ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ศิลปะ ประเพณี ธรรมาสน์เสาเดียว ความเชื่อ ผู้ไท กาฬสินธุ์
Author คำพันธ์ ยะปะตัง
Title ธรรมาสน์เสาเดียว : รูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อของชาวผู้ไท อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, Language and Linguistic Affiliations -
Location of
Documents
          ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ห้องสมุดมหาวิทยาลัยขอนแก่น Total Pages 282 Year 2555
Source มหาวิทยาลัยขอนแก่น
Abstract

          งานเขียนกล่าวถึงการศึกษาเรื่องธรรมาสน์เสาเดียว ของชาติพันธุ์ผู้ไท ในหกหมู่บ้าน ของหกตำบลพื้นที่ศึกษา ในอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งพบว่า ธรรมาสน์เสาเดียวของผู้ไทมีอายุมากกว่า 50ปีขึ้นไป และต่างจากธรรมาสน์ทั่วไปเพราะทำจากเสาหลักของบ้านมาทำเสาธรรมาสน์ เป็นความเชื่อที่มีลักษณะเฉพาะของผู้ไทซึ่งได้ปรับเปลี่ยนความเชื่อตามหลักศาสนาพุทธ และความเชื่อเรื่องผีเข้าด้วยกัน โดยเชื่อว่าการสร้างธรรมาสน์นั้นได้ผลบุญกุศล ธรรมาสน์ทั้งหกหลังสร้างระหว่างพ.ศ. 2372-2483เพราะความศรัทธาศาสนาพุทธ อันมาจากเหตุปัจจัยจากพุทธประวัติ พระธรรมวินัยและประเพณีวัฒนธรรม ธรรมาสน์เสาเดียวปัจจุบันถูกทำลายด้วยธรรมชาติและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ธรรมาสน์ทั้งหกหลังยังคงมีสภาพสมบูรณ์มีทั้งแบบที่ตั้งแบบถาวรและแบบเคลื่อนย้ายได้  ผู้วิจัยศึกษาเพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ศิลปะ

Focus

          เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา  สภาพปัจจุบัน รูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อในการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวของชาวผู้ไท อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 8)

Theoretical Issues

ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่นิยม
          ในการศึกษาเรื่องธรรมาสน์เสาเดียวในพื้นที่ศึกษานั้น ผู้วิจัยได้นำแนวคิดโครงสร้างหน้าที่มาใช้ในการศึกษา ซึ่ง แรดคลิฟท์ บราวน์ เป็นผู้พัฒนาแนวคิดนี้ (หน้า 87) เพื่อมาอธิบายถึงความมั่นคงทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ ในการคิดค้นองค์ความรู้และวิธีการที่เรียกว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านด้านต่างๆ  เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างทางสังคมของกลุ่มคนให้สามารถคงรูปและถ่ายทอดสืบต่อกันมา (หน้า 87) ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่า โครงสร้างทางสังคมและประชากรที่อยู่ในสังคมนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกัน โดยเป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ พฤติกรรมของคนที่อยู่ในสังคมนั้น (หน้า 238)และต่อมาที่ผู้วิจัยใช้คือ
          ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม  ซึ่งฟรานซ์ โบแอส นักมานุษยวิทยาชาวเยอรมันระบุว่า การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญของวัฒนธรรมหนึ่งแพร่กระจายไปอีกวัฒนธรรมหนึ่ง โดยปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมใหม่ การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมมีลักษณะการแพร่กระจายทุกทิศทางจากศูนย์กลาง มีลักษณะมีอิทธิพลจากลักษณะภูมิศาสตร์ และการแพร่กระจายวัฒนธรรมมีลักษณะอาณาเขตวัฒนธรรมจากจุดกำเนิดวัฒนธรรม (หน้า 89) และวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนหรือสังคมนั้นจะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีรากเหง้าทางทางวัฒนธรรมของตนเอง(หน้า 238) และอีกแนวคิดหนึ่งที่ผู้วิจัยนำมาใช้ศึกษาเกี่ยวกับการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวของภูไท คือ
          ทฤษฎีประวัติศาสตร์วัฒนธรรม   เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงวัฒนธรรมมนุษย์ที่คล้ายกันว่าเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นอย่างอิสระมากกว่าเกิดจากการแพร่กระจายวัฒนธรรมและอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับเขตวัฒนธรรม พื้นที่วัฒนธรรมของมนุษย์ว่าภายในพื้นที่เดียวกันมีลักษณะคล้ายคลึงกันกว่าวัฒนธรรมอื่น (หน้า 91)
          การศึกษาครั้งนี้มี กรอบคิดคือ  เป็นการศึกษางานสกุลช่าง โดยใช้กรอบแนวคิดทางศิลปกรรม โดยศึกษาวิเคราะห์ การตีความทางสัญลักษณ์ ความหมายของศิลปกรรมทางศาสนา  (หน้า 103) โดยศึกษารูปแบบของธรรมาสน์เสาเดียวในพื้นที่ศึกษาในวัดทั้งหกหมู่บ้าน โดยวิเคราะห์องค์ประกอบ โครงสร้าง ตัวเรือน หลังคา ส่วนตกแต่ง วัสดุ การสร้างซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อทางศาสนาพุทธและมีส่วนผสมระหว่างความเชื่อเรื่องผีของผู้ไท ที่ผสมผสานตามความเชื่อแบบพุทธศาสนาอันสอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมของ  ผู้ไทที่สร้างธรรมาสน์เสาเดียวในพื้นที่ศึกษา (หน้า 104)

Ethnic Group in the Focus

          ผู้ไท ประชากรศึกษาคือผู้ไท ที่อยู่ใน หกหมู่บ้านของหกตำบล ในอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 8)   ผู้ไทเป็นชาติพันธุ์ที่อยู่ในภาคอีสานของไทยและภาคเหนือของประเทศลาว และประเทศเวียดนาม ชาติพันธุ์นี้มีชื่อเรียกหลายอย่าง อาทิเช่น  ภูไท  ภูไทย  พู่ไท ความเป็นมา ผู้ไทแต่ก่อนอยู่เมืองแถง หรือเดียนเบียนฟู แคว้นสิบสองจุไทย ประเทศเวียดนาม (หน้า 24) 

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาผู้ไท
          พงศาวดารเมืองไล ระบุว่า ผู้ไทเคยมีตัวหนังสือของตัวเอง ตัวหนังสือใกล้เคียงกับตัวอักษรของลาว และไทยโบราณ เมื่อเมื่อเผชิญสงครามและภัยธรรมชาติหลายครั้งตัวอักษรจึงสูญหายในที่สุด (หน้า 26)

Study Period (Data Collection)

          มีนาคม 2553 – ตุลาคม 2554 (หน้า 106) 

History of the Group and Community

ประวัติความเป็นมาของผู้ไท
          แต่เดิมผู้ไทอยู่ที่เมืองแถงหรือเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู แคว้นสิบสองจุไทย ประเทศเวียดนาม ผู้ไทมีหัวหน้าชื่อท้าวก่า มีความแค้นเคืองใจการปกครองของเจ้าเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูเวลานั้น ดังนั้นท้าวก่าจึงรวบรวมประชาชนหมื่นกว่าคนย้ายที่อยู่มาพึ่งบารมีของ เจ้าอนุรุทธกุมาร เจ้าเมืองเวียงจันทน์  ดังนั้นพระองค์จึงให้ท้าวก่าไปอยู่ที่เมืองวัง ซึ่งแต่เดิมเป็นของพวกข่า  ภายหลังชาวผู้ไทชิงความเป็นใหญ่จากข่าได้สำเร็จ ท้าวก่าจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพญาก่าปกครองเมืองวัง ขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์ (หน้า 24)
          กระทั่ง พ.ศ.2255กรุงศรีสัตนาคนหุต แบ่งอาณาเขตออกเป็น 2เมือง คือเมืองเวียงจันทน์ และเมืองหลวงพระบาง และกำหนดให้เมืองสิบสองจุไทยขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง ขณะนั้นเจ้าเมืองเวียงจันทน์ มีพระไชยเชษฐาธิราชที่ 2(เจ้าองค์หล่อ)เป็นผู้นำ ส่วนชาวผู้ไทมีหัวหน้าชื่อพระศรีวรราชได้ช่วยปราบกบฏที่เกิดขึ้นในเมืองเวียงจันทน์ ดังนั้น พระไชยเชษฐาธิราชจึงทรงยกเจ้าช่อฟ้าพระธิดาให้เป็นพระชายา ในเวลาต่อมาบุตรของเจ่าช่อฟ้า 4คน ได้รับการแต่งตั้งให้ไปปกครองหัวเมืองผู้ไท ได้แก่เมืองสบแอก  เมืองเชียงค้อ  เมืองวัง เมืองตะโปนหรือเซโปน  ในเวลาต่อมาผู้ไทที่อยู่เมืองวังและเมืองตะโปนได้อพยพไปตั้งเมืองอีกหลายแห่งดังนี้  เมืองพิน  เมืองนอง  เมืองพ้อง  เมืองพาน เมืองเซียงหล่ม  เมืองผาบัง  เมืองคำอ้อคำเขียว (หน้า 24)
          ผู้ไท ประกอบด้วย ผู้ไทขาว  ผู้ไทดำ และผู้ไทแดง ในกลุ่มผู้ไทขาว อยู่เมืองจีน  เมืองมุน และเมืองยาง (หน้า 24)
          ผู้ไทขาวเป็นกลุ่มที่มีผิวพรรณขาวนวล เมื่อมีงานพิธีกรรมเช่นงานศพจะสวมชุดสีขาว  กลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่เขตพงสาลี หลวงพระบาง แขวงหัวพัน ประเทศลาว(หน้า 25)   
          ผู้ไทดำ อยู่ที่เมืองแถง  เมืองควาย  เมืองลา  เมืองโมะ  เมืองหวัด  เมืองซาง กลุ่มนี้ผิวพรรณคล้ำ มักสวมชุดย้อมครามสีเข้ม สวมเสื้อแขนยาว กระดุมเก้าเม็ด  ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านพื้นที่แขวงเวียงจันทน์ คำม่วน  สุวรรณเขต ในประเทศลาว (หน้า 25)
          ผู้ไทแดง กลุ่มนี้แต่งกายด้วยชุดสีแดง ตั้งบ้านเรือนอยู่ลุ่มแม่น้ำแดง ประเทศเวียดนาม แขวงหัวพัน ประเทศลาว (หน้า 25) ผู้เขียนบอกว่าที่มาของคำว่า สิบสองจุไท หรือ สิบสองเจ้าไท และสิบสองผู้ไทมาจากเมืองที่มีผู้ไทขาว อยู่ 4เมือง และผู้ไทดำอีก 8เมือง และผู้ไทแดงตั้งบ้านเรือนอยู่อย่างบางเบา (หน้า 25)
          ส่วนพงศาวดารเมืองไล ระบุว่า เมื่อ 300 กว่าปีที่ผ่านมา เมืองไลอยู่ในเขตการปกครองของเมืองหลวงพระบาง แต่ต่อมาชาวผู้ไท ที่เมืองไล ก็อยู่ในการปกครองของหลายประเทศ เช่น ลาว จีน เวียดนาม และพม่าขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง  เมืองที่มีผู้ไทอยู่เรียกว่า เมืองสิบสองผู้ไท หรือสิบสองจุไท หมายถึงเมืองที่มีผู้ไทอยู่ 12เมือง ประกอบด้วย ผู้ไทดำ 8เมือง คือ เมืองแถง, เมืองควาย, เมืองคุง, เมืองม่วย, เมืองลา,   เมืองโม๊ะ,เมืองหวัด, เมืองซาง และผู้ไทขาว 4เมือง คือ เมืองไล, เมืองจีน, เมืองมุน        และเมืองบาง (หน้า 26)
          แคว้นสิบสองจุไทได้เสื่อมอำนาจลงเนื่องจากความแห้งแล้ง และถูกต่างชาติรุกรานหลายครั้ง ดังนั้นประชาชนจึงหนีไปอยู่ในป่าหรืออพยพไปตั้งเมืองใหม่ นอกจากนี้ผู้ไทเมืองไลกับเมืองแถงยังทำสงครามกันเองผลัดกันแพ้ชนะ ในเวลาต่อมาตกเป็นเมืองขึ้นของไทย และอยู่ภายใต้อำนาจของเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2321  หลังจากเกิดสงครามหลายครั้งผู้ไทได้อพยพไปตั้งเมืองใหม่เช่น เมืองเซโปน, เมืองพิณ,เมืองนอง และเมืองมหาชัย  ผู้ไทจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูอพยพมาตั้งเมืองวังจากนั้นจึงอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย (หน้า 26)      
          กลุ่มชาวผู้ไทนั้นเป็นกลุ่มที่ถูกกวาดต้อนครัวเรือนจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ในเขตแขวงคำม่วน ประเทศลาว เมื่อครั้งเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2371(หน้า 225)
 
ความเป็นมาของธรรมาสน์เสาเดียว
          การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้นมาจากที่ชาวผู้ไทนับถือผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และศรัทธาต่อศาสนาพุทธ  ดังนั้นจึงสร้างเสนาสนะทางศาสนาหลายอย่างไว้เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สำหรับการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวในพื้นที่ศึกษานั้นไม่สามารถบอกวันเดือนปีที่สร้างได้เนื่องจากวัดในพื้นที่ศึกษาในแต่ละพื้นที่มีความเก่าแก่และสร้างมาเป็นเวลานานเช่น วัดหอคำ บ้านคำกั้งสร้างในพ.ศ. 2478  วัดศรีภูขันธ์บ้านโคกโก่ง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2478 วัดท่าสินเธาร์ บ้านเหล่าไฮงาม สร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 วัดจุมจังเหนือ  บ้านจุมจัง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2483 และวัดบ้านหนองบัวทอง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2473ผู้เขียนระบุว่าการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้นเกิดจากความเลื่อมใสในศาสนาพุทธ เนื่องจากธรรมาสน์เสาเดียวเป็นสิ่งที่สร้างเพื่อในในการประกอบพิธีในศาสนาพุทธ สำหรับการสร้างธรรมาสน์นั้นมีความโดดเด่นเพราะมีเสาเดียว รูปแบบของธรรมาสน์โครงสร้างเป็นแบบบุษบกมีหลังคาทรงมณฑป กับหลังคาทรงจัตุรมุข(ทรงปราสาท)  (หน้า 225) ซึ่งเป็นที่นิยมสร้างในกลุ่มผู้ไท ที่อยู่ในภาคอีสานของไทย และในประเทศลาว  (หน้า 226)
          สำหรับรูปแบบและโครงสร้างของธรรมมาสน์เสาเดียวมีสองอย่าง ดังนี้ 1) แบบหลังคามณฑป  2) แบบหลังคาจัตุรมุขหรือทรงปราสาท (หน้า 226) ธรรมาสน์เสาเดียวที่อยู๋ในพื้นที่ต่างๆของอำเภอกุฉินารายณ์แม้จะไม่เหมือนกันแต่โดยภาพรวมแล้วจะมีรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน คือมีเสารองรับเสาเดียว ใช้เป็นที่นั่งเทศนาของพระสงฆ์ตัวเรือนตกแต่งอย่างงดงามสอดแทรกความรู้ทางพุทธศาสนาและวิถีชีวิตชาวผู้ไท เพื่อให้คนทำความดี การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวมีความมุ่งหมายคือใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธเช่น ให้พระนั่งเทศน์ ในประเพณีบุญเดือนสี่(บุญมหาชาติ) ส่วนสาเหตุของการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้นเนื่องมาจากเหตุปัจจัยต่างๆ คือ  1) ปัจจัยด้านความเป็นมาของศาสนาพุทธ  2) ปัจจัยด้านคำสอนในศาสนาพุทธ   3) สาเหตุมาจากประเพณีทางความเชื่อของคนในท้องถิ่น  นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหากใครสร้างธรรมาสน์เกิดชาติหน้าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน และหากสร้างในชาตินี้ก็จะมีบารมีมากเป็นที่เคารพนับถือของผ็คนจำนวนมากและจะได้รับคำยกย่องสรรเสริญ (หน้า 226)การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวก็เพื่อใช้สอยในพิธีกรรมทางศาสนา การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวได้นำมาประยุกต์กับความเชื่อเรื่องการนับถือผีของผู้ไท เพื่อทำให้เกิดความสามัคคีในชุมชนที่อยู่ การประดับตกแต่งใช้ลวดลายพืชและสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติและในจินตนาการเช่นสัตว์ในป่าหิมพานต์ การตกแต่งลวดลายได้สอดแทรกคำสอนของศาสนาพุทธเพื่อมุ่งหวังให้คนทำแต่ความดีละเว้นจากการทำชั่ว ให้อยู่ในครรลองครองธรรม (หน้า 227)
          รูปแบบของโครงสร้างของธรรมาสน์เสาเดียว
          การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้น เป็นงานช่างที่มีความเกี่ยวของกับคติความเชื่อทางศาสนาพุทธ  ที่ผ่านมามีการให้ความหมายของธรรมาสน์ว่าหมายถึง ที่นั่งสำหรับให้พระนั่งแสดงธรรมเทศนา แบ่งออกเป็นสองแบบได้แก่ ธรรมาสน์ยอดเป็นชั้น กับธรรมาสน์ไม่มีหลังคายอดแต่พนักพิงไม่สูง  สำหรับธรรมาสน์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความโดดเด่นโดยแบ่งเป็นสามอย่างด้วยกัน  ธรรมมาสน์แบบตั่งมีพนักพิงหลัง พนักแขน และวางหนังสือผูก, ธรรมาสน์แบบเตียงมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมไม่สร้างพนักพิง กับหอธรรมาสน์ จากการศึกษาพบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นมีการเรียกชื่อธรรมาสน์ที่ไม่เหมือนกันแต่บางครั้งก็เรียกเหมือนกัน ได้แก่ ธรรมาสน์แบบที่สร้างพนักพิงกับไม่สร้างพนักพิงว่า ‘ธรรมาสน์’  สำหรับธรรมาสน์ที่สร้างเป็นยอดและหลังคาเรียกว่า ‘ ธรรมาสน์, หอธรรมาสน์ ผู้เขียนบอกว่า ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบของธรรมาสน์ที่แตกต่างจากที่กล่าวมาเพราะเป็นธรรมาสน์เสาเดียว ของผ้าที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาในเขตอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวโดยนำความเชื่อทางการนับถือผีแต่เดิมมาประยุกต์เข้ากับความเชื่อแบบศาสนาพุทธที่มุ่งเน้นให้คนทำแต่ความดี (หน้า 173)
          ประโยชน์การใช้สอยธรรมาสน์เสาเดียว จากการศึกษาพบว่า มีการใช้สอยที่ว่างระบบโครงสร้าง ที่ว่างภายใน ภายนอก ลักษณะของการใช้สอยถูกสร้างมาเพื่อให้พระสงฆ์นั่งแสดงธรรมเทศนา โครงสร้างของธรรมาสน์เสาเดียวจะสร้างคานรองตัวเรือนธรรมาสน์ มีที่เป็นสัดส่วนประดับประดาตัวเรือนธรรมาสน์อย่างวิจิตรงดงาม โดยเลือกไม้มาสร้างที่มีความแตกต่างกัน เพื่อให้รับน้ำหนักจากการนั่งบนธรรมาสน์และการใช้งานในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ  (หน้า 197)

Settlement Pattern

การตั้งถิ่นฐานของผู้ไท
          บ้านหนองห้าง หมู่ 2ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
การตั้งถิ่นฐานของผู้ไท ตำบลหนองห้าง ความเป็นมาผู้ไทสายตำบลหนองห้าง ได้ย้ายครัวเรือนข้ามเทือกเขาภูพานมาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางครั้งนั้นไปไม่ถึงบริเวณหุบเขาภูพานจึงตั้งบ้านอยู่อาศัยบริเวณนี้ โดยตั้งชื่อหมู่บ้านว่า ‘บ้านป่าไผ่’  โดยคาดว่าบ้านป่าไผ่คือบริเวณรอยต่อของสามจังหวัด ได้แก่เขตพื้นที่อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร  เขตของพื้นที่อำเภอดงหลวง  จังหวัดมุกดาหาร กับอำเภอเขาวงศ์จังหวัดกาฬสินธุ์  ภายหลังเมื่อรู้ว่า ราชวงศ์กอ มาตั้งที่อยู่อาศัยอยู่ที่เมืองกุดสิมนารายณ์ ดังนั้นผู้ไทบ้านป่าไผ่จึงย้ายที่อยู่มาตั้งบ้านอยู่อีกที่ซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่อยู่ในหุบเขาภูพานใกล้กับเมืองกุดสิมนารายณ์ ชื่อว่า ‘บ้านเหล่าเตโซ’ กระทั่ง พ.ศ. 2379 ผู้ไทบ้านเหล่าเตโซได้ย้ายครัวเรือนมาตั้งหมู่บ้านใหม่และเป็นบรรพบุรุษของผู้ไทบ้านหนองห้าง โดยย้ายไปตั้งหมู่บ้านใหม่จำนวนเก้าหมู่บ้านดังนี้  (หน้า 117)
          1) บ้านนาวี  2)  บ้านกุดบอด  3) บ้านหนองแสง ตำบลสงเปลือย  อำเภอเขาวง  จังหวัดกาฬสินธุ์    4)   บ้านโพนสว่าง ตำบลกุดสิมคุ้มใหม่ อำเภอเขาวง  จังหวัดกาฬสินธุ์    และ 5) บ้านดงเหนือ   6) บ้านเหล่าใหญ่  7)  บ้านคำกั้ง   8)บ้านมะนาว ตำบลเหล่าใหญ่ อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 117)  และ 9)  บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  (หน้า 118,123,124)
          ส่วนการก่อตั้งบ้านโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า  อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ มีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2432 โดยชาวบ้านคำเฮ้ หรือโนนน้ำคำ ตำบลหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหารในทุกวันนี้ ได้ย้ายมาสองครัวเรือน จำนวน 19คน  โดยมาตั้งหมู่บ้านอยู่ด้านทิศตะวันออกของบ้านโคกโก่ง โดยตั้งชื่อว่า บ้านทุ่งบักเฒ่า แต่ภายหลังมีคนเผ่ากุลาย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านด้วยและได้เกิดความขัดแย้งกับหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ใกล้กัน ดังนั้นทางการจึงเข้าไปดูแลกระทั่งคนเผ่ากุลาย้ายครัวเรือนไปอยู่หมู่บ้านอื่น ในภายหลังหมู่บ้านแห่งนี้จึงโรยรากลายเป็นหมู่บ้านร้างไปในที่สุด จนถึง พ.ศ. 2449ชาวบ้านที่เคยอยู่บ้านทุ่งบักเฒ่า จึงย้ายมาตั้งบ้านโคกโก่ง (หน้า 127) 

Demography

ประชากร
          ในพื้นที่ศึกษาทั้งหกแห่งมีจำนวนประชากรดังต่อไปนี้
     1)  บ้านหนองห้าง หมู่ 2 ตำบลหนองห้าง       
           มีประชากร 5,519คน เป็นผู้ชาย 2,374คน และผู้หญิง 3,009คน (หน้า 117)     
           มีครัวเรือน 1,237 หลังคาเรือน  
     2)  บ้านเหล่าไฮงาม หมู่ 2  ตำบลเหล่าไฮงาม
           มีประชากร 7,125คน จำนวน 1649หลังคาเรือน  (หน้า 122)    
     3)  บ้านคำกั้ง หมู่ 4 ตำบลเหล่าใหญ่  มีประชากร 7,450 คน (หน้า 123)
     4)  บ้านโคกโก่ง หมู่ 5 ตำบลกุดหว้า  ประชากร 5,149 คน เป็นผู้ชาย 2,512คน  หญิง
           2,637คน  มี 1,728  หลังคาเรือน 
     5)  บ้านจุมจัง หมู่ 12 ตำบลจุมจัง  ประชากร  9,321 คน  เป็นผู้ชาย 4,610คน  ผู้หญิง
           4,711คน  (หน้า 132)
     6)  บ้านหนองบัวทอง หมู่ 5  ตำบลสมสะอาด  มี 404 คน เป็นผู้ชาย 211คน   
            เป็นหญิง 198คน (หน้า 134)

Economy

     1) บ้านหนองห้าง หมู่ 2 ตำบลหนองห้าง
          คนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา และทำอาชีพเสริมเช่นทอผ้าพื้นบ้าน ผ้าไหม ผ้าย้อมสี และทำเครื่องจักสาน เช่น กระติบข้าว เป็นต้น (หน้า 119)
     2) บ้านเหล่าไฮงาม หมู่ 2 ตำบลเหล่าไฮงาม
          คนในหมู่บ้านเหล่าไฮงามทำนาเป็นหลัก และทำอาชีพเสริมได้แก่ทอผ้าพื้นบ้าน ผ้าไหม และสานเครื่องจักสาน เช่นกระติบข้าว และของใช้ในบ้านอื่นๆ (หน้า 122)
     3) บ้านคำกั้ง หมู่ 4 ตำบลเหล่าใหญ่
          คนในตำบลส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ และทำงานเสริมเช่น ทำเครื่องจักสาน และทอผ้า (หน้า 125)
     4) บ้านโคกโก่ง หมู่ 5 ตำบลกุดหว้า
          คนส่วนใหญ่ทำอาชีพเพาะปลูก ทอผ้า และสานเครื่องจักสาน (หน้า 128)
     5) บ้านจุมจัง หมู่ 12 ตำบลจุมจัง
          คนส่วนใหญ่ทำนา และทำไร่ ปลูก อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วลิสง หน่อไม้ฝรั่ง  และเลี้ยงสัตว์ เช่น  วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และรับจ้าง ค้าขาย รับราชการ  (หน้า 132)
     6)  บ้านหนองบัวทอง หมู่ 5  ตำบลสมสะอาด
          คนในตำบลสมสะอาดส่วนใหญ่ทำอาชีพเพาะปลูก เช่น ทำนา และทำไร่ ปลูก อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วลิสง หน่อไม้ฝรั่ง  และเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน เช่น วัว ควาย หมู เป็ด ไก่ และ รับจ้าง ค้าขาย เป็นต้น  (หน้า 134)
          โดยภาพรวม คนในหกตำบล ทำอาชีพเพาะปลูก ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์เลี้ยงนอกจากนี้ยังทำอาชีพเสริมเช่นจักสาน รับจ้าง ค้าขาย ทำงานราชการ (หน้า 19-34)        

Social Organization

          งานวิจัยให้ข้อมูลว่า ผู้ไทใน 6หมู่บ้าน อยู่แบบเครือญาติ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีฮีตคองที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย  (หน้า 118)    เช่น บุญมหาชาติ หรือบุญผะเหวด ประชาชนยึดมั่นในพุทธศาสนา (หน้า 121) 

Political Organization

          1) บ้านหนองห้าง หมู่ 2 ตำบลหนองห้าง  มีทั้งหมด 9หมู่บ้าน (หน้า 117)
          2) บ้านเหล่าไฮงาม หมู่ 2ตำบลเหล่าไฮงาม  ประกอบด้วย 12หมู่บ้าน (หน้า 120)
          3) บ้านคำกั้ง หมู่ 4 ตำบลเหล่าใหญ่   มีหมู่บ้านในการปกครอง 12หมู่บ้าน (หน้า 123)
          4) บ้านโคกโก่ง หมู่ 5 ตำบลกุดหว้า   ประกอบด้วย หมู่ 1 หมู่2 หมู่ 8 หมู่ 9 หมู่ 11 และหมู่ 13(หน้า 127)
          5) บ้านจุมจัง หมู่ 12 ตำบลจุมจัง  ประกอบด้วย 13 หมู่บ้าน คือ บ้านจุมจัง  บ้านหนองแข้  บ้านเหล่าไฮงาม  บ้านหนองเม็ก  บ้านหนองห้วยแดง  บ้านโคกโก่ง บ้านขุมขี้ยาง บ้านกลาง บ้านนาเกลือ บ้านนาสีนวล บ้านหนองหัวแฮด  บ้านโคกกลาง และบ้านหนองบัวทอง    (หน้า 130)
          6) บ้านหนองบัวทอง หมู่ 5  ตำบลสมสะอาด  มีทั้งหมด 7หมู่บ้าน (หน้า 134)

Belief System

     1) วัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง หมู่ 2 ตำบลหนองห้าง    
          ชาวบ้านร่วมกัน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2464มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 26รูป  (หน้า 120)  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 9ไร่  (หน้า 119)
     2) วัดท่าสินเธาว์ หมู่ 2 บ้านเหล่าไฮงาม ตำบลเหล่าไฮงาม 
          สร้างเมื่อ พ.ศ. 2465มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 3รูป  (หน้า 123)  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 6ไร่ (หน้า 120)
     3) วัดหอคำ บ้านคำกั้ง หมู่ 4 ตำบลเหล่าใหญ่     
          วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2380มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 10รูป (หน้า 126)  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 9ไร่  (หน้า 125)
     4) วัดศรีภูขันธ์  บ้านโคกโก่ง หมู่ 5 ตำบลกุดหว้า
          สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ทั้งหมด 3ไร่  (หน้า 129)   สร้างเมื่อ พ.ศ. 2457มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 12รูป (หน้า 129-130) 
     5) วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง หมู่ 12 ตำบลจุมจัง
          วัดแห่งนี้สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 12ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2483  มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 6รูป (หน้า 133) 
     6) วัดบ้านหนองบัวทอง บ้านหนองบัวทอง หมู่ 5  ตำบลสมสะอาด
          สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่ 9ไร่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2480  มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 11รูป (หน้า 135)
 
บุญเดือนสี่ บุญผะเหวด
          บุญเดือนสี่หรือบุญผะเหวด หรือบุญพระเวส ที่มาจากชื่อของพระเวสสันดรนั้น บุญนี้ได้ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งเนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวของผู้ไท ในหลายหมู่บ้านในพื้นที่ศึกษาในอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  ตามความเชื่อของคนอีสานแล้วเชื่อว่า หากใครฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดรทั้ง 13กัณฑ์ จบภายในวันเดียวเชื่อว่าจะได้ไปเกิดร่วมชาติกับพระศรีอริยเมตไตย การจัดบุญผะเหวดจะจัดเป็นเวลา สามวัน ในวันที่หนึ่งจะเป็นการเตรียมงาน จัดเตรียมสถานที่ วันที่สองคนในหมู่บ้านจะมาร่วมกันเฉลิมฉลองพระเวสสันดรและแห่ผะเหวด ในวันที่สามจะเป็นงานบุญพิธี ชาวบ้านจะมาร่วมทำบุญตักบาตรข้าวพันก้อน  ฟังพระสงฆ์เทศน์เรื่องพระเวศสันดรชาดก แล้วเทศน์อานิสงส์อีกหนึ่งกัณฑ์ ก็ถือว่างานบุญจบบริบูรณ์ (หน้า 47)
 
บุญกฐิน
          บุญกฐินเป็นอีกบุญหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับการธรรมาสน์เสาเดียว โดยธรรมาสน์เสาเดียวจะเป็นที่ตั้งองค์มหากฐิน การจัดทำบุญจะกำหนดในวันแรม 1ค่ำ เดือน 11ถึง 15ค่ำ เดือน 12ของทุกปี ดังนั้นบุญนี้จึงมีชื่อว่าบุญเดือน 12เชื่อกันว่า หากใครได้ทำบุญกฐินคนๆนั้นจะไม่ตกนรกและได้บุญเป็นอย่างยิ่งหากทำบุญในชาตินี้ หากเกิดชาติหน้าก็จะพบแต่ความสุขความเจริญในชีวิตและความเป็นอยู่  ในการเตรียมงานเจ้าภาพจะนำเครื่องบริวารกฐินมาตั้งไว้รวมกัน โดยจะมีญาติพี่น้องนำสิ่งต่างๆ เช่นเสื่อหมอน และอื่นๆ มารวมกันในตอนเย็นก็จะนิมนต์พระมาสวดมนต์ ในวันนี้จะจุดบั้งไฟพลุจำนวนสี่บั้ง โดยจะจุดตอนหัวค่ำ หนึ่งลูก  ตอนดึกอีกหนึ่งลูก และตอนเช้ามืดอีกหนึ่งลูก กับตอนเวลาจะถวายกฐินอีกหนึ่งลูก ในช่วงเช้าก็จะแห่กฐินไปถวายพระสงฆ์ที่วัด แล้วแห่รอบศาลาจำนวน สามรอบ แล้วนำเครื่องกฐินและอาหารไปถวายพระสงฆ์ หากถวายช่วงเช้าก็จะเลี้ยงพระสงฆ์ในช่วงฉันจังหัน  แต่ถ้าถวายบ่ายก็จะเลี้ยงพระเพล หลังจากที่พระและสามเณรฉันอาหาร คนเรียบร้อยแล้วคนที่เป็นเจ้าภาพองค์กฐินจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เมื่อรับศีลเสร็จสิ้นลง ก็จะกล่าวคำถวายกฐินก็ถือว่าทำพิธีเสร็จเรียบร้อย (หน้า 55)
          ที่มาของการทำบุญเนื่องมาจากในสมัยที่พุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่นั้น พระสงฆ์ไม่ค่อยได้เปลี่ยนจีวรใหม่ตลอดช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาสามเดือน มีอยู่วันหนึ่งพระสงฆ์จากเมืองปาฐา จำนวน 30รูป ได้เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ พระเชตุวันมหาวิหาร และได้มาพักเข้าพรรษาที่เมืองสาเกตเมื่อออกพรรษาก็เดินทางกลับ ขณะเดินทางตากฝนจีวรก็เปียกฝนหนาวเย็น เมื่อพระพุทธเจ้ารับทราบความลำเค็ญของพระสงฆ์ พระองค์จึงยอมให้รับผ้ากฐินนับจากนั้นเป็นต้นมา  (หน้า 56)
 
รูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อในการสร้างธรรมาสน์
          จากการศึกษาพบว่า ธรรมาสน์เสาเดียวนั้นเป็นธรรมาสน์ที่มีเสาเดียวซึ่งเป็นความเชื่อของชาวผู้ไทที่มีความเกี่ยวข้องกับการนับถือผีและผสมผสานกับศาสนาพุทธ ตัวธรรมาสน์จะเป็นที่นั่งเทศนาของพระสงฆ์ในงานบุญเดือนสี่หรือบุญมหาชาติ และบุญกฐิน รวมทั้งเป็นที่ตั้งขององค์กฐินของฝ่ายฆราวาส ตัวธรรมาสน์เสาเดียวจะฝังลงพื้นดินแล้วเจาะมาโผล่ที่ศาลา ตัวธรรมาสน์มีความโดดเด่น และความสวยงาม การสร้างจะสลักเป็นลายงดงามทั้งเรื่องราวในนิทานพื้นที่ และเรื่องราวในพระพุทธศาสนา พืชและสัตว์ที่ปรากฏบนธรรมาสน์นั้นมีทั้งที่เป็นสัตว์มีชีวิตจริงบนโลกและยู่ในจินตนาการ เช่นสัตว์ในป่าหิมพานต์  (หน้า 67) จากการศึกษานั้นพบว่า วัสดุที่นำมาใช้สร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้น เช่น ไม้ ปูน กระจก สังกะสี กระดาษเงิน กระดาษทองที่นำมาสร้างธรรมาสน์เสาเดียว ต่างก็มีความเชื่อของผู้ไทและความหมายทางพุทธศาสนาซุกซ่อนอยู่ทั้งสิ้น และการเลือกใช้ไม้แต่ละชนิดก็มีความจำเป็น เช่น เช่นไม้เต็ง ที่มีความแข็งแรงจะทำเป็นเสาธรรมาสน์ ไม้ประดูทำเป็นโครงสร้าง หลังคาพื้น เป็นต้น  (หน้า 70)
 
สภาพปัจจุบัน และแหล่งที่ตั้งธรรมาสน์เสาเดียว
          การศึกษาแบ่งเป็นธรรมมาสน์แบบหลังคาทรงมณฑป มีห้าหลังดังนี้ (หน้า 142-172)
ธรรมาสน์เสาเดียวหลังคาทรงมณฑป
     1) วัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง หมู่ 2ตำบลหนองห้าง    
          ธรรมาสน์เสาเดียวของวัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง สร้างตามคติความเชื่อของผู้ไท คือในใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา สภาพของธรรมาสน์ในปัจจุบัน เสาหลักเปลี่ยนจากไม้เนื้อของเป็นคอนกรีต จึงทำให้ขาดความสวยงาม (หน้า 142) การใช้สอยในพิธีกรรมทางศาสนาแบ่งเป็นสองอย่างคือในกลุ่มฆราวาสจะใช้เป็นที่ตั้งกองกฐิน ส่วนพระสงฆ์จะใช้ธรรมาสน์เสาเดียวในการเทศนาให้ศีลให้พร นั่งสวดปาติโมกข์ในวันที่ประชุมสงฆ์ทุกวันอุโบสถ หรือใช้เป็นที่นั่งเทศน์ในช่วงบุญมหาชาติ หรือบุญเดือนสี่ ผู้เขียนระบุว่า ธรรมาสน์เสาเดียวที่นี่มีขนาดใหญ่บูรณซ่อมแซมลำบากเพราะอาจเป็นอันตรายต่อช่าง ปัญหาที่พบคือ การขาดแคลนไม้เนื้อแข็งที่ใช้เป็นเสาหลักค้ำตัวเรือน เมื่อเปลี่ยนมาใช้เสาคอนกรีตจึงขาดความสวยงาม (หน้า 145)
 
     2) วัดศรีภูขันธ์  บ้านโคกโก่ง หมู่ 5ตำบลกุดหว้า
          การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวของวัดนี้ มีคติความเชื่อเหมือนกับชาวผู้ไทที่อยู่ในพื้นที่ศึกษา คือใช้เป็นที่เทศนาของพระสงฆ์ในเดือนสี่บุญมหาชาติ (หน้า 146) ตัวธรรมมาสน์ของวัดตั้งบนศาลาคอนกรีต ซึ่งแต่เดิมเสาหลักเคยทำด้วยไม้ปัจจุบันได้ถูกตัดและนำมามาสร้างเป็นส่วนค้ำยันของธรรมาสน์ การก่อสร้างมุ่งที่ความแข็งแรง (หน้า 147) ประโยชน์ใช้สอยคือเป็นที่นั่งของพระสงฆ์ในช่วงเทศกาลงานบุญเดือนสี่ หรือเทศมหาชาติ ส่วนฆราวาสก็จะใช้ธรรมาสน์เสาเดียว ในการตั้งกองกฐิน (หน้า 149) ธรรมาสน์นี้มีสัดส่วนและองค์ประกอบที่มีความงดงาม คือมีการแกะสลักด้วยภาพเรียบง่าย เป็นลายรัศมีดวงตะวันหรือดวงเดือน ประตูแต่ละด้านถ่ายเทอากาศได้ง่าย ทำให้ระบายอากาศได้ดีในช่วงที่พระสงฆ์นั่งเทศนาเมื่อยามมีงานบุญ (หน้า 151) ในการดูแลธรรมาสน์เสาเดียวของวัดแห่งนี้ ไม่ค่อยสะดวกเนื่องจากตัวศาลาที่ตั้งธรรมาสน์เสาเดียวนั้นตั้งอยู่ไกลจากกุฏิพระสงฆ์ ดังนั้นจึงดูแลลำบากเนื่องจาก งานบุญมหาชาติจัดเพียงปีละครั้งเท่านั้น ดังนั้นเมื่อขาดการดูแลย่อมมีโอกาสที่จะเกิดความทรุดโทรมกับธรรมาสน์เสาเดียวได้ (หน้า 151)
 
     3) วัดหอคำ บ้านคำกั้ง หมู่ 4ตำบลเหล่าใหญ่     
          ธรรมาสน์เสาเดียววัดหอคำ บ้านคำกั้งสร้างตามความเชื่อแบบผู้ไทที่มีความผูกพันนับถือศาสนาพุทธ และมีความเชื่อเรื่องผีมาแต่เดิมเหมือนกับผู้ไทที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาหมู่บ้านอื่นๆ (หน้า 151) แต่เดิมธรรมาสน์วัดนี้เป็นแบบเสาไม้และฝังลงพื้นดินแต่ปัจจุบันเมื่อนำมาตั้งบนศาลาจึงทำเป็นแบบเคลื่อนที่ได้ โดยเสาหลักจะมีไม้กากบาทค้ำยันเป็นเครื่องหมายกากบาทเพื่อไม่ให้ธรรมาสน์ล้ม (หน้า 152)  ตัวเรือนทำด้วยไม้จิก หน้าต่างธรรมาสน์เปิดโลกไม่มีบานหน้าต่าง หลังคาเป็นแบบมณฑปสามชั้น (หน้า 153) จุดเด่นของธรรมมาสน์มีความแข็งแรง แต่ตัวเรือนธรรมาสน์ขาดการตกแต่งหรือฉลุลายไม้ประดับดังนั้นจึงขาดความสวยงาม (156)
 
     4) วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง หมู่ 12ตำบลจุมจัง
          ธรรมาสน์เสาเดียววักจุมจังเหนือ สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2483บูรณะใหม่เมื่อ พ.ศ. 2551 (หน้า 156 ) ธรรมาสน์หลังใหม่ตั้งบนอาคารคอนกรีต  เสาธรรมาสน์ฝังลงพื้นดิน การใช้ธรรมาสน์จะใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาเหมือนกับหมู่บ้านในพื้นที่ศึกษาอื่น เช่นในงานบุญเทศมหาชาติ ธรรมาสน์หลังนี้ติดตั้งอย่างถาวรที่ศาลการเปรียญ (รงสร้างเรือนทำด้วยไม้จิกหน้า 157) เสาธรรมาสน์ทำด้วยไม้ตะเคียน ตัวเรือนทำด้วยไม้จิก โดยเสาแกะสลักด้วยลวดลายบัวและนกสวยงาม  หลังคาเป็นแบบมณฑปสองชั้น(หน้า 158) เสาสลักเป็นรูปนาคสองตัว บันไดเป็นไม้เนื้อแข็งจำนวน 4ขั้น  การใช้สอยธรรมาสน์จะใช้พื้นที่ว่างเป็นที่นั่งเทศนาของพระสงฆ์ในช่วงงานบุญมหาชาติ (หน้า 159)  ตัวศาลามีความสวยงาม ตัวเรือนสามารถถอดประกอบได้ มีความเหมาะสมในการรองรับน้ำหนัก นอกจากนี้ผู้เขียนสังเกตว่า ด้วยความที่ตัวเรือนของธรรมาสน์ไม่ได้สร้างแบบยึดติดถาวร บางครั้งอาจเกิดอุบัติกับพระสงฆ์ที่ได้ได้เพราะไม้ที่สร้างไม่ได้ถูกยึดไว้อย่างแน่นหนาเท่าที่ควร ตัวธรรมาสน์ทาด้วยสีทอง  และไม่ได้ทาสีแบบอื่นจึงขาดความโดดเด่น (หน้า 161) 
 
     5) วัดบ้านหนองบัวทอง บ้านหนองบัวทอง หมู่ 5  ตำบลสมสะอาด
          ธรรมาสน์ของวัดแห่งนี้สร้างเมื่อ พ.ศ. 2473  (หน้า 162) อาคารที่ตั้งเป็นอาคารไม้เสาของธรรมาสน์ เป็นปูน ฝังไว้ในพื้นดิน(หน้า 163) ตัวเรือนของธรรมาสน์สร้างด้วยไม้จิก การใช้พื้นที่ของธรรมาสน์ จะใช้ที่ว่างของธรรมาสน์เป็นที่นั่งของพระสงฆ์เวลาให้ศีล ให้พร และเนื่องในงานเทศกาลสำคัญทางประเพณี  (หน้า 164) การใช้สอยธรรมาสน์แบ่งเป็นสองแบบเหมือนกับวัดอื่น คือ ฝ่ายญาติโยมจะใช้ธรรมมาสเป็นที่ตั้งองค์มหากฐิน ส่วนพระสงฆ์ก็จะใช้เป็นที่นั่งเวลาเทศน์มหาชาติ ในงานบุญเดือนสี่  ลักษณะสัดส่วนของธรรมาสน์มีความสวยงามดูมั่นคง คงทนกับการใช้งานและรองรับน้ำหนักได้ดี (หน้า 165) ปัญหาที่พบในตัวธรรมาสน์ก็คือ ส่วนฐานหรือเสาธรรมาสน์ได้มีการแต้มสีทับสีดั้งเดิม ซึ่งค่าว่าอาจทำให้คติความเชื่อบางอย่างที่ช่างรุ่นก่อนๆ ทำไว้นั้นไม่มีความชัดเจน (หน้า 165)
 
ธรรมาสน์เสาเดียวหลังคาทรงจัตุรมุข
     1) วัดท่าสินเธาว์ หมู่ 2บ้านเหล่าไฮงาม ตำบลเหล่าไฮงาม 
          ธรรมาสน์หลังปัจจุบันสร้างเป็นหลังที่สาม หลังจากหลังไม้หลังเก่าสร้างตั้งแต่  พ.ศ. 2482   โครงสร้างธรรมาสน์เป็นรูปสี่เหลี่ยมประดับประดาอย่างสวยงามตัวเรือนประดับลายสลักไม้สวยงาม  (หน้า 167) การใช้ธรรมาสน์เสาเดียวจะเหมือนวัดอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาคือจะใช้ที่ว่างของธรรมาสน์เป็นที่นั่งเทศนาของพระสงฆ์ในช่วงบุญมหาชาติในช่วงเดือนสี่   (หน้า 169)

Education and Socialization

Health and Medicine

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของชาวผู้ไท
          ผ้าซิ่นหมี่ ที่โดดเด่นคือการทอซิ่นหมี่ตีนต่อเป็นผืนเดียวกับผ้าผืน ได้แก่ตีนต่อขนาดเล็ก ตีนเต๊าะ ที่ผู้ไทนิยม ถ้าเป็นหมี่สาด หมี่หม้อย้อมคราม ก็จะย้อมสีครามเกือบดำ ซิ่นผู้ไทมีความโดดเด่นทอลวดลายการทอเป็นลายเล็กๆ และมีลายอื่นๆ เช่นหมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่คั้น การทอไม่ได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืนแต่จะมีลายต่างๆ มาคั่น สีซิ่นที่ผู้ไทนิยมได้แก่ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง  พื้นนิยมใช้เครื่องหูก และยังมีผ้ามัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำ              
          เสื้อ เป็นเสื้อแขนกระบอกสามส่วน ติดกระดุม กระดุมเงินหรือเหรียญสตางค์ส่วนใหญ่นิยมผ้าย้อมคราม เมื่อประมาณ พ.ศ. 2480มีผู้ดัดแปลงนำผ้าขลิบแดงมาติดชายเสื้อ บริเวณคอสาบเสื้อปลายแขน จึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้และที่นิยมคือผ้าห่มขนาดเล็กเพื่อทับเสื้อ ผู้ยืนไทเรียกว่าผ้าจ่องเป็นผ้าทอด้ายยืน
          เครื่องประดับมีสร้อยข้อมือ ข้อเท้า ทำด้วยเงิน ผู้หญิงเกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ในอดีตนิยมใช้ผ้ามนหรือแพรมนผูกผมทุกวันนี้ใช้ผ้าแถบเล็กๆ ผูกประดับศีรษะ (หน้า 32)
 
ธรรมาสน์
          หมายถึงที่นั่งของพระสงฆ์เพื่อแสดงธรรม โดยจะมีเกือบทุกวัดในภาคอีสาน และประเทศลาว (หน้า 40) ธรรมาสน์แบ่งเป็น 3 แบบ คือ 1) ธรรมาสน์แท่นหรือเตียง ธรรมาสน์ที่เก่าแก่ที่สุดพบตั้งแต่สมัยสุโขทัย  ขนาดไม่ใหญ่มาก รูปทรง 4 เหลี่ยม ไม่ทำพนักพิง สูงหนึ่งศอก ลักษณะเป็นแบบขาตรง บางครั้งอาจเป็นขารูปสิงห์ หรือขารูปหนู  2) ธรรมาสน์ตั่งหรือเก้าอี้ ขนาดไม่ค่อยสูง ทำพนักพิงและพนักเท้าแขนทั้งสองด้าน (หน้า 57ภาพหน้า 58)  3) หอธรรมาสน์หรือ บุษบกธรรมาสน์มีหลังคาเรือนยอดขนาดเล็ก ทำหลังคาซ้อนกัน  3-5ชั้น (หน้า 58)  ที่มาของการสร้างมาจากพุทธประวัติ พระธรรมวินัย และประเพณี การสร้างธรรมาสน์เชื่อว่าจะได้รับผลบุญอันยิ่งใหญ่ (หน้า 40) 
          ธรรมาสน์เป็นที่นั่งสำหรับพระสงฆ์เพื่อแสดงธรรม มีอยู่ทุกภาคแต่ในแต่ละภาคจะไม่เหมือนกัน ธรรมาสน์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดมีตั้งแต่สมัยอู่ทอง จนถึงสมัยอยุธยา ธรรมาสน์ที่พบในภาคเหนือ เช่น ลำปาง  ลำพูน  เชียงใหม่ เป็นธรรมาสน์สูงแบบพม่า (หน้า 41)
          ธรรมาสน์โดยมากสร้างแบบแท่นสูง และทำบันไดขึ้นธรรมาสน์ มีความสูงในระดับสายตา ทำแผงกั้นด้านหน้า และด้านข้างทุกด้าน ไม่ให้เห็นร่างกายส่วนร่างของพระสงฆ์ แต่จะให้เห็นเฉพาะส่วนศีรษะ และมือที่ถือคำภีร์  สาเหตุที่ทำแผงกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เห็นภาพที่ญาติโยมไม่ควรเห็น เช่นตอนที่พระสงฆ์นั่งเทศนาเป็นเวลานานก็อาจเหน็ดเหนื่อย หรืออยากเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า ญาติโยมที่มาฟังธรรมก็จะได้มองไม่เห็นท่าทางดังกล่าว (หน้า 41)
          ประโยชน์ของที่กั้นธรรมาสน์ ผู้เขียนกล่าว่า ที่กั้นนี้จะป้องกันพระสงฆ์ เนื่องจากกรณีที่มีกลุ่มญาติโยมที่สนิทสนมกับพระหรือเณรที่ขึ้นไปเทศนาบนธรรมาสน์ ถ้าหากเห็นพระหรือเณรเทศน์ไม่คล่องแคล่ว ญาติโยมก็จะนำปัจจัยมามัดกับข้าวต้มมัดแล้วโยนใส่พระที่นั่งบนธรรมาสน์ และขณะที่พระสงฆ์ สามเณรเทศน์จบในแต่ละกัณฑ์ ญาติโยมก็จะโยนข้าวสารดอกไม้ใส่ภิกษุ สามเณรบนธรรมาสน์ เพื่อบูชาในแต่ละกัณฑ์ และจะทำตั้งแต่เทศน์ตอนแรก กระทั่งถึงเที่ยงคืน ดั้งนั้นจึงทำแผงกั้นธรรมาสน์ (หน้า 41)
       
ธรรมาสน์เสาเดียว
          งานวิจัยศึกษาเรื่องธรรมาสน์เสาเดียว อายุมากกว่า 50ปี จำนวน 6หลัง ใน 6วัดของพื้นที่ศึกษา จากการศึกษาพบว่า  ธรรมาสน์เสาเดียวเป็นความเชื่อพื้นบ้านที่มีเฉพาะในกลุ่มผู้ไทซึ่งพบว่าปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยน และถูกทำลายโดยธรรมชาติ และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ (หน้า 136) ธรรมาสน์เสาเดียวตามความเชื่อของผู้ไทนั้นจะแตกต่างจากธรรมาสน์ทั่วไปเพราะเสาธรรมาสน์ทำจากเสาบ้าน ซึ่งเป็นการปรับความเชื่อเรื่องศาสนาพุทธเข้ากับความเชื่อเรื่องหลักบ้านอันเป็นวัฒนธรรมร่วมกันของผู้ไท   คนอีสาน และข่า ที่เชื่อเรื่องผี (หน้า 137) จากการศึกษาพบว่า
          ลักษณะของธรรมาสน์เสาเดียว มีสองลักษณะ ดังนี้ ชนิดที่มีหลังคาฆณฑป กับชนิดที่เป็นหลังคาจัตุรมุข หรือเป็นแบบทรงปราสาท งานเขียนระบุว่า ธรรมมาสน์เสาเดียวของภูไทที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาและพื้นที่อื่นๆในภาคตะวันออกเฉียงนั้นจะไม่เหมือนกันบางอย่างเนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพรอบตัวที่ไม่เหมือนกันและมีวิธีการสร้างที่ไม่เหมือนกัน แต่จากการศึกษาพบว่า ส่วนมากแล้วธรรมาสน์เสาเดียวของภูไทนั้นจะมีความคล้ายคลึงกัน โดยมีเสารองรับแบบเสาเดียว  นอกจากนี้ที่เหมือนกันก็คือในส่วนที่เป็นที่นั่งของพระสงฆ์เพื่อเทศนาให้ศีลให้พรนั้นหรือเรียกว่าเป็นตัวเรือนของธรรมาสน์นั้นจะได้รับการตกแต่งประดับประดาให้งดงามที่สุด นอกจากนี้หลังคามักจะทำหลังคาซ้อนทับจะทำกี่ชั้นก็อยู่ที่ฝีมือของช่างที่เป็นผู้สร้างธรรมาสน์นั้นๆ ทุกวันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวตามความเหมาะสมและเพื่อความแข็งแรงของธรรมาสน์เสาเดียว เช่นในส่วนที่เป็นเสาที่มีหน้าที่รับน้ำหนักของตัวเรือนธรรมาสน์ สำหรับธรรมาสน์เสาเดียว  ในพื้นที่ศึกษาในอำเภอกุฉินารายณ์นั้น ก็ยังคงมีการใช้ธรรมาสน์เสาเดียว ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ได้แก่ งานประเพณีบุญมหาชาติในเดือนสี่ของแต่ละปี (หน้า 226)
 
ปัจจัยแห่งการสร้างธรรมาสน์เสาเดียว
          การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้นจากการศึกษาพบว่า มาจากปัจจัยต่างๆ คือ  1) พุทธประวัติ   2) มาจากพระธรรมวินัย   3) มาจากประเพณีและพิธีกรรมทางความเชื่อที่ปฏิบัติยึดถือ  การสร้างธรรมมาสน์เสาเดียวนั้น ภูไทเชื่อว่าถ้าสร้างแล้วจะได้บุญได้เกิดในชาติหน้าก็จะพบแต่ความสุขความเจริญ แต่ถ้าอยู่ในชาตินี้ผู้คนก็จะให้ความเคารพนับถืออันเนื่องมาจากการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั่นเอง  นอกดจากนี้ผู้เขียนยังกล่าวด้วยว่า      ธรรมมาสน์เสาเดียวในแต่ละหลังนั้นไม่เหมือนกันเพราะได้สอดแทรกหลักในการดำเนินชีวิต บวกกับหลักคำสอนตามหลักศาสนาจึงทำให้คนเป็นคนดี  (หน้า 226) ในการสร้างธรรมมาสน์นั้นช่างฝีมือจะใช้ความสามารถทางศิลปะเพื่อมุ่งที่ประโยชน์ใช้สอยและเป็นการทำนุบำรุงพุทธศาสนาซึ่งเชื่อว่าจะได้บุญกุศลอย่างยิ่ง (หน้า 227) อย่างไรก็ตามการสร้าง การสร้างธรรมาสน์เสาเดียว ในอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ พบว่า สาเหตุที่ช่างสลักรูปดอกไม้ ใบไม้และลวดลายตามธรรมชาตินั้นก็เพื่อเป็นการถ่ายเมอากาศ นอกจากมุ่งเพื่อความสวยงาม เนื่องจากสิ่งที่ตกแต่งธรรมาสน์นี้ก็เพื่อเป็นการอำพรางอิริยาบทที่อาจเกิดขึ้นจากความเหนื่อยล้าของพระสงฆ์ขณะนั่งเทศนาบนธรรมาสน์ หรือเป็นม่านบังตาจากญาติโยมไม่ใมองเห็นหากนั่งแล้วต้องการเปลี่ยนท่านั่งยามเหน็ดเหนื่อย (หน้า 229)
 
รูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อ 
          การศึกษารูปแบบโครงสร้างและคติความเชื่อในหมู่บ้านกรณีศึกษา ใน 6 ตำบล ได้แก่   1) วัดโพธิ์ชัย  บ้านหนองห้าง หมู่ 2ตำบลหนองห้าง   2) วัดท่าสินเธาร์  หมู่ 2บ้านเหล่าไฮงาม   ตำบลเหล่าไฮงาม   3)  วัดหอคำ บ้านคำกั้ง หมู่ 4  ตำบลเหล่าใหญ่  4) วัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่งหมู่ที่ 5ตำบลกุดหว้า  5) วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง หมู่ที่ 12ตำบลจุมจัง  6) วัดบ้านหนองบัวทอง บ้านกนองบัวทอง หมู่ที่ 5 ตำบล สมสะอาด
          จากการศึกษาพบว่า  ธรรมาสน์ที่อยู่ในพื้นที่ศึกษาในแต่ละแห่งนั้นมีอายุไม่น้อยกว่า 50ปี การศึกษาได้ศึกษาส่วนประกอบของธรรมาสน์ เช่น  แผนผัง  รูปด้าน วัสดุที่นำมาสร้างธรรมาสน์  วิธีการสร้าง  รายละเอียดปลีกย่อยของการสร้าง  โครงสร้างลวดลายที่ประดับประดา  เมื่อพิจารณาจากส่วนประกอบต่างๆ จึงทำให้ทราบถึงคติความเชื่อเกี่ยวกับการสร้างธรรมาสน์เสาเดียว และการใช้วัสดุ การใช้ธรรมาสน์เสาเดียวในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จากการศึกษาพบว่า (หน้า 229)
          1) รูปแบบของธรรมาสน์เสาเดียว เสนอผลการวิจัยได้นำเสนอสภาพที่ตั้ง ลักษณะด้านกายภาพ โดยเขียนเป็นลายเส้น  ภาพถ่าย รวมทั้งแผนผัง แบบแผนของ     ธรรมาสน์  โครงสร้าง  ระบบ รวมทั้งขั้นตอนวิธีสร้างธรรมาสน์ (หน้า 230)
          2) ส่วนประกอบโครงสร้างได้นำเสนอผลการวิจัยในส่วนองค์ประกอบธรรมาสน์เสาเดียวในภาพรวม  ส่วนฐาน  เรือนธรรมาสน์ หลังคา ผู้วิจัยได้นำเสนอด้วยการเขียนลายเส้น  บันทึกเป็นภาพถ่าย แบบแผนของธรรมาสน์ โครงสร้างและการสร้าง  (หน้า 230)
          3) ส่วนประกอบทางศิลปกรรมได้นำเสนอผลการวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวกับภาพรวมรูปทรง  วัสดุ  สีสัน  คติความเชื่อ สัญลักษณ์ต่างๆ  ลวดลายที่ประดับประดาธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 230)
          4) ในด้านความเชื่อที่เกี่ยวกับธรรมาสน์เสาเดียวนั้น โดยนำเสนอผลการวิจัยเป็นภาพรวม เสนอมุมมองด้านคติที่สร้างธรรมาสน์เสาเดียว  วัสดุที่นำมาใช้สร้าง และการนำไปใช้ในพิธีทางศาสนา (หน้า 230)  
คติความหมายของธรรมาสน์เสาเดียว  จากการศึกษาพบว่า
               1) การสร้างธรรมาสน์เสาเดียวนั้นมีคติความหมายในด้านส่วนประกอบ วัสดุ ที่นำมาสร้างที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเชื่อของผู้ไทและคำสอนของศาสนาพุทธ สำหรับธรรมาสน์เสาเดี่ยวนั้นส่วนใหญ่มีอายุการสร้างไม่น้อยกว่า 50ปี ดังนั้นจึงไม่สามารถทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง นอกจากนี้ธรรมาสน์เสาเดียวยังเขียนชื่อผู้บริจาคการสร้างไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผู้เขียนระบุว่าการใช้ธรรมาสน์เสาเดียวนอกจากจะใช้สำหรับเป็นที่นั่งของพระสงฆ์ในการเทศน์ในช่วงบุญเดือนสี่ หรือบุญมหาชาติ ก็ยังใช้ในงานประเพณีอื่นด้วย เช่นบุญทอดกฐิน โดยใช้ธรรมาสน์เสาเดียวในการตั้งองค์มหากฐิน (หน้า 232)
               2) คติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้วัสดุอุปกรณ์ เช่น ไม้ ปูน อิฐ กระจก สังกะสี สี รัก กระดาษเงิน กระดาษทอง วัสดุที่เกี่ยวกับการสร้างธรรมาสน์ มีผลเนื่องจากเกี่ยวกับความคงทนถาวรของธรรมาสน์ และความสวยงาม สำหรับไม้ที่นำมาใช้ก็มีความแตกต่างกัน เช่นไม้เนื้อแข็ง จะนำมาทำเสา และโครงสร้าง  ไม้เนื้อแข็งปานกลางจะนำมาแกะสลัก ไม้อัดนำมาฉลุลาย สำหรับการเลือกไม้นั้นมีขั้นตอนต่างๆ มากมาย เช่น การเลือกไม้ นับตั้งแต่การตัดต้นไม้ การดูฤกษ์ยามวันเดือนปีในการสร้างธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 232)  
               3) คติความเชื่อในการใช้ แบ่งเป็นการใช้ธรรมาสน์ของฆราวาสและของพระสงฆ์ ในส่วนของฆราวาสจะใช้ธรรมาสน์ ตอนตั้งองค์มหากฐิน เป็นที่ตั้งกองผ้าป่าของหมู่บ้านหรือกับหมู่บ้านอื่น ส่วนพระสงฆ์จะใช้ธรรมาสน์เสาเดียวในหลายๆพิธี ตัวอย่างเช่น การเทศน์ให้ศีลให้พร  การเทศน์คู่  เทศนาธรรม  เป็นที่นั่งสวดปาฎิโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์ในวันที่ลงอุโบสถ และประเพณีทางศาสนาพุทธอื่นๆ (หน้า 233)
               4) คติเกี่ยวกับการตั้งธรรมาสน์เสาเดียว จากการศึกษาพบว่า การตั้งธรรมาสน์เสาเดียวมีสองอย่าง คือการตั้งถาวร กับการตั้งธรรมาสน์แบบชั่วคราว หรือแล้วแต่งานพิธี สำหรับการตั้งแบบถาวร จะตั้งในตัวอาคารของวัด โดยแบ่งเป็นสองอย่าง คือตั้งในโบสถ์กับตั้งในศาลาวัด (หน้า 233)
               5)  คติเกี่ยวกับการสร้างธรรมาสน์ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน ความศรัทธาของศาสนาพุทธ คติเกี่ยวกับการสร้างทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการใช้งานธรรมาสน์ทางศาสนาพุทธ และคุณค่าทางความงาม  ในลวดลายประกอบและศิลปะตกแต่ง (หน้า 233)
               6) คติเกี่ยวกับลวดลายที่ประดับ ในพื้นที่ศึกษาแบ่งออกเป็น สามอย่างคือ การ แกะสลักนูนต่ำ แต้มสี, การแกะฉลุลายแต้มสี  และวิธีการแต้มสีเขียนลาย สำหรับลวดลายที่พบส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเรือนธรรมาสน์ ส่วนการประดับตกแต่ง แบ่งเป็นสองประเภท
               ลวดลายที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ (หน้า 233) เช่น ลายดอกไม้ ลายเครือเถา และลายประดิษฐ์ โดยมากเลียนแบบลายประดิษฐ์ของส่วนกลางหรือกรุงเทพฯ การออกแบบเกี่ยวกับพุทธประวัติ สังคมวามเป็นอยู่ วัฒนธรรมของผู้ไท ลวดลายที่มาจากจินตนาการที่เกี่ยวกับความเชื่อ ลวดลายสวยงาม นอกจากประดับตกแต่งธรรมาสน์แต่ประโยชน์หลักคือ เป็นที่บังตา ปกปิดอิริยาบถของพระสงฆ์ที่อาจจะมาจากความเหนื่อยล้าขณะเทศน์ให้ศีลให้พร (หน้า 234)
               7)จากการศึกษา บันไดและแม่บันไดส่วนใหญ่จะแกะสลักเป็นรูปนาค เทินสัตว์
ชนิดอื่น ตัวอย่างเช่น เทินตัวมอม  เทินช้าง  เทินแท่นไม้ขั้นบันได ส่วนขั้นบันไดทำด้วยไม้เนื้อแข็งมีความหลากหลายบางส่วนสลักภาพม้า และบันไดปกติทั่วไป (หน้า 234)
               8) คติรูปแบบการนำรูปภาพมาใช้เป็นส่วนประกอบเชื่อว่า ได้แนวคิดมาจาก
ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ธรรมาสน์เสาเดียวจึงละม้ายคล้ายเขาพระสุเมรุ โดยมีสัตว์อวตารต่างๆมากมาย  สังเกตจากสัตว์เทินบันไดของเสาธรรมาสน์  เนื่องจากเขาพระสุเมรุเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า  ดังนั้นธรรมาสน์เสาเดียวจึงดูเหมือนเขาพระสุเมรุ ที่ประกอบด้วยสัตว์อวตาร  รูปเต่า เสือเทิน  มอมเทิน  ภาพช้างเทิน  บางครั้งก็นำภาพมาจากเรื่องพระเวสสันดรชาดก โดยทำเป็นภาพป่าหิมพานต์  (หน้า 234)
               9) ภาพแกสลักรูปสัตว์ในธรรมาสน์เสาเดียวประดับตกแต่งเป็นภาพสัตว์ในป่า
หิมพานต์ บางครั้งก็เป็นภาพสัตว์ในนิทานพื้นบ้าน เช่น โค เสือ ช้าง ม้า วัว ไก่ กระบือสุนัข แมว และอื่นๆ   (หน้า 234)
               10)  คติเกี่ยวกับปรัชญาธรรม ที่พบในธรรมาสน์เสาเดียวแบ่งเป็นสามส่วนได้แก่
ส่วนหลังคา, ตัวเรือน, และส่วนฐาน ทั้งสามส่วนเกี่ยวกับประวัติพระเวสสันดร เนื่องจากธรรมาสน์เสาเดียวมีเป้าหมายเพื่อการเทศน์มหาชาติที่มุ่งเน้นที่การทำบุญทำทาน  (หน้า 234) และโครงสร้างส่วนที่เป็นตัวเรือนของธรรมาสน์ เป็นเครื่องหมาย แทนศาลาที่อาศัย ที่ท้าววิศนุกรรม  เนรมิตให้แก่พระเวสสันดร นางมัทรี กัณหา และชาลี ที่มาบวชเป็นฤาษีให้มีที่พักหลบแดดฝนขณะปฏิบัติธรรม และส่วนฐานเป็นโครงสร้างที่มีความหมายว่าเป็นเขาวงกตที่พระเวสสันดรไปจำศีล  นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นคำสอนในศาสนาพุทธ สำหรับหน้าบันทั้งสี่ทิศ คือจัตุรมุขหมายถึงพรหมวิหาร 4ได้แก่ เมตตา  กรุณา  มุทิตาอุเบกขา อีกทั้งยังอธิบายความหมายเกี่ยวกับ นรก โลกมนุษย์ และสวรรค์ชั้นวิมาน  (หน้า 234)  และปรัชญาธรรมในการตกแต่ง แบ่งเป็นสามประเภท  เช่นภาพพืชพรรณนานาชนิดๆ  ภาพสิงสาราสัตว์  ภาพคน  การอธิบายที่พบคือ (หน้า 235)
               พืชมีความสำคัญและมีประโยชน์กับคนเช่น เป็นอาหาร ถักทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม 
สร้างบ้านเรือน เป็นยายามเจ็บไข้ไม่สบาย  หรือดอกไม้ก็หมายถึง การกราบไหว้บูชา
               สัตว์ หมายถึง สัตว์ที่มีประโยชน์ด้านการใช้แรงงานในการเพาะปลูก เป็น
อาหาร ยา และอื่นๆ สำหรับสัตว์ที่ปรากฏเป็นภาพที่ธรรมาสน์เสาเดียวแบ่งเป็น สองกลุ่ม คือสัตว์ที่มีชีวิตบนโลก กับสัตว์อยู่เป็นเพียงจินตนาการ และกลุ่มคนก็มีสองกลุ่มเช่นกัน คือคนที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ โดยกำหนดผ่านเนื้อหา และคนไม่มีมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับศาสนาพุทธ (หน้า 235)   นอกจากนี้ภาพที่เกี่ยวกับพืชต่างๆ ยังแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของช่าง โดยนำเสนอในการใช้ชีวิต การแก้ไขปัญหาชีวิต รวมทั้งการสอนให้คนทำคุณงามความดี ไม่ทำสิ่งไม่ดี (หน้า 235)
               11) คติความเชื่อเกี่ยวกับธรรมาสน์เสาเดียวของผู้ไท ได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างกลมกลืนระหว่างเรื่องไตรภูมิในศาสนาพุทธ กับเรื่องความเชื่อเรื่องหลักบ้านโดยเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้ไท  คนอีสาน กับกลุ่มชาติพันธุ์ข่า ที่มีความเชื่อเรื่องผี ด้วยการย้ายเสาเรือนมาใช้เป็นเสาตั้งรับตัวธรรมาสน์ สำหรับความเชื่อเรื่องผีกับหลักบ้าน ปรากฏให้เห็นคือมีการเจาะพื้นศาลาวัด โดยการฝังเสาธรรมาสน์ลงพื้นดินให้เหมือนกับเสาบ้าน ส่วนศาลาหมายถึงตูมผามที่ตั้งอยู่กลางลานดินกลางบ้าน ที่เป็นที่ส่วนรวมของคนในหมู่บ้านผู้ไท  
              จากการศึกษาพบว่า  คุณค่าของธรรมาสน์เสาเดียวมีสามอย่างคือ  คุณค่าด้านการใช้สอย โดยดูจากหน้าที่การใช้สอย, คุณค่าทางจิตใจ โดยดูผ่านความงามทางศิลปะ และคุณค่าด้านปัญญา โดยดูจากความคงทนด้านโครงสร้าง (หน้า 235)
               สำหรับคุณค่าจากการใช้สอยนั้น ผู้เขียนระบุว่า มาจากรูปร่างและความเหมาะสมของธรรมาสน์เสาเดียวเพราะถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสำหรับการนั่งเทศนาของพระสงฆ์ ส่วนประกอบของธรรมาสน์มีความสอดประสานกันทั้งตัวธรรมาสน์ วัสดุ และส่วนประกอบทั้งหมด (หน้า 235)
              คุณค่าด้านจิตใจ ธรรมาสน์เสาเดียวถูกสร้างอย่างเรียบร้อย สิ่งที่นำมาสร้างและส่วนประกอบ ทำให้เกิดความงาม โดยมีความคล้องจอง ด้านสัดส่วน โครงสร้างและรูปทรง เมื่อมองก็จะทำให้เกิดความงดงาม และความพึงพอใจ บางครั้งก็ดูน่านับถือน่าเคารพ ด้วยเนื้อหาของภาพวาดหรือลายไม้แกะสลัก และส่วนประกอบอื่นๆ  (หน้า 236)
               คุณค่าด้านการรับใช้ทางปัญญาความรู้ พบว่า จากการสร้างธรรมาสน์เสาเดียวได้ใช้คำสอนทางศาสนาพุทธ สิ่งที่สะท้อนมาจากลวดลาย ภาพ และปรัชญา ได้แก่  1) ลวดลายที่มาจากพืชพรรณ เช่นบัวเป็นเครื่องหมายว่าเกิดจากน้ำ คือการเกิดที่มีความศักดิ์สิทธิ์  นอกจากนี้ลวดลายที่ประดับยังเป็นเหมือนเครื่องหมายที่กำหนดความงามและความอุดมสมบูรณ์ต่างๆอีกด้วย  2)  ภาพเหมือนเป็นเครื่องหมายของการคุ้มครอง เช่นภาพนาคที่บันไดขึ้นธรรมาสน์ เป็นเครื่องหมายของการปกป้องดูแลไม่ให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายมา   กล้ำกลาย  ส่วนจักรที่ทำจากไม้ระบายสีหรือปิดทองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระศรีอารยะเมตตรัยโพธิสัตว์ (หน้า 236)  3)  ปรัชญาธรรม การสร้างมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อของศาสนาพุทธ  ดังนั้นธรรมาสน์เสาเดียวจึงหมายถึง ภูมิจักรวาล  ไตรภูมิ  คำสอนตามหลักศาสนา ดังนั้นจึงทำให้เกิดการเลือกวัสดุที่มีความเหมาะสม ฉะนั้นแล้วความเคารพนับถือจึงตามมานั่นเอง (หน้า 237)

Folklore

นิทานน้ำเต้าบุ้ง         
          จากพงศาวดารเมืองแถง ได้ระบุการกำเนิดชนชาติที่เมืองแถงไว้ดังนี้ กาลครั้งหนึ่งมีเทวดาพี่น้อง 5องค์ และนางฟ้าอีก 5องค์ อยู่บนสวรรค์ต้องการลงมาเกิดเป็นคนจึงได้ตั้งจิตอธิษฐานร่วมกันอยู่ในน้ำเต้าบุ้งที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางมายังโลกมนุษย์ เมื่อมาถึงโลกก็ตกอยู่ที่ภูเขา ทุ่งนาเตา  ด้านทิศตะวันออกของเมืองแถง  เทวดาและนางฟ้าทั้งหมดเมื่อออกมาจึงเกิดเป็นคน 5ชาติพันธุ์ ได้แก่  ข่าแจะ, ไทดำ, ลาว, ฮ่อ, และแกว(ญวณ)     
          เมื่อชายหญิงทั้ง10คน เดินลงจากภูเขาก็มาพบกับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งหากใครอาบน้ำในแม่น้ำก็จะทำให้ผิวพรรณงดงามสดใส มีปัญญาฉลาดล้ำเลิศ ผู้ไท ลาว ญวน ฮ่อ ได้อาบน้ำจึงทำให้ผิวพรรณดี แต่ข่าแจะไม่อาบน้ำจึงทำให้มีผิวคล้ำกร้านไม่งามตา  อย่างไรก็ดีข่าแจะออกมาจากน้ำเต้าบุ้งก่อนจึงถือว่าเป็นพี่คนโตเพราะได้ออกมาจากน้ำเต้าก่อนชาติพันธุ์ต่างๆ ต่อมาน้องๆ ทั้ง 4ชาติพันธุ์ก็ตั้งบ้านแปลงเมืองบริเวณเมืองหัวพันทั้งหก สิบสองจุไท และเมืองแถง ยกเว้นกลุ่มข่าแจะที่อยู่ในป่าไม่ตั้งเมืองเหมือนกับน้องๆ โดยเก็บของป่ามาแลกเครื่องนุ่งห่มกับผู้ไทและลาว  ในเวลาต่อมาข่าแจะต้องตกระกำลำบาก ตกเป็นบ่าวทำงานตากเหงื่อหลายอย่างเช่นสร้างบ้านให้ผู้ไท และลาว ส่วนชาติพันธุ์ฮ้อตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณต้นน้ำบนภูเขาสูง โดยในแต่ละปีได้ประกอบพิธีไหว้ผีฟ้า ส่วนผู้ไทและลาวก็ส่งคนมาทำพิธีเซ่นไหว้ผีฟ้าทุกปีเช่นกัน ต่อมาจึงกลายเป็นประเพณีของผู้ไท (หน้า 25)
 
นิทานการเกิดธรรมาสน์
          กาลครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีอยู่วันหนึ่งคนหาบหญ้าชื่อ “โสตถิยะ” ได้หาบหญ้าเดินผ่านพระพุทธเจ้า เขาเกิดความเลื่อมใสจึงถวายหญ้า 8กำ แก่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้ารับหญ้าแล้วจึงเดินไปยังต้นโพธิ์จับปลายหญ้าเขย่าก็เกิดบัลลังก์สูง 14ศอกซึ่งเป็นที่มาของการเกิดธรรมาสน์ (หน้า 41)
 
นิทานหญ้าแปดกำ
          เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแล้ว พระองค์จึงบำเพ็ญทุกข์กิริยาต่างๆ มีอยู่วันหนึ่งหลังจากเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปในป่าริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา โดยหันพระพักตร์ไปทางต้นโพธิ์ ขณะนั้นมีชายคนหนึ่ง ชื่อ “โสตถิยะ” กำลังหาบหญ้าเดินผ่าน  เมื่อมาถึงพระพุทธเจ้าเขาเกิดความศรัทธาจึงถวายหญ้า 8กำ เมื่อพระองค์รับหญ้าแล้วจึงเดินไปยังต้นโพธิ์ ทรงปูหญ้าแล้วประทับนั่ง จากนั้นพระองค์จึงทรงตรัสรู้และแสดงธรรมเผยแพร่พุทธศาสนา (หน้า 42)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

Social Cultural and Identity Change

Critic Issues

Other Issues

Google Map

Map/Illustration

ภาพ
          ลักษณะโดยทั่วไปของธรรมาสน์ (หน้า 58) บุษบกธรรมาสน์หรือหอธรรมาสน์ (หน้า 60) รูปแบบบุษบกมาสน์ภาคกลาง(หน้า 64) แผนที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 80,114) ตราประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 80) แผนที่อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 83)ชุดแต่งกายชาวผู้ไท อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 113)พิธีทำบุญมหาชาติ (หน้า 113) แผนที่เส้นทางวิจัย อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 116)เส้นทางเข้าหมู่บ้านหนองห้าง (หน้า 119) ซุ้มประตูวัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง (หน้า 120) การทำบุญมหาชาติหรือบุญพระเวส พ.ศ 2554วัดท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 121)เส้นทางเข้าหมู่บ้านบ้านเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 122) อดีตและปัจจุบันศาลาการเปรียญ(หอแจก)ที่มีธรรมาสน์เสาเดียว วัดท่าสินเธาว์ หมู่บ้านเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 123) เส้นทางเข้าหมู่บ้านและทุ่งนาบ้านคำกั้ง หมู่ที่ 4  ตำบลเหล่าใหญ่อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 125)พระอุโบสถและศาลาการเปรียญที่ตั้งธรรมสน์เสาเดียว วัดหอคำ บ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 126)หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทบ้านโคกโก่ง และทุ่งนาทางเข้าหมู่บ้าน ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 129)ศาลาการเปรียญ(หอแจก) หลังเก่าที่เคยตั้งธรรมาสน์เสาเดียว วัดบ้านโคกโก่ง หมู่ 5ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 130) ผู้วิจัยสัมภาษณ์ผู้นำ บ้านจุมจังในการเตรียมงานบุญมหาชาติ วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง หมู่ 12  ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 132)ทางเข้าหมู่บ้าน บ้านจุมจัง หมู่ 12  ตำบลจุมจัง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ (หน้า 133) ซุ้มประตูและศาลาการเปรียญ วัดจุมจังเหนือ หมู่ 14ตำบลจุมจัง (หน้า 133) ทางเข้าหมู่บ้านหนองบัวทอง และผู้วิจัยสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน บ้านหนองบัวทอง ตำบลสมสะอาด อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 135) ซุ้มประตู วัดบ้านหนองบัวทองและศาลาการเปรียญ(หอแจก) (หน้า 136)  ธรรมาสน์หมายเลข 1-6 ธรรมาสน์เสาเดียวที่ทำการศึกษาวิจัย (หน้า 138)  ธรรมาสน์เสาเดียวยังคงสมบูรณ์และตั้งอยู่ในศาลาหอแจกฝังเสาลงดิน (หน้า 141) ภาพปัจจุบัน และภาพลายเส้นธรรมาสน์เสาเดียววัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง (หน้า 142) ธรรมาสน์เสาเดียววัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า (หน้า 147) ธรรมาสน์เสาเดียววัดหอคำ บ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่ (หน้า 152) ธรรมาสน์เสาเดียววัดจุมจังเหนือ  หมู่บ้าน จุมจัง ตำบลจุมจัง (หน้า 157) ภาพปัจจุบัน และภาพลายเส้นธรรมาสน์เสาเดียววัดบ้านหนองบัวทอง ตำบลสมสะอาด (หน้า 162) ภาพปัจจุบัน และภาพลายเส้นธรรมาสน์ เสาเดียววัดบ้านท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม ตำบลเหล่าไฮงาม (หน้า 168) วัดบ้านท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม ตำบลเหล่าไฮงาม (หน้า 169) ตกแต่งผ้าพระเวส และการเทศน์งานบุญมหาชาติประจำปี 2554 วัดท่าสินเธาว์เหล่าไฮงาม ตำบลเหล่าไฮงาม  อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (หน้า 172) แผนผัง ธรรมาสน์เสาเดียววัดโพธิ์ชัย  บ้านหนองห้าง (หน้า 175)  ส่วนประกอบต่างๆ ธรรมาสน์เสาเดียววัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง (หน้า 176)  แสดงรูปทรงทางกายภาพ แผนผัง ธรรมาสน์เสาเดียว วัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่ง  (หน้า 178,179) แสดงรูปทรงทางกายภาพ แผนผัง วัดหอคำ บ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่  (หน้า 182) ส่วนประกอบต่างๆ ธรรมาสน์เสาเดียว วัดหอคำ บ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่ (หน้า 183)แผนผัง วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง ตำบลจุมจัง (หน้า 185) ส่วนประกอบต่างๆ ธรรมาสน์เสาเดียววัดจุมจัง (หน้า 187) แผนผัง วัดบ้านหนองบัว บ้านหนองบัวทอง ตำบลสมสะอาด (หน้า 189) ส่วนประกอบต่างๆ ธรรมาสน์เสาเดียว วัดบ้านหนองบัว บ้านหนองบัวทอง ตำบลสมสะอาด (หน้า 190)แผนผัง วัดท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม  (หน้า 193) ส่วนประกอบต่างๆ ธรรมาสน์เสาเดียว วัดท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม  ตำบลเหล่าไฮงาม (หน้า 195) โครงสร้างเสาของธรรมาสน์เสาเดียวของผู้ไท อำเภอกุฉินารายณ์ (หน้า 200) โครงสร้างเสาและพื้นของธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 201) โครงสร้างฐานพื้นของธรรมาสน์ เสาเดียว (หน้า 202) โครงสร้างส่วนตัวเรือนธรรมาสน์เสาเดียว ผนังทึบเว้นช่องประตูหน้าต่าง (หน้า 203)
          ส่วนบันไดธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 204) ส่วนหลังคาทรงจัตุรมุข ของธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 206) โครงสร้างส่วนหลังคาทรงมณฑป ของธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 206) ภาพลายเส้นแสดงประดับตกแต่งเรือนธรรมาสน์เสาเดียว ลายก้านเถาพันเกี้ยวกัน และลายก้านต่อดอกเบื้องซ้ายขวามีดอกสามกลีบแยกออกมา ฉะลุไม้แต้มสีเลียนแบบลายธรรมชาติ วัดโพธิ์ชัย บ้านหนองห้าง ตำบลหนองห้าง (หน้า 209) ภาพลายเส้นแสดงประดับตกแต่ง ลายเครือเถาเลียนแบบลายธรรมชาติด้วยวิธีฉลุไม้แผ่นเรียบแต้มสีและลายแกะสลักดอกไม้นูนต่ำแต้มสี วัดท่าสินเธาว์ บ้านเหล่าไฮงาม (หน้า 209) ภาพประกอบลายเส้นแสดงประดับตกแต่งเรือนธรรมาสน์ของธรรมาสน์เสาเดียว ด้วยวิธีแกะสลักไม้ ลายสลักฉะลุเป็นรูปวงกลมแต้มสีตรงกลาง แกะสลักรูปนาคมีหงอนเกี่ยวพันกันสองตัว วัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่ง ตำบลโคกโก่ง (หน้า 210)  
          ภาพประกอบลายเส้นแสดงประดับตกแต่งลายฐานธรรมาสน์ของธรรมาสน์เสาเดียว วัดหอคำ บ้านคำกั้ง ตำบลเหล่าใหญ่ (หน้า 210) ภาพประกอบลายเส้นแสดงประดับตกแต่งลายฐานธรรมาสน์ของธรรมาสน์เสาเดียว วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง ตำบลสมสะอาด (หน้า 210) ภาพประกอบลายเส้นแสดงประดับตกแต่งลายฐานธรรมาสน์ของ ธรรมาสน์เสาเดียว ด้วยวิธีฉะลุไม้และแกะสลัก ตกแต่งแต้มสีลายก้านเถาพันเกี้ยวกัน วัดบ้านหนองบังทอง (หน้า 210) รูปพระพุทธธูปแกะสลักฉะลุประดับผนัง (หน้า 212) รูปพญานาค (หน้า212) รูปสัตว์ตกแต่งเสาและฐานของธรรมาสน์เสาเดียว (หน้า 213)
          รูปสัญลักษณ์และรูปดาว (หน้า 214) บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดโพธิ์ บ้านหนองห้าง (หน้า 269)  บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดท่าสินเธาว์ บ้านบัวทอง  (หน้า 270)  บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดหอคำ บ้านคำกั้ง (หน้า 271)   บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดศรีภูขันธ์ บ้านโคกโก่ง (หน้า 272)   บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดจุมจังเหนือ บ้านจุมจัง (หน้า 273)   บริบทพื้นที่และธรรมาสน์เสาเดียวที่วัดบ้านหนองบัวทอง ตำบลสมสะอาด (หน้า 274) ผู้วิจัยลงพื้นที่สัมภาษณ์เก็บข้อมูล (หน้า 275,276)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 30 ม.ค. 2560
TAG ศิลปะ, ประเพณี, ธรรมาสน์เสาเดียว, ความเชื่อ, ผู้ไท, กาฬสินธุ์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง