ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject อาข่า เพศวิถี เพศสภาวะ เชื้อชาติ ความทันสมัยนิยม สุขภาพ ประเทศลาว
Author LYTTLETON, CHRIS. SAYANOUSO, DOUANGPHET.
Title Cultural Reproduction and “Minority” Sexuality: Intimate Changes among Ethnic Akha in the Upper Mekong
Document Type บทความ Original Language of Text -
Ethnic Identity อาข่า, Language and Linguistic Affiliations จีน-ทิเบต(Sino-Tibetan)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 20 Year 2554
Source Lyttleton, C., Sayanouso, D. 2011. Cultural Reproduction and “Minority” Sexuality: Intimate Changes among Ethnic Akha in the Upper Mekong. Asian Studies Review 35:169-188.
Abstract

          อาข่าลาวมีแนวทางปฏิบัติทางเพศเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ซึ่งผู้หญิงสามารถมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานได้   รวมทั้งชายอาข่าลาว และชาวอาข่าจีนสามารถมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอาข่าลาวที่มิใช่คู่ของตนได้  จึงเกิดการเข้ามาหาผลประโยชน์เชิงเพศด้วยการคบชู้กับหญิงอาข่าลาวในลักษณะของการค้ามนุษย์ขึ้น  โดยความเชื่อของอาข่าเองก็คือ  หญิงโสดที่โตเต็มวัยแล้วถือเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่ได้มีไว้เพื่อความพอใจทางเพศของผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้น
          อย่างไรก็ตาม อาข่ามีข้อห้ามสำหรับเรื่องเพศด้วย  โดยห้ามการแต่งงานกับญาติพี่น้องของตนเอง  ซึ่งด้วยวิถีชีวิตทางเพศของชาวอาข่าในตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศลาว ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสิ่งที่น่าสนใจในด้านการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐานทางประชากรตลอดจนปฏิสัมพันธ์กับประชากรบริเวณที่ราบลุ่ม และกองทุนอุดหนุนทางสุขภาพที่จัดสรรไปยังพื้นที่ของชนเผ่าซึ่งเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวอาข่าเป็นอย่างมาก โดยแทรกแซงความเป็นอยู่ในเรื่องเพศ ตลอดจนวิธีการต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการรวมแว่นแคว้น อีกทั้งยังมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยของชนเผ่าอาข่า  ซึ่งกระทบต่อจำนวนประชากรและสุขภาพ      

Focus

Theoretical Issues

          ผู้เขียนแย้งกรอบวิเคราะห์ของ Malinowski ที่กล่าวว่าสังคมมนุษย์มีรูปแบบเกี่ยวกับหลักปฏิบัติทางเพศ (Sexual norms) และการคบหากันของชายหญิงที่แตกต่างกัน  แต่ก็มีส่วนที่เหมือนกันอยู่ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกฎเกณฑ์ตามหลักความชอบธรรม (หน้า 169)  และสนับสนุนแนวคิดของ Weeks ที่แย้งว่ากิจกรรมเกี่ยวกับเพศมิได้เป็นประเด็นที่เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดในบรรดาปรากฏการณ์ทางสังคมอีกต่อไปแล้ว  ในทางกลับกัน อาจเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดต่ออิทธิพลทางสังคม (หน้า 170)
          ผู้วิจัยเสนอว่ากรณีของอาข่าในลาวนั้น  การผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมรวมทั้งกิจกรรมเกี่ยวกับเพศไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอยๆ  โดยในประเทศลาวที่ชนกลุ่มน้อยมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร  การสร้างถนนเส้นใหม่  การเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับคนบนพื้นราบ และโครงการต่าง ๆ จากผู้ให้ทุน  ทำให้วิถีชีวิตของชาติพันธุ์ต่าง ๆ ถูกแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (หน้า 170)  และทำให้เพศวิถีของอาข่าในทางตะวันออกเฉียงเหนือของลาว  ถูกแสวงประโยชน์และทำให้กลายเป็นส่วนน้อย (Minoritised)  ภายใต้กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย  องค์การระหว่างประเทศผลักดันเรื่องการควบคุมประชากร  ทำให้มีโปรแกรมที่จะควบคุมพฤติกรรมทางเพศของผู้หญิงอาข่าในฐานะที่เป็นผู้ตั้งครรภ์  

Ethnic Group in the Focus

Language and Linguistic Affiliations

          ภาษาอาข่าจัดอยู่ในภาษาตระกูลทิเบต-พม่า (หน้า 169)
          ในอดีตความไม่คุ้นเคยทางภาษาเป็นอุปสรรคในความสัมพันธ์เชิงเพศระหว่างหนุ่มอาข่าจีน กับสาวอาข่าลาว  โดยที่ทั้งกลุ่มวัยรุ่นชาย(ซึ่งเป็นตัวกลางในการจัดหาคู่) และสาวอาข่าต่างก็ไม่พยายามเรียนรู้ภาษาจีน  ซึ่งชาวจีนเองก็ไม่สามารถสื่อสารภาษาอาข่าได้เช่นกัน  ขณะที่ชาวลาวในเมืองที่เข้ามาทำงานในหมู่บ้านอาข่าก็รู้ภาษาอาข่าไม่กี่คำเท่านั้น  ทั้งนี้ การสร้างความคุ้นเคยทางภาษาจะเกิดขึ้นในกรณีที่สาวอาข่าลาวต้องการจะแต่งงานกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวอาข่า  ในทางตรงกันข้ามนั้น  ชายอาข่าลาวก็ไม่มีคุณสมบัติที่ดึงดูดใจสาวอาข่าจีนอยู่แล้ว และก็ไม่สามารถมีรักหรือความสัมพันธ์เชิงเพศข้ามพรมแดนได้ (หน้า 181)

Study Period (Data Collection)

          งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลโดยนักมานุษยวิทยาทางการแพทย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 และนักศึกษาปริญญาเอกเก็บข้อมูลเรื่องสุขภาวะการเจริญพันธุ์ในปี ค.ศ. 2005-2007 (หน้า 175)

History of the Group and Community

          อาข่าอพยพมาจากตอนใต้ของจีนในช่วงศตวรรษที่ 19และต้นศตวรรษที่ 20  โดยในจังหวัดหลวงน้ำทาของลาวนั้น  อาข่าเป็นประชากรหลักของอำเภอเมืองสิงห์และอำเภอเมืองลอง  ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90  อาข่าย้ายจากแถบภูเขาไปอยู่พื้นที่ที่ลาดชันน้อยกว่าหรือบริเวณหุบเขา  ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากต้องการเข้าถึงบริการจากรัฐและโอกาสทางเศรษฐกิจ  ขณะที่ส่วนหนึ่งมาจากการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐที่ห้ามปลูกฝิ่นตั้งแต่ปี 2003 (หน้า 172)
          ในปี 2009  อาข่าลาวเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการของรัฐชาติในเรื่องระบบการศึกษาและสุขภาพ  เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ่านหรือพูดภาษาลาวได้ไม่คล่อง (หน้า 172)

Settlement Pattern

          อาข่าในลาวอพยพมาจากตอนใต้ของจีนในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20  ปัจจุบันมีอยู่กว่า 60,000 คนที่อาศัยอยู่ในประเทศลาว  ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 90 อาข่าย้ายจากแถบภูเขาไปอยู่พื้นที่ที่ลาดชันน้อยกว่า หรือบริเวณหุบเขา  ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการเข้าถึงบริการจากรัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจ  ขณะที่ส่วนหนึ่งมาจากการปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐที่ห้ามปลูกฝิ่นตั้งแต่ปี 2003 (หน้า 172)
        โดยอาข่าในเมืองสิงห์และเมืองลองย้ายไปอยู่ใกล้ชนกลุ่มน้อยในเขตเมืองมากขึ้น  เพื่อเพิ่มปริมาณการค้าขายไม้ และสินค้าในครัวเรือนมากขึ้น (หน้า 180)

Demography

          อาข่ามีจำนวนประมาณ 6 หมื่นคนในประเทศลาว  โดยอาข่าเป็นประชากรหลักของอำเภอเมืองสิงห์ และอำเภอเมืองลอง จังหวัดหลวงน้ำทา  โดยอาศัยอยู่กับชาวลาว  ไทยลื้อ  ไทยดำ และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพื้นที่ราบ  เช่น ม้ง และลาหู่ (หน้า 172)
          การเพิ่มขึ้นของประชากรอาข่าลาวทำให้พวกเขาเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐบาล  ธรรมเนียมปฏิบัติสากลในเรื่องการค้าและการเคลื่อนย้ายแรงงาน  ตลอดจนอยู่ในโครงการของหน่วยงาน(บุคคล) ที่บริจาคเงินเพื่อพัฒนาประเทศในด้านวัฒนธรรม  และการผลักดันในเรื่องเพศ  (หน้า 173)
          อาข่าลาวไม่ได้อพยพเข้าเมืองไปจัดตั้งกลุ่มชนย่อยในฐานะแรงงานเขตเมือง  เนื่องจากข้อจำกัดทางภาษา และขาดเครือข่ายสายสัมพันธ์ทางครอบครัวที่นั่น (หน้า 181)

Economy

          ระบบเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันมีความเกี่ยวข้องอย่างแนบชิดกับความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุนำไปสู่ความทันสมัยในชีวิตของอาข่า (หน้า 173)  โดยการลงทุนในธุรกิจแตงโม  น้ำตาลและยางพารา  นำไปสู่การมีอาข่าจีนเข้ามาใกล้ชิดชีวิตในหมู่บ้านอาข่าลาวมากขึ้น (หน้า 180)  ขณะเดียวกัน อาข่าลาวบางคนก็ข้ามไปทำงานที่ประเทศจีน  แม้จะมีหญิงอาข่าลาวบางส่วนย้ายกลับจากฝั่งจีน  เพราะทนต่อสภาพชีวิตที่หยาบกระด้างของจีนไม่ได้  แต่พ่อแม่ชาวอาข่าก็สนับสนุนให้ลูกสาวของตนแต่งงานกับชาวจีน  ซึ่งในอดีตชาวจีนที่แต่งงานกับอาข่าลาวได้ประโยชน์จากการมีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวในการเข้าถึงและยึดกุมธุรกิจยางพารา  โดยทุกครัวเรือนตามแนวชายแดนจีนที่ผู้วิจัยสำรวจนั้น  ปัจจุบันมีธุรกิจยางพาราบนฝั่งลาว (หน้า 180)
          หมู่บ้านอาข่าลาวนั้นไม่แตกต่างจากชุมชนอื่น  เพราะการขยายตัวของระบบทุนนิยม และการเกิดขึ้นของวัฒนธรรมบริโภคนิยมเป็นกระแสที่ที่เกิดอย่างรวดเร็วในลาวตอนตะวันตกเฉียงเหนือ  อันเนื่องมาจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ  การไหลเข้าของเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจยางพาราของจีนจึงเกิดขึ้น  เช่นเดียวกับรูปแบบใหม่ด้านความสัมพันธ์ทางสังคมของคนต่างชาติพันธุ์ (หน้า 181)

Social Organization

          การแต่งงานเป็นผลมาจากการที่คบหากับคู่รักแต่ละคนได้สักระยะหนึ่ง  ซึ่งพ่อแม่ไม่มีอิทธิพลมากนักสำหรับการเลือกคู่ครอง  โดยที่การแต่งงานเกิดขึ้นเมื่อคนทั้งสองตกลงปลงใจที่จะมีความสัมพันธ์แบบอยู่กินด้วยกันก่อนจะมีลูก  อย่างไรก็ตาม  เมื่อหญิงโสดตั้งท้องขึ้นก็จะต้องมีการจัดงานแต่งงานอย่างรีบด่วน  เพราะลูกที่เกิดก่อนแต่งงานจะถือเป็นลูกที่ไม่อยู่ในตระกูลของทางฝ่ายชาย และจะถือเป็นกาลกิณีของหมู่บ้านด้วย (หน้า 178)
          ภาวการณ์มีลูกยากเกิดขึ้นแพร่หลายในสังคมอาข่าลาว  แม้ว่าครอบครัวอาข่ามีค่านิยมให้มีลูกจำนวนมาก  โดยเฉพาะลูกชายซึ่งมีความจำเป็นในการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ (หน้า 170) โดยใน 12หมู่บ้านชาวอาข่า  พบว่าค่าเฉลี่ยของการมีลูกยากของคู่สมรสเท่ากับ 10.96%  และในภาพรวมระดับหมู่บ้านเท่ากับ 27%  ทั้งนี้ ความสามารถในการมีลูกถือเป็นเรื่องที่อาข่าให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก  เพราะหญิงอาข่าที่ไม่สามารถมีลูกได้ก็จะถูกฝ่ายชายขอหย่าในที่สุด  และนำไปสู่การมีภรรยาคนถัดไป (หน้า 179)  ด้วยเหตุนี้เอง  การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน และการมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่  จึงมีบทบาทที่ช่วยคลี่คลายปัญหาการมีลูกยากในสังคมอาข่าได้ (หน้า 180)
          อาข่าลาวใช้ความเข้าใจในวัฒนธรรมอย่างแยบยล  โดยไม่เพียงแค่มิติทางศาสนาและการท่องเที่ยว  แต่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเกี่ยวกับเพศ  โดยชายอาข่าสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับชาวจีน และชาวลาวผ่านบริการทางสังคมด้วยการแนะนำหญิงสาวให้  ในขณะเดียวกัน บางครั้งหญิงอาข่าก็สร้างสัมพันธ์กับชายนอกหมู่บ้าน  โดยปราศจากการควบคุมดูแลของกลุ่มวัยรุ่นชายเช่นกัน  ดังนั้น การเปิดกว้างทางวัฒนธรรมไม่ได้มีผลแค่เพียงมิติของที่ดินและแรงงาน แต่ส่งผลไปยังเรือนร่างและอารมณ์ความต้องการด้วย (หน้า 182)   
          โดยที่วัยรุ่นหญิงชายอาข่าจะมีการจัดตั้งกลุ่มในหมู่บ้านขึ้นมา  โดยมีการเลือกหนุ่มอาข่าขึ้นมาหัวหน้ากลุ่มเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อส่วนรวม  แม้ไม่ใช่สาวอาข่าทุกคนจะเข้าร่วมกลุ่มดังกล่าว  แต่ส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่ม  ทั้งนี้ สาววัยรุ่นจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามรุ่นอายุ  กลุ่มแรกอยู่ในช่วง 13-15 ปี  ซึ่งถูกจำกัดให้มีแฟนได้เพียงกับหนุ่มอาข่าในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น  ขณะที่ช่วง 16-18 ปี มีสิทธิ์คบหากับหนุ่มอาข่านอกหมู่บ้านได้ (หน้า 175)
          กลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวข้างต้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม  จะทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อให้เกิดการรู้จักกันเชิงชู้สาวระหว่างสาวโสด กับชายจากหมู่บ้านอื่น (หน้า 176-177)  ปัจจุบันกลุ่มเพื่อนเป็นสื่อในการเจรจาพูดคุยระหว่างพรมแดนทั้งด้านพันธมิตรทางสังคม และการแลกเปลี่ยนสินค้า  ซึ่งเชื่อมต่อไปถึงชายจากจีนและคนลาวในเมืองได้
          ขณะที่ชายอาข่าบางส่วนก็ตั้งใจเดินทางไปพื้นที่อื่นเพื่อหาคู่นอน และบางส่วนก็เข้าไปทำธุรกิจ  โดยชายอาข่าอาจทำการเข้าหา หรือได้รับการติดต่อจากผู้นำวัยรุ่นในพื้นที่อื่นในเรื่องการจัดหาหญิงสาวเป็นคู่นอนให้  โดยเขาจะจ่ายค่าตอบแทนให้กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่นั้นเป็นเหล้าหรือบุหรี่ (ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1.5 ดอลล่าร์ หรือ 15,000กีบ)  แต่ถ้าไม่เจอหญิงสาวที่ถูกใจ ก็สามารถไปพร้อมกับกลุ่มวัยรุ่นเพื่อเลือกดูสาวรอบ ๆ หมู่บ้านได้  โดยสถานที่หลับนอนพลอดรักกันอาจเป็นกระท่อมเล็ก ๆ หรือเสื่อปูแบบง่าย ๆ บริเวณรอบหมู่บ้าน  อย่างไรก็ดี การจัดหาพบเจอกันระหว่างหนุ่มสาวในลักษณะข้างต้นนี้  อาจนำไปสู่การแต่งงานกันในที่สุด (หน้า 177)
          ในอดีตนั้นหญิงอาข่าไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก  แต่จะต้องยอมอยู่กับผู้มาเยือนซึ่งเป็นชาย   อาข่า  โดยหญิงคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “ถ้าไม่ไปกับผู้ชายจะถูกทำโทษด้วยการให้ยืนใกล้กองไฟ หรือให้ยกของหนัก ๆ  หรือไม่อนุญาตให้อยู่กับแฟนหนุ่ม  ขณะที่บางกรณีก็ไม่เลวร้ายนัก  เพราะหญิงอีกคนหนึ่งเล่าว่าชีวิตก่อนแต่งงานของเธอสนุกสนาน  โดยหากชายหนุ่มผู้มาเยือนเป็นหนุ่มหล่อ  เธอก็จะเต็มใจไปกับชายคนนั้น (หน้า 177)  
          แม้เครือข่ายการติดต่อเชิงเพศในลักษณะดังกล่าวสูญหายไปแล้วในหลายหมู่บ้าน  แต่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลยังมีรูปแบบนี้อยู่  เนื่องจากระยะหลัง ๆ นี้หญิงวัยรุ่นไม่มีข้อผูกมัดให้ต้องรับแขก หรืออาจออกไปเที่ยวด้วยกันโดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์  หากชายมีท่าทีขู่บังคับ  เธอสามารถหนีจากออกมาโดยไม่ต้องถูกทำโทษแล้ว   โดย S ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่งกล่าวว่า  ในบางครั้งอาจมีการต่อสู้กันขึ้นในกรณีที่ผู้ชายจากที่อื่นต้องการตัวหญิงสาวซึ่งมีแฟนเป็นคนในหมู่บ้านนั้น และเธอผู้นั้นมีพันธะ (หน้า 177)
          ผู้ชายในหลายหมู่บ้านยังคงรวมกลุ่มในลักษณะเช่นนี้อยู่   แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่นให้เลิกเสีย  ทั้งนี้ เพราะเห็นว่าเครือข่ายการรวมตัวกันแบบนี้จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนหญิงชายระหว่างกัน  และช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายต่างหมู่บ้านผ่านการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องเพศ (หน้า 177-178)

Political Organization

Belief System

          ตามประเพณีอาข่าในลาวอนุญาตให้หญิงมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานได้  แต่มีข้อกำหนดว่าจะต้องแต่งงานก่อนที่เด็กจะเกิด (หน้า 170)        
          เพศสภาพเป็นถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในหลายด้านสำหรับอาข่าในอำเภอเมืองสิงห์ และอำเภอเมืองลอง  รวมทั้งในพื้นที่อื่นที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์ด้วย  โดยรูปแบบปฏิบัติเรื่องเพศถูกแนะนำให้แก่อาข่าในลักษณะที่เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการเข้าพวกเข้ากลุ่มกับผู้อื่น(หน้า 173)
          อาข่าจีนมองอาข่าลาวเป็นเป้าหมายในการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการสนับสนุนจากพันธมิตรประเทศต่าง ๆ ที่มีพื้นฐานความใกล้ชิดสนิทสนมทางเพศสภาพ  โดยอาข่าลาวและอาข่าจีนที่อาศัยบนพื้นราบมีวิถีคิดทางเพศในการมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่เหมือนต่างชาติ  ในขณะที่องค์กรความช่วยเหลือต่าง ๆ มุ่งแทรกแซงให้เกิดการลดโรคติดต่อทางเพศ  แต่การช่วยเหลือดังกล่าวก็กลายเป็นการสื่อถึงระบบความคิดแบบใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้อาข่ามีวิถีของการปฏิบัติที่มากกว่าการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย  (หน้า 173)
          เพศสภาพเป็นประเด็นทางสังคมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง  ขณะที่ข้อยกเว้นก็ถูกตั้งขึ้นตามผู้ทรงภูมิที่ยึดตามรูปแบบการผ่อนผันให้อภัยเชิงสังคม  แต่ไม่มีข้อห้ามใด ๆ ในการมีเพศสัมพันธ์ก่อนสมรส ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ในเชิงเพศกลายเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ในการสมรส (หน้า 173)
          แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้วนั้น  ก็มีความแตกต่างทางสังคมเช่นกัน  โดยที่ในประเทศจีนถือว่าเสรีภาพในการมีเพศสัมพันธ์ของชนกลุ่มน้อยที่กำลังแพร่หลายอยู่นั้นเป็นความประพฤติที่ผิดศีลธรรม (หน้า 173-174) 
          แม้อาข่าหลายต่อหลายรุ่นจะถูกสอนไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน  แต่หนุ่มสาวอาข่าส่วนมากในเมืองสิงห์และเมืองลองก็ยังไวต่อเรื่องเพศในช่วงวัยรุ่น และมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานหลายปี (หน้า 175)  โดยภายหลังการแต่งงานนั้น  สาวอาข่าถูกคาดหวังให้มีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับสามีของตนเอง (หากไม่มีการหย่าร้างเกิดขึ้น) ในทางตรงกันข้าม หนุ่มอาข่าที่แต่งงานแล้วสามารถมีเพศสัมพันธ์กับสาวที่ยังไม่แต่งงานได้  ในลักษณะที่เป็นภรรยาคนที่สองโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้ว (หน้า 175)
          อาข่ามีข้อห้ามในการแต่งงานกับญาติพี่น้องของตนเอง  ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของหนุ่มอาข่า(มากกว่าสาวอาข่า) ในการคัดกรองคู่ครองที่เหมาะสมแก่ตนเอง (หน้า 175)  หลักการสำคัญเกี่ยวกับข้อต้องห้ามของการมีคู่ระบุว่า  หญิงโสดที่โตเต็มวัยแล้วถือเป็นสมบัติของส่วนรวม และไม่ได้มีไว้เพื่อความพอใจทางเพศของผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้น  โดยพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ค่อยจะได้พูดคุยเรื่องเพศกับลูกของตน และไม่ค่อยกล่าวถึงการมีคู่ช่วงวัยแรกรุ่น (หน้า 176)
          ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์เชิงเพศภายในสังคมอาข่าจะมีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  แต่การมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักหลายคนก็เป็นลักษณะเชิงโครงสร้างของวัฒนธรรมวัยรุ่นของอาข่าด้วย  ซึ่งก็ทำให้การเกี้ยวพาราสีระหว่างหมู่บ้านเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล และวัฒนธรรมการบริโภคยังเข้าไปไม่ถึง  อันเป็นข้อจำกัดไม่ให้วัยรุ่นมีทางเลือกในกิจกรรมอื่นใด (หน้า 176)
          ในสังคมอาข่านั้น  มีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานเกิดขึ้นในบริบทที่หลากหลายตามช่วงอายุเจริญวัยของหนุ่มสาว  ซึ่งในเรื่องนี้เกิดขึ้นตามการตัดสินใจรายบุคคลเสียเป็นส่วนใหญ่ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด  ชุมชนอาข่าลาวหลายแห่งไม่อนุญาตให้แต่งงานกับผู้ที่ตนมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วยเป็นคนแรก  ดังนั้น การมีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลการรักใคร่กัน  แต่เป็นการสนับสนุนให้ผู้ชายโตเต็มวัยในช่วงอายุเจริญพันธุ์มีกิจกรรมทางเพศนั่นเอง   องค์ประกอบของการล่วงพรหมจรรย์ และพลังแห่งการเจริญพันธุ์ของอสุจิเป็นไปเพื่อการสนับสนุนภาวะการเริ่มมีประจำเดือน และช่วยให้ผู้หญิงโตเต็มวัย  การมีเพศสัมพันธ์ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตทางกายภาพของผู้หญิง  ด้วยเหตุนี้ การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจึงเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่คนวัยแรกรุ่น  อีกทั้งยังมีความเชื่อที่ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงวัยที่มีประจำเดือนแล้ว  ถือเป็นช่วงที่ผ่านความสมบูรณ์ไปแล้ว (หน้า 176)
           ความสัมพันธ์เชิงเพศ และการแต่งงานของสังคมอาข่ายังคงมีกระบวนการเชิงจารีตสำหรับหญิงสาวเมืองสิงห์และเมืองลองในการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่  ซึ่งชายจีน และแม้กระทั่งชาวลาวนำทุนนิยมไปครอบงำระบบวัฒนธรรมแบบหลวม ๆ และเข้าไปมีส่วนร่วมเชิงเพศกับหญิงอาข่าลาว  โดยใช้เงินทอง หรือการให้สัญญาว่าจะแต่งงานเป็นตัวล่อให้เกิดการกระทำดังกล่าว (หน้า 181)
           หญิงอาข่าสามารถระบุชายที่ต้องการจะแต่งงานด้วยได้  แต่ชายผู้นั้นก็สามารถที่จะยินยอมหรือไม่ยินยอมแต่งงานกับเธอ  ในกรณีนี้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็อาจจะช่วยลูกสาวในการหาคู่ครองคนอื่น ๆ  ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะนำไปสู่การตกลงเป็นภรรยาน้อยของชายที่แต่งงานแล้ว
ทั้งนี้การเจรจาต่อรองในเรื่องการแต่งงาน  อาจทำให้ทางฝ่ายหญิงเสียหน้าได้ในกรณีที่ถูกฝ่ายชายปฏิเสธในการให้เป็นภรรยาน้อย  เพราะชายที่ต้องการมีภรรยาน้อยมักให้ความสำคัญกับการมีลูกมากขึ้นจากปัญหาการมีลูกยากในครอบครัวของตนเอง  อีกทั้งการมีภรรยาน้อยยังกระทบต่อภาระในครอบครัว และเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ของสถานะความเป็นชายด้วย (หน้า 178)
           ในลาวนั้นการสนับสนุนให้มีเพศสัมพันธ์แบบหลายคู่เป็นเครื่องมือของการผลิตซ้ำทางสังคมและวัตถุ และการจัดหาคู่ครองในระยะยาวผ่านการคบชู้กันในช่วงสั้น ๆ  โดยหญิงอาข่าถูกกำหนดให้ปฏิบัติตามกฎของหมู่บ้านในเรื่องการสืบพันธุ์สร้างทายาท  ในขณะเดียวกัน พวกเธอก็พบรอยร้าวในระบบวัฒนธรรมซึ่งยอมให้มีการเพิ่มขึ้นของระบบการมีคู่นอนหลายคน(หน้า 183)
           กิจกรรมและความเชื่อในเรื่องเพศของอาข่าเป็นประเด็นที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณแห่งเอกลักษณ์ของพวกเขา  ซึ่งข้อปฏิบัติแบบจารีตที่หลากหลายช่วยให้ปรับตัวไปสู่สภาพสังคมที่ทันสมัยได้  ทั้งนี้ ทางแยกของความแตกต่างทางวัฒนธรรม และระบบเศรษฐกิจเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์เชิงสังคมในรูปแบบใหม่  และประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละคนก็ช่วยขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางที่หลากหลายด้วย (หน้า 184)
           ส่วนอาข่าจีนซึ่งตระหนักถึงความเชื่อเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน  จะเข้ามาหา ผลประโยชน์เชิงเพศด้วยการคบชู้กับหญิงอาข่าลาว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่บริเวณชายแดน  ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้เล่าว่าชายอาข่าจีนส่วนใหญ่มีเพศสัมพันธ์กับหญิงอาข่าลาวในลักษณะความสัมพันธ์ชั่วคราว หรือระยะสั้น  แม้ว่าอาจมีบางส่วนที่แต่งงานกันในที่สุด  โดยมีชายอาข่าจีน 19คนที่แต่งงานกับหญิงอาข่าลาว (หน้า 180)
          แต่ทรรศนะของชายอาข่าจีนโดยภาพรวมก็คือ  ต้องการแสวงหาสาวอาข่าลาวเพียงเพื่อสนองความต้องการชั่วคราวให้แก่ตนเอง  โดยบางคนให้ข้อมูลว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะแต่งงานกับอาข่าลาว  เพียงแต่หวังที่จะตักตวงความสุขในเชิงเพศมากกว่า  ในขณะที่ผู้นำหมู่บ้านอาข่าลาวก็ออกกฎข้อห้ามการคบชู้กับอาข่าจีน  เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้หมู่บ้านสูญเสียหญิงสาว และลูกหลานไปให้อาข่าจีนในการนี้(หน้า 180)

Education and Socialization

          ในปี 2009  อาข่าลาวเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการของรัฐชาติในเรื่องระบบการศึกษา เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่อ่าน หรือพูดภาษาลาวได้ไม่คล่อง (หน้า 172)

Health and Medicine

          ในปี 2009  อาข่าลาวเป็นส่วนหนึ่งในการบูรณาการของรัฐชาติในเรื่องสุขภาพ (หน้า 172)  โดยที่หน่วยงานให้ทุนช่วยเหลือจากต่างประเทศพยายามให้ความรู้เรื่องเอดส์ และแนะนำเกี่ยวกับข้อห้ามต่าง ๆ ในการมีเพศสัมพันธ์  รวมทั้งการใส่ถุงยางอนามัยซึ่งก็สามารถเร้าอารมณ์ได้เช่นกัน  แต่หนุ่มสาวอาข่าก็มิได้นำความรู้เหล่านี้ไปใช้ทั้งหมด  แต่เลือกปฏิบัติตามความพอใจของตนเอง (หน้า 183)   อย่างไรก็ดี  เนื่องจากภาวการณ์มีลูกยากในสังคมอาข่าที่เป็นเหตุให้เกิดความเชื่อยินยอมชายอาข่าทั้งที่โสด และที่สมรสแล้วมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอาข่าที่ยังไม่แต่งงานได้  นำไปสู่การแพร่ระบาดของโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (หน้า 180)  นอกจากนั้น  สิทธิทางเพศในปัจจุบันอยู่คนละขั้วกับโครงการส่งเสริมสุขภาพของการเจริญพันธุ์  ซึ่งมุ่งไปยังสาธารณสุขแบบง่าย ๆ ที่พยายามลดจำนวนการเกิดของเด็ก และหลักปฏิบัติในการมีคู่ครองคนเดียว  แนวทางของโครงการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกลวิธีของอาข่าที่พยายามเพิ่มจำนวนบุตรให้มากที่สุดในครัวเรือนของตน (หน้า 184)
           ความยุ่งยากของหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานให้ทุนช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่ใช่อยู่ที่การช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตนเชิงศีลธรรมในลักษณะที่ถูกสุขอนามัยตามความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย  แต่เป็นการประกันให้เกิดความปลอดภัยทางสังคม และในเรื่องเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นมิติที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ (หน้า 184)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

Folklore

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

          อาข่าไม่มีการแบ่งแยกบทบาททางสังคมอย่างชัดเจน และผู้หญิงมีโอกาสที่หลากหลายในการแสดงสถานะทางสังคม (หน้า 172) ในอดีตสาวอาข่าลาวจะไม่ไปมีสัมพันธ์กับคนที่พูดอาข่าไม่ได้  แต่ด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยกับอาข่าจีนที่เข้ามาทำมาหากิน  รวมทั้งชาวลาวในเมืองที่สามารถพูดอาข่าได้บางคำ  ก็ทำให้พวกเธอยินยอมแต่งงานกับคนเหล่านี้ได้ (หน้า 181)  

Social Cultural and Identity Change

          อาข่าลาวได้เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญแก่การสะสมเงินตรา และบริโภคนิยมหญิงอาข่าในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้ในความคิดของคนภายนอก  โดยการพัฒนาสู่ความทันสมัยทำให้เรื่องทางเพศในชุมชนกลายเป็นราคาที่สามารถต่อรองได้ไปเสียแล้ว  ซึ่งผลวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวคิดของผู้วิจัย  ทั้งนี้ เครือข่ายเพศสัมพันธ์ของหญิงโสดอาข่า  เป็นประเด็นที่มากกว่าเรื่องชาติพันธุ์และพรมแดนของประเทศ  แต่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องสุขอนามัยทางเพศในลักษณะของการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (หน้า 178)  อย่างไรก็ดี  กิจกรรมทางเพศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ และท้าทายสำหรับหนุ่มสาวอาข่าที่จะก้าวสู่การเป็นประชาชนที่ทันสมัย  แต่การจัดการ  การบังคับ และการบูรณาการทั้งในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการบริหารเชิงรุกในเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสังคมร่วมสมัยของชีวิตอาข่าลาว  (หน้า 185)
           เนื่องจากกลุ่มวัยรุ่นชายเสียบทบาทการจัดหาคู่นอนให้คนเมือง  ทำให้หญิงอาข่าเกิดการเข้าถึงชายชาวจีนได้โดยตรง  กล่าวคือผู้หญิงเริ่มที่จะปฏิเสธระบบซึ่งปล่อยให้ผู้นำกลุ่มวัยรุ่นมาหาประโยชน์จากเรือนร่างของตน  แต่ภาวะเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจแบบไม่บูชาวัตถุแต่อย่างใด  เพราะของรางวัลหรือเงินทองยังคงมีบทบาทมากขึ้นในฐานะสิ่งแลกเปลี่ยนในการจัดหาคู่ให้ระหว่างชาวจีนและหญิงอาข่าในหมู่บ้าน (หน้า 181)  
          โดยชายอาข่าจีนค้าเงินและสินค้าต่าง ๆ เพื่อแลกกับทรัพยากรป่าไม้  สินค้าเกษตร และสินค้าที่เกี่ยวกับร่างกาย (เช่น  เส้นผมของผู้หญิง)  รวมทั้งการได้เข้ามามีเพศสัมพันธ์กับหญิงอาข่าลาว ขณะเดียวกัน หญิงอาข่าลาวเองก็เข้าถึงการพัฒนาเชิงวัตถุในยุคที่สังคมเปิดกว้างผ่านความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน  และการแต่งงาน  แต่สำหรับหญิงสาวบางคนนั้นไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ เลย  เพราะกลุ่มวัยรุ่นชายเป็นฝ่ายที่ได้เงินจากการจัดหาผู้หญิง  เพื่อความสัมพันธ์ชั่วพริบตาระหว่างสาวในหมู่บ้านกับแขกผู้มาเยือน (หน้า 184)   แต่ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ก็ถูกเข้าใจว่าเป็นรูปแบบทางสังคมปกติที่เกิดขึ้น และเป็นเพียงการคบหากันระหว่างชายหนุ่มหญิงสาว  มากกว่าเป็นเรื่องของการสร้างประเพณีในลักษณะที่เอาเงินตราไปแลกกับการจัดหาบริการทางเพศ (หน้า 182) 
           อาข่าลาวได้รับผลกระทบจากนโยบายที่ห้ามปลูกฝิ่นและห้ามทำไร่เลื่อนลอย  แต่พวกเขาก็ไม่อพยพไปเป็นแรงงานในเมือง  เพราะมีข้อจำกัดทางภาษา และขาดเครือข่ายคนรู้จักในครอบครัวที่จะเข้าไปอยู่ในเมือง  ขณะเดียวกันอาข่าก็ไม่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์  เนื่องจากการควบคุมเรื่องการเปลี่ยนศาสนา และการจัดการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยในหมู่บ้านเมืองสิงห์และเมืองลอง (หน้า 182)  อย่างไรก็ตาม ปัญญาทางวัฒนธรรมของอาข่าแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานเชิงปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  ด้วยเหตุนี้ ทุนวัฒนธรรมจึงถูกใช้อย่างสูงสุดเพื่อความทะเยอทะยานในด้านต่าง ๆ  ขณะที่ผู้ชายทำสัญญาขายที่ดิน  ฝ่ายหญิงก็หาวิธีใหม่ ๆ ในการเพิ่มโอกาสของตน เช่น การเลือกแต่งงานข้ามพรมแดน (หน้า 182)

Critic Issues

Other Issues

          อาข่ามีปัญหาในเรื่องการค้ามนุษย์ซึ่งสาวอาข่าจากเมืองสิงห์และเมืองลองที่ถูกขายตัวให้สามีคนจีน และหายตัวไป  เช่น กรณีปี 2009ที่ผู้วิจัยได้ยินเรื่องราวของสองสาวจากเมืองลองที่ถูกส่งตัวไปยังจีนผ่านนายหน้าโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง และต้องใช้เวลาหลายวันในการเดินทางโดยมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าและตัดผมเสียใหม่  หลังจาก 5วันผ่านไปสองสาวผู้นี้จึงแจ้งตำรวจจีนที่พวกเธอพบเจอตามท้องถนนให้ช่วยเหลือ  จึงได้กลับมาเมืองลองในที่สุด (หน้า 182)  แต่ในการเก็บข้อมูลงานวิจัยชิ้นนี้อาข่าสาวโสดจะสงวนท่าทีในการสนทนาเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาว  ขณะที่ชายอาข่า และหญิงที่แต่งงานแล้วยินดีให้ข้อมูลถึงประสบการณ์ของตนเอง (หน้า 174)
          ไม่เพียงอาข่าจีนเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความรู้สึกเชิงศีลธรรม  แต่โครงการรณรงค์ด้านศีลธรรม สุขภาพ และพัฒนาสังคมถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง  โดยที่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นของลาวเองก็แนะนำให้สาวอาข่าเลิกสวมกระโปรงพื้นเมืองซึ่งสั้น และโป๊เกินไป   อีกทั้งยังแนะนำไม่ให้สร้างกระท่อมขนาดเล็กซึ่งดูจะเสื่อมโทรม และไม่ได้มาตรฐานแบบสมัยใหม่   นอกจากนั้น   หน่วยงานต่าง ๆ ยังพยายามให้ความรู้ในการดำรงชีวิตแก่อาข่า  โดยรัฐบาลลาวมีการรณรงค์ และกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขที่มุ่งเรื่องข้อปฏิบัติทางเพศ (หน้า 175)

Google Map

Map/Illustration

Text Analyst เกรียงกมล ธีระศักดิ์โสภณ Date of Report 18 เม.ย 2559
TAG อาข่า, เพศวิถี, เพศสภาวะ, เชื้อชาติ, ความทันสมัยนิยม, สุขภาพ, ประเทศลาว, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง