ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลัทธิ การนับถือ เจ้าแม่สองนาง ลุ่มน้ำโขง ลาว หนองบัวลำภู เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร
Author ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์
Title ลัทธิพิธีการนับถือเจ้าแม่สองนางกับชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, คนอีสาน ลาวอีสาน, Language and Linguistic Affiliations ไม่ระบุ
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ,สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Total Pages 329 Year 2554
Source ปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขาวิชาภาษาไทย) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Abstract

งานชิ้นนี้ได้ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลเอกสาร (Documentary Research) และรวบรวมข้อมูลภาคสนาม (Field work Research) เป็นแนวทางการดำเนินการศึกษาเพื่อศึกษาความเชื่อและตำนานเจ้าแม่สองนางที่พบในชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขง 13 แห่ง ได้แก่ 1.ชุมชนวัดหอสองนาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย 2.อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู 3.ชุมชนวัดกลาง อำเภอศรีเชียงใหม่ 4.อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 5.บ้านเวียงคุก ตำบลเวียงคุก จังหวัดหนองคาย 6.ชุมชนวัดหายโศก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย 7.ชุมชนวัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 8.อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ 9.บ้านแพงใต้ และ 10.บ้านนาเขท่า อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม 11.บ้านน้ำก่ำ หมู่ 17 และ 12. หมู่ 10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม 13.และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2550-2554 รวมถึงศึกษาบทบาทของลัทธิพิธีเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง โดยเน้นเฉพาะพิธีกรรมเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง ในอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 4 พิธีกรรมประกอบด้วย 1) พิธีกรรมบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง 2) พิธีกรรมส่วงเฮือประจำปี 3) พิธีทำบุญสงกรานต์และถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง และ 4) พิธีกรรมถวายเครื่องบรรณาการแด่พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนม อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ผลจากการศึกษาพบว่า ทั้ง 13 ชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขงปรากฏตำนานเจ้าแม่สองนาง 22 สำนวน โดยแบ่งเป็นมุขปาฐะ 15 สำนวน และลายลักษณ์ 7 สำนวนในด้านพิธีกรรมเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ทุกพิธีกรรมล้วนประกอบด้วยสัญลักษณ์ที่แสดงสถานภาพของเจ้าแม่สองนางที่มุ่งให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งแก่ชุมชน รวมทั้งขจัดปัดเป่าเคราะห์ภัยและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ลูกหลานและคนในชุมชน

Focus

ศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อและตำนานเรื่องเจ้าแม่สองนางในชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขง องค์ประกอบพิธีกรรม และบทบาทของลัทธิพิธีเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนางที่มีต่อชุมชนชายฝั่งลุ่มน้ำโขง (หน้า 6)

Theoretical Issues

ข้อเสนอหรือแนวคิด ที่ผู้เขียนใช้ในการศึกษานั้นไม่ได้หมายถึง การทบทวนทฤษฎีตามที่ระบุในงาน แต่เป็นการประมวล และเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่างๆ ในการศึกษา ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร 

Ethnic Group in the Focus

ลาว, ผู้ไท, ข่า

Language and Linguistic Affiliations

ไม่มี

Study Period (Data Collection)

เป็นการศึกษาโดยวิธีเก็บข้อมูลภาคสนามในช่วงพ.ศ. 2550-2554

History of the Group and Community

- ชุมชนวัดหอสองนาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยเป็นชุมชนเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระสุริยวงศาธรรมิกราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง (หน้า 32)

-ชุมชนอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภูซึ่งผู้คนในชุมชนได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมืองหนองบัวลำภูตั้งแต่สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและตั้งชื่อเมืองว่า “ จำปานครกาบแก้วบัวบาน” ต่อมาพระวอพระตาได้พาไพร่พลและญาติพี่น้องของตน ประมาณ 5 หมื่นคน อพยพจากเมืองเวียงจันทน์มาอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภูอีกละลอก และเรียกชื่อเมืองว่า “ นครเขื่อนขันกาบแก้วบัวบาน ” (หน้า 33)

- ชุมชนวัดกลาง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นชุมชนเก่าแก่ เชื่อว่าสร้างในปี พ.ศ. 2106 ซึ่งในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพานพร้าว และเป็นกลุ่มชนเดียวกันกับกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งลุ่มน้ำโขงทั้งฝั่งเมืองเวียงจันทน์ (หน้า 34-35)
- ชุมชนห้วยมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ตั้งยู่ทางด้านทิศเหนือของอำเภอท่าบ่อติดกับชายฝั่งแม่น้ำโขง เดิมคือ บ้านท่าบ่อเกลือ ในปี พ.ศ.2436 ท้าวขัตติยะ (ชาลี) ซึ่งรับราชการอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ ไม่สมัครใจอยู่ใต้อำนาจของฝรั่งเศสจึงอพยพครอบครัวมาอยู่ที่เมืองหนองคาย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าราชการเมืองท่าบ่อ ในปี พ.ศ. 2438 (หน้า 36)
- ชุมชนบ้านเวียงคุก ตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เดิมคือ เมืองเวียงคุก ผู้คนในชุมชนได้อพยพจากเวียงจันทน์มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวงจากเมืองหลวงพระบางมาตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ (หน้า 38)
- ชุมชนวัดหายโศก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นชุมชนเก่าแก่ เดิมเป็นหมู่บ้านเล็ก เรียกว่า บ้านไผ่ ผู้คนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ตั้งแต่สมัยโบราณ (หน้า 39)
- ชุมชนวัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายเป็นชุมชนที่มีความสำคัญมาแต่สมัยอาณาจักรล้านช้างเดิมชุมชนนี้ คือ เมืองปากห้วยหลวง เจ้าเมืองที่ปกครองล้วนเป็นบุคคลสำคัญในราชวงศ์ของอาณาจักรล้านช้างทั้งสิ้น (หน้า 40-41)
- ชุมชนอำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ กลุ่มชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาตั้งแต่สมัยที่พระครูโพนเสม็ดพาเจ้าหน่อกษัตริย์และพระมารดาอพยพมาจากเวียงจันทน์แล้วให้ตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ตำบลงิ้วพันลำโสมสนุก(บริเวณอำเภอบึงกาฬ) พร้อมกับครอบครัวบ่าวไพร่จำนวนหนึ่ง (หน้า 42)
- ชุมชนบ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นชุมชนเก่าแก่และเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ที่อพยพหนีสงครามมาจากเวียงจันทน์ แล้วพากันมาหลบซ่อนอยู่ในป่าแห่งนี้ก่อนที่จะตั้งเป็นหมู่บ้านในภายหลัง (หน้า 43-44)
- ชุมชนบ้านนาเขท่า อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพหนีสงครามมาจากเวียงจันทน์ อพยพมาทางเรือแล้วพากันหลบซ่อนอยู่ในป่าและตั้งบ้านเรือนขึ้น (หน้า 46)
- ชุมชนบ้านน้ำก่ำ หมู่17 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นชุมชนข้าโอกาสวัดพระธาตุพนมที่อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางและเวียงจันทน์ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าโพธิสารราช และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (หน้า 47)
- ชุมชนบ้านน้ำก่ำ หมู่10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม แต่เดิมเป็นหมู่บ้านเดียวกันกับบ้านน้ำก่ำ หมู่ 17และเป็นชุมชนข้าโอกาสเช่นเดียวกัน (หน้า 48-49)
- ชุมชนอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็นกลุ่มชนที่อพยพลงมาหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยพระยาแสนเมืองก่อกบฏแย่งชิงอำนาจจากเจ้าเมืองเวียงจันทน์ และสมัยพระครูโพนเสม็ดพาญาติโยมและศิษย์มาบูรณะพระธาตุพนม (หน้า 50)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนส่วนใหญ่ มักตั้งอยู่ตามชายฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง เช่น เมืองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ เชียงคาน หนองคาย พานพร้าว ปากห้วยหลวง นครพนม และมุกดาหาร เป็นต้น (หน้า 18)

Demography

ความเชื่อเรื่องเจ้าแม่สองนางได้มีความสัมพันธ์กับการอพยพย้ายถิ่นของกลุ่มคนในชายฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งในบางชุมชนได้ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และคำบอกเล่าจากผู้อาวุโสในชุมชน ซึ่งสามารถแบ่งได้ 6 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มชนข้าโอกาสที่มีการอพยพจากหลวงพระบางและเวียงจันทน์ในสมัยพระเจ้าโพธิสารราชและสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้แก่ บ้านน้ำก่ำหมู่ และหมู่ 10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
2) กลุ่มชนที่อพยพมาจากเวียงจันทน์พร้อมกับพระครูโพนเสม็ดแล้วมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลงิ้วพันลำโสมสนุกหรืออำเภอบึงกาฬในปัจจุบัน
3) กลุ่มชนที่อพยพจากเมืองเวียงจันทน์พร้อมกับพระวอ พระตา แล้วมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองหนองบัวลำภู
4) กลุ่มชนที่หนีสงครามจากเวียงจันทน์หลบซ่อนอยู่ตามป่า ได้แก่ ชุมชนบ้านแพงใต้ และบ้านนาเขท่า
5) กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองหน้าด่านของเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งมีทั้งกลุ่มชนดั้งเดิมและกลุ่มชนที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากเวียงจันทน์ ได้แก่ เมืองพานพร้าวหรือศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ เวียงคุก หนองคาย และโพนพิสัย และ
6) กลุ่มชนที่อาศัยที่เมืองเชียงคาน จังหวัดเลย เมื่อครั้งสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่เมืองเวียงจันทน์ (หน้า 85-86)

Economy

ไม่มี

Social Organization

ในช่วงสมัยแรกๆ ของอาณาจักรล้านช้าง มีการปกครองแบบชนเผ่า ซึ่งไม่มีความสลับซับซ้อน ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบการปกครองเป็นแบบเจ้าเมืองหรือกษัตริย์ปกครองไพร่ (หน้า 18)

Political Organization

การสืบทอดอำนาจหน้าที่ทางการเมืองการปกครองกันในแบบหมู่เครือญาติจึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกันอยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับมีการทำสงครามกับประเทศพม่าและประเทศไทยหลายครั้ง ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้เป็นสาเหตุสำคัญให้กลุ่มชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงและตามหัวเมืองต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจนต้องมีการอพยพย้ายถิ่นกันอยู่เนืองๆ(หน้า 18)

Belief System

ศาลเจ้าแม่สองนางได้รับความเคารพในทุกชุมชนไม่ได้แตกต่างไปจากศาลเจ้าพ่อต่างๆ ซึ่งในรอบ 1 ปี ทางจังหวัดมุกดาหารจะต้องประกอบพิธีกรรมสำคัญ 4 พิธีกรรม ซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่ตั้งเมืองมุกดาหาร คือ 1) พิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนางประจำปี ซึ่งจะจัดในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี เพื่อเชิญดวงวิญญาณเจ้าแม่สองนางให้ลงมาเยี่ยมเยือนลูกหลาน และเกิดความอุดมสมบูรณ์ ความสงบสุขร่มเย็นแก่ชุมชน ในพิธีกรรมจะประกอบด้วยกลุ่มนางเทียมเจ้าแม่สองนางที่สืบเชื้อสายของเจ้าเมืองมุกดาหาร นักดนตรี นางเทียมเจ้าพ่อและเจ้าแม่บริวาร เครื่องบวงสรวงและเครื่องเซ่น (หน้า98) 2) ประเพณีส่วงเฮือประจำปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 12-15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี เป็นประเพณีที่ต้องทำก่อนแข่งเรือ โดยกลุ่มนางเทียมและจ้ำจะต้องเชิญเจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองทำพิธีเบิกน่านน้ำก่อนเริ่มการแข่งเรือ อันเป็นบูชาบรรพบุรุษและพญานาคในแม่น้ำโขง (หน้า128-130) 3) พิธีทำบุญสงกรานต์และถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง ซึ่งภายหลังจากทำบุญสรงน้ำพระเสร็จแล้ว จ้ำจะนำรูปสัญลักษณ์เจ้าแม่สองนางที่แกะสลักด้วยไม้มาตั้งไว้เพื่อให้ชาวเมืองมุกดาหารได้สรงน้ำ โดยเชื่อว่าการสรงน้ำเจ้าแม่สองนางเสมือนเป็นการสรงน้ำเจ้ามหาชีวิตเช่นเดียวกัน (หน้า 163) และ4) พิธีกรรมถวายเครื่องบรรณาการแด่พระธาตุพนมในอดีตเจ้าเมืองมุกดาหารมีหน้าที่ดูแลบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม และยังมีข้าโอกาสที่อยู่ในความดูแลอีกจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มข้าโอกาสที่อยู่ในเขตอำเภอหว้านใหญ่ โดยจะต้องมาร่วมพิธีถวายข้าวพิชภาคในวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 3 ประจำทุกปี ในปัจจุบันแม้ว่าตำแหน่งเจ้าเมืองมุกดาหารจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ยังเป็นหน้าที่ของกลุ่มบรรดาลูกหลานเจ้าเมืองมุกดาหารเดิม โดยมีนางเทียมและจ้ำประจำศาลเจ้าแม่สองนาง เจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองและบรรดาลูกหลานเจ้าเมืองมุกดาหาร ทำหน้าที่ถวายข้าวพิชภาคและเครื่องบรรณาการแด่องค์พระธาตุพนมแทนบรรพบุรุษของตน (หน้า179-180)

Education and Socialization

ผู้สืบทอดหน้าที่ในพิธีกรรมเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนางในแต่ละชุมชนแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชน สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่ 1 จ้ำ ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลศาลและเป็นผู้นำในการประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง การคัดเลือกจ้ำเจ้าแม่สองนางเป็นผู้เลือก ได้แก่ ศาลเจ้าแม่สองนาง บ้านนาเขท่า อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ศาลเจ้าแม่สองนางอำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ศาลเจ้าแม่สองนางบ้านน้ำก่ำ หมู่ 17 และหมู่ 10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ส่วนศาลเจ้าแม่สองนางที่มีจ้ำเป็นผู้ชาย เจ้าพ่อพระวอที่เป็นหลักเมืองเป็นผู้เลือก ได้แก่ ศาลเจ้าแม่สองนางอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู โดยจะเลือกบุคคลในสายตระกูลเดียวกันเท่านั้น และศาลเจ้าแม่สองนางที่บ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม สำหรับศาลเจ้าแม่สองนางที่บ้านแพงใต้นั้น ชาวบ้านในชุมชนเป็นผู้เลือกกันเอง จากผู้ที่มีความรู้ในการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับเจ้าแม่สองนาง และต้องเป็นผู้ที่ตั้งตนอยู่ในกรอบศีลธรรม (หน้า 274-275)
กลุ่มที่ 2 นางเทียม กลุ่มนี้นางเทียมจะเป็นผู้ดูแลศาลและเป็นผู้นำประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง โดยเจ้าแม่สองนางจะเลือกผู้ที่สามารถเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับเจ้าแม่สองนางได้ ซึ่งมี 2 ศาล คือ ศาลเจ้าแม่สองนางอำเภอท่าบ่อ และบ้านเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย (หน้า 275)
กลุ่มที่ 3 นางเทียม และ จ้ำ กลุ่มนี้มีทั้งนางเทียมทำหน้าที่ลงเทียมเจ้าแม่สองนางในพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง ส่วนจ้ำเป็นผู้ดูแลศาลและช่วยจัดเตรียมปะรำพิธีและเครื่องบวงสรวงบูชา ได้แก่ ศาลเจ้าแม่สองนางชุมชนวัดหายโศก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย การเลือกนางเทียม เจ้าแม่สองนางจะเลือกจากผู้ที่สามารถลงเทียมได้ และสามารถเป็นผู้นำในการประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนางได้ (หน้า 275)
กลุ่มที่ 4 นางเทียม จ้ำ นางเปียงเบื้องขวา และเบื้องซ้าย เจ้าโคตร และนางเทียมบริวาร กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่สุดเพราะมีการรวมกลุ่มและแบ่งหน้าที่กันตามตำแหน่งและสถานภาพในบริบทของพิธีกรรม วิธีการคัดเลือกผู้ทำหน้าที่ในทุกตำแหน่งจะคัดเลือกเฉพาะบุคคลที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกันและต้องเป็นลูกหลานเจ้าเมืองมุกดาหารเท่านั้น (หน้า 275)

Health and Medicine

ไม่มี

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ในพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนาง จะใช้เสียงดนตรีจากกลองและฆ้องสื่อสารกับวิญญาณเจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองให้มาลงเทียม ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณของเจ้าแม่สองนางเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองเจ้าพ่อเจ้าแม่บริวารจะได้ยินรับทราบและลงมาร่วมในพิธีกรรม (หน้า 234)

Folklore

ตำนานเจ้าแม่สองนางที่พบเป็นสำนวนมุขปาฐะ 15 สำนวน และเป็นลายลักษณ์อักษร 7 สำนวน ดังนี้ 
1) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนวัดหอสองนาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย พบสำนวนมุขปาฐะ1 สำนวน และสำนวนลายลักษณ์ที่ปรากฏในงานวิจัยเรื่อง ประวัติศาสตร์และตระกูลเมืองเชียงคานของณัฏฐพล ตันมิ่ง อีก 1 สำนวน สำนวนมุขปาฐะได้กล่าวถึงตอนสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพระธิดา เดินทางล่องเรือไปตามแม่น้ำโขงเพื่อไปบูรณะพระธาตุพนม ล่องเรือไปถึงแก่งฟ้าแก่งจันทร์ เรือล่มทำให้พระธิดาทั้งสองจมน้ำเสียชีวิต พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชจึงนำศพของพระธิดาล่องเรือย้อนกลับมายังเชียงคานแล้วฝังศพไว้ชายฝั่งแม่น้ำโขง ส่วนสำนวนลายลักษณ์ ได้กล่าวถึงตอน พระเจ้าสุมังคลโพธิสัตย์เจ้ามหาชีวิตได้พาพระธิดาสององค์ล่องเรือหนีข้าศึกที่เข้ามาตีเมืองเวียงจันทน์ แล้วมาขึ้นฝั่งทางเหนือเพื่อหวังพึ่งพระเจ้ากรุงหงสาวดี เมื่อเรือมาถึงแก่งฟ้า บ้านหาดเบี้ย อำเภอปากชม จังหวัดเลย เกิดเรือล่มพระเจ้าสุมังคลโพธิสัตย์และพระธิดาทั้งสององค์จมน้ำเสียชีวิตทั้งหมด(หน้า 55-57) 
2) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พบสำนวนมุขปาฐะ1 สำนวน และสำนวนลายลักษณ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดหนองบัวลำภู 1 สำนวน ซึ่งตำนานเจ้าแม่สองนางทั้ง 2 สำนวน มีโครงเรื่องและเหตุการณ์ของเรื่องเหมือนกัน คือ เจ้าแม่สองนางเป็นหลานสาวของพระวอพระตาที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ด้วยกัน เมื่อเสียชีวิตแล้วกลายเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน (หน้า 60)
3) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนวัดกลาง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พบเป็นสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน กล่าวถึงเจ้าแม่สองนางเป็นพระธิดาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่เดินทางมาพร้อมกับช้างเผือก 2 เชือก ที่เจ้าเมืองเชียงใหม่นำมาเป็นเครื่องบรรณาการถวายแด่พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ระหว่างทางได้แวะพักแรมที่เมืองพานพร้าว พระธิดาทั้ง 2 เกิดประชวรสิ้นพระชนม์ ไพร่พลและบริวารจึงสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิของพระธิดาทั้ง 2 องค์ ที่วัดกลาง เรียกว่า เจดีย์ศรีสองนาง (หน้า 61) 
4) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนห้วยมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เป็นสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน กล่าวว่า เจ้าแม่สองนางเป็นวิญญาณของธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่เรือล่มในแม่น้ำโขงแล้วสิ้นพระชนม์ ต่อมาดวงวิญญาณนั้นได้มาเข้าฝันยายชาวลาวคนหนึ่งในชุมชนห้วยมง เพื่อขอให้ตั้งศาล ชาวบ้านจึงช่วยกันตั้งศาลเจ้าแม่สองนางและทำพิธีลงเทียมเชิญวิญญาณเจ้าแม่สองนางให้มาสิงสถิตอยู่ประจำศาล (หน้า 62) 
5) ตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านเวียงคุก ตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นสำนวนมุขปาฐะ มี 1 สำนวน มีลักษณะคล้ายตำนานเจ้าแม่สองนางในชุมชนห้วยมง อำเภอท่าบ่อ กล่าวคือ เจ้าแม่สองนางเป็นธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่เรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ในแม่น้ำโขง ดวงวิญญาณจึงสิงสถิตอยู่ในแม่น้ำโขง (หน้า 62) 
6) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนวัดหายโศก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย พบสำนวนมุขปาฐะ 2 สำนวน สำนวนลายลักษณ์ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.goodthailand.com 1 สำนวน และประวัติเจ้าแม่สองนางที่ติดตั้งไว้บริเวณหน้าศาล 1 สำนวน รวม 4 สำนวน แต่ละสำนวนกล่าวเหมือนกัน คือ พระธิดา 2 องค์ของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ล่องเรือหนีสงครามมาจากเวียงจันทน์ แล้วเกิดเรือล่มบริเวณวังน้ำวนหน้าวัดหายโศกจนสิ้นพระชนม์ จึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำชุมชน (หน้า 63) 
7) ตำนานเจ้าแม่สองนาง วัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พบสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน เล่าถึงพระธิดาสองพระองค์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ผู้สร้างวัดจอมมณี อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และวัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้วชาวบ้านจึงสร้างศาลไว้ในบริเวณวัด และกลายเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์สืบต่อมา (หน้า 66) 
8) ตำนานเจ้าแม่สองนาง ชุมชนอำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พบสำนวนมุขปาฐะ 2 สำนวนและสำนวนลายลักษณ์ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.bungkan.com 1 สำนวน สำนวนที่ 1กับ 2 มีรายละเอียดของเรื่องเล่าคล้ายกัน โดยในสำนวนที่ 1 เล่าว่าเจ้าแม่สองนางเป็นหลานของเจ้าปู่ผ้าขาวที่อพยพหนีสงครามมาจากเวียงจันทน์และเรือล่มในแม่น้ำโขงจนเสียชีวิต แต่ในสำนวนที่ 2 เจ้าแม่สองนางมีสถานภาพเป็นธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เรือล่มที่หน้าวัดหายโศกแล้วเสียชีวิต ส่วนเนื้อเรื่องในสำนวนที่ 3เกิดขึ้นคราวเดียวกันกับการปราบกฎบฮ่อ เมื่อปี พ.ศ. 2137 โดยเล่าว่าเจ้าแม่สองนาง คือ ลูกสาวของพ่อตู้พรมผู้นำชุมชนที่อพยพมาครั้งศึกฮ่อ แล้วป่วยตาย (หน้า 67-68) 
9) ตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พบสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน เจ้าแม่สองนางเป็นธิดาเจ้าเมืองเวียงจันทน์ล่องเรืออพยพหนีสงครามมาจากเวียงจันทน์แล้วเกิดเรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ในแม่น้ำโขง (หน้า 69) 
10) ตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านนาเขท่า อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม พบสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน กล่าวคล้ายกันกับตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านแพงใต้ โดยเล่าว่าเจ้าแม่สองนางเป็นธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่ล่องเรือหนีสงคราม แล้วเกิดเรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ในแม่น้ำโขง (หน้า 70) 
11) ตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านน้ำก่ำหมู่ 17 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พบสำนวนมุขปาฐะ มี 1 สำนวน เล่าว่าเจ้าแม่สองนางเป็นธิดาเจ้าเมืองที่ล่องเรือมาจากเวียงจันทน์ ชื่อว่า นางมะลีจันทร์ และนางศรีสุพรรณ เจ้าแม่สองนางเป็นพี่น้องฝาแฝด แล้วเกิดเรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ในแม่น้ำโขง (หน้า 70) 
12) ตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านน้ำก่ำ หมู่ 10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พบสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน กล่าวคล้ายกันกับตำนานเจ้าแม่สองนาง บ้านน้ำก่ำหมู่ 17คือ เจ้าแม่สองนางเป็นพี่น้องฝาแฝด เป็นธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ตั้งแต่เมื่อครั้งอพยพลงเรือมาตามลำน้ำโขง (หน้า 71) 
13) ตำนานเจ้าแม่สองนาง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร พบ 3 สำนวน เป็นสำนวนมุขปาฐะ 1 สำนวน และสำนวนลายลักษณ์ 2 สำนวน ทุกสำนวนมีโครงเรื่อง พระธิดาเรือล่ม จมน้ำสิ้นพระชนม์แล้วกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนๆ กัน แต่มีรายละเอียดบางตอนแตกต่างกันไปบ้าง ทั้งด้านเหตุการณ์เรือล่มและกลุ่มชนที่อพยพเดินทาง ในสำนวนที่ 1 เล่าว่า เจ้าแม่สองนางเป็นธิดาเจ้าเมือง พายเรือหนีมาเที่ยวแล้วเรือล่มที่ปากห้วยมุก สำนวนที่ 2 เล่าว่าเจ้าแม่สองนางเป็นธิดาของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ที่ลงมาสร้างเมืองคันทบุรี พายเรือมาเล่นน้ำในงานบุญส่วงเฮือ แล้วเรือล่มจมน้ำสิ้นพระชนม์ที่สบมุกหรือปากห้วยมุก และสำนวนที่ 3 กล่าวว่าพระธิดาเดินทางมาพร้อมขบวนเรือในสมัยเจ้าฟ้างุ้ม แล้วเกิดเรือล่มที่บริเวณปากห้วยมุก (หน้า 74)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

กลุ่มชนที่มีความเชื่อในตำนานเจ้าแม่สองนางล้วนเป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ทั้งสิ้น (หน้า 299) ทำให้เกิดเป็นความผูกพันเสมือนเป็นเครือญาติที่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษร่วมกัน

Social Cultural and Identity Change

ในอดีต เจ้าเมืองมุกดาหารจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในงานพิธีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าแม่สองนาง โดยเฉพาะพิธีทำบุญสงกรานต์และถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง และพิธีกรรมถวายเครื่องบรรณาการแด่พระธาตุพนม เมื่อมีการประกาศข้อบังคับการปกครองหัวเมือง ร.ศ.117ให้ยกเลิกการปกครองตามธรรมเนียมโบราณในภาคอีสาน เปลี่ยนมาเป็นผู้ว่าราชการเมือง ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารได้กลายมาเป็นผู้ถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองแทนในฐานะ “ พ่อเมืองมุกดาหาร” (หน้า 178) แต่ถึงกระนั้นในพิธีกรรมถวายเครื่องบรรณาการแด่พระธาตุพนม บรรดาลูกหลานเจ้าเมืองมุกดาหารเดิม โดยมีนางเทียมและจ้ำประจำศาลเจ้าแม่สองนาง และเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองและบรรดาลูกหลานของเจ้าเมืองมุกดาหารก็ยังคงทำหน้าที่ถวายเครื่องบรรณาการแด่องค์พระธาตุพนมแทนบรรพบุรุษของตน และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน (หน้า 180)

Critic Issues

Other Issues

งานชิ้นนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องการนับถือผีบรรพบุรุษ ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง และบทบาทของผู้หญิงในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนับถือผีผู้หญิงในสังคมชายฝั่งลุ่มแม่น้ำโขง

Google Map

Map/Illustration

-ศาลและพระธาตุสองนาง วัดหอสองนาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย (หน้า34)
-หองสองนาง อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู (หน้า 36)
-เจดีย์ศรีสองนาง วัดกลาง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย (หน้า 37)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย (หน้า 39)
-หอเจ้าแม่สองนาง บ้านเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย (หน้า 41)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง วัดหายโศก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย (หน้า 42)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง วัดจอมนาง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย (หน้า 43)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ (หน้า 45)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง บ้านแพงใต้ อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม (หน้า 47)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง บ้านนาเขท่า อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม (หน้า 48)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง บ้านน้ำก่ำหมู่ 17 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม (หน้า 50)
-ศาลเจ้าแมสองนาง บ้านนํ้าก่ำ หมู่ 10 อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม (หน้า 51)
-แผนผังที่ตั้งศาลเจ้าแม่สองนาง (หน้า 56)
-ศาลเจ้าแม่สองนาง และรูปสัญลักษณ์เจ้าแม่สองนาง (หน้า 56)
-ภาพแสดงแบบเรื่องและที่ตั้งศาลเจ้าแม่สองนาง (หน้า 85)
-ภาพแผนผังการตั้งฐานของกลุ่มชนที่มีตำนานเจ้าแม่สองนางตามชายฝั่งลุ่มน้ำโขง (หน้า 90)
-นางสุดสาคร สวัสดิ์วงศ์ไชย (หน้า 103)
-นายประภัทร์ สวัสดิ์วงศ์ไชย (หน้า 103)
-นางทองสุข ปริปุญโญ (หน้า 104)
-นางอรวรรณ เชื้อหาญ (นางเปียงเบื้องซ้าย) (หน้า 105)
-นายสีมา จันทราสาขา (หน้า 106)
-นางดอกล้ำ จารุตัน (หน้า 106)
-นางแจ่มจันทร์ เหมแดง (หน้า 107)
-นางเพ็ญโสภา พรหมเมือง (หน้า 108)
-นางพัน จันถม (หน้า 108)
-ลูกศิษย์ที่มาคอยเข้าเฝ้าและถวายเครื่องสักการะ (หน้า 109)
-ขันคายของนางเทียมทั้ง 3 คน (หน้า 111)
-แผนผังปะรำพิธี (หน้า 113)
-ที่นั่งลงเทียมของนางเทียมทั้ง 3 คน (หน้า 114)
-แผงอาวุธและโอ่งน้ำ (หน้า 115)
-ที่นั่งนักดนตรี (หน้า 115)
-โต๊ะเครื่องบวงสรวงและเครื่องเซ่นเจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 116)
-แผนผังโต๊ะเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่นเจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 117)
-กระทงลอยเคราะห์ (หน้า 119)
-เจ้าฟ้ามุงเมือง (หน้า 121)
-เจ้าพ่อราชวงศ์ศึก (หน้า 122)
-เจ้าพ่อคำแดง (หน้า 122)
-เจ้าแม่สองนางองค์พี่ (นางพิมพา) (หน้า 124)
-เจ้ากรมหัว (หน้า 124)
-เจ้าแม่คำเหลือง (หน้า 125)
-เจ้าแม่สองนางองค์น้อง (นางลมพามา) (หน้า 126)
-การเสี่ยงทายและส่องดูฟ้าฝน (หน้า 128)
-การรำเบิกดาบ (หน้า 128)
-การลอยเคราะห์ (หน้า 129)
-บายศรีสู่ขวัญเรือส่วง (หน้า 136)
-บายศรีหัวเรือหรือแหงมหัวเรือ (หน้า 136)
-การเอ้เรือส่วง (หน้า 138)
-แผนผังการจัดวางเครื่องบวงสรวงและเครื่องเซ่นบนเรือส่วงเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 139)
-การจัดวางสิ่งของสู่ขวัญเรือส่วงเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 140)
-แผนผังการจัดวางเครื่องบวงสรวงและเครื่องเซ่นบนเรือส่วงเจ้าแม่สองนาง (หน้า 140)
-การจัดวางสิ่งของสู่ขวัญเรือส่วงเจ้าแม่สองนาง (หน้า 141)
-การสู่ขวัญเรือส่วง (หน้า 142)
-การผูกขวัญเรือส่วง (หน้า 143)
-การลากเรือส่วงไปลงท่าน้ำ (หน้า 144)
-การเซ่นสรวงพญานาคและผีน้ำก่อนนำเรือส่วงลงท่าน้ำ (หน้า 145)
-การนำเรือส่วงลงท่าน้ำ (หน้า 145)
-การเชิญเจ้าพ่อฟ้ามุงเมืองไปลงเรือส่วง (หน้า 149)
-แผนผังจัดวางเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่น และตำแหน่งบุคคลบนเรือส่วงเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 150)
-แผนผังจัดวางเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่น และตำแหน่งบุคคลบนเรือส่วงเจ้าแม่สองนาง (หน้า 151)
-นายประภัทร์ สวัสดิ์วงศ์ไชย ทำพิธีเบิกน่านน้ำ (หน้า 153)
-นางสุดสาคร สวัสดิ์วงศ์ไชย ทำพิธีเบิกน่านน้ำ (หน้า 154)
-พิธีตีช้างน้ำนอง (หน้า 156)
-การเตรียมเรือไฟ (หน้า 158)
-ก้านจู้ (หน้า 159)
-พาเสนียด (หน้า 160)
-กระทงลอยเคราะห์ (หน้า 160)
-ไหลเรือไฟ (หน้า 161)
-ลอยก้านจู้ (หน้า 162)
-การบวงสรวงเจ้าพ่อสุทธนู (หน้า 164)
-บวงสรวงเจ้าพ่อราชวงศ์ศึก (หน้า 164)
-เครื่องบวงสรวงและเครื่องเซ่น (หน้า 169)
-โต๊ะเครื่องเซ่นของเจ้าแม่สองนาง (หน้า 170)
-โต๊ะเครื่องเซ่นของเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 170)
-เครื่องสะเดาะเคราะห์ (หน้า 171)
-เครื่องบรรณาการ (หน้า 172)
-แผนผังการจัดพื้นที่ประกอบพิธีกรรม (หน้า 173)
-แผนผังการจัดวางเครื่องบวงสรวง เครื่องเซ่น และเครื่องบรรณาการ (หน้า 175)
-การทำบุญวันสงกรานต์ (หน้า 179)
-แผนผังการจัดวางเครื่องบรรณาการและตำแหน่งบุคคล (หน้า 186)
-เครื่องบรรณการและปัจจัยไทยธรรม (หน้า 188)
-การจัดวางวัตถุสิ่งของในเรือส่วงเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 197)
-การจัดวางวัตถุสิ่งของในเรือส่วงเจ้าแม่สองนาง (หน้า 198)
-ฉัตรเงิน ฉัตรทอง (หน้า 205)ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง (หน้า 206)
-ช้างเผือก 1 คู่ (หน้า 206)
-โต๊ะเครื่องเซ่นสัญลักษณ์เจ้าแม่สองนางและเจ้าพ่อฟ้ามุงเมือง (หน้า 208)
-หมอขวัญกล่าวเชิญขวัญเจ้าแม่ เจ้าพ่อ และถวายเครื่องบรรณาการ (หน้า 213)
-การผูกข้อต่อแขน (หน้า 214)การถวายเครื่องบรรณาการแด่องค์พระธาตุพนม (หน้า 218)
-ศาลเจ้าเฮือน 3 องค์ (หน้า 219)
-การบูชาเทวดาอารักษ์ทั้ง 9 องค์ (หน้า 220)
-การบูชาเทวดาทั้ง 4 ทิศ (หน้า 220)
-โอ่งน้ำ (หน้า 223)
-เทียนกิ่งหรือเทียนหง่า (หน้า 231)
-เฉลวอันเล็กใช้แต่งเครื่องคาย (หน้า 232)
-เครื่องคายหรือขันคาย (หน้า 233)
-กระทงลอยเคราะห์ (หน้า 234)
-เงินลาด (หน้า 238)
-เทียนวง (หน้า 239)
-ระบบเครือญาติของนางเทียม จ้ำ นางเปียงและเจ้าโคตร (หน้า 291)

Text Analyst Date of Report 05 พ.ย. 2561
TAG ลัทธิ, การนับถือ, เจ้าแม่สองนาง, ลุ่มน้ำโขง, ลาว, หนองบัวลำภู, เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, มุกดาหาร, Translator วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง