ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม ความเชื่อ นิทานชาวบ้าน สงขลา
Author จำรัส พรุเพชรแก้ว
Title ศึกษานิทานชาวบ้านของชาวไทยมุสลิมในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไทยมุสลิม, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 141 Year 2545
Source หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา
Abstract

งานชิ้นนี้เกี่ยวกับการศึกษาจริยธรรมที่ปรากฏในนิทานชาวบ้านของไทยมุสลิมใน อ.จะนะ จ.สงขลา ได้สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ทางด้านจริยธรรมของชาวบ้านทั้งสำหรับต่อตนเอง ได้แก่ ความรอบรู้ ความอดทน ความมีจิตสำนึก ความมีเหตุผล และความอุตสาหะ และจริยธรรมสำหรับปฏิบัติต่อผู้อื่น ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความมีมนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ โดยนิทาน 116 เรื่องที่ได้รวบรวมนั้นถูกจัดแบ่งตามประเภท ดังนี้ นิทานอธิบาย (รวม 3 ประเภทย่อย 60 เรื่อง ได้แก่ นิทานภูมินาม นิทานเกี่ยวกับธรรมชาติ และนิทานเค้าเรื่องจริง) และนิทานประโลมโลก (รวม 2 ประเภทย่อย 77 เรื่อง ได้แก่ นิทานเกี่ยวกับส่งเหนือธรรมชาติ และนิทานเลียนแบบวิถีชีวิต) นอกจากนั้นนิทานต่างๆ ยังเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ทั้งในด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านการศึกษา ด้านการประกอบอาชีพ ด้านการปกครอง ด้านประเพณี และด้านการคมนาคม ซึ่งในทุกประเด็นดังกล่าวต่างสะท้อนออกมาในนิทานที่ถือว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตของไทยมุสลิมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งนิทานเหล่านี้ยังเป็นเครื่องมือในการกำหนดและควบคุมพฤติกรรมของชาวบ้าน ผ่านการเล่าและปลูกฝังตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เด็กได้รู้หน้าที่ของตนเอง และรู้จักกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันของสังคม

Focus

ศึกษานิทานชาวบ้านของไทยมุสลิมใน อ.จะนะ จ.สงขลา เกี่ยวกับเนื้อหาของนิทานชาวบ้านที่คนในท้องถิ่นแต่งขึ้น แล้วเล่าสืบต่อกันมา และเกี่ยวกับจริยธรรมที่สอดแทรกในเนื้อหาของนิทาน โดยเนื้อหาของนิทานนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ นิทานอธิบายถึงภูมินาม นิทานเกี่ยวกับธรรมชาติและนิทานเค้าเรื่องจริง อีกประเภทคือ นิทานประโลมโลก ได้แก่ นิทานเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และนิทานเลียนแบบวิถีชีวิต

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

มุสลิม ที่อาศัยอยู่ในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มีข้อมูล

Study Period (Data Collection)

ผู้วิจัยไม่ได้กล่าวถึงช่วงเวลาของการศึกษา มีเพียงแต่ลงบันทึกวันสัมภาษณ์ คือ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2543 (หน้า 5 เชิงอรรถ)

History of the Group and Community

จะนะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสงขลา ในอดีตนั้นเป็นเมืองหน้าด่านของเมืองสงขลาทางด้านภาคใต้ ต้องสู้รบกับหัวเมืองมลายูตลอดมา จึงต้องมีการย้ายที่ตั้งตัวเมืองอยู่เสมอเพื่อความเหมาะสมทางด้านชัยภูมิ และบางครั้งถูกข้าศึกเผาเมือง เช่น ในคราวเกิดกบฏไทรบุรี ในปี พ.ศ. 2381 เป็นต้น และจะนะยังเป็นเมืองโบราณคู่กับเมืองเทพาเดิมตัวเมืองตั้งอยู่ที่บ้านวังโต้ ต.นาทวี ต่อมาได้มีการทำสงครามกับชาติมลายู จึงถูกชิงเมืองชัยสมรภูมิของจะนะ เนื่องจากบ้านวังโต้ไม่เหมาะในการตั้งรับข้าศึก จึงได้ย้ายมาตั้งที่บ้านป่าละไม (ต.ขุนตัดหวาย) เมืองจะนะที่ตั้งอยู่ที่บ้านป่าละไมก็ตั้งอยู่ได้ไม่นานก็มาตั้งที่บ้านในเมือง (ต.คลองเปียะ) ต่อมา พ.ศ.2439 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเมืองจะนะ เมืองเทพาขึ้นกับเมืองสงขลาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล จึงยกเมืองจะนะออกจากเมืองสงขลามาตั้งอำเภอ เรียกว่า อำเภอจะนะ จนถึงปัจจุบัน (หน้า 28-29)

Settlement Pattern

จากที่ อ.จะนะ มีประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐานหลายชั่วอายุคนและต่างก็นับถือศาสนาที่ต่างกัน คือ ไทยพุทธ ไทยมุสลิม และจีนอพยพ และมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณใกล้กับแหล่งน้ำ เช่น ชุมชนบ้านสะกอม ซึ่งมีแม่น้ำไหลลงสู่อ่าวไทย ม.7 ต.สะกอม (หน้า 32)

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

การเกษตร - มีพื้นที่ทางการเกษตรรวม 173,482 ไร่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ข้าว ผลไม้ยืนต้น การพาณิชย์ - มีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่จำนวน 2 แห่ง ธนาคารพาณิชย์ 3 แห่ง สหกรณ์ 2 แห่ง แหล่งท่องเที่ยว - ได้แก่ ศูนย์หัตถกรรมตำบลสะกอม คลองสะกอม และคลองนาทับ และหาดชายทะเล ซึ่งยาว 34 กม. ทรัพยากรที่สำคัญ - แร่ดีบุกและวุลแฟรม ที่ ต.ท่าหมอไทร ป่าไม้ พื้นที่ป่าไม้ที่ป่าสงวนแห่งชาติรวม 44,818 ไร่ อุตสาหกรรม -- มีการประกอบอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น การทำเสื่อกระจูดที่ ต.สะกอม นาทับและตลิ่งชัน รวมทั้งอุตสาหกรรมโรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตยางข้น โรงงานห้องเย็นเก็บอาหารทะเล โรงงานแปรรูปอาหารทะเล โรงงานแปรรูปไม้ยางพารา และโรงงานอุตสาหกรรมรมควันยาง (หน้า 30)

Social Organization

จากการศึกษานิทานชาวบ้านพบว่า นิทานชาวบ้านเป็นตัวกำหนดและควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม ดังนั้น ในการสั่งสอนจริยธรรมที่สืบทอดกันมา จะต้องเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน เรื่องราวของนิทานส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่สิ่งง่ายๆ ใกล้ตัวก่อน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ถึงหน้าที่ของตนเอง ตลอดจนรู้จักเคารพกฎระเบียบของการอยู่ร่วมกันในสังคมให้มีความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง โดยจริยธรรมที่สอดแทรกนี้ได้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ จริยธรรมสำหรับตนเอง ได้แก่ ความรอบรู้ ความอดทนความมีจิตสำนึกในอาชีพ ความมีเหตุผล และความอุตสาหะ อีกประเภทคือ จริยธรรมสำหรับปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริตความมีมนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม สรุปแล้วจริยธรรมมีคุณค่าในการดำรงชีวิต มีจุดมุ่งหมายในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุข รู้จักสิทธิหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎระเบียบที่วางไว้ รู้จักการวางตัว การทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม รักษาความเป็นเอกลักษณ์ ประเพณี ตลอดจนค่านิยมที่ปลูกฝังมาควบคู่กับการนำความรู้ที่เป็นวิทยาการใหม่ ๆ มาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสมต่อตนเอง ครอบครัวและสถาบันต่าง ๆ ของสังคม (หน้า 98,115)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

ประชาชนส่วนใหญ่มีการนับถือศาสนาพุทธและอิสลาม ดังนั้น ขนบธรรมเนียมของไทยพุทธ เช่น การชักพระ ทำบุญเดือนสิบ ลอยกระทง ส่วนขนบธรรมเนียมของไทยมุสลิม ได้แก่ วันเมาลิด วันฮารีรายอ การทำบุญเพื่อเยี่ยมสุสาน (หน้า 30) นอกจากนี้ไทยมุสลิมยังเชื่อในนิทานเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักเกี่ยวข้องกับผี เทวดา เทพเจ้า เช่น เรื่องผีหลังกวง แก้วสารพัดนึก บัยฟาติห๊ะ เป็นต้น (หน้า 55)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

ผู้วิจัยรวบรวมนิทานที่มีอยู่ได้ทั้งหมด 116 เรื่อง โดยแยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ 1. นิทานอธิบาย ซึ่งแบ่งย่อยได้อีก 3 ประเภท ได้แก่ - นิทานภูมินาม คือ เรื่องเล่าที่อธิบายความเป็นมาของชื่อสถานที่ ดังเช่นนิทานเรื่องเมืองสงขลา อันเป็นที่มาของเกาะหนู เกาะแมว เขาน้อย และเขาตังกวง หรือเรื่องตำนานเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น (หน้า 32-41) - นิทานเกี่ยวกับธรรมชาติ คือ เรื่องราวที่อธิบายเกี่ยวกับสิ่งของในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ พืชหรือสิ่งเร้นลับ เช่น นิทานเรื่องทำไมจระเข้ถึงไม่มีลิ้นและทำไมกระต่ายมีหางสั้น เรื่องเมขลากับรามสูร เรื่องประวัติผลไม้ทุเรียน และเรื่องทำไมผู้ชายมีลูกกระเดือก เป็นต้น (หน้า 41-51) - นิทานเค้าเรื่องจริง คือ นิทานที่ผู้เล่าเชื่อว่าเป็นเรื่องของบุคคลจริง ๆ หรือเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นจริง เช่น เรื่องโจรกลับใจ ครูศรีจัน เงาะป่าหรือซาไก (หน้า 52-55) 2. นิทานประโลมโลก คือ นิทานที่ให้ความเบิกบาน พึงพอใจกับผู้เล่าและผู้ฟัง เนื้อความนิทานมักเป็นเรื่องรักๆใคร่ๆ โดยแยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ - นิทานเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ คือ นิทานที่เชื่อในสิ่งศักดิสิทธิ์ มักเกี่ยวข้องกับผี เทวดา เทพเจ้า เช่น แก้วสารพัดนึก น้ำเต้าทอง ผีเด็ก ผีซิ่นเหียน เป็นต้น (หน้า 55-80) - นิทานเลียนแบบชีวิต คือ เรื่องที่พยายามทำให้เหมือนพฤติกรรมของคนอื่นและเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในวิถีชีวิตจริงของคนทั่วๆ ไปในอดีต เช่น นกขุนทองพูดได้ เล่นขี้ช้าง โลภมากลภาหาย เป็นต้น (หน้า 80-98)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

มีการติดต่อค้าขายระหว่างคนจีนกับคนเมืองสงขลา จะเห็นตัวอย่างได้จาก นิทานเรื่องเก้าเส้ง ที่มีพ่อค้าชาวจีนเข้ามาติดต่อค้าขายกับชาวเมืองสงขลา ก่อนที่จะฝังเงินเก้าแสนบาทที่ได้จากการขายของทั้งหมด แล้วถูกโจรสลัดปล้นฆ่า หรือเรื่องเมืองสงขลา ที่พ่อค้าชื่อนายขลาไปขายสินค้าที่เมืองจีน ระหว่างสำเภาเรือกลับถูกหนูขโมยแก้ววิเศษ จนเป็นที่มาของชื่อ เกาะหนู เกาะแมว และ เขาน้อย เขาตังกวน ที่มาจากสุนัข 2 ตัวที่เป็นสาเหตุให้หนูกระโดดลงน้ำ (หน้า 34, 38)

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst ศรายุทธ โรจน์รัตนรักษ์ Date of Report 16 ก.ย. 2548
TAG มุสลิม ความเชื่อ นิทานชาวบ้าน สงขลา, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง