ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject มุสลิม,ประวัติศาสตร์,สังคม,วัฒนธรรม,บทบาททางเศรษฐกิจ,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Author วิชาญ ชูช่วย
Title สังคมชาวมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ไทยมุสลิม, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
เอกสารสำเนาจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 159 Year 2533
Source หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย (เน้นสังคมศาสตร์) มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ มหาสารคาม
Abstract

เนื้อหาครอบคลุมประวัติการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยของมุสลิมสายต่าง ๆ โดยเน้นมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อธิบายกระบวนการปรับตัวและบทบาทของมุสลิมในภูมิภาคนี้ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง

Focus

ประวัติความเป็นมา สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม บทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองของมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในงานศึกษาชิ้นนี้คือกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งหมายถึงกลุ่มคนผู้ยอมตนต่อพระประสงค์หรือกฎของพระเจ้า มีทั้งส่วนที่อพยพมาจากที่อื่นและส่วนที่เป็นคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เกิดศรัทธาศาสนา อิสลาม และมีเชื้อสายต่าง ๆ กัน

Language and Linguistic Affiliations

มุสลิมเชื้อสายปาทานมีภาษาพูดที่เรียกว่าภาษาปุชโต สื่อสารระหว่างชาวปาทานด้วยกัน (หน้า 78-79) มุสลิมสายมาเลย์พูดภาษายาวี และภาษาปักษ์ใต้ ส่วนที่มาจากภาคกลางจะพูดไทยกลาง มุสลิมสายเบงกาลีพูดได้หลายภาษา ได้แก่ ภาษาเบงกาลี ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาคำเมือง และภาษาอีสาน เป็นกลุ่มที่นิยมเรียนรู้ภาษาหลากหลาย (หน้า 107-108)

Study Period (Data Collection)

ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2532 รวบรวมข้อมูลโดยการออกภาคสนาม สังเกต และสัมภาษณ์ผู้รู้

History of the Group and Community

มุสลิมตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชียแถบบริเวณตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งบริเวณที่อยู่หนาแน่นได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบริเวณสี่จังหวัดภาคใต้ของไทย มุสลิมเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ปัจจุบันกลายเป็นประเทศไทยราวพุทธศตวรรษที่ 12 ก่อนสมัยสุโขทัยโดยมีอิทธิพลอยู่บนแหลมมาลายู การเข้ามาตั้งหลักแหล่งบนดินแดนนี้ของมุสลิมเป็นผลจากการติดต่อค้าขายระหว่างชาวยุโรป อาหรับ อินเดีย กับจีน เป็นช่วงที่มีการสร้างเรือเดินทะเลสำเร็จ ประกอบกับทางบกหรือเส้นทางสายไหม ไม่สะดวกในเรื่องของความปลอดภัย - มุสลิมที่เข้ามาในสมัยสุโขทัยเป็นกลุ่มพ่อค้าอาหรับ เปอร์เซียและอินเดีย โดยเข้ามาค้าขายทางตอนใต้ของประเทศ - ในสมัยอยุธยามีแขกจามเข้ามาเป็นทหารรับจ้างสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ และมีพ่อค้ามุสลิมชาวเปอร์เซีย ชื่อ เฉกอะหมัด คูมี เข้ามาตั้งหลักแหล่งและรับราชการในราชสำนักและกลายเป็นต้นตระกูล "บุนนาค" ในปัจจุบัน - ในสมัยรัตนโกสินทร์มุสลิมส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบชานกรุงเทพมหานคร นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา - ช่วงต้นสมัยธนบุรีนอกจากจะประกอบอาชีพค้าขายแล้วมีมุสลิมได้รับราชการตำแหน่งสำคัญทางการเมือง เช่น พระราชวังสัน (จุ้ย) เป็นพระยายมราชเกษตราธิบดี พระยาจุฬาราชมนตรีว่าที่กรมท่าขวา มีการตั้งมัสยิดกุฏีหลวงทำให้มีมุสลิมเข้ามาตั้งหลักแหล่งในกรุงธนบุรีเป็นจำนวนมาก สมัยรัตนโกสินทร์มุสลิมได้มีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น บางส่วนได้เข้าไปสัมพันธ์กับราชนิกูล เช่น มุสลิมจากสกุลเฉกอะหมัดและสุลต่านสุลัยมาน มุสลิมเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) มีหลายเชื้อสาย ได้แก่ กลุ่มที่เป็นชาวปาทานมีจำนวนมากที่สุด นิยมดื่มชา อพยพจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปากีสถานและอัฟกานิสถาน เริ่มจากรับจ้างเฝ้ายามดูแลวัสดุก่อสร้างสมัยที่มีการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ สู่อุบลราชธานีจากนั้นหันไปประกอบอาชีพค้าและชำแหละเนื้อโค-กระบือ กลุ่มที่มีเชื้อสายมาเลย์ เข้ามาช่วงที่อาชีพของมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มหลากหลายขึ้น มีจำนวนรองลงมา เคร่งศาสนามาก ส่วนใหญ่มาจากทางตอนใต้ของประเทศไทย และจากบางส่วนที่เคยถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานตามชานกรุงเทพฯ ช่วงนี้นอกจากอาชีพทำเนื้อ ยังมีอาชีพขายอาหาร ขายโรตี พ่อค้าเร่ ระยะหลังมีบางส่วนได้เข้ารับราชการ กลุ่มที่เป็นมุสลิมพม่าเชื้อสายบังคลาเทศ มีประชากรมากเป็นอันดับสาม ส่วนใหญ่หนีภัยการเมืองจากพม่าเข้ามาเมื่อราว 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันยังคงแอบหลบเข้ามาเป็นระยะในฐานะคนหลบหนีเข้าเมือง กลุ่มนี้เข้ามาขายของเร่และโรตี มักมีความสัมพันธ์กับมุสลิมที่มาอยู่ก่อนและเห็นว่าอุปนิสัยของชาวอีสานไม่รังเกียจคนต่างถิ่น มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังประกอบด้วยมุสลิมที่มีเชื้อสายเขมร-จามตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา และรวมถึงชาวอีสานในท้องถิ่นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามผ่านการสมรส และบางส่วนที่ไปทำงานในประเทศแถบตะวันออกกลางแล้วเกิดศรัทธาหันมานับถือศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ ยังมีมุสลิมเชื้อสายเขมร-จาม ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา และในค่ายอพยพ (หน้า 75-82)

Settlement Pattern

มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายปะปนกับชาวอีสานที่นับถือพุทธศาสนาอยู่ในเกือบทุกอำเภอของภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่เลือกอยู่ในเมืองหรือบริเวณศูนย์กลางของชุมชน เช่น บริเวณเทศบาลและสุขาภิบาล เพราะเอื้อต่ออาชีพค้าขาย (หน้า 74-75) ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของมุสลิมปาทานส่วนใหญ่นิยมมีรั้วบ้าน มีกรงนกเขาชวาและเตียงเชือกสำหรับนั่งพักผ่อน (หน้า 112)

Demography

ผู้ศึกษาระบุว่าระยะประมาณ 60 ปีนับจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราว พ.ศ. 2457 ถึง พ.ศ. 2532 มุสลิมได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในภาคตะวันออเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (หน้า 125) สถิติประชากรมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา มีการสำรวจประชากรโดยคณะกรรมการพัฒนามุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2527 พบว่า มีประชากร มุสลิม จำนวน 489 ครอบครัว และมีจำนวน 2,657 คน จำแนกเป็นเพศชาย 1,390 คนและหญิง 1,267 คน กระจายอยู่ในทุกจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถิติอย่างเป็นทางการของกองทะเบียนนราษฎรกระทรวงมหาดไทย ปี พ.ศ. 2528 ระบุว่ามีมุสลิมในภูมิภาคนี้ จำนวน 2,975 คน กระจายไม่ครบทุกจังหวัดในภูมิภาค ต่อมาคณะกรรมการพัฒนามุสลิมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมมือกับครูโครงการอบรมศาสนาระดับท้องถิ่นมุสลิมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อศก.) สำรวจจำนวนประชากรมุสลิมในปี พ.ศ. 2532 พบว่ามีมุสลิมกระจายในทุกจังหวัดของภูมิภาค ประกอบด้วย 845 ครอบครัว จำนวนทั้งหมด 4,967 คน ชาย 2,730 คน หญิง 2,237 คน (หน้า 72-74)

Economy

ผลการสำรวจในปี พ.ศ.2532 พบมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบอาชีพหลัก คือ ค้าขาย 721 ครอบครัว รับราชการ 49 ครอบครัว ทำเกษตรกรรม 20 ครอบครัว และอื่น ๆ 53 ครอบครัว (หน้า 135) มุสลิมที่เข้ามาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มจากรับจ้างเฝ้ายามสำหรับดูแลการก่อสร้างทางรถไฟ ต่อมาเปลี่ยนมาประกอบอาชีพค้าโค - กระบือทั้งในท้องถิ่นและส่งเข้ากรุงเทพฯ เพราะพื้นที่ภูมิภาคนี้เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ และมีโคและกระบือมาก ปาทานที่เข้ามากลุ่มแรกมีความจัดเจนในการเลี้ยงและค้าปศุสัตว์ ตลอดจนการฆ่าและแล่เนื้อ ขยัน ซื่อสัตว์ต่อลูกค้า ขณะที่คนอีสานแม้ส่วนใหญ่ชอบกินเนื้อสัตว์และเลี้ยงโค - กระบือมาก แต่ไม่นิยมฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตามคติพุทธศาสนา ทั้งไม่เก่งทาง ค้าขาย มีเพียงกลุ่มคนที่เรียกว่า "นายฮ้อย" ที่ทำธุรกิจนี้อยู่แต่เดิมซึ่งต่อมาค่อย ๆ หมดบทบาทลงหลังจากมีทางรถไฟ และ มีพ่อค้ามุสลิมปาทานเข้ามาแข่ง (หน้า 131-132) การเข้ามามีบทบาทในวงการค้าโค-กระบือของปาทาน มีส่วนทำให้บทบาทของนายฮ้อยซึ่งคุมตลาดค้าโค-กระบือแต่เดิมลดลง ต่อมาเมื่อคนพื้นเมืองจะข้ามาในธุรกิจนี้ก็มักจะเป็นการขายปลีกตามตลาดย่อย เพราะมุสลิมสัมปทานไว้หมดแล้ว กิจการค้าโค-กระบือสร้างความมั่นคงทางทรัพย์สินให้กับมุสลิมปาทานอย่างมาก เป็นอาชีพสำคัญที่ทำให้มุสลิมยุคแรกสามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างมั่นคงและช่วยปูฐานทางเศรษฐกิจก่อนขยายออกสู่อาชีพอื่น ๆ ในเวลาต่อมา (หน้า133-134) นอกจากความชำนาญการค้าขายและความเอื้อเฟื้อของสังคมอีสานแล้ว ความสำเร็จในด้านอาชีพของมุสลิมในภูมิภาคนี้แล้ว ยังเกิดจากการรวมกำลังกันทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเหนียวแน่น ทำให้มุสลิมพึ่งพากันเองได้ และกันไม่ให้คนนอกเข้ามาแข่งขันได้ง่าย ๆ มุสลิมยังมีวิถ่ายทอดทักษะต่าง ๆ แก่ทายาท เมื่อต้องจ้างลูกจ้างก็จะเลือกมุสลิมด้วยกันก่อน หากจำเป็นต้องจ้างคนพื้นเมืองก็มักให้งานที่ไม่สำคัญ เฉพาะอาชีพค้าโค-กระบือมุสลิมสามารถผูกขาดได้เกือบทั้งภูมิภาค เว้นแต่ในตัวเมืองนครพนมที่การค้าโค-กระบือตกอยู่ในมือคนญวณ พ่อค้าพื้นเมืองจะเข้ามาได้ก็เป็นการค้ารายปลีกตามชานเมืองเท่านั้น (หน้า 140) อาชีพอื่น ๆ ของมุสลิมได้แก่ร้านอาหาร ซึ่งกระจายอยู่ในจังหัดต่าง ๆ 21 แห่ง อาชีพขายโรตีซึ่งเป็นกิจการของมุสลิมเชื้อสายแบงกาลีมาแต่เดิม การขายผ้าเร่ตามท้องที่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นอาชีพของมุสลิมสายมาเลย์ที่อพยพมาจากภาคกลาง ปัจจุบัน มีหลายรายที่ประสบความสำเร็จด้านอาชีพอย่างมากเช่นเป็นเจ้าของบริษัทสหพันธ์ทัวร์ในจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น (หน้า 141) ในปัจจุบัน แม้มุสลิมส่วนใหญ่จะยังคงนิยมประกอบอาชีพค้าขาย แต่การค้าโค-กระบือเป็นสุดยอดของอาชีพค้าขาย เนื่องจากสร้างความมั่งคั่งได้มากที่สุด หลายรายเป็นเจ้าของตลาดนัดโค-กระบือ แต่จำนวนไม่น้อยได้ขยายสู่อาชีพอื่นมากขึ้น ได้แก่อาชีพรับราชการ อาชีพรับจ้าง เกษตรกรรม เป็นต้น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรมนั้นสะท้อนให้เห็นว่าชั่ว 3 รุ่นคนนับแต่ชาวมุสลิมเข้ามาในภุมิภาคนี้ ปัจจุบัน สามารถถือครองที่ดินได้พอจะเป็นผู้ประกอบการเองในกิจการที่ต้องที่ดินเป็นทุนได้แล้ว (หน้า 106-114,145)

Social Organization

ในภูมิภาคนี้มีชนกลุ่มน้อยอยู่หลายกลุ่มทั้งที่อยู่มาก่อนและอพยพเข้ามาทีหลัง มุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาหลังสุด เป็นสังคมที่กระจายไปอยู่ในตัวจังหวัดและเขตชุมชนต่างๆ ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหมือนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แต่รู้จักกันทั่วถึงเพราะประชากรยังมีจำนวนไม่มากนัก และสามารถรวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันได้ด้วยความผูกพันทางศาสนา มีศรัทธาร่วมกัน ช่วยเหลือกันในการประกอบอาชีพ ทำให้เกิดความมั่นคงทางรายได้ มุสลิมในภาคอีสานส่วนใหญ่จัดอยู่ในชนชั้นคนรวย และมีการศึกษาดี มุสลิมจะเคารพนับถือผู้อาวุโส ชุมชนใดจัดตั้งมัสยิดจะมีกรรมการประจำมัสยิด 15 คน มีอิหม่ามเป็นประธานกรรมการ ทำหน้าที่บริหารภายในชุมชน ปกติชุมชนมุสลิมจะช่วยกันดูแลมุสลิมด้วยกันทั้งด้านความประพฤติและปัญหาอื่นๆ มุสลิมจะให้การปรึกษาหารือกันก่อน สุดวิสัยจริงๆ ถึงจะนำเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ส่วนใหญ่จะตกลงกันได้ และมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปยุ่งน้อยมาก เพราะหากภายในหมู่บ้านจัดการไม่ได้ก็จะนำเรื่องสู่ผู้นำศาสนาระดับจังหวัด หรือองค์กรมุสลิมระดับภูมิภาคต่อไป (หน้า 130-131)

Political Organization

ในบรรดาชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่หลายกลุ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมุสลิมเป็นกลุ่มเดียวที่มีการรวมตัวในระดับภูมิภาคภายใต้องค์กรที่ชื่อว่าโครงการพัฒนามุสลิมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนามุสลิมในด้านต่างๆ ร่วมมือประสานกันเพื่อเป้าหมายทางศาสนาอิสลาม องค์นี้ยังเข้าไปช่วยในกรณีที่เกิดกรณีขัดแย้งในเรื่องต่างทั้งระหว่างมุสลิมด้วยกันเอง และกับบุคคลภายนอกศาสนา ดังกรณีที่ทางราชการต้องการเวนคืนที่ดินซึ่งเป็นกุโบร์ในตัวเมืองจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อ พ.ศ. 2526 เพื่อสร้างสนามกีฬา กระทั่งรัฐต้องยุติโครงการไป ผู้ศึกษาคาดว่าองค์ดังกล่าวน่าจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นเมื่อประชากรมุสลิมเพิ่มขี้นกว่านี้ (หน้า 131,153) นอกจากนี้ มุสลิมในภูมิภาคนี้ยังเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากการที่คนรุ่นหลังมีการศึกษาสูงได้เข้ารับราชการในหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น ได้รับเลือกเป็นผู้นำระดับต่างๆ หลายคน มีมุสลิมเสนอตัวเข้าสมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้ง ผู้ศึกษาระบุว่าที่ผ่านมามุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับสิทธิเสรีภาพทางการเมืองโดยไม่มีการกีดกัน และไม่มีความขัดแย้งรุนแรงเหมือนทางภาคใต้ของประเทศ ดังเห็นได้จากที่ชาวพื้นเมืองให้การยอมรับ เลือกมุสลิมเป็นผู้นำในระดับต่างๆ กระทั่งเคยมีมุสลิมบางคนหนีปัญหาการเมืองจากภาคอื่นมาอยู่ในภูมิภาคนี้ (หน้า 151-153) แต่ก็มีตัวอย่างอยู่บ้างที่มุสลิมระดับนายตำรวจบางคนพยายามปกปิดความเป็นคนนับถืออิสลาม ด้วยกลัวว่าจะไม่ได้เลื่อนขั้น กระทั่งมุสลิมด้วยกันเรียกว่าเป็น พวก "มุสหลบ" (หน้า 142)

Belief System

มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงยึดมั่นในหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม มุสลิมเชื่อในพระอัลลอฮฺพระองค์เดียว อิสลามสำหรับมุสลิมนอกจากจะเป็นศาสนาแล้วยังครอบคลุมถึงระบบดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นจนกว่าจะหลับ โดยเชื่อว่าการนอบน้อมยอมตนต่ออัลลอฮํสิ้นเชิงจะก่อให้เกิดสันติสุขในโลกนี้และโลกหน้า (หน้า 12, 97) ศาสดามูฮัมหมัดซึ่งเป็นชาวอาหรับ เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ.1113 ที่นครเมกกะ ถือเป็นศาสนทูตองค์สุดท้ายที่ได้รับโองการจากพระเจ้าผ่านเทวทูต หรือ "มลาอิกะฮฺ" ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น ไม่มีเพศ ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่มีบิดามารดา ไม่มีคู่ครอง สามารถจำแลงร่างได้ในรูปแบบ ต่าง ๆ ตามแต่ปรารถนา โองการหรือสัจธรรมที่มุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าประทานแด่มนุษย์ชาติถูกบันทึกในมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ประกอบด้วย 6,700 โองการ เดิมเป็นภาษาอาหรับ ปัจจุบันถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ เพื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ศาสนาอิสลามไม่มีนักบวช มุสลิมทุกคนคือผู้สืบทอดศาสนา ประพฤติธรรมเท่าเทียมกัน มุสลิมมีสถานประกอบศาสนกิจที่สำคัญคือ มัสยิด มัสยิดที่สำคัญต่อมุสลิมทั่วโลก ได้แก่ มัสยิดนะบะวียฺที่นครมะดีนะฮฺ มัสยิดหะรอมที่นครมักกะฮฺ และมัสยิดอัลอักซอที่นครเยรูซาเล็ม มุสลิมมีพิธีกรรมที่สำคัญได้แก่ ละหมาดหรือการนมัสการพระเจ้า การถือศีลอด การประกอบพิธีฮัจญ์ เป็นต้น มุสลิมเชื่อว่าชีวิตจะสมบูรณ์ต้องมีหลักศรัทธาเป็นพื้นฐานนำสู่การปฏิบัติ หลักศรัทธาเรียกว่า "รุกนอีหมาน" มี 6 ประการ 1. ศรัทธาในอัลลอฮฺองค์เดียว อัลลอฮฺสร้างสรรพสิ่ง เป็นพระอภิบาลสรรพสิ่ง รอบรู้สรรพสิ่ง ไม่ถูกสร้าง ไม่มีกำเนิด ไม่มีอวสาน 2. ศรัทธาในมลาอีกะฮฺ ผู้เป็นเทวทุติและเป็นบ่าวพระอัลลอฮฺ ถูกสร้างโดยอัลลอฮฺ มีเป็นจำนวนมาก มีชื่อและหน้าที่ต่างกัน เป็นผู้นำโองการพระเจ้า บันทึกความดีชั่วของมนุษย์ เป็นต้น 3. ศรัทธาในคัมภีร์ซึ่งมีทั้งหมด 104 เล่ม เล่มที่สำคัญมี 4 เล่มได้แก่ คัมภีร์เตารอด (The old Testament) ประทานให้นบีมูซา หรือโมเสส คัมภีร์อินญีล (The New Testament) ประทานให้นบีอีซา หรือเยซูคริสต์ คัมภีร์ซาบูรประทานให้นบีดาวูหรือเดวิด คัมภีร์กุรอ่านประทานให้นบีมูฮัมหมัด คัมภีร์ทั้งหมดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน 4. ศรัทธาในศาสดาของอัลลอฮฺซึ่งมีมาตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ สืบต่อกันมาเรื่อย ๆ จนสิ้นสุดที่นบีมูฮัมหมัด 5. ศรัทธาในวันพิพากษาโลก หรือวันอวสานโลกว่ามีจริง เชื่อว่าเมื่อโลกถึงจุดจบวันหนึ่งมนุษย์จะบังเกิดอีก วันนั้นทุกคนจะถูกตัดสินความดี ความชั่ว และจะได้รับผลตอนแทนจากพระผู้เป็นเจ้า ชีวิตแยกออกเป็นโลกนี้และโลกหน้า ทุกพฤติกรรมของมนุษย์ไม่สูญหาย ต้องมีผลตอบแทนเสมอ 6. ศรัทธาต่อกำหนดสภาวการณ์ ซึ่งหมายถึงระเบียบอันรัดกุมที่พระเป็นเจ้าได้กำหนดไว้แก่มนุษย์ชาติ ซึ่งแบ่งกฎตายตัวซึ่งหมายถึงกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจหลีกเลี่ยง และกฎไม่ตายตัวดำเนินไม่ตามหลักเหตุและผล อยู่ในดุลพินิจของมนุษย์จะเลือกจัดการด้วยสติปัญญาที่พระเจ้าประทานมา หลักปฏิบัติเรียกว่า "รุก่นอิสลาม" มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ มี 5 ประการ 1.ปฏิญาณตนเพื่อยืนยันตนว่าเป็นมุสลิม 2.ละหมาด หรือนมาช เป็นการแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นการบำเพ็ญสมาธิในอิริยาบถต่างๆ ทำวันละ 5 ครั้ง คือย่ำรุ่ง กลางวัน เย็น พลบค่ำ และกลางคืน โดยหันหน้าไปทางทิศกิบลัต ซึ่งเป็นที่ตั้งของกะอบะฮฺ ซาอุดิอารเบีย 3. ถือศีลอดเดือนรอมฎอน หรือเดือนที่ 9 ของเดือนอาหรับซึ่งมี 12 เดือน เว้นการดื่มกิน ร่วมประเวณี ประพฤติชั่วในที่ลับ ที่แจ้ง มีจิตอกุศล ตั้งแต่รุ่งสาง จนถึงดวงอาทิตย์ตก ปีละ 1 เดือน 4. กาซะกาต หรือการจ่ายทาน 5. การประกอบพิธีฮัจญ์ หรือเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ที่เมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต (หน้า 10-18) ในชีวิตประจำวัน มุสลิมจะเอ่ยนามอัลลอฮฺเมื่อจะขอความเมตตาก่อนทำกิจกรรมใด ๆ เมื่อประสบความสำเร็จ ดีใจ พบสิ่งแปลก ความงดงาม ฯลฯ เมื่อพบกันหรือจากกันจะทักทายกันว่า "อัสลามมุลัยกุม" และตอบรับด้วยการกล่าวว่า "วะอะลัยกุมสลาม" เด็กเกิดได้ 7 วันให้โกนผมไฟ และตั้งชื่อดีงามให้ ซึ่งนิยมชื่อเป็นภาษาอาหรับ มักเลียนชื่อคนสำคัญในประวัติศาสตร์ หรือมีความเป็นมงคล ห้ามเป็นชื่อสัตว์ การศึกษาต้องมีทั้งทางโลกทางธรรมควบคู่กันไป เนื่องจากไม่มีนักบวช มุสลิมทุกคนจึงต้องรับผิดชอบในการเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อเผยแผ่ธรรมและประกอบอาชีพ (หน้า 19-20) มุสิลิมให้ความสำคัญกับการแต่งงานและอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คนแต่ต้องให้ความสุขและความยุติธรรมเท่ากัน ห้ามคุมกำเนิดเพราะเชื่อว่าบุตรคือของฝากจากพระเจ้า มุสลิมเชื่อว่าการตายคือการกลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ ไม่ใช่ความทุกข์ เป็นเรื่องความเมตตาของพระเจ้า ไม่มีการไว้ทุกข์ ศพของผู้ตายจะฝังภายใน 24 ชั่วโมง ที่กุโบร์ เพื่อความสะอาดและประหยัด เมื่อมีการตายมุสลิมจะไปเยี่ยมญาติผู้ตาย และให้ความช่วยเหลือ ละหมาดให้คนตาย และร่วมพิธีศพ (หน้า 20-22) ในด้านการประกอบอาชีพนั้นมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงนิยมอาชีพค้าขายด้วยเชื่อว่าเป็นอาชีพของพระมูฮัมหมัด มีความเป็นอิสระ ท้าท้าย และสร้างความมั่นคงได้เร็ว ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่นิยมให้บุตรหลานศึกษาเกินภาคบังคับ แต่ส่งเสริมให้กลับมาช่วยกิจการค้าขายในครอบครัว ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่นิยมให้บุตรหลานศึกษาเกินภาคบังคับ ด้วยเกรงบุตรหลานจะละเลยหลักคำสอนอิสลาม บางส่วนเกรงบุตรหลานจะไม่รู้เรื่องศาสนาถึงกับส่งไปศึกษาในโรงเรียนสอนศาสนาที่ภาคกลาง ส่วนที่ให้เรียนโรงเรียนรัฐบาลในภูมิลำเนาก็จะให้เด็กเรียนหลักคำสอนของศาสนาไปด้วย ทั้งด้วยการสอนเองโดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานทางศาสนาและจ้างครูชาวปาทานและครูจากภาคกลางที่มีความรู้ทางศาสนามาสอน (หน้า 86-88)

Education and Socialization

นัยยะที่สำคัญของการศึกษาสำหรับมุสลิมเป็นการฝึกให้รู้จักสักการะต่อพระเป็นเจ้า คำสอนของศาสดามุสลิมสนับสนุนให้บุตรหลานศึกษาให้มากทั้งทางโลกและทางธรรม มุสลิมเชื่อว่าการให้การศึกษาบุตรเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมเลี้ยงดูบุตรตามบัญชาพระเป็นเจ้า หลักคำสอนส่วนนี้ยืนยันการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวในฐานะหน่วยทางสังคมที่จะผลิตสมาชิกใหม่และถ่ายทอดวัฒนธรรมอิสลามต่อไป มุสลิมถือว่ามารดาเป็นครูคนแรกของเด็ก เมื่อแรกเกิดไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พรากเด็กจากมารดา บุตรย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมที่ดีจากบิดามารดาทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้ด้วยเชื่อว่าต่อไปเขาก็จะทำหน้าที่ดังกล่าวกับทายาทของเขาต่อไป พ่อแม่จะยอมให้บุตรเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐขณะเดียวกันก็อบรมแนวทางตามวัฒนธรรมอิสลามควบคู่ไปด้วย โดยมีหน่วยงานทางศาสนาเข้ามาจัดโครงการศึกษาอบรมทางศาสนาระดับท้องถิ่นเข้ามาร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาเพื่อจัดการศึกษาสำหรับเยาวชนมุสลิม โดยการคัดเลือกอบรมบุคลากรแล้วส่งไปประจำตามท้องถิ่นต่างๆ แทบทุกจังหวัด บางชุมชนในนครราชสีมา เลย และอุดรธานี ได้จัดการอบรมทางศาสนาแก่เยาวชนขึ้นเอง ส่วนการอบรมสั่งสอนมุสลิมโดยทั่วไปมีขึ้นเป็นประจำตามมัสยิดโดยอิหม่ามแต่ละแห่ง แนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถปรับตัวเข้ากับเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปพร้อมทั้งธำรงเอกลักษณะทางวัฒนธรรมเอาไว้ได้ท่ามกลางวัฒนธรรมใหญ่ (หน้า 85-88)

Health and Medicine

หลักศาสนาให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดโดยเฉพาะอาหารการกิน ห้ามกินสัตว์ที่ตายเอง เลือดสัตว์ เนื้อสุกร ห้ามดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติดต่าง ๆ (หน้า 22) มีข้อกำหนดให้เด็กชายมุสลิมอายุ 6-17 ปี ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศด้วยจุดประสงค์เพื่อความสะอาด ตามหลักการรักษาความสะอาด 5 ประการของมุสลิมได้แก่ ตัดเล็บ โกนผมไฟ ตัดขนลับ-รักแร้ ขลิบหนวด และขลิบปลายหนังอวัยวะ (หน้า 20,85) มุสลิมปาทานเชื่อว่าเตียงเชือกที่นิยมมีไว้รับแขกและวางไว้ใกล้บริเวณมัสยิดสามารถป้องกันโรคปวดเมื่อยได้ (หน้า 111)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ผู้ศึกษาได้กล่าวถึงเครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ไทยที่เรียกว่า "ฉลองพระองค์อย่างเทศ" ซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อยาวถึงเข่า แบบดั้งเดิมมาจากประเทศเปอร์เซีย ลักษณะเสื้อดังกล่าวยังแพร่ไปยังยุโรปและเป็นต้นแบบ "พลอดโค๊ต" ของฝรั่งเศส และเครื่องแต่งกายแบบสากลในปัจจุบันซึ่งมักเชื่อกันว่ามีที่มาจากตะวันตก อิทธิพลด้านศิลปะจากเปอร์เซียยังเห็นได้จากความนิยมนำถ้วยชามประดับวัดวามาตั้งแต่สมัยอยุธยาก่อนแพร่หลายในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเช่นวัดอรุณราชวราราม และวันโพธิ์ธาราม เป็นต้น ลักษณะการตกแต่งสถาปัตยกรรมดังกล่าวมาจากรูปแบบการใช้ถ้วยชามหลากสีและลวดลายประดับมัสยิดของชาวเปอร์เซีย ด้านดนตรีและเพลงอย่างที่เรียกว่า "เกรตัน" นั้นมาจากพวกซูฟีซึ่งเป็นมุสลิมอาหรับสายหนึ่ง ด้านนาฏศิลป์ เช่นการรำ-ดาวดึงส์ ซึ่งมีรูปแบบการรำประเท้าแล้วสองมือตบอกนั้นรับอิทธิพลจากการเต้น-มะหะหร่ำ ของมุสลิมนิกายชีอะห์ (หน้า 32) เครื่องแต่งกาย - ผู้ศึกษาระบุว่าแต่เดิมมุสลิมปาทานนิยมแต่งกายสีขาว กางเกงขาว สวมเสื้อแขนยาวตามแบบฉบับชาวอินเดียสมัยใหม่ หรือนุ่งโสร่งแบบพม่า ผู้หญิงแต่งแบบคนมาเลย์ คือชุดเสื้อแขนยาวกระโปรงยาว การคลุมฮิญาบยังมีน้อยในหมู่มุสลิมในภูมิภาคนี้ การแต่งกายของผู้หญิงมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ค่อยแตกต่างกัน เมื่อมีการประกอบศาสนกิจทางศาสนาผู้ชายจะนุ่งโสร่งแบบคนมาเลย์ สวมหมวกซึ่งเป็นแบบฉบับของชายมุสลิมทั่วโลก ผู้หญิงจะใส่ชุดละหมาด (ตะละกง) เวลาออกปฏิบัติธุระนอกบ้านจะแต่งกายตามยุคสมัยทั่วไป เมื่อกลับบ้านจะแต่งตามสบาย ผู้ชายนุ่งโสร่งแบบมาเลย์ ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะแบบมาเลย์

Folklore

คัมภีร์ที่ผู้ศึกษากล่าวถึงได้แก่ คัมภีร์เตารอด (The old Testament) ประทานให้นบีมูซา หรือโมเสส คัมภีร์อินญีล (The New Testament) ประทานให้นบีอีซา หรือเยซูคริสต์ คัมภีร์ซาบูรประทานให้นบีดาวูหรือเดวิด คัมภีร์กุรอ่านประทานให้นบีมูฮัมหมัด คัมภีร์ทั้งหมดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน (หน้า 15-16) มีการอ้างถึงผลการศึกษาหลังศิลาจารึกสมัยสุโขทัยระบุถึงคำปฏิญาณตนยอมรับนับถือศาสนาอิสลามสองประโยคสมบูรณ์ ได้แก่ 1."ข้าพเจ้าจะนับถือพระเจ้าองค์หนึ่งไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่า" 2."พระนบีมุฮำหมัดเป็นผู้แทนพระองค์ของพระเจ้า" นอกจากนี้ ยังระบุว่ามีการพบหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เรียกว่า "อิหร่านราชธรรม" ซึ่งยืนยันบทบาทของวัฒนธรรมอิสลามต่อการปกครองไทย ในกฎมณเทียรบาลสมัยอยุธยากล่าวถึงกำหนดพระราชกรณียกิจประจำวันของพระเจ้าแผ่นดิน "เวลาเจ็ดทุ่มเบิกนักเทศน์ขันที่เข้าเฝ้า" สันนิษฐานว่าขันทีจะเป็นมุสลิมจากราชสำนักอาหรับเข้าไปชี้แจงธรรมบางอย่างเกี่ยวกับคติการปกครองถวายพระเจ้าแผ่นดินโดยวิธีเล่านิทานแล้วสรุปความเป็นคติธรรม (หน้า 28-32)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

มุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงให้ความสำคัญกับประเพณีเกี่ยวกับชีวิตเช่นเดียวกับมุสลิมที่อื่น ๆ แต่อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อย ยังคงนิยมมีบุตรหลายคนเฉลี่ยครอบครัวละ 6 คน ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คน การคุมกำเนิดเป็นเรื่องต้องห้าม นิยมคลอดบุตรที่โรงพยาบาล เด็กอายุครบเจ็ดวันมีการโกนผมไฟ เด็กชายอายุ 7-16 ปีทำสุหนัต หรือขลิบ มีการตั้งชื่อเป็นภาษาอาหรับควบคู่กับชื่อภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่ามุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะใส่ใจการถ่ายทอดวัฒนธรรมอิสลามให้ทายาทเป็นอย่างมาก ด้วยตระหนักว่ามุสลิมในภาคนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่แบบกระจาย ไม่เป็นกลุ่มหนาแน่นเหมือนมุสลิมในภูมิภาคอื่น โอกาสที่ลูกหลานจะ ละเลยหลักคำสอนพระศาสดาย่อมเป็นไปได้มาก เด็กถูกบังคับให้ท่องจำและเรียนศาสนา ผู้ปกครองบางส่วนไม่นิยมให้ลูกเรียนต่อสูงๆ ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็น "คนไทย" (หน้า 86-87) เด็กมุสลิมจะได้เรียนทั้งหลักสูตรที่รัฐกำหนดในโรงเรียนรัฐบาลและเรียนศาสนา โดยการจัดการของผู้ปกครองและองค์กรโครงการอบรมศาสนาระดับท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อศถ.) ผู้ปกครองจะส่งเสริมให้ลูกสมรสกับคนในศาสนาเดียวกัน หากเป็นคนต่างศาสนาก็ต้องยอมรับอิสลามก่อนถึงจะสมรสกันได้ เมื่อ มีการตายเกิดขึ้นก็จะร่วมมือกันและฝังในสุสานเฉพาะของมุสลิมที่เรียกว่า "กุโบร์" ผู้ศึกษาระบุว่ามุสลิมในภูมิภาคนี้ยังคงยึดหลักคำสอนศาสนาอิสลามเป็นธรรมนูญชีวิต จะสัมพันธ์กับวัฒนธรรมพื้นเมืองเฉพาะที่ไม่ขัดต่อกรอบประเพณีของตน ทำให้ยังคงรักษาโครงสร้างทางวัฒนธรรมเอาไว้ได้ ไม่แตกสลายเหมือนชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ (หน้า 154-159) ความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับชาวพื้นเมืองยังอยู่ในวงแคบ ติดต่อกันเฉพาะเรื่องธุรกิจและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ผิดหลักศาสนา ทั้งนี้เกิดจากทัศนคติที่มีต่อกัน ผู้ศึกษาระบุว่า การที่มุสลิมในภาคอีสานสัมพันธ์กับคนต่างศาสนาน้อยเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเอาไว้ได้ แม้จะเป็นวัฒนธรรมย่อยที่แทรกอยู่ในวัฒนธรรมใหญ่ก็ตาม ทัศนคติที่มุสลิมมีต่อคนพื้นเมืองมีทั้งด้านบวกคือใจดี เอื้อเฟื้อ ชอบสังคม อดทน ซื่อสัตย์ ไม่มีพิษมีภัย ฯลฯ และด้านลบคือเป็นคนหมกมุ่นในความสนุกสนาน ชอบดื่มสุรา ชอบง่ายๆ ชอบเล่นการพนัน ไม่กระตือรือร้น งมงาย ไม่มีเหตุผล ฯลฯ ทัศนคติด้านบวกที่ชาวพื้นเมืองมีต่อมุสลิมคือร่ำรวย รูปร่างน่าตาดี ซื่อตรง ยุติธรรม รักพวกพ้อง สะอาด กว้างขวาง ไม่สร้างความวุ่นวายในสังคม ส่วนทางลบมองว่าน่าเป็นคนน่ากลัว เจ้าชู้ ยุ่งยากในการรับประทานอาหาร งมงายในศาสนา ฯลฯ การรับสมาชิกใหม่ของสังคมมุสลิมจะคำนึงถึงความเชื่อและการยอมรับศาสนาเป็นสำคัญ คนนอกศาสนาที่จะแต่งงานกับมุสลิมต้องหันมายอมนับถืออิสลาม อย่างไรก็ตาม มุสลิมจะสนับสนุนให้บุตรหลานแต่งกันเองภายในกลุ่มมุสลิมด้วยกันมากกว่า ผู้ศึกษาระบุว่าสมาชิกใหม่ที่เข้ารับอิสลามด้วยศรัทธาโดยไม่ผ่านการสมรสยังมีน้อย (หน้า 125-128)

Social Cultural and Identity Change

แบ่งเป็นสองส่วนคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการผสมผสานภายในกลุ่มมุสลิมสายต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนแรก และการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลจากการผสมผสานกับคนต่างศาสนาหรือวัฒนธรรมพื้นถิ่นอีสานซึ่งเกิดขึ้นในระยะต่อมา ในส่วนที่เป็นการผสมผสานในกลุ่มมุสลิมด้วยกันจำแนกได้ดังนี้ ด้านภาษา-ชาวปาทานเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาในภูมิภาคนี้และพูดภาษาบุชโต แต่จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มชาวปาทานรุ่นเก่า เพราะเป็นภาษาที่เข้าใจยาก และชาวปาทานรุนแรกๆ เองก็ขาดทักษะในการถ่ายทอดแก่บุตรหลานซึ่งเป็นลูกครึ่งระหว่างชาวปาทาน กับมุสลิมเชื้อสายอื่นและชาวพื้นเมือง ปัจจุบันภาษาบุชโตถูกกลืนโดยภาษาอีสาน ชาวปาทานรุ่นแรกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะพูด ภาษาอีสานสำเนียงบุชโต เช่น "ฉัน" เป็น "ฉาน" บุตรหลานก็หันไปใช้ภาษาอีสานหรือภาษาไทยกลาง มีเพียงศัพท์พื้นฐานไม่ กี่คำที่ยังรักษาไว้เช่น ดาดา-พ่อ กากา-ลุง มามา-น้า บาบา-ปู่หรือตา เป็นต้น มุสลิมเชื้อสายมาเลย์ที่มาจากภาคใต้ตอนล่างจะ พูดภาษายาวี กลุ่มที่มาจากภาคใต้ตอนบนจะพูดภาษาปักษ์ใต้ ส่วนที่มาจากชานกรุงเทพฯก็จะพูดภาษาไทยกลาง มุสลิมกลุ่ม นี้จะพูดภาษาเดิมเมื่อสื่อสารกันเองภายในกลุ่มที่อพยพมาด้วยกัน เมื่อต้องสื่อสารกับคนนอกกลุ่มมักพูดภาษากลางแต่สรรพนามหลายคำเป็นภาษามาลายูเช่น ป๋าหรือปะ (พ่อ) มะ (แม่) บัง (พี่ชาย) โต๊ะ (ปู่ ตาหรือยาย) เป็นต้น มุสลิมเชื้อสายเบงกาลีพูดได้หลายภาษา ได้แก่ ภาษาเบงกาลี อังกฤษ พม่า ภาษาคำเมือง เวลาสื่อสารกันเองจะใช้ภาษาเบงกาลี และภาษาพม่าเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาษาเบงกาลีไม่แพร่หลายสู่มุสลิมกลุ่มอื่น แม้แต่คนรุ่นหลังในกลุ่มลูกหลานเบงกาลีเองก็ไม่นิยมพูด บุตรภรรยามักใช้สรรพนามในภาษาบุชโตแทน เมื่อต้องทำกิจกรรมสาธารณะร่วมกับมุสลิมด้วยกันและชาวพื้นเมืองอีสานมักใช้ภาษาไทยกลางและภาษาอีสาน (หน้า 107-108) ด้านการแต่งกาย แต่เดิมมุสลิมปาทานนิยมแต่งกายสีขาว กางเกงขาว สวมเสื้อแขนยาวตามแบบฉบับชาวอินเดียสมัยใหม่ หรือนุ่งโสร่งแบบพม่า ผู้หญิงแต่งแบบชาวมาเลย์ คือชุดเสื้อแขนยาวกระโปรงยาว ส่วนการคลุมฮิญาบยังมีน้อยในหมู่มุสลิมในภูมิภาคนี้ การแต่งกายของผู้หญิงไม่ค่อยแตกต่างกัน ปัจจุบันการแต่งกายจะผสมผสานกัน เมื่อมีการประกอบศาสนกิจทางศาสนาผู้ชายจะนุ่งโสร่งแบบคนมาเลย์ สวมหมวกซึ่งเป็นแบบฉบับของชายมุสลิมทั่วโลก ผู้หญิงจะใส่ชุดละหมาด (ตะละกง) เวลาออกปฏิบัติธุระนอกบ้านจะแต่งกายตามยุคสมัยทั่วไป เมื่อกลับบ้านจะแต่งตามสบาย ผู้ชายนุ่งโสร่งแบบมาเลย์ ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะแบบมาเลย์ ด้านอาหารการกิน ชาวปาทานนิยมรับประทานเนื้อสัตว์ กับโรตี นิยมดื่มน้ำชาหลังอาหารมื้อหลักหรือเวลาว่างชาวมาลายูนิยมรับประทานข้าวเจ้ากับแกงเผ็ดอย่างชาวปักษ์ใต้ นิยมทานปลามากกว่าเนื้อสัตว์อื่น ชาวเบงกาลีนิยมทานโรตีมาแต่เดิมกับข้าวจะอาจเป็นเนื้อสัตว์หรือปลาก็ได้ แต่ในปัจจุบันมุสลิมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมบริโภคข้าวจ้าวเป็นอาหารหลัก กับข้าวเป็นเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ อาหารเป็นโรตีและน้ำชา อาหารพื้นเมืองเช่นข้าวเหนียวส้มตำก็นิยมกันมาก โดยเฉพาะในหมู่มุสลิมลูกครึ่งและเยาวชนที่เติบโตในภูมิภาคนี้ การผสมผสานกับวัฒนธรรมต่างศาสนาจะรับเอาเฉพาะที่ไม่ขัดกับหลักการศาสนา ที่เห็นได้ชัดคือภาษาถิ่น และอาหารการกิน ในส่วนของอาหารพื้นเมืองที่รับมามุสลิมได้ตัดรายการที่ขัดกับข้อห้ามตามศาสนาของตน เช่น เว้นการใช้เลือดสัตว์สด ๆ ประกอบอาหาร เพราะอิสลามห้ามการรับประทานเลือดสัตว์ ของดิบ ๆ สุก ๆ ที่ชาวอีสานชอบกินมุสลิมก็จะนำมาทำให้สุกก่อนรับประทานเป็นต้น ส่วนชาวอีสานเองก็เริ่มนิยมอาหารอย่างโรตีมากขึ้น

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

- มอญรำ ส่วนใหญ่จะรำในงานศพ(43) - การรำมอญ,วงปี่พาทย์มอญ(44) - ก่อนรำมอญผู้รำจะกราบเสียก่อน(46) - บางครั้งจะสอนให้เด็กคุ้นเคยกับการรำมอญแต่เล็กๆ(47) - หนึ่งในกระบวนท่ารำที่แสดงลักษณะความเป็นมอญโดยแท้(48) - นางมะลิ วงศ์จำนงค์ ครูมอญรำอาวุโสแห่งบ้านเกาะเกร็ด(49) - ขณะถ่ายทอดการรำมอญแก่เด็กเล็ก(50) - การรำมอญ (51) - วงทะแยมอญ(52) - ซอมอญเหลืออยู่เพียง 2-2 คันเท่านั้นในเมืองไทยและผู้บรรเลงก็ใกล้สูญสิ้นหมดแล้ว เราะอายุมากขึ้นทุกที(53)

Text Analyst เกียรติศักดิ์ ประทานัง Date of Report 09 มี.ค 2548
TAG มุสลิม, ประวัติศาสตร์, สังคม, วัฒนธรรม, บทบาททางเศรษฐกิจ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง