ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject งานเลี้ยง พิธีกินเลี้ยง อาข่า กลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทย ชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี
Author Michael Joseph Clarke
Title FEASTING AMONG THE AKHA OF NORTHERN THAILAND : AN ETHNOARCHAEOLOGICAL CASE STUDY
Document Type ปริญญานิพนธ์ Original Language of Text -
Ethnic Identity อาข่า, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  Total Pages 235 Year 2541
Source Michael Joseph Clarke, FEASTING AMONG THE AKHA OF NORTHERN THAILAND : AN ETHNOARCHAEOLOGICAL CASE STUDY. M.A. thesis, Department of Archaeology. Simon Fraser University, Burnaby. 1998
Abstract

         งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาความสำคัญของพิธีเลี้ยงฉลองในโอกาสสำคัญของชาวอาข่า  ซึ่งใช้ผลผลิตส่วนเกินในการเป็นเจ้าภาพการเลี้ยงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางสังคม ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการถือครองสิทธิในที่ดินเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ชาวอาข่ายากจะปฏิบัติตามธรรมเนียมอาข่าดั้งเดิมได้ กระนั้นก็ดี งานเลี้ยงยังมีความสำคัญในสังคมอาข่า เพราะยังสามารถตอบสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจ งานเลี้ยงช่วยสร้างให้เกิดความมั่นคงในครัวเรือนและอยู่ห่างไกลจากวิกฤติชีวิตทั้งปวง โดยการสร้างเครือข่ายสังคมผ่านการเลี้ยงกัน
          ผู้วิจัยสรุปว่ามีความไม่เท่าเทียมอย่างกว้างขวางในเรื่องความมั่งคั่งและอำนาจซึ่งจะเห็นได้ง่ายที่สุดในระดับผู้สืบเชื้อสาย และพบว่าปัจเจกบุคคลและกลุ่มสายตระกูลใช้งานเลี้ยงในการบรรลุเป้าหมายทางสังคมของตน
 

Focus

          งานวิจัยนี้มุ่งศึกษางานเลี้ยงหรือพิธีกินเลี้ยงในกลุ่มอาข่า  เนื่องมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทางสังคม แต่ยังไม่ค่อยได้รับการศึกษามากนัก เหตุผลที่เลือกศึกษากลุ่มอาข่าเพราะงานเลี้ยงยังคงมีความเกี่ยวข้องกับประเพณีดั้งเดิมและยังมีบทบาทสำคัญและโดดเด่นในสังคมและการเมืองของชาวอาข่า (หน้า 6 )
          ผู้วิจัยวิจัยมุ่งศึกษาความหมายของงานเลี้ยง ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง เศรษฐกิจ การเมือง และงานเลี้ยง  ศึกษาวัฒนธรรมทางวัตถุของงานเลี้ยง โดยศึกษาจากพิธีเลี้ยงฉลองของอาข่าในหมู่บ้านแม่สลาบและบ้านสามซุง ในประเทศไทย
 

Theoretical Issues

          ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามจากหมู่บ้านแม่สลาบและหมู่บ้านสามซุง  ข้อมูลที่ได้มีทั้งจากการสัมภาษณ์  การเขียนรายงาน บันทึกการสำรวจ วิธีการศึกษาใช้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์ครอบครัวอาข่าในทั้งสองหมู่บ้านที่ผู้วิจัยได้ไปทำการศึกษา 
          ทั้งนี้ในการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ชาวอาข่าในหมู่บ้านแม่สลาบ 91 % ในหมู่บ้านสามซุงสัมภาษณ์ 100%  (หน้า 7) ช่วงเวลาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ 1-2 ชั่วโมง  คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ มักเกี่ยวกับจำนวนประชากรในครอบครัว,ข้อมูลทางเศรษฐกิจ,ข้อมูลงานเลี้ยง (หน้า8)
          งานวิจัยแบ่งออกเป็นสี่ส่วน
          1)รวบรวมข้อมูลงานเลี้ยงให้มากสุดเท่าที่จะทำได้
          2)ศึกษาเอกสารว่าด้วยความไม่เท่าเทียมกันในความมั่งคั่ง อำนาจทางสังคม และ สถานภาพทางสังคม อันสัมพันธ์กับความถี่ในการเลี้ยงฉลอง และความเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยง
          3)วิเคราะห์ข้อจำกัดของการผลิตส่วนเกิน
          4) วิเคราะห์วัฒนธรรมวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการใช้สัตว์ ภาชนะ ขยะ และ กระบวนการกำจัดสิ่งของ (หน้า iii) 
          ผู้วิจัยสรุปว่ามีความไม่เท่าเทียมอย่างกว้างขวางในเรื่องความมั่งคั่งและอำนาจซึ่งจะเห็นได้ง่ายที่สุดในระดับผู้สืบเชื้อสาย ปัจเจกบุคคลและกลุ่มเชื้อสายใช้งานเลี้ยงในการบรรลุเป้าหมายทางสังคมของตน
 
 

Ethnic Group in the Focus

          กลุ่มชาติพันธุ์ที่ศึกษาในงานวิจัยนี้คือ ‘อาข่า’ (รู้จักในชื่อ ก้อ หรือ อีก้อ) ที่อาศัยอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย ( หน้า 16)  ผู้วิจัยศึกษาชาวอาข่าในหมู่บ้านแม่สลาบ และสามซุง  ในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาชาวอาข่าที่หันไปนับถือศาสนาคริสตร์ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มักได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของอาข่าแบบดั้งเดิม

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาที่ใช้ในกลุ่มอาข่าจัดอยู่ในสาขาโลโล ของตระกูลภาษาทิเบต-พม่า (Tibeto-Burman) (หน้า 16) 

Study Period (Data Collection)

          ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามในภาคเหนือของประเทศไทย ใช้เวลา 3 เดือนครึ่ง โดยแบ่งเป็นสองการเดินทางสั้นๆ ในปี 1996 และ 1997 (หน้า 1)    โดยจัดการแบ่งภาคสนามตามฤดูกาล  3 เดือนครึ่ง ในปี 1996 และ 5 เดือน ในปี 1997 
          ผู้วิจัยอาศัยอยู่กับครอบครัวอาข่าที่แตกต่างกันในสองหมู่บ้าน  โดยใช้เวลา 4 เดือนในหมู่บ้านแม่สลาบ และ 2 สัปดาห์ในหมู่บ้านสามซุง เวลาที่เหลือใช้ไปกับการเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาอื่นๆ และปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  (หน้า 6)
 
 

History of the Group and Community

          อาข่า คือ กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยอาศัยตามที่สูงบริเวณภูเขาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  อาข่าส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน จังหวัดยูนนาน ประเทศจีน แต่ก็มีอาข่าจำนวนมากที่อพยพลงใต้เมื่อศตวรรษก่อน  ปัจจุบันอาข่าเหล่านี้อาศัยอยู่ใน รัฐเชียงตุง พม่า ภาคเหนือของไทย ลาว และเวียดนาม  กลุ่มที่เรียกตนว่าอาข่า มีความใกล้ชิดทางชาติพันธุ์กับกลุ่ม ฮานิ ในจีนซึ่งมีจำนวนล้านคน (หน้า 16) ไม่ปรากฏวันเวลาที่ชัดเจนว่าอาข่าเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อไร แต่เชื่อกันว่า อาข่าเข้ามาในไทยปลายศตวรรษที่ 19 ชาวอาข่าในไทยชอบอาศัยบนภูเขา ถิ่นฐานแรกๆที่พากันมาตั้งรกร้าง อยู่ทางเหนือแม่น้ำแม่กก อย่างไรก็ดี อำนาจของรัฐไทยได้เข้ามากดดันจนพวกเขาต้องอพยพออกจากแม่กก ปัจจุบันสามารถพบ อาข่าได้ใน 6 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร ลำปาง  อาข่าส่วนใหญ่ในไทยอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย จำนวนประชากร 48,468 อาศัยใน 258 หมู่บ้าน( หน้า 17) อาข่าบ้านสามซุง เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก มีอายุ 11 ปี  แยกตัวออกจากหมู่บ้านเดิมเนื่องจากความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่นับถือคริสตศาสนาและกลุ่มแบบจารีต  ดังนั้น กลุ่มที่ยังคงนับถือความเชื่อตามแบบจารีตดั้งเดิมจึงย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านสามซุงแทน (หน้า 167)
 

Settlement Pattern

          อาข่าส่วนใหญ่มักอาศัยบนเนินเขาที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร (หน้า 16)  บ้านแบบอาข่าดั้งเดิมสร้างด้วยเสาไม้ 6 ต้น หลังคามุงจาก ผนังและพื้นทำจากไม้ไผ่ ไม่มีหน้าต่าง หลังคาค่อนข้างใหญ่  บ้านทั้งหลังตั้งอยู่บนเสาค้ำ และใช้พื้นที่ใต้ถุนในการเก็บของและเลี้ยงสัตว์ บางครั้งก็สร้างบ้านครึ่งหลังบนเนินเขาของภูเขา และปล่อยให้ด้านความลาดชันยกระดับลงเล็กน้อย (หน้า 19) ภายในตัวบ้านแบ่งออกเป็นครึ่งๆ แบ่งโดยใช้ฝากั้น ครึ่งหนึ่งสำหรับผู้ชาย อีกครึ่งสำหรับผู้หญิง แต่ละด้านมีพื้นเตาของตนเอง ฝากั้นทำหน้าที่เหมือนชานบ้าน  แขกจะอยู่ฝั่งผู้ชาย  หิ้งบูชาบรรพบุรุษแขวนอยู่ตรงส่วนกลางของบ้าน  เป็นพื้นที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบ้าน หัวหน้าของบ้านจะนอนโดยหันหัวไปทางหิ้ง ในอีกด้านของฝากั้น ส่วนภรรยาของหัวหน้าบ้านก็จะหันหัวไปทางหิ้งเช่นกัน  อย่างไรก็ดีคนทั่วไปในปัจจุบันมักสร้างบ้านแบบสมัยใหม่ที่ใช้อิฐซีเมนต์โปร่งๆ ในก่อสร้าง  (หน้า 19)
 

Demography

          จำนวนประชากรอาข่าที่สำรวจโดยสถาบันวิจัยชาวเขา ในปี 1995 ระบุว่า มีชาวอาข่า ประมาณ 500,000 คน  ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน จังหวัดยูนาน ประเทศจีน นอกจากนี้อาศัย รัฐเชียงตุง พม่า ภาคเหนือ ของไทย ลาว และเวียดนาม (หน้า 16) จากการสำรวจพบว่าอาข่าในไทยส่วนใหญ่อาศัยในจังหวัดเชียงราย ถึง 48,468 คน ใน 258 หมู่บ้าน  (หน้า 17) หมู่บ้านอาข่ามักมีครอบครัวอาศัย 20-60 ครัวเรือน ซึ่งเป็นตัวแทนของ ตระกูล 3-5 ตระกูล (หน้า 22)
          หมู่บ้านแม่สลาบมีชาวอาข่า 55 ครัวเรือน ประชากร 267 คน  มี 10 ตระกูล จากการสำรวจของผู้วิจัย (หน้า 138)  โดย ประชากร 57 %มาจากตระกูล Latche  18 % มาจากตระกูล Labu   13 % มาจากตระกูล Biache อื่นๆ 12 % (หน้า140) ตระกูลหลักๆ ในหมู่บ้านมีถึง 6 ตระกูล ตระกูลที่ถือครองอำนาจมากที่สุดคือ ตระกูล Latche ตระกูลที่มีอิทธิพลน้อยคือ ตระกูล Weiseu ทั้งตระกูล และส่วนใหญ่ของตระกูล Pyumias และตระกูล Yelum อิทธิพลมีน้อยเพราะเป็นคริสเตียน ทำให้ถูกกีดกันออกจากฐานอำนาจประกอบกับจำนวนคนที่มีน้อยกว่าทำให้หลายครั้งต้องประสบปัญหาเรื่องที่ดินอยู่บ่อยๆ (หน้า 138)
          หมู่บ้านสามซุง (หน้า 168) เมื่อเทียบกับหมู่แม่สลาบมีประชากรน้อยกว่า โดยประชากรในหมู๋บ้านสามซุง เป็นพวกยึดถือจารีต แตกต่างจากกลุ่มอาข่าชาวคริสต์ทีมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและไม่สามารถบังคับให้พวกเขาเหล่านั้นออกไปจากหมู่บ้านได้ ดังนั้นพวกที่ถือจารีตจึงย้ายออกมาจัดตั้งหมู่บ้านสามซุงขึ้นมา ความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้านไม่ค่อยใกล้ชิดกันเท่าไรนักเนื่องจากแต่ละครอบครัวก็มาจากคนละที่ (หน้า 164)  จำนวนประชากรในหมู่บ้านสามซุง มี 24 ครัวเรือน ประชากร 144 คน มี 5 ตระกูลหลัก เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ประชากร 34 % มาจากตระกูล Bionleh 17%มาจากตระกูล Pyumyia  16% มาจากตระกูล Biache   9 % มาจากตระกูล Muernleh 8% มาจากตระกูล Cheumuer นอกนั้นมาจากตระกูลอื่นๆ (หน้า 170) 
 
 

Economy

          ในสังคมอาข่าดั้งเดิมมักจะดำรงชีพด้วยการทำไร่เลื่อนลอยในการบริโภคและขายเป็นหลัก กระนั้นก็ดีภาครัฐพยายามอย่างยิ่งที่จะหยุดผู้อพยพและการปลูกฝิ่น ทำให้อาข่าต้องปรับตัวหันมาเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจแทน เช่น ผลไม้ กล้วยไม้ ชา ผักกาด  บ่อยครั้งที่พืชผลที่เก็บเกี่ยวมาได้ไม่พอต่อการบริโภค พวกเขาต้องหาอาหารเสริมมาทดแทนโดย หาพืชป่า และล่าสัตว์ เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต ในอดีตนั้นพวกเขากระทั่งเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก เพื่อใช้ในพิธีศักดิ์สิทธิ์และในงานเฉลิมฉลอง เช่นเดียวกับเอาไว้ขายด้วย สัตว์ที่รวมถึงสัตว์ปีกและสัตว์พวกวัว ควาย  หมู แพะ และหมา (หน้า 17) ต่อมาเกิดโรคระบาดทำให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้ล้มตายลง ทำให้ชาวอาข่าเลิกทำอาชีพเลี้ยงสัตว์ ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวก็จะออกไปหางานในเมืองมาทำแทน หรือ ประกอบอาชีพรับจ้าง

Social Organization

          งานแต่งงานในสังคมอาข่าสำหรับครอบครัวที่ยากจนงานแต่งงานเป็นตัวแสดงความสามัคคีของเชื้อสาย ขณะที่ครอบครัวร่ำรวยงานแต่งถือเป็นตัวแสดงความเคารพเนื่องจากแขกผู้เข้าร่วมงานมักจะมาจากต่างเชื้อสาย (หน้า 14)
หน่วยทางสังคมที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวขยาย ซึ่งมีชายอาวุโสที่สุดในแต่ละครอบครัวเป็นประมุข  หน้าที่ของเขาคือนักบวชของครอบครัวเมื่อต้องประกอบพิธีกรรมต่างๆ ผู้อาวุโสของตระกูลบิดาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ทุกประเภท (หน้า 17) ชีวิตแต่งงานของชาวอาข่าส่วนใหญ่มักจะเป็นรูปแบบของสังคมที่มีคู่ครองเพียงคนเดียว แต่ไม่มีข้อห้ามไม่ให้ผู้ชายมีภรรยามากกว่าสองคน  (หน้า 17) เนื่องจากสังคมอาข่าเป็นสังคมปิตาธิปไตย  หลังแต่งงานสะใภ้ต้องย้ายเข้าไปอาศัยในบ้านของพ่อสามี (หน้า 18)
 

Political Organization

          ในสังคมอาข่าดั้งเดิมหน่วยทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือ หมู่บ้าน โดยหมู่บ้านอาข่ามีโครงสร้างทางการเมือง 3 ขั้น  ขั้นแรกสุดคือสมาชิกเพศชายในครอบครัว ขั้นถัดมาคือผู้สืบเชื้อสายเพศชายที่สูงวัยที่สุดในครอบครัว (หน้า 22)  ขั้นที่สามคือผู้ที่ดำรงตำแหน่งปกครองต่างๆ ที่เป็นเพศชายและมีอาวุโสพอสมควร (หน้า23) ตำแหน่งปกครองต่างๆ  ในสังคมอาข่าถูกคัดเลือกโดยผู้อาวุโสเพศชายประจำหมู่บ้านตำแหน่งต่างๆ มีดังนี้
          ผู้ก่อตั้งและผู้นำ-Dzuma เป็นตำแหน่งที่ถาวร ในหลายกรณีเป็นตำแหน่งที่ส่งต่อจากพ่อสู่ลูก เมื่อหมู่บ้านใหม่ก่อตั้งขึ้นมาผู้อาวุโสจะเลือกผู้ที่จะมาเป็น Dzuma จากกลุ่มผู้อาวุโสด้วยกันเอง หรือ ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากหมู่บ้านอื่น ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะผู้อาวุโสคนอื่นๆ จึงจะได้รับตำแหน่งดังกล่าว (หน้า 23) Dzuma ทำหน้าที่ เป็นผู้นำหมู่บ้านอื่นๆในพิธีเฉลิมฉลอง (หน้า 25),ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์,ใช้คาถาช่วยในการคลอด กรณีที่คลอดยาก, เตรียมร่างและโลงสำหรับผู้ตาย,ดูแลเรื่องหมู่บ้าน เช่นคนย้ายเข้า-ออก จัดการเงินบริจาคในหมู่บ้าน,จัดการค่าปรับสำหรับผู้ที่ผิดกฎ (หน้า26)
          ผู้ประกอบพิธีกรรม แบ่งออกเป็นสองประเภทตามลำดับความอาวุโส ผู้ที่อาวุโสกว่าคือ Pima รองลงมาเรียก Bumoe ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกับโลกจิตวิญญาณ และจัดการกับอำนาจลึกลับที่ปัจเจกเผชิญ ในความเป็นจริง ผู้ประกอบพิธีมักทำพิธีใน 2-3 หมู่บ้านที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามผู้ประกอบพิธีกรรมมักจะได้รับความเคารพอย่างสูงในทุกที่ที่เขาไป
          ผู้อาวุโส คือผู้ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง บุคคลที่มีอำนาจที่สุดคือ ผู้อาวุโสที่มั่งคั่งที่สุด เนื่องจากในสังคมอาข่าความมั่งคั่งคือสัญลักษณ์ว่าคนๆนั้นเป็นคนดี  (หน้า 34) ตามธรรมเนียมดั้งเดิม อาข่ามีตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ได้รับการคัดเลือกด้วยเสียงที่เป็นฉันทามติจากผู้อาวุโส มีบทบาทสำคัญในการจัดการความสัมพันธ์ของหมู่บ้านกับหน่วยงานระดับจังหวัดและภาครัฐ และคนนอกหมู่บ้าน (หน้า 28) 
 

Belief System

         ในสังคมอาข่างานเลี้ยงฉลองส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้านเดี่ยว มักจะมีสัตว์อย่างน้อยหนึ่งชนิดถูกฆ่าเพื่องานเลี้ยงเสมอ ส่วนใหญ่มักจะเป็นหมู ผู้ชายและผู้หญิงจะกินแยกกันคนละมุมของบ้านที่ถูกแบ่งครึ่งไว้  ส่วนใหญ่คนหนุ่มมักทำอาหาร ยกเว้น (หน้า 51 ) การหุงข้าว ชายวัยกลางคนมักรับบทเป็นผู้รับใช้ ผู้อาวุโสทั้งหญิงและชายมักจะนั่งในจุดที่ใช้นอน ผู้ที่จะนั่งตรงจุดที่ศักดิ์สิทธิของบ้านมักจะเป็นผู้ประกอบพิธีหรือผู้ก่อตั้ง-ผู้นำหมู่บ้าน ( หน้า 52)  ผู้ชายมักจะนั่งกินตามลำดับอาวุโส ส่วนผู้หญิงมักถูกแยกให้ไปกินในครัวแทน (หน้า 53)
สังคมอาข่าอาข่าแบ่งประเภทงานเลี้ยงฉลองออกเป็น 5 ประเภท โดยยึดเกณฑ์จำนวนผู้เข้าร่วมงานเป็นตัวแบ่ง จำนวนผู้เข้าร่วมงานสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางการเมืองที่เจ้าของงานเลี้ยงนั้นๆมีในสังคมอาข่า (หน้า 152) ที่เป็นเช่นนี้เพราะการสร้างเครือข่ายและผู้สนับสนุนในสังคมอาข่าเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้ในการรับมือความไม่ปลอดภัยและความผันผวนจากทรัพยากรที่มีอยู่  การเลี้ยงจึงเป็นการสร้างเครือข่ายและแสวงหาผู้สนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่เจ้าภาพนั้นเอง (หน้า 152) ประเภทของงานเลี้ยงฉลองแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้ 
          1.พิธีบูชา,การตั้งชื่อเด็ก
          2.งานฉลองเนื้อ,งานฟื้นฟู,งานฉลองคนงาน
          3.พิธีทำประตูหมู่บ้านใหม่,โล่ชิงช้า,ปีใหม่,โยลาลา,บูชาเทพโลกและเทพน้ำ,งานฉลองปกป้อง,งานฉลองความบริสุทธิ์,งานฉลองค่าปรับ,งานซ่อมแซมในหมู่บ้าน
          4.งานฉลองบ้านใหม่,งานแต่งงาน,งานผู้หญิงกระโปรงขาว,งานต้อนรับแขก
          5.งานศพ  (หน้า 56)
 

Education and Socialization

Health and Medicine

ในสังคมอาข่าหากเกิดเหตุการณ์คลอดยาก ผู้ก่อตั้งและผู้นำหมู่บ้านจะเป็นผู้ใช้คาถาเพื่อทำให้แม่เด็กคลอดเด็กง่ายขึ้น (หน้า 26)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

          การแต่งกายของผู้หญิงอาข่าค่อนข้างงดงาม ส่วนที่โดดเด่นที่สุดคือเครื่องประดับศีรษะ  กลุ่มอาข่าที่ผู้วิจัยศึกษาสวมใส่ในสไตล์ที่เรียกว่า Loi Mi Sha อันประกอบด้วยที่สวมศีรษะที่รัดแน่นและประดับประดาด้วยเงิน เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ขนาดเมล็ดถั่ว ที่จะห้อยลงมาข้างหน้า เครื่องประดับศีรษะเหล่านี้มีน้ำหนักมากสุดถึง 2 กิโลกรัม อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความมั่งคั่งของครอบครัว สตรีมักสวมกระโปรงสั้นสีม่วงคลุมใต้สะโพก ใส่กางเกงที่ปักลวดลายอันประณีตซ้อนเข้าไปด้วย เสื้อท่อนบนมีเชือกห้อยตั้งแต่คอลงมา (ปัจจุบันมักนิยมใส่เชิ้ตทับมากกว่า) และมักใส่เสื้อแจ๊กเก็ตคลุมทับอีกที (หน้า 21)
          เครื่องแต่งกายของผู้ชายจะไม่ซับซ้อนเท่าของผู้หญิง เครื่องแต่งกายดั้งเดิมมักจะประกอบด้วยกางเกงมีลักษณะหลวมๆ เสื้อนอกตัวสั้น และผ้าโพกศีรษะในโอกาสที่เป็นทางการ ทุกวันนี้ชายหนุ่มขาวอาข่าในไทยหลายคนมักสวมใส่เสื้อผ้าตามแบบตะวันตกซึ่งหาซื้อในเมือง อย่างไรก็ตาม เครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมผู้หญิงยังสวมใส่กันอยู่ (หน้า 21)
 

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          ผู้ที่เรียกตนเองว่าอาข่า มีความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับ กลุ่มฮานิในจีนที่มีประมาณล้านคน (หน้า 16)
ชาวอาข่ามักใช้งานเลี้ยงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ 
ชาวอาข่าในอุมคติถือว่าต้องย้ายถิ่นฐาน 3 ครั้ง เนื่องด้วยกฏหมายที่ดินของภาครัฐทำให้ปัจจุบันพวกเขาไม่สมารถทำเช่นนั้นได้ (หน้า 42)
          ความขาดแคลนที่ดิน ความยากจนที่เพิ่มขึ้น บีบบังคับให้คนหนุ่มสาว ไปทำงานในเมือง และด้วยความยากลำบากในการปฏิบัติตามธรรมเนียมอาข่าแบบดั้งเดิมทำให้เกิดการเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์ (หน้า 41)
 

Social Cultural and Identity Change

          การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในสังคมอาข่าเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้ออมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ชาวอาข่าหันไปนับถือศาสนาคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาวอาข่าดั้งเดิมที่ยังนับถือผีและบรรพบุรุษ (หน้า 167)
          ด้านเครื่องแต่งกาย ชายหนุ่มชาวอาข่าส่วนใหญ่หันไปแต่งกายแบบตะวันตกมากขึ้น เหลือแต่ผู้หญิงที่ยังสวมชุดอาข่าดั้งเดิมไว้ (หน้า 21 )
         อาชีพช่างเหล็กซึ่งเคยเป็นอาชีพที่มีหน้ามีตาได้รับการนับถือในสังคมอาข่า เนื่องจากในอดีตช่างเหล็กเป็นผู้ผลิตอาวุธให้ชาวอาข่าใช้ในการดำรงชีวิต ทว่าการนำเข้าเครื่องมือจากไทยทำให้อาชีพดังกล่าวถูกลดความสำคัญลง มีบทบาทเล็กๆในงานเฉลิมฉลองบางประเภทเท่านั้น  (33)
ความเคร่งครัดของภาครัฐในการถือครองที่ดินทำให้ชาวอาข่าต้องปรับเปลี่ยนวิถ๊ชีวิตจากการทำไร่เลื่อนลอยเป็นการทำไร่แบบอื่นและปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อจำหน่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาว่าพืชที่นำมาจำหน่ายมักจะเหลือไม่พอกิน ทำให้ชาวอาข่าต้องไปกักตุนพืชป่าและสัตว์ป่าเอาไว้แทน ( หน้า 17 )
เดิมชาวอาข่ามักเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งานเป็นจำนวนมากทว่าเมื่อเกิดโรคระบาดในสัตว์บ่อยๆเข้า ทำให้ผู้เลี้ยงประสบปัญหาขาดทุน  คนหนุ่มสาวที่เติบโตมาเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตัดสินใจเข้าไปหางานทำในเมือง หรือเป็นลูกจ้างชาวจีน (หน้า 22-23)
          ชาวอาข่าในอุดมคติถือว่าต้องย้ายถิ่นฐาน 3 ครั้ง เนื่องด้วยกฏหมายที่ดินของภาครัฐทำให้ปัจจุบันพวกเขาไม่สมารถทำเช่นนั้นได้ (หน้า 42) ประกอบกับ กฎหมายสัญชาติทำให้ อาข่าที่ถือสัญชาติไทยเริ่มขายที่ดินของตนและนำเงินที่ได้ไปลงทุนด้านการเกษตรและปศุสัตว์ (หน้า 42)
ความขาดแคลนที่ดิน ความยากจนที่เพิ่มขึ้น บีบบังคับให้คนหนุ่มสาว ไปทำงานในเมือง และด้วยความยากลำบากในการปฏิบัติตามธรรมเนียมอาข่าแบบดั้งเดิมทำให้เกิดการเปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์ (หน้า 41)
 

Critic Issues

Other Issues

          ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี ภาชนะสำหรับปรุงอาหาร ชนาดและจำนวนของภาชนะถูกใช้เป็นตัววัดขนาดของงานเลี้ยง ภาชนะขนาดใหญ่ถูกใช้ทำอาหารสำหรับคนหลายคนและปรุงอาหารจำนวนมาก(หน้า 194)
ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี  จำนวนของภาชนะใช้งานเป็นตัวบ่งบอกความสำคัญงานฉลองที่เกิดขึ้น (หน้า 196)
(หน้า 197) ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี เขาสัตว์  ภายหลังงานเลี้ยง เจ้าภาพมักเก็บกระดูกสัตว์บางประเภทประดับไว้บนผนังบ้านของตน เป็นการเตือนว่า เนื้อไม่ใช่ส่วนประกอบสำหรับอาหาร สัตว์ราคาแพง สำหรับพิธีศักดิ์สิทธิ์ มีเหตุผลเพียงพอที่จะได้นับการเคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาควาย (หน้า 197)
ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี เตาไฟ ขนาดและจำนวนเตาไฟเป็นตัวบ่งบอกงานเลี้ยง ครอบครัวที่มักจัดงานเลี้ยงบ่อยๆ มักมีครัวขนาดใหญ่พร้อมกับเตาทองเหลือง (หน้า 198-199)
ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี ครัว (หน้า 199) สะท้อนให้เห็นวิธีการจัดการพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ที่สุด ขนาดของห้องครัวยังบ่งบอกถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวนั้นๆด้วย 
ตัวบ่งชี้ทางโบราณคดี ขยะงานเลี้ยง  จำนวนขยะบอกถึงสถานภาพทางสังคมของเจ้าภาพ วิธีการกำจัดขยะบอกถึง การจัดการทรัพยากร (หน้า 200)
 

Google Map

Map/Illustration

6-1 รูปวงรี:  การจัดหมวดหมู่งานเลี้ยงอาข่า  หน้า 56 
7-1 กราฟวงกลม :  กราฟจำนวนประชากรในหมู่บ้าน หน้า 140
7-2กราฟวงกลม :  กราฟเจ้าของที่ดินหน้า 140
7-3กราฟวงกลม  : กราฟแสดงความเป็นเจ้าของ ควาย วัว และม้า หน้า 141
7-4 กราฟแท่ง: กราฟแสดงค่าเฉลี่ยความเป็นเจ้าของสัตว์ใหญ่หน้า 141
7-5 กราฟวงกลม:  ความเป็นเจ้าของโต๊ะ หน้า 143
7-6กราฟวงกลม : ความเป็นเจ้าของโต๊ะใหญ่หน้า 143
7-7กราฟวงกลม : ความเป็นเจ้าของกระทะเหล็ก หน้า 144
7-8 กราฟแท่ง:  ค่าเฉลี่ยจำนวนงานในบ้าน หน้า 144
7-9กราฟแท่ง : ค่าเฉลี่ยสะสมของเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะ หน้า 146 
7-10 กราฟแท่ง: เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสะสมของเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะในหมู่บ้าน หน้า 147
7-11 กราฟกระจายข้อมูลเป็นจุด: ความเป็นเจ้าของหม้อและกระทะเหล็ก หน้า 150
7-12กราฟกระจายข้อมูลเป็นจุด :ความเป็นเจ้าของหม้อและกระทะเหล็กขนาดใหญ่ หน้า  151
7-13 กราฟกระจายข้อมูลเป็นจุด: ความเป็นเจ้าของแก้วและจานหน้า 151
7-14 กราฟโค้งรูปยอดแหลม:  ความถี่ในการแบ่งปันหม้อ สำหรับหมู่บ้านแม้สลาบและสามซุง หน้า 154 
7-15 กราฟโค้งรูปยอดแหลม: ความถี่ในการแบ่งปันกระทะเหล็ก สำหรับหมู่บ้านแม้สลาบและสามซุงหน้า 156
7-16กราฟโค้งรูปยอดแหลม : การแบ่งปันหม้อโดยตระกูล หน้า 157
7-17กราฟโค้งรูปยอดแหลม :  การแบ่งปันหม้อโดยตระกูล,ส่วนน้อยของตระกูล Latche  หน้า 158
7-18กราฟโค้งรูปยอดแหลม : การแบ่งปันหม้อของคนรวย คนจน และค่าเฉลี่ยของหมู๋บ้านหน้า 159
7-19 กราฟแท่ง: เปรียบเทียบความเป็นเจ้าของเซรามิกส์และขยะ หน้า 160
7-20 กราฟแท่ง:  เปรียบเทียบเปอร์เซนต์จของความป็นเจ้าของเซรามิกส์และเปอร์เซนต์ของขยะ หน้า 161 
7-21 กราฟเส้น: เปอร์เซ็นต์การจักเลี้ยงโดยแต่ละตระกูล หน้า 164
8-1 กราฟวงกลม: จำนวนประชากร หน้า 170
8-2กราฟวงกลม : ความเป็นเจ้าของสัตว์ หน้า  170
8-3กราฟวงกลม : ความเป็นเจ้าของควาย หน้า  171
8-4 กราฟวงกลม: ความเป็นเจ้าของหมูหน้า  172
8-5 กราฟวงกลม: ความเป็นเจ้าของไก่ หน้า  172
8-6 กราฟแท่ง: เจ้าของหมูและหมูที่เสียไปเพราะโรค หน้า  173
8-7 กราฟแท่ง:กำไรจากการขายสัตว์ หน้า  174 
8-8 กราฟแท่ง: กำไรจากการขายหมู หน้า  175
8-9 กราฟแท่ง:  ค่าเฉลี่ยขนาดบ้าน หน้า 175
8-10 กราฟวงกลม: เจ้าของที่ดิน (เปอร์เซนต์)หน้า 176
8-11กราฟแท่ง : เจ้าของที่ดิน (ตัวเลขจริงๆ) หน้า  176
8-12กราฟแท่ง : อัตราส่วนข้าวโพด หน้า 178
8-13กราฟแท่ง : อัตราส่วนถั่ว หน้า  179
8-14 กราฟแท่ง: อัตราส่วนข้าว หน้า  179
8-15 กราฟวงกลม : เจ้าของโต๊ะ หน้า 180
8-16กราฟวงกลม : ความเป็นเจ้าของกาน้ำ หน้า  181
8-17กราฟวงกลม :ความเป็นเจ้าของโต๊ะใหญ่ หน้า  182
8-18 กราฟวงกลม: ความเป็นเจ้าของถาดชา หน้า 182
8-19 กราฟวงกลม: ความเป็นเจ้าของถ้วยวิสกี้เซรามิกสี้น้ำเงิน  183
8-20 กราฟแท่ง :เปอร์เซ็นต์ของเขาสัตว์  หน้า 184
8-21 กราฟโค้งรูปยอดแหลม: การแบ่งปันหม้อ หน้า 185
8-22 กราฟแท่ง : หม้อที่ใหญ่ที่สุดในแต่ละตระกูล หน้า 186
8-23 กราฟแท่ง: ความหมายของหม้อที่ใหญ่ที่สุดในแต่ละตระกูล หน้า 187
8-24 กราฟแท่ง: กระทะเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในแต่ละตระกูล หน้า 187
8-25 กราฟแท่ง : ความหมายของหม้อและกระทะเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในแต่ละตระกูลหน้า 188
8-26 กราฟวงกลม: ความเป็นเจ้าของถ้วยและจานหน้า 188
8-27 กราฟแท่ง: ขยะเซรามิกส์ หน้า 189
8-28 กราฟเส้น: เปอร์เซ็นต์การจัดงานโดยแต่ละตระกูล หน้า 190
9-1 กราฟแท่ง : เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะเหล็กของหมู๋บ้านหน้า 196
 
 
รายการแผนที่และตาราง
แผนที่  3-1 : แผนที่ตัวอย่างบ้านอาข่า หน้า 20
แผนที่  9-1  : แผนที่ห้องครัวชั่วคราวที่หลงเหลืออยู่ หน้า 201
ตาราง  5-1 :ตารางเปรียบเทียบครอบครัวรวยและจนในหมู่บ้านแม่สลาบ หน้า 39
ตาราง  6-1 : ตารางแสดงการเลี้ยง หน้า 52
ตาราง  6-2 : คุณลักษณะของการเลี้ยง ลำดับที่ 1 หน้า 134
ตาราง  6-3 : คุณลักษณะของการเลี้ยง ลำดับที่ 1 หน้า 135
ตาราง  7-1 : ตารางจำนวนประชากรในหมู่บ้านแม่สลาบ หน้า 138
ตาราง  7-2 : ตารางแสดงจำนวนเจ้าของที่ดินและสัตว์ หน้า 165
ตาราง  7-3 : ตารางแสดงของใช้ส่วนตัวของเจ้าของ หน้า  165
ตาราง  7-4 : จำนวนเฉลี่ยของสัตว์ใหญ่(ควาย วัว ม้า ) และกระทะเหล็กของแต่ละตระกูลหน้า 166
ตาราง  8-1 : จำนวนประชากรในหมู่บ้านสามซุงหน้า 168
ตาราง  8-2 : จำนวนประชากรและเจ้าของสัตว์  หน้า  191
ตาราง  8-3 : ตารางแสดงของใช้ส่วนตัวของเจ้าของ  หน้า 192
ตาราง  8-4 : ความเป็นเจ้าของหม้อและกระทะเหล็ก หน้า 192
ตาราง  8-5 : ข้อมูลการขายสัตว์ หน้า  193
ตาราง  A : ขนาดบ้านและจำนวนประชากร, หมู่บ้านแม่สลาบหน้า 210
ตาราง  B : ข้อมูลทางเศรษฐกิจ,หมู่บ้านแม่สลาบหน้า  210
ตาราง  C : ข้อมูลของ หมู, ไก่ ,สุนัข  ความเป็นเจ้าของ,หมู่บ้านแม่สลาบ หน้า 211
ตาราง  D : ข้อมูลของควาย, วัวควายและม้า ความเป็นเจ้าของ , หมู่บ้านแม่สลาบ หน้า 211
ตาราง  E :  กำลังซื้อของครอบครัว,หมู่บ้านแม่สลาบ  หน้า 212
 

Text Analyst ราณี ปานเดย์ Date of Report 12 เม.ย 2559
TAG งานเลี้ยง, พิธีกินเลี้ยง, อาข่า, กลุ่มชาติพันธุ์ในภาคเหนือของประเทศไทย, ชาติพันธุ์วิทยาทางโบราณคดี, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง