษณะคงที่คือ นำผ้าทั้งผืนเย็บประกอบกันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการตัด (หน้า 46) เด็กในหมู่บ้านภูเหม็นบนจะสวมชุดทรงกระสอบยาวสีขาว หญิงสาวจะเปลี่ยนจากการแต่งชุดทรงกระสอบสีขาวมาเป็นชุดเสื้อและซิ่นได้หลายกรณี เช่น เปลี่ยนเพราะแต่งงาน เปลี่ยนเพราะมีประจำเดือนแล้ว เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่มีการกำหนดอายุตายตัว สาวที่เปลี่ยนมานุ่งซิ่น-ใส่เสื้อแล้วจะไม่เปลี่ยนกลับไปใส่ชุดทรงกระสอบสีขาวอีก - เสื้อของหญิงในหมู่บ้านภูเหม็นบนที่แต่งงานแล้วจะมี 2 แบบ แบบแรกทอลายทั้งตัวและแบบที่สองทอเป็นผ้าพื้นทั้งผืน มักจะมีพื้นเป็นสีดำหรือสีน้ำเงิน แล้วทอดอกหรือปักลวดลายด้วยด้ายหรือไหมพรมสีชมพูเข้มหรือสีแดงเป็นหลัก - ส่วนซิ่นก็จะมี 2 แบบ คือ ลายขวางตลอดทั้งตัว ส่วนแบบที่สอง เป็นลายขวางและใช้ผ้าที่ทอจากที่ทอเข็มขัดคาดหลังสามชิ้นมาเย็บต่อกันเช่นกันแต่ต่างกันที่ส่วนหัวซิ่นจะทอเป็นผ้าพื้นแดงช่วงกว้างๆ เด็กหญิงและสาวๆ กะเหรี่ยงบ้านห้วยฮ่อมนอก จะสวมชุดทรงกระสอบยาวมีทั้งสีขาวและสีอื่นๆ ปักตกแต่งบริเวณหน้าอกและชายด้านล่างของชุด ที่ชายเสื้อจะปล่อยเป็นชายครุยมีด้ายห้อยอยู่ ซิ่นของหญิงที่แต่งงานแล้ว ตัวซิ่นจะได้จากการเย็บผ้าหน้าแคบสองชิ้นเข้าด้วยกัน ส่วนเด็กชายจะแต่งแบบชาวพื้นราบทั่วไป (หน้า 56 - 64) เครื่องดนตรีของกะเหรี่ยงมี พิณ 5 สายใช้ดีดประกอบเพลงเล่านิทานหรือเพลงเกี้ยวสาว (หน้า 2)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

กะเหรี่ยงพวกที่อพยพมาระยะแรกๆ ได้มีการผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมกับคนไทยพื้นราบ แต่กะเหรี่ยงที่อพยพมารุ่นหลังระยะ 50 ปียังคงอยู่ในลักษณะสังคมชนเผ่าของตนเอง ปัจจุบันเพลงเกี้ยวสาวและเพลงเล่านิทานกำลังจะเสื่อมหายและเพลงไทยลูกทุ่งกำลังเป็นที่นิยมแทน กะเหรี่ยงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับคนพื้นเมืองโดยการนำผลิตผลทางการเกษตรที่เหลือจากการบริโภคมาแลกกับเกลือหรือยารักษาโรคและเลี้ยงวัว ควายเพื่อขายให้กับพ่อค้าคนเมือง แต่เดิมกะเหรี่ยงเป็นเผ่าที่ไม่เคยมีการปลูกฝิ่นเพราะถือเป็นการผิดประเพณี แต่ปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นแรงงานรับจ้างปลูกฝิ่นให้กับชาวเขาเผ่าม้ง (หน้า 1-3) ปัจจุบันกะเหรี่ยงนิยมสวมกางเกงสำเร็จรูปซื้อจากตลาดพื้นราบ (หน้า 40) เด็กในหมู่บ้านภูเหม็นบน ปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใส่เสื้อและกางเกงที่หาซื้อได้จากพ่อค้าในตลาด (หน้า 56)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

จากหลักฐานการค้นคว้าทางโบราณคดี สันนิษฐานว่ามนุษย์รู้จักการทอผ้าตั้งแต่ 4,500 - 8,000 ปีมาแล้ว การทอผ้าในระยะแรกพบว่ามี 3 ระยะคือ - ระยะแรกการนำเส้นใยพืชมาสานขัดกันโดยไม่มีแบบแผน - ระยะที่ 2 การขึงเส้นใยหรือเส้นด้ายจากคานเรียงขนานกันในแนวตั้ง ถ่วงด้วยน้ำหนักลงด้วยไม้คานอีกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงดึงให้ด้ายยืน เมื่อสอดด้ายขวางสลับเข้าไประหว่างด้ายยืนและดึงให้ตึงจะทำให้เนื้อผ้าแน่น - ส่วนระยะที่ 3 คือการนำเส้นด้ายมาขึงระหว่างไม้หลัก 2 อัน ซึ่งจะทำให้เส้นด้ายยืนมีความตึงที่สม่ำเสมอ การขึงลักษณะนี้มี 2 ลักษณะคือขึงในแนวตั้งและขึงในแนวนอน (หน้า 5-6)

Google Map

Map/Illustration

ภาพ - ลักษณะหนึ่งของการนำเส้นใยพืชมามัดเรียงกันเป็นผืน(หน้า 5) - เครื่องทอผ้า(หน้า 6) - เครื่องทอแบบ Horizontal Type(หน้า 7) - เครื่องทอแบบ Back - Strup ของชาวเปรูสมัยโบราณ(หน้า 8) - การทอผ้าของกะเหรี่ยง(หน้า 11) - เครื่องทอแบบตะกอเดียว(หน้า 11) - เครื่องทอแบบหลายตะกอ(หน้า 12) - แม่บ้านกะเหรี่ยงปั่นเส้นด้ายจากฝ้ายและทอทำเครื่องนุ่งห่ม(หน้า 12) - ที่ทอผ้าแบบเข็มขัดคาดหลังซึ่งใช้เส้นด้ายยืนที่ต่อก้นตลอดเป็นวงกลม(หน้า 13) - แผ่นหนังสำหรับคาดด้านหลัง(หน้า 14) - ไม้พันผ้า(หน้า 14) - ไม้กระทบหรือหน่อทาแพะ(หน้า14) - ไม้ช่วยแยกด้ายหรือกลูโข่(หน้า 15) - ไม้หน่อสะยา(หน้า15) - ไม้ขึ้นเครื่องทอ(หน้า 16) - การตากฝ้าย(หน้า 18) - เครื่องหีบฝ้าย(หน้า19) - เครื่องมือสำหรับยิงฝ้าย - น่อผี(หน้า20) - อุปกรณ์การล่อฝ้ายให้เป็นหลอด(หน้า21) - การล่อฝ้ายให้เป็นหลอด(หน้า22) - เครื่องปั่นผ้าย(หน้า 24) - "ลูควา" ที่พันด้ายให้เป็นใจ(หน้า25) - เครื่องฟันด้ายให้เป็นใจแบบตั้ง(หน้า 25) - การกระตุกใจด้ายขณะตาก(หน้า26) - ลักษณะของเปลือกนมวัวที่ทุบแล้ว เมื่อนำไปย้อมจะให้สีแดง(หน้า 27) - ขั้นตอนการย้อมสี(หน้า 28) - การย้อมสีด้ายของกะเหรี่ยง(หน้า 29) - อุปกรณ์สำหรับย้อมลายน้ำไหล(หน้า 31) - การแยกด้ายก่อนผูกเป็นเปลาะๆ (หน้า 32) - มัดของด้ายที่ย้อมแล้ว(หน้า 32) - แสดงให้เห็นขั้นตอนของด้ายจากด้ายสีขาวมาเป็นลายน้ำไหล การกรอด้ายขวาง(หน้า 33) - ลักษณะการกรอด้ายขวาง(หน้า 33) - การเรียงส่วนประกอบบนไม้ "แทเบรอะ" (หน้า 35) - การเรียงด้ายระยะที่ 1 (หน้า 36) - การเรียงด้านระยะที่ 2 (หน้า 36) - เครื่องทอเมื่อประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว(หน้า 38) - ตำแหน่งของผู้ทอเมื่อวางเครื่องทออยู่ในลักษณะตึงพอดี(หน้า 39) - การทอธรรมดา(ลายขัด)(หน้า 40) - ลายเส้นตามแนวตั้ง(หน้า 41) - ลายเส้นตามแนวนอน(หน้า 41) - การทอลายสลับสี(หน้า 42) - ลักษณะผ้าลายจกของกะเหรี่ยงโป(หน้า 42) - ผ้าลายตีนจกของ จ.ราชบุรี(หน้า 43) - ผ้าลายขิดของกะเหรี่ยง(หน้า 44) - ลายขิดของอีสาน(หน้า 44) - วิธีทอลูกเดือยประกอบในเนื้อผ้า(หน้า 45) - การทอผ้าประกอบกระจุกด้ายของกะเหรี่ยงโป(หน้า 45) - การเย็บผ้าถุงแบบใช้ผ้า 2 ผืน(หน้า 47) - การเย็บผ้าถุงแบบใช้ผ้า 3 ผืน(หน้า 48) - ลักษณะการเย็บผ้าถุงกะเหรี่ยงคะยา(หน้า 48) - การเย็บประกอบเป็นชุดยาว(หน้า 49) - ย่ามธรรมดา(หน้า 50) - ย่ามมีลาย(หน้า 50) - การเย็บเป็นกางเกง(หน้า 51) - การตรึงตะเข็บ(หน้า 52) - การเย็บเก็บริมหรือเก็บชายผ้า(หน้า 52) - วิธีเก็บชายย่าม(หน้า 53) - วิธีเก็บชายผ้าห่ม(หน้า 53) - วิธีเก็บชายย่ามและชุดหญิงสาว(หน้า 53) - ลักษณะเครื่องแต่งกายกะเหรี่ยงโป(หน้า 55) - ลักษณะเครื่องแต่งกายกะเหรี่ยงสะกอ(หน้า 55) - เด็กหญิงที่แต่งกายด้วยชุดยาวทรงกระสอบสีขาวและน้องที่ใส่เสื้อที่หาซื้อได้ทั่วไปที่ บ้านภูเหม็นบน(หน้า 57) - เสื้อแบบหนึ่งที่ทอเป็นลายทั้งตัว(หน้า 58) - เสื้อแบบที่สองที่ทอเป็นผ้าพื้นเย็บเป็นตัวเสื้อแล้วนำมาปักลายทั้งตัว(หน้า 58) - ซิ่นแบบแรกทั้งผืนแสดงส่วนตีนและตัวซิ่น(หน้า 59)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 05 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การทอผ้า, ภาคเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง