ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, วิถีการผลิต, การเกษตร, เชียงใหม่
Author เฉลิมศักดิ์ ขัตติยะ
Title การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตด้านการเกษตรของชุมชนกระเหรี่ยง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ กะเหรี่ยง, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 118 Year 2541
Source หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษานอกระบบ คณะศึกษาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย
Abstract

ในอดีตกะเหรี่ยงบ้านแม่ยางมีความผูกพันกับธรรมชาติ มีความเป็นอยู่แบบง่ายๆ การผลิตทางการเกษตรเน้นเพื่อการบริโภคในครัวเรือน มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างเพื่อนบ้านและเครือญาติ ต่อมาเมื่อนายทุนได้นำเอาพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ สตอเบอรี่เข้ามาในชุมชน ทำให้ระบบการผลิตของชุมชนเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อการบริโภคเป็นการผลิตเพื่อการค้า มีการนำเอาเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาใช้ในการผลิต ส่งผลต่อกระบวนการผลิตของชุมชนในด้านวิถีการผลิต ระบบความสัมพันธ์ ความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิต ระบบเงินตรากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ เพื่อให้ได้สิ่งของที่ตนต้องการ และยังเป็นการบ่งชี้ถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของตนเองอีกด้วย การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของกะเหรี่ยง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพนิเวศวิทยาของหมู่บ้าน การเรียนรู้โดยการปฏิบัติในระบบการผลิตของกะเหรี่ยงซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากนายทุน ส่วนปัจจัยภายนอก มีตลาดรองรับผลผลิต มีการประกันราคาผลผลิต ได้รับการสนับสนุนเงินทุนสำหรับการผลิตทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชนตลอดจนการคมนาคมมีความสะดวกมากขึ้น ในการขนส่งผลผลิตสู่ตลาด ผลจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต ทำให้ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม จากความสัมพันธ์ที่เคยมีการช่วยเหลือกันในการผลิตเปลี่ยนมาเป็นการผลิตที่ต่างคนต่างทำการผลิต ความผูกพัน ความไว้วางใจทางเครือญาติและเพื่อนบ้านลดน้อยลง วิถีที่เรียบง่ายเปลี่ยนมาสู่ชีวิตที่รีบเร่ง ไม่มีเวลาไปมาหาสู่กันเหมือนในอดีต

Focus

ศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและผลกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต

Theoretical Issues

หลังจากที่กะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้าเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต ทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลง ดังเช่น ในด้านความสัมพันธ์ทางสังคม จากความสัมพันธ์ที่เคยมีการเอาแรงในการผลิตร่วมกันเปลี่ยนเป็นการผลิตที่ต่างคนต่างทำการผลิต มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรเข้ามาใช้ในการผลิต ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายและซับซ้อนกับนายทุนในการพึ่งพาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร วิถีการผลิตแบบดั้งเดิมถูกปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ(สตอเบอรี่)เพื่อการค้า การผลิตเพื่อการค้าทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนจากชีวิตที่เรียบง่ายมาสู่ชีวิตที่รีบเร่ง การพึ่งพาอาศัยกันและกันลดน้อยลง ในการผลิตเพื่อการค้า ทำให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนไม่ว่าจะเป็นรายได้ การแบ่งปันผลประโยชน์ ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการผลิต จึงมีเกษตรกรบางคนรวมกลุ่มเกษตรกรด้วยกันเพื่อที่จะทำให้กลุ่มมีอำนาจทางสังคมในการกระจายรายได้ เป็นต้น (หน้า 106 - 107)

Ethnic Group in the Focus

กะเหรี่ยงสะกอ

Language and Linguistic Affiliations

ภาษากะเหรี่ยง(หน้า 49)

Study Period (Data Collection)

พ.ศ. 2541

History of the Group and Community

หมู่บ้านแม่ยางห้า ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2495 จากการสอบถามจากผู้สูงอายุ พบว่าได้ย้ายมาจากหมู่บ้านห้วยฟาน ตำบลบ่อแก้ว ในช่วงแรกย้ายมาเพียง 2 หลังคาเรือน ได้แก่ ครอบครัวของนายเกิดโพ วอพะพอและครอบครัวนางปิแบะ หม่อแปล โดยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณหุบเขาริมลำห้วยห้วยฟาน เหตุที่ย้ายมาเพราะทั้ง 2 ครอบครัวมีที่นาอยู่ 2 แห่งคือหมู่บ้านหัวตาดและหมู่บ้านห้วยฟาน ประกอบกับพื้นที่หมู่บ้านแม่ยางห้าในปัจจุบันอยู่ระหว่างกึ่งกลางของหมู่บ้านทั้งสอง ซึ่งทั้งสองครอบครัวเห็นว่าหากตั้งบ้าน เรือนอยู่ระว่างกึ่งกลางของที่นาทั้งสองจะทำให้มีความสะดวกมากขึ้น และเนื่องจากทั้งสองครอบครัวดังกล่าวนับถือศาสนาคริสต์ โดยมีคณะมิชชันนารีจากประเทศพม่าเข้ามาประกาศศาสนา ซึ่งทุกอาทิตย์จะต้องมีการนมัสการพระเจ้า แต่ชาวบ้านที่ไม่นับถือศาสนาคริสต์ก็ยังคงทำงานตามปกติทำให้การนมัสการพระเจ้าได้รับเสียงรบกวน จึงทำให้ทั้งสองครอบครัวแก้ไขปัญหาโดยการย้ายบ้านเรือนไปตั้งบริเวณพื้นที่หมู่บ้านแม่ยางห้าในปัจจุบันและต่อมาได้มีครอบครัวอื่นย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้นตามลำดับ (หน้า36 - 37)

Settlement Pattern

หมู่บ้านแม่ยางห้า ตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขา มีภูเขาล้อมรอบ มีลำห้วยไหลผ่ายทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ภายในหมู่บ้านมีโรงเรียน 1 แห่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน (หน้า 34)

Demography

ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงสะกอซึ่งเรียกตัวเองว่า ปะ-กา-ยอ นอกจาก นั้นเป็นคนไทยพื้นเมือง (หน้า 35) หมู่บ้านแม่ยางห้า มีจำนวนประชาประกรทั้งสิ้น 868 คน มีจำนวนประชากรเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน คือ ชาย 435 คน หญิง 433 คน มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 125 ครัวเรือน (หน้า 41) ในยุคการผลิตแบบดั้งเดิม (ตั้งแต่อดีต - พ.ศ. 2522) มีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 20 ครัวเรือน ในยุคของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การปลูกสตอเบอรี่ (พ.ศ. 2522 - 2528) มีจำนวน 40 ครัวเรือน (หน้า 61 - 63)

Economy

ชาวบ้านยังคงยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ซึ่งได้แก่การเพาะปลูกทำไร่ ทำนาและทำสวนเช่น สตอเบอรี่ กาแฟ กระเทียม โดยเฉพาะการขายสตอเบอรี่ในปีหนึ่งๆ ชาวบ้านมีรายได้ 30,000-35,000 บาทต่อการปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ โดยรายได้ในแต่ละปีจะมีความแตกต่างกันไปตามผลผลิตและกลไกของการตลาด นอกจากนี้ ยังมีการประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์เพื่อใช้แรงงานและเพื่อขาย เช่น วัว ควาย หมูและไก่ เป็นต้น ค้าขายและรับจ้าง ซึ่งส่วนมากเป็นงานรับจ้างด้านการเกษตร (หน้า 36-38, 40) ปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนผลผลิต ใช้ตัวเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ตีค่าสิ่งของออกมาในรูปแบบของเงินตรา ทำให้เงินเป็นที่ยอมรับและยังมีค่านิยมให้ความสำคัญกับเงินมากขึ้น ปัจจัยการผลิตบ้านแม่ยางห้า แบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ - ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบด้วยดิน แหล่งน้ำและสภาพภูมิอากาศ - การถือครองที่ดินส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง ร้อยละ 81.50 - แรงงาน แรงงานในกระบวนการผลิตทางการเกษตรมีการแบ่งแยก กล่าวคือ แรงงานชายจะทำงานหนักในกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต ส่วนแรงงานหญิงจะทำงานบ้าน หลังจากนั้นก็จะช่วยสามีทำงานตามท้องไร่ท้องนา นอกจากนี้ยังมีแรงงานรับจ้างเข้ามาช่วยในการผลิต - ทุน การที่มีการที่มีการขยายพื้นที่การผลิตแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มทุนในการผลิตของกะเหรี่ยง ทำให้กะเหรี่ยงต้องพึ่งพานายทุนสำหรับการประกอบการ โดยเฉพาะการพึ่งพาด้านเงินทุน อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังมีการกู้เงินจากเครือญาติและเพื่อนบ้าน การกู้ประเภทนี้มีวงเงินจำนวนไม่มาก ซึ่งโดยมากจะเป็นการกู้เพื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน - การประกอบการ การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต ทำให้กะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้าเร่งรีบเพื่อนำผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะการเก็บสตอเบอรี่ การจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของการจำหน่ายให้กับนายทุนที่ลงทุนให้ สำหรับกะเหรี่ยงที่มีทุนหรือได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนจะจำหน่ายให้กับพ่อค้าหรือบริษัทในเมืองเชียงใหม่ (หน้า 68-73)

Social Organization

กะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้ามีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว มีสมาชิกครัวเรือนเฉลี่ย 4 - 5 คน การแต่งงานของกะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้า การสู่ขอส่วนใหญ่ฝ่ายหญิงจะไปสู่ขอฝ่ายชายโดยญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะพูดคุยตกลงกัน (หน้า 55)

Political Organization

การเมืองการปกครองในหมู่บ้านแม่ยางห้า จะมีลักษณะเป็นครึ่งจารีตครึ่งทางราชการโดยจะมีผู้นำทั้งเป็นแบบทางการและไม่เป็นทางการ หมู่บ้านแม่ยางห้าได้รับการแต่งตั้งโดยทางราชการเมื่อ พ.ศ. 2503 ปัจจุบันหมู่บ้านแม่ยางห้าเป็นหมู่บ้านอาสาพัฒนาป้องกันตนเอง (อพป.) ถือหลักปกครองตามระเบียบของทางราชการ มีผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้นำหมู่บ้านและเป็นตัวแทนของทางราชการ (หน้า 53-54)

Belief System

กะเหรี่ยงสะกอหมู่บ้านยางห้านับถือศาสนาคริสต์นิกายโปแตสแตนส์ มีการนับถือพระเจ้าเป็นหลัก (หน้า 35,51) โดยมีพิธีสำคัญๆ คือ - พิธีกินข้าวหัว (ออบือโค) หัวหน้าครอบครัวจะเป็นผู้กำหนดวันพิธี โดยแต่ละครอบครัวจะมีการหุงข้าวที่ได้เก็บเกี่ยวไว้และเตรียมอาหารประเภท เนื้อไก่ นก หนู เป็นต้น เมื่อเตรียมอาหารเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าครัวเรือนจะเป็นผู้รับประทานอาหารก่อนสมาชิก แต่ในพิธีมีอาหารที่ห้ามรับประทานคือ น้ำพริก เพราะมีความเชื่อว่า อาจจะทำให้ปีต่อไปขาดแคลนอาหาร ดังนั้นจะต้องรับประทานอาหารที่ดีเพื่อจะให้ปีต่อไปมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์สำหรับครอบครัวต่อไป(หน้า 39 - 40) - พิธีปรามาต่าโพหมื่อนี่ เป็นพิธีขอพรจากพระเจ้า เริ่มทำเวลา 12.00 น. โดยกำหนดวันใดวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม เป็นพิธีก่อนชาวบ้านทำนา เพื่อขอพรให้ฝนตกตามฤดูกาล ผู้ทำไร่ทำนา จงอย่าได้เจ็บป่วย ขอให้ผลผลิตทุกอย่างที่ทำจงได้ผลดี ขอให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและขอให้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำไร่ปลอดภัย - พิธีวันปีใหม่(นีทอซอ) เริ่มพิธีในคืนวันที่ 31 ธันวาคม สมาชิกทุกคนจะรวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อประกอบกิจกรรมร่วมกันทั้งคืน เช่น ร้องเพลง เล่านิทาน เป็นต้น ในช่วงเวลา 24.00 น.จะมีการนมัสการพระเจ้า หลังจากนั้นจะไม่หลับนอนจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 1 มกราคม แล้วก็จะยิงปืนขึ้นฟ้า เวลา 8.00 น.จะมีการนมัสการพระเจ้าเพื่ออธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับ - พิธีวันคริสต์มาส (คริโอแผล่) จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 -25 ธันวาคม พิธีจะเริ่มในคืนวันที่ 24 มีการนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ เพื่อเป็นการแสดงความยินดีที่พระเจ้าได้ส่งพระเยซูคริสต์มาบังเกิดบนโลกมนุษย์สำหรับไถ่ความผิดบาปของมนุษย์ หลังจากนั้นก็จะมีการร้องเพลงอวยพรหรือที่เรียกว่า "ซาราเน็ด" พิธีขอบคุณพระเจ้า(มะตะโพหมื่อนี) ทำพิธีหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวบ้านจะขอบคุณพระเจ้าที่ได้ประทานปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยจะมีพิธีนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ สมาชิกจะนำเอาผลผลิตทางการเกษตรที่ตนเองมาปลูกถวายที่โบสถ์ เมื่อเสร็จจากการนมัสการแล้วก็จะนำเอาผลผลิตเหล่านี้มาประมูลราคา เพื่อนำเงินมาสมทบเป็นเงินทุนของโบสถ์ต่อไป หลังจากนั้นสมาชิกทุกคนจะร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน (หน้า 52-53) - พิธีแต่งงานของกะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้า จะทำพิธีทางศาสนาที่โบสถ์ ซึ่งก่อนทำพิธีจะมีการถามคู่บ่าวสาวว่าเคยล่วงเกินกันหรือไม่ ถ้าเคยได้เสียกันก่อนการแต่งงานก็จะทำพิธีช่วงกลางคืนและมีการเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ส่วนบ่าวสาวที่บริสุทธิ์จะจัดพิธีใหญ่โต หลังจากแต่งงานแล้วคู่บ่าวสาวจะต้องอาศัยอยู่กับบิดามารดาฝ่ายหญิงเป็นเวลา 3 ปีแล้วจึงจะย้ายไปที่อื่นได้ ยกเว้นกรณีที่ฝ่ายหญิงมีพี่น้องมากสามารถที่จะขอย้ายได้ก่อน 3 ปี(หน้า 55)

Education and Socialization

ประชากรในหมู่บ้านแม่ยางห้า ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จากข้อมูล กชช.2ค สำรวจปี พ.ศ. 2539 พบว่ามีประชากรที่มีอายุช่วงระหว่าง 14 - 50 ปี เป็นคนที่ไม่รู้หนังสือ จำนวน 38 คนและมีประชากรที่พลาดโอกาสทางการศึกษาภาคบังคับแต่ได้รับการบริการตามหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 10 คน (หน้า 42)

Health and Medicine

หมู่บ้านแม่ยางห้ามีสถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) มีเจ้าหน้าที่ประจำ 1 คน นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครสาธารณะสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และมีผู้สื่อข่าวสาธารณะสุขประจำหมู่บ้าน(ผสส.) ทำหน้าที่สื่อข่าวสารจาก สสช. สู่หมู่บ้าน สำหรับการรักษาพยาบาลแบบดั้งเดิม จะใช้สมุนไพรในการรักษา ปัจจุบันชาวบ้านนิยมไปรักษาที่สถานีอนามัยบ่อแก้วซึ่งห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2 กิโลเมตร ควบคู่กับการรักษาแบบดั้งเดิม (หน้า 47)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของกะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้า จะแต่งกายชุดกะเหรี่ยงในพิธีที่สำคัญภายในหมู่บ้าน การแต่งกายของผู้ชายกะเหรี่ยงจะนุ่งกางเกงเหมือนคนพื้นเมือง ใส่เสื้อสีแดงมีพู่ห้อยเป็นตอนๆ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วใส่เสื้อสีน้ำเงินมีลายดอกตรงครึ่งท่อนล่างของเสื้อ ส่วนหญิงที่ยังมิได้แต่งงานจะสวมชุดยาวท่อนเดียว ยาวลงไปถึงข้อเท้าสีขาว เสื้อผ้าของกะเหรี่ยงจะเป็นเสื้อผ้าที่ทอใช้เอง (หน้า 56)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

สังคมกะเหรี่ยงได้เปลี่ยนรูปแบบการผลิตทางการเกษตรจากการผลิตเพื่อยังชีพมาสู่การเกษตรแผนใหม่หรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการผลิตเพื่อการค้า (หน้า 4) ในอดีตชาวบ้านทำการผลิตเพื่อยังชีพ แต่ปัจจุบันชาวบ้านได้ทำการผลิตเพื่อการค้ามากขึ้นโดยสังเกตจากการปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นจำนวนมากทดแทนการปลูกข้าวซึ่งเคยเป็นพืชหลักของชุมชน (หน้า 37-38) ปัจจุบัน มีการเลี้ยงวัวควายน้อยกว่าในอดีตเนื่องจากชาวบ้านนำเอาเครื่องทุ่นแรงมาทดแทนแรงงานสัตว์ เช่น รถไถ (หน้า 40) ปัจจุบันการแต่งกายของกะเหรี่ยงไม่นิยมใส่เสื้อประจำเผ่า กะเหรี่ยงหันมาใส่เสื้อผ้าของคนพื้นเมือง เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายและมีความสะดวกในการใช้ (หน้า 56) การเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต ส่งผลให้กะเหรี่ยงเร่งรีบในการผลิต ส่งผลให้ไม่ค่อยมีเวลาว่าง ทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมของชุมชนลดน้อยลง ไม่มีเวลาไปมาหาสู่เหมือนในอดีตอีกทั้งยังทำให้เงินเป็นที่ยอมรับของกะเหรี่ยงในหมู่บ้านและมีค่านิยมให้ความสำคัญกับเงินมากขึ้น(หน้า 76) การที่กะเหรี่ยงบ้านแม่ยางห้าเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต เป็นผลมาจากการติดต่อและสัมพันธ์กับชาวพื้นเมืองที่มาเช่าที่นาในหมู่บ้านเพื่อปลูกสตอเบอรี่ (หน้า 87)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

แผนภาพ - ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความคิดของ ทิตยา สุวรรณชฏ(18) - แผนที่อำเภอสะเมิง(32) - แผนที่ตำบลบ่อแก้ว(33) - แผนที่หมู่บ้านแม่ยางห้า(34) ตาราง - ลักษณะและจำนวนการครอบครองที่ดินทำกิน(35) - แสดงอาชีพของชาวบ้าน(38) - ขนาดการถือครองที่นา(40) - แสดงจำนวนประชากรแยกตามเพศและอายุ(42) - แสดงวุฒิการศึกษาของประชากรที่กำลังศึกษาในปี พ.ศ. 2539(43) - แสดงระดับการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนบ้านแม่ยางห้า(45)

Text Analyst สุวิทย์ เลิศวิมลศักดิ์ Date of Report 22 ก.ย. 2555
TAG ปกาเกอะญอ จกอ คานยอ (กะเหรี่ยง), การเปลี่ยนแปลงทางสังคม, วิถีการผลิต, การเกษตร, เชียงใหม่, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง