ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ลาวโซ่ง ภาษา คำ ความหมาย สมุทรสาคร
Author พนิดา เย็นสมุทร
Title คำและความหมายในภาษาลาวโซ่ง
Document Type วิทยานิพนธ์ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ลาวโซ่ง ไทยโซ่ง ผู้ลาว โซ่ง ไตดำ, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
(เอกสารฉบับเต็ม)
Total Pages 212 Year 2524
Source หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจารึกภาษาไทย ภาควิชาภาษาตะวันออก บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
Abstract

งานเขียนกล่าวการศึกษาลักษณะของคำ การเรียงคำ รูปประโยค ความหมายของคำในภาษาลาวโซ่ง(ผู้ไทยดำ ไทยทรงดำ) เปรียบเทียบคำและความหมายในภาษาลาวโซ่งกับภาษาไทย โดยศึกษาจากผู้บอกภาษาลาวโซ่งที่อยู่ในตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 4 คน ประกอบด้วยหญิง 2 คน ชาย 2 คน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การจำแนกคำตามลักษณะโครงสร้างแบ่งเป็นคำพยางค์เดียว กับคำสองพยางค์ที่จำแนกเป็นคำประสม คำซ้ำ คำซ้อน  การเรียงคำในภาษาลาวโซ่งไม่แตกต่างจากภาษาไทยมากนัก รูปประโยคภาษาลาวโซ่งที่ใช้กันมากคือรูปประโยคบอกเล่าแบบประธาน+กริยา+กรรม หรือเรียกว่าประโยคสามส่วน เช่น “พ่อกำลังกินข้าวอยู่”บางครั้งอาจตัดให้เป็นประโยคสองส่วนได้แก่ ประธาน+กริยา เช่น ”หม้อข้าวเดือด” หรือตัดประธานออกเหลือเฉพาะกริยา+กรรม เช่น”หิวข้าว” หรือเหลือเฉพาะ กริยา อาทิเช่น “สระผม” ก็ได้เช่นกันขึ้นอยู่กับคำถามหรือความเหมาะสมว่าจะตอบอย่างไร

Focus

เพื่อศึกษาลักษณะของคำ การเรียงคำ รูปประโยค ความหมายของคำในภาษาลาวโซ่ง เปรียบเทียบคำและความหมายภาษาลาวโซ่งกับภาษาไทยมาตรฐาน (หน้า 4)

Theoretical Issues

ไม่มี

Ethnic Group in the Focus

ลาวโซ่ง
มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ไทยดำ  ผู้ไทยดำ  ไทยทรงดำ  ผู้ไทยทรงดำ  ไทยโซ่ง ลาวซ่ง ลาวซ่วงดำ (หน้า 25) ลาวทรงดำ สำหรับที่มาของชื่อคาดว่ามาจากคำว่า โซ่ง  ซ่ง ซ่วง ส้วง ซึ่งในภาษาลาวโซ่งหมายถึง กางเกง ดังนั้นคำว่า ลาวโซ่ง ลาวซ่วง ลาวซ่ง จึงมีความหมายว่า ลาวนุ่งกางเกง หรือคนที่สวมเสื้อผ้าสีดำ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานระบุว่า “ซ่ง” หมายถึงผู้ไทยที่สวมกางเกงสีดำ (หน้า 27)

Language and Linguistic Affiliations

ภาษาลาวโซ่ง
อยู่ในกลุ่มภาษาตระกูลไทย (Tai  Family ) สาขาตะวันตกเฉียงใต้ (Southwestern  Branch) ซึ่งในการศึกษาผู้เขียนได้ใช้ สัญลักษณ์ทางเสียงตามแบบของกาญจนา  พันธุ์ค้า ที่ได้วิจัยเรื่องเสียงภาษาของลาวโซ่งไว้ก่อนแล้วซึ่งระบุว่า (หน้า 33)

 
เสียงพยัญชนะ  มี 19 หน่วยเสียงได้แก่  p , ph , b , t, th, k, kh, ?, c, f, s, h,m,n, N, J, l, w , j  (หน้า 34)

เสียงสระ  แบ่งออกเป็นสระเดี่ยว มี 18 เสียง คือสระเสียงยาว 9 เสียง สระเสียงสั้น 9 เสียง (ไม่อาจแสดงได้ด้วยตัวพิมพ์ธรรมดา) สระประสมแบ่งออกเป็น 1 ) สระประสมสองเสียงมี 15 เสียง เช่น ia  iu  eu  wa  ui  ua  oi  ai  a:I  au  a:u เป็นต้น (ตัวอักษรที่เหลือใช้ตัวเขียนที่ไม่สามารถพิมพ์ให้เห็นด้วยตัวอักษรทางคอมพิวเตอร์) 2 ) สระประสมสามเสียงมี 3 เสียงเช่น  iau  uai  เป็นต้น (หน้า 35)
 
เสียงวรรณยุกต์    แบ่งเป็น 6 หน่วยเสียงได้แก่
1)         หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 1 คือเสียงต่ำ – ขึ้น เสียงเริ่มจากระดับต่ำ จากนั้นก็เลื่อนขึ้นสูงถึงระดับเสียงสูง เสียงจะใช้หมายเลข 1 เป็นสัญลักษณ์ ตัวอย่างเช่น kha: 1(หน้า 36)
2)         หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 2 คือเสียงวรรณยุกต์กลาง ขึ้น – ตก เสียงเริ่มจากระดับกลาง ขึ้นสูงแล้วตก จากนั้นก็เลื่อนขึ้นสูงถึงระดับเสียงสูง เสียงจะใช้หมายเลข 2 เป็นสัญลักษณ์ เช่น  pha:n 2 พาน
3)         หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 3 คือ กลาง - ขึ้น  เสียงเริ่มจากระดับกลาง ขึ้นสูง ใช้หมายเลข 3 เป็นสัญลักษณ์  ตัวอย่างเช่น kha: 3(หน้า 36)
4)          หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 4 คือ  เสียงเริ่มจากระดับเสียงที่จุดเริ่มต้น ถึงเสียงสูง เป็นเสียงที่เกิดในพยางค์เป็นมีรูปวรรณยุกต์เอกกำกับ กับพยางค์ตายเสียงยาวกับพยางค์ตายเสียงสั้น โดยมีพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ ใช้หมายเลข 4 เป็นสัญลักษณ์ ได้แก่  ka: 4ค่า
5)          หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 5 คือ  เสียงที่อยู่ระดับกลางตลอด คำพยางค์กำกับด้วยรูปวรรณยุกต์โท มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรสูงและอักษรต่ำที่มีพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ แทนเสียงด้วยเลข 5 เช่น  khau5  ข้าว (หน้า 36)
6)          หน่วยเสียงวรรณยุกต์ที่ 6 คือ  เสียงสูง-เลื่อนลง เสียงเริ่มในระดับเสียงสูงแล้วจบลงด้วยระดับเสียงต่ำกว่า  แทนเสียงด้วยเลข  6 เช่น  kam 6 ค้ำ (หน้า 37)
 
ลักษณะคำภาษาลาวโซ่ง  แบ่งออกเป็น 2 อย่าง ได้แก่
คำพยางเดียว  เช่น  คำเรียกเครือญาติ  อวัยวะ คำเรียกชื่อตามธรรมชาติ สภาพภูมิศาสตร์  คำเรียกสิ่งของ  ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 
?a:I 5    พ่อ                ?em 1       แม่
pa: 5    ป้า                 pi: 4          พี่
na: 6     น้า                 lu? 4         ลูก
pum 1  ท้อง                po:m 1      ผม
ta:1      ตา                  kiu6           คิ้ว
 pa: 3   ป่า                  lep 4         เล็บ (ดูตัวอย่าง หน้า 38)
 
          คำสองพยางค์แบ่งเป็น คำประสม คำซ้ำ คำซ้อน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ (หน้า 43)
คำประสม  แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ (หน้า 44)
          คำนาม
คำนามประสมกับคำนาม  เช่น 
pe:5  kalep 3             กระเป๋า  ตะกร้า  ย่ามสะพายหลังเป็นเครื่องจักสานเอาไว้ใส่สิ่งของ (หน้า 44)
pha: 5  piau          ผ้าแถบ  ผ้าคาดอก
pha: 5  ha:I 6            ผ้าขี้ริ้ว
khan 1 ma? 3           ขันหมาก (ดูตัวอย่าง หน้า 45)
lu? 4 la:                ลูกคนเล็ก, ลูกคนสุดท้อง
jim 2 ta:                ขอบตา (หน้า 46)
 
คำนามประสมกับคำกริยา  เช่น
pha: 5  hom 3            ผ้าห่ม
khau 5  suk 3            ข้าวสุก (ดูตัวอย่างทั้งหมด หน้า 46)
mu: 1  cup 3             หมูจุ๊บ หรือหมูยำที่ใช้ในพิธีเสนเรือน (หน้า 47)
 
คำกริยาประสมกับคำนาม   เช่น
khut 3  lin 1               ขุดดิน
?et 4    wia 4              ทำงาน
ca:u 3  khau 5           หุงข้าว (หน้า 47)
lap 4   pa 6                ลับมีด
lui 2     na:m 6            ลุยน้ำ (ดูตัวอย่าง หน้า 48)
 
คำนามประสมกับคำกริยาและคำนาม   เช่น
ka:n 2  ha:p 3  kasa?         ไม้คานหาบสาแหรก
khu? 4  tak 3  na: m           กระป๋องตักน้ำ
sa ? 3  tam 1  khau            สากตำข้าว  (ตัวอย่างหน้า 48)
 
          คำกริยา
คำกริยาประสมกับคำนาม   เช่น
tam 1  som                   ตำส้มตำ (หน้า 48)
cep kham 2  pum     ปวดตามหน้าท้อง
com 1  na:m                 จมน้ำ
kham 3  kiau 2                   ถือเคียวเกี่ยวข้าว (ดูที่หน้า 49)
 
คำกริยาประสมกับคำกริยา   คือการที่เอาคำกริยามาประสมกับคำกริยา เป็น กริยาอกรรม (ดูตัวอย่างภาษาลาวโซ่งที่หน้า 49)
 
คำนามประสมกับคำกริยา   คือคำนามเป็นคำตั้ง คำกริยาเป็นคำขยาย เช่น
nam: 6  khun 3      น้ำขุ่น (ตัวอย่างหน้า 49)
 
          คำซ้ำ คือ การนำคำเดียวกันหรือมีความหมายเหมือนกันโดยนำมาเขียนติดกัน โดยแบ่งเป็น 2 อย่าง คือ คำซ้ำที่ใช้ไม้ยมก เช่น ดำๆ แดงๆ กับคำซ้ำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน เช่น จิตใจ บ้านเรือน ทรัพย์สิน เป็นต้น (หน้า 51) ตัวอย่างคำซ้ำมีดังนี้ (หน้า 52)
คำซ้ำที่สื่อความหมายพหูพจน์  เช่น
pi: 4  pi: 4              พี่ๆ
lek 3  lek 3             เด็กๆ
ba:u 3  ba:u 3        หนุ่มๆ 
sa:u  sa:u       สาวๆ  (ดูตัวอย่างทั้งหมดที่หน้า 52)
 
คำซ้ำที่แสดงความไม่แน่ใจในความรู้สึก  เช่น
pi: 2   pi: 2                  อ้วนๆ
phet 3   phet 3            เผ็ดๆ
khom 1   khom 1         ขมๆ
som  som             เปรี้ยวๆ (ตัวอย่างหน้า 53)
 
คำซ้ำที่เน้นความหมาย  โดยจะเน้นคำในบางส่วน  ซ้ำเสียงพยัญชนะหรือเสียง
สระ ส่วนเสียงวรรณยุกต์นั้นมีความแตกต่างกัน วรรณยุกต์คำหน้าจะสูงกว่าเสียงวรรณยุกต์คำหลัง  เช่น 
Lam 5    Lam 1           ดำมาก
Kem 6   Kem 2           เค็มมาก
Can 5  Can 1              สวยมาก
Wa:n 5   Wa:n 1          หวานมาก (หน้า 54)
 
          คำซ้อน  คือ การเอาคำเดี่ยว 2 คำ ซึ่งมีความหมายคล้ายคลึงกันมาซ้อนกันเพื่อให้เกิดความหมายใหม่ซึ่งในบางครั้งความหมายอาจไม่ต่างจากเดิม  คำซ้อนในภาษาลาวโซ่งมี 2 อย่างคือ  (หน้า 55)
           คำซ้อนที่มี 2 คำ
ta:p 3  ti: 1            ทุบตี 
?a:I 5  ?em        พ่อแม่
ta:1  na:I 2             ตายาย
ju: 3  kin             อยู่กิน (หน้า 56)
 cep 3  sai          เจ็บไข้
lu?4  la:n1               ลูกหลาน (หน้า 57)
 
          คำซ้อนที่มี 4 คำ
คำซ้อนประเภทคำที่หนึ่งซ้ำกับคำที่สาม  เช่น 
 phit 3  hu: 1  phit 3  ta: 1               ผิดหูผิดตา (หน้า 57)
kin 1  ?e:1  kin1  la:I                   กินมาก หรือกินฟุ่มเฟือย  (หน้า 58)
คำซ้อนประเภทคำที่สองสัมผัสกับคำที่สาม  เช่น
cep 3  sai 5   lai 5  puai3               เจ็บไข้ได้ป่วย (ดูตัวอย่างทั้งหมดหน้า 59)
 
         คำสรรพนาม    แบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
คำสรรพนามบุรุษที่ 1   ตัวอย่างเช่น 
ku:1       เป็นคำแทนตัวผู้พูดแสดงถึงความเป็นกันเองไม่ได้หมายถึงความไม่สุภาพอ่อนโยน คนที่สูงวัยเช่น พ่อ แม่อาจใช้เป็นสรรพนามแทนตนเองหากพูกกับลูกๆ ส่วนลูกหลานก็ใช้คำนี้พูดกับคนในวัยเดียวกันหรืออายุน้อยกว่า (หน้า 60)
 
hau   เป็นคำที่แสดงความสนิทชิดใกล้ แต่น้อยกว่า ku:1  ส่วนใหญ่คนที่พูดจะเป็นวัยเดียวกันหรืออายุน้อยกว่า บางครั้งอาจใช้เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1  พหูพจน์ เหมือนกับคำว่า “เรา”ที่หมายถึงคนกลุ่มใหญ่ในภาษาไทย (หน้า 62) เช่น เราอยู่ใกล้วัด, เราไปช่วยงานเสนเรือนพรุ่งนี้ เป็นต้น (หน้า 63)
 
คำสรรพนามบุรุษที่ 2   คือคำที่ใช้แทนผู้ฟังหรือผู้พูดด้วยเช่น มึง,สู su: 1, เจ้า cau5 ,ท่าน ta:n 4  (หน้า 63) ตัวอย่างเช่น
su : 1  pen 1   ku:2   le 4              เธอเป็นครูหรือ  (หน้า 64)
 
คำสรรพนามบุรุษที่ 3   เป็นคำสรรพนามแทนตัวผู้ที่ถูกกล่าวถึงได้แก่ มัน man 2, เขา sau 1  ตัวอย่างเช่น
man 2   kin1  khau 5  ju:3           มันกำลังกินข้าวอยู่ (ดูที่หน้า 66)

Study Period (Data Collection)

ไม่ระบุเวลาที่ชัดเจน

History of the Group and Community

ประวัติการอพยพเข้ามาอยู่ประเทศไทยของลาวโซ่ง
ลาวโซ่งอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากปัญหาเรื่องการทำสงครามหลายครั้งนับจากสมัยพระเจ้าตากสิน แห่งกรุงธนบุรีถึงสมัยรัชกาลที่ 5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2322 (หน้า 27) ขณะนั้นกองทัพไทยได้ยกกองกำลังไปตีเมืองเวียงจันทน์จึงได้กวาดต้อนลาวโซ่งลงมาด้วยในครั้งนั้นได้ให้ลาวโซ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่จังหวัดเพชรบุรี จากนั้นลาวโซ่งได้อพยพเข้ามาอยู่ในไทยหลังครั้งกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.2530 สมัยรัชกาลที่5 หลังจากกองทัพไทยกลับจากการปราบปรามฮ่อในเขตสิบสองจุไทย   ซึ่งลาวโซ่งทุกกลุ่มในครั้งแรกได้อพยพมาอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีในภายหลังจึงย้ายที่อยู่ไปอยู่จังหวัดอื่นๆ เช่น ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี  นครสวรรค์ เป็นต้น (หน้า 28)

Settlement Pattern

บ้านลาวโซ่ง            
ส่วนใหญ่จะปลูกบ้านบนพื้นที่ราบลักษณะเป็นแบบใต้ถุนสูง (หน้า 30)

Demography

บอกภาษา
ในภาคสนามผู้เขียนได้เก็บข้อมูลจากผู้บอกภาษาซึ่งมี 4 คน เป็นหญิง 2 คน และผู้ชาย 2 คน อายุ 40 ปีขึ้นไป (หน้า 5) เกิดที่ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร หรืออยู่ที่นี่ไม่น้อยกว่า 30 ปี สภาพร่างกายแข็งแรง อวัยวะออกเสียงสมบูรณ์พูดจาฉะฉาน  (หน้า 6)

Economy

 
เศรษฐกิจคนในพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว ส่วนมากจะทำอาชีพเกษตรกรรมเช่น ทำสวน ทำนา  (หน้า 12)

Social Organization

ไม่มีข้อมูล

Political Organization

อำเภอบ้านแพ้ว
 แบ่งการปกครองประกอบด้วยตำบลต่างๆ ดังนี้  ตำบลสวนส้ม  ตำบลอำแพง  ตำบลหนองสองห้อง  ตำบลโรงเข้  ตำบลยกกระบัตร ตำบลหลักสาม  ตำบลบ้านแพ้ว  ตำบลเจ็ดริ้ว  ตำบลคลองตัน  ตำบลหนองบัว  ตำบลหลักสอง (หน้า 12)

Belief System

ความเชื่อ
ลาวโซ่งมีความเชื่อเรื่องผีและขวัญ โดยเชื่อว่า ผีมีทั้งคุญและโทษสำหรับผีที่นับถือประกอบด้วย
1)         ผีแถนหรือผีฟ้า คือเทวดาอยู่บนสวรรค์ ผีแถนอาจดลบันดาลให้คนมีความสุขหรือความทุกข์ก็ได้ ดังนั้นคนต้องอยู่ในทำนองครองธรรม ผีแถนจึงจะให้ความปกป้องดูแล (หน้า 30)
2)         ผีบ้านผีเรือน ทำหน้าที่ดูแลรักษาบ้านเมืองให้เกิดสันติสุข ผีชนิดนี้อาจอยู่ตามป่าเขา หรือศาลหลักเมือง สำหรับผีบ้าน (ผีประจำหมู่บ้าน) จะอยู่ที่ศาลเจ้าปู่ซึ่งแต่ละปีก็จะจัดพิธีเซ่นไหว้ (หน้า 32)
3)         ผีบรรพบรุษ คือผีปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ หลังจาดกเสียชีวิตลูกหลานก็จะเชิญดวงวิญญาณให้มาอยู่ที่ห้อง ”กะล่อห่อง” โดยจะทำพิธีเสนเรือนเพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษทุกปีเป็นประจำ (หน้า 32)
4)         ผีป่า ผีขวงและผีต่างๆ   คือผีที่อยู่ตามป่าเขาถ้าคนทำให้แค้นเคืองใจก็จะทำให้เป็นไข้ไม่สบายได้รับความเดือดร้อน (หน้า 32)
 
ขวัญ        เชื่อว่าในร่างกายจะมีขวัญทั้งหมด 32 ขวัญ ถ้าขวัญออกจากร่างกายก็จะทำให้เป็นไข้ไม่สบายการรักษาต้องทำพิธีสู่ขวัญ เรียกขวัญให้กลับมาเหมือนเดิมแต่หลังจากที่คนเสียชีวิตไปแล้วขวัญจะไปอยู่หลายที่เช่น “ขวัญกก” หรือ “ขวัญต้น” จะขึ้นไปอยู่ที่เมืองฟ้า “ขวัญหัว” จะไปอยู่ที่ “กะล่อห่อง” กับลูกหลาน  กรณีที่ไม่มีลูกชายก็จะไปอยู่ที่ “ตูบ” ที่อยู่ใกล้กับบ้านลูกเขย สำหรับขวัญปลาย(เงา) นั้นจะกลับไปอยู่ป่าช้า (หน้า 32)

Education and Socialization

ไม่มีข้อมูล

Health and Medicine

ไม่มีข้อมูล

Art and Crafts (including Clothing Costume)

การแต่งกายของลาวโซ่ง
สวมชุดสีดำ ซึ่งคำว่า ลาวทรงดำ แปลว่า คนที่สวมเสื้อผ้าสีดำ หรือผู้ไทยที่สวมกางเกงสีดำ (หน้า 27)

Folklore

ไม่มีข้อมูล

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ไม่มีข้อมูล

Social Cultural and Identity Change

ไม่มีข้อมูล

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

การเรียงคำและรูปประโยค 
การเรียงลำดับคำคล้ายกับภาษาไทยหรือแตกต่างกันไม่มาก  การเรียงคำขยายจะเรียงไว้หลังคำที่ถูกขยาย เช่น คำขยายนามจะตามหลังคำนาม คำขยายคำกริยาจะตามหลังคำกริยา คำขยายคำวิเศษณ์จะตามหลังคำวิเศษณ์ ตัวอย่างเช่น  (หน้า 90)
คำขยายคำนาม  เช่น
kai 3  pa:3             ไก่ป่า
pa:1  kem 2           ปลาเค็ม
phak 3  lip 3          ผักสด (ดูตัวอย่างทั้งหมด หน้า 91)
 
คำขยายคำกริยา   เช่น
pa?3  liu 2              พูดเร็ว
?et 4  liu 2  liu 2      ทำเร็วๆ (ดูหน้า 91)
 
คำขยายคำวิเศษณ์  
can1  ?e:1          สวย (หน้า 91)
li:1   ?e:1            ดีมาก (หน้า 92)
 
การเรียงคำแสดงคำถาม  ท้ายประโยคจะมีคำว่า อะไร,ไหน ไหม,อย่างไร,เท่าไร เช่น
su:1  mak4  man2  ja 4             เธอชอบมันไหม (ดูหน้า 92)
 
การเรียงคำปฏิเสธ   ประกอบด้วยการเรียงคำปฏิเสธหน้าคำกริยาคือ
ประธาน+คำปฏิเสธ+กริยา   เช่น  เราไม่กลัว (หน้า 93)
การเรียงคำปฏิเสธหลังคำกริยา คือ
ประธาน+กริยา+คำปฏิเสธ เช่น  เขาว่ายน้ำไม่เป็น (ดูที่หน้า 94)
 
การเรียงคำนับจำนวน 
การเรียงคำเป็นรูปแบบคำนาม+คำนับจำนวน+คำลักษณะนาม  (หน้า 94) เช่น
to :1  ma:1  si:3  to:1                                หมา 4 ตัว
sau 1  mi:2  to: 1  mu: 1  ?e: 1  to:1         เขามีหมูหลายตัว (หน้า 95)
 
การเรียงคำแสดงความเป็นเจ้าของ 
            การเรียงคำคือ คำนาม+คำสรรพนาม คาดว่าเมื่อก่อนมีคำว่าของอยู่ในโครงสร้างของประโยคแต่ได้หายไปเมื่อใช้บ่อยๆ  เช่น
lu?4  sau1 ta:i1  met 3           ลูกของเขาตายหมด (ดูตัวอย่าง หน้า 97)
 
การเรียงคำของอนุประโยคที่ใช้เป็นส่วนขยาย  
มีรูปแบบคือ   คำนาม+ อนุประโยค เช่น
To:1  nok4  thi:4  bin1  ju:3  kapu:n 5  pen 1  to: 1 nok4 sau 1 fai 2
นกที่กำลังบินอยู่โน้นเป็นนกเขาไฟ (หน้า 98)
 
รูปประโยคภาษาลาวโซ่ง
            มีการเรียงประโยคเหมือนกับภาษาไทยมาตรฐาน รูปประโยคที่ใช้ได้แก่  ประธาน+กริยา+กรรม การเรียงแบบนี้เรียก ประโยคสามส่วน  เช่น
Ku: 1  kin1  khau 5          ฉันกินข้าว (หน้า 99) บางกรณีประโยคจะมีส่วนเดียว ได้แก่ส่วนที่เป็นประธานหรือส่วนที่เป็นกรรมเพราะตัดกริยาและกรรม บางครั้งก็ตัดประธานและกริยาออก เช่นประโยคคำตอบเมื่อมีคนถาม  ซึ่งรูปประโยคของลาวโซ่ง ผู้เขียนได้ระบุว่าประกอบด้วยรูปประโยคดังนี้
1)         ประธาน+กริยา
2)         กริยา+กรรม
3)         กริยา
4)         ประธาน
5)         กรรม
6)         กรรม+ประธาน+กริยา (หน้า 100)
สำหรับประโยคสองส่วนแบบ  ประธาน+ กริยา  เช่น   fa:6  kha:        ฟ้าผ่า
fon1  tok3        ฝนตก (ดูตัวอย่างต่างๆ หน้า 101) สำหรับรูปประโยคอื่นๆ มีดังนี้
รูปประโยคบอกเล่า มีรูปแบบประโยคเช่น ประธาน+ กริยา+กรรมบางครั้งก็ตัดประธานออก มีเพียงกริยา+กรรม บางครั้งก็มีแต่กริยา เป็นต้น (หน้า 106)
 
รูปประโยคคำถาม
          ใช้คำว่าใครเพื่อแสดงคำถาม เช่น ใครปลูกต้นไม้ ฯลฯ (หน้า 106)
 
รูปประโยคปฏิเสธ
มักจะใช้คำว่า “ไม่”,ไม่ได้ เช่น เราไม่กลัว,เขาว่ายน้ำไม่เป็น (ดูตัวอย่างหน้า 110)

Google Map

Map/Illustration

แผนที่           จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง (หน้า 10,11) อำเภอบ้านแพ้ว (หน้า 14)   ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน (หน้า 23)    ถิ่นฐานเดิมของลาวโซ่ง (หน้า 26) การกระจายของลาวโซ่งในประเทศไทย (หน้า 31)


ตาราง          หน่วยเสียงพยัญชนะ (หน้า 34)สระเดี่ยว (หน้า 35) สรรพนามในภาษาลาวโซ่ง (หน้า 70-71) ลักษณะคำนาม (หน้า 88)  เปรียบเทียบภาษาลาวโซ่งกับภาษาไทยมาตรฐาน (หน้า 114-131) รายการคำ (ภาคผนวก ข หน้า 181-211)

Text Analyst ภูมิชาย คชมิตร Date of Report 29 มิ.ย 2560
TAG ลาวโซ่ง, ภาษา, คำ, ความหมาย, สมุทรสาคร, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง