ค้นหาข้อมูล
ค้นหาแบบละเอียด
  •   ความเป็นมาและหลักเหตุผล

    เพื่อรวบรวมงานวิจัยทางชาติพันธุ์ที่มีคุณภาพมาสกัดสาระสำคัญในเชิงมานุษยวิทยาและเผยแผ่สาระงานวิจัยแก่นักวิชาการ นักศึกษานักเรียนและผู้สนใจให้เข้าถึงงานวิจัยทางชาติพันธุ์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

  •   กลุ่มชาติพันธุ์และขอบเขตพื้นที่ที่จะสรุปงานวิจัยลงฐานข้อมูล

    ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน ในขั้นแรกนี้โครงการฯ เลือกเก็บเนื้อหา “กลุ่มชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็น “ชนกลุ่มน้อย” ของประเทศไทย ฐานข้อมูลจึงไม่มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับคนไทยภาคกลาง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ และยังไม่ได้รวมงานวิจัยเกี่ยวกับ “ชาวจีนโพ้นทะเล” ในประเทศไทย ซึ่งได้มีสถาบันวิชาการอื่นรวบรวมไว้แล้ว เช่น สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ภาพ-ข้าวห่อ อาหารของปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ. เชียงใหม่
  •   ฐานข้อมูลจำแนกกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อเรียกที่คนในใช้เรียกตนเอง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

    1. ชื่อเรียกที่ “คนอื่น” ใช้มักเป็นชื่อที่มีนัยในทางเหยียดหยาม ทำให้สมาชิกกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รู้สึกไม่ดี อยากจะใช้ชื่อที่เรียกตนเองมากกว่า ซึ่งคณะทำงานมองว่าน่าจะเป็น “สิทธิพื้นฐาน” ของการเป็นมนุษย์

    2. ชื่อเรียกชาติพันธุ์ของตนเองมีความชัดเจนว่าหมายถึงใคร มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และตั้งถิ่นฐานอยู่แห่งใดมากกว่าชื่อที่คนอื่นเรียก ซึ่งมักจะมีความหมายเลื่อนลอย ไม่แน่ชัดว่าหมายถึงใคร เช่น คำว่า “ลัวะ” ถูกใช้ในเรียกรวมในกลุ่ม ลเวือะ ลัวะ และปลัง เป็นต้น


    ภาพ-เยาวชนปกาเกอะญอ บ้านมอวาคี จ.เชียงใหม่

  •  

    จากการรวบรวมงานวิจัยในฐานข้อมูลและหลักการจำแนกชื่อเรียกชาติพันธุ์ที่คนในใช้เรียกตนเอง พบว่า ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 62 กลุ่ม


    ภาพ-สุภาษิตปกาเกอะญอ
  •   การจำแนกกลุ่มชนมีลักษณะพิเศษกว่าการจำแนกสรรพสิ่งอื่นๆ

    เพราะกลุ่มชนต่างๆ มีความรู้สึกนึกคิดและภาษาที่จะแสดงออกมาได้ว่า “คิดหรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นใคร” ซึ่งการจำแนกตนเองนี้ อาจแตกต่างไปจากที่คนนอกจำแนกให้ ในการศึกษาเรื่องนี้นักมานุษยวิทยาจึงต้องเพิ่มมุมมองเรื่องจิตสำนึกและชื่อเรียกตัวเองของคนในกลุ่มชาติพันธุ์ 


    ภาพ-สลากย้อม งานบุญของยอง จ.ลำพูน
  •   มโนทัศน์ความหมายกลุ่มชาติพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาต่างๆ กัน

    ในช่วงทศวรรษของ 2490-2510 ในสาขาวิชามานุษยวิทยา “กลุ่มชาติพันธุ์” คือ กลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมเฉพาะแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นๆ ซึ่งมักจะเป็นการกำหนดในเชิงวัตถุวิสัย โดยนักมานุษยวิทยาซึ่งสนใจในเรื่องมนุษย์และวัฒนธรรม

    แต่ความหมายของ “กลุ่มชาติพันธุ์” ในช่วงหลังทศวรรษ 
    2510 ได้เน้นไปที่จิตสำนึกในการจำแนกชาติพันธุ์บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรมโดยตัวสมาชิกชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มเป็นสำคัญ... (อ่านเพิ่มใน เกี่ยวกับโครงการ/คู่มือการใช้)



    ภาพ-หาดราไวย์ จ.ภูเก็ต บ้านของอูรักลาโว้ย
  •   สนุก

    วิชาคอมพิวเตอร์ของนักเรียน
    ปกาเกอะญอ  อ. แม่ลาน้อย
    จ. แม่ฮ่องสอน


    ภาพโดย อาทิตย์    ทองดุศรี

  •   ข้าวไร่

    ผลิตผลจากไร่หมุนเวียน
    ของชาวโผล่ว (กะเหรี่ยงโปว์)   
    ต. ไล่โว่    อ.สังขละบุรี  
    จ. กาญจนบุรี

  •   ด้าย

    แม่บ้านปกาเกอะญอ
    เตรียมด้ายทอผ้า
    หินลาดใน  จ. เชียงราย

    ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ถั่วเน่า

    อาหารและเครื่องปรุงหลัก
    ของคนไต(ไทใหญ่)
    จ.แม่ฮ่องสอน

     ภาพโดย เพ็ญรุ่ง สุริยกานต์
  •   ผู้หญิง

    โผล่ว(กะเหรี่ยงโปว์)
    บ้านไล่โว่ 
    อ.สังขละบุรี
    จ. กาญจนบุรี

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   บุญ

    ประเพณีบุญข้าวใหม่
    ชาวโผล่ว    ต. ไล่โว่
    อ.สังขละบุรี  จ.กาญจนบุรี

    ภาพโดยศรยุทธ  เอี่ยมเอื้อยุทธ

  •   ปอยส่างลอง แม่ฮ่องสอน

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ปอยส่างลอง

    บรรพชาสามเณร
    งานบุญยิ่งใหญ่ของคนไต
    จ.แม่ฮ่องสอน

    ภาพโดย เบญจพล  วรรณถนอม
  •   อลอง

    จากพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ
    ทรงละทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าสู่
    ร่มกาสาวพัสตร์เพื่อแสวงหา
    มรรคผลนิพพาน


    ภาพโดย  ดอกรัก  พยัคศรี

  •   สามเณร

    จากส่างลองสู่สามเณร
    บวชเรียนพระธรรมภาคฤดูร้อน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   พระพาราละแข่ง วัดหัวเวียง จ. แม่ฮ่องสอน

    หล่อจำลองจาก “พระมหามุนี” 
    ณ เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า
    ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูป
    คู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม

  •   เมตตา

    จิตรกรรมพุทธประวัติศิลปะไต
    วัดจองคำ-จองกลาง
    จ. แม่ฮ่องสอน
  •   วัดจองคำ-จองกลาง จ. แม่ฮ่องสอน


    เสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม
    เมืองไตแม่ฮ่องสอน

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ใส

    ม้งวัยเยาว์ ณ บ้านกิ่วกาญจน์
    ต. ริมโขง อ. เชียงของ
    จ. เชียงราย
  •   ยิ้ม

    แม้ชาวเลจะประสบปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย
    พื้นที่ทำประมง  แต่ด้วยความหวัง....
    ทำให้วันนี้ยังยิ้มได้

    ภาพโดยเบญจพล วรรณถนอม
  •   ผสมผสาน

    อาภรณ์ผสานผสมระหว่างผ้าทอปกาเกอญอกับเสื้อยืดจากสังคมเมือง
    บ้านแม่ลาน้อย จ. แม่ฮ่องสอน
    ภาพโดย อาทิตย์ ทองดุศรี
  •   เกาะหลีเป๊ะ จ. สตูล

    แผนที่ในเกาะหลีเป๊ะ 
    ถิ่นเดิมของชาวเลที่ ณ วันนี้
    ถูกโอบล้อมด้วยรีสอร์ทการท่องเที่ยว
  •   ตะวันรุ่งที่ไล่โว่ จ. กาญจนบุรี

    ไล่โว่ หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ผาหินแดง เป็นชุมชนคนโผล่งที่แวดล้อมด้วยขุนเขาและผืนป่า 
    อาณาเขตของตำบลไล่โว่เป็นส่วนหนึ่งของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรแถบอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 

    ภาพโดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
  •   การแข่งขันยิงหน้าไม้ของอาข่า

    การแข่งขันยิงหน้าไม้ในเทศกาลโล้ชิงช้าของอาข่า ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่บ้านสามแยกอีก้อ อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
 
  Princess Maha Chakri Sirindhorn Anthropology Centre
Ethnic Groups Research Database
Sorted by date | title

   Record

 
Subject ผู้ไท,ผ้าแพรวา,ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม,กาฬสินธุ์
Author สุรศักดิ์ พิมพ์เสน
Title ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนผู้ไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
Document Type บทความ Original Language of Text ภาษาไทย
Ethnic Identity ผู้ไท ภูไท, Language and Linguistic Affiliations ไท(Tai)
Location of
Documents
ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร Total Pages 18 Year 2546
Source รวมบทความทางวิชาการไทศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
Abstract

ชุมชนผู้ไทบ้านโพนเป็นชุมชนที่ยังมีความเข้มแข็งทางด้านประเพณี วัฒนธรรม มีภาษาพูดที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง นับถือศาสนาพุทธมีการทำบุญตามจารีตประเพณี 12 เดือน ประเพณีสำคัญคือบุญบั้งไฟ มีงานศิลปหัตถกรรมการผลิตผ้าไหมแพรวาที่มีชื่อเสียงจนได้รับฉายาว่าผ้าไหมแพรวาเป็นราชินีไหมไทย ชื่อเสียงของผ้าไหมแพรวาทำให้ชาวบ้านโพนมีรายได้เพิ่มขึ้น ฐานะครอบครัวมั่นคง ถือเป็นจุดเริ่มแรกของการนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่หมู่บ้าน นำเงินตราเข้าสู่หมู่บ้านและนำเรื่องราวของชุมชนออกสู่โลกภายนอกเป็นที่รู้จัก ดังนั้นชุมชนผู้ไทบ้านโพนจึงมีความพร้อมในด้านวัฒนธรรม อันเกิดจากการสั่งสมภูมิปัญญาของชาวบ้าน มีศักยภาพเพียงพอที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้

Focus

เน้นการศึกษาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของชุมชนผู้ไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีชื่อเสียงด้านขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมและการผลิตผ้าไหมแพรวา เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์ต่อชุนชมอย่างเป็นธรรม (หน้า 174)

Theoretical Issues

แนวคิดเกิดจากการตั้งคำถามว่าชุมชนผู้ไทบ้านโพนซึ่งมีความโดดเด่นของวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตผ้าไหมแพรวาที่มีชื่อเสียง มีศักยภาพพอที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้หรือไม่ เพียงใดและหากเป็นไปได้ในรูปแบบใด (หน้า 174)

Ethnic Group in the Focus

ผู้ไท เป็นกลุ่มชนที่มีความเหนียวแน่นในการรักษาจารีตประเพณีของตนเอง มีความกลมเกลียวรักพวกพ้อง ซึ่งจะเห็นได้จากผู้ไทในอดีตจะไม่แต่งงานกับคนนอกกลุ่มชาติพันธุ์และเชื่อฟังผู้นำเป็นอย่างมาก (หน้า 171)

Language and Linguistic Affiliations

ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน แค่เพียงกล่าวว่า ชุมชนผู้ไทบ้านโพนมีภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง (หน้า 174)

Study Period (Data Collection)

ปี พ.ศ.2545 (หน้า 174)

History of the Group and Community

" ชาวผู้ไทในจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติศาสตร์การอพยพยาวนาน ซึ่งเป็นชาวผู้ไทกลุ่มเดียวกับชาวผู้ไทที่อาศัยอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท มีเมืองแถง เมืองไล เป็นถิ่นที่อยู่เดิม แค้วนสิบสองจุไทเป็นดินแดนปลายสุดของราชอาณาจักรสยาม" ในราว พ.ศ.2321 ดินแดนสิบสองจุไทได้ตกเป็นของประเทศไทยในรัชกาลของพระเจ้ากรุงธนบุรี ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยได้ยกกองทัพไปตีเมืองลานช้างแล้วกวาดต้อนผู้ไทมาอยู่แถบภาคกลางของไทยคือจังหวัดเพชรบุรี จนต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ยกกองทัพไปปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์แล้วกวาดต้อนครอบครัวผู้ไทจากเมืองต่าง ๆ ในประเทศลาวให้มาอยู่ในภาคอีสานที่จังหวัดนครพนม สกลนคร และกาฬสินธุ์ (หน้า 171-172)

Settlement Pattern

ชาวบ้านโพน ใช้น้ำประปาและน้ำบาดาล มีไฟฟ้าและโทรศัพท์ใช้ทั่วถึงทุกหมู่บ้าน ถนนในหมู่บ้านเป็นถนนลาดยางและถนนคอนกรีตมีสถานีอนามัย 1 แห่ง ร้านอาหาร 6 ร้าน (หน้า 183)

Demography

จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้ไทอาศัยอยู่หนาแน่นทั้งหมด 5 อำเภอ คือ อำเภอเขาวง อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอสหัสขันธ์ และอำเภอคำม่วง (หน้า 172)

Economy

ผู้ไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีการผลิตผ้าไหมแพรวาโดยมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมเพื่อใช้สอยในครัวเรือน ใช้เป็นของกำนัลแก่แขกผู้มาเยือนและใช้ในงานสำคัญ การผลิตผ้าไหมแพรวามีปรากฏอยู่ในทุกหลังคาเรือน ปัจจุบันผลิตผ้าไหมแพรวาเพื่อออกจำหน่ายทำให้ชาวบ้านโพนมีรายได้ จากการขายผ้าไหมแพรวาและจากการท่องเที่ยว ทำให้ฐานะครอบครัวมั่นคงขึ้น ในเรื่องการบริโภคนั้นอาหารที่ชาวบ้านโพนรับประทานเป็นอาหารพื้นบ้านอีสานทั่วไป (หน้า 172-173, 183-184)

Social Organization

สตรีชาวบ้านโพนเป็นผู้ที่มีบทบาทในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยกลุ่มแม่บ้านมีประมาณ 300 ครอบครัว มีศูนย์วิจิตรแพรวาเป็นที่จัดแสดงผ้าไหมแพรวา ในการต้อนรับกลุ่มแม่บ้านจะรวมกันมาต้อนรับตามความเหมาะสม จะแบ่งหน้าที่มาดูแลวันละ 5 คนต่อหมู่บ้านสลับสับเปลี่ยนกันไปหมู่บ้านละ 1 วันต่อสัปดาห์ (หน้า 175, 176)

Political Organization

ปัจจุบันมีองค์กรต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชนพยายามสร้างบทบาทส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านโพน เช่น อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานจังหวัดกาฬสินธุ์ เหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์รวมทั้งสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเขต 3 และหน่วยงานราชการอื่น ๆ ภายนอกจังหวัดกาฬสินธุ์ที่จัดทัวร์และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแพรวา โดยการเข้ามาช่วยเหลือของหน่วยงานในจังหวัดกาฬสินธุ์ก่อให้เกิดประโยชน์และปัญหาต่อการจัดการท่องเที่ยวในชุมชนบ้านโพน (หน้า 183)

Belief System

ชุมชนบ้านโพนนับถือพุทธศาสนามีการทำบุญตามจารีตประเพณี 12 เดือน ประเพณีบุญที่สำคัญที่สุด คือ บุญเดือน 6 หรือบุญบั้งไฟ ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการทำบุญเพื่อสื่อสารกับผีบรรพบุรุษ และเทพเจ้าแห่งผีสูงสุดคือพระยาแถน ผู้สามารถดลบันดาลน้ำและฝนให้กับมนุษย์โลกได้ ส่วนประเพณีอื่น ๆ ได้แก่ บุญปีใหม่เดือนมกราคม บุญพระเวสในเดือนมีนาคม บุญสงกรานต์เดือนเมษายน (หน้า 174, 175, 179)

Education and Socialization

ชุมชนผู้ไทบ้านโพนเน้นการให้ความรู้ในการผลิตผ้าไหมแพรวา ซึ่งพบว่าสตรีผู้ไทตั้งแต่อายุ 8 ปีขึ้นไปสามารถทอผ้าไหมแพรวาได้ทุกคน (หน้า 175)

Health and Medicine

ในหมู่บ้านชาวบ้านโพนมีสถานีอนามัย 1 แห่ง (หน้า 183)

Art and Crafts (including Clothing Costume)

ชุมชนผู้ไทบ้านโพน อำเภอคำม่วง เป็นชุมชนที่มีความโดดเด่นในด้านการรักษาประเพณีและมีศิลปะหัตถกรรมการผลิตผ้าไหมแพรวาที่ลือชื่อจนได้รับฉายาว่า ผ้าไหมแพรวาเป็นราชินีไหมไทย และชาวบ้านโพนก็เป็นผู้ไทกลุ่มแรกที่ผลิตผ้าไหมแพรวาในประเทศไทย ความหมายของแพรวา หมายถึง ผ้าสไบของหญิงสาว ผู้ไทที่ใช้ห่มเฉียงไหล่ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 วา กว้างประมาณครึ่งวา ภายหลังได้พัฒนาความยาวตามความต้องการของผู้ใช้ สำหรับความหมายเชิงซ้อนของแพรวาย่อมหมายถึงคุณค่าอันแสดงศิลปะการทอลวดลายดั้งเดิม ประมาณ 60 ลาบ ลงไปในผืนผ้าอันเกิดจากผู้หญิงผู้ไทที่มีความสามารถ และเป็นที่ชื่นชมเป็นที่ยอมรับของสังคมในกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ความงดงามและหลากหลายลวดลายที่ถูกถ่ายทอดลงบนผ้าไหม จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงฝีมือและความชาญฉลาดของหญิงสาวคนนั้น ผ้าที่จัดอยู่ในระดับวิจิตรพิสดารจะมีลายผ้าประมาณ 9 ลายไปจนถึง 14 ลาย ซึ่งศิลปะการถักทอเหล่านี้จะสามารถพบได้ตามบ้านเรือนต่าง ๆ ในชุมชนผู้ไทโดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม การแต่งกายของผู้ไทนั้นในการไปทำบุญผู้ไทจะแต่งกายด้วยชุดผู้ไทเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนของผู้หญิงและคนชราจะแต่งกายด้วยผ้าสีขาว สะพานตะกร้าอาหารไปทำบุญ นอกจากนี้ ยังมีการละเล่นขบวนแห่บั้งไฟทั้งที่เป็นขบวนแห่เพื่อการประกวดและขบวนแห่ที่เป็นอิสระทั่วไป ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ไทในชุมชน ตั้งแต่หมู่ที่ 1 - หมู่ที่ 5 ทั้งเด็กคนหนุ่มสาว คนแก่ทุกเพศวัย ต่างเข้าร่วมขบวนแห่แต่งตัวหลากหลายตามรูปแบบวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน (หน้า 172, 174, 175, 179)

Folklore

"กาฬสินธุ์คำดินดำน้ำชุ่ม ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง ปลานางบ้อนคือขางฟ้าลั่น จักจั่นฮ้องคือฟ้าล่วงบน แตกจันจ้นคนปีบโฮแซว มีซุแนวเมืองนี้แอ่นระบำรำฟ้อน" ผญาโบราณบทนี้แสดงให้เห็นว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ในอดีตมีความอุดมสมบูรณ์มาก ดินมีแร่ธาตุและมีน้ำชุ่มดินอยู่ตลอด ในน้ำก็มีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพันธุ์ปลาต่างๆ มีความสุนกสานในวิถีชีวิต ซึ่งเป็นผญาที่แสดงวัฒนธรรมของผู้คนบนแผ่นดินนี้ นอกจากนี้ผญาแล้ว ชาวบ้านโพนยังมีกิจกรรมเกี่ยวกับภาษา การทายปัญหาแบบพื้นบ้าน การเล่านิทานก้อม (นิทานเรื่องสั้นๆ) อีกด้วย (หน้า 170, 186)

Ethnicity (Ethnic Identity, Boundaries and Ethnic Relation)

ตามประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดกาฬสินธุ์ ดินแดนแห่งนี้เป็นที่อยู่ของหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ละว้า ขอม ลาว ย้อ และผู้ไท (หน้า 171)

Social Cultural and Identity Change

การที่ชุมชนผู้ไทได้เข้ามาอยู่ในโครงการศิลปาชีพ ทำให้มีการพัฒนาผ้าแพรวา จากเดิมมีเฉพาะสีแดงเข้มให้มีสีพื้นหลากหลายส่วนลายดอกสลับสอดสีไหมให้กลมกลืนสวยงาม และโปรดฯ ให้ความช่วยเหลือหาตลาดทำให้ชื่อเสียงผ้าไหมแพรวาเป็นที่รู้จัก เป็นจุดแรกของการท่องเที่ยวเข้าสู่หมู่บ้าน นอกจากนี้ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมยุคโลกาภิวัตน์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไป นำวัฒนธรรมภายนอกเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การแต่งกายแบบภาคกลางในขบวนแห่บุญบั้งไฟในบางส่วน หรือขบวนแห่บุญบั้งไฟให้ความสำคัญกับการประกวดมากเกินไป ใช้ภาษาภาคกลางมากเกินไป (หน้า 173, 185)

Critic Issues

ไม่มีข้อมูล

Other Issues

ไม่มี

Google Map

Map/Illustration

ไม่มี

Text Analyst อินทิรา วิทยสมบูรณ์ Date of Report 27 ก.ย. 2555
TAG ผู้ไท, ผ้าแพรวา, ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, กาฬสินธุ์, Translator -
 
 

 

ฐานข้อมูลอื่นๆของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทย
จารึกในประเทศไทย
จดหมายเหตุทางมานุษยวิทยา
แหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย
หนังสือเก่าชาวสยาม
ภาพยนตร์ชาติพันธุ์
ข่าวมานุษยวิทยา
ICH Learning Resources
ฐานข้อมูลเอกสารโบราณภูมิภาคตะวันตกในประเทศไทย
ฐานข้อมูลประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย
ฐานข้อมูลสังคม - วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  หน้าหลัก
งานวิจัยชาติพันธุ์ในประเทศไทย
บทความชาติพันธุ์
ข่าวชาติพันธุ์
เครือข่ายชาติพันธุ์
เกี่ยวกับเรา
เมนูหลักภายในเว็บไซต์
  ข้อมูลโครงการ
ทีมงาน
ติดต่อเรา
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
ช่วยเหลือ
  กฏกติกาและมารยาท
แบบสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย


ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เลขที่ 20 ถนนบรมราชชนนี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 
Tel. +66 2 8809429 | Fax. +66 2 8809332 | E-mail. webmaster@sac.or.th 
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2549    |   เงื่อนไขและข้อตกลง