ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ผู้ไท,โซ่,ประวัติศาสตร์,พิธีกรรม,สกลนคร
Author สุรัตน์ วรางค์รัตน์
Title การศึกษาเชิงเปรียบเทียบประเพณีวัฒนธรรมของชาวผู้ไทย - ชาวโซ่
Document Type รายงานการวิจัย Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
หอสมุดกลางมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ Total Pages 113 Year 2524
Source คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, วิทยาลัยครูสกลนคร โครงการวิจัยสังคมวัฒนธรรมอีสาน
Abstract

เนื้อหาสาระคลอบคลุมทั้งประวัติความเป็นมา และพิธีกรรมต่าง ๆ ของทั้งผู้ไทยและโซ่ โดยมีการแบ่งแยกเนื้อหาในส่วนของผู้ไทยและโซ่อย่างชัดเจน และยังมีบทสรุปที่ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชนทั้งสองนี้ด้วย

Focus

การเปรียบเทียบพิธีกรรมระหว่างผู้ไทยและโซ่

Theoretical Issues

ผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนมากนักว่าใช้แนวทฤษฎีใดในการอธิบายเปรียบเทียบโครงสร้างสังคมของผู้ไทยและโซ่ แต่เป็นการชี้ให้เห็นความเหมือนและความแตกต่างระหว่างผู้ไทยและโซ่

Ethnic Group in the Focus

ผู้เขียนเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ศึกษาว่า "ผู้ไทย" และ "โซ่" ผู้ไทย ทั้งชายและหญิงมีรูปร่างสันทัด สูงประมาณ 140-160 ซม. ผิวขาว-เหลือง ใบหน้ารูปไข่ค่อนข้างแบน จมูกเล็กแต่ไม่โด่ง ริมฝีปากด้านล่างหนากว่าด้านบน มีริ้วรอยย่นเป็นเส้นเล็กๆ เหนือริมฝีปาก ผู้ชายมีขนตามร่างกายสั้นหรือเกือบไม่มีเลย ผมดำดกแต่แข็ง เด็กๆ มีตาสีดำ ส่วนสีขาวในดวงตาออกสีค่อนข้างเหลือง ส่วนวงกลมของดวงตาสีดำสูงกว่าส่วนสีขาวเล็กน้อย (หน้า 7-8) ส่วนโซ่ ในเอกสารชั้นต้นของไทยมักจะเรียกว่า "ข่ากระโซ่" มากกว่าจะเรียกว่า "โซ่" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแตกแขนงของพวกข่า และโซ่ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มของข่า โซ่มีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1.40-1.60 ม. ใบหน้ารูปไข่ แบน นัยตาส่วนที่เป็นสีขาวออกเป็นสีเหลืองจมูกเล็กไม่โด่ง ปลายจมูกแบน ริมฝีปากเท่ากันทั้งล่างและบน สีผมค่อนข้างเหลือง ผู้หญิงมีผมเป็นลอนโดยธรรมชาติ ขนตามร่างกายนิ่มสั้นออกสีค่อนข้างเหลือง เด็กเล็กๆ จะมีจุดสีดำตามผิวหนัง แต่จุดนี้จะหายไปเมื่ออายุได้ 31 วันขึ้นไป ผู้ชายนิยมสักจากเหนือเข่าไปจนถึงขาอ่อน ผู้หญิงสักที่ท้องและเอวด้วยลวดลายแบบรวงข้าวหรือลายดอกไม้นานาพันธุ์ (หน้า 21)

Language and Linguistic Affiliations

ผู้ไทยที่อยู่ในลำน้ำโขง จัดได้ว่าอยู่ในกลุ่มมองโกลอยด์ (Mongoloid) ตอนใต้ของจีนอินโดจีน ในกลุ่มที่พูดภาษาไทยกะได (Tai Kadai) (หน้า 7) โซ่ จัดว่าเป็นกลุ่มมองโกลอยด์ ตระกูลออสโตรเอเชียติค มอญ-เขมร (หน้า 21)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุ

History of the Group and Community

ผู้ไทย ผู้นำผู้ไทยที่ถูกอพยพจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งบ้านเมืองที่อำเภอพรรณนานิคม คือ เจ้าลีหรือโฮงลาง เป็นลูกของพญาก่าผู้เป็นเจ้าเมืองกับภรรยาคนที่ 1 เป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 3 คน ส่วนมูลซาภรรยาคนที่ 2 มีบุตร 1 คนชื่อ เจ้าก่ำ เมื่อพญาก่าถึงแก่อนิจกรรมไป นางมูลซาก็ต้องการให้บุตรตนเป็นเจ้าเมือง แต่ผู้ไทยส่วนใหญ่ต้องการให้เจ้าลีหรือโฮงลางเป็นเจ้าเมือง และในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ไทย กองทัพไทยได้ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ และเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นกับเวียงจันทร์ ซึ่งก็รวมถึงเมืองวังที่เป็นเมืองของผู้ไทย ผู้ไทยจึงต้องเข้าไปอาศัยในดินแดนญวน เมื่อสงครามสิ้นสุด ผู้ไทยก็ได้กลับมายังเมืองวัง ต่อมาทางไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 มีนโยบายกวาดต้อนผู้คนที่อยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมาอยู่ในดินแดนฝั่งขวาเพื่อความมั่นคงของไทย โดยมีราชวงศ์ (อิน) เมืองสกลนครเป็นผู้รับอาสาไปทำหน้าที่เกลี้ยกล่อมชาวเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จึงได้ตัวเจ้าลีหรือโฮงลางและผู้คนผู้ไทยมาอยู่ในเมืองพรรณานิคม โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้ไทยที่เดือดร้อนจากสงครามได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ในแผ่นดินไทยหลายครั้งแล้วด้วยกัน (หน้า 12-17) โซ่ ในอำเภอกุสุมาลย์โดนกวาดต้อนมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว เพราะเจ้าเมืองคือ เจ้าจุลนี มีพฤติกรรมคล้ายกบฏและเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทย นอกจากนี้ในการอพยพของผู้ไทยกลุ่มเจ้าลี ก็อาจมีโซ่จำนวนไม่น้อยเจ้ามาอยู่ที่อำเภอกุสุมาลย์นี้ด้วย (หน้า 23-25)

Settlement Pattern

ชุมชนของผู้ไทยและโซ่ มีลักษณะเป็นชุมชนแบบหมู่บ้านชนบท ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้กันเป็นหมู่บ้าน (หน้า 49) เมืองพรรณนานิคม ทางทิศเหนือมีหนองน้ำใหญ่เรียกว่าหนองท่มหรือหนองทุ่มและห้วยปลาหาง ทิศใต้อยู่ห่างจากภูเขาเล็กๆ พอมีที่ราบทำนา ทิศตะวันออกจรดทิศเหนือเป็นป่า ทิศตะวันตกมีที่ราบและหนองน้ำใหญ่ 3 แห่ง (หน้า 17)

Demography

ไม่มีข้อมูล

Economy

ไม่มีข้อมูล

Social Organization

การแต่งงาน : หนุ่มสาวทั้งผู้ไทยและโซ่นิยมเลือกคู่สมรสในหมู่บ้านเดียวกัน พ่อ-แม่ของหญิงสาวจะไม่กีดกันชายหนุ่มที่มาพูดจาเกี้ยวพาราสี แต่จะเป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจของลูกสาว การทาบทามสู่ขอของผู้ไทยนั้นจะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายมาติดต่อ แต่สำหรับโซ่นั้น หนุ่มโซ่จะเป็นผู้บอกกล่าวกับบิดา-มารดาฝ่ายหญิงด้วยตนเอง ในวันหมั้นหมายผู้ไทยจะมีของสำคัญสิ่งหนึ่งคือ เทียน 1 คู่ เรียกว่า "เทียนสัจจะ" ส่วนโซ่นั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือถ้วย 1 คู่ ซึ่งหากฝ่ายหญิงคือเทียน-ถ้วยก็แสดงว่าเลิกร้างกันไป ฝ่ายหญิงที่ยังนับถือผีเรือนทั้งผู้ไทยและโซ่ จะนำหมู ไก่ เหล้า ที่ฝ่ายชายนำมา เอาไปไหว้ผีเรือนเสียก่อน และถ้าหากมีการหมั้นน้องสาวแต่พี่สาวยังไม่มีครอบครัว จะต้องนำเงินจำนวนหนึ่งมาผูกแขนรับขวัญพี่สาวด้วย เพื่อไม่ให้พี่สาวเสียขวัญว่าจะต้องเป็นโสดตลอดไป ก่อนวันแต่งงานของผู้ไทย ญาติพี่น้องของคู่สมรสจะไปรวมกันยังบ้านที่กำหนดไว้เพื่อเตรียมทำพานบายศรี ด้ายผูกแขน และทำเทียนขอขมาให้พอกับจำนวนญาติผู้ใหญ่ พิธีแต่งงานจะเริ่มขึ้นในเวลากลางวัน เมื่อเจ้าบ่าวมาถึงบ้านที่จัดงาน เจ้าสาวจะส่งคนมารับ ซึ่งมักเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วมีความสงบราบรื่นในครอบครัว ก่อนขึ้นบันได จะมีเด็กผู้หญิงคอยตักน้ำให้ล้างเท้า แล้วจึงเหยียบลงบนก้อนหินใหญ่หรือหินลับมีดซึ่งมีใบตองอ่อนปูทับไว้ ส่วนพิธีแต่งงานของโซ่ ไม่มีพิธีบายศรีเพราะกล่าวกันว่าเป็นพิธีของพวกลาว ในวันแต่งงานจะมีผู้เฒ่ากล่าวให้โอวาทสั่งสอนให้รู้จักการครองเรือน และผูกแขนให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาว หลังจากนั้นคู่บ่าว-สาวจะดูดเหล้าไหเพื่อสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อกัน และในตอนค่ำก็จะมีพิธีลักพาเจ้าสาวหนี โดยเจ้าบ่าวและเพื่อน ๆ จะแอบไปบ้านเจ้าสางอย่างเงียบ ๆ โดยให้เพื่อนอีกส่วนหนึ่งนั้นคอยอยู่ตามป่าหรือข้าง ๆ บ้าน ที่เจ้าบ่าวเพียงคนเดียวที่จะขึ้นไปบนเรือนแล้วนำง้าวหรือดาบที่ติดตัวมาด้วยไปวางไว้บนเรือน โดยต้องหันปลายดาบเข้าหาตัวและหันด้ามดาบเข้าหาเสาเอกของเรือน จากนั้นเจ้าบ่าวจะจูงมือเจ้าสาวลงเรือน เมื่อคู่บ่าว-สาวลงมาสมทบกับเพื่อนที่รออยู่และออกไปพ้นบริเวณบ้านเจ้าสาวแล้ว จึงจะเริ่มการร้องรำทำเพลงแสดงความดีใจจนถึงบ้านเจ้าบ่าว และเมื่อเจ้าบ่าวพาเจ้าสาวหนีไปจากเรือน มารดาของฝ่ายหญิงจะเข้าไปบอกผีเรือนไม่ให้ห่วงใยไปชิงตัวลูกหลานกลับคืน หลังจากนั้นฝ่ายชายจึงกลับมาบอกพ่อแม่ของฝ่ายหญิงว่าตนลักพาลูกสาวไป และทำการสู่ขวัญ มิฉะนั้นจะเป็นการผิดฮีตคอง ส่วนเรือนหอของทั้งผู้ไทยและโซ่นั้น โดยทั่วไปแล้วพ่อแม่ของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง จะแบ่งเรือนส่วนหนึ่งให้เป็นเรือนหอ ที่ผู้ไทยเรียกว่า "ส้วมหรือส่วม" ซึ่งหมายถึงห้องที่กั้นฝาจากห้องโถงในเรือนให้พอมิดชิดเป็นห้องนอน ต่อเมื่อมีฐานะพอจะปลูกบ้านเองได้จึงแยกครัวเรือนออกไป (Stem family) (หน้า 49-64) การสืบตระกูล โซ่ ยึดถือฝ่ายแม่เป็นหลัก เมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายชายจะเป็นสมาชิกตระกูลของฝ่ายหญิง แต่เมื่อมีงานจัดเลี้ยงผีฝ่ายแม่ของฝ่ายชาย ผู้เป็นสามีก็ยังคงต้องไปในพิธีเลี้ยงผีของตนด้วยเช่นเดียวกัน เพียงแต่ห้ามนำภรรยาและลูกๆ ไป (หน้า 45)

Political Organization

ไม่มีข้อมูล

Belief System

ทั้งผู้ไทยและโซ่ มีทั้งความเชื่อที่ผสมผสานทั้งผี พุทธ และพราหมณ์ ความเชื่อตามหลักพุทธศาสนาก็จะเห็นได้จากการทำบุญตามวันสำคัญทางพุทธศาสนาต่างๆ ส่วนคติแบบพราหมณ์ก็เช่นในงานบวช งานแต่งงานหรือการสู่ขวัญ จะมีผู้ประกอบพิธีที่นุ่งขาวห่มขาวและเป็นผู้ที่มีความรู้ในคัมภีร์พระเวท ส่วนความเชื่อเรื่องผีนั้นจะเห็นได้จากการถือผีและทำพิธีต่างๆ เพื่อบูชาผีในวาระต่างๆ กันไป เช่น โซ่ มีผีที่เป็นที่นับถือมากคือผีที่ประจำต้นไม้ใหญ่ในป่า และปลูกศาลขึ้นในบริเวณนี้ เรียกว่า ศาลมเหสักข์ และถือว่าเป็นผีพิทักษ์รักษาบ้านเมืองกุสุมาลย์ เพื่อเป็นที่สักการะและประกอบพิธีกรรม ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เรียกว่า ปีใหม่โบราณ ในวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 โดยการอัญเชิญผีมเหสักข์ให้มารับเครื่องสังเวย และมีการทำพิธีผูกแขนด้วยด้ายขวาที่ข้อมือ เรียกว่า "เจาะอตี" (หน้า 36) ส่วนผีมเหสักข์ของผู้ไทย เรียกว่า "เจ้าปู่" หรือ "เจ้าหาญแดง" มี "พิธีเลี้ยงถลา" จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 พิธีเริ่มด้วยพิธีกร ซึ่งเรียกว่า "จ้ำหรือกวานจ้ำ" นำอาหาร 8 สำรับไปถวาย (กล่าวกันว่าเจ้าปู่โปรดลาบเลือดสด ชาวบ้านจึงนำควายไปฆ่าที่หน้าศาล แล้วทำลาบพร้อมทั้งใช้เลือดสดผสมคลุกข้าว) แล้วจุดเทียนกล่าวเชิญให้เจ้าปู่มารับเครื่องเซ่น (ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเหล้าอุ (เหล้าไหพื้นบ้าน) สุราขาวหรือแดง เรียกว่า "ม้าขาวและม้าแดง") โดยเปลวเทียนจะลุกโพลงผิดปกติเพื่อเป็นการยืนยันว่าเจ้าปู่มารับเครื่องสังเวยแล้ว หลังจากนั้นชาวบ้านก็รับประทานอาหารและดื่มสุราร่วมกัน แต่ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา (ประมาณปีพ.ศ. 2522) มีการเชิญปู่เจ้าเข้าทรงที่นางเทียม (คนทรง) เพิ่มเติมจากพิธีปกติ พิธีเลี้ยงถลาเริ่มตั้ง 7.00 - 15.00 น. ชาวบ้านจะนำเอาหัวควาย เขา และกระดูกส่วนอื่น ๆ หามรอบศาล 3 รอบ ก็จะมีลมแรงจากทางทิศตะวันออกพัดมายังศาล เป็นการแสดงถึงการอำลาของเจ้าปู่ (หน้า 37 - 38) ผีเรือนก็เป็นผีอีกชนิดหนึ่งที่ผู้ไทยนับถืออย่างเคร่งครัด ไม่ว่าผู้ไทยและโซ่จะทำการใดๆ ที่ไม่ใช่กิจวัตรประจำวัน จะต้องบอกให้ผีเรือนทราบทุกครั้ง และมีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกของครอบครัวเข้ามาในห้องนอน และถือว่ามุมหนึ่งของห้องนอนเป็นมุมของผีเรือน (หน้า 46-47) พิธีกรรมเกี่ยวกับศพ ก่อนที่จะนำศพออกจากบ้าน จะต้องทำพิธีตัดญาติ โดยการนำก้านกล้วยมาวางที่โลงศพ และให้ญาติพี่น้องผู้ตายจับปลายกล้วยอีกด้านหนึ่งไว้โดยหันหลังให้ศพ แล้วพิธีกรก็ท่องบทสวดเป็นภาษาบาลีสันสกฤตแล้วใช้มีดตัดก้านกล้วย เป็นการบ่งบอกถึงการแยกกันอยู่ระหว่างผู้ตายและผู้อยู่ เมื่อนำศพมาถึงป่าช้า จะมีพิธีเสี่ยงไข่ โดยนำไข่สดมาอธิษฐานหน้าโลงศพว่าถ้าชอบอยู่ที่ใดก็ขอให้ไข่แตกตรงนั้น แล้วจึงทำการเผาตามแบบพุทธศาสนา ณ พื้นที่ตรงนั้น ผู้ไทยบางกลุ่มเชื่อว่าก่อนจะเผาศพ บุตรจะต้องแสดงความกตัญญูและการร่ำลาโดยการก้มลงในโลงศพแล้วใช้ปากงับเสื้อผ้าหรือผ้าขาวม้าของผู้ตายออกจากร่างหรือออกจากโลง โดยไม่แสดงการรังเกียจหรือกลัวว่าจะติดโรคร้ายจากผู้ตาย (หน้า 99) นอกจากนี้ก็มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับข้าวโดยจัดขึ้นเมื่อเริ่มฤดูฝน ทั้งผู้ไทยและโซ่เรียกตรงกันว่า "พิธีเลี้ยงผีตาแฮก" โดยนำข้าวปลาอาหารและเครื่องบูชามาไว้ที่ศาลเล็ก ๆ ในคันนาแล้วเอ่ยคำพูดที่เป็นสิริมงคล ผู้ไทยจะเสี่ยงทายเพื่อหาวันศิริมงคล (วันธรรมสวนะ) แล้วนำกล้ามาปลูกในคันนาหน้าศาลในคันนา โดยนำต้นกล้ามาปลูกวันละ 1 กอ เริ่มจากวันอาทิตย์เวียนไปจนครบ 7 วัน แล้วสังเกตว่ากล้าที่ปลูกในวันใดงอกงามดีที่สุดจึงเลือกเอาวันนั้นเป็นวันดำข้าวกล้าในนาแปลงใหญ่ ส่วนโซ่มักจะเสี่ยงทายในวันอาทิตย์ (หน้า 41-42)

Education and Socialization

ไม่ระบุชัดเจน

Health and Medicine

หมออาสาหมู่บ้านหรือบุคคลที่ทางภาครัฐส่งมาในพื้นที่นี้ ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฐมพยาบาลหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น (หน้า 87) แต่ผู้ไทยส่วนมากนิยมใช้สมุนไพรซึ่งปลูกไว้ตามบ้านมารักษา แพทย์แผนโบราณหรือหมอประจำบ้าน หมอไสยศาสตร์ การเจ็บปวดเกี่ยวกับกระดูกจะใช้ทั้งการนวด ทาน้ำมัน สมุนไพร และใช้คาถาอาคมด้วย แม้แต่การเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็ยังให้หมอไสยศาสตร์เสกคาถาอาคม และทำน้ำมนต์ให้ด้วย (หน้า 72), "จ้ำ" ทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนและสัตว์เลี้ยง ให้พ้นจากโรคร้าย (หน้า 43) นอกจากนี้ก็ยังมีหมอเยา ที่มักจะมีผีหรือ "เจ้า" มาสิงสถิต แล้วจึงซักถามคนไข้ เมื่อทราบความต้องการของผีที่สิงคนไข้แล้ว ก็จะขอร้องให้ผีออกจากร่างผู้ป่วยโดยการให้สิ่งตอบแทน เช่น การทำบัดพลีเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นแสดงผีในร่างกายผู้ป่วยมีอำนาจมากเกินอำนาจผีของตน ผู้ป่วยต้องไปหาหมออื่นที่มีผีที่มีอำนาจมากกว่าตน ไม่เช่นนั้นแล้วหมอเยาก็อาจกลายเป็นผีชนิดนั้นไปด้วย (หน้า 79 -80)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ไม่มีข้อมูล

Folklore

เรื่องเล่าที่กล่าวถึงความเป็นมาของผู้ไทย : เดิมเมืองแถนยังไม่มีคนอยู่อาศัย มีเทพยาที่เป็นพี่น้องกัน 5 องค์อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปรึกษากันว่าจะไปเกิดบนโลกมนุษย์ เพื่อจะได้เป็นต้นแบบของมนุษย์ทั้งปวง แล้วจึงได้อธิษฐานจิตเกิดเนรมิตเป็นรูปเต้าปุง ลอยลงมายังภูเขาทางทิศตะวันออกของเมืองแถน เมื่อน้ำเต้าปุงแตกออกมาก็เป็นมนุษย์รูปร่างแปลกๆ เรียงกันออกมาเป็นคู่ชาย-หญิงตามลำดับ คือ 1. ข่าแจะ 2. ผู้ไทยดำ 3. ฮ่อ 4.แกว 5. แซ่ แล้วต่างก็แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆ แต่ผู้ไทยได้ตั้งตนเป็นเจ้าและอยู่ที่เมืองแถนต่อไป (หน้า 8-9)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

จากเอกสารของผู้ไทย ผู้ไทยคิดว่าตนเองมีความเฉลียวฉลาดเหนือกว่าโซ่หรือข่ากระโซ่ ดังในเรื่องการจับจองที่ทำมาหากิน โดยใช้การยิงหน้าไม้เป็นการตัดสิน และผู้ไทยยังเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในที่ลุ่ม (low land) ซึ่งก็คือผู้ไทย มีอารยธรรมสูงกว่าผู้ที่อยู่ที่ดอน (up land) ซึ่งก็คือโซ่นั่นเอง (หน้า 27)

Social Cultural and Identity Change

การศึกษาที่สอนให้นักเรียนเชื่อในเหตุและผลตามหลักการทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พิธีเลี้ยงถลาหายไปจากสังคมไม่ว่าจะเป็นผู้ไทยที่อำเภอพรรณานิคม หรือโซ่ที่อำเภอกุสุมาลย์ อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ หลักการของพระพุทธศาสนาที่อธิบายการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็นเรื่องของบาปกรรม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผีสางที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนา ตามมุมบ้านซึ่งแต่เดิมเป็นมุมของผีเรือนก็ได้เปลี่ยนเป็นภาพพระสงฆ์หรือพระพุทธรูปมาติดบูชาแทน (หน้า 39-40)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst ชมพรรณ จันทิมา Date of Report 29 ก.ค. 2548
TAG ผู้ไท, โซ่, ประวัติศาสตร์, พิธีกรรม, สกลนคร, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง